ด่วน! เรือถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซอีกลำ เตือนเรือทั่วโลกเพิ่มความระวัง

ด่วน! เรือถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซอีกลำ เตือนเรือทั่วโลกเพิ่มความระวัง

19 มี.ค. 2569 08:22 น.

ด่วน! เรือถูกโจมตีจนไฟไหม้ในช่องแคบฮอร์มุซอีกลำ เตือนเรือทั่วโลกเพิ่มความระวัง

เกิดเหตุเรือถูกโจมตีด้วย “วัตถุไม่ทราบชนิด” บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซยุทธศาสตร์สำคัญของโลกอีกแล้ว โดยยังไม่มีรายละเอียดความเสียหายเพิ่มเติม

ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร UK Maritime Trade Operations หรือ UKMTO รายงานว่า เกิดเหตุเรือลำหนึ่งถูกโจมตีด้วย “วัตถุไม่ทราบชนิด” จนเกิดเพลิงไหม้ บริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เหตุการณ์เกิดขึ้นทางตะวันออกของเมือง คอร์ฟัคคาน ใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดย UKMTO ระบุว่า การโจมตีส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้บนเรือทันที แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเรือว่าเป็นเรือประเภทใด หรือสัญชาติใด รวมทั้งยังไม่มีรายงานความเสียหายเพิ่มเติม

เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ UKMTO ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากเรือทั่วโลก ออกประกาศเตือนให้เรือทุกลำที่ผ่านพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความเสี่ยง

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้า รวมถึงเรือประเภทอื่น ๆ มากกว่า 20 ลำ เผชิญเหตุการณ์ผิดปกติในบริเวณอ่าวอาหรับ ช่องแคบฮอร์มุซ และ อ่าวโอมาน นับตั้งแต่ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรง

โดยสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น หลัง อิหร่าน ดำเนินมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่พลุกพล่านที่สุดของโลก ส่งผลให้เรือจำนวนมากไม่สามารถผ่านได้ และลูกเรือตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง

การปิดเส้นทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลก และอาจดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนในระยะต่อไป

เหตุการณ์โจมตีเรือล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดเหตุซ้ำ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบขนส่งทางทะเลและพลังงานโลก.

ที่มา :CNN

สลด! กระเช้าสกีร่วงภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิต 1 ราย ลมแรงอาจเป็นสาเหตุ

สลด! กระเช้าสกีร่วงภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิต 1 ราย ลมแรงอาจเป็นสาเหตุ

19 มี.ค. 2569 07:35 น.

สลด! กระเช้าสกีร่วงภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์ เสียชีวิต 1 ราย ลมแรงอาจเป็นสาเหตุ

เกิดเหตุสลดในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของ สวิตเซอร์แลนด์ หลังกระเช้าสกีตกจากสายเคเบิลร่วงลงจากภูเขา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่รีสอร์ตสกี Engelberg Ski Resort บริเวณเทือกเขาแอลป์ โดยกระเช้าสกีได้หลุดออกจากสายเคเบิลด้วยสาเหตุที่ยังไม่ทราบแน่ชัด เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ของวันพุธที่ผ่านมา

กระเช้าดังกล่าวตกลงมาจากภูเขา ทิลท์ลิส  ท่ามกลางหิมะหนา ก่อนจะพลิกคว่ำหลายตลบตามภาพวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัย 61 ปี ซึ่งอยู่ภายในกระเช้าเพียงลำพังในขณะเกิดเหตุ

กระเช้าลำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ทิลท์ลิส เอ็กซเพรส โดยเพิ่งออกจากสถานี และกำลังไต่ระดับขึ้นสู่ช่วงกลางของภูเขา ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างกะทันหัน

พยานในพื้นที่หลายรายให้ข้อมูลกับสื่อสวิสว่า ในช่วงเกิดเหตุมีลมกระโชกแรงอย่างหนัก โดยมีความเร็วลมมากกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่ระบบกระเช้าจะถูกระงับ (ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

นักสกีรายหนึ่งเล่าว่า “แม่ของฉันบอกให้ดู แล้วก็เห็นกระเช้ากำลังตกลงมา เราได้ยินเสียงกระแทกอย่างชัดเจน”

ขณะที่เด็กนักเรียนวัย 14 ปี ซึ่งอยู่ในค่ายสกีใกล้เคียง ระบุว่า รู้สึกตกใจอย่างมาก และไม่กล้าขึ้นกระเช้าอีกหลังจากเห็นเหตุการณ์

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยทางอากาศ หน่วยพยาบาล และตำรวจ ได้เข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยมีภาพเจ้าหน้าที่เดินฝ่าหิมะลึกเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีผู้โดยสารประมาณ 100–200 คน จากกระเช้าราว 40 ลำ ถูกอพยพออกมาอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ทางผู้ให้บริการได้สั่งระงับการให้บริการกระเช้าทั้งหมดทันที พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุ โดยปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ โดยเฉพาะลมแรง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในระบบกระเช้าสกีของยุโรป และสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวฤดูหนาวทั่วภูมิภาค.

ที่มา : BBC

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

19 มี.ค. 2569 05:19 น.

กาตาร์ตะเพิดทูตทหาร-ทูตความมั่นคงอิหร่าน หลังโจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน”

รัฐบาลกาตาร์สั่งขับทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านออกจากประเทศ หลังอิหร่านยิงมิสไซล์โจมตีกาตาร์อย่างต่อเนื่อง และลูกหนึ่งไปตกที่นิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน แหล่งผลิตเชื้อเพลิงสำคัญ

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 กาตาร์ประกาศให้ทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” (Persona non grata) พร้อมสั่งให้เดินทางออกนอกประเทศภายใน 24 ชั่วโมง โดยระบุว่าคำสั่งนี้เป็นผลจากการที่อิหร่านโจมตีเข้าใส่และละเมิดอธิปไตยของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ข่าวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่กาตาร์ระบุว่า นิคมอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ “ราส ลัฟฟาน” (Ras Laffan) ซึ่งเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของรัฐอ่าวแห่งนี้ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่าน จนเกิดไฟลุกไหม้รุนแรง ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในแถลงการณ์ที่ประกาศเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุว่า ได้ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านในกรุงโดฮา เพื่อแจ้งให้ทราบว่าทูตทหารและทูตฝ่ายความมั่นคง รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานของบุคคลดังกล่าว จะต้องเดินทางออกจากประเทศ

กระทรวงฯ ระบุว่ามาตรการนี้เป็น “การตอบโต้ต่อการที่อิหร่านตั้งเป้าโจมตีรัฐกาตาร์ซ้ำ ๆ และการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง” พร้อมเตือนอิหร่านให้ยุติ “แนวทางที่ไม่เป็นมิตร” มิเช่นนั้นกาตาร์จะตอบโต้ “ในลักษณะที่มั่นใจได้ว่าจะสามารถปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติได้”

ทั้งนี้ การโจมตีนิคมฯ ราส ลัฟฟาน ในกาตาร์ มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า โจมตีแหล่งน้ำมันและก๊าซของอิหร่าน ซึ่งรัฐบาลเตหะรานขู่ว่า จะแก้แค้นด้วยการโจมตีแหล่งพลังงานในภูมิภาค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

19 มี.ค. 2569 05:02 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังโครงสร้างพลังงานโดนโจมตี

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นจนแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว หลังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งในอิหร่าน และหลายประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว หลังจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วตะวันออกกลางได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุน ในขณะที่ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการบรรเทาความกังวลเรื่องราคาพลังงานไม่เป็นผล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานราคาน้ำมันโลก พุ่งสูงถึง 110.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบของสหรัฐฯ (WTI) แตะระดับ 99.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีรายงานว่า อิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงที่นิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ในกาตาร์

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า หลังจากสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า โรงงานน้ำมันในเมืองอัสซาลูเยห์ กับแหล่ง “เซาท์ พาร์ส” ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในอิหร่าน ถูกโจมตี ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันที

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยังคงทะยานสูงขึ้น แม้ว่าทำเนียบขาวจะประกาศยกเว้นกฎหมายโจนส์ (Jones Act) ชั่วคราว เพื่ออนุญาตให้เรือที่ติดธงต่างชาติสามารถขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างท่าเรือของสหรัฐฯ ได้ในช่วง 60 วันข้างหน้า

นายร็อบ ธัมเมล ผู้จัดการพอร์ตอาวุโสจากบริษัท Tortoise Capital กล่าวว่า “หากคุณทำลายหรือสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน นั่นจะทำให้กรอบระยะเวลาในการฟื้นตัวยืดออกไปโดยทันที”

“คุณต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ทั้งหมด และกระบวนการสร้างใหม่นั้นอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรืออาจจะหลายปีเลยก็ได้ ดังนั้น ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นสิ่งที่ตลาดน้ำมันกำลังตอบโต้กลับมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยูกันดาเฮ แรดขาวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

ยูกันดาเฮ แรดขาวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

19 มี.ค. 2569 04:30 น.

ยูกันดาเฮ แรดขาวกลับคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกในรอบ 40 ปี

แรดขาวใต้กลับคืนสู่ธรรมชาติในยูกันดาเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี หลังจากพวกมันถูกล่าจนสูญพันธุ์จากประเทศแห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่วางแผนจะทยอยส่งแรดขาวคืนสู่ป่ามากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา “แรดขาวใต้” (southern white rhino) จำนวน 2 ตัวถูกส่งกลับคืนสู่ธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติ “คิเดโปวัลเลย์” (Kidepo Valley) ของประเทศยูกันดาแล้ว โดยนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ทศวรรษที่แรดขาวได้กลับคืนสู่ธรรมชาติ หลังจากพวกมันถูกล่าจนสูญพันธุ์เพื่อเอานอและเนื้อ

แรด 2 ตัวดังกล่าวเป็นสมาชิกกลุ่มแรกจากทั้งหมด 8 ตัวที่จะถูกส่งกลับคืนธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูประชากรแรดในอุทยานแห่งนี้อีกครั้ง โดยหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่ายูกันดา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการย้ายถิ่นฐานระบุว่า แรดตัวสุดท้ายในพื้นที่นี้ถูกฆ่าตายไปเมื่อปี 2526

ตามรายงานของสำนักข่าว รอยเตอร์ส ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายคราวนั้น เหล่านักล่าได้สังหารแรดทุกตัวในคิเดโป รวมถึงในอุทยานแห่งชาติแห่งอื่น ๆ ทั่วประเทศยูกันดา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของสัตว์ร่างยักษ์เหล่านี้ถึงประมาณ 700 ตัว ความสูญเสียในครั้งนั้นส่งผลให้แรดสายพันธุ์นี้สูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของยูกันดาอย่างสิ้นเชิง

นายเจมส์ มูซิงกูซี ผู้อำนวยการบริหารของหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) กล่าวว่า “ช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่สำหรับแรดในอุทยานแห่งชาติคิเดโปวัลเลย์”

นายมูซิงกูซีระบุว่า ความริเริ่มนี้ดำเนินตามผลการศึกษา ที่พิจารณาถึงความเหมาะสมของถิ่นที่อยู่ ความต้องการทางระบบนิเวศ และเงื่อนไขด้านความปลอดภัย ซึ่งพบว่าคิเดโปเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการนำสายพันธุ์นี้กลับคืนสู่ธรรมชาติให้สำเร็จ

UWA เปิดเผยว่า ได้มีการจัดเตรียมเขตรักษาพันธุ์แรดเอาไว้ โดยติดตั้งรั้วล้อมรอบ ถนนเข้าถึงพื้นที่ แนวกันไฟ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ระบบน้ำ และเทคโนโลยีการเฝ้าติดตาม เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์เหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ แรดขาวใต้ทั้ง 2 ตัวถูกย้ายมาจากฟาร์มปศุสัตว์เอกชนในเขตปกครอง “นากาซองโกลา” (Nakasongola) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกัมปาลา เมืองหลวง ไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โดยฟาร์มแห่งนี้เริ่มเพาะพันธุ์แรดขาวมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว หลังจากนำเข้าแรดขาวใต้จำนวน 4 ตัวมาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในเคนยา

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเคลื่อนไหวรายงานว่า การลักลอบล่าสัตว์ยังคงเป็นความท้าทายในยูกันดา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมและดำเนินคดีกับบุคคลที่ครอบครองงาช้าง ตัวนิ่ม และสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ชนิดอื่น ๆ ไปแล้วหลายราย

ตลาดค้านอแรดผิดกฎหมายยังคงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล โดยมีแรงจูงใจในการนำไปใช้ในยาแผนโบราณ และเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางสังคมในหลายประเทศแถบเอเชีย

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จัดให้แรดขาวใต้อยู่ในสถานะ “ใกล้ถูกคุกคาม” (Near Threatened) โดยระบุว่าประชากรของพวกมันกำลังลดลง ซึ่งผลสำรวจจากปี 2563 มีแรดขาวใต้เหลืออยู่ในธรรมชาติมากกว่า 10,000 ตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

19 มี.ค. 2569 03:22 น.

กาตาร์จวกอิหร่าน โจมตีนิคมฯ “ราส ลัฟฟาน” ขู่มีสิทธิ์ในการตอบโต้

กาตาร์ประณามอิหร่าน ที่ยิงมิสไซล์โจมตีนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ชี้เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค และกาตาร์มีสิทธิ์ในการตอบโต้ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ออกมาประณามอิหร่าน ที่ยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” อย่างอุกอาจ โดยระบุว่านี่ถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงแห่งชาติและความเข้มแข็งของภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ฝ่ายอิหร่านยังคงดำเนินนโยบายยกระดับความรุนแรง ซึ่งกำลังผลักดันภูมิภาคให้ดิ่งลงสู่เหว และดึงประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งในวิกฤตนี้ให้เข้ามาติดร่างแหในวงล้อมของความขัดแย้ง” กระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า กาตาร์ “ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้” และจะ “ไม่ลังเลที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของพลเมืองของตน”

ก่อนหน้านี้ บริษัท “กาตาร์ เอเนอร์จี” (QatarEnergy) บริษัทปิโตรเลียมของรัฐบาลกาตาร์ ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า มีขีปนาวุธตกใส่นิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งแปรรูปน้ำมันขนาดใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้เกิดไฟลุกไหม้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ในเวลาต่อมา กระทรวงมหาดไทยของกาตาร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวได้แล้ว โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของกาตาร์ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลอดทั้งวันพุธ (18 มี.ค.) มีขีปนาวุธทั้งหมด 5 ลูกถูกยิงมาจากอิหร่านมุ่งหน้าสู่กาตาร์ โดย 4 ลูกถูกสกัดเอาไว้ได้ ส่วนอีกลูกหนึ่งตกลงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

19 มี.ค. 2569 02:19 น.

