โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

โปรดสถาปนา 8 สมเด็จพระราชาคณะ พระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นสมเด็จฯ ต่างชาติรูปแรก

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิงแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา

1.พระพรหมวชิรมงคล ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิรมงคล โสภณปริยัติวิธานวรกิจ วิจิตรปาพจนวรานุศาสน์ พิลาสวิปัสสนาญาญาณปรีชา ไพศาลศาสนกิจดิลก ตรีปัฏกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชาธิวาสวิหาร ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

2.พระพรหมวชิราธิบดี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิราธิบดี ศรีมหาจุฬาลงกรณสภานายก ดิลกวิเทศศาสนกิจ วิสิฐวิปัสสนาธุราทร สังวรสีลสมาจารนิวิฐ วิจิตรธรรมกถาสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์
ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

3.พระพรหมวชิรมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี ศรีบริยัติกิจโกศล โสภณศาสนกิจพิธาน คุณาลังการธรรมานุสิฐ พิพิธธรรมสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

4.พระพรหมวชิรากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระพุทธวชิรากร สุนทรวิปัสสนาญาณโสภณ โกศลนวกรรมกิจธาดา วิสุทธิจริยาคุณสมบัติ พิพัฒนศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดราชผาติการาม วรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

5.พระพรหมดิลก ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก ศรีปริย์ตินายกคณาทร บวรปาพจนานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลพัฒนกิจการี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสามพระยา พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

6.พระพรหมโมลี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี ศรีปริยัติวิธานวิเศษ วิเทศศาสนกิจประธาน วิมลสีลาจารนิวิฐ วิจิตรธรรรมกถาสาธก ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปากน้ำ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

7.พระพรหมสิทธิ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐธรรมคุณาภิรักษ์ อัครสัทธาปสาทกร บวรสีลาจาจารนิวิฐ พิพิธธรรมคุณสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

8.พระพรหมพัชรญาณมุนี ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึก ในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี ศรีวิปัสสนาภาวนาโภศล โสภณธรรมานุสิฐ วิจิตรธรรมปฏิภาณ ไพศาลวิเทศกิจธาดา สุสีลาจารวัตรสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 10 รูป

ขออาราธนาพระคุณ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศ ซึ่งพระราชทานนี้ และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬที่ไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 ประกาศ ณ วันที่ 14 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เปิดภารกิจนายกฯ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 – 20 ก.ค. สานต่อมิตรภาพเหนียวแน่น พบ ปธน.สี จิ้นผิง หารือทวิภาคีกับนายกฯ หลี่ เฉียง

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน

โฆษกฯ กล่าวว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการสานต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาใหม่ๆ อาทิ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาค เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ.2026 (2026 World Artificial Intelligence Conference : WAIC 2026) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งมีนครเฉิงตูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับภารกิจที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย – จีน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

“การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีน และความสำคัญของจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและคู่ค้าอันดับต้นของไทย อีกทั้งเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

นายกฯสั่งเร่งปลดล็อก ส่งออก กุ้งไทย-ปลากะพง ไปมาเลย์ รับมือผลผลิตทะลักหลังเปิดอ่าว

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

นายกฯ สั่งเร่งปลดล็อกส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย มอบ กษ. ติดตามการดำเนินงานตามข้อตกลงไทย-มาเลเซีย มุ่งลดผลกระทบ สร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย ได้รายงานผลการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียระหว่างการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2569 ในประเด็นการแก้ไขปัญหาการนำเข้าและส่งออกกุ้งและปลากะพง 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือกับฝ่ายมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าสินค้าประมงระหว่างไทยและมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งติดตามและผลักดันการดำเนินงานตามข้อตกลงที่ได้หารือร่วมกับฝ่ายมาเลเซียให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะการเร่งปลดล็อกการส่งออกกุ้งของไทย เพื่อให้สามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ก่อนที่ผลผลิตกุ้งธรรมชาติจะทยอยออกสู่ตลาดภายหลังสิ้นสุดมาตรการปิดอ่าวของกรมประมง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อราคาผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการไทย

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

รัฐบาลเดินหน้าขยายเครือข่ายการค้าโลก เห็นชอบเข้าร่วม FIT Partnership เปิดโอกาสไทยร่วมกำหนดกติกาการค้าและการลงทุนแห่งอนาคต ควบคู่รักษาผลประโยชน์ประเทศ

14 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต (Future of Investment and Trade Partnership: FIT Partnership) พร้อมเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยหุ้นส่วนความร่วมมือฯ และให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยยังคงยึดหลักคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และไม่ผูกพันให้ไทยต้องรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่ยังมีประเด็นต้องพิจารณาเพิ่มเติม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า FIT Partnership เป็นกรอบความร่วมมือที่ริเริ่มโดยสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ สมาพันธรัฐสวิส และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีสมาชิกปัจจุบัน 16 ประเทศ เป็นความร่วมมือแบบสมัครใจที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและไม่มีข้อผูกพันด้านการเปิดตลาดเพิ่มเติม โดยมุ่งส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม และรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทั้งนี้ ความร่วมมือครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การค้าดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการค้า ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือในกรอบ FIT Partnership ได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่รวมถึงการรับรองเอกสารผลลัพธ์ 3 ฉบับ เนื่องจากยังมีบางประเด็นที่ไทยอยู่ระหว่างหารือในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเวทีระหว่างประเทศอื่น เช่น การยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ การกำหนดนิยาม “สินค้าจำเป็น” และแนวทางบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาวะวิกฤต ซึ่งรัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของไทยเป็นสำคัญ

“การเข้าร่วม FIT Partnership จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางการค้าและการลงทุนยุคใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต และติดตามพัฒนาการของกติกาการค้าโลกอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนบนพื้นฐานของผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

ครม. ไฟเขียวต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชายแดนใต้ อีก 3 เดือน เริ่ม 20 ก.ค. นี้

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ จ.นราธิวาส ยกเว้น อ.ยี่งอ อ.แว้ง และ อ.สุคิริน จ.ปัตตานี ยกเว้น อ.ยะหริ่ง อ.ปะนาเระ อ.มายอ อ.ไม้แก่น อ.ทุ่งยางแดง อ.กะพ้อ และ อ.แม่ลาน และ จ.ยะลา ยกเว้น อ.เบตง อ.ยะหา อ.กาบัง และ อ.กรงปีนัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2569 ถึงวันที่ 19 ต.ค.2569 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 85 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ

อัครนันท์ ขออภัยสังคม ปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับในอดีต โรงเรียนปิดข่าวเคลียร์กันเอง

อัครนันท์ ขออภัยสังคม ปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับในอดีต โรงเรียนปิดข่าวเคลียร์กันเอง

อัครนันท์ ขออภัยสังคม ปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับในอดีต โรงเรียนปิดข่าวเคลียร์กันเอง

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

‘อัครนันท์’ ขออภัยสังคมปมครูล่วงละเมิดเด็ก ยอมรับอดีตโรงเรียนชอบปิดข่าวเคลียร์กันเองเพื่อรักษา KPI ลั่นจากนี้ไม่มีละเว้น สั่งจับมือคุรุสภายึดใบอนุญาตถาวร พร้อมเปิดตัว ‘ศูนย์พิทักษ์สิทธิ์’ และดึงทราฟฟี่ฟองดูว์รับเรื่องร้องเรียนแบบปิดชื่อ มั่นใจ โปร่งใสและปลอดภัยขึ้นแน่นอน

วันที่ 14 กรกฎษคม 2569 เวลา​ 10.00 น.​ ที่​ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายอัครนันท์​ กัณณ์กิตตินันท์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ กล่าวถึงปัญหาการล่วงละเมิดระหว่างครูและนักเรียนในหลายพื้นที่​ ว่า ​มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ซึ่งช่วงนี้อาจมีจำนวนมาก​ โดยในทุกกรณีก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง รวมถึงการพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ได้มีโอกาสพูดคุยกับเลขาธิการคุรุสภา​เพื่อดำเนินการยึดใบอนุญาตถาวร​

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าขณะนี้โรงเรียนไม่ใช่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก นายอัครนันท์  กล่าวว่า ขออภัย โดยในยุคปัจจุบันโซเชียลมีความใกล้ชิดกับคนมากขึ้น​ ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการมีศูนย์พิทักษ์สิทธิ์และเสรีภาพ ที่จะมีการเปิดตัวในเดือน ก.ย.นี้​ ก่อนลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ​ถึงบทบาทหน้าที่ของศูนย์

ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะมีการส่งเรื่องร้องเรียนมาจำนวนมากขึ้น และทางกระทรวงเร่งดำเนินการแก้  พร้อมกับยังระบุอีกว่า​ หากศูนย์นี้เดินหน้าก็จะเกิดความโปร่งใสในการตรวจสอบและแก้ปัญหา​ ดังนั้นวันนี้​ในหลายๆกรณีมีความพยายามติดต่อผ่านอินฟูลเอนเซอร์ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง​ แต่ยืนยันว่า ​ปัจจุบันยังไม่มีการร้องผ่านกระบวนการของกระทรวงศึกษาธิการ​  

เมื่อถามว่า ปัจจุบันผู้เสียหายหันไปพึ่งหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ นายอัครนันท์  กล่าวว่า​ ตนเข้าใจ​ ต้องยอมรับว่า ในอดีตเมื่อเกิดปัญหาในโรงเรียน​ ผู้อำนวยการไม่อยากเปิดเผย และพยายามจัดการปัญหากันภายใน​  ซึ่งตนมองว่า ไม่เกิดการแก้ไขปัญหา​และมองว่าการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาเพื่อหาทางออก​เป็นเรื่องที่ดี​ พร้อมกล่าวว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ และไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่จะต้องทำอย่างไรให้การบังคับใช้กฎหมาย และใช้บังคับการเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เมื่อถามว่า จะมีการปกป้องผู้เสียหายที่แจ้งเบาะแสเข้ามาอย่างไร นายอัครนันท์  กล่าวว่า เราใช้แอพพลิเคชั่นทราฟฟี่ฟองดู​ว์ ซึ่งเมื่อก่อนการแจ้งเนื้อหาบางเรื่องก็ไม่ได้มีการบริหารจัดการที่ดี​ เพราะส่งผลต่อเคพีไอของสถานศึกษา​นั้นในพื้นที่​ ซึ่งข้าราชการเองก็ต้องกระตือรือร้น​ในการทำงาน​ ซึ่งเรื่องที่แจ้งเข้ามาจะอยู่ในฐานข้อมูล​ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด​

ปลากระป๋องไม่ตรงปก สส.กาย จับมือ ไบโอไทย โชว์ผลตรวจดีเอ็นเอ ยันชัดเป็น ‘ปลาหมอคางดำ’

ปลากระป๋องไม่ตรงปก สส.กาย จับมือ ไบโอไทย โชว์ผลตรวจดีเอ็นเอ ยันชัดเป็น ‘ปลาหมอคางดำ’

ปลากระป๋องไม่ตรงปก สส.กาย จับมือ ไบโอไทย โชว์ผลตรวจดีเอ็นเอ ยันชัดเป็น ‘ปลาหมอคางดำ’

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

งามหน้า ‘สส.กาย’ จับมือ ‘ไบโอไทย’ งัดผลแล็บตรวจถึงดีเอ็นเอปลากระป๋อง ยันชัดเป็น ‘ปลาหมอคางดำ’ จ่อเอาผิดกรมประมง-กระทรวงเกษตรฯ-อย. ร่วมการันตี บกพร่อง-ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ อาจหนักถึงขั้นให้ข้อมูล ทำเอกสารเท็จ จี้ปรับพ.ร.บ.อาหาร ให้ทันสมัย 

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงผลตรวจ DNA ปลากระป๋อง ที่มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากปลาหมอคางดำ ว่า ตนได้นำปลากระป๋องที่ได้รับจากประชาชนไปตรวจในหน่วยงานภาครัฐ หลายแห่งที่อยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่ได้รับการประสานกลับมาว่าไม่สามารถตรวจสอบให้ได้ เนื่องจากมีผู้บริหารมองว่าเป็นประเด็นทางการเมือง จากนั้นจึงขอความร่วมมือไปยังไบโอไทย (BIOTHAI) เพื่อประสานส่งตรวจที่ศูนย์ความเป็นเลิศนานาชาติวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาหารทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลตรวจออกมายืนยันว่าปลากระป๋องจากโรงงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นปลากระป๋องที่ไม่ได้เป็นข่าวนั้นพบว่าเป็นปลานิล ส่วนอีกตัวอย่างเป็นปลากระป๋องจากโรงงานที่ปรากฏเป็นข่าวในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่กรมประมงและสคบ. ลงพื้นที่ไปตรวจอายัดไว้และมีผลยืนยันก่อนหน้านี้ว่าเป็นปลานิลนั้น แต่ผลตรวจแลปซึ่งใช้การนำชิ้นปลา 3 ชิ้น ตรวจพิสูจน์ 3 แบบ ยืนยัน 8 ครั้ง ตรงกับ DNA Bank ที่กรมประมงเก็บไว้เป็น ตรงกันว่าเป็นปลาหมอคางดำ  

ปลากระป๋อง

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ช่วงปีที่ผ่านมากรมประมง กวาดล้างปลาหมอคางดำโดยใช้งบประมาณการยางไปซื้อมาหลายล้านกิโลกรัม และบอกกับประชาชนว่าไปทำน้ำหมัก ไปทำปุ๋ย ผ่านมาหนึ่งปี กลับพบปลาว่าไปอยู่ในปลากระป๋อง เรื่องนี้จึงต้องตามต่อและต้องดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้อง ในฐานะละเว้นปฏิบัติหน้าที่และหลังจากที่ทราบรายละเอียดข้อมูลทั้งหมดวันนี้ ตนจะส่งเรื่องไปยังรมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อสอบถามว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ในฐานะที่ข้าราชการใต้กำกับดูแลไปยืนยันให้เอกชน ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ใช่ จึงมีความสงสัยว่าทำไมต้องเร่งรัดไปยืนยันเพื่อตัดตอนกระบวนการเหล่านี้ ตนจะติดตามเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ในกรรมาธิการ ทั้งนี้ สถานการณ์ปลาหมอคางดำในขณะนี้รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา 2-3 เท่าตัว แต่วิธีการของกรมประมงกลับไม่มีทิศทาง งบประมาณปี 2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวที่เขียนเงื่อนไข ว่าจะแก้ไขหรือกำจัดปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นเพราะอะไร ทำไมเรื่องนี้จึงมองว่าไม่ใช่ปัญหาของประชาชน ทั้งที่เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผอ.ไบโอไทย  กล่าวว่า ผลตรวจปลากระป๋องด้วยวิธีการดีเอ็นเอมินิบาร์โค๊ดดิ้ง ยืนยันว่าปลากระป๋องยี่ห่อปิ่นทองจากสมุทรสงคราม เป็นปลานิล ระดับควมเชื่อมั่น สอดคล้องอยู่ที่ 99.03 – 99.35% ส่วนยี่ห้อดอกตันหยง ของบริษัทศรีรุ้งงาม เป็น ปลาหมอคางดำ 

ปลากระป๋อง

ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีวิถี กล่าวว่า ที่เราตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนต่ออาหารที่บริโภค ให้รู้ที่มาของวัตถุดิบที่แท้จริง และเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์การนำปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน มาใช้ประโยชน์ เพราะการแพร่ระบาดยังไม่ยุติ หากข้อมูลที่เปิดเผยยังคลุมเครือ ไม่ครบถ้วน อาจส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศน์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งผลแลปของศูนย์ความเป็นเลิศฯ ทำให้มีข้อเสนอถึงหน่วยงานรัฐอย่างน้อย 3 ประเด็น 1.ขอให้กรมประมงและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทบทวนกระบวนการและวิธีการตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เปิดเผยผลตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างโปร่งใส เพราะเรื่องนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน ทั้งนี้ เข้าใจว่าการดำเนินงานอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง แต่เรื่องนี้สำคัญเกินกว่าจะไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณะ 

2. ขอเรียกร้องให้ อย. และกรมประมง ตรวจสอบซ้ำปลากระป๋องที่อายัดไว้กว่า 10,000 กระป๋อง โดยคาดว่าผลจะไม่แตกต่างจากผลตรวจของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และให้ขยายผลตรวจไปยังโรงงานปลากระป๋องอื่นๆ และ ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ด้วย เพราะอาจมีการนำปลาหมอคางดำไปทำผลิตภัณฑ์อื่น และ 3.ปัจจุบันปลาหมอคางดำยังคงเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพของประชาชน และมีแนวโน้มแพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น เช่น ฝั่งอันดามันและทะเลสาบสงขลา ดังนั้นต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการลดจำนวนและควบคุมการแพร่ระบาด ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจโดยละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปลากระป๋อง

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า การนำปลาหมอคางดำมาเป็นปลากระป๋องผู้บริโภคไม่ได้เดือดร้อน เพราะปลาก็กินได้เหมือนกัน แต่ควรระบุให้ตรงว่าเป็นปลาหมอคางดำ ถ้าระบุใช้ปลาซาดีนก็บอกว่าเป็นปลาซาดีน แต่หน่วยงานอย่างอย.เรียกเก็บไปกว่าหมื่นกระป๋องกลับไม่ตรวจสอบ ได้งบน้อยหรืออย่างไร ส่วนอธิบดีกรมประมง เป็นถึงอธิบดีกลับออกมาการันตีว่าเป็นปลานิลก่อนที่จะมีการตรวจสอบ พูดเรื่องไม่จริงสร้าง ความไม่น่าเชื่อถือให้ประชาชน ไม่เข้าใจว่าทำเพื่ออะไร และสะท้อนถึงความไม่รู้จักปลา หากภาคประชาชนไม่ขยับ หน่วยงานรัฐก็ไม่ขยับ ไม่สนใจ ทั้งๆที่ ผิด พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคชัดเจน ดังนั้นเมื่อผลตรวจยืนยันเช่นนี้ จะต้องตามต่อถึงที่มา และลงโทษ ทั้งนี้ตนขอฝากไปถึงรัฐบาลว่า สภาผู้บริโภคเห็นปัญหา เรื่องอาหารไม่ปลอดภัยเยอะ เช่นปัญหาน้ำมะพร้าว อย. ตรวจไม่ได้เพราะไม่มีมาตรฐานน้ำมะพร้าวแท้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีมะพร้าวจำนวนมาก ดังนั้นจึงได้มีการเสนอกฎหมายพ.ร.บ.อาหารปลอดภัยฉบับใหม่เพราะอาหารไม่ปลอดภัยเลยมาแล้ว 2 ปี พ.ร.บ. ฉบับเก่าล้าสมัยไม่ทันต่อเหตุการณ์ มีบทลงโทษน้อย 

เมื่อถามว่า เนื่องจากผลตรวจของกรมประมง กับผลแลปที่นำมาแถลงวันนี้ไม่ตรงกัน ดังนั้นจะมีการตรวจแลปที่ 3 เพื่อยืนยันผลหรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเป็นปลาอะไร นายณัฐชา กล่าวว่า จากการสอบถามอย่างไม่เป็นทางการกับทางกรมประมง เขายืนยันว่า การพิสูจน์ทราบเบื้องต้นว่าเป็นปลานิลนั้น ไม่ได้มีการพิสูจน์ถึงดีเอ็นเอ และไม่ได้ใช้แลป คาดว่าเป็นการพิสูจน์อัตลักษณ์เบื้องต้น ประเมินก้าง ประเมินหนัง ประเมินเนื้อ หรือต่างๆ แต่ง่ายๆ คือมีการอายัดปลากระป๋องไว้กว่า 1.3หมื่นกระป๋อง ดังนั้น สามารถนำมาตรวจสอบซ้ำได้ โดยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ ให้ยืนวันว่ามีดีเอ็นเอตรงกับดีเอ็นเอแบงค์ที่กรมประมงมีอยู่หรือไม่ หรือมีความคาดเคลื่อนมากน้อยแค่ไหน 

ปลากระป๋อง

เมื่อถามต่อว่า กรณีที่กรมประมงดำเนินการเพียงตรวจอัตลักษณ์แล้วยืนยันผลเลยว่าเป็นปลานิล โดยไม่ได้มีการตรวจลึกถึงดีเอ็นเอ มองว่าเป็นเพียงความสะเพร่า หรือจงใจที่จะให้ข้อมูลเท็จหรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า ความบกพร่องนั้นชัดเจน เพราะตอนนั้นประชาชนตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าข้อมูลท่านจะคาดเคลื่อน จริงเท็จ อย่างไร ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจนก่อนจะมานำเสนอ ซึ่งวันนั้นเรามีการทวงถามว่าท่านตรวจด้วยวิธีการใด แต่กลับไม่มีการเปิดเผย มีแค่การระบุว่าตรวจแล้ว ไม่เป็นประเด็น มีเพียงการแจ้งไม่ตรงสลากอย่างเดียว จบ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้น

“ดังนั้นผมถึงถามว่า วันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบแล้วหรือยัง มีกระบวนการดำเนินการอย่างอื่นแลวหรือยัง และหลังผมดำเนินการส่งเอกสารข้อมูลต่างๆ ให้แล้ว ท่านจะดำเนินการอย่างไร” นายณัฐชา กล่าวและว่า ในส่วนของหน่วยงานที่เราจะมีการส่งดำเนินคดีนั้นเบื้องต้นมีทั้งกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ และอาจรวมถึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  ที่ร่วมกันแถลงยืนยันว่าปลาที่ใช้ทำปลากระป๋องนั้นคือปลาหมอคางดำ

ปลากระป๋อง
ปลากระป๋อง
ปลากระป๋อง
ปลากระป๋อง

‘น้องเนเน่’ รับพลิกชีวิต ลั่นอยากเป็นศิลปินระดับโลก ยันเป็นคนไทย 100% หลัง เขมร เอาไปเคลม

‘น้องเนเน่’ รับพลิกชีวิต ลั่นอยากเป็นศิลปินระดับโลก ยันเป็นคนไทย 100% หลัง เขมร เอาไปเคลม

‘น้องเนเน่’ รับพลิกชีวิต ลั่นอยากเป็นศิลปินระดับโลก ยันเป็นคนไทย 100% หลัง เขมร เอาไปเคลม

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

“เนเน่ รอยัล” รับชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ  ยังไม่รู้ตัวว่า ตนเองดัง ลั่นเป็นคนภูเก็ต ไทยแลนด์ 100% ไม่มีเชื้อสายอื่น หลัง “เขมร” เอาไปเคลม

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวภายหลังที่ได้นำนางสาวรัตติกานต์ อำลอย หรือน้องเนเน่ รอยัล ศิลปินเยาวชนชาวไทย เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์การแสดงดนตรีว่า เป็นความตั้งใจของนายกฯ หลังจากเห็นคลิปวีดีโอการประกวดรายการ America’s Got Talent ของน้องเนเน่ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย พอเห็นว่า ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ก็รีบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปดูว่า จะมีวิธีจะช่วยประชาสัมพันธ์ และสนับสนุนน้องเนเน่ในด้านไหนได้บ้าง จนเป็นที่มาของงานวันนี้ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการประกวด และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวอเมริกามาโหวตเลือกเนเน่ในการแข่งขัน เนื่องจากจะต้องเป็นคนอเมริกันเท่านั้น ที่จะสามารถโหวตได้ 

ด้านน้องเนเน่ กล่าวว่า ตนขอฝากคนไทยช่วยติดตามช่องทางโซเชียลมีเดีย และช่วยเป็นกำลังใจให้ตนด้วย 

เมื่อถามว่า ตกใจ หรือไม่ที่ดังชั่วข้ามคืน น้องเนเน่ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองดังขนาดนี้ มันเร็วเกินไป ตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก เวลาไปไหนก็มีแต่คนทัก พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ตอนนี้ไปซื้อลูกชิ้นไม่ได้แล้ว”

อย่างไรก็ตามความฝันสูงสุดของตนคือ อยากเป็นศิลปินระดับโลกทำเพลงของตัวเอง และทัวร์คอนเสิร์ต ตอนนี้ตนมีเพลงอยู่แล้ว 2-3 เพลงขอให้รอติดตามจะออกมาเร็ว ๆ นี้

เมื่อถามว่า ทำไมเลือกที่จะสื่อสารย้ำว่า มาจากภูเก็ตแทนที่จะบอกแค่ว่า มาจากประเทศไทย น้องเนเน่ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนรู้ว่า ตนเป็นคนใต้ เป็นคนภูเก็ต ซึ่งก็มีคนมาอ้างว่า ตนเป็นคนกัมพูชานั้น ขอย้ำว่า ตนเป็นคนภูเก็ต ไทยแลนด์ ยืนยันเป็นคนไทย 100% ไม่มีเชื้อสายอื่น 

ชัชชาติ สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เซ่นปมไฟไหม้โรงเบียร์ เล็งหาช่องกฎหมาย คุมร้านเหล้านอกแถว

ชัชชาติ สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เซ่นปมไฟไหม้โรงเบียร์ เล็งหาช่องกฎหมาย คุมร้านเหล้านอกแถว

ชัชชาติ สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เซ่นปมไฟไหม้โรงเบียร์ เล็งหาช่องกฎหมาย คุมร้านเหล้านอกแถว

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“ชัชชาติ” สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เซ่นปมไฟไหม้โรงเบียร์ เล็งหาช่องกฎหมาย คุมร้านเหล้านอกแถว ยกระดับสุ่มตรวจ-ปรับเกณฑ์เช็คลิสต์เข้มขึ้น

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ถึง สถานการณ์ล่าสุดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว โดยสรุปยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 30 คน และยังมีผู้ที่ไม่ทราบชื่ออีก 3 คน ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 76 คน กลับบ้านแล้ว 36 คน

นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงว่ามีข้ออะไรที่ต้องปรับปรุง หรือว่ามีข้อบกพร่องเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประสานงาน ครม. ในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อวาน นายกรัฐมนตรี ได้มาเปิดสภากทม. ก็ได้มีการคุยกันถึงการบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กฎหมายเรื่องสถานบริการต่าง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วกฎหมายหลักคือกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งในส่วนอาคารที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข่ายสถานบริการ และเราก็ได้มีการตรวจตามรูปแบบของร้านอาหาร ตรวจสารเคมีและเก็บวัตถุอันตรายต่าง ๆ แล้ว

จากนี้ ตนได้มีคำสั่งให้ตรวจเชิงรุกทุกพื้นที่ และจะมีการปรับเช็กลิสต์ให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อใช้เป็นคำแนะนำ เพราะอย่างเรื่องวัสดุทนไฟต่าง ๆ กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะอาคารที่เป็นสถานบริการ แต่พวกร้านอาหารไม่ได้กำหนด เราก็ให้เพิ่มตรงนี้เข้าไปด้วย เพื่อจะได้มีความเข้มข้นมากขึ้น และให้ทุกเขตลงไปดำเนินการ

สำหรับการตรวจสถานประกอบการต่าง ๆ จะให้มีการสุ่มตรวจตลอดเวลา เพราะที่ผ่านมา ตอนไปตรวจอาจจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีการให้บริการ เปิดไปดูก็เห็นชัดหมด ต่อไปต้องไปสุ่มตรวจด้วยว่า ขณะให้บริการจริงมีคนมากีดขวางหรือไม่ ประตูมีการกีดขวางอย่างไร ถังดับเพลิง ไฟฉุกเฉินทำงานหรือไม่ หรือ อาจต้องให้ทดสอบด้วยว่า ถ้าเกิดเหตุแล้วไฟตัด ไฟฉุกเฉินทำงานส่องสว่างทั่วหรือไม่ คงต้องให้ทดสอบดูสถานการณ์จริงมากขึ้น โดยจะมีการสุ่มตรวจให้มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับผิดชอบ ต้องช่วยกันดูอย่างละเอียด

ผู้สื่อข่าวถามกรณีของโรงเบียร์ฯที่เกิดเหตุ สำนักงานเขตได้ทำหนังสือแจ้งตำรวจให้ควบคุมร้านอาหารให้ปิดตามเวลา แต่เหมือนไม่มีการดำเนินการเข้มงวด นั้น นายชัชชาติ ระบุว่า ได้สั่งการแล้ว ทั้งนี้อำนาจในการเข้าไปดูว่ามีการเปิดเกินเวลาหรือไม่เป็นอำนาจของตำรวจ ก็ได้สั่งการให้ทุกเขตทำรายงานว่าในพื้นที่ของตนเองมีสถานบริการ ร้านอาหาร หรือร้านกึ่งสถานบริการใดที่เปิดเกินเวลาบ้างส่งเข้ามา เพื่อส่งต่อให้ปลัดกทม. ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมถึงเรื่องธุรกิจอื่น หรือธุรกิจที่อาจจะเป็นเหมือนกับทุนเทาด้วย ซึ่งบางอย่างเราไม่มีอำนาจไปจับกุม แต่มีเบาะแสข้อมูลต่างๆก็รวบรวมมาในคราวเดียว ทั้งนี้การส่งรายงานให้อัพเดททุก 1 เดือน 

” เพราะว่าเรื่องนี้มีกฎหมายหลายฉบับ กำกับดูแล ก็ต้องไปดูว่าตัวหลักคืออะไร หลักๆที่กทม. ใช้ดำเนินการประกอบด้วย พ.ร.บ.สาธารณสุข 2535 ,การขออนุญาตสถานประกอบการ ซึ่งจะมีการตรวจเรื่องของสุขอนามัย อาชีวอนามัย รวมถึงวัสดุอันตราย เช่น แก๊ส โดยการตรวจจะมีการตักเตือนให้ปรับปรุงก่อน เงื่อนไข 15 วันหลังจากนั้นจะประเมินอีกครั้ง แต่ถ้าปรับปรุงใหญ่จะมีระยะเวลา 30-45 วัน โดยทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เราพยายามจะนำกฎหมายอื่นที่เรามีอำนาจเข้ามาจัดการ เพราะสาเหตุหลักอย่างหนึ่ง ขอสถานบริการเหล่านี้คือการตกแต่งต่างๆ หรือการทำโฟมเพื่อกันเสียง ซึ่งกฎหมายควบคุมอาคารไม่สามารถใช้ดำเนินการได้กลับอาคารที่ไม่ใช่สถานบริการ ดังนั้นในการตรวจหลังจากนี้จะมีการนำเกณฑ์ของกฎหมายควบคุมอาคารที่ใช้กับสถานบริการมาใช้ตรวจกับสถานประกอบการและร้านอาหารประเภทเหล่านี้ด้วย“

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงการดูแลผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังครบสิทธิรักษาพยาบาล 72 ชม. หรือที่เรียกว่า UCEP แล้ว มีบางโรงพยาบาลได้แจ้งค่าใช้จ่ายสูง รวมถึงกรณีผู้ป่วยสัญชาติลาวที่รพ.แจ้งค่าใช้จ่าย 200,000 บาท ทาง กทม. สามารถช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง นายชัชชาติ กล่าวว่า โรงพยาบาลกทม.ไม่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน เดี๋ยวต้องไปดูว่าเป็นอย่างไร จะมอบรองผู้ว่าฯทวิดาไปดูเรื่องนี้

รัฐบาล-ฝ่ายค้าน พร้อมประชุมสมัยวิสามัญ ถก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รอ ครม.เคาะรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มหรือไม่

รัฐบาล-ฝ่ายค้าน พร้อมประชุมสมัยวิสามัญ ถก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รอ ครม.เคาะรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มหรือไม่

รัฐบาล-ฝ่ายค้าน พร้อมประชุมสมัยวิสามัญ ถก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน รอ ครม.เคาะรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มหรือไม่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.18 น.

‘ประธานวิปรบ.’ เผย ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’ พร้อมผนึกร่วมมือเปิดประชุมสมัยวิสามัญถก ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ รอ ‘ครม.’ เคาะต้องรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มหรือไม่ คาดอาจพิจารณาช่วงส.ค. หากเร่งด่วนก็เปิดสิ้นเดือนก.ค.

14ก.ค.2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงแนวโน้มในการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อย่างเร่งด่วนว่า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลได้มีการพูดคุยปรึกษาหารือเรื่องนี้กันโดยตลอดระหว่างวิปทั้งสองฝ่าย ยืนยันว่าเราไม่ได้ปิดกั้นในเรื่องของการตรวจสอบ และถ้าในกรอบเวลาสามารถทำได้และจำเป็นในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ทางสภาฯก็ไม่ขัดข้อง
            
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขณะนี้ ยังต้องรอ คำวินิจฉัยฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ จากศาลรัฐธรรมนูญที่ส่งให้รัฐสภาก่อน ซึ่งส่วนนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการพิจารณาว่าจะรอไปจนถึงเปิดสมัยประชุมหน้าแล้วพิจารณา เรื่องนี้จะช้าไปหรือไม่ หากครม.เห็นว่าช้าเกินไปก็สามารถขอประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดสมัยประชุมวิสามัญได้
       
“ต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าการเปิดสมัยวิสามัญไม่ใช่เรื่องของสภาฯ แต่เป็นเรื่องของครม. ในการพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่จะเปิดประชุมสมัยวิสามัญหรือไม่ ซึ่งในกรอบระยะเวลาเราเตรียมพร้อมรอตลอด หากมาเร็วก็สามารถเปิดได้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ หรือหากรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับเต็ม อาจจะต้องพิจารณาในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยินดีที่จะให้ความร่วมมือ” นายกรวีร์ กล่าว