ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

3 ก.ค. 2569 05:33 น.

ระเบิดที่คาเฟ่ในเมืองหลวงของซีเรีย ดับแล้ว 9 ศพ เจ็บอีก 20

เกิดเหตุระเบิดที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของซีเรีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย โดยมีสาเหตุมาจากระเบิดที่คนร้ายนำมาซ่อนเอาไว้

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ทางการซีเรียเปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่คาเฟ่แห่งหนึ่งในกรุงดามัสกัส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีก 20 ราย นับเป็นความท้าทายครั้งล่าสุดสำหรับกลุ่มผู้นำอิสลามิสต์ของซีเรีย ในความพยายามสร้างเสถียรภาพ หลังจากผ่านพ้นสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ

เหตุลอบวางระเบิดครั้งนี้มีสาเหตุมาจากระเบิดที่ถูกนำมาแอบวางไว้ในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีพลีชีพที่โบสถ์คริสต์แห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังก่อเหตุ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับทำเนียบยุติธรรม (Palace of Justice) ของเมืองหลวง ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาลที่สำคัญ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกวุ่นวายไปทั่วบริเวณ

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว เอเอฟพี (AFP) รายงานว่าเห็นรถพยาบาลเปิดไซเรนดังสนั่นขับแทรกตัวผ่านการจราจรเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุ ขณะที่กองกำลังความมั่นคงได้เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบบริเวณที่เกิดระเบิด

นายมาเฮอร์ เอลดีบี ผู้ว่าราชการกรุงดามัสกัส เปิดเผยว่าได้มีการเริ่มตั้งคณะกรรมการสืบสวนพยานหลักฐานแล้ว “ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการนองเลือดในครั้งนี้จะต้องถูกลงทัณฑ์ ทุกครั้งที่ประเทศเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีเสถียรภาพ กลุ่มผู้ประสงค์ร้ายก็จะพยายามเข้ามาสร้างความสั่นคลอนอยู่เสมอ”

ทางด้าน เคลาดิโอ คอร์โดเน รองทูตพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำซีเรีย โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ “ควรถูกนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

ขณะที่ประเทศตุรกี ซึ่งมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับกลุ่มผู้นำอิสลามิสต์ของซีเรีย ก็ออกมาร่วมประณามการโจมตีดังกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะ “คงความร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกับซีเรียตลอดช่วงเวลานี้”

นอกจากนั้น หลายประเทศในกลุ่มอาหรับ เช่น อิรัก จอร์แดน กาตาร์ และอียิปต์ ต่างก็ร่วมประณามเหตุรุนแรงในครั้งนี้เช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

3 ก.ค. 2569 04:25 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟครั้งใหญ่ที่สุด คร่าแล้ว 27 ศพ และบาดเจ็บเฉียด 100 ราย

รัสเซียถล่มเมืองหลวงยูเครนครั้งใหญ่ที่สุด โดยโจมตีต่อเนื่องนานกว่า 11 ชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 100 ราย โดยมอสโกอ้างว่าทำเพื่อตอบโต้การโจมตีของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน โดยส่งโดรนและยิงขีปนาวุธเข้าถล่มตลอดทั้งคืนวันพุธเข้าสู่วันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ศพ

นายติมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทางทหารของกรุงเคียฟเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 91 ราย ขณะที่นายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟกล่าวว่า สถานีรถพยาบาลเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ถูกโจมตีในครั้งนี้ด้วย

แม้ว่าการโจมตีครั้งก่อนจะคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าครั้งนี้ แต่การระดมยิงระลอกล่าสุดนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 11 ชั่วโมง มีการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่สุดในการถล่มกรุงเคียฟ และสร้างความเสียหายต่อสถานที่ต่าง ๆ เป็นวงกว้าง

ประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเคียฟต้องอพยพอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหตุโจมตีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ออกมาเตือนว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่

ด้านรัสเซียแถลงว่า กองทัพของพวกเขาโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร เพื่อตอบโต้ยูเครนที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนของรัสเซียในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าวในวันพฤหัสบดีว่า รัสเซียจะ “ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้”

ขณะที่ยูเครนได้ออกมากล่าวหารัสเซียว่าจงใจมุ่งเป้าไปที่พื้นที่พลเรือน และระบุว่าเป็นการผิดมหันต์ที่จะนำการกระทำของ “ผู้รุกราน กับประเทศที่กำลังปกป้องตัวเอง” มาเปรียบเทียบว่าเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รถไฟใต้ดินในกรุงเคียฟระบุว่า มีประชาชนถึง 52,500 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 4,500 คน พากันไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งต่างๆ ทั่วเมืองตลอดทั้งคืน นับเป็นจำนวนผู้อพยพที่สูงที่สุดในช่วงหลายปี

