แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เราเป็นฝ่ายบริหาร เมื่อเราแถลงนโยบาย สมาชิกหลายคนคงทำงานเพื่อบ้านเมือง อาจจะให้ข้อแนะนำ หรือข้อท้วงติงบ้าง แต่ละคนมีความรู้หลากหลาย เราก็เก็บรวบรวมข้อมูลที่สมาชิกทั้งหลายให้ข้อมูลมา จะนำมาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็นำมาใช้ ส่วนตัวไม่กังวลเลย”

นายทรงศักดิ์ ทองศรี

รองนายกรัฐมนตรี

‘ปชน.’เตรียมกำลัง20ขุนพล ลุยถล่มรัฐบาล ชำแหละนโยบาย9เมษาฯ กล้าธรรมซัดไม่มีออมมือ

‘ปชน.’เตรียมกำลัง20ขุนพล ลุยถล่มรัฐบาล ชำแหละนโยบาย9เมษาฯ กล้าธรรมซัดไม่มีออมมือ

‘ปชน.’เตรียมกำลัง20ขุนพล ลุยถล่มรัฐบาล ชำแหละนโยบาย9เมษาฯ กล้าธรรมซัดไม่มีออมมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ปชน.’เตรียมกำลัง20ขุนพล ลุยถล่มรัฐบาล ชำแหละนโยบาย9เมษาฯ กล้าธรรมซัดไม่มีออมมือ

พรรคประชาชน วาง 20 ขุนพลชำแหละนโยบายรัฐบาล 9 เมษายน ไม่เน้นชี้เป้ารายตัว แต่มุ่งปมประโยชน์ทับซ้อน ที่สังคมครหา ด้าน “กธ.” ลับมีดรอชำแหละ โวไม่มีออมมือ ลุยเชือด 4 ชม. ปัญหาศก.-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง ตามที่หาเสียงไว้ “สุริยะ” เข้ากระทรวงวันแรก ชู 5 นโยบายหลัก พร้อม 6 มาตรการเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการอภิปรายในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) ว่า ได้เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โดยในเนื้อหามีการแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว เราพร้อมใช้เวทีสภาฯ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตน้ำมัน รวมถึงวิกฤตฝุ่นที่ประชาชนชาวเหนือกำลังประสบอยู่

‘เท้ง’ถล่มรบ.ผลประโยชน์ทับซ้อน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เราไม่ได้พุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งแบบเฉพาะเจาะจง แต่ปัญหาในตอนนี้คือ ผลประโยชน์ทับซ้อนที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ นโยบายหลายๆ ข้อที่เป็นทางออกของประเทศมีภาควิชาการ ภาคการเมืองและหลายๆภาคส่วนได้เสนอไว้แล้ว ถึงเราอาจจะเห็นในเล่มนโยบายรัฐบาลก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเจตจำนงการเมือง ที่ต้องการแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมาไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

‘กธ.’ลับมีดรอ-ยันไม่มีออมมือ

ด้าน นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงแนวทางการอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ว่า เราชัดเจนมาตั้งแต่แรก ว่า ไม่ว่าเราจะเป็น สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเราเชื่อมั่นว่า บุคลากรของพรรคกล้าธรรมทั้ง 58 คนมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายในฐานะพรรคฝ่ายค้าน วันนี้เราจะค้านแบบรอตามที่สื่อมวลชนสอบถามมาหรือไม่ก็อยากจะให้ติดตามในวันอภิปรายว่า เราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆ ที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงกับพี่น้องประชาชน เขาจะได้ทำตามสัญญาหรือไม่

ชำแหละปมศก.-สังคม-กฎหมาย

นายอรรถกรกล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางการอภิปรายนั้น จากที่เห็นเอกสารในการจัดแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ก็คงจะเน้นไปที่เรื่องหลักๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ รวมถึงการปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ และเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเราได้เวลามาประมาณ4 ชั่วโมง ก็ได้จัดสรรเวลาให้กับ สส.ของพรรคอภิปรายตามเรื่องที่ตนเองสนใจ ส่วน ร.อ.ธรรมนัสพรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมจะร่วมอภิปรายหรือไม่นั้น ก็ขอรอดูการอภิปรายของสส.พรรค ก่อน หากนำเสนอได้ครอบคลุมแล้วก็อาจจะไม่จำเป็นต้องสรุป แต่หากไม่ ร.อ.ธรรมนัสก็อาจจะเป็นผู้กล่าวสรุป ขอให้รอติดตาม

จับตาทำตามที่หาเสียงไว้หรือไม่

“ผมต้องเรียนตามตรงว่า นโยบายของรัฐมนตรีทุกท่านผ่านการคิดและรอบคอบมาแล้วถึงแม้ว่าจะมีบางประเด็นที่เราเห็นว่า ยังไม่ครบถ้วนแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายแล้ว จะทำตามได้หรือไม่ และจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ ข้อนี้ต่างหากที่เราต้องติดตามว่า รัฐบาลจะรักษาสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยหรือไม่ และหน้าที่ของพรรคกล้าธรรมก็คือ ติดตามและตรวจสอบให้รัฐบาลทำตามสัญญา” นายอรรถกร กล่าว

‘ทรงศักดิ์’ไม่หวั่นฝ่ายค้านซักฟอก

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการดำรงตำแหน่งรองนายกฯ โดยที่ผ่านมาภาพจำคือเป็น รมช.มหาดไทยมาตลอด ว่า ถ้าถามถึงความรู้สึก รู้สึกว่าปกติ เพราะการทำหน้าที่รัฐมนตรี อยู่ที่นายกฯมอบหมาย อาจจะเห็นว่าที่ผ่านมาเราทำตรงนู้นแล้วอาจมีเรื่องที่เราเหมาะสมกว่า เลยให้ช่วยทำงานตรงนี้ ยิ่งเป็นรองนายกฯ ถือว่าเป็นการทำงานที่ใกล้ชิดนายกฯ ถือว่าโชคดีและดีใจ งานที่ทำบางส่วนก็ต้องอาศัยองคาพยพกระทรวงมหาดไทย เข้ามาบูรณาการในการทำงานร่วมกันซึ่งเรามีงานที่เคยทำอยู่แล้ว คราวนี้มาทำอีกงานหนึ่งแต่ยังต้องอาศัยองคาพยพของกระทรวงมหาดไทยดำเนินงาน เพื่อให้งานที่เรารับผิดชอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นประโยชน์กับประชาชน

เมื่อถามถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ ฝ่ายค้านจองกฐินเหมือนเตรียมซักฟอกรัฐบาล นายทรงศักดิ์กล่าวว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปกังวลใจ ส่วนตัวไม่กังวลเลยเมื่อเป็นฝ่ายบริหารถือว่าการแถลงนโยบายเป็นหน้าที่ สมาชิกหลายคนคงทำงานเพื่อบ้านเมือง อาจให้ข้อแนะนำหรือข้อท้วงติงบ้าง เพราะแต่ละคนมีความรู้หลากหลาย เราเก็บรวบรวมข้อมูลที่สมาชิกให้ข้อมูลมา แล้วนำมาดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็นำมาใช้

‘สุริยะ’ควง2รมช.เข้ากระทรวงกษ.

วันเดียวกัน นายสุริยะจึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อม รมช.เกษตรทั้ง 2 คน ถือฤกษ์ 09.09 น. เดินทางเข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้ง 6 จุดสำคัญบริเวณโดยรอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระเข้ารับ
ตำแหน่งรมว.และรมช.เกษตรฯ

จากนั้น นายสุริยะกล่าวว่านโยบายที่จะขับเคลื่อนมี 5 ด้านหลักประกอบด้วย 1.การยกระดับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมผลักดันบิ๊กดาต้า AI เข้ามาช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและส่งเสริมคุณภาพสินค้า ทั้งในระดับชุมชนและภาคเกษตรกรรม 2.เพิ่มรายได้เกษตรกรผ่านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาและขยายตลาดทางการแข่งขัน 3.สร้างทักษะเกษตรกรทุกระดับผ่านการให้องค์ความรู้ในการทำเกษตรสมัยใหม่ 4.ปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรให้สอดคล้องตลาดให้ผลิตผลค้าขายได้จริง ซึ่งจะต้องวางแผนตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการหาตลาด การขนส่งเชื่อมโยงไปยังผู้ประกอบการ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นและไม่กลับไปตกต่ำ และจะทำควบคู่กับการปราบสินค้าเกษตรเถื่อนผิดกฎหมาย 5.ต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วม/น้ำแล้ง ทำให้น้ำมีเพียงพอต่อภาคเกษตร และภาคครัวเรือน

ดันนโยบายเร่งด่วน6ด้านช่วยปท.

ขณะที่นโยบายเร่งด่วนจะเดินหน้าขับเคลื่อน 6 มาตรการ ประกอบด้วยการปรับปรุงการใช้ปุ๋ยชีวภาพ 70/30 เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ลดปัญหาการขาดแคลน ควบคู่กับการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ เบื้องต้น ในช่วง
เทศกาลสงกรานต์จะเดินทางไปเจรจากับประเทศรัสเซีย เพื่อนำเข้าปุ๋ยในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง เพื่อแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ ในขณะนี้ โดยคาดว่า มาตรการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาการกักตุนปุ๋ยที่มีอยู่ ส่วนปัญหาทางด้านราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ หลังจากตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุน และในขณะนี้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วว่ามีเครือข่ายไหนที่กักตุนปุ๋ย เบื้องต้นจะมีการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดเอาผิดดำเนินการเอาผิด ทางคดี เชื่อว่า ทั้ง 2 แนวทางทั้งเจรจานำเข้าและปราบปรามผู้กักตุนจะช่วยทำให้ เสนอสถานการณ์ขาดแคลนปุ๋ยและราคาเข้าสู่สภาวะปกติ

ศาลไฟเขียวกกต.ขยายเวลา15วัน

แหล่งข่าวระดับสูงในศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้ง สส.ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งตามคำร้องระบุว่าบัตรเลือกตั้งดังกล่าว น่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (3) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และ มาตรา 224 ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ กกต.เลขาธิการกกต.สำนักงาน กกต.ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และให้ผู้ร้องรวมถึงผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานและวิธีการได้มาซึ่งพยานหลักฐานภายใน 15 วัน ซึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กกต.ขอขยายเวลาการส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุญาตขยายเวลาไป 15 วัน คาดว่าจะครบกรอบช่วงปลายเดือนเมษายนนี้

‘แสวง’ยันคดีฮั้วสว.ไม่ได้ล่าช้า

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการคดีฮั้ว สว.ว่า ปัจจุบันเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนธุรการของสำนักงาน กกต.ซึ่งกำลังจัดทำเอกสารเพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม โดยเฉพาะคดีนี้มีเอกสารจำนวนมาก จากที่ทราบมีประมาณ 70,000 แผ่น และหากแยกเป็นส่วนความเห็นจะมีประมาณ 2,000 แผ่น จึงต้องใช้เวลาจัดทำเอกสารให้เรียบร้อยครบถ้วนก่อนนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.ส่วนที่ กกต. จะพิจารณาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการ ซึ่งต้องดูรายละเอียดอย่างละเอียด เนื่องจากคดีฮั้วสว. มีความซับซ้อน มีหลายข้อหา และมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ด้วยว่า เรื่องคดีฮั้วสว. กกต.ก็รอทางสำนักงานส่งเรื่องมาให้พิจารณา โดยทราบว่ามีข้อมูลจำนวนมาก ทางสำนักงานก็เร่งดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ กกต.ก็จะดำเนินการให้รอบคอบ ยืนยันว่าไม่ได้มีการประวิงเวลา ก็พร้อมที่จะพิจารณาเมื่อเรื่องขึ้นมาถึงที่ประชุมก็พร้อมที่จะพิจารณา ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในสำนวน

ลึกลับในสนามข่าว : 9 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 9 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 9 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…ย้อนกลับเมื่อไป2555 แม่ค้า แม่ขายในกรุงเทพฯ ต่อให้ไม่ได้ทำความผิด ไม่โดนจับกุม หรือแม้กระทั่งไม่มีธุระอะไร แต่กลับพยายามหาเรื่องไปยัง “กก.3 บก.ปอศ.” ที่รับผิดชอบ
ปราบปรามความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ กันน่าดู…นั่นเพราะยุคนั้นมี “ผกก.” ตำรวจหนุ่มหล่อ มาดเนี้ยบ งานเยี่ยม ใจดี ชื่อ “พ.ต.อ.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์”แถมยังมี “รอง ผกก.” ชื่อ “พ.ต.ท.ทรงโปรด สิริสุขะ” ที่หล่อไม่แพ้กัน ทำให้ไม่แปลกที่จะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแม่ค้าทั้งหลาย เรียกได้ว่าเป็นตำรวจขวัญใจ “แม่ยก” ก็ว่าได้ ก่อนที่ 2 สีกากี จะเติบโตในหน้าที่การงาน ติดยศนายพลกันไปแล้ว โดย พ.ต.อ.กฤษฎา ปัจจุบันครองยศ พล.ต.ท. ตำแหน่ง “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” ส่วน พ.ต.ท.ทรงโปรด ครองยศพล.ต.ต. ตำแหน่ง “ผบก.ตม.3”…nn

พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์

พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ

nn…เก็บตกก่อนนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำครม.รัฐบาล “อนุทิน 2” เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ช่วงค่ำ6 เมษายน กระจอกข่าวแว่บเห็น “รมต.พี่ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา มารดา และน.ส.กัญจนา ศิลปอาชาพี่สาว ที่บ้านศิลปอาชา ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ
รมต.ท็อปที่ปฏิบัติทุกครั้ง ก่อนเข้ารับหน้าที่… รมต.พี่ท็อปในชุดขาว นำพวงมาลัยกราบคุณหญิงแจ่มใส พร้อมกล่าวว่า“ลูกชายมาขอพรแม่ครับ” ซึ่งคุณหญิงแจ่มใสกล่าวอวยพรว่า
“คิดอะไรขอให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ“ ก่อนกราบพี่สาว

วราวุธ ศิลปอาชา

พี่หนูนา -กัญจนากล่าวอวยพรน้องชายด้วยสีหน้าปลื้มปริ่มว่า ดีใจที่นายวราวุธได้ทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง ซึ่งเป็นกระทรวงที่ 4 หลังเคยอยู่กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละกระทรวงมีมิติการทำงานต่างกัน “เชื่อมั่นว่าท็อปจะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเอง ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้อย่างดี และสิ่งที่อยากฝากคือ ขอให้ทุกก้าวย่างต้องมีสติ และคุณธรรมจะนำพาชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป ต้องมีสองสิ่งนี้กำกับชีวิต ขอให้คุณพระรัตนตรัยคุ้มครอง ให้มีสุขภาพแข็งแรงมีสมองที่ปลอดโปร่งแจ่มใส เหมือนชื่อแม่ ในการทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ยาวนาน และเป็นที่รักของเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและทุกคน ขอให้โชคดี”…กลับออกมาจาก “บ้านศิลปอาชา” พี่ท็อป รับพลังจากครอบครัวซึ่งเปรียบเสมือน “ลมใต้ปีก” มาเต็มๆ

…วันรุ่งขึ้นหลังเข้าทำงานในกระทรวงเป็นทางการ รมต.วราวุธได้พบปะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวง ซึ่งได้มอบแนวทางขับเคลื่อนงานกระทรวงอุตสาหกรรมตอนหนึ่ง ที่เจ้าตัวเน้นย้ำความรวดเร็ว ขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด ONE MIND เน้นหลอมรวมข้าราชการทุกหน่วยทำงานเป็นทีมไม่แยกส่วนแยกกรม เดินหน้าทุกมิติ ทำงานแบบไร้รอยต่อ

“การทำงานของพวกเรา ได้บอกเพื่อนข้าราชการอุตสาหกรรมไปว่า เตรียมเปลี่ยนรองเท้าหนังเป็นรองเท้าผ้าใบวิ่งลุยงานไปด้วยกัน และบางครั้งที่ส่งข้อความไปช่วงกลางดึกเพราะกลัวลืม ไม่ต้องตกใจว่าต้องตอบทันที ผมพร้อมรับฟังคำแนะนำเพื่อให้การทำงานลุล่วง”…บอกแล้ว ชาร์จแบตมาเต็มจนล้นจากบ้านศิลปอาชา งานนี้ ต้องรองเท้าผ้าใบเท่านั้น ข้าราชการอุตฯเตรียมวอร์มอัพร่างกายได้เลย…nn

ยศชนัน-สีหศักดิ์ ผนึกกำลัง กต. – อว. รุกการทูตวิทยาศาสตร์

ยศชนัน-สีหศักดิ์ ผนึกกำลัง กต. - อว. รุกการทูตวิทยาศาสตร์

ยศชนัน-สีหศักดิ์ ผนึกกำลัง กต. – อว. รุกการทูตวิทยาศาสตร์

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“ยศชนัน-สีหศักดิ์” ผนึกกำลัง กต. และ อว. รุก “การทูตวิทยาศาสตร์” วางโครงสร้างใหม่รับมือ Tech War-ภูมิรัฐศาสตร์โลก ดึงนวัตกรรมยกระดับ GDP ปักธงเบอร์ 1 Wellness-AI-เซมิคอนดักเตอร์ พร้อมตั้ง War Room “ทีมประเทศไทย” แก้โจทย์ปากท้องยั่งยืน

8 เมษายน 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ จัดการประชุมหารือระหว่าง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภายหลังการหารือ ทั้งสองฝ่ายแถลงข่าวร่วมกัน ณ โถงธง กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำเสนอแนวทางผลักดัน “การทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” (Science Diplomacy) โดยมุ่งยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกผ่านฐานความรู้และเทคโนโลยี

นายสีหศักดิ์ แถลงว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่กระทรวงการต่างประเทศได้ต้อนรับท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมทีมงาน เพื่อหารือถึงนโยบายต่างประเทศในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้ครอบคลุมเพียงมิติภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงมิติภูมิเศรษฐกิจและภูมิเทคโนโลยีด้วย โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้การต่างประเทศสามารถตอบโจทย์ของประเทศ ในการส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันและการยกระดับเศรษฐกิจ ซึ่งหัวใจสำคัญคือเรื่องของนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศมีนโยบาย “การทูตเศรษฐกิจ” ซึ่งมีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลัก จึงได้เชิญทีมงาน อว. มากำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกันในลักษณะการทำงานเป็น “ทีมประเทศไทย” โดยจะเริ่มต้นจากการกำหนดจุดติดต่อ และจัดตั้งทีมงานร่วมเพื่อทำรายละเอียดของยุทธศาสตร์การทูตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังจากนี้ยังมีแผนที่จะเชิญรองนายกรัฐมนตรี ยศชนัน มาพูดคุยกับบรรดาเอกอัครราชทูตไทยในประเทศเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญต่อสถานะของประเทศไทยในเวทีโลก

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ขอขอบคุณทางกระทรวงการต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการหารือครั้งนี้ โดยระบุว่าแม้ประเทศไทยจะมีการดำเนินงานด้านการทูตวิทยาศาสตร์มาบ้างแล้ว แต่ในสภาวะปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องวางโครงสร้าง (Landscape) ใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้รองรับต่อประเด็นภูมิเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยเฉพาะในสภาวะที่มี “สงครามเทคโนโลยี” (Tech War) ซึ่งไทยจำเป็นต้องเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากการสำรวจงานวิจัยและเทคโนโลยีในประเทศที่เป็น “Local Content” และมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน และการเพิ่มขึ้นของ GDP ความรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องอาศัยกลไกของกระทรวงการต่างประเทศในการเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Talent) เนื่องจากหากแต่ละกระทรวงทำงานแยกส่วนกันจะมีความเสี่ยงสูง

สำหรับประเด็นความร่วมมือเร่งด่วนมี 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. เศรษฐกิจ Wellness ที่ไทยมีศักยภาพเป็นอันดับหนึ่ง 2. อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ซึ่งต้องเชื่อมโยงนักวิจัยไทยกับต่างประเทศในด้านเทคโนโลยีชิปและการจัดการพลังงาน และ 3. การแก้ปัญหาสังคม เช่น เรื่องฝุ่นละอองและพลังงาน โดยหลังจากนี้จะมีการนัดหมายระบุประเทศเป้าหมายที่ท่านทูตสามารถช่วยประสานงานได้ และจะมีการจัดตั้งวอร์รูมพร้อมคณะทำงานเพื่อประสานงานและขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดขึ้นจริงได้ทันที

ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาพรุ่งนี้ ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112

ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาพรุ่งนี้ ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112

ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาพรุ่งนี้ ฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปมแก้ ม.112

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.12 น.

8 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) เวลา 09.00 น.ได้มอบหมายให้ นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.นำคำร้องคดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีผิดจริยธรรมร้ายแรง จากการเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปยื่นต่อศาลฎีกา ภายหลังได้ตรวจสอบเอกสารคำร้องต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ส่งมา เห็นว่า มีรายละเอียดครบถ้วนถูกต้องเรียบร้อยแล้ว จึงเตรียมไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในวันดังกล่าว

โดยคำร้องดังกล่าวมี 56 ชุด มีเอกสารร่วม 200 ลัง จำนวนเกือบ 1 แสนแผ่น ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้อง ว่าไปยื่นคำร้องในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งการแถลงนโยบายรัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.ไปยื่นคำร้องในวันที่ 9 เม.ย.แล้วนั้น ศาลฎีกาจะยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมาในวันเดียวกัน ต้องรอขั้นตอนตั้งองค์คณะไต่สวนมาพิจารณาสำนวน ป.ป.ช.ว่ามีความครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ จึงจะพิจารณาว่า จะสั่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และยังไม่รู้ศาลจะมีคำสั่งออกมาวันใด

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับเยียวยาน้ำท่วมใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับเยียวยาน้ำท่วมใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับเยียวยาน้ำท่วมใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.41 น.

เจเศรษฐ์ เผย นายกฯ ยอมรับ ปัญหาน้ำท่วม-เยียวยา ภาคใต้มีปัญหา ยันเร่งเคลียร์เงิน-ค้างสำรวจอีก 3.1 หมื่นหลัง ขณะที่ มติสภาฯ ส่งเรื่องให้ กมธ.ปภ. ติดตามแก้ปัญหาต่อไป

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ซึ่งเสนอโดยนายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และมีญัตติที่เป็นทำนองเดียวกัน อีก 2 ญัตติ ซึ่งเสนอโดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายดังกล่าว มี สส.ร่วมอภิปรายจำนวน 58 คน ล้วนสะท้อนความเห็นถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการและการแก้ปัญหาอุทกภัย และน้ำท่วม เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สขลา รวมไปถึงปัญหาดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ขาดการบูรณาการการแก้ปัญหา ทำให้การคลี่คลายสถานการณ์ล่าช้า กระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกันยังได้อภิปรายทวงถามการเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่พบว่าการจ่ายเงินเยียวยาไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ประสบภัยเดียวกัน เป็นต้น

ภายหลังจากที่สส.อภิปรายแล้วเสร็จ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะสส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสรุปญัตติ โดยตอนหนึ่งระบุว่า ตัวเลขการเยียวยาของพื้นที่อุทกภัยยอมรับว่ามีปัญหา ทั้งนี้มีส่วนที่ไม่ตรง คือ เงินเยียวยาดำรงชีพ  เช่น ในครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ 1.6หมื่นครัวเรือน  วงเงิน 187 ล้านบาท  ที่อภิปรายว่าบางบ้านได้ 150 -450 บาท ตนสอบถามไปทางเทศบาลหาดใหญ่ พบผู้ที่ได้เงินต่ำกว่า 1,000 บาท จากเอกสารเบื้องต้น มี 15 ครัวเรือน แต่หลังจากเงินก้อนนี้ออกไปและพบปัญหาทางจังหวัดระบุว่าจะไม่มีปัญหา ที่ครัวเรือนจะรับเงิน หลักร้อยบาทอีก 

นายเจเศรษฐ์ อภิปรายด้วยว่า ส่วนที่มีผู้อภิปรายว่าการเยียวยาล่าช้านั้น จากการตรวจสอบพบว่ายังเหลืออีก 3.1 หมื่นครัวเรือนที่อยู่ระหว่างสำรวจและประเมินความเสียหาย ก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมเพื่ออนุมัติ และส่งเรื่องไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  และทำเรื่องขอเงินไปยังกระทรวงการคลัง โดยรัฐบาลใหม่ ต้องเร่งรัดและช่วยท้องถิ่นดูปัญหา ส่วนมาตรการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ มีระเบียบออกมาแล้ว ได้เงินเพิ่มที่จำนวน 8.8 หมื่นบาท 

“ผมทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากภัยพิบัติ รัฐบาลก็ทราบดี เราถอดบทเรียน เป็นพันๆหน้า ผมให้คำมั่นสัญญากับประชาชน และสส.ว่า ที่อภิปรายจะนำมาถอดบทเรียนและพิจารณาเป็นขั้นเป็นตอน และผมจะนำไปประกอบข้อมูลราชการ หาข้อตกลงหรือหาแนวทางจัดการออกมาให้ดีที่สุด พวกเรายอมรับ และ นายกฯ ก็ยอมรับวันที่เกิดเหตุนั้นมีข้อผิดพลาด แต่ทั้งหมดจะไม่เกิดซ้ำอีก หากมีเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนข้อมูลหรือเรื่องใดที่อยากส่งต่อไปยังหน่วยงาน  ผมรับอาสาติดตามไม่เฉพาะกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจและเฝ้าระวัง ดังนั้นขอความร่วมมือให้วิกฤติที่เจอในอนาคตดีขึ้น” นายเจเศรษฐ อภิปราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้ายที่ประชุมเห็นด้วยกับการเสนอประเด็นที่อภิปรายไปยังรัฐบาลให้พิจารณานอกจากนั้นแล้ว จะให้กลไกของกมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ (ปภ.) สภาฯ ที่จะตั้งขึ้นหลังจากนี้เป็นผู้ศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหา โดยมีกรอบเวลาให้ทำงาน 90 วันนับจากวันถัดจากที่สภาฯ มีมติตั้งกมธ.ปภ.  

ดร.ณัฏฐ์ เย้ยฝ่ายค้าน ใช้ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว แค่สีสันทางการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ เย้ยฝ่ายค้าน ใช้ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว แค่สีสันทางการเมือง

ดร.ณัฏฐ์ เย้ยฝ่ายค้าน ใช้ธีม พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว แค่สีสันทางการเมือง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.39 น.

“ดร.ณัฏฐ์”ชี้”ฝ่ายค้าน” ใช้ธีม”พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว”เป็นเพียงสีสันทางการเมือง ในชั้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ฝ่ายค้านไม่อาจล้มรัฐบาลได้

8 เมษายน 2569 สืบเนื่องรัฐบาลกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 พรรคฝ่ายค้าน นำโดยอ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาขน ระบุว่า จะใช้ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” พร้อมส่งขุนพลอภิปรายนโยบายรัฐบาลนั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า ในชั้นคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคหนึ่ง มีความแตกต่างการยื่นญัติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ………เนื่องจากในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่

กรณีตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  แถลงข่าว โดยระบุว่า ใช้ขุนพลประมาณ 20 คน เพื่ออภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดยใช้ ธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” เป็นการลอกเลียนมาจากวาทกรรมทางการเมืองที่ว่า “พอแล้ว  รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นลักษณะเชิงเสียดสีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการรณรงค์หาเสียงที่ผ่านมา ย่อมสามารถกระทำได้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ ถือเป็นเพียง “สีสันทางการเมือง” เพราะในชั้นแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี กฎหมายกำหนดให้แถลงนโยบายของรัฐบาลที่จะนำไปใช้เป็นนโยบายสาธารณะ  หมายความว่า เอานโยบายของแต่ละพรรคฝ่ายรัฐบาลมากลั่นกรองเป็นนโยบายเดียว เป็นนโยบายของรัฐบาล เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในการขับเคลื่อนและใช้ในการบริหาราชการแผ่นดิน

พูดภาษาชาวบ้าน คือ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะมีอำนาจเต็ม  ส่วนการนำนโยบายของรัฐบาลผสม มาขับเคลื่อนเป็นนโยบายสาธารณะ การเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จะดุเดือดเลือดพล่านเพียงใด เป็นเพียงข้อเสนอแนะในการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น ไม่สามารถล้มรัฐบาลในชั้นนี้ได้

ประเด็นในการแถลงนโยบาย รัฐธรรมนูญกำหนดให้เพียงคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายเฉพาะนโยบายเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ต้องไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยในเงื่อนไขหลัก นโยบายที่จะนำไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยในการแถลงนโยบาย ย้ำว่า ไม่มีประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจแก่รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะรัฐมนตรี ทั้งกฎหมายห้ามเด็ดขาดในการลงมติความไว้วางใจ

ส่วนที่ถามว่า ปปช.จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาล กระทบต่อฝ่ายค้านหรือไม่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า ต้องดูว่า ปปช. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาในวันที่ 9 เมษายน 2569 หรือไม่ หากยื่นต่อศาลฎีกาจริง ต้องดูว่า หากยื่นแล้ว ศาลฎีกามีคำสั่งในวันเดียวกันหรือไม่หากศาลฎีกาใช้แนวทางเดียวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อยื่นแล้ว ต้องรอเลือกองค์คณะจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามจำนวนที่กำหนดแล้ว จึงจะมีคำสั่ง รับคำร้องหรือสั่งให้แก้ไขคำร้อง หมายความว่า หากใช้แนวเดียวกับคดี อม. หาก ปปช.ยื่นแล้ว ต้องรอคัดเลือกองค์คณะศาลฎีกาจากที่ประชุมใหญ่ มาเป็นองค์คณะรับผิดชอบสำนวนคดี ก่อนที่จะมีคำสั่งรับคำร้องของ ปปช.ผู้ร้องหรือไม่ หากใช้แนวเดียวกัน ที่ผ่านมาอาจใช้ระยะเวลาพอควร บางคดีใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่ ปปช. ยื่นต่อศาลฎีกา หากคดีอยู่ในอำนาจศาลฎีกาแล้ว ถือเป็นดุลพินิจของศาล ส่วนจะใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เป็นมติเสียงข้างมากขององค์คณะ

ส่วนที่ นายณัฐพงษ์ฯ ระบุว่า ปปช.ฟ้องคดีกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง ประหนึ่ง จะใช้ประชาชนเป็นโล่กำบัง ดร.ณัฏฐ์  ตนแนะนำว่า ให้นายณัฐพงษ์ฯกับพวก ไปพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมให้สิ้นกระแสความก่อน เพราะจริยธรรมร้ายแรง เป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี กรณี ปปช. จะยื่นฟ้องศาลฎีกาในวันเวลาใด เป็นดุลพินิจของฝ่ายกฎหมาย ปปช.ไม่มีใครแทรกแซงหรือไม่มีใครไปกลั่นแกล้งทางการเมือง ตามพุทธภาษิตว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

เช็กที่นี่! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3 รมช.มหาดไทย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.33 น.

คลองหลอดขยับ! อนุทิน เซ็นแบ่งงาน 3รมช.หนุ่ม เจ้าตัวกำกับดูแล สำนักงานรมต.-สำนักฯปลัดมท.-ปกครอง-ประสานฯชายแดนใต้ ด้าน พลพีร์ มท.2 ดู ที่ดิน-พัฒนาชุมชน-กฟภ.-กฟน. ขณะที่ เจเศรษฐ์ มท.3 คุม โยธาฯ-ปภ.-กปภ.-กปน. ส่วน วรศิษฎ์ มท.4 ได้ ท้องถิ่น-กทม.-องค์การตลาด-จัดการน้ำเสีย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่881/2569 ลงวันที่ 8เม.ย.69 เรื่องการมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแบ่งมอบภารกิจหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และรมช.มหาดไทย ทั้ง 3 คน ให้กำกับดูแล โดยนายอนุทิน นายกฯ ในฐานะรมว.มหาดไทย(มท.1) กำกับดูแล 1.สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย 2.สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 3.กรมการปกครอง และ 4.การประสานงานส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.การบริการราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย(มท.2) กำกับดูแล 1.กรมที่ดิน 2.กรมการพัฒนาชุมชน 3.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ4.การไฟฟ้านครหลวง  

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย(มท.3) กำกับดูแล 1.กรมโยธาธิการและผังเมือง 2.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 3.การประปาส่วนภูมิภาค และ4.การประปานครหลวง 

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย(มท.4) กำกับดูแล 1.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.กรุงเทพมหานคร 3.องค์การตลาด และ4.องค์การจัดการน้ำเสีย

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

กกต.รับรองแล้ว ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็น สส.สุพรรณบุรี เขต 2

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.05 น.

8 เมษายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 และมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เพิ่มเติม จำนวน 1 คน ดังนี้

ประกาศ ณ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2569

(นายณรงค์ กลั่นวารินทร์) ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

– 006

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต. ยกอังกฤษมีมานานป้องการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

อ.ไชยันต์ เผยรับเป็นพยานคดีบาร์โค้ดให้ กกต.  ยกอังกฤษมีมานานเพื่อป้องกันการปลอม สืบย้อนได้ แต่ยากมาก มองสังคมไทยยังต้องเผชิญปัญหาเรื่องการปกป้องสถาบัน – สิทธิเสรีภาพปชช.อีกนาน แนะศาล รธน.วางสัดส่วน-ความเหมาะสมให้ดี พร้อมอธิบายทำความเข้าใจมากขึ้น เพื่อรักษาสันติภาพในประเทศ

เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2569 ที่โรงแรมเดอะเพนนินซูลา กรุงเทพมหานคร นายไชยันต์  ไชยพร อาจารย์พิเศษภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในการร่วมเสวนาวิชาการเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะผู้พิทักษ์หลักนิติธรรมเพื่อสันติภาพท่ามกลางระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลง” ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ว่า กกต.เชิญให้ไปเป็นพยานในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งก็ให้คำให้การไปแล้วบางส่วน  

และอีกบางส่วนกำลังศึกษาอยู่ในจุดยืนของตนก่อนมีเรื่อง ได้อธิบายไว้ในโซเชียลมีเดียว่าที่มาคืออะไร บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ในบัตรเลือกตั้งที่อังกฤษเป็นอย่างไร มีไว้สำหรับป้องกันการปลอม กกต.ก็ใช้หลักการเดียวกันที่จะไม่ให้มีการปลอม ซึ่งของอังกฤษแน่นอน บางคนก็สืบย้อนได้ แต่จะทำก็ต่อเมื่อมีเรื่องขึ้นมา ซึ่งเคยมี ที่มีคนสงสัยว่าจะมีคนที่ไม่ใช่คนอังกฤษไปลงคะแนนก็มีการสืบย้อนไป ซึ่งสืบยากมากและพบว่ามีคน 3 คน เป็นคนเยอรมันในอังกฤษ 

นายไชยันต์ กล่าวถึงความคาดหวังบท บาทของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสันติภาพในประเทศไทยว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายขณะนี้ จะทำอย่างไรให้สังคมเชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีการอธิบายให้มากขึ้นในภาษาที่คนเข้าใจได้ว่าที่มาที่ไปของคำตัดสิน หรือที่มักจะจะมีการพูดว่ามีข่าวลับ ข่าวลือต่างๆ  ตุลาการท่านนั้นท่านนี้มีที่มาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าตุลาการจะมาจากวิธีไหนใครเลือกเข้ามาไม่สำคัญ  แต่เมื่อท่านเข้ามาแล้วต้องสวมจิตวิญญาณตรงนี้  ความโปร่งใสการตีความ ต้องมีการอธิบายให้มากขึ้นได้หรือไม่  ขณะเดียวกันควรมีการแปลเป็นภาษาต่างๆเพราะมีคนที่ไปเขียนด่าศาลรัฐธรรมนูญในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาและไม่มีใครไปตอบโต้  

“ศาลรัฐธรรมนูญอย่าทำตัวเหมือนศาลปกติ ต้องทำให้กว้างขวาง ให้เป็นอะไรที่ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นในเรื่องของการพิจารณาคดีต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและการได้สัดส่วน โดยเฉพาะในเรื่องสถาบันกษัตริย์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งจะยังเป็นปัญหาไปจนกว่าระบอบการปกครองของเราจะลงหลักปักฐานเหมือนต่างประเทศ สัดส่วนตรงนี้ยาก ต้องทำความเข้าใจให้กับประชาชน” นายไชยันต์ กล่าวและว่า “จึงอยากฝากตรงนี้สันติภาพภายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญและรัฐธรรมนูญใหม่คงต้องมี ซึ่งถ้ามีก็ดีเพราะจะก้าวหน้าขึ้น แต่ก็ต้องดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก”