ปธ.วุฒิสภา แถลงโต้ ฮุน เซน ซัด กัมพูชา บิดเบือนข้อเท็จจริง-เล่นบทเหยื่อ

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:54 น.

“มงคล”ออกถ้อยแถลงโต้ข้อกล่าวหา “ฮุน เซน” ซัด “กัมพูชา”บิดเบือนข้อเท็จจริง-เล่นบทเหยื่อ ย้ำ “ไทย”ยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง จี้ร่วมมือแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกถ้อยแถลงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ได้กล่าวพาดพิงประเทศไทยในระหว่างการประชุมสภาผู้นำระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (ISC-2) ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 27-28 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ในนามของประธานวุฒิสภา ขอชี้แจงว่า วุฒิสภาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยได้มีรายงานผลการศึกษาและได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา นำเสนอต่อรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 พร้อมทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกิจการต่างประเทศของวุฒิสภา เพื่อทำหน้าที่ติดตามประเด็นสถานการณ์ไทย – กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ประธานวุฒิสภาขอกล่าวถ้อยแถลงเพื่อปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาที่ไร้ซึ่งมูลความจริงโดยประธานวุฒิสภากัมพูชาที่ได้กล่าวถ้อยแถลง เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ในการประชุมผู้นำรัฐสภาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (ISC-2) ณ กรุงพนมเปญ นับเป็นความย้อนแย้งอย่างยิ่งที่ประเทศซึ่งเป็นผู้เปิดฉากโจมตีผู้อื่นก่อน กลับมาเรียกร้องเรื่องการเคารพอธิปไตยเหนือดินแดนและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยพึงประสงค์ ในข้อเท็จจริงนั้น ไทยได้ใช้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง และยังคงยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อแถลงการณ์ร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย – กัมพูชา (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งนำไปสู่การหยุดยิงที่ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน กัมพูชาได้ใช้เวทีระหว่างประเทศอีกครั้งเพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมถึงใช้กลยุทธ์ในการนำเสนอตนเองในฐานะเหยื่อ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เป็นการบั่นทอนการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และไม่ส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญา

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ได้ปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมนี้อย่างเคร่งครัด ซึ่งระบุให้ทั้งสองฝ่ายคงการจัดวางกำลังทหารไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนกำลังเพิ่มเติม ในระหว่างที่รอกระบวนการปักปันเขตแดน อีกทั้ง เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายละเว้นการกระทำที่เป็นการยั่วยุ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ และใช้ความอดทนอดกลั้นเพื่อลดความตึงเครียดประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีอยู่และกฎหมายระหว่างประเทศ ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ
ไม่ควรถูกยกระดับให้เป็นเรื่องระหว่างประเทศ หรือถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง และไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริง การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชาไปสู่บริบทใหม่ จำเป็นต้องอาศัยความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความอดทนอดกลั้น และความจริงใจจากทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาทำงานร่วมกับไทยด้วยความจริงใจ รวมถึงการจัดการกับความท้าทายร่วมกัน เช่น ปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการเก็บกู้วัตถุระเบิด เพื่อส่งเสริมบรรยากาศและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้รุดหน้าต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมดังกล่าว ประธานวุฒิสภากัมพูชาได้กล่าวหาประเทศไทยว่าเป็นฝ่ายยิงใส่กัมพูชา รวมถึงทำให้คนกัมพูชาจำนวนมากต้องพลัดถิ่น

กัมพูชามงคล สุระสัจจะฮุน เซน

ก.ตร.เคาะโผนายพลสีกากี ฉลุยตั้ง 163 นายพล เช็กชื่อ ผบช.-ผู้การใหม่ ได้ที่นี่

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:44 น.

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 8/2569 โดยมีวาระคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.)และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ลงมาถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569

มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง นัดประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี รอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยใช้เวลาในการประชุมยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งจะนำรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาเข้าที่ประชุมก.ตร.เพื่อลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มการประชุมนายอนุทิน ได้แจ้งว่า วันนี้เจ็บคออาการไม่ดี ไม่สบาย พร้อมกับจับที่บริเวณลำคอ

ขณะที่เวลาประมาณ 17.00 น.หลังผ่านไปเกือบ 3 ชม. นายอนุทิน ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ หารือคาดว่าเกี่ยวกับข้อมูลการแต่งตั้งโยกย้ายในบางตำแหน่ง

ต่อมาเวลา 17.57 น. นายอนุทิน ได้เดินทางกลับโดยมอบหมายให้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ทำหน้าที่ประธานการประชุมต่อ โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า การแต่งตั้งเรียบร้อยดี เป็นไปตามหลักเกณฑ์

มีรายงานว่าภายหลังนายกฯ เดินทางกลับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม 2 เพื่อพิจารณาในระดับผบช.ในบางตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว
ต่อมาเวลา 21.00 น.นายอนุทิน ได้เดินทางกลับเข้ามาร่วมประชุมอีกครั้ง โดยการประชุมแล้วเสร็จในเวลา 23.00 น. รวมระยะเวลาการประชุมยาวนานเกือบ 9 ชั่วโมง