ด้านสภากาชาดยูเครนเปิดเผยว่า คลังสินค้าของพวกเขาถูกทำลายยับเยินจากการโจมตีตลอดทั้งคืน ส่งผลให้สูญเสียสิ่งของบรรเทาทุกข์ราว 320,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านปอนด์ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมและปฏิบัติการตอบสนองฉุกเฉินทั่วยูเครน

ชาวกรุงเคียฟซึ่งใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาของสงครามมานานถึง 4 ปีครึ่ง สังเกตเห็นว่ารูปแบบการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้นเปลี่ยนไป แม้ว่าความถี่ในการโจมตีอาจจะลดลง ทว่าการโจมตีแต่ละครั้งกลับลากยาวนานขึ้น อีกทั้งยังดูรุนแรงและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ยิงขีปนาวุธ 74 ลูก และส่งโดรน 496 ลำเข้ามาโจมตีตลอดทั้งคืน โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเป็นหลัก แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศจะสามารถสกัดกั้นอาวุธส่วนใหญ่เอาไว้ได้ แต่ยังมีขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missiles) 25 ลูก และโดรน 12 ลำที่หลุดรอดไปพุ่งชนเป้าหมายใน 33 จุดทั่วเมือง

ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็เน้นหนักไปที่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่ง ตั้งแต่พื้นที่ในมอสโกไปจนถึงแถบทะเลดำ

การโจมตีเหล่านั้นส่งผลให้ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ต้องออกมายอมรับว่า ประเทศของเขากำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

3 ก.ค. 2569 03:05 น.

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อแอร์ ก่อนคลื่นความร้อนระลอกใหม่มาถึง

ชาวฝรั่งเศสแห่ซื้อเครื่องปรับอากาศก่อนที่คลื่นความร้อนระลอกใหม่จะเดินทางเข้ามาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากเพิ่งเผชิญความร้อนรุนแรงทุบสถิติไปเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 2 ก.ค. 2569 ผู้คนในฝรั่งเศสจำนวนหลายร้อยคนแห่เดินทางไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต Lidl ทั้งในและรอบกรุงปารีส เพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศราคาถูกก่อนที่คลื่นความร้อนระลอกถัดไปจะมาเยือนเมืองหลวงแห่งนี้ จนเกิดการแย่ง, การผลักดัน และการโต้เถียงกันวุ่นวาย

ซูเปอร์มาร์เก็ต Lidl นำเครื่องปรับอากาศรุ่นพื้นฐานมาขายลดราคาจนต่ำสุดเหลือเพียง 179 ยูโร ในขณะที่แทบไม่มีที่ใดขายต่ำกว่าราคา 1,200 ยูโร ทำให้ผู้คนจำนวนมากแห่ไปจับจองจนเกิดความวุ่นวาย และตำรวจต้องถูกเรียกไประงับเหตุที่ร้านค้าอย่างน้อย 2 แห่ง

นายมูซา ตราโอเร ซึ่งยืนรอมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงพร้อมกับลูกค้าคนอื่น ๆ อีกประมาณ 200 คนที่ร้าน Lidl สาขาเล็ก ๆ ในย่านทางตอนเหนือของปารีส กล่าวว่าเขาได้รับแจ้งว่ามีสินค้าวางขายเพียงสองเครื่องเท่านั้น “แต่แล้วตำรวจก็มาถึง และเราก็ได้รับแจ้งว่าไม่มีของเหลือแล้ว ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคงเอาไปแน่เลย” เขากล่าวพร้อมหัวเราะ

ฝรั่งเศสเพิ่งผ่านเหตุการณ์คลื่นความร้อนรุนแรงทุบสถิติ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับพันราย ขณะที่โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยไม่ไหว โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และมีการยกเลิกเทศกาลดนตรีต่าง ๆ ซึ่งล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าจะมีอากาศร้อนจัดมาอีกระลอกในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้

เนื่องจากโดยปกติแล้วฤดูร้อนในฝรั่งเศสจะมีอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ทำให้บ้านเรือนและโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไม่มีเครื่องปรับอากาศ ส่งผลให้ขาดความพร้อมในการรับมือกับคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์

ขณะเดียวกัน ผู้คนอีกหลายร้อยคนได้แห่ไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตในย่านเซฟร็อง (Sevran) โดยแถวรถยนต์ที่จอดรอเข้าห้างได้กีดขวางการจราจรใจกลางย่านชานเมืองทางตอนเหนือแห่งนี้ และสถานการณ์ในย่านลิวรี-การ์ก็อง (Livry-Gargan) ที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่ต่างกันเลย

