ต่อพงษ์ ขู่ทิ้งเก้าอี้ ทสท. หากเคลียร์ปมโหวตนายกฯ ไม่จบ หลังพบ สส.ยังเห็นต่าง

ต่อพงษ์ ขู่ทิ้งเก้าอี้ ทสท. หากเคลียร์ปมโหวตนายกฯ ไม่จบ หลังพบ สส.ยังเห็นต่าง

ต่อพงษ์ ขู่ทิ้งเก้าอี้ ทสท. หากเคลียร์ปมโหวตนายกฯ ไม่จบ หลังพบ สส.ยังเห็นต่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.45 น.

“ต่อพงษ์”ห่วง”ไทยสร้างไทย”ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ หลังมติ กก.บห.มอบรักษาการหัวหน้าพรรคคุย 2 สส. ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง ว่า ในขณะนี้มีความน่ากังวลหลายเรื่อง และเห็นว่าจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงพรรคได้รับเสียงไม่มากเท่าที่ควรในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทราบว่ายังมีข้อเห็นต่างในพรรคถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนเองเข้าใจแนวคิดของทุกๆ คนว่ามีความห่วงใยในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีมติพรรคให้รักษาการหัวหน้าพรรครับหน้าที่ในการเจรจาประสานงานเรื่องการสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม

ดังนั้น ตนจึงขอแสดงจุดยืนส่วนตัวของตน หากเกิดกรณีการโหวตที่แตกต่างกันอันเกิดจากการยังไม่มีข้อสรุป ตนเองขอแสดงเจตจำนงไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ของพรรคในการประชุมสามัญของพรรคที่จะถึง และขอส่งกำลังใจถึงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ให้ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

ลุ้นระทึกอีก 30 วัน! เทพไท กางสถิติชี้ชะตาเลือกตั้ง 69 โมฆะหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.52 น.

19 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีก30วัน จะรู้ว่าเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่?

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6:3 รับคำร้องของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)ได้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง โดยมี QR Code และบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง ว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งไม่เป็นความลับ

มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว จะมีการใช้เวลาในการพิจารณากี่วัน ถ้าย้อนกลับไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะ2ครั้ง คือ

ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลา 36 วัน ในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549

ครั้งที่2 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญใช้พิจารณา 47 วัน มีคำวินิจฉัยในวันที่ 21 มีนาคม 2557

ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องใช้เวลาทั้งหมด 38 วัน แต่ถ้าหากนับระยะเวลาที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และมีคำตัดสินให้เท่ากับการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะ 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 30 วัน และถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาวินิจฉัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ในครั้งนี้ ใช้เวลาอีก 30 วัน รวมเป็น 68 วัน ก็จะมีคำวินิจฉัยได้ในวันที่ 18 เมษายน 2569

แม้ว่าจะใช้ระยะเวลามากกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ที่พิจารณาเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ตาม แต่เห็นว่าเมื่อกระบวนการเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญล่าช้า เสียเวลาไป 38 วัน ระยะเวลาศาลรัฐธรรมนูญ 30 วัน ที่ประเมินว่าน่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาได้ ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

อยากให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆ รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะหรือไม่ ถ้าเป็นโมฆะก็ต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ ถ้าไม่เป็นโมฆะ ซึ่งกกต.และรัฐบาลชุดนี้เร่งรัดให้มีรัฐบาลให้จนได้ จะได้เดินหน้าทำงานบริหารประเทศต่อไป

ส่วนข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า การพิมพ์ QR Code และบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง สุ่มเสี่ยงต่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ถ้าพิจารณาจากความเห็นของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ”โดยส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งนี้ยังเป็นความลับอยู่ หลายประเทศก็ใช้บัตรเลือกตั้งในลักษณะนี้ แต่ไม่มีประเทศไหนวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งกกต.ควรจะนำผู้เชี่ยวชาญสาธิตให้กับตุลาการศาลดูว่า QR Code ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย“

ซึ่งเรื่องนี้ต้องชี้แจงว่า ความเห็นของนายบวรศักดิ์ ก็เป็นความเห็นในฐานะคนของรัฐบาลที่มีส่วนได้เสีย แต่ที่ประเทศอื่นไม่เคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการพิมพ์การพิมพ์ QR Code หรือบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งเป็นโมฆะ ก็เพราะกฎหมายของประเทศนั้นๆ ไม่ได้เขียนเหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และการบอกว่า ไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ความหมายคือ เข้าถึงยากหรือเข้าถึงง่าย ก็เข้าถึงความลับเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นในกรณีดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่จะเป็นโมฆะตามกระแสความรู้สึกของประชาชนหรือไม่ ก็เป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เมื่อด้อมต้องกลืนน้ำลาย อัษฎางค์ชำแหละสัจธรรมการเมืองไทย ไร้พระเอกตัวจริง

เมื่อด้อมต้องกลืนน้ำลาย อัษฎางค์ชำแหละสัจธรรมการเมืองไทย ไร้พระเอกตัวจริง

เมื่อด้อมต้องกลืนน้ำลาย อัษฎางค์ชำแหละสัจธรรมการเมืองไทย ไร้พระเอกตัวจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.09 น.

19 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ ‘ด้อม’ ต้องกลืนน้ำลาย: สัจธรรมการเมืองที่ไม่มีพระเอกตัวจริง
สมการอำนาจการเมืองไทย: ทุน แฟนคลับ และจุดยืนที่ประชาชนต้องรู้เท่าทัน
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

______________________________________________

ด้อมพีเคยมาคอมเมนต์แขวะในโพสต์ของผม ด่าคนเลือกพรรคภมิใจไทยว่า เลือกแบบกลยุทธ์สุดท้ายก็ไปจับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ทำไมแบบนี้เฉย แต่กับคุณพีระพันธุ์ของพวกเขาทำไมไปหาว่าพายเรือในโจรนั่ง
ตอนนี้ รทสช ก็ไปร่วมกับภูมิใจไทยแล้ว ไม่รู้ด้อมจะพูดว่ายังไงต่อ
ที่ผมมาโพสต์แบบนี้ ไม่ได้อยากจะมีดราม่ากับใคร แต่จะมาบอกบรรดาด้อมต่างๆ “ทุกด้อม” ว่า อย่าอินการเมือง อย่าอินกับนักการเมืองจนคลั่งแล้วมาท้าตีท้าต่อยกับประชาชนทั่วไป เพราะเอาจริงๆ พวกเราทั้งหลายคือประชาชน เป็นชาวบ้านเหมือนกัน พวกเรานี่แหละคือพวกเดียวกัน
ส่วนพรรคการเมือง นักการเมือง เขาเล่นการเมือง

______________________________________________

สิ่งที่เราต้องร่วมกันปกป้องคือชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์
เพราะ 3 สิ่งนี้ ไม่เคยทรยศเรา และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีที่อยู่ ที่กิน และมีความสงบร่วมเย็น
เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ สิ่งที่ประชาชนควรยึดเหนี่ยวและปกป้องร่วมกันคือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
หยุดเป็นหมากให้เกมการเมือง
3 สถาบันหลักคือสิ่งเดียวที่ไม่เคยทรยศประชาชน
เราควรร่วมกันจับตาและร่วมกับรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมือง

______________________________________________

นักการเมืองบางคน เรารู้เลยว่าเขาเป็นคนไม่ดี
บางคนมีภาพพจน์เป็นคนดีมาก แต่เบื้องหลังไม่ดีเลย คนแบบนี้น่ากลัวไม่แพ้แบบแรกหรืออาจจะน่ากลัวกว่าอีก
ในการเมือง ภาพลักษณ์กับเบื้องหลังมักเป็นคนละเรื่อง นักการเมืองที่สร้างภาพพจน์ว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องแต่ซ่อนเร้นวาระแอบแฝง อาจสร้างความเสียหายได้ลึกซึ้งและน่ากลัวกว่านักการเมืองที่แสดงตัวว่าแสวงหาผลประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาเสียอีก
สมการอำนาจการเมืองไทย ถอดแว่นตาอุดมการณ์ เมื่อนักการเมืองจับมือทุน แล้วประชาชนจะสู้กันเองเพื่อใคร?
ที่ผมเห็นอยู่บ่อยๆ คือ มีคนชี้ว่า นักการเมืองคนนั้นคนนี้เป็นพวกนายทุน ส่วนอีกคนคือคนที่ต่อสู้กับนายทุน
แต่ผมจะบอกคุณว่า ทั้งหมดนั้น พวกเขาเป็นเพื่อนก๊วนเดียวกัน ทั้งนักการเมืองคนที่คุณบอกว่าเป็นพวกนายทุนและคนที่คุณบอกว่าเขาต่อสู้กับนายทุน ความจริงแล้วพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนกับนายทุนคนเดียวกัน
ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ “ระบบนิเวศเดียวกัน” ไม่มีใครดีหรือเลวแบบ 100% การเมืองคือภาพสีเทา
เลิกคลั่งไคล้ตัวบุคคล แล้วกลับมาปกป้องผลประโยชน์ชาติ

______________________________________________

“อ่านดีๆ นะ ผมไม่ได้บอกว่า” นักการเมืองหรือนายทุนเป็นคนดีหรือเลวนะ ผมไม่ได้แตะประเด็นนี้
“น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” คุณไม่รู้จักคำนี้เหรอ
น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เบื้องหลังวาทกรรม ‘คนดี’ ที่ด้อมอาจมองไม่เห็น
นายทุนระดับประเทศเขาต้องพึ่งนักการเมือง
และนักการเมืองก็ต้องพึ่งนายทุน
แต่ “ความพอดี” ต่างหากที่เราควรให้ความสำคัญ
พรรคหรือคนที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ คนพวกนี้อันตราย ห้ามไปสนับสนุนและต้องจัดการ
ทุนเทา ก็เป็นอีกพวกที่อันตราย เพราะพวกนี้เซาะกร่อนบ่อยทำลายชาติโดยตรง
แต่นักการเมืองและนายทุน คนพวกนี้ต้องแยกแยะให้ดี เพราะมีทั้งแบบที่สร้างสมดุลที่ดีและพวกที่เอนเอียงไปทางคอรัปชั่น

______________________________________________

ส่วนคำถามว่า แล้วนักการเมืองดีๆ มีมั้ย คำตอบคือมี และมีเยอะด้วย
แต่คนที่คุณยอมตายถวายชีวิตเป็นด้อมให้เขา คุณรู้ได้ยังไงว่า เขาเป็นคนดี
ยกตัวอย่างกรณีนี้ ที่ด้อมพี(บางคน) เคยด่าด้อมน้ำเงินว่าสนับสนุนพรรคที่ไปจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล แต่สุดท้ายพรรคที่คุณเป็นด้อมก็เข้าร่วมรัฐบาล
คุณเห็นมั้ยว่า “การเมืองคือเรื่องของการต่อรอง”
ผมไม่ได้บอกว่า รทสช หรือใครไปร่วมรัฐบาลเป็นคนไม่ดี และไม่ได้บอกว่า รัฐบาลไม่ดีนะ
ผมขอแสดงความยินดีที่ รทสช ได้ร่วมรัฐบาล

______________________________________________

อ่านให้เข้าใจดีๆ นะ
ผมบอกว่า ด้อมบางคนบอกว่า คุณพีระพันธุ์เป็นคนดี รทสช เป็นพรรคฝ่ายดี แต่ภูมิไทยคือไม่ดี หักหลังประชาชนที่ไปจับมือกับเพื่อไทย สุดท้ายตอนนี้มีข่าวว่า รทสช จะไปจับมือกับภูมิไทยซึ่งจับมือกับเพื่อไทย แล้วทีนี้ คุณจะนิยามคนดีคนไม่ดีว่ายังไง

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มติพท.ดันอนุทิน/รบ.ปึ้ก292เสียง สภาโหวตนายกฯ รทสช.โผล่ร่วมจับมือ ปชป.ของดออกเสียง ระทึกศาลรธน.6ต่อ3 รับคำร้องปมบาร์โค้ด

จับตา 19 มีนาคม สภานัดโหวตตั้งนายกฯขณะที่เสียงหนุน“อนุทิน”ทะลุ292เสียง หลัง2สส.รทสช.โผล่เกาะขบวนร่วมรัฐบาลในนาทีสุดท้าย ด้านโผ“ครม.อนุทิน2”แบ่งเค้กลงตัว ขยับ“ทรงศักดิ์”ขึ้นรองนายกฯส่วน“ก๊วนลูกเทพ”ผงาดพรึ่บตามคาด สุดระทึกศาลรธน.มติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด สั่งผู้เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีการประชุมประจำสัปดาห์ โดยหนึ่งในวาระการประชุมที่น่าจับตาคือ ศาลจะมีการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ส่งความเห็นและคำร้องของประชาชนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีการจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 และ 85หรือไม่ จากคำร้องดังกล่าวมีประชาชนยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเนื่องจากเห็นว่ากรณีการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากอาจสามารถเชื่อมโยงให้มีการตรวจสอบย้อนหลังกลับไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่าเลือกใครหรือลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองใด เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ไว้พิจารณา โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อศาลใน 15 วัน

‘อรรถวิชช์’รายงานตัวสส.ร่วมรบ.‘หนู’

ที่รัฐสภา นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เข้ารายงานตัวเป็นสส.ต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หลังจากเมื่อ 17 มี.ค.ที่ผ่านมาราชกิจจานุเบกษาประกาศเลื่อนลำดับให้เป็นสส.แทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ลาออกจากตำแหน่งสส.ทั้งนี้ ภายหลังการรายงานตัวนายอรรรถวิชช์ ให้สัมภาษณ์ว่า สส.ของพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พร้อมลงมติสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการขอเสียงสนับสนุนให้ร่วมผลักดัน ร่างกฎหมายสำคัญของพรรค จำนวน 2 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการรใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ ร่างกฎหมายเสรีโซลาร์ และร่าง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือ กฎหมายปลดล็อกเครดิตบูโร ซึ่งจากการพูดคุยเมื่อวันก่อนมีทิศทางและการตอบรับที่ดี แต่ในรายละเอียดต่อไปทั้งในส่วนของการสนับสนุนร่างกฎหมายหรือเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมรัฐบาลหรือไม่ ตนขอรอความชัดเจนและเตรียมแถลงวันที่ 19 มี.ค. เวลา 08.30 น. ตนไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการวางเป้าหมายผลักดันร่างกฎหมายของพรรคให้สำเร็จ

เตรียมแถลงข่าวที่สภา19มีนาคม

รายงานข่าวจากพรรค ภท.แจ้งว่า วันที่ 19 มี.ค.นี้ น.ส.แนนบุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภท.เตรียมแถลงเปิดตัวร่วมรัฐบาลกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่รัฐสภา ในเวลา 08.30 น. นำโดย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครทสช.ซึ่งก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครทสช.ได้ลาออกจาก สส.บัญชีรายชื่อ เปิดทางให้ นายอรรถวิชช์ เข้ามาเป็น สส.แทน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การร่วมรัฐบาล ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์พูดชัดเจนว่าจะไม่โหวต นายอนุทิน เป็นนายกฯ แต่เริ่มมีความชัดเจนเมื่อนายอรรถวิชช์ได้เข้ารายงานตัวสส.ต่อสภาฯพร้อมประกาศว่า 2 เสียงพรรครทสช.พร้อมโหวตนายอนุทิน เป็นนายกฯจึงมีแนวโน้มสูงที่จะเข้าร่วมรัฐบาล นายอนุทิน

เบื้องต้นมีเสียงสส.หนุน292เสียง

ส่งผลให้ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ประสงค์จะลงมติให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯรวมแล้วทั้งสิ้น 293 เสียง แต่เนื่องจาก จ.สุพรรณบุรี เขต 2 กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรองสส.ทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลเหลือ 292 เสียง ประกอบด้วย ภท. 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง ประกอบร่างกับพรรคเล็ก ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย พรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคไทยสร้างไทย  พรรคละ 2 เสียง ส่วนพรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน พรรคมิติใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง

‘ทรงศักดิ์‘รองนายกฯคุม‘น้ำ-ยาเสพติด’

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” เริ่มลงตัวแล้ว ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อล่าสุด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มกระบวนการจัดส่งประวัติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบใน 18 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีรายชื่อกว่า 40 รายชื่อ รวมกับชื่อสำรอง หากมีบุคคลใดขาดคุณสมบัติ โดยในสัดส่วนของพรรค ภท.รายชื่อสะเด็ดน้ำแล้ว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยมี รมช. 3 คน คือ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา ส่วนนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ จะขยับไปนั่ง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลแก้ปัญหาน้ำทั่วประเทศ ปัญหายาเสพติด หลังจากที่นั่งเป็น มท.2 มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไล่มาจนถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล 1 ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และนางสุขสมรวย
วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ

‘อดุลย์’นั่งกห.-‘รุทธพล’คุมยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงกลาโหม ชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีนายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยฯกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็น รมว.พลังงาน กระทรวงวัฒนธรรม มีน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็น รมว.วัฒนธรรม กระทรวงสาธารณสุข มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรมว.สาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม มี นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็น รมว.อุตสาหกรรม

‘สีหศักดิ์-เอกนิติ-ศุภจี’ยังนั่งที่เดิม

ขณะที่โควตาเทคโนแครตของ นายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ โดยจะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่และไม่มีการเมืองแทรกและนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี 

ส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาลได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่งควบรองนายกฯและรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่งและนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้ 1 ตำแหน่ง จับตาพรุ่งนี้ 292 เสียง 16 พรรค โหวต อนุทิน นายกฯ

จับตา19มี.ค.สภานัดโหวตนายกฯใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น.วันที่ 19 มีนาคม 2569 จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ที่ระบุในวรรคท้ายว่าผู้ที่ได้รับการโหวตเป็นนายกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ
จํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิก 499 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งคือต้องมีเสียง 250 คน ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมเสียง สส.พรรคร่วมรัฐบาล ที่จะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯได้แล้ว 292 เสียง โดยประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรค เพื่อชาติไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคไทยสร้างไทย พรรคละ 2 เสียง พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่, พรรคประชาธิปไตยใหม่,พรรคทางเลือกใหม่, พรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 เสียง รวม 292 เสียง

พท.มติเอกฉันท์หนุนอนุทินนายกฯ

เวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทยมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมนี้ โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานในปัจจุบันด้วย นายจุลพันธ์ แถลงหลังประชุมว่า การประชุมสส.เพื่อไทยวันนี้ เป็นวาระการเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจากความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล พรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จะสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯเป็นมติที่สมาชิกได้มีร่วมกันและวันที่ 19 มีนาคมนี้ มีการนัดหมายก่อนประชุมราว 09.00 น.เพื่อจะไปประชุมร่วมกันและเตรียมพร้อมสู่การลงมติ

เรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีไว้คุยลำดับต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้มีการคุยเรื่องการส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีไปอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไปทีละขั้นตอน เมื่อลงมติเลือกนายกฯเสร็จแล้วคงได้พูดคุยกับท่านนายกฯเพื่อหารือนัดหมายในเรื่องการพิจารณาเรื่องการจัดสรรและการทำงานร่วมกันต่อไป ถามอีกว่า ภายในเพื่อไทยมีการพูดคุยกันหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า มีการพูดคุยอยู่ตลอด เป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจยังไม่ได้ดำเนินการ อยู่ที่องค์คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายไป ถามย้ำว่า ใกล้ลงตัวหรือยังนายจุลพันธ์กล่าวว่า ใกล้นานแล้ว

ปชป.มีมติงดออกเสียงโหวตนายกฯ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมสส.เพื่อพิจารณาในการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. โดยมี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์เป็น(ปชป.) ประธาน โดยมีสส. 20 คนเข้าร่วมประชุม ขาดเพียง นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์ ลาการประชุมไปพบแพทย์ 

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายสาทิตย์ แถลงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะจากที่ผ่านมาพรรคจะลงมติงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ และหากที่ประชุม ให้สมาชิกอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีพรรคมีมติให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.เป็นผู้อภิปรายและชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่า เหตุใดพรรค ปชป.จึงงดออกเสียง

จับตาปชป.งดโหวตปชน.หรือไม่

เมื่อถามว่า เป็นเพราะมีการส่งแข่งพรรคจึงได้มีมติงดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียวก็สามารถที่จะลงมติถึงได้งดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียวก็สามารถลงมติ เห็นด้วยหรือเห็นด้วยได้ นายสาทิตย์กล่าวว่า เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราได้พิจารณาคุณสมบัติของทั้งสองคนที่จะลงแข่งขันเป็นนายกฯ แต่เห็นว่า การงดออกเสียงจำเป็นและสำคัญส่วนเหตุผลและรายละเอียด นายอภิสิทธิ์ จะเป็นผู้ชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้องจับตาดูว่า ในการโหวตวันที่ 19 มีนาคม พรรค ปชป.จะงดออกเสียงในการโหวตให้กับ นายณัฐพงษ์ ถ้าพรรคปชน.จะเสนอชื่อแข่งด้วยหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่พรรคปชป.เคยงดออกเสียงตอนโหวต นายพริษฐ์ เวชชาชีวะ ชิงประธานสภามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยให้เหตุผลว่าพรรคปชน.ไม่เคยขอความเห็นจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน

‘บวรศักดิ์’ชี้บาร์โค้ดยังเป็นความลับ

ด้าน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดไว้พิจารณามีข้อกังวลในเรื่องนี้หรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้พิจารณา เมื่อถามว่า มีความกังวลว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะนายบวรศักดิ์กล่าวว่า ก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ที่การนำสืบของ กกต. เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรการมีคิวอาร์โค้ดจะทำให้ไม่เป็นความลับหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า“ผมเห็นว่ายังเป็นความลับอยู่ และหลายประเทศเขาก็ใช้ และไม่มีประเทศไหน วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับศาล และขึ้นอยู่กับการนำสืบของกกต.ทางกกต.ก็ควรจะไปนำผู้เชี่ยวชาญมาสาธิตให้ศาลดูว่ามันเข้าถึงไม่ได้ง่ายหรอก เคยมีคนลองทำแล้วก็สำเร็จไหมล่ะ”

แย้งDSI‘เขากระโดง’ ปปช.โยนฟ้องกันเอง

แย้งDSI‘เขากระโดง’ ปปช.โยนฟ้องกันเอง

แย้งDSI‘เขากระโดง’ ปปช.โยนฟ้องกันเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แย้งDSI‘เขากระโดง’ ปปช.โยนฟ้องกันเอง

เลขาฯป.ป.ช.แย้ง DSI ปมที่ดินเขากระโดงโยนข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน “ร.ฟ.ท.-เอกชน-ปชช.”ชี้เป็นเรื่องหน่วยงานรัฐฟ้องศาลเอง ส่วนสอบ “รมว.มหาดไทย-ปลัดมท.-อธิบดีกรมที่ดิน-คณะกรรมการสอบสวน” ปมไม่เพิกถอนโฉนด 2 แปลง ป.ป.ช.จะไต่สวนให้เสร็จโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ในฐานะโฆษกสำนักงานป.ป.ช.ชี้แจงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีที่ดินเขากระโดง มาให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการว่าปัญหาเกี่ยวกับที่ดินเขากระโดง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดิน ที่อาจทับที่ หรืออยู่ในเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และมีโฉนดที่ดินที่มีการครอบครองจำนวนหลายแปลง ที่เป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐ คือ การรถไฟแห่งประเทศไทยกับผู้ที่ครอบครองที่ดิน ที่อ้างว่า เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน

โดยข้อเท็จจริงยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับอาณาเขตที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยและการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท รวมทั้งการออกโฉนดที่ดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเบื้องต้นยังไม่พบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช.ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง และมีการอ้างคำพิพากษาของศาลที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวในปี 2554 คณะกรรมการป.ป.ช.ได้ไต่สวนความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐและมีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดินจำนวน 2 แปลง โดยสำนักงาน ป.ป.ช.จึงได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2554 แจ้งให้กรมที่ดินพิจารณาเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และเลขที่ 8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีการออกโฉนดที่ดินทับที่ของการรถไฟ ตามมาตรา 99แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 

โดยปรากฏว่ากรมที่ดินยังไม่ได้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวและการรถไฟซึ่งเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของที่ดินกลับไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวตามมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการประชุมครั้งที่ 100/2566 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 และมีมติให้ดำเนินการไต่สวนอธิบดีกรมที่ดินและผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ส่งเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มาให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณา กรณีที่มีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปล่อยให้มีผู้บุกรุกยึดถือครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยในพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ และการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาและไม่ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินต่อศาล ซึ่งรวมถึงโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วย

ทั้งนี้ เรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งเรื่องมาให้ป.ป.ช.เป็นเรื่องการกล่าวหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวน ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบบริเวณเขากระโดง

สำนักงานป.ป.ช.ยังชี้อีกว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือประชาชน เป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลเอง ส่วนเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช.ในการไต่สวนข้อเท็จจริง จะดำเนินการเร่งรัดไต่สวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว อาจมีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับที่แถลงมาในวันนี้

‘หนู’เต้นเรียกศบก.ถกด่วน ไล่หาตัวไอ้โม่ง เค้นต้นตอ‘กักตนนํามัน’ ข้องใจส่งลงเรือขายตปท.

‘หนู’เต้นเรียกศบก.ถกด่วน ไล่หาตัวไอ้โม่ง เค้นต้นตอ‘กักตนนํามัน’ ข้องใจส่งลงเรือขายตปท.

‘หนู’เต้นเรียกศบก.ถกด่วน ไล่หาตัวไอ้โม่ง เค้นต้นตอ‘กักตนนํามัน’ ข้องใจส่งลงเรือขายตปท.

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘หนู’เต้นเรียกศบก.ถกด่วน ไล่หาตัวไอ้โม่ง เค้นต้นตอ‘กักตนนํามัน’ ข้องใจส่งลงเรือขายตปท. สิงห์รถบรรทุกฮึ่มหยุดวิ่ง

“พิพัฒน์” เผย นายกฯ เรียก ทุกฝ่ายเกี่ยวข้องค้าน้ำมัน ถกที่รัฐสภา 19 มี.ค. จ่อแก้ผ้ารายคน หาตัวใครกักตุน บอกทำธุรกิจไม่เสี่ยง ซื้อมาขายไป รับเข้าใจผู้ประกอบการ-โรงกลั่น ข้องใจ ยังมีการส่งน้ำมันลงเรือขายต่างประเทศหรือไม่ วอนเห็นใจเด็กปั๊ม ใครจะด่า ให้มาด่าตน “สิบล้อ” ฮึ่มๆ ขู่หยุดวิ่ง ทุบโต๊ะดีเซลต้องไม่เกิน 30 บาท

เมื่อเวลา 16.08 น. วันที่ 18 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.แถลงภายหลังหารือร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการประมง ว่า เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันดิบขึ้นสูงน้ำมันดิบที่กลั่นจากโรงกลั่นราคาสูงกว่าหน้าสถานีบริการ กลุ่มเรือประมงก็รับตรงนี้ไม่ได้ เพราะเขาใช้น้ำมันมากกว่าบนฝั่ง จึงทำหนังสือมายังตน ซึ่งเราจะหาทางออกให้เขา เบื้องต้นเราจะเอาน้ำมัน B20 มาให้เขาใช้ก่อน เพราะกลุ่มเรือประมงสามารถใช้น้ำมัน B20 ได้ทุกลำ ต้นทุนถูกกว่าน้ำมัน B7 อยู่ 5 บาท ซึ่งในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานการประชุม ศบก.ที่รัฐสภา โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และทางกลุ่มสมาคมการประมงฯ จะเข้าร่วมประชุมด้วย คาดว่า น่าจะมีทางออกให้กับหลายฝ่าย

ช่วยเหลือชาวประมง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางสมาคมการประมงฯระบุว่า หากราคาน้ำมันยังไม่ลดจะมีการจอดเรือ ที่ขณะนี้เริ่มดําเนินการแล้ว มาตรการที่ออกมาจะสามารถทำให้พวกเขากลับไปทำงานได้หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เขาจอดเรือเขาไม่ได้ประท้วง การจอดเรือของสมาคมประมงฯหมายความว่า เขาออกเรือไปแล้วเขาขาดทุน เขาก็ไม่สามารถที่จะออกได้ เวลานั้นเขาจึงยอมที่จะจอดเรือดีกว่า ตนจึงได้บอกกับพวกเขาว่า มีอะไรให้คุยกัน ดีกว่าจะมาประท้วง มันจะทําให้ชาวบ้านเดือดร้อน จนไม่อยากเห็นภาพการประท้วง มีอะไรก็ส่งตัวแทนมาหารือกับรัฐบาลเพื่อหาทางออกที่ดี แต่ถ้ามัวแต่ประท้วงปิดถนน ปิดแม่น้ำ ปิดปากอ่าว สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไม่รู้เรื่องรู้ราว

ขายน้ำมันในสต๊อกเก่า

เมื่อถามว่า ที่แหลมฉบัง สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย รวมตัวรถบรรทุกปิดถนน พร้อมเรียกร้องว่า มีการนำน้ำมันสต๊อกเก่าออกมาขายในราคาแพง จะชี้แจงอย่างไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า น้ำมันสต๊อกเก่าที่นำมาขายในราคาปัจจุบัน ตนไม่ได้ตอบแทนโรงกลั่น หรือผู้ประกอบการ แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การสั่งซื้อน้ำมันดิบไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วจะได้วันนี้ จะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน เราพูดถึงแฟร์ทูแฟร์ เรามีกติกาของการค้าขาย กติกาการเทรดน้ำมัน ไม่ใช่เอาแต่ได้ ฉะนั้น ตนขอฝากผู้ประกอบการ วันที่เขารับซื้อน้ำมันถูก เขามีกำไร ณ วันนี้ แต่วันหน้าเมื่อสงครามยุติเขาขาดทุนหรือไม่ ฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมกับโรงกลั่น และผู้ประกอบการ พวกเราคิดบวกลบคูณหารกันได้ทุกคน

“เป็นที่รู้กันว่าผมนั้นมีสถานีบริการน้ำมัน และผมค้าขายน้ำมัน ผมก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายวันนี้ อัตราเสี่ยงผมน้อย ไม่เหมือนโรงกลั่นน้ำมันที่ซื้อวันนี้ อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันดิบ กลั่นแล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ฉะนั้น ตัวผมเองในฐานะที่เป็นผู้ค้ากับโรงกลั่น อยู่คนละสถานะ ความเสี่ยงของโรงกลั่นมีมากกว่า เพราะของผมซื้อมาขายไปวันต่อวัน ผมไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด ฝากผู้ประกอบการและผู้ใช้น้ำมัน ขอให้เข้าใจ ไม่มีใครอยากจะมากลั่นแกล้งใคร” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์กล่าวต่อว่า กรณีผู้ที่ขับรถเข้าไปเติมน้ํามันในปั๊ม แล้วน้ำมันในปั๊มหมด ทุกท่านก็ไปโวยวายใส่น้องๆ ที่ให้บริการ น้องๆ เขาอยากขาย ให้กับทุกท่าน แต่เมื่อน้ํามัน ท่านไปด่าน้องๆ เขาก็ไม่รู้จะทําอย่างไร ไม่รู้จะไปเอาน้ํามันที่ไหนมาขายให้ท่าน ก็ต้องเห็นใจน้องๆ ที่ให้บริการในสถานีด้วย ยังไงถ้าด่าให้มาด่าที่ตนดีกว่า ตนพร้อมจะรับฟังทุกข้อมูล ทุกคําถาม ทุกคำติชม

หนูเชิญทุกฝ่ายประชุม19มี.ค.

เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการออกมาโวยว่า ถูกตัดโควตาน้ำมันลงไป50% นายพิพัฒน์กล่าวว่า  เรื่องนี้นายกฯได้เชิญทุกฝ่ายมาประชุมในวันที่ 19 มี.ค. ซึ่งจะเป็นการประชุมซัพพลายเชนทั้งหมดที่เกี่ยวกับพลังงาน นายกฯเรียกมาทุกหน่วยงาน ตั้งแต่โรงกลั่นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ขนส่ง รวมถึงจ๊อบเบอร์ทั้งหลาย ทุกแผนกทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าขายน้ำมัน แล้วเราจะมาแก้ผ้าดูกันทีละคนว่า ใครที่ตุนน้ำมัน ใครที่โกหก ในวันที่ 19 มี.ค.จะเป็นการจับเท็จให้ได้ว่า สิ่งที่โรงกลั่นประกาศว่า น้ำมันมี น้ำมันไม่ได้ช็อต กระทรวงพลังงานบอกว่าไม่ได้ช็อต ปตท.บอกว่า ไม่ได้ช็อต แล้วทำไมน้ำมันกลั่นออกมาแล้ว คลังน้ำมันหรือซัพพลายเออร์ถึงไม่ได้รับน้ำมันเหมือนปกติ ซ้ำร้ายขายส่งก็บอกไม่มีน้ำมันขาย เพราะฉะนั้น ใครเท็จก็เชื่อว่าในวันที่ 19 มี.ค. พวกเราคงได้รู้

เมื่อถามอีกว่า ประเด็นนี้ตัวท่านเองก็คาใจใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนเองก็ไม่สบายใจ และคิดไม่ออก เพราะตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปรับน้ำมัน ตนไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว มีทั้งพีทีและยี่ห้ออื่น เราต้องการทำการเปรียบเทียบว่า ในแต่ละบริษัทดูแลซัพพลายเออร์หรือแฟรนไชส์ดีอย่างไร ตนจะมีปั๊มน้ำมันแต่ละยี่ห้อ ซึ่งในแต่ละยี่ห้อนี้ในอดีต ขอยกตัวอย่าง ปั๊ม ก. ได้รับน้ำมันและขายได้อาจจะวันละ 1-1.5 หมื่นลิตรต่อวัน แต่วันนี้ บางยี่ห้อขายให้ปั๊มตนแค่ 4-5 พันลิตรต่อวัน ซึ่งหายไป 1 หมื่นลิตร ต้องถามว่า น้ำมันส่วนนี้หายไปไหน ในเมื่อบอกว่า โรงกลั่นมีน้ำมันให้ น้ำมันไม่ได้ขาด แล้วน้ำมันส่วนนี้มันล่องหนได้หรือ ฉะนั้น ต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1 คน ในวันที่ 19 มี.ค.เป็นสิ่งที่นายกฯเชิญผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนมาหารือกัน เพราะต้องการรู้ว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ตนเองก็อยากทราบ เพราะก็โดนนักข่าวถามทุกวันจนเริ่มที่จะตอบไม่ถูกแล้วเหมือนกันว่า จริงๆ แล้วข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ตนรู้อะไรมาก็บอกไปหมด

สืบหาใครโกหกกันแน่

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเพราะขนส่งหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขนส่งเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้ทั้งหมด ที่สำคัญคือ ณ หน้าคลังน้ำมัน ไม่มีน้ำมันกลั่นก็แสดงว่า มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าอย่างนั้น แสดงว่า โรงกลั่นโกหก เพราะไม่มีน้ำมัน หรือกระทรวงพลังงานโกหก เพราะไม่มีน้ำมันในสต๊อก เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า วันนี้กระทรวงพลังงานประกาศเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า เรามีสต๊อก 101 วัน แต่ขณะที่โรงกลั่นก็กลั่นมาเต็มกำลังการผลิต ไม่ได้ลดการกลั่นในแต่ละวัน เมื่อกลั่นเต็มทุกวันน้ำมันก็ต้องมีขาย ไม่มีขาดเลยสักวันเดียว เพราะวันนี้เรายังมีน้ำมันดิบพอที่จะเอามากลั่น ดังนั้น เมื่อมีน้ำมันพร้อม โรงกลั่นก็กลั่นออกมาพร้อมโรงกลั่นจ่ายน้ำมันให้กับผู้ซื้อตามปกติ ไม่มีการตัดบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แล้วพอออกจากโรงกลั่นน้ำมันไปแล้ว น้ำมันมันหายไปไหน

“ต้องถามว่า ส่วนนี้มีใครนำน้ำมันส่งออกทางเรือไปขายประเทศอื่นหรือไม่ นี่ผมตั้งคำถามหลายครั้งแล้ว และผมก็ได้ถามไปทางกรมธุรกิจพลังงานเรียบร้อยว่า คุณได้งดการส่งออกแล้วหรือยัง นี่คือ ปัจจัยหนึ่งที่ผมยังไม่สบายใจว่า สุดท้ายคุณได้ห้ามการส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง”นายพิพัฒน์ กล่าว

หยุดตัดโควต้าน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ม็อบเรียกร้องให้ยุติเรื่องการตัดโควตาน้ำมัน ไม่เช่นนั้นจะยกระดับหยุดเดินรถ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โควตาน้ำมันของใคร ที่ผ่านมาภาครัฐไม่เคยจำกัดโควตาขายน้ำมัน ต้องเรียนตรงไปตรงมาว่า อดีตคุณเคยซื้อน้ำมันอย่างไร วันนี้เมื่อออกจากโรงกลั่นตามปกติ ขอถามว่า ถ้าจำกัดแล้วจะเอาแทงค์ที่ไหนไปเก็บ อย่างไรก็ไม่มีที่เก็บ ในเมื่อกลั่นน้ำมันออกมาทุกๆ วัน ที่เก็บไม่มีแน่นอน เพราะมันโปร่ง เพราะฉะนั้น มันต้องมีการกลั่น เมื่อขายออกมันต้องมีการใช้ ยืนยันรัฐบาลไม่เคยจำกัดโควตา ฉะนั้น คนที่จำกัดโควตาคือใคร คือผู้ค้าใช่หรือไม่ จากบริษัทแม่ลงไปสู่แฟรนไชส์ของตัวเอง จากโรงกลั่นไปสู่คลังน้ำมันในต่างจังหวัดใช่หรือไม่ สิ่งที่นายกฯอยากรู้ในวันที่ 19 มี.ค.คือ ใครคือผู้ที่ซ่อนความจริงเอาไว้

เมื่อถามย้ำว่า สงสัยหรือไม่ว่า โรงกลั่นอาจจะกักน้ำมันเอาไว้ รอให้ราคาขึ้นสูงกว่านี้ ทำให้มีราคาเพิ่มขึ้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ก็ต้องถามว่า โรงกลั่นมีที่เก็บหรือไม่ กลั่นมาทุกวันมันไม่มีที่เก็บ เพราะฉะนั้น โรงกลั่นไม่มีสิทธิที่จะกักเหมือนกัน และเชื่อว่า ไม่มีใครที่สามารถกักได้ ยกเว้นคุณไม่ได้กลั่นเต็มกำลังผลิตเหมือนที่ประกาศออกมา ถ้าตนบอกว่า มีกำลังกลั่นวันหนึ่ง 3 แสนบาร์เรล แต่วันนี้แทงค์ตนยังมีพื้นที่ว่างสำหรับน้ำมันดิบ ตนก็อาจจะกลั่นแค่ 2 แสนบาร์เรล แต่ตนประกาศว่า 3 แสนบาร์เรล นั่นแสดงว่า เก็บไว้เพื่อเก็งกำไร แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า พรุ่งนี้ราคาน้ำมันดิบอาจจะร่วงลงมา วันหนึ่ง 20-30 ลิตรใครจะรู้ ดังนั้น ตนยังมีความมั่นใจว่า ไม่มีใครอยากเสี่ยงในการกักตุนที่มองไม่เห็นอนาคต ซึ่งอนาคตไม่มีใครรู้ มันจะสู้รบกันอีกกี่วัน หรือคืนนี้อาจจะประกาศยุติการรบแล้วก็ได้

ทุกอย่างต้องมีทางออก

เมื่อถามว่า มีไอ้โม่งที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังการปั่นราคาน้ำมันใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตลาดกลางเป็นผู้ประกาศ ไม่ใช่ประเทศไทย เราจะประกาศราคาน้ำมันตลาดโลกได้อย่างไร มันไม่ใช่ ต้องไปถามประเทศที่ทำสงครามว่า ใครได้ประโยชน์ แต่ไม่ใช่ประเทศไทยแน่นอน เพราะประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 7 หมื่นบาร์เรลเท่านั้น

เมื่อถามอีกว่า ที่ตั้งข้อสังเกตคือ การลักลอบทางเรือนำน้ำมันไปขายต่างประเทศใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อันนี้ตนสันนิษฐาน มันมีทางที่ออกไปได้ทางเดียวคือ ทางเรือ ไม่อย่างนั้นถึงอย่างไรประเทศไทยเราไม่มีที่เก็บแน่นอน

สิบล้อฮื่มขู่หยุดวิ่ง

ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้าคณะกรรมการสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์ฯ ร่วมประชุมหารือถึงผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ภายหลังการหารือ ดร.ทองอยู่ ระบุว่า ที่ประชุมมีมติยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อรัฐบาล จากเดิมที่เคยยื่นไปแล้วก่อนหน้านี้ 8 ข้อ

ได้แก่ 1.ขอให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วขายปลีกหน้าปั๊ม ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 60 วัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และให้ทุกภาคส่วนมีเวลาปรับตัว

2.ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนในสถานีบริการน้ำมัน และยุติการจำกัดโควตาหรือการจำหน่ายแบบ 2 ราคา 3.บริหารจัดการราคาน้ำมันให้มีเสถียรภาพ โดยกำหนดให้ราคาหน้าโรงกลั่นของผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อยแตกต่างกันไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร เพื่อความเป็นธรรม และ 4.เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง โดยกำหนดระยะเวลาการเข้า-ออก ของรถบรรทุกไม่เกิน 3–4 ชั่วโมงต่อเที่ยว เพื่อลดต้นทุนและการสูญเสียพลังงาน

หากรัฐบาลยังไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อาจมีการยกระดับการเคลื่อนไหวในอนาคต อย่างเช่น “หยุดเดินรถ” เป็นต้น

มีแผนกดดันรัฐบาล

ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้ได้เตรียมมาตรการไว้หลายระดับ เพื่อใช้กดดันภาครัฐ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากทั้ง 9 องค์กรภาคีเครือข่าย พร้อมย้ำว่า กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งยัง “ไม่ตัดสินใจปรับขึ้นค่าขนส่ง” ในขณะนี้ และถือเป็นทางเลือกสุดท้าย เพื่อไม่ซ้ำเติมประชาชน พร้อมขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม 9 กลุ่ม หลีกเลี่ยงการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา

นอกจากนี้ยังโต้กระแสข่าวกรณีน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ โดยยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากปัญหาการขนส่ง แต่เป็นผลจาก “ระบบโควตา” และพฤติกรรมของโรงกลั่นบางแห่งที่อาจมีการกักตุน เพื่อรอจังหวะราคาปรับขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเทียมในตลาด

สหพันธ์ฯ จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน และกรมธุรกิจพลังงาน ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน พร้อมตรวจสอบโรงกลั่นอย่างจริงจัง และหากพบการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ต้องดำเนินการทันที

เกษตรกรร้องรัฐบาลช่วย

นายสิงห์ชัย เรืองขจร ประธานคณะทำงานผู้ประสานงานสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคกลาง นำกลุ่มเกษตรผู้ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 ถึงมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111

โดยกลุ่มเกษตรผู้ได้รับความเดือดร้อน ระบุว่าสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในภูนิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับข้อจำกัดด้านการขนส่ง และความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างหลีกเลียงไม่ได้

จากสถานการณ์ดังกล่าว กระทบต่อเกษตรกรในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง เฉพาะเกษตรกรด้านพืชไร่ พืชสวน และประประมงเพาะเลี้ยง ซึ่งต้องประสบกับปัญหาต้นที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทั้งในบางพื้นที่เกษตรกรประสบปัญหาไม่สามารถหาน้ำมันเชื้อเชื้อเพลิงเพียงพอ เพราะข้อจำกัดในการจำหน่ายของสถานีบริการน้ำมัน โดยเกษตรกรมีความจำเป็นต้องจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำไปใช้กับเครื่องจักรกลทางการเกษตร หากไม่สามารถจัดหาน้ำได้เพียงพอ จะทำให้การผลิตทางการเกษตรหยุดชะงัก และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรอย่างรุนแรง

ขอซื้อน้ำมันราคาพิเศษ

จึงขอเสนอแนวทางเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นการเร่งด่วน คือ ให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่เกษตรกรเป็นกรณีพิเศษ โดยกำหนดมาตรการให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้แกลลอน เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพภาคเกษตรกรรมได้ ภายใต้หลักเกณฑ์และปริมาณที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน ขอให้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์บูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เพื่อนำมากำหนดมาตรการกำกับดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ในการลดภาระต้นทุนภาคเกษตรกรรม

ภาครัฐวอนประหยัดพลังงาน

นางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน แถลงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันประหยัดพลังงานโดยเฉพาะภาคประชาชน เรามีมาตรการส่งเสริมการติดตั้งการติดตั้งโซล่ารูฟท็อปในที่อยู่อาศัย ประชาชนที่มีความประสงค์จะติดตั้งสามารถนำค่าใช้จ่ายในการติดตั้งมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท พร้อมมีมาตรการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง นำมาหักค่าใช้จ่าย 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ใช้ไป โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 นอกจากนี้ในปีนี้เรายังมีการขยายผลเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มเติม โดยสนับสนุนการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน ผ่านโครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร (Co-pay) ส่งเสริมในการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในสถานประกอบการ โดยภาครัฐจะสนับสนุน 20% สำหรับโรงงานหรืออาคารควบคุม และ 30% สำหรับโรงงานหรือการควบคุมที่อยู่นอกข่าย โดยวงเงินสูงสุดที่จะขอสนับสนุนได้ 3 ล้านบาทต่อราย

พาณิชย์ยันคุมสินคาได้

ด้านนางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ากระทรวงได้เตรียมมาตรการรับมือด้านราคา และปริมาณของสินค้า เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจว่า สินค้ามีเพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาก็จะต้องเป็นธรรมกับผู้ซื้อและผู้ผลิต ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ทำงานอย่างต่อเนื่อง ในการกำกับดูแลสินค้าและบริการ โดยพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ติดตามราคาสินค้าและบริการรายวัน เพื่อประเมินสถานการณ์ และป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร หรือกักตุนสินค้า

ปุ๋ยยังไม่ขาดแคลน

นางสาวกนิษฐา กล่าวว่า ในส่วนของการดูแลพี่น้องเกษตรกรกระทรวงพาณิชย์ขอเรียนว่า ขณะนี้มีสต๊อกปุ๋ยในประเทศใช้ได้ถึงเดือนพ.ค. และยังสามารถควบคุมราคาปุ๋ยได้ และอยู่ระหว่างการรอการขนส่งจากตะวันออกกลางมาเสริมสต๊อก รวมทั้งเร่งหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์ จะใช้โอกาสนี้สนับสนุนเกษตรกรให้ปรับสูตรปุ๋ยพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าน้อยลง และใช้วัตถุดิบอินทรีย์มากขึ้น นอกจากนี้หากมีการปรับราคา เนื่องจากโครงสร้างราคาได้รับผลกระทบจากวัตถุดิบที่พึ่งพาการนำเข้า จะมีมาตรการสนับสนุนลดราคาปุ๋ย ขยายขอบเขตของโครงการปุ๋ยธงเขียว ให้ครอบคลุมถึงช่วงที่เกษตรกรมีความต้องการสูง เช่น ฤดูกาลปลูกข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ในช่วงเดือนพ.ค.- ส.ค.

อย่าเพิ่งตำหนิรัฐบาล

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤติน้ำมัน ว่า เราอย่าเพิ่งไปโทษรัฐบาล เพราะไม่ได้มาจากการบริหารผิดพลาดอะไร แต่เกิดจากภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เราเองก็ได้รับผลกระทบ

ย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ประกาศว่าจะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท เพราะทุกคนทราบดีว่าราคาที่แท้จริงคือประมาณ 50 บาท ถ้ากองทุนน้ำมันอุ้มไว้ถึง 20 บาทและประกาศชัดเจนว่าจะตรึงราคาตายตัว คนก็จะยิ่งกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างนี้ เพราะรู้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้น

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรประกาศว่าจะตรึงราคาตายตัว แต่ควรบอกว่าจะใช้กองทุนน้ำมันประคับประคองให้การปรับขึ้นราคาเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อของแพงขึ้นสะท้อนความเป็นจริง คนก็จะปรับพฤติกรรมการใช้น้ำมันลดลง และรัฐบาลอาจจะเสริมด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ให้สิทธิหย่อนภาษีแก่บริษัทที่มีมาตรการ Work from home เพื่อจูงใจให้ช่วยกันลดปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศลง รัฐบาลต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตช่วงโควิด แล้วเราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

พท.เดินหน้าพลังงานสีเขียว

นายยศชนัน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับปัญหาพลังงาน ทั้งด้านราคาและเรื่องการขาดแคลนว่า สมาชิกพรรคได้ลงพบปะกบประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อสะท้อนปัญหาไปยังรัฐบาล ในระยะยาว เรื่อง Green Energy หรือพลังงานสีเขียว เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มพูดถึง เช่น การลดการใช้น้ำมัน และหันมาใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมถึงเรื่องปุ๋ย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับใช้พลังงานรูปแบบใหม่ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้าง ทั้งด้านการผลิต วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 1–4 ปี

ด้านนายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แนะนำการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงว่า 1 ให้รัฐบาลงดจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และ2 โรงกลั่นจ่ายสมทบเข้ากองทุนน้ำมัน 3 บาทต่อลิตร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ภาครัฐได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการด้านพลังงาน และรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า การดูแลค่าครองชีพ”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม

ลึกลับในสนามข่าว : 19 มีนาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 19 มีนาคม 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 19 มีนาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…หลังเข้ารับตำแหน่งผู้แทนฯเต็มสมบูรณ์แบบ ก็ลุยงานทันทีทันควัน ตามสโลแกนประจำพรรค“พูดแล้วทำพลัส” โดยสส.สาวสวยแกร่ง “กานต์ -สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” สส.อุบลราชธานี เขต 7ศรีเมืองใหม่ – โขงเจียม -สิรินธร – พิบูลฯ (ต.ระเว,ต.ทรายมูล) ควงบิดา “ชูวิทย์กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ” ไปตระเวนแจกฟักทองให้ชาวบ้าน สาวเจ้าบอกว่า ป๋ากุ่ย ไปเหมาสวนฟักทอง ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร น้องกานต์ มีหน้าที่ช่วยเอามาแจก ให้พี่น้องในเขต 7 เฮาเริ่มที่ตลาดวันจันทร์ศรีเมืองใหม่ พี่น้องพากันถือฟักทองเลาะตลาดเป็นตาเบิ่งคัก มีความสุข ทุกๆ วัน”….ไม่เพียงเท่านั้น สาวกานต์ก็ประกาศคิวถัดไปทันควัน ฮักแล้ว ฮักเลย .. น้องกานต์ คือเก่าจ้า มื้อแลง 4 โมงแลง ตลาดนิคม 1 อ.สิรินธรจ้า แจกฟรี หวานๆ มันๆ คือคนแจก ฟักทองมาแล้วจ้า…พร้อมติดแฮชแท็ก “แจกตลอดกาล #น้องกานต์ต่อเก่า”….แหมมมม งานนี้ มีพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาลูกเด็กเล็กแดงวัยรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ก็มาตามนัด รับกันไปคนละลูกสองลูก อิ่มอกอิ่มใจ ทั้งคนให้คนรับ บอกแล้ว เขา “พูดแล้วทำพลัส” แต่สำหรับน้องกานต์แล้ว “พูดแล้วทำซูเปอร์พลัส”จ้า….nn

สุดารัตน์

พิทักษ์พรพัลลภ

nn…เช่นเดียวกับ สาวอีฟ – จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล” สส.ศรีสะเกษ เขต 5 อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ พรรคภูมิใจไทย ที่ฝ่าด่านสมรภูมิเลือกตั้ง8 กุมภาพันธ์ 2569 มาได้ จนถึงเวลาเข้าประชุมสภาฯนัดแรกเริ่มทำหน้าที่ผู้แทนฯ เต็มตัว ผู้สื่อข่าวประจำสภาฯแอบเห็นสส.อีฟแต่งกายด้วยเสื้อตัดจากผ้าไทยสีน้ำเงินลวดลายสวยงามมาก เลยถึงบ้างอ้อ เพราะก่อนหน้านี้เห็นเจ้าตัวแวบไปช้อปเสื้อผ้าเตรียมเข้าประชุมสภาฯมื้อแรก โดยเลือกจะใช้ผ้าไทยฝีมือชาวบ้านพื้นถิ่นของจ.ศรีสะเกษ นั่นเอง เป็นร้านค้าในงานเทศกาลดอกลำดวนบาน ประจำปี 2569 ที่สวนสมเด็จฯ เมืองศรีสะเกษช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา…ก็ได้เสื้อชุดดังกล่าว ซึ่งงดงามตามท้องเรื่อง ที่สำคัญนอกจากคำชมเสื้อสวยแล้ว ไม้แขวนอย่างสส.อีฟก็ได้คำชื่นชมจากเอฟซีหลายคนตรงกันมาด้วยว่า “ชุดสวยงามมาก น้องจินณ์ตวรรณเป็นคนรุ่นใหม่ อยากให้เราฉีกแนวเอาความนิยมไทยมาใช้ พยายามใส่ผ้าไทยในวาระสำคัญ เช่น การเข้าประชุมสภาฯ นอกจากจะเสริมปมเด่นให้เราแล้ว ยังจะเป็นการช่วยส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมทอผ้าไทยให้ชาวบ้านมีรายได้อีกด้วย…”…เรียกว่างานนี้สส.อีฟยิ้มแก้มปริ ดูท่ามาถูกทางแล้ว เพราะเห็นติดแฮชแท็ก #ผ้าไทยใส่ให้สนุก#ศรีสะเกษ …การแต่งกายของผู้แทนฯ ก็เป็นพรีเซ็นเตอร์ทำให้เสื้อผ้า-อาหาร ของชาวบ้านในพื้นที่เป็นที่รู้จักต่อสาธารณะอีกทาง….ยิ่งไปกว่านั้น เป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันมาแต่งผ้าไทยกันมากขึ้นด้วย…เริ่มเลย…nn

จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล

ทร.เร่งช่วย3ลูกเรือ ลอยลำเข้าอิหร่าน กต.ชี้ยังสู้รบหนัก ให้คนไทยอพยพ

ทร.เร่งช่วย3ลูกเรือ ลอยลำเข้าอิหร่าน กต.ชี้ยังสู้รบหนัก ให้คนไทยอพยพ

ทร.เร่งช่วย3ลูกเรือ ลอยลำเข้าอิหร่าน กต.ชี้ยังสู้รบหนัก ให้คนไทยอพยพ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทร.เร่งช่วย3ลูกเรือ ลอยลำเข้าอิหร่าน กต.ชี้ยังสู้รบหนัก ให้คนไทยอพยพ

ผบ.ทร.ประสานทัพเรือโอมาน เร่งช่วยลูกเรือ “มยุรี นารี” อีก 3 คน ที่ตกค้าง เผยได้รับข้อมูลเรืออยู่ในน่านน้ำอิหร่าน รอกระทรวงการต่างประเทศ ประสานช่วยเหลือ ด้านศบก.เตือนคนไทยรีบออกจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมเร่งนำคนไทยกลับประเทศโดยเร็ว ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง ยังรุนแรงต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานงานช่วยเหลือลูกเรือมยุรี นารี อีก 3 คน หลังจากเรือถูกกองทัพอิหร่าน โจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซว่า มีรายงานครั้งสุดท้าย เมื่อ 2 วันก่อน จากประเทศโอมาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเรือไทย โดยกองทัพเรือ ต้องขอขอบคุณกองทัพเรือโอมาน ที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ให้ แต่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา กองทัพเรือโอมาน รายงานว่าเรือดังกล่าวได้ลอยลำข้ามแดนไปยังน่านน้ำประเทศอิหร่าน ทำให้กองทัพเรือโอมาน ไม่สามารถติดตามได้ หากเรือดังกล่าวลอยกลับมายังเขตน่านน้ำโอมาน กองทัพเรือโอมาน ก็จะติดตามสถานการณ์ให้ทราบ

ผบ.ทร.กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ได้แจ้งไปยังกระทรวงการต่างประเทศ แล้ว ซึ่งได้ขอให้ดำเนินการต่อในการเจรจากับประเทศอิหร่าน และดูลูกเรือไทย ส่วนการแจ้งเตือนของกองทัพเรือ ขณะนี้มีการแจ้งเตือนไปแล้ว 6 ฉบับ ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกองทัพเรือ จะแจ้งไปยังสมาคมเจ้าของเรือไทย เพื่อแจ้งไปยังลูกข่าย ให้รับทราบว่าตรงจุดใดมีความเสี่ยง ตามที่กองทัพ ได้แจ้งเตือนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงเวลาแรกเมื่อมีความขัดแย้ง ได้แจ้งเตือนให้หลีกเลี่ยง และเมื่อได้ข้อมูลว่ามีการเตือนเรื่องทุ่นระเบิด มีการแจ้งเตือนอีกครั้ง รวมทั้งมีการแจมระบบหาเรือดาวเทียมให้ได้รับทราบว่าอยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นงานปกติที่กองทัพเรือ ดำเนินการอยู่

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 3 คน ต้องมีการประสานงานไปยังประเทศที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเทศโอมาน หรือประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แม้ว่าจะไม่มีเรือไทยอยู่ในน่านน้ำยูเออี ก็ตาม

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่าการสู้รบยังคงขยายวงกว้าง กระทรวงการต่างประเทศ จึงขอให้คนไทย พิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับ รมว.ต่างประเทศคูเวต และรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศจอร์แดน สำหรับการดูแลคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ และการอำนวยความสะดวกให้คนไทยที่เดินทางกลับประเทศ

นายปาณิดลกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีการเดินทางออกจากอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม มีคนไทย 2 คน ออกจากอิหร่าน ข้ามพรมแดนมายังตุรกี เรียบร้อยแล้ว โดยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 19 มีนาคมนี้ นอกจากนี้ยังกำหนดการอพยพ
คนไทยออกจากอิหร่าน เพิ่มเติม รอบถัดไป ในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ดังนั้นขอให้คนไทยในอิหร่าน ติดตามสถานการณ์จากช่องทางของทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และขอให้ผู้ประสงค์เดินทางกลับ แจ้งลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต โดยเร็ว

นายปาณิดลกล่าวต่อว่า ขณะที่อิสราเอล มีการประเมินว่าสถานการณ์การโจมตีระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะรุนแรงมากขึ้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จึงประกาศเตือนคนไทยในอิสราเอล ให้เพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยนอกจากนั้นแล้ว สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลส่วนใหญ่ในตะวันออกกลาง ทุกแห่ง ยังคงอำนวยความสะดวก และมอบสิ่งของจำเป็นในการยังชีพ พร้อมประสานกับสายการบินให้กับคนไทย ที่ประสงค์จะเดินทางกลับ

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มาประเทศไทย หรือไปประเทศที่ 3 แล้วรวมทั้งสิ้น 1,149 คน

ประกาศให้ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ

ประกาศให้ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ

ประกาศให้ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.25 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ 58 มีเนื้อหาว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 76 (4) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2522 และมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการยา ในการประชุมครั้งที่ 421-5/2567 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (100) ของข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 “(100) ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด”

ประกาศ ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569

ลงนามโดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข