สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

สุขุมพันธ์ุ โทรให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา สู้ศึกผู้ว่าฯกทม.

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.33 น.

หลังจากการเปิดตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา นับเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้ที่สนใจติดตามการเมือง ตลอดจนแฟนคลับของดร.มัลลิกาที่มีอยู่มากมาย ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ โดยหลังจากที่มีความชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับการตัดสินใจลงสู้ศึกผู้ว่า กทม.ในครั้งนี้ ดร.มัลลิกา เปิดเผยกับแนวหน้าออนไลน์ ว่า หลังสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวออกไป มีการสอบถามเข้ามาทางช่องทางการสื่อสารต่างๆ จากบรรดา FC และเพื่อนๆ ตลอดจนผู้ใหญ่ที่เคารพมากมายว่า ข่าวดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่ง เมื่อได้รับการยืนยันว่าการตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯกทม.เป็นความจริง ก็ได้รับกำลังใจจากบรรดาFC และเพื่อนๆหลากหลายวงการ รวมถึงผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมากมาย หลายคนแสดงความจำนงว่ายินดีสนับสนุนในด้านต่างๆเท่าที่จะทำได้

และหนึ่งในบุคคลสำคัญที่โทรศัพท์มาสอบถามและให้กำลังใจ ดร.มัลลิกา ก็คือ มรว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2 สมัย โดย ดร.มัลลิกา เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ว่า “ท่านเห็นข่าวจากสื่อ เลยโทรมาถามเรื่องราวต่างๆว่าเป็นอย่างไร ซึ่งดิฉันก็ได้เรียนท่านว่า เป็นความจริงและได้คิดเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาพอสมควรก่อนตัดสินใจและประกาศให้สังคมรับทราบซึ่ง ท่านเองก็ได้ให้กำลังใจ และอวยพรให้ประสบความสำเร็จ และดิฉันก็ได้กราบเรียนท่านว่าจะขออนุญาตไปกราบสวัสดีและขอคำแนะนำจากท่านด้วย ทั้งในฐานะที่ท่านเป็นเจ้านายเก่าของดิฉัน และเป็นอดีตผู้ว่าฯกทม.ถึง 2 สมัย ประสบการณ์การทำงานของท่านจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้ในการหาเสียงและในการทำงานในของกทม.ในอนาคต”

โดยดร.มัลลิกา เล่าว่า ตนเองนั้นเคยเป็นผู้ช่วยดำเนินงาน สส.ของ มรว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ในสมัยที่ท่านเป็น สส.กทม. และเมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีมติ ส่ง มรว.สุขุมพันธ์ุ ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ดร.มัลลิกา ก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการหาเสียงของ มรว.สุขุมพันธ์ุ ด้วย

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

ปวิน ฟาด พรรคส้ม เมื่อไหร่จะเลิกบ้ง ปล่อย อมรัตน์ พ่น ขยะทางความคิด ไม่อินความเสมอภาคทางเพศ

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.30 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์  2569 สืบเนื่องจากกรณี นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจเพราะไม่ เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมหรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็ก ๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก”

ล่าสุด นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อไหร่พรรคประชาชนจะเลิกบ้ง ผลิตนักการเมืองที่ยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานว่า “ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ” นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าผิดหวังอย่างมาก แล้วอีพรรคนี้เสือกมีคนแบบนี้ในพรรคเยอะด้วย

จากนนั้นยังโพสต์อีกว่า การออกมาโพสต์แบบ “หลงทิศผิดทาง” ของอมรัตน์ อดีต ส.ส. พรรคส้มในครั้งนี้ สะท้อนถึงความอ่อนด้อยทางวิชาการและความไม่เข้าใจในคุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตยอย่างรุนแรง การที่ออกมาอ้างว่า “ไม่อิน” กับความเสมอภาคทางเพศเพียงเพราะประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่เคยถูกกดขี่ หรือการที่คนพูดสามารถรังแกเพื่อนผู้ชายได้ในวัยเด็กนั้น เป็นการตรรกะที่วิบัติและเห็นแก่ตัวที่สุด เพราะความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกส่วนบุคคล แต่มันคือโครงสร้างสิทธิเสรีภาพที่พลเมืองทุกคนต้องยึดถือร่วมกัน การที่ผู้หญิงยุคนี้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีสิทธิ์ลาคลอด มีสิทธิ์ในเรือนร่างที่แม้สามีก็ละเมิดไม่ได้ หรือมีอิสระในการใช้ชื่อสกุลหลังแต่งงาน และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดนี้ได้มาจากการต่อสู้ของขบวนการสตรีนิยม (Feminism) ที่ลุกขึ้นมาทวงคืนสิทธิ์ที่ถูกริบไปเพียงเพราะ “ความเป็นหญิง” ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมส่วนตัวที่ใครจะมาเล่นบทผู้ล่าหรือผู้ถูกกระทำในชีวิตประจำวัน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้หญิงที่มีสถานะเป็นถึง “นักการเมือง” และสังกัดพรรคที่อ้างตัวว่าเป็นหัวก้าวหน้า กลับออกมาพ่นน้ำลายทำลายหลักการที่ตัวเองควรจะปกป้อง ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของตัวบุคคลและต้นสังกัด คำถามคือพรรคประชาชนจะปล่อยให้คนในชายคาออกมาสื่อสารแบบ “ขยะทางความคิด” และพูดจาเรื่อยเปื่อยไร้สาระแบบนี้อีกกี่ครั้ง? การแยกแยะไม่ออกระหว่าง “ความเสมอภาคทางเพศ” กับ “สิทธิสตรี” รวมถึงการเอาความมั่นหน้าส่วนตัวมาฟอกขาวโครงสร้างที่เอารัดเอาเปรียบ คือการตบหน้าผู้หญิงทั่วประเทศที่ยังคงต้องต่อสู้กับการถูกลดทอนคุณค่าในสังคมชายเป็นใหญ่ทุกวัน หากคนระดับแกนนำยังมองไม่เห็นปัญหาที่อยู่ตรงหน้า และพรรคยังนิ่งเฉยต่อความบิดเบี้ยวนี้ ก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นความหวังของสังคมสมัยใหม่ — บางทีก็คิดนะว่าพรรคมึงไม่พร้อมที่จะเป็นรัฐบาลจริงๆ

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

ไทยก้าวขึ้นอันดับ 7 เกินดุลการค้าสหรัฐฯ ดร.กอบศักดิ์ ชี้ไทยกำลังเป็นเป้าสายตา ทรัมป์

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.55 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า  ประเทศไทยกำลังจะเป็นเป้า !!!