“ฉันยอมแพ้แล้ว มันบ้าไปแล้ว ฉันต้องจอดรถทิ้งไว้ห่างออกไปหลายซอยเพื่อเดินมาที่นี่ แต่กลับพบว่ามีคนต่อคิวยาวเหยียดจนเต็มลานจอดรถแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย” โลโล (Lolo) ชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี

ทั้งนี้ ความต้องการเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความคลางแคลงใจที่มีมาอย่างยาวนานต่อการใช้เครื่องปรับอากาศในฝรั่งเศส

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,000 คนที่เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาชี้ว่า ประชาชนถึง 8 ใน 10 คน มองว่าเครื่องปรับอากาศเป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม

ทว่า ทัศนคติดังกล่าวดูเหมือนกำลังจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศถูกขายหมดเกลี้ยงจากชั้นวางอย่างรวดเร็ว

นายอเล็กซองเดรอ บอมปาร์ด ซีอีโอของคาร์ฟูร์ ผู้บริหารห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต เปิดเผยว่า ท่ามกลางคลื่นความร้อนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ห้างสามารถขายเครื่องปรับอากาศได้ถึง 30,000 เครื่องภายในเวลา 18:30 น. ซึ่ง “มากกว่าวันปกติถึงหนึ่งพันเท่า”

ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งรัฐ (Ademe) ระบุว่า สัดส่วนของครัวเรือนฝรั่งเศสที่มีเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นจาก 18% ในปี 2566 เป็น 24% ในปี 2568

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องเครื่องปรับอากาศยังกลายเป็นเครื่องชี้วัดทางการเมืองในฝรั่งเศส โดยพรรคฝ่ายค้านขวาจัดได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ขณะที่กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างออกมาเตือนเรื่องการใช้พลังงานอย่างมหาศาลจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

3 ก.ค. 2569 01:27 น.

WHO ประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่โยงเรือสำราญ “ฮอนดิอุส”

องค์การอนามัยโลกประกาศสิ้นสุดการระบาดของไวรัสฮันตา ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเชื้อบนเรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงว่า การแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่เกิดขึ้นกับผู้โดยสารบนเรือสำราญ “เอ็มวี ฮอนดิอุส” (MV Hondius) สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้อรายสุดท้ายกักตัวครบกำหนดและมีผลตรวจเป็นลบ

ดร.เกเบรเยซุส กล่าวเสริมว่า ไม่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติมนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม และทาง “WHO ถือว่าการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตาในครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว”

การแพร่ระบาดในครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อ 13 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยสายพันธุ์ที่พบคือ “ไวรัสแอนดีส” (Andes virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบได้ยากของไวรัสฮันตา

เรือสำราญ เอ็มวี ฮอนดิอุส ได้ออกเดินทางมาจากประเทศอาร์เจนตินาเมื่อวันที่ 1 เม.ย. โดย WHO ระบุว่า ผู้ติดเชื้อสองรายแรกได้เดินทางผ่านประเทศอาร์เจนตินา ชิลี และอุรุกวัย เพื่อทำกิจกรรมดูนก ซึ่งรวมถึงการไปเยือนพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของหนูสายพันธุ์ที่เป็นพาหะนำโรคดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเชื่อว่า อาจมีการติดต่อของเชื้อแบบคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดในการแพร่ระบาดครั้งนี้ด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา WHO เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใน 33 ประเทศและดินแดน สามารถระบุตัวตนและเฝ้าติดตามอาการของผู้สัมผัสใกล้ชิดได้มากกว่า 650 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดรายสุดท้ายของผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตาบนเรือสำราญ ฮอนดิอุส กักตัวครบกำหนดแล้ว โดยมีผลตรวจเป็นลบและเดินทางกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ทางองค์กรจะยังคงร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการระบาดครั้งนี้ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสฮันตาในภาพรวมต่อไป

โดยปกติแล้ว ไวรัสฮันตาจะแพร่กระจายจากสัตว์ฟันแทะ (เช่น หนู) โดยมนุษย์จะได้รับเชื้อจากการสูดดมละอองอากาศที่ปนเปื้อนอนุภาคไวรัสจากปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของสัตว์เหล่านี้

อาการของผู้ติดเชื้ออาจรวมถึง มีไข้, อ่อนเพลียอย่างรุนแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดท้อง, อาเจียน, ท้องเสีย และมีอาการหายใจถี่ โดยมักจะเริ่มแสดงอาการออกมาในช่วง 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อ แต่อาจปรากฏช้ากว่านั้นได้นานกว่าหนึ่งเดือน เป็นเหตุผลว่าทำไมระยะเวลาในการแยกกักตัวที่แนะนำสำหรับผู้โดยสารจึงยาวนานเป็นพิเศษ

สำหรับผู้โดยสารที่ไม่จำเป็นต้องอพยพทางการแพทย์ ได้ลงจากเรือที่เกาะเตเนริเฟ (Tenerife) ประเทศสเปน ในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนจะขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศต้นทางของตน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

2 ก.ค. 2569 23:49 น.

กลุ่มกบฏปาปัวอ้าง สังหารนักบินอเมริกันแล้ว พร้อมเผาเครื่องบินทิ้ง

กลุ่มกบฏปาปัวในอินโดนีเซียออกมาอ้างว่า ได้ลงมือสังหารนักบินชาวอเมริกัน และเผาเครื่องบินที่เขาขับมาได้แล้ว เพื่อส่งสัญญาณเตือนถึงรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะที่ไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้โดยสารทั้ง 7 คน

เมื่อ 2 ด.ค. 2569 กองทัพปลดแอกแห่งชาติปาปัวตะวันตก (TPNPB) แถลงว่า พวกเขาได้สังหารนาย เอนิโคลัส เอฟ. กอสเซอแลง นักบินชาวอเมริกันแล้ว หลังจากที่เขานำเครื่องบินลงจอดในจังหวัดไฮแลนด์ปาปัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยกลุ่มกบฏอ้างว่า ชายคนนี้ช่วยขนส่งกองกำลังทหารอินโดนีเซียเข้ามาในพื้นที่ และว่าการเสียชีวิตของเขาคือการส่งข้อความเตือน

ในแถลงการณ์ของ เซบบี ซัมบอม โฆษกกลุ่ม TPNPB ระบุว่า ทางกลุ่มได้สั่งห้ามเที่ยวบินทั้งหมดบินผ่านภูมิภาคที่มีข้อพิพาทแห่งนี้ เนื่องจากเครื่องบินพลเรือนถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางทหารของอินโดนีเซีย

“เราได้เปิดฉากยิงและเผาเครื่องบินทันที เนื่องจากเครื่องบินลำนี้ละเมิดคำขาดของ TPNPB” เขากล่าว “เราพร้อมที่จะยิงเครื่องบินพลเรือนทุกลำทั่วดินแดนปาปัว ที่ให้ความช่วยเหลือทหารอินโดนีเซียในการขนส่งกำลังพลหรือส่งกำลังบำรุงทางทหาร”

นายซัมบอมกล่าวอีกว่า หากทางการอินโดนีเซียต้องการกู้ร่างของนักบิน พวกเขาจะต้องดำเนินการโดยห้ามนำกำลังทหารหรือตำรวจเข้ามาในพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอินโดนีเซียเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2512

ขณะที่ทางการอินโดนีเซียยืนยันว่าพบเครื่องบินของกอสเซอแลงถูกเผาทำลายจริง แต่ระบุว่ายังไม่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา รวมถึงผู้โดยสารอีก 7 คนบนเครื่อง

เหตุสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายปีระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียและกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองของปาปัวตะวันตก เพื่อเรียกร้องเอกราชให้แก่ภูมิภาคที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแห่งนี้

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยว่า เครื่องบินพร้อมนักบินชาวอเมริกันซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 7 คน ถูกพบในสภาพถูกเผาวอด ณ สนามบินแห่งหนึ่งในภูมิภาคยาฮูกีโม (Yahukimo)

ขณะที่สำนักงานการบินพลเรือนของอินโดนีเซียระบุว่า ไม่มีการรายงานถึงข้อกังวลด้านความปลอดภัยใด ๆ ขณะที่เครื่องบินกำลังร่อนลงจอด ทว่าการติดต่อสื่อสารกลับขาดหายไปในเวลาไม่นานหลังจากเครื่องลงแตะรันเวย์

สำนักงานการบินพลเรือนบอกอีกว่า รายงานเบื้องต้นจากผู้อำนวยการสนามบินต้นทางระบุว่านักบินเสียชีวิตแล้ว

ด้าน ยูซุฟ สุเตโจ โฆษกชุดปฏิบัติการร่วมตำรวจ-ทหารของอินโดนีเซีย ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเครื่องบินถูกกลุ่มกบฏโจมตีจริงหรือไม่ หรือเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่อยู่บนเครื่องบินบ้าง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่ม TPNPB โจมตีเครื่องบินพลเรือน โดยในปี 2567 นักบินชาวนิวซีแลนด์คนหนึ่งเพิ่งรับอิสรภาพหลังถูกกลุ่มกบฏจับเป็นตัวประกันนานถึง 19 เดือน ซึ่งเป็นผลสำเร็จหลังจากการเจรจาอันยาวนานระหว่างเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกับนิวซีแลนด์

อย่างไรก็ดี เพียงหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น มือปืนของกลุ่ม TPNPB ได้สังหารชาวนิวซีแลนด์อีกราย คือ นายเกลน มัลคอล์ม คอนนิง นักบินเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังจากนำเครื่องลงจอดในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รอดชีวิตอีก 1 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ติดใต้ซากอาคาร 8 วัน

รอดชีวิตอีก 1 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ติดใต้ซากอาคาร 8 วัน

2 ก.ค. 2569 22:43 น.

รอดชีวิตอีก 1 ราย เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ติดใต้ซากอาคาร 8 วัน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลาได้อีก 1 รายในวันพฤหัสบดี โดยชายคนนี้ติดใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมานานถึง 8 วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือ นายเอร์นัน กิล ออกจากใต้ซากปรักหักพังได้สำเร็จ หลังจากเขาติดอยู่ในนั้นมานานถึง 8 วัน นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันรายและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

เจ้าหน้าที่พบตำแหน่งของนายกิลใต้ซากศูนย์การค้าแห่ง “กาเลเรียส ปลาญ่า กรานเด้” ในเมืองกาเตีย ลา มาร์ ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย.) แต่ปฏิบัติการช่วยเหลือต้องใช้เวลานานกว่า 100 ชั่วโมง เนื่องจากมีซากปรักหักพังน้ำหนักกว่า 140 ตันกั้นขวางระหว่างชายคนนี้กับทีมกู้ภัย

นักดับเพลิงชาวชิลีคนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาช่วยเหลือในเวเนซุเอลา อธิบายถึงปฏิบัติการช่วยชีวิตครั้งนี้ว่าเป็น “ปฏิบัติการที่ซับซ้อนและยากลำบากที่สุดในทางเทคนิคเท่าที่ผมเคยเผชิญมาอย่างไม่ต้องสงสัย”

จนถึงตอนนี้ ทางการเวเนซุเอลายืนยันจำนวนผู้เสียชีวิตเอาไว้ที่ 2,295 ศพแล้ว และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน ในขณะที่ทีมกู้ภัยจากประเทศต่างๆ ยังคงพยายามค้นหาผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังลงมา ไม่ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ ปฏิบัติการช่วยเหลือนายกิลเป็นความร่วมมือระหว่างทีมกู้ภัยจากเวเนซุเอลา, ชิลี, คอสตาริกา, เอลซัลวาดอร์, เม็กซิโก, โปรตุเกส และสหรัฐอเมริกา โดยช่องทางที่ทีมพยายามสร้างขึ้นมาพังทลายหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา ทีมค้นหาจึงสามารถมองเห็นและสบตากับนายกิลได้ในที่สุด

ในระหว่างการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ส่งกล้องขนาดเล็กเข้าไปในจุดที่นายกิลอยู่ รวมถึงส่งน้ำให้เขาดื่มและต่อสายน้ำเกลือ (IV drip) ให้เขา และส่งหน้ากากอนามัยกับแว่นตานิรภัยให้เขาสวม เพื่อปกป้องเขาจากฝุ่นและเศษหินที่เกิดจากความพยายามในการขุดเจาะช่วยเหลือ

ริคาร์โด อาเรียส จากสภากาชาดคอสตาริกา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นว่า ตอนนี้นายกิลมีอาการคงที่แล้ว โดยเขาอดพ้นจากการถูกทับได้อย่างปาฏิหาริย์ในช่วงที่ศูนย์การค้าพังถล่มลงมา “เขาบอกกับพวกเราว่า แม้กระทั่งเล็บของเขาก็ไม่ได้ถูกทับหรือได้รับบาดเจ็บเลย เขาสบายดีมาก”

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในตอนเกิดเหตุ นายกิลกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในป้อมคอนกรีตขนาดเล็ก ซึ่งดูเหมือนว่าป้อมนี้เองทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้มปกป้องตัวเขาเอาไว้ ทำให้รอดพ้นจากเศษซากหักพังหนักกว่า 140 ตันที่ถล่มลงมารอบ ๆ และทับอยู่เหนือศีรษะของเขาได้อย่างเหลือเชื่อ

“เขาถึงขั้นขอเครื่องดื่มเกลือแร่รสชาติเฉพาะที่เขาชอบด้วยซ้ำ” มาร์โก อันโตนิโอ ฟรานโก สภากาชาดเม็กซิโกบอกกับสื่อท้องถิ่นด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราก็จัดให้ตามคำขอ”

“ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนคอยกระตุ้นและบอกให้พวกเราสู้ต่อ เขายังจำสมาชิกในทีมของเราได้ โดยพูดว่า ‘ดีใจจังที่พวกคุณกลับมาและอยู่กับผมอีกครั้ง’”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

ป.ป.ช. ฟัน นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก เบิกเงินบูรณวัดไทยที่เดนมาร์ก-อินเดีย ผิดกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.33 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล นพรัตน์ อดีตผอ.สำนักพุทธฯ และพวก กรณีเบิกเงินบูรณวัดไทยเดนมาร์ก-วัดป่าพุทธาคยา ที่อินเดีย ไม่ชอบกฎหมาย ชี้อยู่ต่างแดนไม่ถือเป็นวัด ไม่เข้าเงื่อนไขรับเงินอุดหนุน ฟันอาญา-วินัย จี้สำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน  

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวกรวม 4 ราย กรณีร่วมกันอนุมัติจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์ก และวัดป่าพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย ปีงบประมาณ 2555 -2556 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจากการไต่สวนปรากฏว่าในปีงบประมาณ 2555 นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนาสงเคราะห์ ได้เสนอบันทึกขออนุมัติการจ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2555 เพื่อจัดสรรอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร ประเทศเดนมาร์กจำนวน 3,000,000 บาท

ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน สั่งการ โดยนายเฉลิมพล เป็นผู้พิจารณาและลงนามในบันทึกเสนอต่อไปยังนายพนม ศรศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้มีการพิจารณาและลงนามในบันทึกเพื่อเสนอต่อนายนพรัตน์ ซึ่งได้พิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารเป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยไม่ถือว่าเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้ตามหลักเกณฑ์สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าด้วยการขอและจัดสรรเงินอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัดประจำปีงบประมาณ 2555 กำหนด 

ส่วนในปีงบประมาณ 2556 นั้น นายวสวัตติ์ ได้มีการเสนอขออนุมัติใช้จ่ายเงินประจำงวดลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 เพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนการบูรณะและปฏิสังขรณ์ทั่วไปให้กับวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหารและวัดป่าพุทธคยา สาธารณ รัฐอินเดีย วัดละ 2,500,000 บาท ตามที่นายนพรัตน์และนายเฉลิมพลเป็นผู้เสนอ และนายนพรัตน์พิจารณาและอนุมัติในวันเดียวกัน ทั้งที่วัดทั้ง 2 แห่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทยและไม่ถือเป็นวัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมายและไม่สามารถจัดสรรเงินงบประมาณให้ได้จึงเป็นการอนุมัติเงินจัดสรรเงินงบประมาณประจำปี 255-2556 ไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนดก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาจำนวน 8,000,000 บาท  

ป.ป.ช.พิจารณาและมีมติชี้มูลการกระทำของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์, นายพนม ศรศิลป์, นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ มีมูลความผิดอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุดดำเนินการตามกฎหมายต่อไปและส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเอาผิดทางวินัยและแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย  

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายวิชัย ทิพรักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรณีร่ำรวยผิดปกติ โดยจากการไต่สวนพบว่านายวิชัยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระหว่างปี 2555-2563 มีรายได้ตามแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภ.ง.ด.91 รวมเป็นเงิน 3,786,733.54 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวโดยเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของตนเองและคู่สมรสรวมเป็นเงิน 1,082,080.80 บาท ประกอบด้วยเงินฝากในชื่อนายวิชัย ทิพรักษ์ 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 306,000 บาท เงินฝากในชื่อนางรติมา ทิพรักษ์ ซึ่งเป็นคู่สมรสจำนวน 1 บัญชีรวมเป็นเงิน 776,070.80 บาท ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลความร่ำรวยผิดปกติในส่วนของทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติจำนวน 1,082,070.80 บาท

โดยให้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารพยานหลักฐานและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินและแจ้งคำวินิจฉัยพร้อมข้อสรุปข้อเท็จจริงไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนสั่งลงโทษไล่ออกภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยมีอำนาจสั่งไล่ออกหรือดำเนินการถอดถอนได้โดยไม่ต้องสอบสวนหรือขอมติจากคณะรัฐมนตรีหรือความเห็นชอบจากองค์กรบริหารงานบุคคล และหากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินตามที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือบางส่วนขอให้ศาลบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาภายในระยะเวลา 10 ปี 

‘ไอซ์’ ยอมขอโทษ ‘สุชาติ’ จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

'ไอซ์' ยอมขอโทษ 'สุชาติ' จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

‘ไอซ์’ ยอมขอโทษ ‘สุชาติ’ จบคดีหมิ่นฯ ปมเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

สืบเนื่องจากเวลา 13.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องและไกล่เกลี่ยในคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีกล่าวหาทำนองว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง”

ในช่วงแรกของการเจรจา ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากทนายความฝ่ายโจทก์ระบุว่า น.ส.รักชนก ยังคงมีพฤติกรรมโพสต์พาดพิงในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ ทว่าในเวลาต่อมา เมื่อ น.ส.รักชนก ยอมแสดงความสำนึกผิดและเอ่ยปากขอโทษต่อหน้าศาล เมื่อทราบถึงท่าทีดังกล่าว นายสุชาติที่ในตอนแรกติดภารกิจและมอบหมายให้ตัวแทนมาศาลแทน จึงตัดสินใจเดินทางมายังศาลด้วยตนเองอย่างเร่งด่วนเพื่อรับคำขอโทษ

ต่อมาในเวลา 14.20 น. นายสุชาติ ได้เดินทางมาถึงศาล ก่อนจะขึ้นห้องพิจารณาคดีไปประมาณ 20 นาที จากนั้นได้เปิดเผยภายหลังการไกล่เกลี่ยคดีว่า ศาลได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยทำความเข้าใจ เนื่องจากคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกล่าวหาว่าตนทุจริตการเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และใช้ถ้อยคำพาดพิงว่าเป็น “รัฐมนตรีเฮ้งซวย” ทั้งที่ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าตนได้รับชัยชนะจากคะแนนเสียงที่บริสุทธิ์

นายสุชาติ กล่าวว่า ในฐานะนักการเมืองยอมรับการตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่กระทบจิตใจมากที่สุดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีอายุมากและเจ็บป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU รวมถึงลูกที่ต้องเผชิญกับการถูกเพื่อนล้อเลียนจากข่าวที่เผยแพร่ออกไป จึงเห็นว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองเพียงคนเดียว แต่ขยายวงไปถึงคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม วันนี้คู่กรณีได้เดินทางมาขอโทษด้วยตนเองต่อหน้าศาล ซึ่งตนในฐานะผู้ใหญ่กว่าเห็นว่าเมื่ออีกฝ่ายสำนึกและกล่าวขอโทษแล้ว ก็ถือว่าให้อภัยกันได้

ทั้งนี้ นายสุชาติ ยังฝากถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และประชาชนว่า การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทหรือกล่าวหาใคร ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องสนุกหรือทำเพื่อสร้างคอนเทนต์ เพราะทุกคนล้วนมีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ แม้นักการเมืองจะพร้อมรับการตรวจสอบ แต่การนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ย่อมสร้างบาดแผลทางความรู้สึกแก่คนในครอบครัวได้

นายสุชาติ กล่าวย้ำทิ้งท้ายอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่า การยอมความในครั้งนี้ จะนำไปสู่การ “ถอนฟ้องเฉพาะคดีที่กล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง และประเด็นรัฐมนตรีเฮ้งซวยเท่านั้น” เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่พอจะพูดคุยและให้อภัยกันได้เพื่อยุติปัญหา

“ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันนั้น ยังคงยืนยันจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้.”

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

ข่าวปูดเพียบโยงจนท.! อธิบดีปกครอง สั่งล้อมคอกกำชับเข้มวินัยข้าราชการฝ่ายปค.ทั่วประเทศ หากพบพฤติการณ์ไม่เหมาะสม-ส่อทุจริต เร่งตรวจสอบ ดำเนินการขั้นเด็ดขาด หวั่นส่งผลต่อภาพลักษณ์ ต้องรักษามาตรฐานราชการ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อมวลชน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าจับกุม ตรวจค้น หรือดำเนินคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตลอดจนกรณีที่มีข้อร้องเรียนหรือพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายการกระทำความผิด หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แม้บางกรณียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือกระบวนการตามกฎหมาย แต่ล้วนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อรักษามาตรฐานการปฏิบัติราชการและธำรงไว้ซึ่งความศรัทธาของประชาชน ตนจึงได้ลงนามในหนังสือ ลงวันที่3ก.ค. เรื่อง กำชับแนวทางการดำเนินการกรณีปรากฏข่าวสาร การจับกุม หรือการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อกำชับให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่า โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องกำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ และจรรยาข้าราชการอย่างเคร่งครัด หากปรากฏข้อร้องเรียน ข้อกล่าวหา หรือข้อเท็จจริงที่อาจเข้าข่ายการกระทำผิดทางวินัย ทางอาญา หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยเร็ว หากมีมูลเพียงพอให้ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทันที แต่หากข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วน ให้เร่งดำเนินการสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยไม่ชักช้า สำหรับกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรมการปกครอง หรือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ รวมถึงกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมการปกครองหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าดำเนินคดีในพื้นที่ ให้จังหวัดเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลต่อกรมการปกครองโดยเร็ว พร้อมทั้งกรมการปกครองอาจพิจารณาดำเนินมาตรการทางการบริหารงานบุคคล เช่น การเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือพิจารณาให้ช่วยราชการส่วนกลาง เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และป้องกันการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

นายนฤชา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ หากผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีมูลความผิดทางวินัย ทางอาญา หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามจรรยาข้าราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ของทางราชการ ให้ดำเนินการทางวินัย ทางอาญา และมาตรการทางการบริหารตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการพิจารณาสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมรายงานผลการดำเนินการให้กรมการปกครองทราบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

“กรมการปกครองยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ พร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือจรรยาข้าราชการ โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษามาตรฐานขององค์กร สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และขับเคลื่อนภารกิจของกรมการปกครองภายใต้แนวคิดอำเภอพึ่งได้” อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

อธิบดีกรมศุลฯ ชงเข้มมาตรการตรวจผู้โดยสารขาออก-ลูกเรือมากยิ่งขึ้น เล็งนำเทคโนโลยีช่วยสแกน ยาเสพติด รับตรวจทั้ง 100% ไม่ได้ หวั่นกระทบนักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2 ว่า ตนจะเสนอมาตรการที่จะเข้มงวดขึ้นในการตรวจผู้โดยสารขาออก ทั้งนี้เราเพิ่งได้รับสุนัข K9 จากประเทศออสเตรเลีย เมื่อปีก่อน ปัจจุบันมีการใช้งานแล้ว 2 ตัว และอยู่ระหว่างการฝึกอีก 3 ตัว

เมื่อถามว่า หลังเกิดเหตุการณ์แอร์โฮสเตสถูกจับจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพิ่มขึ้นหรือไม่ อธิบดีกรมศุลฯ กล่าวว่า ต้องมีการเอ็กซเรย์ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีผู้เดินทาง 85 ล้านคน และเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้นๆของโลก หากบริหารความเสี่ยงไม่ดีและต้องตรวจสอบทุกคนก็จะเป็นภาระกับนักท่องเที่ยว และกลายเป็นอารมณ์ที่ไม่ดีของการเดินทาง รวมถึงก่อนหน้านี้เราไม่เคยนำสุนัข K9 ไปตรวจสอบผู้โดยสารขาออก 

นายพันธ์ทอง กล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการจับกุมยาเสพติดจำนวนมาก อาทิ ตรวจพบเฮโลอีน 200 กิโลกรัม, ยาไอซ์ 300 กิโลกรัม เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวเพราะไม่ได้ตรวจเจอกับลูกเรือ พร้อมยืนยันว่าเรามีการจับกุมอยู่ตลอด รวมถึงมีการนำสุนัข K9 และเทคโนโลยีไปตรวจกับวัสดุภัณฑ์มากกว่า แต่เมื่อเรามีความเข้มงวดในส่วนนี้มากขึ้นคงมีการเปลี่ยนช่องทางมาใช้ผู้โดยสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ลูกเรือ

เมื่อถามว่า จะเพิ่มความเข้มงวดกับลูกเรือบนเครื่องบินหรือไม่ นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวต้องนำมาหารือกัน แต่ยอมรับว่าคงจะเป็นแบบเมื่อก่อนไม่ได้ เพราะในอดีตเราไม่ได้ตรวจสอบยาเสพติดกับลูกเรือเนื่องจากความเสี่ยงต่ำและบุคคลที่เข้าทำงาน ก็ได้รับการตรวจเช็คประวัติอาชญากรรม

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขปัญหาต้องมีการพูดคุยกันหลายภาคส่วน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กรมศุลกากร และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งที่ผ่านมามีการพูดคุยกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ยอมรับว่าจะต้องมีการเพิ่มมาตรการและเข้มงวดกับผู้โดยสารขาออกมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราเข้มงวดกับผู้โดยสารขาเข้าเป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะมีการฝากข้อห่วงใยอะไรต่อนายกฯ หรือไม่ อธิบดีกรมศุลฯ กล่าวว่า ภายหลังการประชุมนายกรัฐมนตรีคงมีข้อสั่งการ