มีรายงานว่าในส่วนของตำแหน่งผู้บังคับการมีผู้ที่ครองตำแหน่ง 4 ปี ได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง 5-6 ราย คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของตำแหน่งว่าง

สำหรับปีนี้มีตำแหน่งว่าง 163 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับรอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และพล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจตช. เลื่อนเป็นจตช. โดยโยกพล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตช. เป็น รอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นรอง จตช. โดยโยกพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง จตช. เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

ระดับ ผบช. ตำแหน่งหลักอยู่ที่เดิม ได้แก่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำสนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 มือทำงาน ศอปส. ทีมปราบสแกรมเมอร์ คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 โยกเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รองผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร.(สบ 8) โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผบช.สอท. นรต.46 มือปราบอาชญากรรมไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 มือทำงานปราบ นอมินีต่างด้าว ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ผบ.ตร. ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เลื่อนขึ้น เป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รองผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รองผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 นรต.รุ่น 42 โยกเป็น หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 เลื่อนเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.45 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ระดับรอง ผบช. อาทิ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รองผบช.สทส. เป็นรอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เลื่อนเป็น รอง ผบช.ตชด. พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. เป็น รอง ผบช.สทส. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เลื่อนเป็นรองผบช.สอท. พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็น รอง ผบช.ภ.2

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. โยกเป็น ผบก.รน. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. โยกเป็น ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผบก.อก.บช.สอท. โยกเป็น ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา จากตำเเหน่งเดิม ผบก.ตอท. โยกเป็น ผบก.สอท.5

พล.ต.ต.สุรชัย สุขใส ผบก.ฝรก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พล.ต.ต.เพลิน กลิ่นพยอม เลขานุการ ตร. อดีตนายเวรพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. โยกเป็นผบก.อก.บช.ส. พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 โยกเป็น ผบก.ภ จว.ฉะเชิงเทรา พล.ต.ต.ประสงค์ อานมณี ผบก.น.3 โยกเป็น ผบก.สปพ. 191 พล.ต.ต.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผบก.กยศ. โยกเป็น ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 โยกเป็น ผบก.น.6 พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 โยกเป็น ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.ชูตระกูล ยศมาดี ผบก.ศยก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.นครนายก พล.ต.ต.พงศกร รัศมีโรจน์สกุล ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร. โยกเป็น ผบก.สส.บช.ภ.5

พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช รอง ผบก.สปพ. นรต.รุ่น 52 นายเวร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ขึ้น เป็น เลขานุการ ตร. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. คนสนิทพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบก.ทล. พ.ต.อ.จักษ์ ยังให้ผล ผบก.ศพข.บช.ส. เลื่อนเป็นผบก.ส.3 พ.ต.อ.สุธี พรมมาลี รองผบก.น.9 เลื่อนเป็น ผบก.น.3 พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง รองผบก.น.6 เลื่อนเป็น ผบก.น.5 พ.ต.อ.เทพปทาน นิพิวรรณ์ รองผบก.อคฝ. เลื่อนเป็น ผบก.น.7

พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รองผบก.น.2 เลื่อนเป็น ผบก.น.8 พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.5 เลื่อนเป็นผบก.ตม.5 พ.ต.อ.เศรษฐนัณข์ ปิยะสมบูรณ์ รอง ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น ผบก.สอท.3

พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รองผบก.สอท.1 เลื่อนเป็น ผบก.อก.สอท. พ.ต.อ.พัฒน์เชษฐ์ อุ่นอนันต์ รองผบก ฯ ช่วยราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ บช.ก. พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม รองผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็นผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี

พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รองผบก.ภ.จว.จันทบุรี เลื่อนเป็นผบก.ภ.จว.จันทบุรี พ.ต.อ.เธียรธรรม์ กัลยาวัฒนาเจริญ รอง ผบก.อก.ภ.5 เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.ลำพูน พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น รอง ผบก.น.5 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.3 พ.ต.อ.รณภพ พัฒนา รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รองผบก.ตม.6 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.1พ.ต.อ.พรรณศักดิ์ วรวิบูลย์สวัสดิ์ รอง ผบก.สอท. เลื่อนเป็น ผบก.สท.

นายพลสีกากีสำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุทิน ชาญวีรกูลโผตำรวจ

ผอ.JIC จับไต๋ ฮุนเซน เสนอตั้ง ‘คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภา’ ไกล่เกลี่ย หวังใช้พิพากษาเขตแดน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:25 น.

S__51601634_0

ผอ.JIC จับไต๋ ฮุนเซน เสนอตั้ง “คณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภา”ไกล่เกลี่ย หวังใช้พิพากษาเขตแดน ถามกลไกที่อยู่ใช้เต็มที่ยัง หาก 2 ประเทศ จริงจังข้อตกลงหยุดยิง ก็ไม่ใช่แค่กระดาษ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) ระบุถึงกรณีถ้อยแถลงของ ฮุน เซน เสนอคณะผู้สังเกตการณ์รัฐสภาหยุดยิง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ชายแดนขยายตัวว่า ประเทศไทยสนับสนุนทุกความพยายามที่นำไปสู่สันติภาพ ซึ่งคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะตั้งคณะใหม่กี่คณะ แต่กลไกที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้แล้ว ใช้ให้เต็มประสิทธิภาพหรือยัง

เรามีช่องทางทวิภาคี มีกลไกด้านชายแดน และมีกลไกผู้สังเกตการณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงเดียวกัน ใช้ข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน และไม่พยายามให้กลไกสังเกตการณ์กลายเป็นเครื่องมือตัดสินข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้พิพากษาเขตแดน

เมื่อถามว่า ฮุน เซน บอกว่า “ข้อตกลงหยุดยิงอาจเป็นเพียงกระดาษหนึ่งแผ่น ที่ไม่สามารถรับประกันสันติภาพยั่งยืน เห็นอย่างไร พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ตนเห็นต่างในหลักการ ข้อตกลงหยุดยิงจะเป็นเพียงกระดาษ ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ลงนามไม่ปฏิบัติตาม แต่ถ้าทุกฝ่ายเคารพสิ่งที่ตกลงร่วมกัน กระดาษแผ่นนั้นคือคำมั่นระหว่างรัฐ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการรักษาชีวิตประชาชนและกำลังพลของทั้งสองประเทศ

ดังนั้น แทนที่จะลดคุณค่าของข้อตกลง เราควรถามว่า เราทำตามสิ่งที่ลงนามไว้ครบถ้วนหรือยังสันติภาพไม่ได้เกิดจากการตั้งกลไกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรักษาคำพูดและสร้างความไว้วางใจผ่านการปฏิบัติ

ส่วนกรณีที่ ฮุน เซน ระบุถึง Salami Slicing หรือ การรุกคืบยึดพื้นที่ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกำลังพาดพิงประเทศไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ถ้าจะใช้ศัพท์ทางยุทธศาสตร์ เราก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะคำศัพท์ไม่ได้เป็นหลักฐาน สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ พื้นที่ใด พิกัดใด อ้างอิงเอกสารอะไร และผ่านกลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกันหรือยัง

การประกาศฝ่ายเดียวว่าพื้นที่หนึ่งเป็นของตน แล้วนำการปฏิบัติของอีกฝ่ายไปนิยามว่าเป็น Salami Slicing ไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนได้รับการตัดสิน เรื่องเขตแดนต้องคุยกันด้วยแผนที่ เอกสาร หลักฐาน และกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ตัดสินกันบนเวทีสื่อ

เมื่อถามถึงประเด็นที่แรงที่สุดคือ ฮุน เซน ระบุว่า การใช้อาชญากรรมข้ามชาติ เช่น “หลอกลวงออนไลน์” เป็นข้ออ้างยึดครองดินแดนประเทศอื่น ถือเป็นสงครามยุคใหม่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า คิดว่าเราต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัด

1. ปัญหาเขตแดน ต้องแก้ด้วยกลไกเขตแดน
2. อาชญากรรมออนไลน์และสแกมเมอร์ ต้องแก้ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประเทศไทยไม่ได้ใช้คำว่า “สแกมเมอร์” เป็นเครื่องมือกำหนดเส้นเขตแดน แต่ในทางกลับกัน การมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนก็ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบหรือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ถ้ามีข้อกล่าวหาเรื่องศูนย์หลอกลวงออนไลน์ คำตอบที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหาประเทศอื่น แต่คือ เปิดเผยข้อเท็จจริง ตรวจสอบอย่างโปร่งใส และร่วมกันปราบปราม เพราะเหยื่อของสแกมเมอร์ไม่ได้มีเฉพาะคนไทยหรือคนกัมพูชา แต่มีประชาชนจากหลายประเทศ

เมื่อถามว่า ฮุน เซน บอกว่าสงครามยุคใหม่รวมถึงสงครามบั่นทอนชื่อเสียง และการทำสงครามข้อมูล ไทยกำลังทำ Information Warfare ต่อกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่สงครามข้อมูล ถ้าฝ่ายใดเห็นว่าข้อมูลของไทยไม่ถูกต้อง สามารถนำหลักฐานมาโต้แย้งได้ และประเทศไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริง

สิ่งที่อันตรายกว่าคือการกล่าวข้อกล่าวหาเดิมซ้ำ ๆ จนสาธารณชนเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริง ทั้งที่ประเด็นนั้นยังอยู่ในกระบวนการหารือระหว่างสองประเทศ ข้อกล่าวหาที่ถูกพูดหนึ่งร้อยครั้ง ก็ยังเป็นข้อกล่าวหา จนกว่าจะพิสูจน์ด้วยหลักฐาน

เมื่อถามว่า ไทยเห็นด้วยกับข้อเสนอเครือข่ายผู้ไกล่เกลี่ยรัฐสภาระหว่างประเทศหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ทุกข้อเสนอเพื่อสันติภาพสามารถรับฟังได้ แต่การเพิ่มผู้เล่นไม่จำเป็นต้องหมายความว่าปัญหาจะง่ายขึ้นก่อนจะถามว่าใครควรเข้ามาไกล่เกลี่ย เราควรถามก่อนว่า กลไกที่ไทยและกัมพูชามีอยู่แล้ว ได้รับโอกาสให้ทำงานเต็มที่หรือยังถ้าเราต้องการสันติภาพจริง สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ลดถ้อยคำกล่าวหา ลดการตัดสินผ่านสื่อ รักษาข้อตกลง และนำประเด็นที่เห็นต่างกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

พล.อ.อ.ประภาส ย้ำว่า ผู้สังเกตการณ์ไม่ใช่ผู้พิพากษา ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำตัดสินเขตแดน และสแกมเมอร์ไม่ใช่หลักเขตแดน เรื่องเขตแดนให้กลไกเขตแดนทำงาน เรื่องอาชญากรรมให้กฎหมายทำงาน ส่วนหน้าที่ของเราทั้งสองประเทศ คือทำให้สันติภาพทำงาน

“ถ้าเห็นว่าข้อตกลงหยุดยิงเป็นเพียงกระดาษ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ฉีกคุณค่าของกระดาษแผ่นนั้น แต่คือทำให้ทุกคำที่ลงนามไว้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพราะสันติภาพพิสูจน์กันด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยจำนวนเวทีที่เราพูดถึงสันติภาพ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ชายแดนไทยกัมพูชาผอ.JIC

คลองถมเซ็นเตอร์เสียหาย 100% ชัชชาติ ชี้ ต้องรื้อโครงสร้างทิ้ง สั่งเฝ้าระวังค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงกว่า 630 มคก.

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:17 น.

ชัช

29 ส.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ยังมีไฟคุกรุ่นและจุดความร้อนบางส่วนอยู่ภายในอาคาร ซึ่งอยู่ระหว่างการใช้รถแบ็กโฮเปิดทาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงและดับไฟบริเวณด้านในได้ โดยต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากโครงสร้างอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก

“ความเสียหายขณะนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มพื้นที่ 4 ไร่ คลองถมเซ็นเตอร์ก็คงไม่มีแล้ว ก็ต้องรื้อเพราะโครงสร้างสภาพเสียหายค่อนข้างเยอะ ทีมโดรนของกทม. ได้ขึ้นสำรวจบริเวณรอบพื้นที่ บันทึกเหตุการณ์ และช่วยประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งจากภาพพบว่า ตัวอาคารยุบตัวทั้งหมดจากด้านใน ห้องแถวด้านข้างประมาณ 8-9 ห้อง มีไฟไหม้อยู่ 2 ห้อง โดยรถแบล็คโฮเข้าไปเจาะทาง เพื่อจะเข้าไปดับไฟในบริเวณด้านในแล้ว” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สำหรับข้อกังวลเรื่องควันและสารพิษ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า จากการตรวจวัดเบื้องต้น ขณะนี้ยังไม่พบค่าก๊าซหรือสารพิษที่อยู่ในระดับน่าเป็นห่วง โดยตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) ได้ประมาณ 0.4 ppm และบริเวณที่ตรวจวัดยังอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีควันและฝุ่นจากเหตุเพลิงไหม้ จึงต้องติดตามคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในขณะนี้คือ ฝุ่นละออง โดยเฉพาะ PM2.5 ซึ่งบริเวณจุดเกิดเหตุตรวจวัดได้ประมาณ 630 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุหากไม่มีความจำเป็น และหากอยู่ในบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มควัน ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น โดยเฉพาะ หน้ากาก N95 ขณะที่กลุ่มเปราะบางควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทั้งนี้ ทิศทางลมมีแนวโน้มพัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กทม. จึงอยู่ระหว่างติดตามทิศทางลมและตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมในพื้นที่ตามแนวลม เพื่อประเมินผลกระทบและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำว่า “แม้ขณะนี้ยังไม่พบค่าก๊าซหรือสารพิษที่น่าเป็นห่วง แต่ประชาชนควรติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของ กทม. โดยเฉพาะการป้องกันฝุ่นและหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุ”

นอกจากนี้ กทม. ได้นำ โดรนพร้อมกล้องอินฟราเรด เข้ามาช่วยตรวจสอบจุดความร้อนและสภาพพื้นที่จากมุมสูง เพื่อสนับสนุนการวางแผนเข้าปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงจุดเสี่ยง จุดความร้อน และทิศทางลม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่และทุกภาคส่วนที่ร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า กทม. จะติดตามทั้งสถานการณ์เพลิงไหม้และคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน และรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

PM2.5คลองถมชัชชาติ สิทธิพันธุ์ฝุ่นไฟไหม้

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

29 ส.ค. 2569 12:22 น.

เนปาลแจง ต้องการความช่วยเหลือด้านเทคนิค-ตรวจ DNA ไม่ใช่ทีมค้นหากู้ภัย

เนปาลระบุต้องการความช่วยเหลือจากต่างประเทศในด้านเทคนิคและวิชาชีพเฉพาะทางที่ประเทศยังขาดความเชี่ยวชาญ แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ทีมค้นหาและกู้ภัยจากภายนอก

นายชิเชียร์ ขานาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเนปาล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อค่ำวันศุกร์ (28 ส.ค.) ว่า เนปาลต้องการความช่วยเหลือจากต่างชาติในภารกิจเฉพาะทาง เช่น การกู้ภัยผู้ติดค้างภายในอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, การฟื้นฟูระบบขนส่งและการสื่อสารในจุดที่สะพานถูกทำลาย, การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและการตรวจ DNA ของผู้เสียชีวิต, เทคโนโลยีการรักษาสภาพศพเพื่อเก็บรักษาได้ยาวนานขึ้น

“เราได้ยื่นขอความช่วยเหลือเฉพาะทางและสนับสนุนด้านเทคนิคในส่วนที่เรายังขาดความเชี่ยวชาญและเครื่องมือแล้ว” นายขานาลกล่าว พร้อมระบุเสริมว่าได้ร้องขอสะพานเบลีย์ (Bailey bridges) จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและจีน เพื่อเร่งเปิดเส้นทางคมนาคมหลังสะพานในพื้นที่ประสบภัยถูกทำลายไปราว 24 แห่ง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเนปาลได้ปฏิเสธความช่วยเหลือด้านการกู้ภัยจากต่างชาติ โดยระบุว่าบุคลากรภายในประเทศยังคงรับมือได้ ซึ่งนายขานาลอธิบายเพิ่มเติมว่า ทีมกู้ภัยของเนปาลกำลังดำเนินการในส่วนภารกิจค้นหาทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องรับทีมซ้ำซ้อนจากภายนอก

โรงพยาบาลรับศึกหนัก ศพแน่นจนขาดแคลนตู้แช่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเนปาลเปิดเผยว่า มวลน้ำได้พัดร่างผู้เสียชีวิตลอยไปไกลถึงเขตจิตวัน และนวาลปราซี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบห่างจากจุดเกิดเหตุราว 100 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะพบร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่เหล่านี้เพิ่มขึ้นอีก ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลในพื้นที่กำลังแบกรับภาระหนัก และประสบปัญหาขาดแคลนตู้แช่สำหรับเก็บรักษาศพ 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่โรงเรียน โรงพยาบาล โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งเนปาลจะต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติในการบูรณะและฟื้นฟูประเทศในระยะต่อไป

นายขานาลยังกล่าวปิดท้ายว่า มีรายงานผู้ติดค้างอยู่ภายในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เนื่องจากเนปาลยังใหม่กับเทคโนโลยีอุโมงค์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์และความรู้เทคนิคเฉพาะทางในการกู้ภัยในอุโมงค์เป็นการด่วน.

ที่มา : channelnewsasia

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย "กษัตริย์ฮารัลด์" สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

29 ส.ค. 2569 11:35 น.

ชาวนอร์เวย์หลั่งน้ำตาไว้อาลัย “กษัตริย์ฮารัลด์” สิ้นพระชนม์ 89 พรรษา พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อทันที

ประชาชนหลายพันคนรวมตัวหน้าพระราชวังในกรุงออสโล ท่ามกลางสายฝน เพื่อน้อมรำลึกถึง “กษัตริย์ฮารัลด์” แห่งนอร์เวย์ หลังสิ้นพระชนม์ในวัย 89 พรรษา ปิดฉากการครองราชย์ยาวนาน 35 ปี 

กรุงออสโลของนอร์เวย์เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า เมื่อประชาชนหลายพันคนออกมารวมตัวบริเวณหน้าพระราชวัง เพื่อร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 หลังทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ขณะมีพระชนมพรรษา 89 พรรษา หลังทรงครองราชย์มายาวนานถึง 35 ปี

ประชาชนต่างนำช่อดอกไม้ การ์ดข้อความ และธงชาตินอร์เวย์สีแดง ขาว และน้ำเงิน มาวางไว้หน้าพระราชวัง หลายคนสวมกอดและปลอบโยนกัน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงค่ำ

หญิงชาวนอร์เวย์วัย 49 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาถวายดอกไม้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีความหมายอย่างมากต่อประชาชน และทรงเป็นกษัตริย์ที่ช่วยสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับประเทศ โดยเธอเปรียบพระองค์ว่าเป็นเสมือน คุณปู่ของคนทั้งชาติ

ปิดฉากรัชสมัย 35 ปี พระโอรสขึ้นครองราชย์ต่อ

หลังการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ พระโอรสวัย 53 พรรษา คือ มกุฎราชกุมารโฮกุน เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อทันที ในฐานะ สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุนที่ 8

นายกรัฐมนตรีโจนัส กาห์ร สตือเรอ กล่าวสุนทรพจน์หลังเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ใจความตอนหนึ่งว่า ชาวนอร์เวย์จะจดจำกษัตริย์ฮารัลด์จากความรักที่ทรงมีต่อประชาชน อารมณ์ขัน ความอบอุ่น และความเชื่อมั่นที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวนอร์เวย์

ในช่วงค่ำ มีขบวนรถอัญเชิญพระบรมศพจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยออสโลไปยังพระราชวัง โดยมีประชาชนจำนวนมากยืนเรียงรายอยู่ตามสองข้างทางเพื่อร่วมถวายความอาลัย

ขณะที่กษัตริย์โฮกุนเสด็จไปยังพระราชวังพร้อมพระธิดาวัย 22 พรรษา เจ้าหญิงอิงกริด อเล็กซานดรา ซึ่งจะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทพระองค์ใหม่ เพื่อแจ้งการสิ้นพระชนม์ของพระราชบิดาอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาล

รัฐสภานอร์เวย์ระบุว่า กษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงถวายสัตย์ปฏิญาณต่อรัฐสภาในวันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่รัฐบาลประกาศช่วงเวลาไว้ทุกข์แห่งชาติไปจนถึงพระราชพิธีพระบรมศพ ซึ่งยังไม่ได้กำหนดวัน

ประชาชนยก “กษัตริย์ฮารัลด์” เป็นกษัตริย์ของประชาชน

กษัตริย์ฮารัลด์เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1991 และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของนอร์เวย์ที่เปิดกว้างและยอมรับความแตกต่าง

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร และความหลากหลายทางสังคม

ชาวนอร์เวย์จำนวนมากยังกล่าวถึงพระราชดำรัสของกษัตริย์ฮารัลด์ในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้าย โดยเฉพาะหลังเหตุกราดยิงและเหตุโจมตีในปี 2011 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 77 คน ถือเป็นเหตุสังหารหมู่ครั้งเลวร้ายที่สุดของนอร์เวย์นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ผู้คนที่ออกมาถวายความอาลัยระบุว่า พระองค์ทรงสามารถเลือกถ้อยคำที่ช่วยให้ผู้คนกลับมารวมกันและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับสังคมในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

พระพลานามัยทรุดในช่วงหลายปีสุดท้าย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กษัตริย์ฮารัลด์ทรงเผชิญปัญหาด้านพระพลานามัยหลายครั้ง จนต้องลดภารกิจอย่างเป็นทางการลง

พระองค์ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงออสโลตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม หลังทรงมีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและหายใจไม่สะดวก

แม้จะมีพระพลานามัยที่อ่อนแอลง แต่พระองค์ทรงยืนยันมาตลอดว่าจะไม่สละราชสมบัติ โดยให้เหตุผลว่าได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตลอดพระชนม์ชีพต่อรัฐสภานอร์เวย์แล้ว

ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญปีแห่งความวุ่นวาย

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยสมเด็จพระราชินีซอนยา พระมเหสีของกษัตริย์ฮารัลด์ ซึ่งมีพระชนมพรรษา 89 พรรษาเช่นกัน ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมจากปัญหาเกี่ยวกับพระหทัย

ขณะที่ มกุฎราชกุมารโฮกุน พระโอรสองค์ใหม่ ทรงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นเกี่ยวกับ มกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริต พระชายา ซึ่งถูกจับตามองจากความเชื่อมโยงกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศชาวอเมริกันที่เสียชีวิตไปแล้ว

ส่วน มาริอุส บอร์ก เฮยบี พระโอรสของมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตจากความสัมพันธ์ก่อนเสกสมรส ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4 ปีเมื่อเดือนมิถุนายน จากความผิดฐานข่มขืน 2 กระทง

ด้านมกุฎราชกุมารีเมตเตอ-มาริตเอง ซึ่งมีพระชนมพรรษา 53 พรรษา และทรงมีพระอาการประชวรจากโรคปอดรุนแรง ได้เข้ารับการปลูกถ่ายปอดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

แม้ราชวงศ์จะเผชิญมรสุมหลายด้าน แต่การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฮารัลด์ได้สร้างความโศกเศร้าไปทั่วประเทศ และผู้นำจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล อิตาลี จอร์แดน และยูเครน ตลอดจนราชวงศ์ยุโรป ต่างส่งสารแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้.

ที่มา : channelnewsasia

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

29 ส.ค. 2569 09:59 น.

ยอดผู้สูญหายพุ่งกว่า 2,400 คน เหตุน้ำท่วมเนปาล-ทิเบต ยอดเสียชีวิต 616 ราย

ค้นหาและกู้ภัยเร่งฝ่ากองโคลนช่วยผู้รอดชีวิต หลังมวลน้ำและเศษซากจากธารน้ำแข็งถล่มกวาดหมู่บ้านในเนปาลและทิเบต ขณะที่ยอดผู้สูญหายพุ่งเกิน 2,400 คนแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งรุนแรงในพื้นที่ชายแดน เนปาลและจีน ยังคงวิกฤต เมื่อจำนวนผู้สูญหายเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2,400 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตท่ามกลางสภาพพื้นที่เต็มไปด้วยโคลนและเศษซาก หลังมวลน้ำและดินจำนวนมหาศาลไหลบ่าราวกับกำแพงน้ำ กวาดหมู่บ้านและพื้นที่ชุมชนจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 616 ราย โดยบางศพถูกกระแสน้ำพัดลงมาตามแม่น้ำไกลถึงประเทศอินเดีย

เนปาลสูญหายเกือบ 2,000 คน

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่า มีผู้สูญหายหรือไม่สามารถติดต่อได้ในประเทศ 1,924 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 517 คน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังทางการนำรายชื่อคนงานในโครงการพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำอีก 933 คน เข้ามารวมในบัญชีผู้สูญหาย

ก่อนหน้านี้รายงานจำนวนผู้สูญหายในเนปาลอยู่ที่ 977 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในเนปาลอยู่ที่ 579 ราย

บรรดาญาติของผู้สูญหายเดินทางไปตามโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อค้นหาข่าวคราวของคนในครอบครัว โดยมีการติดภาพถ่ายและรายชื่อผู้สูญหายไว้ตามผนังโรงพยาบาล

หญิงชาวเนปาลวัย 27 ปีรายหนึ่ง ซึ่งกำลังตามหาน้องชายเปิดเผยว่า ครอบครัวไม่รู้ว่าน้องชายอยู่ที่ไหน และได้แต่หวังว่าเขาจะยังปลอดภัย พร้อมบอกว่าเธอและครอบครัวสูญเสียทุกอย่างจากภัยพิบัติครั้งนี้

USGS ชี้ธารน้ำแข็งถล่มเป็นต้นเหตุ

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS ระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจาก การพังถล่มของธารน้ำแข็ง ซึ่งทำให้เกิดกระแสน้ำและเศษซากน้ำแข็ง ดิน และหินจำนวนมหาศาลไหลทะลักลงมาอย่างรุนแรง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเนปาล นับตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2558

มวลน้ำและโคลนที่ไหลลงมาอย่างรุนแรงยังทำให้เกิดทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่งจากการสะสมของเศษซาก และหนึ่งในนั้นกำลังกลายเป็นภัยคุกคามต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่กำลังค้นหาผู้สูญหาย

ตำรวจเนปาลจึงออกคำเตือนให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยทันที หลังได้รับข้อมูลว่าเขื่อนกั้นน้ำแห่งหนึ่งทางฝั่งทิเบตแตกอีกครั้ง

จีนระงับภารกิจกู้ภัย หวั่นน้ำทะลักซ้ำ

สถานการณ์ฝั่งทิเบตของจีนก็ยังน่าเป็นห่วง โดยทางการจีนต้องระงับปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ จี๋หลง ซึ่งได้รับความเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ ก่อนที่ทางการจะประกาศในเวลาต่อมาว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ทะเลสาบที่เกิดจากกองเศษซากขนาดมหึมาเริ่มมีน้ำเอ่อล้นไปยังพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังมุ่งหน้าเข้าไป อย่างไรก็ตามต่อมามีรายงานว่าระดับน้ำในแอ่งดังกล่าวลดลงแล้ว ทำให้การค้นหาและกู้ภัยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างเป็นระบบ

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับภารกิจกู้ภัย และแสดงความพร้อมให้จีนช่วยเหลือปฏิบัติการฉุกเฉินของเนปาล

เร่งช่วยคนงานกว่า 100 คนติดอยู่ในอุโมงค์

หนึ่งในภารกิจกู้ภัยที่สำคัญคือการช่วยเหลือคนงานและประชาชนที่ติดอยู่บริเวณโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ Trishuli 3A โดยกองทัพเนปาลตรวจพบผู้ประสบภัยติดอยู่ภายในอุโมงค์ และพยายามหาทางเข้าไปช่วยเหลือ

กองทัพส่งเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำเข้าปฏิบัติการ แต่การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่แทบไม่สามารถระบุจุดทางเข้าอุโมงค์ได้ หลังพื้นที่โดยรอบถูกน้ำและโคลนถล่มปกคลุม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สามารถอพยพคนงานและประชาชนออกจากพื้นที่ได้แล้วประมาณ 350 คน แต่ยังมีผู้ติดอยู่ในพื้นที่เดียวกันมากกว่า 100 คน ที่ต้องเร่งช่วยเหลือ

ผู้รอดชีวิตจากโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้าอื่น ๆ ในหุบเขาแม่น้ำตรีศูลี เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง คนงานจำนวนมากไม่มีเวลาตั้งตัว

ชายคนหนึ่งเปิดเผยว่า เขารอดชีวิตมาได้เพราะขณะเกิดน้ำท่วม เขาอยู่ภายในอุโมงค์ของเขื่อน แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำงานอยู่อีกฝั่งถูกกระแสน้ำกวาดหายไปทั้งหมด

ศพถูกกระแสน้ำพัดถึงอินเดีย

ผลกระทบจากภัยพิบัติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในเนปาลและจีน โดยทางการอินเดียรายงานว่า พบศพ 7 ราย ในแม่น้ำที่ไหลมาจากเนปาล และเชื่อว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้

ส่วนฝั่งทิเบต สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 554 คน

ทางการจีนยังเปิดเผยว่า ได้อพยพนักท่องเที่ยวที่ติดค้างออกจากพื้นที่ทิเบตแล้ว 555 คน รวมถึงประชาชนชาวจีนอีก 499 คน

นักแสวงบุญไปเขาไกรลาส สูญหายจำนวนมาก

หนึ่งในกลุ่มผู้สูญหายคือบรรดานักแสวงบุญชาวฮินดูจากหลายประเทศ ซึ่งกำลังเดินทางไปยัง เขาไกรลาส (Mount Kailash) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทิเบต

หญิงวัย 46 ปีรายหนึ่งเล่าว่า เธอเดินทางด้วยรถบัสพร้อมผู้โดยสารอีก 56 คน มุ่งหน้าไปยังชายแดนจีน แต่รถต้องหยุดกลางทาง โดยในตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นเพียงการจราจรติดขัด

จากนั้นหมอก ควัน และบางสิ่งบางอย่างก็เข้าปกคลุมพื้นที่อย่างฉับพลัน ก่อนที่เธอจะเห็นมวลน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลพุ่งเข้ามา

รถหลายคันถูกกระแสน้ำกวาดหายไปหรือถูกโคลนฝัง ขณะที่ผู้โดยสารบนรถต้องพยายามปีนออกทางฝั่งคนขับ ก่อนพากันหนีขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อเอาชีวิตรอด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหาย ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมและดินถล่มระลอกใหม่ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและช่วยเหลือผู้ที่ยังติดอยู่.

ที่มา: channelnewsasia

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

29 ส.ค. 2569 08:45 น.

ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุดีลคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล

“โดนัลด์ ทรัมป์” เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล อ้างช่วยเพิ่มน้ำมัน-ลดราคาเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงครั้งสำคัญกับเวเนซุเอลา เพื่อให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วของเวเนซุเอลามากกว่า 65,000 ล้านบาร์เรล โดยระบุว่าเป็นการบรรลุข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด และช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินสำหรับชาวอเมริกันในระยะยาว โดยยืนยันว่าข้อตกลงนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน

ตามข้อมูลจากทรัมป์ ข้อตกลงนี้วเกิดขึ้นภายใต้การเจรจาระหว่างนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม ร่วมกับ นายเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างของข้อตกลง เงื่อนไขที่สหรัฐฯ จะได้รับ หรือบทบาทของบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมความร่วมมือ

ทั้งนี้ เวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองที่สำรวจแล้วมากที่สุดในโลก ประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล แต่การผลิตน้ำมันของประเทศลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันประสบปัญหาการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม.

ที่มา AP

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

29 ส.ค. 2569 06:07 น.

กรุงโรม ของอิตาลี เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 อุณหภูมิแตะ 39 องศาฯ ทางการเตือนภัยระดับสูงสุด

กรุงโรมของอิตาลีเผชิญคลื่นความร้อนครั้งใหญ่เป็นระลอกที่ 5 ของฤดูร้อน อุณหภูมิพุ่ง 39 องศาฯ กระทรวงสาธารณสุขประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 กรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี กลับมาเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอีกครั้ง หลังคลื่นความร้อนระลอกใหม่แผ่ปกคลุมเมืองในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องหลบแดดและหาวิธีคลายร้อน ขณะที่ทางการประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด

โดยบรรยากาศบริเวณด้านหน้าสนามกีฬาโคลอสเซียมยังคงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ต่อแถวยาวเพื่อใช้น้ำจากจุดบริการสาธารณะ หลายคนถือร่มและพัดลมแบบพกพา พร้อมพยายามหาพื้นที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน

กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีประกาศให้กรุงโรมอยู่ในระดับ “แจ้งเตือนสีแดง” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยสูงสุด หมายความว่าสภาพอากาศร้อนจัดในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาสุขภาพ ขณะที่ ข้อมูลจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศของกองทัพอากาศอิตาลีระบุว่า กรุงโรมมีอุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส  

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนช่วงปลายเดือนสิงหาคมครั้งนี้นับเป็นคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ระลอกที่ 5 ที่พัดถล่มกรุงโรมในช่วงฤดูร้อนปีนี้ ขณะที่หลายพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลีก็เผชิญกระแสลมร้อนจากทางใต้ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้อุณหภูมิในเกาะซาร์ดิเนีย แคว้นปุลยา และแคว้นคาลาเบรีย พุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียส .

ที่มา AFP

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

29 ส.ค. 2569 05:04 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านครบ 6 เดือน สงครามยังไร้ทางออก ช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย

ครบรอบ 6 เดือนสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยืนกรานถูกบีบให้เข้าสู่สงคราม ด้านข้อตกลงหยุดยิงล่ม สหรัฐฯ เดินหน้าคว่ำบาตรเพิ่ม

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เป็นวันครบรอบ 6 เดือนนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน แต่จนถึงตอนนี้สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยรัฐบาลอิหร่านยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว พร้อมยืนยันว่าประเทศถูกบังคับให้เข้าสู่สงคราม

โดยนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวา สหรัฐฯ ควรดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายยุติการสู้รบ พร้อมระบุว่าปัญหาควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา แทนที่จะให้ประเทศต่างๆ หันไปใช้สงครามและแสดงเขี้ยวเล็บใส่กัน ขณะที่บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงและเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาใช้งานอีกครั้ง แต่ข้อตกลงแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าการเดินเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเป็นปกติ แม้ก่อนเกิดสงครามเรือสินค้าสามารถใช้เส้นทางน้ำระหว่างประเทศแห่งนี้ได้อย่างเสรี ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลกและเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย.

ที่มา BBC