จากตัวเลขการขาดดุลการค้าสหรัฐที่ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ไทยได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อันดับที่ 7 จากที่เคยอยู่ที่ อันดับที่ 11  โดยสหรัฐขาดดุลกับเราเพิ่มขึ้นจาก 45.4 เป็น 71.8 พันล้านดอลลาร์ ที่สำคัญ ในกลุ่มประเทศที่สำคัญ 10 อันดับแรก ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตของการขาดดุลเพิ่มเป็นอันดับที่ 2 สูงขึ้น +58% เป็นรองก็เพียงไต้หวันที่เพิ่มขึ้น 99%  ทั้งหมดนี้ เราคงต้องระวังตัวเพิ่มขึ้น  เพราะท่าน President Trump มีความตั้งใจมาก ที่จะลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐลง แต่ตัวเลขที่ออกมาไม่เป็นไปตามที่ท่านต้องการ การขาดดุลการค้าของสหรัฐโดยรวมยังสูงลิ่วที่ 1.23 ล้านล้านดอลล่าร์ สรอ. เพิ่มขึ้น+2% ไม่ได้ลดลงแม้ว่าจะเพิ่มภาษีการค้าแล้ว

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้น สหรัฐสามารถลดการขาดดุลกับจีนได้ -32% ตามที่หวัง จาก -296 เหลือ 202 พันล้านดอลล่าร์ลดลงประมาณ 94 พันล้านดอลล่าร์กับณี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา เยอรมนี ทุกคนดีขึ้นแต่กลับมาเพิ่มที่

ไต้หวัน +73 พันล้านดอลล่าร์

เวียดนาม +54 พันล้านดอลล่าร์

มาเลเซีย +30 พันล้านดอลล่าร์

ไทย +26 พันล้านดอลล่าร์

อินโดนีเซีย +23 พันล้านดอลล่าร์
กัมพูชา +15 พันล้านดอลล่าร์

อินเดีย +12 พันล้านดอลล่าร์

ฟิลิปปินส์ +9 พันล้านดอลล่าร์

ที่น่ากังวลใจไปกว่านั้น ถ้ามาเทียบกันระหว่าง ที่สหรัฐขายได้ กับที่เราขายได้ ในปี 2025 เราส่งออกไปสหรัฐ 91.3 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น+38% ส่วนหนึ่งคงมาจากสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ที่เราส่งไปรับกับ AI Investment ของเขา สหรัฐส่งออกมาได้แค่ 19.5 พันล้านดอลล่าร์ เพิ่มขึ้น +8.9% ไม่น่าแปลกใจ ท่าน President Trump คงเคืองตัวเลขเหล่านี้ เจรจากับเราครั้งต่อๆ ไป คงขอว่า ไทย “กรุณา” ซื้อเครื่องบิน ยุทโธปกรณ์ สินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นหน่อย เพราะภาษี Tariffs ที่เพิ่มดูเหมือนจะน้อยไป หรือว่า เป็นเพราะมีคนมาแอบส่งผ่านเรา กรุณาดูให้ดีด้วย ไม่เช่นนั้น คงจะต้องเข้มเรื่อง สัดส่วนของการผลิตในประเทศ ต่อไป คงต้องระวังตัวให้มากครับ เพราะเขาคงกำลังหงุดหงิดใจ !!!
#มุมมองดรกอบ #Trump #TradeDeficit #2025

ปริญญา ขู่ กกต ประกาศผลเลือกตั้ง ขัดความรู้สึกปชช มีปัญหาแน่

ปริญญา ขู่ กกต ประกาศผลเลือกตั้ง ขัดความรู้สึกปชช มีปัญหาแน่

ปริญญา ขู่ กกต ประกาศผลเลือกตั้ง ขัดความรู้สึกปชช มีปัญหาแน่

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.23 น.

วานนี้ (25 ก.พ. 2569) นาย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับ กกต. ที่จะประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ออกมานั้น โดยมีข้อความทั้งหมดระบุ ว่า “[ กกต. จะประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. แบบ #หักดิบ ความรู้สึกของประชาชน? ] ตามที่มีข่าวว่า กกต. จะมีการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยจะมีการประกาศและรับรอง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งก่อน ซึ่งสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมการให้ ส.ส. ใหม่มารายงานตัวตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 แล้วนั้น

ทุกคนที่ติดตามเรื่องการเลือกตั้งมาตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต่างก็ต้องประหลาดใจ เพราะเลือกตั้งครั้งนี้มีปัญหามากมาย ทั้งปัญหาบาร์โค้ดคิวอาร์โค้ดที่ขัดกับหลักเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญ ปัญหาบัตรเขย่งนับแสนใบ จนเกิดข้อสงสัยไปถึงความสุจริตและเที่ยงธรรมของการจัดการเลือกตั้ง

ปริญญา

คนร้องเรียนก็มาก คนไปฟ้องศาลก็เยอะ ที่สำคัญจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมดก็ยังไม่ประกาศ ผลคะแนนที่ว่าประกาศเป็นทางการ 400 เขต ก็เป็นไฟล์ PDF ถ่ายจากเอกสารกรอกลายมือในกูเกิลไดรฟ์ การนับคะแนนใหม่ที่ยังต้องทำอีกหลายหน่วย แล้ว กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้งได้อย่างไร?

ผมเรียนว่า กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ได้ ถ้าจะประกาศครับ เพราะตาม พรป. มาตรา 127 ถ้าได้ 95% ของ ส.ส. เขต ก็คือ 380 คน ก็ประกาศได้เลย เขตไหนยังมีการนับคะแนนใหม่ก็เว้นไว้ก่อน ซึ่ง กกต. กำลังจะทำอย่างนั้น

ปริญญา

แต่เรื่องที่อธิบายยากหน่อยคือเงื่อนไขอีกข้อของมาตรา 127 คือ กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งได้ ”เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม“

คือคนร้องเรียนและสงสัยกันขนาดนี้ โดยที่ กกต. ก็ไม่ตอบคำถามสำคัญๆ เลย (เช่น ในทีโออาร์จ้างเหมาทำบัตรเลือกตั้งไม่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด แล้วคิวอาร์โค้ดกับบาร์โค้ดมาได้อย่างไร? สายรัดที่เปิดได้โดยไม่ต้องตัด กกต. จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปเปิดหีบบัตร?) แล้ว กกต. จะบอกว่า “ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” จึงประกาศผลเลือกตั้งและรับรอง ส.ส. ได้ ได้อย่างไรครับ? วรรคสองของมาตรา 127 ยังบัญญัติอีกว่า การตรวจสอบในเบื้องต้นนี้ กกต. “ต้องรับฟังรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย” รายงานของ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” รายงานกันอย่างไรบ้าง? ทำไมเราไม่เคยได้ยินเรื่อง “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” เลย?

ปริญญา

แล้วที่มาตรา 127 วรรคสองระบุว่า ต้องฟัง “ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากแหล่งต่างๆ” ประกอบด้วยนี่ ไม่ทราบ กกต.ทั้ง 7 ท่านได้รับฟังกันบ้างหรือไม่? เพราะถ้ารับฟังกันบ้าง ไม่ฟังแต่รายงานเจ้าหน้าที่ กกต. ท่านก็จะรู้สึกได้เหมือนที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกคือการเลือกตั้งครั้งนี้มันห่างไกลจากคำว่า “เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ไปมาก

ถ้า กกต. จะประกาศผลเลือกตั้งและรับรอง ส.ส. โดยไม่ทำเรื่องราวให้เปิดเผยโปร่งใสกันอย่างนี้จริงๆ มันก็คือการ “หักดิบ” ความรู้สึกของประชาชน และจะมีปัญหาตามมาแน่ครับ แล้วทำไม กกต. ถึงจะต้องรีบประกาศละครับ ถ้ามันยังมีปัญหามากอย่างนี้? ความจริงเข้าใจได้ไม่ยากเลยครับ เพราะพอประกาศผลเลือกตั้ง ส.ส. แล้ว ก็จะประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ แล้วอำนาจในการพิจารณาว่าการเลือกตั้ง “สุจริตหรือเที่ยงธรรม” หรือไม่ ก็จะไปอยู่ที่ศาลฎีกา ซึ่งแม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครที่เห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมจะไปร้อง “คัดค้านการเลือกตั้ง” ได้ แต่ต้องไปร้องที่ กกต. และมีแต่ กกต. เท่านั้นที่จะส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาได้

ปริญญา

ท่านอ่านแล้วคุ้นๆ ไหมครับ? มันก็จะเหมือนกับเรื่องฮั้ว ส.ว. ไงครับ แม้ข้อร้องเรียนจะมาก แต่จนถึงตอนนี้ 1 ปีกับ 7 เดือนแล้ว กกต. ยังไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเลยครับ ส่งไปแต่ผู้สมัคร ส.ว. ที่สอบตก ส่วน ส.ว. ที่ กกต. ประกาศรับรอง กกต. ยังไม่ส่งไปศาลฎีกาแม้แต่คนเดียว เรื่องของ ส.ส. กกต. ก็กำลังจะทำแบบเดียวกัน ใช่ไหมครับ”

ปริญญา
ปริญญา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Prinya Thaewanarumitkul

อดีตผู้พิพากษาส่องอนาคตเลือกตั้ง2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู

อดีตผู้พิพากษาส่องอนาคตเลือกตั้ง2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู

อดีตผู้พิพากษาส่องอนาคตเลือกตั้ง2569 ปมบาร์โค้ดบัตรสีชมพู

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.39 น.

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ส่องอนาคตเลือกตั้ง 2569: เมื่อ “บาร์โค้ด” บนบัตรสีชมพู อาจทำลายหลัก “ความลับ” จนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ!

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเด็นที่กลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดคือการปรากฏของ บาร์โค้ด (Barcode) หรือรหัสตรวจสอบบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู (สส. แบบบัญชีรายชื่อ) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าสามารถ “สาวลึก” ไปถึงข้อมูลตัวตนของผู้ลงคะแนนได้

1.ถอดบทเรียนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561: “ลับ” แบบมีเงื่อนไข

หากย้อนดู คำวินิจฉัยที่ 3/2561 ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาว่าการให้คนอื่นช่วยคนพิการลงคะแนนนั้น “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” ตามมาตรา 27 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ข้อ 29 (เอ) โดยวางหลักการไว้ว่า:

• เจตจำนงเหนือวิธีการ: การที่ความลับรั่วไหลไปยัง “ผู้ช่วย” ไม่ถือว่าเสียระบบ ตราบเท่าที่เป็นไปตามเจตนาของผู้ลงคะแนน

• เกณฑ์การเปิดเผย: ศาลเน้นว่า “ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ” ก็ยังถือว่าลับ แต่รัฐต้องกำหนดมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการ (และผู้สูงอายุ)

แต่! กรณีบาร์โค้ดในปี 2569 นั้น ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในคดี 3/2561 เป็นการยกเว้นเพื่อ “ช่วยผู้ด้อยโอกาส” แต่กรณีบาร์โค้ดทั่วไป เป็นการ “สอดแนม” โดยระบบที่ประชาชนไม่ได้ยินยอมและไม่ได้ร้องขอ!

2.บรรทัดฐานสากลและการคุ้มครองสิทธิ (CRPD & International Standard)

• CRPD ข้อ 29 (เอ): อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการระบุชัดว่า รัฐต้องประกันสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน แม้จะมีผู้ช่วย แต่ระบบหลักต้องคงความเป็นส่วนตัวไว้

• บทเรียนจากเยอรมนี (2009): ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเคยสั่งระงับการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะระบบ “ซับซ้อนเกินกว่าประชาชนทั่วไปจะตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า” และเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงรหัสลับ

• บทเรียนจากอินเดีย: ศาลสูงสุด (ในคดี Anoop Baranwal v. Union of India) ย้ำว่า ความลับคือ “หัวใจ” หากผู้สิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่ารัฐรู้ว่าเขาเลือกใคร เขาจะสูญเสียเสรีภาพในการตัดสินใจทันที (Chilling Effect)

3.จุดตายทางกฎหมาย: ทำไม “บาร์โค้ด” ถึงอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ?

หากคดีนี้ถูกส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ศาลจะวินิจฉัยว่า “การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. การทำลายหลักความเชื่อมั่น (Loss of Secrecy): แม้รัฐจะอ้างว่าไม่เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (ตามแนวทาง 3/2561) แต่การที่ระบบสามารถ “Match” รหัสบัตรเข้ากับ “ลำดับที่ในบัญชีสิทธิ” ได้นั้น ถือว่าความลับได้สูญเสียไปแล้วในทางเทคนิคตั้งแต่วินาทีที่เข้าคูหากาบัตร

2.ขัดเจตนารมณ์มาตรา 83 (ที่แก้ไขใหม่): รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การออกเสียงต้องเป็นไปโดย “ตรงและลับ” คำว่าลับในที่นี้หมายถึง “ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ทั้งในระหว่างและหลังการลงคะแนน” หากบาร์โค้ดเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้ ก็เท่ากับเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผยในทางอ้อม ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 83 เพราะมันทำลายหลักการ “ความปราศจากความเกรงกลัว (Free from fear)” ซึ่งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย

3.ความไม่ได้สัดส่วน (Disproportionality): การใช้บาร์โค้ดระบุตัวตนไม่มีความจำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เพราะสามารถใช้รหัสคุมเล่มหรือรหัสเขตแทนได้ การเลือกใช้รหัสระบุตัวบุคคลจึงเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

4.คาดการณ์คำวินิจฉัย: “Set Zero” บัญชีรายชื่อ!

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามแนวทางข้างต้น ผลกระทบที่จะตามมาคือ:

1.การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย: เฉพาะในส่วนของ สส. แบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) เนื่องจากกระบวนการลงคะแนนขัดต่อหลักการพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ

2.สั่งจัดการเลือกตั้งใหม่: ศาลมีอำนาจสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อใหม่ทั่วประเทศ โดยต้องใช้บัตรเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่มีรหัสเชื่อมโยงตัวตนใหม่!

3.ความเสียหายด้านงบประมาณ: กกต. อาจต้องรับผิดชอบต่อความยุ่งยากและงบประมาณที่เสียไปจากการออกแบบบัตรที่ขัดต่อหลักลงคะแนนโดยลับ (ส่วนความผิดทางอาญา ก็ตัวใครตัวมัน)

บทสรุป

“ความลับ” ในการเลือกตั้งไม่ใช่แค่เรื่องของการปิดบังข้อมูล แต่มันคือ “เกราะป้องกัน” ที่ทำให้ประชาชนกล้าตัดสินใจตามอุดมการณ์โดยไม่ต้องกลัวการเช็กบิลภายหลัง หากบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูทำลายเกราะนี้ลง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ย่อมไม่อาจเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

พรรคส้มวุ่นไม่เลิก ครูธัญ โวย ถูกอ้างชื่อแถลงการณ์ของ คสพป

พรรคส้มวุ่นไม่เลิก ครูธัญ โวย ถูกอ้างชื่อแถลงการณ์ของ คสพป

พรรคส้มวุ่นไม่เลิก ครูธัญ โวย ถูกอ้างชื่อแถลงการณ์ของ คสพป

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.29 น.

จากกรณีเผ็ดร้อนของวานนี้ (24 ก.พ. 2569) ของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศพรรคประชาชน หรือ กลุ่ม คสพป. ออกแถลงการณ์ผิดหวังต่อกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค กับเคสของผู้สมัครมหาสารคามที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่ากระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไปนั้น และได้มีการลงนามของทางคณะท้ายแถลงการณ์ถึง 39 รายชื่อไปนั้น ปรากฎว่าในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เมื่อ นาย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ร่ายยาวชี้แจงชี้แจงกรณีมีชื่อโผล่เป็นที่ปรึกษาร่วมลงนามในแถลงการณ์ของกลุ่ม คสพป. ที่ออกมาวิจารณ์พรรคเรื่องผู้สมัครคดีข่มขืน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า  “ตามที่มีแถลงการณ์ของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ พรรคประชาชน ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีแสดงความผิดหวังต่อกระบวนการคัดสรรผู้สมัครในจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีการกล่าวถึงชื่อ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ในฐานะผู้ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อความชัดเจนต่อสาธารณะ ขอเรียนชี้แจงดังนี้

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

1. สถานะและบทบาทการทำงานปัจจุบัน ปัจจุบัน ธัญทำงานในฐานะนักนโยบายสาธารณะและนักสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งขับเคลื่อนประเด็นความเสมอภาคทางเพศในระดับองค์ความรู้ งานวิจัย งานโครงการ และงานสื่อสารสาธารณะ การทำงานในระยะต่อจากนี้ จะดำเนินการอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดหรือบทบาทของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และพร้อมทำงานกับทุกภาคส่วน รวมถึงทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียม

2. ประเด็นการร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ธัญยังมิได้ยืนยันการร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อจากคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ เกี่ยวกับการขอให้ช่วยเป็นที่ปรึกษาเป็นครั้งคราว ซึ่งโดยหลักการยินดีให้คำปรึกษากับทุกพรรคการเมืองอยู่แล้ว หากเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนความเสมอภาคทางเพศในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม ในกรณีแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว มิได้มีการยืนยันการร่วมลงชื่อจากธัญอย่างเป็นทางการ โดยข้อความการขอร่วมลงชื่อถูกส่งมาในช่วงเวลากลางคืน และเมื่อทราบอีกครั้งพบว่ามีการเผยแพร่แถลงการณ์พร้อมรายชื่อแล้ว ธัญไม่มีความเห็นขัดแย้งต่อหลักการเรื่องการคัดกรองผู้สมัครหรือการยืนหยัดต่อความรุนแรงทางเพศ แต่จำเป็นต้องชี้แจงว่าไม่ได้ยืนยันการร่วมลงชื่อในนามคณะทำงานของพรรค เนื่องจากการดำเนินงานด้านวิชาการ การวิจัย และการขอรับทุนในระยะต่อไป จำเป็นต้องดำรงความเป็นอิสระและปฏิบัติต่อทุกภาคส่วนอย่างเสมอภาค จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง #ครูธัญ”

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์

หลังจากที่โพสต์ของ นาย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าว เช่น

“ปัญหาจริงๆคือระบบอุปถัมภ์ภายในพรรคค่ะ มีคนแจ้งเรื่องไปแล้ว ว่าสส ชายท่านนั้นมีคดีข่มขืนซึ่งกำลังสู้ในชั้นฎีกา ตาม common sense เราต้องตัดเขาออกทันที แต่นี่เขาได้ไปต่อ เหมือนกับอีเคสเว็บพนันเลยค่ะ // พอเรื่องเกิดปุ๊บ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องในพรรคก็ Take action ช้าและก็บ้งอีก วิพากษ์ตรงในฐานะอดีต voter (ซึ่งจะไม่กลับไปโหวตอีกแล้ว) คณะทำงานเพื่อความเสมอภาค Take Action ปัญหาช้ามาค่ะ ช้าแล้วแถมบ้งอีก บ้งไม่พอ แถม สส ชายแท้ เขตดอนเมือง ยังออกมาด่าคณะทำงานอีกว่าหิวแสง นี่ไม่เข้าใจว่าพรรคก่อตัวมาเกือบจะสิบปี ทำไมระบบระเบียบงานภายในพรรคถึงยังไม่เข้ารูป”
“แจมอีกแล้ว ……. เรื่องก่อน ที่เอาไปทำก็เงียบกริบไปเลย หืมมม น่าคิดจัง”

“ต้องรอดูว่ารอบหน้าใครได้อยู่ต่อ ใครถูกขับออก ถ้าฝั่งแจมถูกขับออกรู้เลยนะว่าพรรคเลือกอะไร”

“ในนามโหวตเตอทั้งครอบครัวคือ อย่าเพิ่งทะเลาะกันได้ไหมรอจบเรื่อง กกต หค ก่อนได้ไหมปกป้องคะแนนพวกฉันก่อนได้ไหม โดนโกงหน้าด้านๆๆ แก้คะแนนในเวป อย่าเพิ่งให้มีเรื่องอื่นมากลบ ฟังป๋าต๋อย สื่อต้องทำมาหากิน อัลกอริทึ่มไหนดันเขาก็ไปเล่นเรื่องนั้น เล่น กกต เล่น fake news ก่อน”

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์
ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก X@kru_tun

ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

ตอกเขมรหน้าหงายกลางUN สีหศักดิ์ ซัดบิดเบือนยั่วยุใส่ร้ายไทย ถามจะเลือกสันติภาพหรือความขัดแย้ง

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.22 น.

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลงของไทยในช่วงการประชุมระดับสูงของการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 61 ณ Assembly Hall, Palais des Nations สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครเจนีวา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มการกล่าวถ้อยแถลงด้วยการระลึกถึงสมัยที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงสำคัญที่มีการทบทวนการดำเนินงานของคณะมนตรีฯ และย้ำว่า ในช่วงเวลาที่ระบบพหุภาคีประสบความท้าทายเช่นในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯ ยังเห็นว่า ปัญหาการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลกที่เกิดจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง และอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหา โดยจะสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวตอบโต้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่กล่าวพาดพิงไทยในสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในการกล่าวถ้อยแถลงของประชุมระดับสูงในวันเดียวกัน ว่า กัมพูชากล่าวหาไทยบนข้อความเท็จและวาทกรรมที่บิดเบือนเพื่อทำให้ไทยเป็นผู้ร้าย โดยต้นเหตุของความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เกิดจากการละเมิดและการยั่วยุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยโดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดจนนำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายและมีพลเรือนต้องเสียชีวิต ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่อดีต ประเทศไทยมีแต่ความปรารถนาดีให้กับกัมพูชา โดยให้สถานที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงร่วมฟื้นฟูประเทศภายหลังจากสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ไทยไม่เคยมีเจตนาที่จะเผชิญหน้ากับกัมพูชาเพราะเข้าใจดีว่า สันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ และโดยที่ขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงหยุดยิง แทนที่จะร่วมกันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและก้าวไปข้างหน้าในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่กัมพูชากลับทำให้ปัญหาระหว่างสองประเทศเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสสำหรับสันติภาพสำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชานั้น ข้อเท็จจริงคือ ทั้งสองฝ่ายต่างเจรจาและเห็นชอบให้กองกำลังตั้งอยู่

ที่ฐานที่มั่นเดิมในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงในระหว่างที่อยู่ระหว่างการรอการหารือเพื่อแก้ไขปัญหา และจนถึงปัจจุบันนี้ กัมพูชาก็ยังคงยั่วยุ ทหารไทยก็ยังคงต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด และกัมพูชายังคงยิงข้ามมายังฝั่งไทยแม้กระทั่งในวันนี้ ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการเจรจา แต่ขณะเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกับฝ่ายกัมพูชาว่า ประสงค์ที่จะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่งความตึงเครียดและความขัดแย้งให้ดำรงต่อไป
 

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เรายืนยันในหลักการเพราะขณะนี้ผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และจากผลการเลือกตั้งก็ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของพรรคแกนหลักที่มีคะแนนเสียงเยอะกว่าพรรคอื่น ซึ่งขณะนี้ก็ถือเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตยที่จะให้พรรคแกนหลักไปดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ต้องให้เวลาเขา”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

‘เขมร’ยิงปืนค.40มม.ใส่ไทย กองทัพโต้เดือดใช้M-79สวนกลับทันควัน

‘เขมร’ยิงปืนค.40มม.ใส่ไทย กองทัพโต้เดือดใช้M-79สวนกลับทันควัน

‘เขมร’ยิงปืนค.40มม.ใส่ไทย กองทัพโต้เดือดใช้M-79สวนกลับทันควัน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘เขมร’ยิงปืนค.40มม.ใส่ไทย กองทัพโต้เดือด ใช้M-79สวนกลับทันควัน ผบ.ทบ.ลั่นยังไม่ใช้ยาแรง

ทบ.แจงเหตุปะทะที่พลาญหินแปดก้อน ศรีสะเกษ เหตุเริ่มจากเขมร ยิงปืน ค.ใส่ฝั่งไทย ใกล้จุดที่ทหารไทยกำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน ไทยได้ตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง ด้วยปืนเล็ก-M-79 ป้องกันตัวเอง ไร้คนเจ็บ คุมสถานการณ์ได้ ซัดเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำซาก  ขณะที่ทภ.2 เปิดไทม์ไลน์ เขมรยิงปืนค. ใส่ฝั่งไทย ขณะกำลังพล 8 นาย ลาดตระเวน ฝ่ายไทยรัวปืนเล็ก 5 นัด -เครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. 1 นัด ระงับเหตุ ควบคุมสถานการณ์ทันที นายกฯขอคุยฝ่ายความมั่นคง ส่วน“ผบ.ทบ.”ชี้เหตุยิงปืน ค.40 มม.จากเขมร ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรง บอกแม่ทัพในพื้นที่ดำเนินการอยู่แล้ว เสธ ทบ.ย้ำทหารไทยมีมาตรการรับมือ

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊คArmy Military Force โพสต์ข้อความระบุว่า เวลา 08.50 น.วันนี้ (24 กุมภาพันธ์) มีรายงานทหารกัมพูชายิงเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. 1 นัด ใส่ชุดลาดตระเวนของฝ่ายไทย บริเวณพื้นที่พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายไทยได้ตอบโต้ตามสถานการณ์ด้วยอาวุธปืนเล็กและเครื่องยิงลูกระเบิด M79 เพื่อป้องกันตนเอง ล่าสุด สถานการณ์ในพื้นที่สงบลงแล้ว ไม่มีการยิงตอบโต้เพิ่มเติม เบื้องต้นทหารไทยปลอดภัยและอยู่ระหว่างเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ไทยยิงM79โต้เขมรปืนค.ลอบกัด

ต่อมา ที่กองบัญชาการกองทัพบก (ทบ.) พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงว่า เวลาประมาณ 08.50 น. กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า ขณะกำลังพลฝ่ายไทยปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามปกติ บริเวณพลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี เกิดเหตุฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ค.40 มม. ยิงเข้ามายังพื้นที่ใกล้กับจุดลาดตระเวนของฝ่ายไทย 1 นัด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลให้กำลังพลฝ่ายไทยได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

หลังเหตุการณ์ ฝ่ายไทยได้ตอบโต้ โดยยิง M79 ไปยังทิศทางที่ยิงมาตามกฏการปะทะ เพื่อเป็นการเตือนและป้องกันตนเองตามหลักการ และเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของกำลังพลและพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการเฝ้าติดตามสถานการณ์ เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

ทบ.ประณามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ยึดถือหลังการลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา จากการประเมินเบื้องต้น คาดว่าเหตุการณ์อาจเกิดจากการสับเปลี่ยนกำลังของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นกำลังพลใหม่และยังขาดความคุ้นเคยในระเบียบและการควบคุมบังคับบัญชา ส่งผลให้เกิดความบกพร่องในการปฏิบัติในพื้นที่

ทั้งนี้ หน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

ทภ.2เปิดไทม์ไลน์ยันเขมรยิงก่อน

ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ชี้แจงเหตุการณ์ปะทะบริเวณฐานปฏิบัติการพื้นที่พลาญหินแปดก้อน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 08.50 น. ขณะกำลังพลของ ร้อย.ร. 8 นาย ออกลาดตระเวนตามแนวลวดหนามในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายไทย ถูกฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ยิงมา 1 นัด กระสุนตกที่ขอบหน้าผาใกล้ฐานปฏิบัติการ ห่างพลาญหินแปดก้อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวหน้าผาประมาณ 2 กิโลเมตร หลังเกิดเหตุไทยใช้อาวุธยิงตอบโต้ตามสถานการณ์ ด้วยปืนเล็ก 5 นัด และเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. 1 นัด เพื่อระงับยับยั้งเหตุการณ์และควบคุมสถานการณ์ในทันที

กองทัพภาคที่ 2 ระบุต่อว่า พื้นที่ดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาเคยมีพฤติการณ์ลักษณะเดียวกันมาแล้ว 2 ครั้ง ดังนั้น เมื่อปฏิบัติการทางทหารตามขั้นตอนจนสถานการณ์สงบ จึงยิงอาวุธขนาด 40 มม. เพิ่มอีก 1 นัด ไปยังเป้าหมายที่ตรวจพบ เพื่อเป็นการแจ้งเตือนอีกครั้ง ยืนยันว่าการปฏิบัติเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน ภายใต้กฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด เพื่อจำกัดขอบเขตสถานการณ์และป้องกันไม่ให้บานปลาย

“ผลปฏิบัติ ฝ่ายตรงข้ามยุติการกระทำ ไม่ตอบโต้เพิ่มเติม กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัยทุกนาย ไม่เกิดความเสียหายใดๆ ขณะนี้หน่วยเข้าที่มั่นเรียบร้อย เพิ่มความระมัดระวังและเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด”ทภ.2 ระบุ

นายกฯเล็งคุยผบ.เหล่าทัพ

เวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีเขมรยิงปืนใส่ทหารไทยขณะลาดตะเวน จะเรียกประชุมความมั่นคงหรือไม่ว่า ไม่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มาประชุมคณะกรรมการอำนวยการการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เลยได้พบท่าน

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ถามถึงกรณีกัมพูชาใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด ค.40 มม.ยิงเข้ามาพื้นที่ใกล้จุดลาดตะเวนฝ่ายไทย จ.ศรีสะเกษ นายอนุทินกล่าวว่า เดี๋ยวตนจะฟัง ไม่ได้เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ พบท่านในที่ประชุม ก็บอกท่านว่าถ้าท่านมีเวลาเดี๋ยวขอหารือ เมื่อถามย้ำว่ากัมพูชายิงระเบิดเข้ามาช่วงเช้า นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวขอคุยกับฝ่ายความมั่นคง

ผบ.ทบ.ชี้ยังไม่จำเป็นใช้ยาแรง

ด้านพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงเหตุทหารกัมพูชายิงปืนค.40 มม. มายังฝั่งไทยว่า นายกฯเชิญปลัดกระทรวงกลาโหม ขึ้นไปหารือถึงประเด็นดังกล่าวบนตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้สั่งการให้กำลังพลในพื้นที่ดำเนินการอะไรหรือไม่ ผบ.ทบ.กล่าวว่า แม่ทัพดำเนินการอยู่แล้ว ถามย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงใช่หรือไม่ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ไม่จำเป็น

เสธ ทบ.ย้ำทหารมีมาตรการรับมือ

ส่วนพล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบกกล่าวในเรื่องเดียกวันว่า กองทัพกำลังตรวจสอบอย่างละเอียด แต่เบื้องต้นทราบว่ายิงห่างจากแนวชายแดน 100 เมตร ยิงมาจากพื้นที่กัมพูชา และใกล้เคียงกับจุดที่ทหารไทยลาดตระเวน เกิดจากทหารกัมพูชาไม่มีวินัย

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องทำเรื่องประท้วงไปยังทางกัมพูชาหรือไม่ เสนาธิการทหารบกกล่าวว่า ในพื้นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ในส่วนกองทัพบกกำลังพิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินการ ถ้ามีเกิดเหตุในลักษณะนี้บ่อยครั้งก็จะเกิดปัญหา โดยเราต้องมีมาตรการรับมือกับสถานการณ์ ขอให้ใจเย็นๆก่อน เพราะมีมาตรการหลายขั้นตอน แต่มาตรการทางทหารจะเป็นมาตรการสุดท้าย ซึ่งเราจะใช้มาตรการที่เหมาะสม

ประสานกต.ฟ้องสิทธิมนุษยชนยูเอ็น

ถามย้ำว่าหากเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ จะนำไปสู่การประทะรอบที่ 3 หรือไม่ เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า เราจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นซ้ำๆ พร้อมจะประสานให้กระทรวงการต่างประเทศพูดในเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งขณะนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ อยู่ระหว่างเข้าร่วมประชุมดังกล่าว

ทหารทภ.1ถูกสะเก็ดระเบิดปริศนาเจ็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วานนี้ (วันที่ 23 กุมภาพันธ์) เวลา 14.20 น. เกิดเหตุทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณจุดตรวจหลักเขต 28 พื้นที่รอยต่อตาพระยา–ละหานทราย บริเวณผาหินตัด ทราบชื่อต่อมาคือ ส.อ.ธนพล มัดยาดำ ตำแหน่งพลลาดตระเวน สังกัดกองร้อยลาดตระเวนไกลที่ 2 กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ฝ่ามือซ้าย ปลายนิ้วชี้ และนิ้วกลาง เบื้องต้นกำลังพลนายดังกล่าวอยู่ในสังกัดกองกำลังบูรพา แต่เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ฝั่งละหานทราย จ.บุรีรัมย์ จึงนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลนางรอง แพทย์ได้ผ่าตัดตกแต่งบาดแผล โรงพยาบาลหน่วยต้นสังกัดในจังหวัดปราจีนบุรีรับทราบเหตุแล้ว หากอาการดีขึ้น มีแผนส่งตัวกลับไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรีต่อไป เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุระเบิดดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้ง

ทภ.1แจงอุบัติเหตุ-ทหารปลอดภัย

ต่มากองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ออกเอกสารเผยแพร่ระบุ ได้รับรายงานจาก กกล.บูรพา เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ กรณีกำลังพลจากกองร้อยลาดตะเวนระยะไกลที่ 2 ได้รับบาดเจ็บบริเวณฝ่ามือข้างซ้าย 1 นาย ระหว่างปฎิบัติหน้าที่เฝ้าตรวจบริเวณจุดตรวจหลักเขตที่ 28 รอยต่อ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว และ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ โดยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นและส่งเข้ารักษาพยาบาลที่รพ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ผ่าตัดเรียบร้อย อาการปลอดภัย ปัจจุบันส่งตัวเข้ารักษาต่อ ณ รพ.ค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี นอกจากนี้ ทภ.1ยืนยัน ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการเพิ่มเติมกำลัง หรือการยั่วยุจากฝ่ายกัมพูชาแต่อย่างใด กกล.บูรพา ยังวางกำลังและเฝ้าตรวจในพื้นที่ตามแนวชายแดน ปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติเต็มกำลังความสามารถ

สีหศักดิ์พบผอ.ยูเนสโกแจงปมชายแดน

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezzผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก ในโอกาสที่รัฐมนตรีฯ เดินทางเยือนกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นการพบกันเป็นทางการครั้งแรก หลังทั้งสองฝ่ายเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีฯ นอกจากนี้ ไทยได้ชี้แจงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และหารือการเสนอขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อยูเนสโกในปี 2569 ขณะที่ยูเนสโกได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและวิสัยทัศน์การบริหารองค์กร พร้อมสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยรัฐมนตรีฯ ได้ใช้โอกาสชี้แจงสถานการณ์ให้ฝ่ายยูเนสโกได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านด้วย

เชื่อยูเนสโกเข้าใจ-แต่พุ่งเป้าฟื้นพระวิหาร

นายสีหศักดิ์ ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับนาย Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezzผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ในโอกาสเดินทางเยือนกรุงปารีสเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 23 กุมภาพันธ์ตามเวลาท้องถิ่นว่า ไทยเข้าร่วมประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ว่โดยไทยมีประเด็นที่ต้องการจะพูด แต่ไทยไม่สบายใจที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาไปพูดตามเวทีต่างๆ กล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นทั้งสิ้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งที่กัมพูชาเองบอกกับไทยว่าต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์และการค้า แต่กลับไปกล่าวหาไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งถ้าเขมรใช้วิธีการเช่นนี้อยู่ก็จะเป็นเรื่องลำบากที่ความสัมพันธ์จะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน

ส่วนเรื่องหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก นายสีหศักดิ์ได้พูดคุยเรื่องที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยโจมตีปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งนายสีหศักดิ์ชี้แจงไปว่า ไทยก็เสียใจและไม่ได้ต้องการให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แต่เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเขมรไม่ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยจากการพูดคุยกันเชื่อว่าผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่รักษาความเป็นกลางของตัวเอง และต้องการให้ไทยและกัมพูชาพูดคุยกันโดยตรง ซึ่งก็เป็นท่าทีเดียวกับไทย

“ยูเนสโกไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวเรื่องการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา แต่ต้องการมุ่งไปที่ความเสียหายของปราสาทพระวิหารและการฟื้นฟูสถานที่ที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมได้อย่างไรบ้าง ยูเนสโกให้ความสนใจว่า ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมได้รับความเสียหายอย่างไรจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วจะเข้าไปฟื้นฟูบูรณะอย่างไร เรื่องการเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการยูเนสโก้ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องความเสียหายว่ามีมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งคณะเข้าไปตรวจสอบความเสียหาย”นายสีหศักดิ์กล่าว

โลกรู้แล้วว่าเขมรสร้างข่าวใส่ร้ายไทย

ผู้สื่อข่าวถามกรณีมีการปล่อยข่าวจากกัมพูชาว่าไทยเผาป่าไล่ที่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นวิธีที่กัมพูชามักทำเสมอ ปล่อยข่าวกล่าวหาให้ไทยเสียภาพลักษณ์ ควรเลิกสร้างแรงกดดันไทย และยอมเจรจา เพราะจริงๆมีช่องทางพูดคุยกันอยู่แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องมากดดันกัน กัมพูชาต้องตระหนักว่า หลายประเทศรู้แล้วว่านี่เป็นการสร้างข่าวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ดังนั้น กัมพูชาต้องระวังว่าสิ่งที่ทำอยู่จะออกมาทางลบ และดูเหมือนว่ากัมพูชาเตรียมการไว้แล้วทุกอย่าง

ปปช.เปิดทรัพย์สิน‘อนุทิน-ภริยา’ รวย3.3พันล้าน เงินลดวูบกว่า639ล้าน

ปปช.เปิดทรัพย์สิน‘อนุทิน-ภริยา’  รวย3.3พันล้าน  เงินลดวูบกว่า639ล้าน

ปปช.เปิดทรัพย์สิน‘อนุทิน-ภริยา’ รวย3.3พันล้าน เงินลดวูบกว่า639ล้าน

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปปช.เปิดทรัพย์สิน‘อนุทิน-ภริยา’ รวย3.3พันล้าน เงินลดวูบกว่า639ล้าน ‘นพ.ชลน่าน’อู้ฟู่652ล้าน

ป.ป.ช.เปิดเซฟ ‘อนุทิน’ พ้น สส.รวยอู้ฟู่ 3.3 พันล้านบาท เครื่องบิน 3 ลำ ส่วน “รุทธพล” รมว.ยุติธรรม รวย 37 ล้านบาท สะสมปืน 10 กระบอก ด้านหมอชลน่านรวยกว่า 625 ล้านบาท มีคฤหาสน์หรู

เมื่อวันที่ 24กุมภาพันธ์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจ คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส.เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน แจ้งสถานะอยู่กินฉันสามีภรรยากับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ พร้อมกับแจ้งว่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 3,361,669,023 บาท เป็นทรัพย์สินของนายอนุทิน 3,284,227,436 บาท เป็นของ น.ส.ธนนนท์ 77,441,586 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 1,479,022 บาท เป็นหนี้สินของนายอนุทิน 358,139 บาท ซึ่งเป็นเงินเบิกเกินบัญชีและหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ขณะที่ น.ส.ธนนนท์ มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 762,742 บาท

สำหรับทรัพย์สินของนายอนุทิน ประกอบด้วย เงินฝาก 33 บัญชี 1,108,527,887 บาท เงินให้กู้ยืม บจก.ไทยสเปเชียลสตีล ซึ่งตั้งอยู่ที่ 32/46 อาคารชิโน-ไทยทาวเวอร์ 135,988,731 บาท เงินลงทุน 20,109,900 บาท ที่ดิน 15 แปลง มูลค่า 50,102,250 บาท บ้านพักอาศัยตึกแถว 4 ชั้น ที่เขตวัฒนา กทม.มูลค่า 60,601,000 บาท ยานพาหนะ 4 คัน เรือยนต์ 2 ลำ เครื่องบิน 3 ลำ มูลค่ารวม 742,415,897 บาท สิทธิและสัมปทาน มูลค่า 960,941,769 บาท

ขณะที่รายการทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวม 205,540,000 บาท โดยมีรายการที่น่าสนใจ อาทิ นาฬิกา 22 เรือน มูลค่ารวม 60,540,000 บาท พระ 24 องค์ มูลค่ารวม 92,300,000 บาท เครื่องเบญจรงค์ 11 ตู้ มูลค่ารวม 33,400,000 บาท รูปภาพติดข้างฝา 16 ภาพ มูลค่า 14,400,000 บาท

ส่วนทรัพย์สินของ น.ส.ธนนนท์ ประกอบด้วย เงินฝาก 14,504,986 บาท เงินลงทุน 15,000,000 บาท ซึ่งเป็นร้านกาแฟจ่าจ้าคอฟฟี่และร้านจาริสต้า ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 16,659,200 บาท อาคารพาณิชย์ 1 หลังที่เขตราชเทวี กทม.ซึ่งเป็นมรดกที่ได้รับมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 มูลค่า 688,500 บาท รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 499,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 3,925,000 บาท ส่วนรายการทรัพย์อื่นมีมูลค่า 26,164,900 บาท ส่วนใหญ่เป็นเครื่องประดับสตรี และอาวุธปืน 1 กระบอก ทั้งนี้ มีรายได้ต่อปีจากกิจการร้านจ่าจ้าคอฟฟี่ 1,404,700 บาท

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายอนุทินและคู่สมรส เมื่อครั้งพ้นตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ที่แจ้งมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 3,980,144,486 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 5,016,573 บาท พบว่าทรัพย์สินรวมหายไปราว 618,475,463 บาท โดยทรัพย์สินที่หายไปส่วนใหญ่คือเงินลงทุนของนายอนุทิน เดิมเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 แจ้งว่า มีเงินลงทุน 655,240,224 บาท (ในจำนวนนี้มีเรื่องการคืนหลักทรัพย์ในการถือหุ้นเครือซิโน-ไทย กว่า 639 ล้านบาท เนื่องจากสัญญาการจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรีสิ้นสุดลง)

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568

พล.ต.ท.รุทธพล แจ้งสถานะสมรสกับนางรุ่งรัตน์ เนาวรัตน์ แจ้งมีทรัพย์สินรวมกันทั้งสิ้น 37,657,248 บาท ไม่มีหนี้สิน แบ่งเป็นทรัพย์สินของ พล.ต.ท.รุทธพล 25,239,051 บาท ได้แก่ เงินฝาก 8 บัญชี 1,822,381 บาท เงินลงทุน 5,318,670 บาท ที่ดิน 1 แปลง 5 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 2 หลัง (เป็นห้องชุดที่ อุบลราชธานี 1 ห้อง ที่ กทม.1 ห้อง) 7.8 ล้านบาท ยานพาหนะ 6 คัน เป็นรถยนต์ 4 คัน จักรยานยนต์ 2 คัน รวม 2,020,000 บาท ทรัพย์สินอื่น (ราคาตั้งแต่2 แสนบาทขึ้นไป) 3,278,000 บาทโดย พล.ต.ท.รุทธพล แจ้งมีรายได้ต่อปีโดยประมาณ 1,101,500 บาท เป็นเงินเดือนทั้งหมด มีรายจ่าย 6.5 แสนบาท เป็นค่าอุปโภคบริโภค แจ้งข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา 3,430,999 บาท

ส่วนนางรุ่งรัตน์ แจ้งมีทรัพย์สิน 12,418,197 บาท ได้แก่ เงินฝาก 4 บัญชี 1,108,197 บาท ที่ดิน 1 แปลง 3.3 แสนบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 1 แห่ง (ห้องชุด กทม.ได้มา 17 มิถุนายน 2568) 8 ล้านบาท สิทธิและสัมปทาน 2 แสนบาท (เป็นที่ดินราชพัสดุ) ทรัพย์สินอื่น 2,780,000 บาท ไม่มีรายได้ ไม่มีรายจ่าย

สำหรับทรัพย์สินน่าสนใจของ พล.ต.ท.รุทธพล ประกอบด้วย ปืน 10 กระบอก ทั้งปืนสั้น ปืนยาวเดี่ยวไรเฟิล ปืนลูกโม่ ปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ ปืนสั้นออโตเมติก เป็นต้น มีสร้อยข้อมือทองคำฝังเพชร 2.5 แสนบาท พระทองคำหลวงพ่อเดิม 1 องค์ 50,000 บาท พระทองคำ 1 องค์ 60,000 บาท ปากกาDupont4 ด้าม 40,000 บาท พระเลี่ยมทอง 27 องค์ 5.5 แสนบาท นาฬิกา Rolex 1 เรือน 4 แสนบาท สร้อยคอทองคำ 1 เส้น 9.6 แสนบาท สร้อยคอพระเลี่ยมทอง 1 เส้น 2 แสนบาท เป็นต้น

ขณะเดียวกัน นายชลน่าน ศรีแก้ว อดีต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีพ้นตำแหน่ง แจ้งว่านายชลน่าน และ น.ส.นวลสกุล บำรุงพงษ์ภรรยา มีทรัพย์สินรวมกัน 652,594,793 บาท แบ่งเป็นของนายชลน่าน 11,296,563 บาท คู่สมรสมีทรัพย์สิน 641,298,230 บาท โดยนายชลน่าน มีเงินสด 450,000 บาท มีเงินฝาก 591,563 บาท มีที่ดิน 2 แปลง ที่ อ.เวียงสา จ.น่าน รวมกัน 2 ล้านบาท มีตึก 3 ชั้น ที่ จ.น่าน และมีแหวนหยกล้อมเพชร และนาฬิกา Rolex Submariner date

ด้าน น.ส.นวลสกุล มีเงินสด 1,500,000 บาท มีเงินฝาก 6,081,503 บาท มีที่ดินหลายฉบับใน จ.นครราชสีมาจ.ลำพูนจ.สระบุรีจ.ปทุมธานี และกทม.นอกจากนี้ยังมีบ้านเดี่ยว จ.ปทุมธานีมีห้องชุด สายลมคอนโดฯ หลักสี่ พร้อมโฉนดที่ดิน และยังมีคฤหาสน์ 3 ชั้น เขตทวีวัฒนา พุทธมณฑล 2 ซอย 21 มูลค่า 354,000,000บาท มีรถยนต์เบนซ์ 3 คัน และ BMW อีก 1 คัน และมีทรัพย์สินอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ พระเครื่อง 8 องค์ 3,710,000 บาทเมฆสิทธิหลวงพ่อทัพวัดอนงค์สีเขียวทอง ประเมินมูลค่าไม่ได้แหวนเพชรตาแมวโบราณสีมรกต ประเมินมูลค่าไม่ได้เครื่องประดับแบรนด์เนมและเพชรผ้าซิ่นน่านนางพญาคำเติบ/ซิ่นไหม 160 ผืน 750,000 บาทกระเป๋าแบรนด์เนมแอร์เมสชาแนล จำนวนหนึ่ง