ลุยล้างบางขบวนการค้ายา ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ป.ป.ส. จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง

ลุยล้างบางขบวนการค้ายา ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ป.ป.ส. จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง

ลุยล้างบางขบวนการค้ายา ‘อนุทิน’ นั่งประธาน ป.ป.ส. จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

“นายกฯ” ประชุมยาเสพติด ระดมทุกหน่วยงานทั่วประเทศ ถกมาตรการเร่งด่วนสกัดขบวนการลักลอบขนยาเข้าออสเตรเลีย หลังพบครึ่งปีแรกผู้เดินทางออกจากไทยถูกตั้งข้อหา “นำเข้ายาเสพติด” แล้ว 6 คดี จ่อหาวิธีสกัดตั้งแต่ต้นทาง บอก “โชคไม่ดี” ถูกส่งโดยแอร์การบินไทย ทำเสียภาพลักษณ์ประเทศ ลั่น ขอให้มั่นใจเป็นนายกฯคนแรก คุม “ป.ป.ส.” เอง ไม่ยอมเอาชีวิตเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง เชื่อทุกหน่วยงานทุ่มเทไม่มีนอกมีใน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 69 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ และมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) , นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) , พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย , นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้แทนเหล่าทัพ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง , พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม , กระทรวงมหาดไทย , กระทรวงยุติธรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม

อนุทิน ชาญวีรกูล

โดย นายกรัฐมนตรี กล่าวช่วงเริ่มการประชุมว่า ขออภัยที่เปิดประชุมล่าช้า เพราะมีประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่ต้องหารือ และตัดสินใจร่วมกับหลายหน่วยงาน ซึ่งประเด็นที่ประชุมในวันนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน จึงต้องขอเวลาในเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องสอบราชการให้เสร็จเรียบร้อยก่อน จึงจะมาประชุมที่นี่ได้ ถ้ามีสิ่งที่คาศีรษะ ค่าสมอง อยู่จะประชุมไม่รู้เรื่อง 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนรับทราบจากเลขาธิการ ป.ป.ส. ว่าโดยปกติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชุดนี้ แม้จะเป็นการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนใหญ่จะมอบรองนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่ แต่วันนี้ตนได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เห็นชื่อหน่วยงาน ป.ป.ส. จึงขอตัดสินใจมาดูแลเอง ซึ่งตนน่าจะเป็นนายกฯคนแรก ทำให้รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมงานกับทุกท่าน และกำกับดูแลหน่วยงานนี้เอง 

อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งนี้ขอให้ทุกท่านมีความมั่นใจว่าตนพร้อมให้การสนับสนุน และจะทำทุกอย่างร่วมกับคณะกรรมการ และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน การที่จะทำให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไขป้องกัน ปราบปราม และกำจัดให้หมดไปภายใต้ขอบเขตหน้าที่ที่มีอยู่ ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ถือเป็นวาระแห่งชาติ ใช้โอกาสจากตำแหน่งที่ตนมีอยู่ ซึ่งสามารถเชื่อมประสานกับทุกหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน องค์กรอิสระต่างๆได้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะขอใช้โอกาสนี้ในการแสวงหาความร่วมมือบูรณาการปราบปรามปัญหายาเสพติดให้ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ท่านอาจจะไม่ทราบว่าทำไมตนพูดแบบนี้ เพราะสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตนอยากทำแบบนี้ แต่รัฐมนตรีกระทรวงอื่นๆไม่เอาด้วยก็เลยมาเป็นนายกรัฐมนตรีดีกว่า ทุกหน่วยงานต้องให้ความร่วมมือ เพราะถือเป็นนโยบายหลักรัฐบาล ที่ผ่านมาตนให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ ต้องขอชื่นชมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทหาร ฝ่ายปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ที่ให้ความร่วมมือ โดยมีการแถลงข่าวเรื่องการจับป้องกันปราบปรามแทบทุกเดือน แต่แถลงเท่าไหร่กี่โลกี่ล้านเม็ด สิ่งที่เราทำได้ขณะนี้คือเป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงไม่ให้ถึงปลายทาง แต่ก็มีการเล็ดลอดออกไป ตนจึงได้หารือกับกองทัพว่าทำอย่างไรจะกำจัดกระบวนการค้ายาเสพติดถึงต้นทางได้เลย ไม่เช่นนั้นจะเป็นโปลิศจับขโมยแบบนี้ไปเรื่อยๆ แม้ประชาชนจะชื่นชม และทำให้ขบวนการลักลอบขนยาเสพติดยากลำบาก แต่ยังขบวนการเหล่านี้ยังเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ ดังนั้น ทำไมเราจะต้องเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง ตนต้องยึดถือคุณค่าชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่รับราชการ และได้รับการฝึกมาอย่างดี ว่าจะเอาไปแลกกับคนเหล่านั้นไม่ได้ ถ้าตนยังมีหน้าที่รับผิดชอบตรงนี้อยู่ จะไม่ยอมให้เอาคนของเราไปเสี่ยงตรงนั้น จึงต้องมานั่งคิดถึงการปราบปรามกำจัดที่ต้นตอ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตนทำงานมากับพวกท่านจะ 10 เดือนแล้ว รู้สึกอยู่เสมอว่าทุกหน่วยงานมีความทุ่มเท โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการทั้งหลายเชื่อว่าไม่มีนอกไม่มีในแน่นอน ยังไม่เคยรู้สึกว่าในส่วนของเราจะมีเกลือเป็นหนอน หรือมีพิษ ที่จะทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลจะมีอุปสรรค ตนเชื่อในความรู้สึกของตัวเอง ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงนี้เพื่อที่จะดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้ไปด้วยกัน เพราะปัญหายาเสพติดไม่ได้เกิดความเสียหายกับเฉพาะผู้เสพเท่านั้น แต่เกิดความเสียหายในวงกว้าง สำคัญที่สุดคือเกิดความเสียหายกับภาพลักษณ์ของประเทศไทย ถ้าเราทำเรื่องนี้ไม่ได้ศักดิ์ศรีของประเทศไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เขาจะตรวจเป็นพิเศษต้องมีวีซ่าพิเศษ คนอื่นเข้าไปได้ง่ายๆทำอะไรง่ายๆ แต่ถ้าประเทศไทยไม่กำจัดจริงจังต่อไปเวลาเดินทางไปต่างประเทศเห็นพาสปอร์ตไทย เขาก็ผายมือเชิญเข้าห้อง เกิดความเสียหายต่างๆตามมาทั้งอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัย รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศที่จะไม่มาประเทศไทย เราจึงไม่มีทางที่จะประนีประนอมกับขบวนการค้ายาเสพติด

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะพิจารณาทบทวนการแก้ไขปัญหาลักลอบขนยาเสพติด กรณีเคสที่เกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย จากรายงานพบว่าช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้มีผู้เดินทางจากไทยถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 6 คดี ซึ่งถือว่ามากสำหรับประเทศอย่างออสเตรเลีย ซึ่งทำให้ประเทศไทยภาพลักษณ์เสียหาย จึงขอให้การประชุมในวันนี้มีการพิจารณาถึงกรณีของการบินไทยที่แอร์โฮสเตสที่ถูกทางการออสเตรเลียจับตัวอยู่ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

“วันนี้จะหารือ และหามาตรการ ให้นานาชาติได้เห็นว่าประเทศไทยมีการตอบสนองต่อเรื่องพวกนี้  และอยากจะฟังว่าเรามีมาตรการเพียงพอ และเป็นมาตรฐานนานาชาติแล้วหรือยัง ถ้าเรามีมาตรการแข็งขนาดไหนแต่ถ้าคนจะลักลอบอย่างไรก็ลักลอบได้ จึงต้องไปดูว่าจะมีการป้องกันขาออกได้น้อยแค่ไหน ต้องหาวิธีว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เขามาพูดได้ว่านี่คือจุดอ่อนของไทย” นายกฯ ระบุ

นายกฯ กล่าวว่า ความโชคไม่ดีอย่างหนึ่งคือไปโดยสายการบินไทย  ถึงแม้วันนี้ไม่ใช่สายการบินของรัฐบาล แต่ก็มีความเข้าใจในทางปฏิบัติว่านี่คือสายการบินแห่งชาติ ออกจากสนามบินไทย โดยลูกเรือซึ่งมีเอกสิทธิ์ในระดับหนึ่งเมื่อออกไป ซึ่งต้องขอแก้ไขสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พูดว่าต้องให้เกียรติลูกเรือบ้าง คิดว่าท่านคงใช้คำผิด แต่ท่านคงหมายความว่าปกติทั่วไปคนที่เป็นลูกเรือกัปตันนักบินแอร์โฮสเตส เวลากลับครื่องจะมีช่องทางพิเศษ ตรงนี้เป็นมาตรฐานทั่วไปหรือไม่ ประเทศอื่นทำแบบนี้หรือไม่ และเราทำหรือไม่ มีช่องทางอื่นที่ทำให้รั่วไหลออกไปทำให้เขาขนยาเสพติดออกไปได้หรือไม่ แต่ถ้าเราทำแล้วก็ต้องออกมาแถลงว่าเราทำตามมาตรฐานสากลทุกประการ

อนุทิน ชาญวีรกูล

เค้นสอบคนขับเก๋ง ส่งยาให้แอร์สาว พบ 2 ตัวการใหญ่เพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน

เค้นสอบคนขับเก๋ง ส่งยาให้แอร์สาว พบ 2 ตัวการใหญ่เพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน

เค้นสอบคนขับเก๋ง ส่งยาให้แอร์สาว พบ 2 ตัวการใหญ่เพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

เลขา ป.ป.ส. เผย พบตัวคนขับเก๋งหิ้วพัสดุปริศนาส่งคอนโด “แอร์มีนา” แล้ว อยู่ระหว่างสอบขยายผล พบ 2 ตัวการใหญ่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน รับผิดชอบส่งยาไปออสเตรเลีย-ไต้หวัน ย้ำไทยเป็นเพียงแค่ทางผ่าน

เมื่อเวลา 13.35 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กล่าวถึงกรณีตำรวจคุมตัว คนขับรถเก๋งส่งพัสดุปริศนาให้ “แอร์โฮสเตส มีนา” ว่า ที่ผ่านมาทางตำรวจนครบาลได้ติดตามไรเดอร์ที่ไปส่งของ โดยขณะนี้อยู่ในกระบวนการสอบปากคำอยู่เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงว่าเรื่องเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้เรากำลังตามอีกคน ที่หิ้วกล่องพัสดุไปที่คอนโดแอร์ฯ มีนา ซึ่งเป็นคนขับรถเก๋งมา โดยซึ่งทางตำรวจนครบาลพบตัวแล้ว

เมื่อถามว่า เบื้องต้นคนขับรถเก๋งได้ให้การอย่างไรบ้าง พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการซักถามอยู่

เมื่อถามถึงกรณี 2 สามีภรรยาชาวลาวที่ถูกคุมตัวอยู่  พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เรากำลังสอบขยายผลอยู่ ซึ่งเขายืนยันถึงต้นตอกระบวนการนำเข้ายาเสพติด ผ่านทางประเทศไทยไปประเทศออสเตรเลีย และไต้หวัน ซึ่งจะมีคนที่เกี่ยวข้องอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน 2 คน ถือเป็นตัวการใหญ่ที่รับผิดชอบส่งยา 2 ขา ขาหนึ่งไปออสเตรเลีย อีกขาหนึ่งไปไต้หวัน

เมื่อถามว่า ในส่วนของประเทศไทยนอกจากไรเดอร์ส่งของหรือคนจ้าง
แอร์โฮสเตสหิ้วของไปแล้วมีคนไทยที่เป็นตัวใหญ่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่ พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า ยังๆ ตอนนี้เรากำลังขยายผลกันอยู่ แต่ยืนยันประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านเท่านั้น โดยคนขายกับคนที่อยู่ต่างประเทศที่รอรับ เขาจะติดต่อซื้อขายกันเอง

เมื่อถามย้ำว่า 2 สามีภรรยาชาวลาว บอกว่าส่งล็อตสุดท้ายวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมาหลังจากเคสของ “แอร์โอสเตส มีนา” ตรงนี้ติดตามเจอหรือยังว่าเขาส่งไปที่ไหน พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เราติดตามเจอหมดแล้ว ซึ่งจับกุมไปแล้ว 3 จุดตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.-1 ก.ค. แต่ก่อนหน้านั้นมีอยู่ ซึ่งเราขยายผลอยู่

เมื่อถามว่า เท่าที่มีการจับกุมมามีความเกี่ยวข้องกับเคสนี้กี่ครั้งแล้ว พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอ เพราะมีขบวนการเกี่ยวข้อง และคนที่เกี่ยวข้องเยอะมาก ขอรอ นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมวันนี้ก่อน 

เลิกจ่ายปีละ 4 หมื่นล้าน อนุทิน ดัน ฟลัดเวย์อยุธยา ลั่นสร้างโครงสร้างถาวรคุ้มค่ากว่าเยียวยา

เลิกจ่ายปีละ 4 หมื่นล้าน อนุทิน ดัน ฟลัดเวย์อยุธยา ลั่นสร้างโครงสร้างถาวรคุ้มค่ากว่าเยียวยา

เลิกจ่ายปีละ 4 หมื่นล้าน อนุทิน ดัน ฟลัดเวย์อยุธยา ลั่นสร้างโครงสร้างถาวรคุ้มค่ากว่าเยียวยา

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

นายกฯเดินหน้าแผนบริหารจัดการน้ำฟลัดเวย์ อยุธยา ย้ำความคุ้มทุน ไม่ต้องจ่ายเยียวยาชาวบ้านปีละ 4 หมื่นล้าน ลงทุนโครงสร้างถาวรเกิดประโยชน์ช่วยเกษตรกรได้มากกว่า 

เมื่อเวลา 11.35 น.วันที่ 3 ก.ค.69 ที่จ.อยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการฟลัดเวย์ (Floodway) เพื่อป้องกันอุทกภัย จ.อยุธยา ว่า โครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้าจากปัจจัยแทรกซ้อนหลายประการ ทั้งสถานการณ์โควิด-19 อุทกภัย อุบัติภัย และปัญหาสงคราม รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการก่อสร้าง จนรัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญาให้ตามสถานการณ์ แต่ในปัจจุบันจะต้องมีการบริหารจัดการใหม่เพื่อไม่ให้เกิดการขยายเวลาออกไปอีก

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ ยังกล่าวถึงแนวทางการเร่งรัดโครงการว่า สำหรับโครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับขั้นตอน หากโครงการลำดับแรกยังไม่แล้วเสร็จจนเป็นอุปสรรคต่อโครงการถัดไป จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น หรือหากโครงการใดสามารถดำเนินการแบบคู่ขนาน (Overlap) กันได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อส่วนงานที่กำลังก่อสร้างอยู่ ก็จะพิจารณาดำเนินการไปพร้อมกันทันที ส่วนประเด็นแหล่งเงินงบประมาณนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณปกติ รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ย้ำว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำมีความคุ้มค่ามากกว่าการจ่ายเงินเยียวยาในระยะยาว เนื่องจากทุกปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณกว่า 30,000 -​ 40,000 ล้านบาท สำหรับการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน 3 วัน ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาลงทุนในโครงสร้างถาวรจะเกิดประโยชน์มากกว่า ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรในการจัดเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ แต่ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินออกสู่ทะเลได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเมือง

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างนั้น โครงการในหลายพื้นที่ได้เริ่มต้นดำเนินการแล้ว อาทิ โครงการในพื้นที่อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีถึง 7 โครงการ รวมถึงการดำเนินงานในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เข้ามาดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและชุมชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นการบูรณาการภาพรวมการป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง โว อนิสงค์ ไทยช่วยไทย ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง

นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง โว อนิสงค์ ไทยช่วยไทย ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง

นายกฯ เปิดโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง โว อนิสงค์ ไทยช่วยไทย ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

“นายกฯ ”  เยือนกรุงเก่า เปิดตัวโครงการสินเชื่อ ธ.ก.ส.ดอกเบี้ย คนละครึ่ง  ลดภาระชีวิต -ลดต้นทุนผลิต บอก ชาวอยุธยา 7 โครงการชลประทาน หวังทุเลาน้ำท่วม  โว อนิสงค์”ไทยช่วยไทย” ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง 

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 3 ก.ค.69  ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนศรศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ร่วมเป็นเกียรติ 

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาส มีวาสนา มาพบกับพี่น้องประชาชนที่อำเภอบางบาลแห่งนี้ หลายครั้งที่ผ่านมา พี่น้องทั้งหลายต้องพายเรือมาหากัน แต่วันนี้เรามาทางบก แสดงว่า วันนี้น้ำยังไม่ท่วม และรัฐบาลก็จะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้หน้าน้ำ พ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงทุกคนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด  แม้เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่เราจะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบระบายน้ำ การเตรียมพร้อม แม้กระทั่งเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ พวกเรามาเพื่อนำโครงการที่จะลดภาระในการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเรื่องของด้านการเกษตร วันนี้ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกรรม เรามาเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต พูดง่าย ๆ คือ วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ในการจะไปปลูกข้าว ไปทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯ นี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% แล้วก็รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการอยู่เช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เพียงการกู้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้ นอกจากนี้ เราก็ร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้พี่น้องได้เข้าอบรมพัฒนาทักษะ เสริมความรู้ด้านการบริหารจัดการต้นทุน อันนี้สำคัญมาก ต้องให้ความรู้ในการที่จะทำให้พี่น้องได้บริหารต้นทุนให้ดี แล้วก็สามารถที่จะทำปัจจัยการผลิตที่เอามาทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพสูงมากขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น มีช่องทางการขายมากขึ้น และเรายังสนับสนุนการติดตามและส่งเสริมความร่วมมือในการยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลผลิตด้วย เช่น การส่งเสริมการเลือกใช้ปุ๋ย ให้เหมาะกับสภาพดิน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นที่จะลดต้นทุน ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและบริหารต้นทุน หรือแม้กระทั่งการใช้โดรนในการเพาะปลูก การเลือกใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อสภาพอากาศ เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะเราต้องทำให้พี่น้องทำเกษตรกรทั้งหลายมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้ไปตกปลาที่จะทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง โอกาสของตัวเองได้มากขึ้น และหวังว่าจะสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ไม่ได้ทำเฉพาะในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะรัฐบาลไม่ได้มองว่ามันเป็นการช่วยเหลือเพราะพี่น้องต้องการความช่วยเหลือ แต่รัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสภาพน้ำท่วม เราขอให้น้ำไม่ท่วม ขอให้ฝนไม่ตกไม่ได้ ยิ่งฝนไม่ตกแล้วเราจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเราเป็นอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อฝนตกแล้ว เราต้องบริหารสถานการณ์น้ำได้ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี รัฐบาลก็เร่งดำเนินการสร้างผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งที่อำเภอเสวนา โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลมาท่วม ในขณะเดียวกันที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ กรมชลประทานก็ออกแบบในการผันน้ำ เพราะที่ผ่านมา พอน้ำท่วม ก็มาจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งมันไม่คุ้มที่ต้องมานั่งทนอยู่แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วแค่รับถุงยังชีพ มันจะใช้ได้กี่วัน ทำมาหากินก็ลำบาก แต่รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาเหตุการณ์ภัยตลอด 45 ปีแล้ว และปีหลัง ๆ เนี่ย ภัยมันเยอะขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเยียวยา ปีหนึ่งก็ใช้เงินประมาณเฉลี่ย 50,000 ล้าน 6 ปี 300,000 ล้าน ซึ่งเมื่อเราทำโครงการผันน้ำ อย่างเช่น เอาง่าย ๆ เลยที่มีอยู่ในโครงการอยู่แล้ว ใช้เงินหลัก 1,000 ล้านบาท”นายกฯกล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานก็มีโครงการอยู่ 7 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ ก็หวังว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยเนี่ยเป็นไปไม่ได้ครับ เราสู้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำท่วมในอนาคต ช่วงน้ำท่วม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะต้องมีวิธีการมา ทำให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เช่น ช่วงปกติเราก็ทำนาปลูกข้าว ปลูกพืช เวลามีน้ำท่วม ก็หาปลาดี ๆ มาเลี้ยง ซึ่งต้องถือว่าเป็นโอกาสของเราเหมือนกัน เพราะประเทศที่สู้รบกันส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีน้ำมัน เป็นประเทศที่มีพลังงาน แต่เป็นประเทศที่ผลิตอาหารไม่ค่อยได้ แต่ “ประเทศไทยมีอาหาร” เรามีอาหารไปขายให้กับเขา ขายได้ราคาที่ดีด้วย สามารถทำให้ประเทศไทยเรามีจุดที่เราสามารถต่อรองกับเขาได้ด้วย เราก็ต้องหาจุดที่เราแข็งแรง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเรา แล้วก็สร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินงาน เพราะฉะนั้น เมื่อเรามาเห็นสภาพปุ๊บ เราก็ต้องเร่งแก้ไขผลักดันสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลงไปจนถึงปทุมธานี นนทบุรี หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร ก็จะได้รับอานิสงส์จากโครงการที่เราจะทำในเรื่องของชลประทาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ส่วนที่มันล้นก็ระบายออกไป ส่วนที่ต้องใช้ก็หาที่เก็บกักเอาไว้ เราทำงานร่วมกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย ที่ไม่ได้เป็นการแจกเงิน แต่เป็นการร่วมกันกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมา คือ เกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างมากมาย ขายของได้มากขึ้น

“อานุสงค์ที่เราใช้คำว่า  “ไทยช่วยไทยพลัส” มันไม่ใช่แค่รัฐบาลเติมเงินให้ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขายได้มากขึ้น เพราะซื้อมากขึ้น ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนไทยซึ่งกันและกัน ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เศรษฐกิจแข็งแรง มีเงินหมุนในระบบเพิ่มมากขึ้น เท่าที่ความสามารถของรัฐบาลมี ไม่เป็นการแบกภาระมากจนเกินไป และเมื่อรัฐบาลเป็นคนกู้ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบ และสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชน เราจะทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน” นายอนุทิน กล่าว

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง ยศชนัน ส่งมอบ รถไฟไทยทำ ขบวนแรกให้ รฟท.

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง ยศชนัน ส่งมอบ รถไฟไทยทำ ขบวนแรกให้ รฟท.

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง ยศชนัน ส่งมอบ รถไฟไทยทำ ขบวนแรกให้ รฟท.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

ก้าวประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมราง! “รองนายกฯ เชน” ส่งมอบ “รถไฟไทยทำ” ขบวนแรกให้ รฟท. ผลลัพธ์จากทุนวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยนักวิจัยและเอกชนไทยกว่า 30 แห่ง ออกแบบ-ผลิตเอง 100% พร้อมดัน Local Content ลดพึ่งพานำเข้า มุ่งเป้าสร้างเศรษฐกิจ Rail Economy

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีส่งมอบ “รถไฟไทยทำ” ซึ่งเป็นรถไฟโดยสารต้นแบบที่ต่อยอดจากผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยมี นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ “รถไฟไทยทำ” ไม่ได้อยู่แค่บนหิ้ง แต่ได้ลงมาวิ่งบนรางจริง ๆ แล้ว ซึ่งตอบโจทย์นโยบายสำคัญของรัฐบาลในการผลักดันงานวิจัยไทยให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยรถไฟขบวนนี้คือระบบ EV ระดับ Luxury Class ต้นแบบที่ออกแบบและผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือนักวิจัยและวิศวกรไทยทั้งหมด เป็นการผนึกกำลังด้านองค์ความรู้ระหว่างสถาบันวิจัยและภาคเอกชนกว่า 30 บริษัท ที่สำคัญคือมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าถึง 30% ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าของไทยทำไม่ได้แค่ทำได้ แต่เราแข่งขันได้จริง

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตว่า จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของรัฐ ในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีความต้องการตู้รถไฟโดยสารอีกกว่า 2,000 ตู้ การสร้าง “Rail Economy” หรือระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรางของเราเองจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดการพึ่งพิงการนำเข้า ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมการผลิต การสร้างงาน สร้างอาชีพ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และท้ายที่สุดเงินทุกบาทจะหมุนเวียนกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ด้าน ศ.(พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ ได้กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จนี้สะท้อนศักยภาพของคนไทยในการสร้างองค์ความรู้เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาวในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระบบราง สอดคล้องกับ นายอนันต์ ที่ระบุว่า รฟท. ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับมอบรถไฟที่ใช้วัสดุในประเทศในสัดส่วนสูง ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณชาติได้มาก โดยหลังจากนี้จะร่วมกันทดสอบความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ก่อนนำไปให้บริการจริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200–500 กิโลเมตรต่อไป

สำหรับ “รถไฟไทยทำ” ขบวนนี้ เป็นความร่วมมือกับ บริษัท กิจการร่วมค้า ไซโนเจน ปิ่นเพชร จำกัด จนสำเร็จเป็นตู้โดยสารต้นแบบขนาด 25 ที่นั่ง ที่มีน้ำหนักโครงสร้างเบาลงร้อยละ 22 รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และผ่านการทดสอบเดินรถจริงมาแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร ตัวรถใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศสูงถึงร้อยละ 44.1 และสร้างผลงานทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มอีก 7 ผลงาน โดยภายหลังพิธีส่งมอบ คณะผู้บริหารและสื่อมวลชนได้ร่วมโดยสารรถไฟเที่ยวพิเศษไปยังที่หยุดรถพระจอมเกล้า นับเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทยสู่การพึ่งพาตนเองด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคนไทยอย่างแท้จริง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ปิดช่องโหว่ทางอากาศ รัฐบาล ประกาศ ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม

ปิดช่องโหว่ทางอากาศ รัฐบาล ประกาศ ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม

ปิดช่องโหว่ทางอากาศ รัฐบาล ประกาศ ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

ยกระดับความปลอดภัยสนามบินไทย ใช้ Zero Trust ตรวจทุกคนเท่าเทียม ปิดช่องขบวนการลักลอบขนยาเสพติด

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีพนักงานต้อนรับสายการบินของไทยถูกควบคุมตัวที่ประเทศออสเตรเลีย ในคดีเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนส่งยาเสพติด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวต้องไม่ถูกมองเป็นเพียงกรณีเฉพาะบุคคล แต่ต้องใช้เป็นจุดทบทวนมาตรการคัดกรองความปลอดภัยในระบบการเดินทางทางอากาศทั้งหมด

รัชดา ธนาดิเรก

ทั้งนี้ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีถึงมาตรการที่หน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคงของไทยเตรียมเพิ่มความเข้มงวด หลังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยศุลกากร ป.ป.ส. ทอท. และบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันทั้งระยะเร่งด่วนและระยะต่อไป

มาตรการหลักสำคัญที่จะนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อไปคือ

1) ใช้หลัก Zero Trust โดยลูกเรือ กัปตัน พนักงานสายการบิน และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องถูกตรวจค้นภายใต้มาตรฐานเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป ไม่มีข้อยกเว้น 

2) เพิ่มความถี่การใช้สุนัข K9 ตรวจค้นทั้งเที่ยวบินขาเข้าและขาออก โดยเฉพาะเส้นทางหรือช่วงเวลาที่มีความเสี่ยง

3) สำหรับกรณีประเทศปลายทางหรือเส้นทางที่ต้องใช้มาตรการเข้มงวดเป็นพิเศษ จะมีการตรวจคัดกรองซ้ำบริเวณประตูขึ้นเครื่อง หรือ Gate Screening ก่อนขึ้นเครื่องอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าไม่มีสิ่งผิดกฎหมายเล็ดลอดไปกับผู้โดยสาร ลูกเรือ หรือสัมภาระ

4) เข้มงวดการตรวจประวัติอาชญากรรมและสารเสพติดของพนักงานที่ปฏิบัติงานในอาคารผู้โดยสาร อาคารสินค้า คลังสินค้า และพื้นที่ควบคุม 

5) เพิ่มการประสานงานด้านการข่าวระหว่างกระทรวงคมนาคม กระทรวงยุติธรรม ตำรวจ ศุลกากร ป.ป.ส. และหน่วยงานความมั่นคงอื่น ๆ เพื่อให้การคัดกรองไม่ได้อาศัยเพียงด่านตรวจ แต่ใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงร่วมกัน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพัฒนาระบบตรวจค้นและติดตามให้เข้มแข็งขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลผู้โดยสารล่วงหน้า ระบบ Biometrics การเชื่อมโยงฐานข้อมูล และการอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจค้นให้มีความตระหนักต่อรูปแบบการลักลอบที่เปลี่ยนไปการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายปฏิบัติเชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการตรวจพบ ป้องปรามได้ทันที 

นางสาวรัชดา กล่าวว่าด้วยว่า สำหรับการดำเนินการปราบปรามยาเสพติด รัฐบาลปฏิบัติการเต็มกำลัง ทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตัดวงจรเครือข่าย และการปิดช่องโหว่ในระบบคมนาคม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ และได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสนามบินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นช่องทางลักลอบขนยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนานาประเทศ

ทั้งนี้ ในวันนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ส. ครั้งที่ 2 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส. และกระทรวงยุติธรรม เพื่อติดตามความคืบหน้าการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติให้ทุกหน่วยงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยช่วงวันที่ 1 เม.ย. – 10 มิ.ย. 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้รวม 59,609 คดี ผู้ต้องหา 61,685 คน ยึดของกลางยาบ้า 272.79 ล้านเม็ด ไอซ์ 17,729.83 กิโลกรัม เฮโรอีน 276.77 กิโลกรัม และคีตามีน 2,639.32 กิโลกรัม สะท้อนว่ารัฐบาลเดินหน้าปราบปรามเต็มกำลัง ทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตัดวงจรเครือข่าย และการปิดช่องโหว่ในระบบคมนาคม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านของยาเสพติด

เดดไลน์ 15 ก.ค. นี้ รัฐบาล ย้ำ 11 ล้านผู้ประกันตน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส.

เดดไลน์ 15 ก.ค. นี้ รัฐบาล ย้ำ 11 ล้านผู้ประกันตน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส.

เดดไลน์ 15 ก.ค. นี้ รัฐบาล ย้ำ 11 ล้านผู้ประกันตน ลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ด สปส.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

รัฐบาลย้ำเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมชวนผู้ประกันตน 11 ล้านเสียง รีบลงทะเบียนเลือกตั้ง ภายใน 15 ก.ค.นี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์คนทำงาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หรือ บอร์ดประกันสังคม ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนในปีนี้ ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 15 กรกฎาคมนี้  โดยบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจะได้เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบาย วางรากฐานการบริหารจัดการ และตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนประกันสังคมให้มีความโปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งตรงตามนโยบายของรัฐบาลที่วางเอาไว้ 

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับการรับสมัครบุคคลเข้ารับการเลือกตั้งเป็นบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ คาดการณ์ว่า จะมีผู้ยื่นใบสมัครคึกคักขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า โดยฝ่ายผู้ประกันตนอาจมีผู้สมัครเกินกว่า 400 คน ส่วนฝ่ายนายจ้างอาจจะเกิน 130 คน ซึ่งผู้สมัครทุกคนจะต้องมีสถานะเป็นนายจ้างหรือผู้ประกันตนในขณะที่ยื่นใบสมัคร และต้องเป็นผู้ที่ส่งเงินสมทบติดต่อกันไม่น้อยกว่า 36 เดือน (ตั้งแต่ ก.ค. 2566 – มิ.ย. 2569) 

นอกจากนี้ยังกำหนดคุณสมบัติที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสสูงสุด โดยล็อกสเปกห้ามบุคคลที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้  โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเงินทุกบาทของผู้ประกันตน มุ่งหวังให้การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นอย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส และเปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ได้บอร์ดชุดใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายสิทธิประโยชน์ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล บำเหน็จบำนาญชราภาพ และการบริหารกองทุนให้งอกเงยอย่างมั่นคง

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 แต่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะต้องลงทะเบียนเลือกตั้งให้เรียบร้อย มิเช่นนั้น จะไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ ซึ่งตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายผู้ประกันตน มีมากถึง11 ล้านคน แต่ล่าสุดพบว่า ผู้ประกันตนมาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 600,000 กว่าคนเท่านั้น ขณะที่ฝั่งนายจ้างที่มีสิทธิกว่า 400,000 ราย ก็เพิ่งลงทะเบียนไปเพียง 4,000 กว่ารายเท่านั้น

ทั้งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนให้นายจ้างและผู้ประกันตนทุกคน รีบลงทะเบียนเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผ่าน 3 ช่องทาง คือ เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม , แอปพลิเคชัน SSO plus หรือ ลงทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อจะได้มีโอกาสกำหนดอนาคตสวัสดิการของตัวเองได้

แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กมธ.การศาสนาฯ รุดติดตามเหตุ พระธุดงค์ถูกรถชนที่มุกดาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.50 น.

‘กมธ.การศาสนาฯ’ รุดติดตามเหตุ ‘พระธุดงค์’ ถูกรถชนที่ ‘มุกดาหาร’ เยี่ยมให้กำลังใจ ‘ผู้บาดเจ็บ-ถวายความอาลัยมรณภาพ

2 ก.ค.2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทยในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้ติดตามเหตุการณ์กรณีพระสงฆ์ที่กำลังเดินธุดงค์ริมถนนในจังหวัดมุกดาหาร ประสบอุบัติเหตุถูกรถกระบะพุ่งชน ส่งผลให้มีพระสงฆ์มรณภาพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายรูป ตนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้มอบหมายให้นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง ในฐานะรองประธานกมธ. เดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหาร เพื่อถวายความอาลัยต่อพระสงฆ์ที่มรณภาพ เยี่ยมให้กำลังใจพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บ และรับฟังข้อมูลจากคณะแพทย์เกี่ยวกับการรักษาและการให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์คดีฉ้อโกง ‘แตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิท’ เพิ่มอีก 8.1 พันล้าน

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์คดีฉ้อโกง 'แตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิท' เพิ่มอีก 8.1 พันล้าน

ศาลแพ่งสั่งยึด-อายัดทรัพย์คดีฉ้อโกง ‘แตงไทย-ยิม เลียก-เบน สมิท’ เพิ่มอีก 8.1 พันล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

ศาลแพ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน 8,165 ล้านบาท (เพิ่มเติม) รายคดี น.ส.แตงไทยฯ กรณี”ยิม เลียก” และ”เบน สมิท” กับพวก รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ดำเนินการทั้งหมดกว่า 2 หมื่นล้านบาท

2 กรกฎาคม 2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง.) แถลงว่า ตามที่ศาลแพ่งรับคดีรายนางสาวแตงไทยฯ กรณี MR.LEAK YIM (ยิม เลียก) MR.SMITH BEN(เบน สมืท) กับพวกเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 31/2569 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีทรัพย์สิน  ที่ถูกยึดและอายัดไว้ชั่วคราว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาทนั้น

คณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 มีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งทรัพย์สินรายคดีดังกล่าว ให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน(เพิ่มเติม) มูลค่าประมาณ 8,165 ล้านบาท โดยศาลแพ่งได้รับเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ 122/2569 และมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน(เพิ่มเติม) ไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยน แปลงเป็นอย่างอื่น ตามบัญชีทรัพย์สินจำนวน 35 รายการ (เช่น รถยนต์ เรือ สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้ยืมเงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร เงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์) รวมมูลค่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในรายคดีนี้ที่ถูกยึดและอายัดไว้ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มูลค่าประมาณ 20,288 ล้านบาท

อนึ่ง ในรายคดีดังกล่าวข้างต้น เป็นความผิดมูลฐานที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน

โดยสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ยื่นคำร้อง
พร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดแห่งความเสียหาย ประกอบการพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอต่อศาลแพ่งให้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินไปคืนหรือชดใช้คืนให้กับผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป 

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

ปล่อยตัวพรุ่งนี้ 6 คน นักโทษคดีชุมนุมการเมือง-ม.112 เข้าเกณฑ์อภัยโทษ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่ข่าว โดยมีเนื้อหา ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2569) ผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองจำนวน 6 คน ได้แก่ วชิระ (สงวนนามสกุล), “ปณิธาน” (นามสมมติ), “ตรัณ” (นามสมมติ), เวหา แสนชนชนะศึก, “ลีฟ” วีรวัฒน์ และ เมธี อมรวุฒิกุล ทยอยได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม หลังเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 ที่ออกมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569

ปล่อยตัว 4 ผู้ต้องขังทางการเมืองจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

สำหรับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีผู้ต้องขัง 4 รายที่ได้รับการปล่อยตัวในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2569) ได้แก่ วชิระ, ปณิธาน, ตรัณ และ เวหา 

วชิระ ประชาชนชาวอุบลราชธานี วัย 37 ปี ผู้ต้องขังในคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าแฮ็กเข้าไปดัดแปลงหน้าเว็บศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์เป็น ‘Kangaroo Court’ เมื่อปี 2564 หลังจากศาลมีคำวินิจฉัยในคดีล้มล้างการปกครองฯ ของแกนนำกลุ่มราษฎร 

วชิระรับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน มาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2568 หลังศาลฎีกาไม่รับฎีกาคดี รวมระยะเวลาถูกคุมขังมา 9 เดือน เศษ

ปณิธาน พ่อลูกอ่อนจากจังหวัดสระแก้ว วัย 29 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าได้คอมเมนต์ใต้โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน หลังถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค. 2568 เป็นเวลา 1 ปี 1 เดือนเศษ จากโทษของศาลฎีกาที่ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

ตรัณ อดีตไรเดอร์ส่งอาหาร วัย 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 กรณีคอมเมนต์ใต้ไลฟ์สดในเพจศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้รับการปล่อยตัว หลังถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2568 เป็นเวลา 1 ปี 3 เดือนเศษ จากโทษของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน 

อีกรายหนึ่ง ได้แก่ เวหา แสนชนชนะศึก ประชาชนจากพิษณุโลก วัย 42 ปี และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกลงโทษใน 3 คดี รวมโทษจำคุก 6 ปี 36 เดือน (ประมาณ 9 ปี) เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. 2566 รวมเวลา 3 ปี 1 เดือนเศษ โดยเขาทยอยได้รับการลดหย่อนโทษลงจากอภัยโทษครั้งก่อนหน้านี้

ด้านเรือนจำกลางคลองเปรม ปล่อยผู้ต้องขังทางการเมืองอีก 2 ราย

สำหรับเรือนจำกลางคลองเปรม มีผู้ต้องขัง 2 รายที่ได้รับการปล่อยตัวในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2569) เช่นเดียวกัน ได้แก่ วีรวัฒน์ และเมธี อมรวุฒิกุล

วีรวัฒน์ อดีตไรเดอร์ส่งอาหารในจังหวัดนนทบุรี วัย 23 ปี ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวข้องกับวัตถุระเบิด ในช่วงการชุมนุม #ม็อบ19กันยา64 ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกรวม 2 ปี 12 เดือน เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 29 ก.พ. 2567 เป็นระยะเวลา 2 ปี 4 เดือนเศษ และได้รับการปล่อยตัวในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนเมธี เป็นอดีตแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วัย 55 ปี ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ในช่วงการชุมนุมคนของเสื้อแดงเมื่อปี 2553 จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน หลังถูกคุมขังมาเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 

สำหรับการอภัยโทษดังกล่าว เป็นการอภัยโทษเป็นการทั่วไป ในโอกาสสำคัญในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ก็จะได้รับการปล่อยตัว หรือได้รับการลดหย่อนโทษ  โดยไม่ได้เป็นการขออภัยโทษเป็นการเฉพาะราย ซึ่งต้องยื่นขอพเป็นรายบุคคลแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวจะผ่านการอบรมโครงการโคกหนองนาของทางเรือนจำอีกด้วย  โดยยังต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผู้ต้องขังทางการเมืองที่คดีสิ้นสุดแล้วรายอื่นเข้าเกณฑ์การอภัยโทษอีกหรือไม่ โดย พ.ร.ฎ.อภัยโทษ กำหนดให้เรือนจำจัดทำรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการอภัยโทษในกำหนดภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ. ใช้บังคับ 

ผลการปล่อยตัวดังกล่าว ทำให้ยอดผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองเท่าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามข้อมูลลดลงเล็กน้อย อยู่ที่จำนวนอย่างน้อย 55 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)  แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 29 คน และเยาวชนที่ถูกคุมขังในสถานพินิจอีก 1 คน