ผอ.ข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ยอมตอบคำถาม สว.ว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามอย่างไร

ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวอย่างไร โดยระบุว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเธอที่จะตัดสินใจเรื่องนั้น

เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 นางทัลซี แกบบาร์ด ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (DNI) เข้าให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต โดยเธอปฏิเสธที่จะยืนยันคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าอิหร่านเคยเป็นภัยคุกคามที่จวนตัวต่อสหรัฐฯ

คำให้การของแกบบาร์ดต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา ตอกย้ำถึงการวางตัวที่ยากลำบากของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ ในขณะที่สงครามกับอิหร่านย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ว่ากระแสคัดค้านสงครามภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เองกำลังเพิ่มสูงขึ้น

ในถ้อยแถลงที่เตรียมมา แกบบาร์ดได้ใช้คำยืนยันที่ทรัมป์มักกล่าวซ้ำบ่อยครั้งว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านถูก “กวาดล้างจนสิ้นซาก” โดยการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อมิถุนายนปีก่อนไปแล้ว แต่เธอกล่าวเสริมด้วยว่า “นับตั้งแต่นั้นมา อิหร่านก็ยังไม่มีความพยายามใด ๆ ที่จะฟื้นฟูขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่”

ต่อมา แกบบาร์ดได้ปฏิเสธหลายครั้งที่จะตอบว่า เธอเชื่อหรือไม่ว่าอิหร่านเป็น “ภัยคุกคามที่จวนตัว” ต่อสหรัฐฯ ก่อนที่ทรัมป์จะเปิดฉากสงครามเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทรัมป์ใช้ในการตัดสินใจโจมตีอิหร่าน

“ไม่ใช่หน้าที่รับผิดชอบของประชาคมหน่วยข่าวกรอง (IC) ที่จะตัดสินว่าอะไรคือภัยคุกคามที่จวนตัวหรือไม่ นั่นขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี” แกบบาร์ดกล่าว

คำพูดของเธอทำให้ วุฒิสมาชิก จอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครตกล่าวตอบโต้ว่า “คุณกำลังเลี่ยงคำถาม เพราะการให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาต่อคณะกรรมาธิการ จะเป็นการขัดแย้งกับแถลงการณ์ของทำเนียบขาว”

การโต้ตอบที่ตึงเครียดนี้แสดงให้เห็นว่าแกบบาร์ดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อประเด็นเรื่องอิหร่าน เนื่องจากในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก แกบบาร์ดเคยเป็นผู้คัดค้านตัวยงต่อการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน

แกบบาร์ดยังไม่ยอมตอบด้วยว่า เธอได้รับคำขอให้บรรยายสรุปให้ประธานาธิบดีทรัมป์ฟัง เรื่องความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหรือไม่ด้วย

“ดิฉันจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าท่านประธานาธิบดีได้ถามหรือไม่ถามดิฉันในหัวข้อใดก็ตาม” แกบบาร์ดกล่าวตอบคำถามของวุฒิสมาชิก มาร์ก เคลลี จากรัฐแอริโซนา

เมื่อถูกถามด้วยคำถามเดียวกัน นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ระบุว่า โดยปกติแล้วการบรรยายสรุปในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามคำขอของทำเนียบขาว แต่หน่วยงานข่าวกรองจะเป็นฝ่ายนำเสนอข้อมูลสำคัญให้ทำเนียบขาวทราบเองเมื่อมีประเด็นเกิดขึ้น

“มีการวิเคราะห์ [ทางข่าวกรอง] เกี่ยวกับเรื่องช่องแคบฮอร์มุซมาโดยตลอดและยังคงดำเนินต่อไป” แรตคลิฟฟ์กล่าวยืนยัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

19 มี.ค. 2569 01:05 น.

สหรัฐฯ ปัดข่าวโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติอิหร่าน เตหะรานลั่นจะตอบโต้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อ้างว่า อิสราเอลคือผู้โจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ไม่ใช่สหรัฐฯ ขณะที่กองทัพอิหร่านประกาศจะตอบโต้อย่างรุนแรง และเตือนให้ประชาชนในโรงงานน้ำมันบางแห่งอพยพด้วย

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งได้ออกมาปฏิเสธว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นผู้โจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอิหร่านตามที่รัฐบาลเตหะรานกล่าวหา แต่บอกว่าปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการโดยอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเตหะรานกล่าวหาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่าโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบางแห่งของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์ พาร์ส” (South Pars) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถือเป็นการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานของอิหร่านเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ.

