‘ประธานโสภณ’ ย้ำสภาไร้อำนาจบังคับ รมต.ตอบกระทู้ ชี้เป็นสิทธิ-โยนฝ่ายค้านยื่นใหม่ 3 เรื่องสัปดาห์หน้า

'ประธานโสภณ' ย้ำสภาไร้อำนาจบังคับ รมต.ตอบกระทู้ ชี้เป็นสิทธิ-โยนฝ่ายค้านยื่นใหม่ 3 เรื่องสัปดาห์หน้า

‘ประธานโสภณ’ ย้ำสภาไร้อำนาจบังคับ รมต.ตอบกระทู้ ชี้เป็นสิทธิ-โยนฝ่ายค้านยื่นใหม่ 3 เรื่องสัปดาห์หน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.48 น.

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  สส.บัญชีรายชื่อ และ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีเลื่อนตอบกระทู้ถามว่ารัฐบาลกำลังหนีสภาในการตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว. และประธานสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไรว่า การตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีส่วนนี้รัฐมนตรีมีสิทธิ์เลื่อนได้ และเพื่อประโยชน์ของสภาในสัปดาห์ถัดไปให้สมาชิกตั้งกระทู้ถามกลับเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วใน 1 สัปดาห์จะมีกระทู้ถามสดเพียง 3 กระทู้ ซึ่งหากจะยกกระทู้ของนายพริษฐ์ กลับมาถามอีกครั้งส่วนนี้ต้องนำมาพูดคุยกับวิป 2 ฝ่าย 
   
ส่วนการตั้งคำถามว่าสภาจะสามารถตรวจสอบการถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้ดีกว่านี้หรือไม่นั้น นายโสภณ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าตามข้อบังคับการประชุมเขียนไว้ว่าสามารถเลื่อนตอบกระทู้ได้ ส่วนจะให้ประธานสภาฯไปบังคับฝ่ายบริหารมาตอบกระทู้ไม่สามารถทำได้ จึงเสนอทางออกให้สมาชิกตั้งกระทู้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ต่อไปอาจจำเป็นต้องแก้ไขข้อบังคับการประชุม ส่วนสาเหตุที่รัฐมนตรีไม่สามารถเข้าตอบกระทู้ก็ไม่สามารถที่จะก้าวล่วงได้ว่ามีเหตุความจำเป็นอย่างไร เพราะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละฝ่าย

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมี 3 เสาหลักก็เพื่อถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งแต่ละสถาบันได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้นการจะให้ตนส่งหนังสือสอบถามรัฐมนตรีว่ามีภารกิจหรือวาระการทำงานอย่างไรนั้น ส่วนนี้รัฐสภาไม่เคยทำมาก่อน ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการนำเรื่องนี้มาหารือในที่ประชุมวิปสองฝ่าย
 
ประธานสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวย้ำว่า ภาระหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้แบ่งอำนาจกันชัดเจนหากส่วนนี้สมาชิกมองว่ารัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ สามารถยื่นสอบจริยธรรม หรือนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ดังนั้นการมาคาดคั้นแล้วบอกให้ตนทำประโยชน์ให้สภานั้นต้องยืนยันว่าการทำงานต้องเป็นไปตามข้อบังคับ ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมกระทู้ถามสดมีเพียง 3 กระทู้ ดังนั้นรัฐบาลต้องลดกระทู้ลง 1 กระทู้ และให้เป็นกระทู้ของฝ่ายค้านทั้งหมด ตามข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาล

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.งบฯ ปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.งบฯ ปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.งบฯ ปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เอกนิติ นั่งประธาน กมธ.วิสามัญ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ภราดร-อนุรักษ์-มนพร-สุรเชษฐ์ นั่งรองประธานฯ ขณะที่ วันนอร์-ชาดา-วีระ นั่งที่ปรึกษาฯ ประชุม เต็มสตีม จันทร์ – ศุกร์  

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เป็นนัดแรก เพื่อเลือกตำแหน่งต่างๆ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สัดส่วนจากพรรคประชาชาติ ที่อาวุโส สูงสุดทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม  ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.

ส่วนรองประธาน กมธ.ฯ มีจำนวน 9 คน ได้แก่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานฯ คนที่ 1  นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองประธานฯ คนที่ 2  นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองประธานฯ คนที่ 3 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รองประธานฯ คนที่ 4 นางมนพร เจริญศรี รองประธานฯ คนที่ 5 น.ส.จิราพร สินธุไพร รองประธานฯ คนที่ 6  นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองประธานฯ คนที่ 7 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองประธานฯ คนที่ 8 นายอัมพร พินะสา รองประธานฯ คนที่ 9

เลขานุการคณะกรรมาธิการ จำนวน 4 คน ได้แก่ นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ นายพิชญฺตม์ พอจิต นายรวี เล็กอุทัย  นายประสิทธิ์ โนทะ

โฆษกคณะกรรมาธิการ จำนวน 3 คน ได้แก่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ

กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ จำนวน 6 คน ได้แก่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ นายวีระ ธีระภัทรานนท์  นายบุญชู ประสพกิจถาวร ว่าที่ร.ต. ศรัณย์ สมานพันธ์  นายปรเมษฐ์ จินา

สำหรับกำหนดการประชุม กมธ. จะประชุมทุก วันจันทร์ – วันศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 

โดยวันจันทร์จะเริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 13.00-19.00 น.

ส่วนวันอังคาร – วันศุกร์จะเริ่มเวลา 09.00-19.00 น. ยกเว้นวันศุกร์ที่จะเลิกประชุมในเวลา 16.00 น.

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ‘อดีตผู้ว่าฯภูเก็ต’ ออกใบอนุญาต รร. มิชอบ เอื้อเอกชนก่อนย้าย ฟันอาญาและวินัย

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด 'อดีตผู้ว่าฯภูเก็ต' ออกใบอนุญาต รร. มิชอบ เอื้อเอกชนก่อนย้าย ฟันอาญาและวินัย

มติ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ‘อดีตผู้ว่าฯภูเก็ต’ ออกใบอนุญาต รร. มิชอบ เอื้อเอกชนก่อนย้าย ฟันอาญาและวินัย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

วันที่ 2 ก.ค.69 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายจำเริญ  ทิพญพงศ์ธาดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ออกใบอนุญาตประกอบโรงแรม หรือ แบบ ร.ร.2  เรียบร้อยให้แก่บริษัทเทวา เอสเตท จำกัด  ประกอบกิจการโรงแรม ยู เซนมายา (U ZENMAYA) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  โดยจากการไต่สวนปรากฏว่าเมื่อปี 2557  บริษัทเทวาฯ ได้ยื่นคำขอประกอบธุรกิจต่ออำเภอกะทู้ เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งพื้นที่บริเวณที่ 1 ตั้งห่างจากแนวชายฝั่งทะเลรอบเกาะภูเก็ตเข้าไปในแผ่นดินเป็นระยะ 50 เมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชันระหว่างร้อยละ 35-50 และพื้นที่อีกส่วน นั้นพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชันระหว่างร้อยละ 20- 35   เข้าเงื่อนไขต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ EIA  ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  แต่ปรากฏว่าบริษัทเทวาไม่ได้ยื่นเอกสารใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารและแรงงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบคำขอ

ซึ่งอำเภอกะทู้ได้มีหนังสือติดตามให้มีการยื่นเอกสารเพิ่มเติม 3 ครั้ง แต่บริษัทดังกล่าวยื่นเพียงใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารโดยไม่ยื่นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม 

และเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ก่อนที่นายจำเริญจะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรม ราช ได้สั่งการเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอเรื่องที่ค้างดำเนินการอยู่ทั้งหมดมาให้พิจารณา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำบันทึกความเห็นเสนอเรื่องราวรายละเอียดข้อเท็จจริงและเอกสาร และรายงานว่าคำขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรมยังไม่หนังสือให้ความเห็นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่นายจำเริญ กลับลงนามอนุญาตพร้อมลงลายมือชื่อในฐานะนายทะเบียนออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมให้แก่บริษัทดังกล่าวทั้งที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาการขอใบอนุญาตและการขอใบอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงแรม และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่องกำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2553  จึงเป็นการออกใบอนุญาตให้ประกอบโรงแรมโดยมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชนเป็น 

ป.ป.ช.พิจารณาแล้วและมีมติชี้มูลว่าการกระทำของนายจำเริญ มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561  มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงโดยส่งสำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดให้ดำเนินคดีอาญาในศาลที่เกี่ยวข้องต่อไปและส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยต่อไป

‘สุริยะ’ สั่งชุดเฉพาะกิจ ‘พระพิรุณ’ เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

'สุริยะ' สั่งชุดเฉพาะกิจ 'พระพิรุณ' เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

‘สุริยะ’ สั่งชุดเฉพาะกิจ ‘พระพิรุณ’ เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

“สุริยะ” เดินหน้าปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สั่งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” เข้มตรวจสอบห้องเย็น อายัดหนังสุกรต้องสงสัยไม่มีเอกสารการเคลื่อนย้ายตามกฎหมาย กว่า 5.3 ตัน มูลค่ากว่า 4.8 แสนบาท

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” เร่งขับเคลื่อนนโยบายป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทุกชนิด พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายและนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคสัตว์ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยด้านอาหาร และสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของประเทศ ทั้งนี้ ได้กำชับให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในทุกพื้นที่

นายสรวุฒิ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้ส่งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” ได้แก่ สารวัตรปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบกิจการรับเก็บรักษาสินค้าปศุสัตว์และสินค้าประมง ผลการตรวจสอบพบซากสุกรประเภทหนังสุกร รวม 5,347.4 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 481,266 บาท แบ่งเป็นสินค้ารับฝาก จำนวน 3,724.8 กิโลกรัม และสินค้าของบริษัท จำนวน 1,622.6 กิโลกรัม โดยซากสุกรประเภทหนังสุกรดังกล่าวต้องสงสัยว่าไม่มีใบอนุญาตหรือเอกสารประกอบการเคลื่อนย้ายตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558

พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการอายัดซากสุกรทั้งหมดไว้เพื่อตรวจสอบ พร้อมแจ้งให้ผู้ประกอบการ และเจ้าของสินค้านำเอกสารหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันทำการ หากไม่สามารถนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงได้ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ด่านกักกันสัตว์เชียงใหม่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ณ สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

นายสรวุฒิ กล่าวในที่สุดว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมปศุสัตว์ จะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมาย อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมาย เสริมสร้างความเชื่อมั่น ด้านความปลอดภัยของอาหารให้แก่ผู้บริโภค และคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย พร้อมขอความร่วมมือ จากประชาชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดด้านปศุสัตว์ โดยสามารถ ขอความช่วยเหลือ ร้องเรียน หรือแจ้งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

47 ปี ศูนย์ราชการุณย์ฯ กับเรื่องเล่าพระเมตตาที่จำไม่ลืม

47 ปี ศูนย์ราชการุณย์ฯ กับเรื่องเล่าพระเมตตาที่จำไม่ลืม

47 ปี ศูนย์ราชการุณย์ฯ กับเรื่องเล่าพระเมตตาที่จำไม่ลืม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“ตอนรู้ว่าถึงไทยแล้ว ก็คือ เรารอดแล้ว ดีใจสุด ๆ”

ประโยคสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์วันนั้น ฉายชัดในแววตาของอดีตผู้อพยพจากประเทศกัมพูชา ที่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2522 ซึ่งตอนนั้นพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ต้องเผชิญกับวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งใหญ่ ชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาลหนีภัยสงครามและความรุนแรงมายังพื้นที่บ้านเขาล้าน จังหวัดตราด การเดินทางที่เต็มไปด้วยความอดอยาก ความเจ็บป่วย และการพลัดพราก จนกระทั่งมาถึงสถานที่แห่งนี้ ที่กลายเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำไม่รู้ลืมของเหล่าผู้อพยพ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ “พระพันปีหลวง” ที่ทรงมอบชีวิตใหม่ให้แก่พวกเขา

อรุณ ขำวงศ์ 

“ตอนนั้นถ้าเขาจับได้ เราก็ตาย คุยกับเพื่อนว่าเราอยู่กันไม่ได้แล้ว เราต้องไป” อรุณ ขำวงศ์ หนึ่งในผู้อพยพบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น “เขาจะกวาดล้าง ระหว่างทางมีคนตายเยอะ ต่างคนต่างเอาตัวรอด พอมาถึงก็มีทหารพาขึ้นรถแล้วก็ให้มาลงที่สภากาชาด” แต่ความหวาดกลัวเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็นความหวัง เมื่อได้ก้าวเข้าเขตแดนราชอาณาจักรไทย และได้รับสายธารแห่งน้ำพระทัยที่จดจำไม่รู้ลืม “ตอนที่มาถึงช่วงแรก ๆ คนเยอะมาก มีคนป่วย เด็ก ๆ ที่ป่วยก็เยอะ บางคนอดอยากจนตายมีหลายศพเลย ยาก็ไม่พอ แต่หลังจากท่านเสด็จ เรามีโรงพยาบาลสนาม มีหมอ มียา มีคนมาช่วยเหลือ ก็เป็นคนของกาชาดหมดเลย หมอ พยาบาล ใส่เสื้อกาชาด”

ย้อนกลับไปเมื่อ 47 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย ได้เสด็จฯ เยี่ยมผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาที่บ้านเขาล้าน หลังทอดพระเนตรเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่อยู่ในสภาพอิดโรย ขาดอาหาร และเจ็บป่วย พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทยเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งอาหาร ยารักษาโรค โรงพยาบาลสนาม ที่พักพิง ตลอดจนการดูแลเด็กกำพร้าและการฝึกอาชีพ เพื่อฟื้นฟูชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

 ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ

“ครั้งที่ได้ตามเสด็จฯ ไปที่เขาล้าน มีช่วงหนึ่งท่านรับสั่งว่า หนึ่งชีวิตของเขาและหนึ่งชีวิตของเราเท่ากัน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องช่วยเขาให้รอด เราจะนิ่งดูดาย เราจะอยู่เฉย ๆ แล้วผลักดันเขากลับไปหาความตาย มันก็ไม่ใช่” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ถ่ายทอดความทรงจำ ที่ครั้งหนึ่งได้ดำรงตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง และได้ตามเสด็จฯ ไปยังบ้านเข้าล้าน จ.ตราด ในเวลานั้นอีกด้วย “พระราชดำรัสครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เราและเหล่าข้าราชบริพารที่เดินทางไปช่วยเหลือยังทำต่อไปด้วยความรัก ศรัทธา และด้วยความจงรักภักดีจากใจจริง ท่านมีแนวพระราชดำริอย่างไร เราจะช่วยท่านทำ ให้ไปถึงที่สุดอย่างที่ท่านต้องการ”

ตลอดการสนทนาที่ได้หวนรำลึกถึงความทรงจำอันทรงคุณค่าในวันนั้น แม้เวลาจะผ่านมาเกือบครึ่งศตวรรษ แต่ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ยังคงจดจำภาพของเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน “เราเห็นเด็กที่หนังหุ้มกระดูกจริง ๆ มีคนเจ็บ คนป่วย และมีคนตาย แต่พระองค์ท่านก็ยังไปเยี่ยมให้กำลังใจ วันไปถึงวันแรกฉลองพระองค์สีขาว คาดกระติกน้ำ ใส่พระมาลา ชาวเขมรเขาพูดถึงกันว่า มีผู้หญิงแต่งชุดขาว คาดกระติกน้ำ ใส่หมวกปีกกว้างมาเยี่ยม” ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

ยืนยันภาพความทรงจำครั้งนั้นด้วยมุมมองสายตาของผู้อพยพที่ได้เห็นพระองค์อย่างใกล้ชิด และเป็นภาพที่ประทับอยู่ในหัวใจจนถึงทุกวันนี้ “จำได้ว่าใส่ชุดสีขาว สวยมาก ท่านเดินมาดูพวกเรา แล้วก็ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยอด ไม่เคยอยาก อยู่ที่นี่มีคนสอนทอผ้า เย็บผ้า สอนทำอาชีพ ขอบคุณเมืองไทยที่ช่วยเหลือ อยากบอกว่าขอบคุณท่านมาก ที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนที่ท่านไม่เคยรู้จัก ให้ทุกคนหายจากอาการป่วยไข้ ไม่ให้อดให้อยาก ขอบคุณท่านมากค่ะ” คุณอรุณกล่าว

นับแต่วันนั้น “ศูนย์อพยพบ้านเขาล้าน” ได้กลายเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชานับแสนชีวิต ไม่ใช่เพียงการช่วยให้ “รอดชีวิต” แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้กลับมา “ใช้ชีวิต” อีกครั้ง มีทั้งโรงเรียน โรงฝึกอาชีพ สอนทอผ้า เย็บผ้า เลี้ยงสัตว์ และการดูแลเด็กกำพร้า จนกระทั่งปัจจุบันที่แห่งนี้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด” เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และมนุษยธรรม ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ลี้ภัย สงคราม และความช่วยเหลือจากสภากาชาดไทย ผ่านพิพิธภัณฑ์และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ และที่สำคัญยังเก็บไว้ซึ่งความปลื้มปิติและความทรงจำดี ๆ ของผู้คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากองค์สภานายิกาสภากาชาดไทย

 “นอกจากพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีในครั้งนั้นแล้ว เรายังใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้เพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อสนองต่อพระเมตตาขององค์สภานายิกาสภากาชาดไทย” เสียงบอกเล่าจาก คุณสมบูรณ์ ศิริเวช ผู้จัดการศูนย์ราชการุณย์ฯ ที่ให้การต้อนรับผู้ที่แวะเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “ถ้ามองไปตรงนี้ ก็จะเห็นชายหาดที่หาดทรายสีขาวสวยงามมาก ลงเล่นน้ำทะเลได้ ท่านที่ชอบเดินป่าเราก็มีพื้นที่ให้เดินป่า เดินขึ้นภูเขาแล้วก็ไปบรรจบตรงทะเลพอดี ซึ่งเป็นพื้นที่สวยงามมาก แล้วก็ยังมีสวนผลไม้ภาคตะวันออก มีสวนสมุนไพร และมีลานกางเต็นท์ มีที่พักสำหรับประชาชนทั่วไป หรือสำหรับเยาวชน นักเรียนนักศึกษามาจัดกิจกรรม และอีกมากมายครับ”

47 ปีผ่านไป เรื่องราวที่เขาล้านได้กลายเป็นบันทึกหน้าประวัติศาสตร์สำหรับใครหลายคน แต่ที่มากไปกว่านั้นยังเป็นสถานที่ที่มีความหมายต่อผู้ที่เคยเดินหนีความตายผ่านผืนป่าและเสียงปืน จนกระทั่งได้มาพบกับแสงสว่างแห่งชีวิต ณ ที่แห่งนี้ อันเป็นหลักฐานที่ประจักษ์แก่สายตาและหัวใจว่า “สายธารแห่งพระความเมตตาในครั้งนั้น ได้เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้คนกลุ่มหนึ่งไปตลอดกาล”

สถาบันพระปกเกล้า ส่งต่อนวัตกรรมจากขยะทะเล สู่ผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง ผ่านโครงการ Upcycling for Life

สถาบันพระปกเกล้า ส่งต่อนวัตกรรมจากขยะทะเล สู่ผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง ผ่านโครงการ Upcycling for Life

สถาบันพระปกเกล้า ส่งต่อนวัตกรรมจากขยะทะเล สู่ผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง ผ่านโครงการ Upcycling for Life

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมพิธีส่งมอบวัตถุดิบเพื่อผลิตผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียง ภายใต้โครงการ “Upcycling for Life” เพื่อมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยต่อยอดความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล พร้อมนำนวัตกรรมอัปไซเคิลมายกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยติดเตียงอย่างยั่งยื

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการสืบสานพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และต่อยอดจากโครงงาน “Wave to Wellness : คลื่นขยะพลิกชีวิต” ของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย (ปนป.) รุ่นที่ 15 กลุ่มสิงโต ซึ่งพัฒนาผ้าพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียงจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อเปลี่ยนขยะทะเลให้เป็นนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก พลเรือเอกสุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรของสถาบันพระปกเกล้าเข้าร่วมกิจกรรม

โครงการนี้สะท้อนบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคการศึกษา เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

‘สิริศิลป์จินตภาพน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ผสานการแพทย์และศิลปะเพื่อสุขภาวะปวงประชา

‘สิริศิลป์จินตภาพน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’  ผสานการแพทย์และศิลปะเพื่อสุขภาวะปวงประชา

‘สิริศิลป์จินตภาพน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ผสานการแพทย์และศิลปะเพื่อสุขภาวะปวงประชา

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติและถวายพระกุศล ภายใต้ชื่องาน “สิริศิลป์จินตภาพน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากร ข้าราชการ คณะบุคคลจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายและประชาชนเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ประธานพิธีถวายความเคารพหน้าพระรูป ในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระกุศล

กิจกรรมในงานประกอบด้วยพิธีถวายพระพรชัยมงคลและพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระกุศล การปาฐกถาพิเศษเทิดพระเกียรติฯ การประกาศผลรางวัลเกียรติยศระดับชาติและระดับนานาชาติอันเกี่ยวเนื่องกับวิทยาการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่  “รางวัลศรีสวางควัฒน” ประจำปีพุทธศักราช 2569 และ “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ประจำปีพุทธศักราช 2568 อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือการจัดแสดงในนิทรรศการ “สิริศิลป์จินตภาพน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ณ ชั้น 1 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ชุด “Fantasia” สำหรับให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำมาจัดแสดงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569

นิทรรศการ “สิริศิลป์จินตภาพน้ำพระทัยเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์”

นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ มุ่งเน้นการถ่ายทอดสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นและทรงคุณค่าขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ผ่านรากฐานแห่งพระปณิธานที่ทรงสร้างคุณูปการและประโยชน์แก่ประเทศชาติตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา โดยนำเสนอการผสานโลกแห่งศาสตร์ของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ และโลกแห่งศิลป์จากภาพวาดฝีพระหัตถ์ขององค์สิริศิลปินเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมพระเกียรติ “สิริศิลป์จินตภาพ” มิได้หมายถึงเพียงความงดงามของภาพวาดฝีหัตถ์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่คือการสะท้อนถึง “จินตภาพแห่งความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีของปวงชน” ที่ทรงมุ่งหวังและรังสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการดำเนินงานและบริการทางการแพทย์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเพื่อความผาสุกที่ยั่งยืนของปวงชนสืบไป

ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน ปาฐกถาพิเศษเทิดพระเกียรติฯ

รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง ปาฐกถาพิเศษเทิดพระเกียรติฯ

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติทรงเจริญพระชันษา 69 ปี มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์การกุศลคอลเลกชันใหม่ SIRISINLAPIN “Fantasia” ต้อนรับปีม้ามงคล ลายพีกาซัส (Pegasus) ซึ่งเป็นม้าสวรรค์ตามจินตนาการในภาพวาดฝีพระหัตถ์ สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความก้าวหน้า และอิสรภาพ โดยรายได้จากการร่วมบริจาคสนับสนุนผลิตภัณฑ์การกุศลดังกล่าว จะนำไปสมทบทุนเพื่อส่งต่อพลังการรักษา นำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ทั่วประเทศ และจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยให้แก่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์และการส่งต่อสิ่งดี ๆ สู่สังคม อาทิ กิจกรรม Workshop ทางศิลปะ “หลงรัก ปิดทอง” เสือแฟนตาเซีย จากหอศิลป์ทิพย์พิมาน การร่วมบริจาคสมทบทุนและสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากโครงการในพระดำริ และการให้บริการสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อาทิ ตรวจวิเคราะห์ธาตุจากทีมการแพทย์บูรณาการ ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจภาวะมวลกระดูก ตรวจสภาพผิวหน้า เป็นต้น

ขอเชิญชวนพสกนิกรและผู้สนใจร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพในนิทรรศการภาพวาดฝีพระหัตถ์ “Fantasia” และร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์การกุศลคอลเลกชันลายภาพวาดฝีพระหัตถ์สุดพิเศษนี้ได้ที่ชั้น 1 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือและโอกาสทางการรักษาแก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลนตามรอยพระปณิธานสืบไป

ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th

จิม ทอมป์สัน เปิดแคมเปญการเล่าเรื่องครั้งใหม่ ตอกย้ำ ‘มรดกคือตำนานที่มีคนสานต่อ’

จิม ทอมป์สัน เปิดแคมเปญการเล่าเรื่องครั้งใหม่ ตอกย้ำ ‘มรดกคือตำนานที่มีคนสานต่อ’

จิม ทอมป์สัน เปิดแคมเปญการเล่าเรื่องครั้งใหม่ ตอกย้ำ ‘มรดกคือตำนานที่มีคนสานต่อ’

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย ฉลองครบรอบ 75 ปี ด้วยแคมเปญพิเศษ Jim and I: The Weaver’s Stories บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ผ่านมุมมองของ 12 บุคคลสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางความสำเร็จของแบรนด์ โดยแคมเปญนี้นำเสนอภาพยนตร์สั้น 12 เรื่อง ที่ชวนผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์จิม ทอมป์สัน มาเผยเรื่องราวอันน่าทึ่งผ่านคำถามเดียวกันว่า “อะไรคือเส้นด้ายแห่งความผูกพันที่เชื่อมโยงคุณกับจิม ทอมป์สัน”

ภาพยนตร์สั้นเรื่องแรกจากแคมเปญได้เริ่มเผยแพร่ในเดือนมิถุนายนและจะทยอยเปิดตัวเรื่องต่อๆ ไปจนถึงเดือนกันยายน ทั้งบน YouTube, Instagram และ Facebook ของจิม ทอมป์สัน

บุคคลที่ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในแคมเปญล้วนมีเส้นทางชีวิตและอาชีพการงานที่ผูกพันกับจิม ทอมป์สัน ได้แก่  จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด  แบรนด์จิม ทอมป์สัน อยู่รอบตัวเขามาตลอดตั้งแต่วัยเด็ก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แม้แต่ในวันแต่งงาน เขาก็ยังเลือกสวมชุดที่ใช้ผ้าของจิม ทอมป์สัน สำหรับเขา แบรนด์จิม ทอมป์สัน เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาอย่างยาวนาน

นิพนธ์ มนูทัศน์ เป็นทายาทรุ่นสามของชุมชนทอผ้าไหมบ้านครัวที่ร่วมมือกับจิม ทอมป์สัน มาตั้งแต่ปี 2494 โดยจุดเริ่มต้นเกิดจากการค้นพบและความหลงใหลในฝีมือของช่างทอบ้านครัวของจิม ทอมป์สัน จนเกิดเป็นความร่วมมือในระยะยาวในเวลาต่อมา ล่าสุด หลังเวลาผ่านไปเกือบห้าทศวรรษ แบรนด์ได้ร่วมงานกับช่างทอบ้านครัวอีกครั้งในคอลเลกชันคอลแลบ Jim Thompson x Baan Krua เหมือนเป็นคำยืนยันว่าจิม ทอมป์สัน ไม่เคยทิ้งรากเหง้าของผ้าไหมไทย

บิล เบนสลีย์

บิล เบนสลีย์ สถาปนิก นักออกแบบตกแต่งภายในและภูมิสถาปนิก ผูกพันกับแบรนด์ผ่านการร่วมงานเชิงสร้างสรรค์หลายครั้ง โดยครั้งหนึ่งเขาเคยบูรณะสวนของบ้านจิม ทอมป์สัน และสานต่อความสัมพันธ์มายาวนานหลายสิบปี และในปี 2569 ความสัมพันธ์นี้ก็เติบโตเป็นคอลเลกชัน Wild by Bill Bensley for Jim Thompson Home Furnishings พร้อมคอลเลกชันแฟชั่นที่กำลังจะตามมา ซึ่งหยิบเอางานดีไซน์ของเขามาใส่ลงบนเสื้อผ้า ซึ่ง บิล เบนสลีย์ได้เผยว่าคอลเลกชันนี้คือผลงานครั้งพิเศษที่หลอมรวมความคิดสร้างสรรค์และงานหัตถศิลป์อันประณีต

การเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับ ปาทริค เฟรย์ เริ่มจากความชื่นชอบแบรนด์เป็นการส่วนตัวสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจคนสำคัญในฝั่งยุโรป เจ้าของและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แห่ง Pierre Frey เมซงสิ่งทอและเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำของฝรั่งเศส คือผู้ที่พาผ้าจิม ทอมป์สัน ข้ามทวีปไปอวดสายตาชาวโลก และทำให้ผ้าไหมไทยยังคงมีเสน่ห์ในตลาดสากลมาจนถึงทุกวันนี้

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าจิม ทอมป์สัน เป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเขาเลือกผูกเนกไทผ้าไหมจิม ทอมป์สัน ในวันที่ไปรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของการบินไทยประจำปากีสถาน เพราะสำหรับเขาแล้วผ้าไทยคือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและตัวแทนของวัฒนธรรมไทย โดยความผูกพันนั้นได้กลายมาเป็นความร่วมมือทางธุรกิจตั้งแต่ปี 2566 ได้แก่ กระเป๋าพร้อมชุดสิ่งอำนวยความสะดวก (Amenity Kit) สำหรับ Royal Silk Class (ชั้นธุรกิจ) ที่ทำต่อเนื่องสู่ปีที่สาม ไปจนถึงชุด Comfort Wear และปกเมนูดีไซน์ผ้าไทยในชั้น Royal First Class (ชั้นเฟิร์สคลาส)

อันเดรียส ซิมเมอร์ 

อันเดรียส ซิมเมอร์ ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของจิม ทอมป์สันในแง่มุมทางเทคนิคและการผลิต ในฐานะผู้ประกอบการสิ่งทอชาวเยอรมัน ผู้ถือหุ้นของจิม ทอมป์สัน และคนของเฮาส์สิ่งทอ Zimmer + Rohde เขาคือคนสำคัญที่ถ่ายทอดความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนี้เข้ามาจนทำให้ผ้าไหมไทยก้าวไปไกลถึงตลาดโลกได้ โดยไม่ทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิม

แอนโทนี ไทเลอร์ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เล่าความสัมพันธ์ระหว่างโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ กับจิม ทอมป์สัน ตั้งแต่สมัยร่วมงานกับโรงแรมในช่วงแรก ๆ ก็เห็นสินค้าของจิม ทอมป์สัน อยู่ทั่วทั้งโรงแรมแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ในร้านค้า แต่เป็นผ้าตกแต่งหลายพื้นที่ของโรงแรม มาจนถึงวันนี้ ทั้งสองแบรนด์ก็ยังเดินไปข้างกัน ด้วยความตั้งใจเดียวกันคือ อยากให้คนทั้งโลกได้เห็นว่างานฝีมือและการออกแบบของไทยไปได้ไกลในระดับสากล

รชพร ชูช่วย เป็นสถาปนิก นักการศึกษา และผู้ที่ทำงานสายวัฒนธรรม เธอนำภูมิปัญญาท้องถิ่น การเลือกวัสดุ และวิถีชีวิตของผู้คน มาปรับใช้กับงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ในฐานะกรรมการมูลนิธิเจมส์ เอช. ดับเบิลยู. ทอมป์สัน ที่ดูแลพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เธอมีบทบาทสำคัญในการดูแล ตีความ และกำหนดทิศทางให้แก่หนึ่งในสถานที่ทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของไทย เพราะสำหรับเธอแล้ว บ้านจิม ทอมป์สัน ไม่ได้เป็นเพียงเรือนประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ หากยังเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต และยังบอกเล่าเรื่องราวของงานฝีมือไทยและวิถีชีวิตได้เสมอ เธอจึงช่วยสานต่อภารกิจด้านวัฒนธรรมและการศึกษาของพิพิธภัณฑ์ พร้อมทำให้คุณค่าของที่นี่ยังคงได้รับการบอกเล่าต่อไป

เพชรพริ้ง สารสิน

เพชรพริ้ง สารสิน เป็นลูกค้าที่ผูกพันกับจิม ทอมป์สัน มาอย่างยาวนาน สำหรับเธอ แบรนด์นี้คือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งแต่วัยเยาว์ และเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะชีวิตของเธอในแต่ละช่วง มุมมองของเธอจึงสะท้อนว่า จิม ทอมป์สัน นั้นยังคงอยู่เหนือกาลเวลา และเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยร่วมสมัย

บุญหลาย แปจะโปะ ช่างทอมากฝีมือแห่งจิม ทอมป์สัน ที่อยู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ปี 2527 ยังคงมุ่งมั่นทอผ้ามาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอไหมทอมือ ผ้าไหมพื้น หรือผ้ามัดหมี่ ทุกผืนที่ออกจากมือของเธอ ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้จิม ทอมป์สัน ยังคงเป็นจิม ทอมป์สัน มาจวบจนทุกวันนี้

วัลยา จิราธิวัฒน์

วัลยา จิราธิวัฒน์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล มองว่า จิม ทอมป์สัน เป็นมากกว่าแบรนด์ไทยไอคอนิก แต่เป็นตัวแทนของงานหัตถศิลป์ การเชิดชูวัฒนธรรม และความงดงามในทุกๆ วัน เธอได้เห็นแบรนด์เติบโตมาพร้อมกับเครือข่ายค้าปลีกของกลุ่มเซ็นทรัล เธอเล่าถึงบทบาทของเซ็นทรัลในการพาจิม ทอมป์สัน เดินทางไปสู่ลูกค้าทั่วประเทศ และขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วไทย ในมุมมองของเธอ จิม ทอมป์สัน เป็นแบรนด์ที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรมไทยในรูปแบบร่วมสมัยและเข้าถึงใจคนทุกเจเนอเรชัน ซึ่งทำให้คนเปลี่ยนภาพจำของจิม ทอมป์สัน จากการเป็นแบรนด์สินค้าสำหรับโอกาสพิเศษสู่การเป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกวัน ตอกย้ำสถานะของจิม ทอมป์สันในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ของไทย

แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม ทอมป์สัน ผู้มีความผูกพันกับแบรนด์อย่างลึกซึ้งทั้งในมุมของการบริหารและชีวิตส่วนตัว ความประทับใจแรกที่เขามีต่อจิม ทอมป์สัน เริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งเดินทางมาพักผ่อนที่เมืองไทยกับครอบครัว และเมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มในปี 2564 เขาได้สัมผัสถึงความผูกพันของลูกค้าและจากคนภายในองค์กร ผ่านพนักงานที่อยู่กับบริษัทมาอย่างยาวนานและความผูกพันที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ ภายใต้การบริหารของเขาในวันนี้ จิม ทอมป์สัน ยังคงเดินหน้าในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก ที่ยืนหยัดอยู่บนรากของมรดกวัฒนธรรมที่มีคุณค่า พร้อมก้าวต่อไปสู่การเติบโตในอนาคต

ภาพยนตร์สั้นแต่ละเรื่องของแคมเปญ Jim and I: The Weaver’s Stories ตอกย้ำว่ามรดกของจิม ทอมป์สัน ไม่ได้ถูกรักษาไว้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านความสัมพันธ์ ประสบการณ์ร่วม และการแลกเปลี่ยนทางความคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ติดตามรับชมแคมเปญ Jim and I: The Weaver’s Stories ได้ทางช่องทางของจิม ทอมป์สัน ทั้ง YouTube, Instagram, Facebook และ http://www.jimthompson.com

TILSNA เตรียมระดมพลังสุดยอดความคิดในงาน ‘MarketForge2026’ ขยายตลาดผลงานวิจัย-นวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ

TILSNA เตรียมระดมพลังสุดยอดความคิดในงาน 'MarketForge2026' ขยายตลาดผลงานวิจัย-นวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ

TILSNA เตรียมระดมพลังสุดยอดความคิดในงาน ‘MarketForge2026’ ขยายตลาดผลงานวิจัย-นวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

TILSNA เตรียมระดมพลังสุดยอดความคิดในงาน MarketForge2026:The Commercial Scale-Up Roundtable กำหนดพิมพ์เขียวการขยายตลาดผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ สู่ตลาดเชิงพาณิชย์ระดับโลก

 สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์(องค์การมหาชน) หรือ TILSNA จัดงาน MarketForge 2026 : The Commercial Scale-Up Roundtable “Scaling Thai Enterprises from Local Success to Global Footprint with TILSNA ความสำเร็จในประเทศ สู่การเติบโตในตลาดโลก” ณ ห้องแกรนด์ A,B โรงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่นกรุงเทพ เวลา 09.30-12.30 น. พร้อมรับฟังปาฐกถาพิเศษจาก ศ.เกียรติคุณ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ TILSNA ในหัวข้อ Architecting the New Era of Thailand’s Life Sciences Industry Transforming Thailand from Healthcare Consumer to Global Health Innovation และการสร้างความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ในหัวข้อThe Embedded Engine : Making TILSNA the Daily Backbone of Your Business Survival and Expansion” โดยดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา CEO of TILSNA

การจัดงานครั้งนี้ เป็นการประชุมโต๊ะกลมระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ที่เปรียบเสมือนการหลอมรวมกลยุทธ์(Forge) ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้นำธุรกิจด้านการแพทย์และสุขภาพชั้นแนวหน้า โดยเป็นการร่วมแสดงมุมมองเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่วมสร้าง(Co-Create)แผนยุทธศาสตร์ร่วมกันกับ TILSNA พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน 3 พันธกิจสำคัญ ดังนี้

 1. การทลายข้อจํากัดในระบบนิเวศ (Ecosystem De-bottlenecking) ขจัดอุปสรรคทางกฎระเบียบ โครงสร้าง และการดำเนินงาน ที่ฉุดรั้งการเติบโต

 2. การขยายฐานธุรกิจสู่ระดับโลก(Global Footprint Expansion)โดยวางกลยุทธ์และกลไกที่แม่นยำ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อความสำเร็จระดับประเทศ สู่ขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และการเจาะตลาดข้ามพรมแดน

3. การออกแบบกลยุทธ์ทางออก (Strategic Exit Architecture) ปรับแนวทางการดําเนินงาน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดทางการเงิน

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ เป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนแนวคิดและระดมความคิดที่แข็งแกร่งร่วมกัน MarketForge 2026 เวทีแห่งการเชื่อมโยงนวัตกรรม สู่โอกาสทางธุรกิจ ที่จะช่วยให้คุณเข้าถึง เข้าใจ และต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การขยายตลาดเชิงพาณิชย์ระดับโลกต่อไป

SACIT ปั้นคนรุ่นใหม่สืบสานหัตถศิลป์ไทย ‘The New Artisans 2026’ เข้าถึงคนทุก Gen

SACIT ปั้นคนรุ่นใหม่สืบสานหัตถศิลป์ไทย ‘The New Artisans 2026’ เข้าถึงคนทุก Gen

SACIT ปั้นคนรุ่นใหม่สืบสานหัตถศิลป์ไทย ‘The New Artisans 2026’ เข้าถึงคนทุก Gen

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  เปิดตัว 3 นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ The New Artisans 2026 ที่แสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนของพลังคนรุ่นใหม่ที่กำลังเชื่อมอดีตสู่อนาคต เปลี่ยนงานหัตถกรรมให้กลายเป็นแฟชั่น นำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาไทยมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ จนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งงานแฟชั่น เครื่องประดับ และงานออกแบบที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น พร้อมพิสูจน์ว่างานหัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโต เคลื่อนไหว และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนทุกเจเนอเรชันได้อย่างมีความหมาย

เฟ้นหา ‘The New Artisans 2026’ ผลักดันงานคราฟต์ร่วมสมัย ต่อยอดเชิงพาณิชย์

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงคุณค่า ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเผยแพร่ภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการยกย่องเชิดชูบุคคลผู้เป็นกำลังหลักในการอนุรักษ์และสืบสานศาสตร์แห่งงานศิลปหัตถกรรม ไม่ว่าจะเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ขณะเดียวกัน เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างงดงามในบริบทของโลกยุคใหม่ SACIT ยังเดินหน้าสานต่อโครงการเชิดชู “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่” หรือ The New Artisans อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเฟ้นหาดีไซเนอร์ ศิลปิน และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ที่มีการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ผสานนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นผลงานร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์ และสะท้อนเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทยให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสังคมปัจจุบันได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ปีนี้ ได้มอบรางวัลเชิดชูผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ หรือ The New Artisans 2026 เพื่อยกย่องและสร้างแรงบันดาลใจให้  คนรุ่นใหม่ที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่ผลงานร่วมสมัย จำนวน 10 ราย จากหลากหลายสาขาหัตถศิลป์ ซึ่งผลงานของ The New Artisans ต่างมีความน่าสนใจ และสะท้อนอัตลักษณ์ในงานหัตถศิลป์ที่แตกต่างกันสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนงานหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมรักษารากเหง้า คุณค่า และเสน่ห์ของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม

3 The New Artisans คนรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม

ผกาพันธ์ สมอ้าย หรือ “แพรว”

นางสาวผกาพันธ์ สมอ้าย หรือ “แพรว” ผู้สร้างสรรค์งานสิ่งทอและงานปักร่วมสมัยจากจังหวัดเชียงใหม่ คนรุ่นใหม่ที่เลือกใช้ผืนผ้าเป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวของผู้คน ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เปิดเผยมุมมองว่า งานผ้าทอและงานปักพื้นถิ่นไม่ได้มีคุณค่าเพียงความสวยงาม แต่เป็น     องค์ความรู้และมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชน จึงมุ่งนำองค์ประกอบเหล่านี้มาต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัยที่สามารถสวมใส่ได้จริง และเชื่อมโยงผู้คนรุ่นใหม่เข้ากับงานหัตถกรรมไทยได้มากขึ้น

 “ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับการเคารพต้นทางของภูมิปัญญา ทั้งลวดลาย เทคนิค วัสดุ และเรื่องราวของชุมชน ก่อนจะนำมาวิเคราะห์และออกแบบใหม่ให้เหมาะกับบริบทปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น   การปรับโครงสร้างเสื้อผ้าให้ใช้งานง่ายขึ้น การเลือกใช้รูปทรงร่วมสมัย หรือการจัดวางลวดลายให้สอดคล้องกับแฟชั่นยุคใหม่ โดยยังคงคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน”

ผกาพันธ์ ยังเน้นย้ำอีกว่า อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่สะท้อนอยู่ในผลงานคือเรื่อง “ความยั่งยืน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วัสดุเหลือใช้ แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ผ้าที่หลายคนอาจมองว่าไม่สมบูรณ์แบบ สามารถถูกแปรเปลี่ยนผ่านกระบวนการออกแบบและงานปัก จนกลายเป็นผลงานใหม่ที่มีคุณค่าได้ “งานหัตถกรรมจะสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้จริง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ

แม็กซี่ หาญสงคราม

แม็กซี่ หาญสงคราม ผู้สร้างสรรค์เครื่องแต่งกายหัตถศิลป์ เล่าว่า เส้นทางสู่การเป็นนักออกแบบไม่ได้เริ่มต้นจากงานช่างโดยตรง แต่เริ่มจากความหลงใหลในแฟชั่นตั้งแต่วัยเด็ก ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบในโรงเรียนชายล้วน จนแฟชั่นกลายเป็นพื้นที่แห่งจินตนาการและการค้นหาตัวตน ก่อนจะได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องอัตลักษณ์ ความแตกต่าง และการยอมรับความหลากหลายของผู้คน “ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มองแฟชั่นมากกว่าเสื้อผ้า แต่เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารตัวตน ความคิด และเรื่องราวของผู้คน ก่อนจะศึกษาต่อด้านแฟชั่น ณ ESMOD กรุงปารีส สถาบันแฟชั่นชั้นนำของโลก ซึ่งทำให้ได้ซึมซับทั้งศาสตร์การออกแบบและทักษะงานฝีมือชั้นสูง” โดยมีแนวทางการทำงาน คือการตีความโจทย์ “ความเป็นไทย” และพยายามตีความใหม่ผ่านผลงานเครื่องแต่งกายหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยผสมผสานเทคนิคการตัดเย็บและงานปักชั้นสูงเข้ากับวัสดุ ลวดลาย และภูมิปัญญาไทยในรูปแบบที่เข้าถึงผู้คนยุคใหม่มากขึ้น เพราะเชื่อว่าความเป็นไทยไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่มีชีวิต เปลี่ยนแปลง และเติบโตไปพร้อมกับสังคม หนึ่งในผลงานสำคัญที่สร้างชื่อเสียงคือชุด “The Royale Blue” ที่ แอนโทเนีย โพซิ้ว สวมใส่ในงาน Gala Night ของ Miss Universe 2023 ซึ่งกลายเป็นผลงานที่จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับคุณค่า อัตลักษณ์ และนิยามของความเป็นไทยในโลกยุคปัจจุบัน จนกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานสร้างสรรค์ของตนเอง

พิทยาภรณ์ สีสันต์ หรือ “วุ้น”

นางสาวพิทยาภรณ์ สีสันต์ หรือ “วุ้น” ผู้สร้างสรรค์งานเครื่องเงินและเครื่องถมจากจังหวัดนนทบุรี คืออีกหนึ่งตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาเรียนรู้ศาสตร์แห่งงานเครื่องถมไทย แม้จะไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวช่างโดยตรงก็ตาม พิทยาภรณ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากความชื่นชอบด้านการวาดภาพและการออกแบบตั้งแต่สมัยศึกษาในสาขาช่างทองหลวง ก่อนจะมีโอกาสได้รู้จักและร่วมงานกับคุณปวีณา สะแหล๊ะ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2567 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความรู้ด้านงานเครื่องเงินที่มีอยู่เดิม เชื่อมโยงเข้ากับโลกของงาน     เครื่องถมไทยอย่างลึกซึ้ง และค่อย ๆ ค้นพบเสน่ห์ของความงามที่เกิดจากความตัดกันระหว่างเนื้อเงินและยาถม พร้อมเรียนรู้ที่จะสอดแทรกตัวตนและแนวคิดของตนเองลงไปในผลงานทีละน้อย จนกลายเป็นความหลงใหลและความมุ่งมั่นที่จะสืบสานศาสตร์เครื่องถมไทยในฐานะ “คนนอกวงการ” ที่เลือกก้าวเข้ามาเรียนรู้ พัฒนา และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับงานหัตถศิลป์แขนงนี้ด้วยหัวใจ

“เสน่ห์สำคัญของเครื่องเงินและเครื่องถมไทย คือการเป็นงานศิลปะที่สามารถสวมใส่และใช้งานได้จริง ทุกชิ้นล้วนผ่านกระบวนการสร้างสรรค์อันประณีต และสะท้อนเรื่องราวของช่างฝีมือผ่านลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การสวมใส่งานเครื่องถมในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นการแสดงออกถึงรสนิยม ความเข้าใจในคุณค่าของงานทำมือ และการร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมผ่านวิถีชีวิตร่วมสมัย” พิทยาภรณ์ กล่าว

SACIT สร้างคน สร้างโอกาส และสร้างอนาคตงานหัตถศิลป์ไทย

นอกเหนือจากการเฟ้นหาและเชิดชูผู้สร้างสรรค์ผลงาน รางวัล The New Artisans ยังสะท้อนบทบาทของ SACIT ในการบ่มเพาะและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในแวดวงหัตถศิลป์ไทยได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิด และต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ผลงานร่วมสมัยที่สอดรับกับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้คนในปัจจุบัน พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งและผลักดันให้งานหัตถศิลป์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต