‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

‘BRAND’S Young Blood’ ชวนนิสิตนักศึกษาร่วมประกวดผลงานสุดสร้างสรรค์ ชิงโล่พระราชทานฯ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนและนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศร่วมแสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรมการประกวดในโครงการ “BRAND’S Young Blood 2026” ภายใต้หัวข้อ “Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังเยาวชนให้ร่วมกันบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ชนะการประกวดหนังสั้นจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา

นางมธุวลี สถิตยุทธการ รองประธานบริหารฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ประเทศไทยและอินโดไชน่า บจก.ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เดินหน้าสานต่อโครงการ ‘BRAND’S Young Blood’ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 ของการดำเนินโครงการในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายในการจัดหาโลหิตที่มีคุณภาพจำนวน 125,000 ยูนิต เพื่อสำรองโลหิตคงคลังไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบโลหิตของประเทศ

โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ควบคู่กับการสร้างแรงบันดาลใจ ตลอดจนปลูกจิตสำนึกคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนเป้าหมายที่มีอายุระหว่าง 17–22 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเป็นผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

“ปีนี้ได้จัดกิจกรรมประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้หัวข้อ ‘Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่’ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิด และร่วมสร้างสื่อรณรงค์การบริจาคโลหิตที่สามารถนำไปใช้ในการสื่อสารและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริงผ่านการประกวดหนังสั้น BRAND’S Young Blood Short Film Contest บนแพลตฟอร์ม TikTok และการประกวดออกแบบ Add Your Template สำหรับ Instagram Story โดยผู้ชนะการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์จากกิจกรรมประกวดหนังสั้นจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเกียรติบัตรและทุนการศึกษา ซึ่งนับเป็นการส่งเสริมขวัญกำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่การเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ รวมถึงเป็นผู้บริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในระยะยาว” นางมธุวลี กล่าวและว่า

กิจกรรมการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ภายใต้หัวข้อ “Give Blood. Be A Hero. พลังเลือดใหม่ พลังฮีโร่” แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.การประกวดหนังสั้น BRAND’S Young Blood Short Film Contest บนแพลตฟอร์ม TikTok โดยผู้ส่งผลงานต้องมีคุณสมบัติ เป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการศึกษาอย่างถูกต้อง และมีอายุระหว่าง 17–22 ปี สมัครเข้าร่วมในรูปแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดย 1 ทีม สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้เพียง 1 ผลงาน ซึ่งผู้ชนะการประกวด จะได้รับโล่พระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกียรติบัตร และทุนการศึกษา

และ 2.การประกวดออกแบบ Add Your Template สำหรับ Instagram Story  คุณสมบัติผู้ส่งผลงานจะต้องเป็นนิสิตหรือนักศึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับสถาบันการศึกษาอย่างถูกต้อง และมีอายุระหว่าง 17–22 ปี ผู้ส่งผลงาน 1 คน สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ไม่เกิน 2 ผลงาน โดยผู้ชนะการประกวดจะได้รับเกียรติบัตร และทุนการศึกษา

สำหรับนิสิตและนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมประกวดในโครงการฯ กรุณาตรวจสอบคุณสมบัติและเงื่อนไขการสมัครเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://www.blooddonationthai.com จากนั้นกรอกใบสมัครเข้าร่วมการประกวดอย่างครบถ้วน พร้อมส่งไฟล์ผลงานและเอกสารการสมัครมาที่อีเมล brandsyoungbloodproject@gmail.com โดยเปิดรับสมัครและส่งผลงานตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร โทรศัพท์ 02-255-4567 หรือ 02-263-9600 ต่อ 1743 (ในวันและเวลาราชการ)

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล

ศธ.แจงปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ เน้นกลุ่มพำนักในไทย สอดคล้องมติ ครม.ปี 48-หลักสากล

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.05 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แจงการปรับปรุงประกาศการรับนักเรียนไม่มีสัญชาติ ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกประกาศฉบับใหม่ปี 2568 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยมีการปรับปรุงสาระสำคัญด้วยการตัดข้อความเกี่ยวกับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศออก เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเน้นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่พำนักอยู่ในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การรับนักเรียน นักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

เหตุผลสำคัญในการแก้ไขประกาศ ในการแก้ไขครั้งนี้ ศธ.ได้ทำการตัดข้อความในส่วนที่เคยระบุถึงกรณีเด็กที่ “มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศหรือเดินทางไปกลับบริเวณชายแดนหรือเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตน” ออกจากแนวทางปฏิบัติ

การแก้ไขดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศฉบับนี้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกำหนดให้รัฐขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยที่ “อาศัยอยู่ในประเทศไทย” เท่านั้น

การคุ้มครองตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ การจัดการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1 – ม.6)

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติหรือสถานะทางกฎหมาย

แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษายังคงมีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออก รหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

ทั้งนี้ ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 681/2568) ยืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

สพฐ.เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้างปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกโฉมการศึกษา

สพฐ.เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้างปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกโฉมการศึกษา

สพฐ.เร่งทำแผนปฏิบัติการอัตราลูกจ้างปี 69 พร้อมเดินหน้าปั้นครู-บุคลากร AI พลิกโฉมการศึกษา

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.16 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 8/2569 เพื่อติดตามความก้าวหน้าและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และบุคลากรของ สพฐ. ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์

ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการขออนุมัติกรอบอัตราลูกจ้างชั่วคราวสังกัด สพฐ.ประจำปี 2569 จากที่ สพฐ.เสนอขอกำหนดลูกจ้างชั่วคราว 22 ชื่อตำแหน่ง รวม 73,373 อัตรา ได้รับความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลาง 14 ชื่อตำแหน่ง รวม 69,293 อัตรา และคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ได้อนุมัติให้เป็นลูกจ้างชั่วคราว เฉพาะปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 4 ชื่อตำแหน่ง รวม 7,588 อัตรา ประกอบด้วย ตำแหน่งครูผู้ช่วย 7,527 อัตรา ตำแหน่งครูช่วยสอน 33 อัตรา ตำแหน่งครูสอนศาสนาอิสลาม 20 อัตรา และครูพี่เลี้ยง 8 อัตรา พร้อมกันนี้ คปร.ได้มีมติให้ สพฐ.จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการบริหารกำลังคน โดยต้องกำหนดเป้าหมายให้เห็นเป็นรูปธรรม และมีระยะเวลาซึ่งจะบรรลุผลตามเป้าหมายอย่างชัดเจน ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน โดย สพฐ.อยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด และนำเสนอ คปร. โดยเร็วต่อไป เพื่อประโยชน์ของบุคลากรในสังกัด สพฐ.ทุกคน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการขับเคลื่อนหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำความรู้ทักษะดิจิทัล และ AI ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระงาน และเพิ่มศักยภาพบุคลากร สอดคล้องกับเป้าหมายองค์กรเป็นอย่างดี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย หลักสูตรการอบรมฯ สำหรับครูแกนนำประจำศูนย์ HCEC สังกัด สพฐ. (On-site) รวม 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “AI Prompting สำหรับครู ทำงานไวขึ้น บริหารง่ายขึ้นด้วย AI” และหลักสูตร “Essential AI Skills for All Teachers: ทักษะ AI สำหรับครูยุคใหม่”, หลักสูตรการอบรมฯ สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. (Webinar) รวม 5 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “วางรากฐานการทำงานด้วย Cloud สู่ Dashboard” หลักสูตร “Digital Alchemy (พลัง AI & Cloud) พลิกงานเอกสารและเสกงานสอนให้ว้าว ด้วย Canva” หลักสูตร “Digital Vaccine รู้เท่าทันเทคโนโลยีและสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” หลักสูตร “Professional Al Talent Development พัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” และหลักสูตร “Digital Law & Security / AI ETHICS กฎหมายดิจิทัล ความปลอดภัย และจริยธรรม” และหลักสูตรการอบรมฯ สำหรับข้าราชการและบุคลากร ส่วนกลาง (On-site) รวม 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร “ปั้นนักการศึกษาสู่การเป็น Project Manager ยุคใหม่ด้วยพลัง AI”, หลักสูตร “Prompt Engineering และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการสารสนเทศ” และหลักสูตร “Application เพื่อการจัดทำเอกสาร” เป็นต้น

โอกาสนี้ ที่ประชุมได้ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับผู้บริหาร สพฐ.ใหม่ จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้มีประสิทธิภาพต่อไป

คุรุสภา เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

คุรุสภา เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

คุรุสภา เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.42 น.

“อมลวรรณ” เร่งขับเคลื่อนจรรยาบรรณวิชาชีพครู หนุนสร้างคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมจัดทำแบบประเมินครูด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ

24 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร. อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีหน้าที่ในการสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ จึงได้ขับเคลื่อนการสร้างคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-PLC) ที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นไปสู่การนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการหลักจรรยาบรรณสู่การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพครูและผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู โดยมีครูประจำการเป็นผู้นำกำกับ ดูแล และเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการพัฒนาครูเสมือนจริง ผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (Virtual Teacher Influencers) ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ภายใต้ชื่อ EduEthics by KruChanya – Bun มี “ครูจรรยา” และ “ครูบรรณ” ครู AI ของคุรุสภา เป็นผู้นำเสนอแนวปฏิบัติและเป็นแบบอย่างที่ดีในการประพฤติตนด้านจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านสื่อสังคมออนไลน์

​ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า นอกจากกิจกรรม E-PLC และ EduEthics by KruChanya – Bun แล้ว คุรุสภายังเดินหน้าจัดทำโครงการพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผ่านบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาออนไลน์ ประจำปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ มีกลุ่มเป้าหมายคือ ครู ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นิสิต/นักศึกษาครู)ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ เพื่อส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งเนื้อหาบทเรียนประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ครอบคลุมจรรยาบรรณของวิชาชีพทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ จรรยาบรรณต่อตนเอง ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ วิชาชีพ สังคมและผู้รับบริการ พร้อมแบบทดสอบก่อนและหลังบทเรียน รวมชั่วโมงการเรียนรู้ทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง ซึ่งเปิดให้เข้ารับการพัฒนาได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน 2569 ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาวิถีชีวิตครูไทยในศตวรรรษที่ 21 (khuruplatform.ksp.or.th)

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า  สำนักงานเลขาธิการคุรุสภายังได้เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเครื่องมือมาตรฐานและเกณฑ์ปกติ (Norm) สำหรับการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่ครอบคลุมผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั้ง 4 กลุ่ม และจรรยาบรรณวิชาชีพ 5 ด้าน 9 ข้อ ที่จะสามารถประเมินระดับพฤติกรรมด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้ทราบระดับจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง โดยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาที่มีการเก็บและสำรวจข้อมูลที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการศึกษาและการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาครอบคลุมทุกสังกัดและทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มากกว่า 8,000 คน และผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งด้านพฤติกรรมศาสตร์และด้านการศึกษา สำหรับการประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา มีจำนวน 4 เครื่องมือแบ่งตามวิชาชีพทางการศึกษา ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ แต่ละเครื่องมือจะมีแบบวัด 2 รูปแบบ คือ แบบมาตรประมาณค่าและแบบวัดสถานการณ์ ซึ่งจะพัฒนาเป็นระบบเครื่องมือประเมินจรรยาบรรณวิชาชีพแบบออนไลน์ผ่านช่องทาง https://norms-ethics.ksp.or.th

​“คุรุสภาได้เร่งขับเคลื่อนงานส่งเสริมจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุนการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทั่วประเทศ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งการพัฒนาครูเสมือนจริง ได้แก่ ครูจรรยาและครูบรรณ ที่เป็นครู AI ของคุรุสภา ให้เป็นผู้นำต้นแบบด้านพฤติกรรมตามจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กิจกรรม E-PLC การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาผ่านบทเรียนจรรยาบรรณแบบออนไลน์ รวมทั้ง การสร้างแบบประเมินจรรยาบรรณเพื่อผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่านได้ทราบระดับจรรยาบรรณของตัวเองโดยเทียบกับค่ามาตรฐาน ซึ่งข้อมูลการประเมินจะนำไปใช้ออกแบบแนวทางส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นการยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้มีความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้สามารถประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคมต่อไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

ฝรั่งเศสสั่งแบน “ทูตสหรัฐฯ” ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

ฝรั่งเศสสั่งแบน "ทูตสหรัฐฯ" ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

24 ก.พ. 2569 16:20 น.

ฝรั่งเศสสั่งแบน “ทูตสหรัฐฯ” ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

นายชาร์ลส์ คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส ถูกสั่งห้ามเข้าพบสมาชิกรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เขาไม่ได้เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชี้แจงกรณีสถานทูตสหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อเหตุสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศส ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ

การเรียกตัวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายคุชเนอร์ชี้แจงกรณีที่สถานทูตสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อการเสียชีวิตของนายเกวนติน เดอรองก์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวฝรั่งเศสที่ถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในการปะทะกับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศและถูกขนานนามว่าเป็น “เหตุการณ์ชาร์ลี เคิร์ก แห่งฝรั่งเศส” 

สถานทูตสหรัฐฯ ในฝรั่งเศส และสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่ากำลังจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า “ลัทธิซ้ายจัดหัวรุนแรงกำลังพุ่งสูงขึ้น” และควรได้รับการปฏิบัติในฐานะภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ

ด้านแหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสระบุว่า “หลังการเผยแพร่ความเห็นของสถานทูตสหรัฐฯ ต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของการถกเถียงสาธารณะภายในชาติ และเราปฏิเสธที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ท่านทูตชาร์ลส์ คุชเนอร์ จึงถูกเรียกตัวมายังกระทรวงในวันนี้ แต่เขาไม่ปรากฏตัว”

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า “เมื่อต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดอย่างชัดเจนต่อความคาดหวังพื้นฐานในบทบาทของทูตผู้มีเกียรติที่เป็นตัวแทนประเทศ รัฐมนตรีจึงมีคำสั่งไม่ให้เขาเข้าถึงสมาชิกของรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรงอีกต่อไป”

ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่นายคุชเนอร์เพิกเฉยต่อการเรียกตัวของทางการฝรั่งเศส เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เขาเคยถูกเรียกตัวให้มาชี้แจงหลังจากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวยิวในฝรั่งเศส พร้อมทั้งวิจารณ์ทางการฝรั่งเศสว่าดำเนินการรับมือเรื่องนี้ไม่เพียงพอ

การสั่งแบนครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการทูตระหว่างพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา Reuters

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ “เอล เมนโช” ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ "เอล เมนโช" ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

24 ก.พ. 2569 15:43 น.

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ “เอล เมนโช” ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

ทางการเม็กซิโกเปิดเผยถึงรายละเอียดของปฏิบัติการซุ่มโจมตีที่เป็นเหตุให้นายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์บันเตส หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) ราชายาเสพติด หัวหน้าแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจนเนอเรชัน” (CJNG) เสียชีวิต โดยระบุว่าเบาะแสสำคัญมาจากคนสนิทของหญิงที่มี “ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว” ของเขาเอง

ริคาร์โด เตรบียา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคนใกล้ชิดของหญิงคู่นัดคนหนึ่งของเอล เมนโช ช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนบุกจู่โจมฐานที่มั่นในเมืองทาปัลปา รัฐฮาลิสโก ได้อย่างรวดเร็ว

ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (22 ก.พ.) โดยกองกำลังพิเศษของเม็กซิโกบุกเข้าล้อมบ้านพักในเขตป่าละเมาะ เกิดการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงจนลุกลามไปยังกลุ่มบ้านพักในป่า ส่งผลให้เอล เมนโช และบอดี้การ์ด 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตระหว่างการลำเลียงทางเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งตัวไปยังกรุงเม็กซิโกซิตี้ ส่วนยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่อย่างน้อย 62 ราย เป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชาติ 25 นาย และสมาชิกแก๊งคาร์เทล 34 ราย เจ้าหน้าที่สามารถยึดปืนไรเฟิลพร้อมเครื่องยิงลูกระเบิด, เครื่องยิงจรวด และเครื่องยิงลูกโม่ 

หลังข่าวการเสียชีวิตแพร่สะพัด กลุ่มผู้ภักดีต่อแก๊งดังกล่าวได้ก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ในกว่า 12 รัฐ มีการตั้งสิ่งกีดขวางบนถนนถึง 85 จุด และเผารถยนต์รวมถึงร้านสะดวกซื้อกว่า 200 แห่ง

ด้าน “เอล ตูลิ” (El Tuli) มือขวาและหัวหน้าฝ่ายการเงินของเอล เมนโช ซึ่งถูกสังหารในเหตุปะทะระหว่างการจับกุมเช่นกัน ได้ระบุค่าหัวเจ้าหน้าที่ทหารไว้ที่ 20,000 เปโซ (ราว 40,000 บาท) เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกแก๊งสังหารเจ้าหน้าที่

เหตุรุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์, เกษตรกรรม เช่น อะโวคาโด, เบอร์รี่ และเตกีลา สายการบินต่าง ๆ ยกเลิกเที่ยวบินในวันอาทิตย์ หุ้นของสายการบิน Volaris และผู้ให้บริการสนามบินร่วงลงกว่า 4% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง ‘เปอร์โต วัลลาร์ตา’ ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญ ขณะเดินทางไปสนามบินท่ามกลางซากรถที่ถูกเผาทำลาย

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้เม็กซิโกเป็นผู้นำเอง โดยได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากสหรัฐฯ แต่ไม่มีกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าร่วม

การสังหารเอล เมนโช ซึ่งมีค่าหัวจากสหรัฐฯ สูงถึง 15 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลเม็กซิโกภายใต้ความกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้เม็กซิโก “ยกระดับความพยายาม” ให้มากขึ้น ขณะที่เม็กซิโกสวนกลับขอให้สหรัฐฯ ช่วยควบคุมการลักลอบขายอาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นต้นตอของคลังอาวุธของแก๊งค้ายา โดยพบว่าอาวุธกว่า 70% ในเม็กซิโกมีที่มาจากสหรัฐฯ.

ที่มา Reuters

ภาษีนำเข้า “ทรัมป์” 10% ทั่วโลก มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้า "ทรัมป์" 10% ทั่วโลก  มีผลบังคับใช้แล้ว

24 ก.พ. 2569 15:01 น.

ภาษีนำเข้า “ทรัมป์” 10% ทั่วโลก มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้าครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลบังคับใช้ในอัตรา 10% ทั่วโลกแล้ว หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อสกัดมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ที่เขาประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ด้านนานาชาติเตรียมมาตรการตอบโต้

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารบังคับใช้ภาษีศุลกากร 10% ทั่วโลก มีผลวันที่ 24 ก.พ. เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้า หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งมีคำสั่งยับยั้งการใช้อำนาจฉุกเฉินเก็บภาษีวงกว้างไปเพียงไม่กี่วัน

รัฐบาลของทรัมป์ได้เปลี่ยนมาใช้ช่องทางตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974  ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีได้เป็นเวลา 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยให้เหตุผลในคำสั่งฝ่ายบริหารว่า มาตรการชั่วคราวนี้มีเป้าหมายเพื่อ “แก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์แก่แรงงาน เกษตรกร และผู้ผลิตในอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะขู่ว่าจะปรับเพิ่มอัตราภาษีเป็น 15% ในภายหลัง แต่ในขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการในการปรับเพิ่มอัตราดังกล่าว 

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ชี้ขาดว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเรียกเก็บภาษีทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ซึ่งทรัมป์ได้ออกมาวิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างรุนแรงว่า “ไร้สาระ เขียนมาได้แย่ และเป็นการกระทำที่ต่อต้านอเมริกาอย่างยิ่ง”

แม้ทรัมป์จะอ้างว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือจำเป็นในการลดการขาดดุลการค้า แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลับพบว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวขึ้นอีก 2.1% เมื่อเทียบกับปี 2024 แตะระดับประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37.3 ล้านล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิมไปแล้วอย่างน้อย 1.3 แสนล้านดอลลาร์

การประกาศเก็บภาษีครั้งล่าสุดนี้ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มประเมินท่าทีและข้อตกลงทางการค้าใหม่ โดยสหราชอาณาจักรระบุว่า “ไม่มีมาตรการตอบโต้ใดที่ถูกตัดออกจากการพิจารณา” หากสหรัฐฯ ไม่เคารพข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้ พร้อมเสริมว่า “ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามการค้า” ส่วนสหภาพยุโรป ประกาศระงับการให้สัตยาบันในข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งตกลงกันได้เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ด้านอินเดียประกาศเลื่อนการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในข้อตกลงฉบับล่าสุดออกไปก่อน

ทางด้านทรัมป์ยังได้ทิ้งท้ายด้วยคำขู่ว่า จะเพิ่มภาษีให้สูงขึ้นไปอีกสำหรับประเทศที่ “เล่นตุกติก” กับข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเกิดขึ้น.

ที่มา BBC

“ร็อบ เยตเทน” สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

 "ร็อบ เยตเทน" สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

24 ก.พ. 2569 14:16 น.

“ร็อบ เยตเทน” สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

“ร็อบ เยตเทน” วัย 38 ปี จากพรรคเดโมแครตส์ 66 ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ กลายเป็นนายกฯ อายุน้อยที่สุดของประเทศ พร้อมภารกิจหนักนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยฝ่าด่านฝ่ายค้าน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายร็อบ เยตเทน วัย 38 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ หลังพรรคเดโมแครตส์ 66 (Democrats 66) ของเขาชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน

รายงานข่าวระบุว่า พรรคของนายเยตเทนได้จัดตั้งรัฐบาลผสม 3 พรรค ร่วมกับพรรคประชาชนเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย (People’s Party for Freedom and Democracy) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่เป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ครองที่นั่งเพียง 66 จากทั้งหมด 150 ที่นั่งในสภา ซึ่งหมายความว่า ทุกครั้งที่ผลักดันวาระสำคัญ นายเยตเทนจำเป็นต้องเจรจาและขอเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ทำให้เส้นทางบริหารประเทศเต็มไปด้วยความท้าทายทางการเมือง

โดยนอกจากสร้างสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของประเทศแล้ว นายเยตเทนยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่เปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์คนแรกของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความหลากหลายทางเพศในประเทศที่ออกกฎหมายรับรองการสมรสเพศเดียวกันเป็นชาติแรกของโลกตั้งแต่ปี 2544 

ขณะเดียวกัน การเข้ารับตำแหน่งของนายเยตเทนยังัได้รับการจับตามองทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศ และภาพลักษณ์ความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของเนเธอร์แลนด์บนเวทีโลก.

ที่มา DW.com

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

24 ก.พ. 2569 14:12 น.

สีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อฝรั่งเศส ตอบโต้ ฮุน มาเนต กล่าวหาไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ล้ำเขตแดน

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยให้สัมภาษณ์กับ France 24  ในระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตอบโต้ข้อกล่าวหาของฮุน มาเนต ที่อ้างไทยวางคอนเทนเนอร์ล้ำแดน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยตอบทุกคำถามกับ France 24  ในระหว่างการเดินทางเยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ตอบโต้สารพัดข้อกล่าวหาที่ ฮุน มาเนต บิดเบือนให้สัมภาษณ์กับสื่อนอกก่อนหน้านี้

โดยพิธีกรได้ถามถึงสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างข้อตกลงหยุดยิงแต่สถานการณ์ชายแดนกลับยังคงไม่นิ่ง แถมนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ยังให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันก่อนอ้างว่าไทยยังคงรุกล้ำเข้ามาในกัมพูชาไม่ใช่แค่พื้นที่ชายแดน แต่ยังลึกเข้ามาในเขตกัมพูชาเกินพื้นที่ที่ไทยเคยอ้างสิทธิ์ด้วย จึงอยากขอให้ไทยชี้แจงเกี่ยวกับข้อกล่าวหานี้ด้วย

ซึ่งนายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงคือ ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันในกรอบของการหยุดยิงแล้ว แต่สถานการณ์จริงกลับเปราะบางมาก ผมคิดว่าในเวลานี้ เรายังคงต้องเดินหน้ายกระดับความเชื่อมั่น กองกำลังของแต่ละฝ่ายจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ตั้ง และจากนั้นจะทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่ข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศ โดยฮุน มาเนต อาจลืมกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งนั้น มีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยอย่างชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เราจำเป็นต้องมองข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านก่อน และข้อเท็จจริงในขณะนี้คือ เราต้องทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการยั่วยุ หลีกเลี่ยงข้อมูลที่ผิดพลาดและการบิดเบือนข้อมูล และรักษาความสงบ เพื่อที่เราจะสามารถเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อไปได้ ประเทศไทยเชื่อว่าในที่สุดแล้ว เราต้องอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมดอย่างสันติ ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความมั่งคั่งร่วมกัน และนี่คือเป้าหมายของเรา ผมขอยืนยัน

ขณะที่พิธีกรรายการยังระบุถึงประเด็นที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาพูดว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามไปตั้งไว้ ในพื้นที่ที่ประเทศไทยเคยยอมรับว่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และตั้งคำถามว่า การที่สีหศักดิ์กล่าวว่าไทยและกัมพูชาเห็นพ้องกันข้อตกลงหยุดยิงว่าจะคงอยู่ในตำแหน่งที่ตั้ง เป็นการยอมรับหรือไม่ว่าขณะนี้ทหารไทยอยู่ในดินแดนของกัมพูชา และในตอนนี้จะไม่ถอนทหารออกจากพื้นที่นั้น

นายสีหศักดิ์ตอบอย่างชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ เพราะพื้นที่ที่ไทยวางลวดหนามหรือตู้คอนเทนเนอร์นั้น เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายในอธิปไตยของไทย  เป็นพื้นที่ที่ฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยเป็นระยะเวลานาน ซึ่งย้อนกลับไปถึงช่วงความขัดแย้งในกัมพูชา เมื่อครั้งที่ไทยเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากกัมพูชาประมาณ 400,000 คน แต่หลังจากความขัดแย้งยุติลงและมีการฟื้นฟูสันติภาพแล้ว หมู่บ้านของชาวกัมพูชาจำนวนมากไม่ยอมย้ายกลับไปยังดินแดนของตนเอง ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่าเรารุกล้ำเกินขอบเขตดินแดนของไทยนั้น ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเคยได้ให้คำมั่นก่อนการเลือกตั้ง ที่จะไม่เปิดพรมแดน และยังมีโครงการที่จะสร้างกำแพงกั้นแนวชายแดนระหว่างสองประเทศ ว่าจะยังมีการดำเนินการอยู่หรือไม่

ซึ่งนายสีหศักดิ์ ตอบว่าไทยต้องทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ซึ่งอาจจะต้องทำ เพื่อดำเนินการเชิงป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของฝ่ายกัมพูชาอย่างมาก ว่าพวกเขาต้องการแสวงหาสันติกับประเทศไทยจริงหรือไม่ หรือว่ายังคงเลือกเดินบนเส้นทางแห่งความขัดแย้ง นี่เป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา เป็นฝ่ายกัมพูชาที่ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เป็นฝ่ายกัมพูชาที่แม้หลังการหยุดยิงแล้วก็ยังคงกล่าวอ้างในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง และเขาคิดว่าสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรทำในขณะนี้คือ การใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และเดินหน้าความสัมพันธ์ แต่สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชากำลังทำอยู่คือการกล่าวอ้างต่าง ๆ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการถอยหลังมากกว่าการก้าวไปข้างหน้าในความสัมพันธ์ของเรา 

พิธีกรยังถามรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยว่าได้พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาหรือไม่ หรือมีการพูดคุยระหว่างผู้นำประเทศทั้งสองด้วยหรือไม่ ซึ่งนายสีหศักดิ์ ตอบว่าได้มีการพูดคุยและติดต่อกับรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาผ่าน WhatsApp ซึ่งเขาคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง

“ผมพูดคุยกับกัมพูชาอยู่เป็นระยะ ๆ และขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง และอยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเด็นที่ฝ่ายกัมพูชาอยากจะหารือ ผมคิดว่าเราคงต้องรอจนกว่ารัฐบาลใหม่ของไทยจะจัดตั้งเสร็จสิ้น ซึ่งผมก็ได้บอกฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว”

ในระหว่างนี้ ทั้งสองฝ่ายควรพยายามรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเพิ่มเติม เพราะความขัดแย้งเพิ่มเติมย่อมหมายถึงความสูญเสียที่มากขึ้น ซึ่งเขาไม่คิดว่านั่นจะเกิดประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

พิธีกรยังได้ถามไปถึงประเด็นความขัดแย้งทางทะเล ที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่ากองทัพเรือไทยสกัดจับเรือประมงกัมพูชา พร้อมลูกเรือ 3 คน ในน่านน้ำของกัมพูชา ว่าจริงๆแล้วสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร  ซึ่งนายสีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไทยจำเป็นต้องดำเนินการ หากเรือประมงกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของไทย พร้อมปฏิเสธคำกล่าวอ้างที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่านั่นเป็นน่านน้ำของกัมพูชา 

พร้อมตอบโต้ว่า นั่นเป็นยุทธวิธีที่ฝ่ายกัมพูชาใช้มาโดยตลอด เพื่อกดดันประเทศไทย และพยายามทำให้ประเทศไทยดูเป็นฝ่ายที่ก้าวร้าวกว่า ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมาอย่างยาวนาน เราเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยสูญเสียเอกราช และยึดมั่นในวิถีทางการทูต ที่ผ่านมาไทยต้องรับมือกับกัมพูชาที่พยายามดึงนานาชาติมาเกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ซึ่งกัมพูชาไม่ควรใช้วิธีการแบบนี้ถ้ายังอยากให้ทั้งสองประเทศเดินหน้าความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ พิธีกรยังถามถึงประเด็นที่สีหศักดิ์ได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และแสดงความหวังที่จะนำเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียน ทั้งที่ยังไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ รวมถึงการยุติการสู้รบและการเจรจาอย่างครอบคลุม 

โดยสีหศักดิ์ ชี้ว่าเมียนมาได้จัดการเลือกตั้งแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายในประเทศ โดยสิ่งที่เขายืนยันคือ ไทยไม่ได้รับรองการเลือกตั้งของเมียนมา แต่เรียกร้องให้เมียนมาเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้งด้วยการเจรจาและการปรองดอง และหวังว่าจะมีการเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพ

นี่คือสารที่ไทยต้องการส่ง ไม่ใช่ว่าเรากำลังกอดรับการเลือกตั้ง ไม่ใช่เลย แต่การเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นคือความเป็นจริง ดังนั้นอย่างที่คุณทราบ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือการเรียกร้องว่า หากพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมอีกครั้ง ฝ่ายเมียนมาก็ต้องพยายามแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการกลับมามีส่วนร่วมเช่นกัน

มันไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายเดียวเป็นฝ่ายริเริ่ม แต่เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย พวกเขาต้องสานต่อการเจรจา การปรองดอง และสร้างกระบวนการสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะอย่างที่รู้ ประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องการสันติภาพที่ยั่งยืนในเมียนมามันเป็นผลประโยชน์ของเรา และเราต้องทำงานอย่างหนัก  เราไม่สามารถแค่พูดว่า เราหวังว่าจะมีสันติภาพแล้วมันจะเกิดขึ้น แต่เรากำลังทำงานเพื่อสันติภาพและความมั่นคง.

ที่มา : France 24 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

24 ก.พ. 2569 13:40 น.

แผ่นดินไหว 5.6 เขย่าภาคตอ.เฉียงเหนือของไต้หวันสะเทือนหลายเมืองใหญ่ หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหวขนาด 5.6 เขย่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันช่วงเที่ยง (24 ก.พ.) ที่ผ่านมา ศูนย์กลางใกล้อี๋หลาน ความลึกราว 66.8 กม. หลายเมืองรับรู้แรงสั่นสะเทือน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาไต้หวัน รายงานว่า เมื่อเวลา 12.37 น. ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.6 ในเขตเมืองอี๋หลาน ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภออี๋หลาน ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 16.9 กิโลเมตร ที่ความลึก 66.8 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.

ที่มา Taiwan News