แหล่งข่าวจากอิสราเอลให้ข้อมูลกับ CNN เมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า อิสราเอลได้โจมตีโรงงานในเมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลอีกรายระบุว่า การโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส ของอิหร่านนั้น กระทำโดยมีการประสานงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา

ต่อมากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ออกคำเตือนฉบับใหม่ระบุว่า ศัตรูของอิหร่านควร “เตรียมรับการตอบโต้อย่างหนักหน่วง” จากกองทัพ

IRGC ระบุในแถลงการณ์ล่าสุดว่า ศัตรูผู้เป็นอาชญากรได้ล่วงละเมิดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของอิหร่านบางส่วน ก่อนที่ IRGC จะกล่าวย้ำคำขู่ที่พวกเขาเคยพูดก่อนหน้านี้ว่า จะแก้แค้นหากสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงาน, ก๊าซธรรมชาติ และเศรษฐกิจของอิหร่าน ตกเป็นเป้าหมายโจมตี

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า อิหร่านถือเป็น “ความชอบธรรม” ที่จะพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิง พลังงาน และก๊าซของ “ประเทศต้นทาง” และจะทำการตอบโต้อย่างรุนแรง “ในโอกาสแรกที่ทำได้”

IRGC ยังเรียกร้องให้มีการอพยพผู้อยู่อาศัยและพนักงานออกจากโรงงานน้ำมันบางแห่งในซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

18 มี.ค. 2569 23:54 น.

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันมานำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น หลังจากเวียดนามและจีนเริ่มจำกัดการส่งออก เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโลก

เมื่อ 18 มี.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตในสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยส่วนต่างที่ขาดหายไปจากการที่เวียดนามและจีนจำกัดการจัดส่ง ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน กระทบต่อการขนส่งและราคาน้ำมันทั่วโลก

นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยว่า ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วประเทศ ปิดตัวลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่มีต่อราคาเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปั๊มส่วนใหญ่ได้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว และเหลือเพียงร้อยละ 5.77 เท่านั้นที่ยังคงปิดอยู่

ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านได้สั่งห้ามส่งออกน้ำมันให้กัมพูชามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดน และยังไม่มีการกลับมาส่งมอบเชื้อเพลิงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (ITC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติและองค์การการค้าโลกระบุว่า ในปี 2567 กัมพูชานำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากไทยและเวียดนามคิดเป็น 60% ของการนำเข้าทั้งหมดใน 1 ปี ขณะที่อีก 30% มาจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และอีก 7% มาจากจีน

นายแก้วกล่าวว่า กัมพูชากำลังเร่งเพิ่มการนำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซียเนื่องจากมีการจำกัดการส่งออกจากที่อื่น “เรายังคงสามารถนำเข้าจากจีนได้บ้างเล็กน้อย แต่เนื่องจากเรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับผู้ผลิตระดับโลกอย่าง “โททัล” และ “เชฟรอน” (Chevron) พวกเขาจึงสามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงบางส่วนลงได้”

ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ตลาดพลังงานระบุว่า การส่งออกน้ำมันเบนซินและดีเซลจากทั้งสองประเทศ (สิงคโปร์และมาเลเซีย) ไปยังกัมพูชาในช่วง 18 วันแรกของเดือนมีนาคม สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 25% แต่ในช่วง 18 วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์กลับน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%

นายแก้วระบุว่า กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง และภายใต้สถานการณ์ปกติ กัมพูชามีปริมาณสำรองน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันเบนซิน สำหรับใช้งานได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน

“ในขณะนี้เรายังไม่สามารถป้องกันผลกระทบได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้ามาในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะยังเพียงพอสำหรับช่วงเวลานี้” นายแก้วกล่าว

นายแก้วบอกอีกว่า ในเดือนนี้รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดการเจรจาเบื้องต้นกับบริษัท วูดไซด์ เอนเนอร์จี (Woodside Energy) ของออสเตรเลีย เพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งแรกของกัมพูชา ที่คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ในปีหน้า โดยเสริมว่าการจัดหาทรัพยากรจากออสเตรเลียจะช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

18 มี.ค. 2569 22:46 น.

อิหร่านโวย สหรัฐฯ-อิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมัน-ก๊าซฯ ครั้งแรก

สื่ออิหร่านเผย สหรัฐฯ กับอิสราเอล โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของอิหร่านหลายแห่ง รวมถึงแหล่ง “เซาท์ พาร์ส” ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และประกาศว่าหลังจากนี้ “เส้นแดงได้เปลี่ยนไปแล้ว”

เมื่อวันพุธที่ 18 มี.ค. 2569 สำนักข่าว “ทัสนิม” (Tasnim) ของอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่า โจมตีพื้นที่บางส่วนของแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน ซึ่งรวมถึง “เซาท์ พาร์ส” (South Pars) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ

ทัสนิมระบุว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย โดยนอกจากแหล่งเซาท์ พาร์สแล้ว เมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่ง ก็ถูกโจมตีด้วย

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวฟารส์ (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รายงานว่า มีเสียง “ระเบิดรุนแรง” ดังขึ้นจากโรงกลั่นหลายแห่งในอัสซาลูเยห์ และระบุว่าแทงก์เก็บจำนวนหนึ่ง กับพื้นที่ผลิตก๊าซธรรมชาติหลากหลายระยะของโรงกลั่นถูกโจมตีด้วย

สำนักข่าวฟารส์รายงานเสริมว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว และทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการดับไฟที่ลุกไหม้

ทั้งนี้ หากรายงานของสื่ออิหร่านได้รับการยืนยัน นี่จะเป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านครั้งแรกในสงครามนี้ หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ก่อน อิสราเอลได้โจมตี “คลังเก็บเชื้อเพลิง” หลายแห่งของอิหร่านไปก่อนหน้า

แหล่งข่าวจากอิสราเอลให้ข้อมูลกับสำนักข่าว CNN เมื่อวันพุธว่า อิสราเอลได้โจมตีโรงงานในเมืองอัสซาลูเยห์ (Asaluyeh) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่อิสราเอลอีกรายระบุว่า การโจมตีแหล่งเซาท์ พาร์ส (South Pars) ของอิหร่านนั้น กระทำโดยมีการประสานงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวว่าการโจมตีในอิหร่านกำลังถูกยกระดับขึ้น และเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมากซึ่งจะยกระดับสงครามกำลังจะเกิดขึ้น โดยแหล่งข่าวและเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า สิ่งที่นายคัตซ์หมายถึงคือ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติของอิหร่านนั่นเอง

สำนักข่าวฟารส์อธิบายว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการข้าม “เส้นแดง” ที่ไม่ควรข้าม และว่า “ตั้งคืนนี้เป็นต้นไป เส้นแดงได้เปลี่ยนไปแล้ว หากศัตรูคิดว่าการโจมตีเหล่านี้จะเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมถอย ก็ถือว่าเป็นการคำนวณที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะการกระทำนี้ได้มอบ “ไพ่ตาย” ที่เรียกว่า “การล้างแค้น” ให้อิหร่านอย่างเต็มตัวแล้ว”

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวทัสนิมเผยแพร่ “คำเตือนเร่งด่วน” ให้ผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียอยู่ห่างจากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

ด้านนายมาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวว่า การโจมตีของอิสราเอลต่อแหล่งก๊าซธรรมชาติ เซาท์ พาร์ส ของอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนต่อขยายของแหล่งนอร์ท ฟิลด์ (North Field) ของกาตาร์ ถือเป็น “ย่างก้าวที่อันตรายและขาดความรับผิดชอบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn