ชัชชาติลุยหนองแขม! ต่อยอด ‘ไม่เทรวม’ ดันเปลี่ยนขยะเป็นเงิน

ชัชชาติลุยหนองแขม! ต่อยอด 'ไม่เทรวม' ดันเปลี่ยนขยะเป็นเงิน

ชัชชาติลุยหนองแขม! ต่อยอด ‘ไม่เทรวม’ ดันเปลี่ยนขยะเป็นเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

วันที่ 14 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพร้อมทีม ลงพื้นที่หาเสียงเขตหนองแขม บางบอน และธนบุรี ที่ชุมชนสงวนคำ ชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะของ กทม. ชูนโยบายจัดการขยะ โดยกล่าวว่า ขยะเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีปริมาณขยะเกือบ 10,000 ตันต่อวัน ที่ผ่านมาเมืองต้องนำขยะจำนวนมากไปฝังกลบเกือบ 50% จึงต้องเปลี่ยนวิธีจัดการจากเดิมที่เน้นเก็บและกำจัดปลายทาง มาเป็นการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ขยะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ถูกนำกลับเข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยปัจจุบันกรุงเทพฯ มีครัวเรือนที่ต้องร่วมแยกขยะประมาณ 3 ล้านครัวเรือน ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 ล้านครัวเรือน และจะเดินหน้าขยายผลต่อ เพื่อให้ขยะที่เหลือสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริง
 

เพิ่มประเภทแยกขยะ เปลี่ยน “ขยะมูลค่าต่ำ” เป็นรายได้ชุมชน

นายชัชชาติ นำเสนอนโยบายทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ต่อยอด “ไม่เทรวม” ไปสู่การเปลี่ยน ขยะเป็นเงิน” เพิ่มระบบแยกขยะเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ขยะทั่วไป ขยะอินทรีย์ ขยะอันตราย ขยะรีไซเคิล และประเภทใหม่คือ ขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำ” เช่น ถุงพลาสติกใช้แล้ว กล่องใส่อาหาร และแก้วพลาสติก ซึ่งเดิมมักถูกมองว่าไม่มีราคา แต่ที่จริงแล้วสามารถเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

“เป้าหมายของนโยบายนี้คือการทำให้ขยะที่เคยเป็นภาระของเมือง กลับมาเป็นทรัพยากรของชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยก และทำให้รายได้หรือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากขยะหมุนกลับไปสู่พื้นที่ อยากให้ชุมชนร่วมกัน จะมีการตั้งศูนย์แยกขยะในทุกชุมชน ทำให้มีรายได้กลับมาสู่ชุมชนได้ ประชาชนมีรายได้เสริมเข้ามาด้วย” นายชัชชาติกล่าว
 

ผุดศูนย์ MRF และนโยบายจ้างงาน “ชักลากขยะ”

ทั้งนี้ จะพัฒนาศูนย์จัดการและแปรรูปวัสดุ หรือ MRF (Material Recovery Facility) เพื่อทำหน้าที่รับ คัดแยก และส่งต่อขยะรีไซเคิลมูลค่าต่ำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ช่วยให้ขยะที่เคยถูกทิ้งรวมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดต้นทุนการจัดเก็บ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ

ในอนาคต กทม. จะมี อาสาสมัคร MRF เข้ามาช่วยคัดแยกขยะ โดยมีค่าตอบแทนให้ และจะมีนโยบาย ชักลากขยะ” สำหรับพื้นที่ที่รถหรือคนงาน กทม. เข้าไปเก็บขยะในหมู่บ้านไม่ได้ โดยจ้างคนในชุมชนมาช่วยจัดการ เป็นการลดภาระเมืองและสร้างงานในพื้นที่ไปพร้อมกัน
 

ยกระดับอาชีพ “ซาเล้ง” และตั้ง “อาสาสมัครไม่เทรวม”

  • ยกระดับซาเล้ง: มีแผนยกระดับอาชีพซาเล้งให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการขยะอย่างเป็นทางการ ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน เพื่อให้สามารถเข้าไปเก็บขยะรีไซเคิลในหมู่บ้านและชุมชนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดปริมาณขยะที่ กทม. ต้องจัดเก็บ และทำให้อาชีพซาเล้งมีบทบาทชัดเจนในห่วงโซ่การจัดการขยะของเมือง
  • อาสาสมัครไม่เทรวม: จ้างผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางเป็นรายชั่วโมง เพื่อดูแลจุดทิ้งขยะ ตรวจการแยกขยะ รณรงค์รายบ้าน และเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งขยะในพื้นที่สาธารณะหรือริมคลอง พร้อมเชื่อมโยงกับ BKK Food Bank เพื่อจัดการสต็อกอาหารและส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการในชุมชน
     

เป้าหมายศูนย์ขยะ 1,000 แห่ง มุ่งลดฝังกลบเหลือ 30%

สำหรับต้นแบบการจัดการขยะในชุมชน จะนำโมเดลจากชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม ขยายสู่การพัฒนาศูนย์จัดการขยะชุมชน 1,000 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดระบบจัดการขยะครบวงจร ตั้งแต่ขยะอินทรีย์ ธนาคารขยะ ขยะชิ้นใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขยะกำพร้า และพลาสติกที่นำกลับมาใช้ยาก

หากชุมชนสามารถจัดการขยะบางส่วนได้เองตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปยังโรงกำจัดขยะหนองแขมและอ่อนนุชโดยตรง จากเดิมที่ชุมชนอาจต้องทิ้งขยะให้ กทม. ทั้งหมด ก็อาจลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง อนาคตตั้งเป้าลดการฝังกลบขยะให้เหลือประมาณ 30% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 50% และลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 70% โดยแยกเส้นทางจัดการขยะให้เหมาะกับแต่ละประเภท

“ในอนาคตภาพรวมการฝังกลบของเราจะเหลืออยู่แค่ประมาณ 30% เพราะการฝังกลบไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนที่อ่อนนุชซึ่งเคยมีปัญหาเรื่องกลิ่นจากโรงหมักปุ๋ย 2 โรง ขนาด 1,600 ตันนั้น สัญญาทั้งหมดจะสิ้นสุดลงภายในปีหน้า และจะเปลี่ยนระบบให้เป็นระบบปิดทั้งหมด” นายชัชชาติกล่าว
 

แผนพัฒนาระบบกำจัดขยะหนองแขม

สำหรับพื้นที่หนองแขม ซึ่งเป็นจุดสำคัญของระบบกำจัดขยะ กทม. ปัจจุบันโรงกำจัดขยะหนองแขมมีระบบฝังกลบ 3,000 ตัน เตาเผา 300 ตัน และระบบคัดแยกปลายทาง 1,000 ตัน โดยในอนาคตจะเพิ่มเตาเผาอีก 1,000 ตัน เพื่อทดแทนการฝังกลบ และจะเป็นพื้นที่นำร่องของโรง MRF แห่งแรกของกรุงเทพฯ

‘มัลลิกา’ ลุยตลาดวังหลัง! ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง

'มัลลิกา' ลุยตลาดวังหลัง! ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง

‘มัลลิกา’ ลุยตลาดวังหลัง! ชูโมเดลจัดระเบียบ–คืนรายได้สู่คนกรุง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.30 น.

วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่ตลาดวังหลัง เขตบางกอกน้อย นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 ลงพื้นที่พบประชาชน ผู้ค้า ร้านอาหาร วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และผู้ขับรถตุ๊กตุ๊ก ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่ขอถ่ายภาพตลอดเส้นทาง

ตลาดวังหลังซึ่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญและจุดท่องเที่ยวชื่อดังของฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ กลับสะท้อนปัญหาปากท้องอย่างชัดเจน ผู้ค้าหลายรายระบุว่า รายได้ลดลง การจับจ่ายซบเซา และต้องการให้ผู้ว่าฯ คนใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง

เสียงครวญจากวินมอเตอร์ไซค์และตุ๊กตุ๊ก: รายได้หายกว่าครึ่ง

ขณะเดียวกัน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างและคนขับตุ๊กตุ๊กได้เข้าร้องเรียนว่า รายได้หายไปกว่าครึ่งมานานแล้ว เพราะนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทางเชื่อมต่อไม่คึกคักเหมือนเดิม จึงอยากให้มีนโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยว ตลาดชุมชน และระบบเศรษฐกิจรอบพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ

ชูนโยบาย “สตรีทฟู๊ดพาราไดซ์” คืนชีวิตการค้าทางเท้า

บรรดาผู้ค้าให้ความสนใจนโยบาย “สตรีทฟู๊ดพาราไดซ์” ของ ดร.มัลลิกา ที่สนับสนุนการค้าขายทางเท้าอย่างเป็นระเบียบ เพิ่มพื้นที่ทำกิน และสร้างบรรยากาศให้กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเมืองค้าขาย เมืองท่องเที่ยว และเมืองเศรษฐกิจของประชาชนอีกครั้ง

ดร.มัลลิกากล่าวว่า เสียงสะท้อนจากตลาดวังหลังคือภาพจริงของเศรษฐกิจฐานราก กรุงเทพฯ ต้องไม่ใช่เมืองที่ประชาชนถูกจำกัดโอกาสทำกิน แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดระเบียบแล้วค้าขายได้ เดินทางสะดวก ปลอดภัย และดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เพื่อให้เงินหมุนเวียนถึงมือผู้ค้ารายย่อย วินมอเตอร์ไซค์ ตุ๊กตุ๊ก และครอบครัวคนทำมาหากินอย่างแท้จริง

กรุงเทพฯ ต้องกลับมาเป็นเมืองที่คนค้าขายได้ คนเดินทางสะดวก นักท่องเที่ยวอยากมา และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น” ดร.มัลลิกากล่าว

เจาะลึกมูลค่าเศรษฐกิจ “สตรีทฟู้ด” ขุมทรัพย์ 2.7 แสนล้านบาท

หากอ้างอิงข้อมูลวิจัยและรายงานด้านเศรษฐกิจเมืองของกรุงเทพฯ ก่อนการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอยครั้งใหญ่จะพบว่า “สตรีทฟู้ด” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอาหาร แต่เป็นระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนจำนวนมาก กรุงเทพมหานครเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็น “เมืองสตรีทฟู้ดดีที่สุดในโลก” ติดต่อกันหลายปี และเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญด้านการท่องเที่ยวของไทย แต่เสน่ห์นั้นกลับหายไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจ

  • จำนวนผู้ค้า: กรุงเทพฯ มีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยประมาณ 300,000 ราย (เป็นผู้ค้าประเภทอาหารประมาณ 37% หรือ 111,000 ราย)
  • มูลค่าทางเศรษฐกิจ: ภาคสตรีทฟู้ดสร้างมูลค่ากว่า 271,000 ล้านบาทต่อปี และมีสัดส่วนสูงที่สุดในตลาดอาหารบริการของประเทศ
  • การจับจ่ายของนักท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้จ่ายด้านอาหารประมาณ 20% ของงบประมาณการเดินทางทั้งหมด
     

เสน่ห์ที่หายไป ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการท่องเที่ยว

ก่อนจัดระเบียบหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เช่น วังหลัง เยาวราช ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ชัยฯ สีลม สาทร คลองถม และพาหุรัด เคยเป็นศูนย์รวมผู้ค้าจำนวนมากตลอดวันและกลางคืน เกิดการหมุนเวียนรายได้ต่อเนื่องให้กับร้านอาหารริมทาง วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหาร และผู้ค้ารายย่อยในชุมชน

งานวิจัยหลายฉบับชี้ว่าสตรีทฟู้ดไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะให้ผู้ขาย แต่ยังกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าส่ง ตลาดสด จนถึงภาคการท่องเที่ยว ยังมีข้อมูลว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เลือกทานสตรีทฟู้ดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 63% เป็น 77.3% สะท้อนว่าสตรีทฟู้ดยังคงเป็นแรงดึงดูดสำคัญของกรุงเทพฯ และประเทศไทย
 

จัดระเบียบควบคู่เศรษฐกิจฐานราก

“หากมองในเชิงเศรษฐกิจเมือง สตรีทฟู้ดของกรุงเทพฯ ในยุคที่คึกคักที่สุดถือเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าหลายแสนราย และสร้างมูลค่าหมุนเวียนระดับหลายแสนล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งเป็นหนึ่งในจุดขายการท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของโลก

ดังนั้นแนวทางที่หลายเมืองใช้ในปัจจุบันจึงไม่ใช่การยกเลิกทั้งหมด แต่เป็นการ จัดระเบียบให้ค้าขายได้อย่างถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และไม่กีดขวางทางสาธารณะ” เพื่อรักษาทั้งเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป ซึ่งแนวนโยบายของมัลลิกา จะกระตุ้นเศรษฐกิจทางด้านนี้และมีแผนรองรับที่จะทำได้แล้ว”

ตายแล้วเกิดใหม่! ณัฏฐ์ชนน เฉลยที่มา เงินรักษาโรคหัวใจ

ตายแล้วเกิดใหม่! ณัฏฐ์ชนน เฉลยที่มา เงินรักษาโรคหัวใจ

ตายแล้วเกิดใหม่! ณัฏฐ์ชนน เฉลยที่มา เงินรักษาโรคหัวใจ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.52 น.

ตายแล้วเกิดใหม่! “ณัฏฐ์ชนน”เฉลยที่มา”เงินรักษาโรคหัวใจ” ได้รับเมตตาจาก”เนวิน”ให้กู้ค่ารักษา มี”สัญญา-โรงพยาบาลรับรู้-ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน” ยันใช้เป็นหลักฐานใหม่ยื่นอุทธรณ์ ต่อ ป.ป.ช.ในคดีถูกร้องเรียนให้ผู้ช่วย สส.ไปจ่ายค่ารักษา

14 มิถุนายน 2569 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง กับมรสุมชีวิตที่ต้องพิสูจน์ความจริงโดยมีเนื้อหาชี้แจงที่มาของค่าผ่าตัดรักษาโรคหัวใจว่า ได้กู้ยืมเงินจาก นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรและประธานบริหาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัดมีสัญญาเงินกู้ยืมเงินชัดเจน มีรายละเอียดว่า ผมเกิดมาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาในจังหวัดสงขลา มีความฝันอยากเป็นผู้แทนราษฎรเพื่อรับใช้บ้านเกิด จึงมุ่งมั่น อดทนและต่อสู้ในทุกเรื่องจนได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา อบจ.สงขลา ในปี 2547-2551 และก้าวสู่การเป็นสส.จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทยในปี 2562

แต่ในความโชคดีนั้น วิกฤตชีวิตกลับมาเยือนอย่างไม่คาดคิด แพทย์ตรวจพบว่าผมเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น และต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วนทันทีหลังจากปฏิบัติหน้าที่สส. ได้เพียงสมัยประชุมเดียว (120 วัน)

ในตอนแรก แพทย์ประเมินค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล 7 วันไว้ที่ไม่เกิน 400,000 บาท แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรง เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนมี “น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ” แพทย์พยายามเจาะระบายน้ำออกทางซี่โครงแต่ไม่สำเร็จ จนต้องตัดสินใจผ่าตัดซ้ำที่แผลเดิม ส่งผลให้ผมต้องนอนรักษาตัวต่อยาวนานกว่า 20 วัน และค่าใช้จ่ายทั้งหมดพุ่งสูงถึง 900,000 บาท

ในนาทีวิกฤตที่ไร้ทางออกและต้องหาเงินมาจ่ายโรงพยาบาลเพื่อให้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ ผมนึกถึงใครไม่ออกนอกจาก “ท่านเนวิน ชิดชอบ” ซึ่งในยามหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น ท่านได้เมตตาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตามหลักมนุษยธรรมในฐานะผู้ใหญ่ที่เอ็นดู โดยทางโรงพยาบาลได้รับรู้และทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับถูกนำไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. โดยกล่าวหาว่าผมให้ผู้ช่วย สส. ไปจ่ายค่ารักษาให้ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยครับ สำหรับสังคมไทย ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณในยามล้มป่วยเจียนตายเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และผมไม่เคยคิดจะปฏิเสธความจริงในข้อนี้

ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. ครั้งแรก ผมอาจจะยังแจงประเด็นได้ไม่ครอบคลุมเพราะไม่อยากให้รบกวนผู้ใหญ่ แต่เมื่อ ป.ป.ช. มีมติ 5:1 ให้ยื่นอุทธรณ์  ผมจึงได้นำหลักฐานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็น “สัญญากู้ยืมเงิน” ที่ทำขึ้นเมื่อ 20 พ.ย.2562 นำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล พร้อมทั้งพยานบุคคลเพิ่มเติมเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมพร้อมน้อมรับและต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายอย่างที่สุด แต่ผมเชื่อมั่นในความยุติธรรมและความจริง และหวังว่าสังคมจะเข้าใจในเจตนาอันบริสุทธิ์ และมองเห็นวิกฤตชีวิตที่ผมต้องเผชิญในเวลานั้นครับ

ผมขอยืนยันต่อสาธารณชนว่า ผมได้รับความเมตตาและโอกาสจากท่านเนวิน ชิดชอบ รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาฯ ผมทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเกิดเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและโอกาสชีวิตใหม่ที่ได้รับมา ทั้งในแง่ของการรอดชีวิตจากภาวะวิกฤตทางร่างกาย และโอกาสทางการเมืองจากพี่น้องชาวสงขลาและประชาชนชาวไทย

ผมเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า “ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” การต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงตามกระบวนการกฎหมายอย่างโปร่งใส คือแนวทางที่ถูกต้องและสมเกียรติที่สุด และผมเชื่อมั่นว่าความบริสุทธิ์ใจนี้จะสามารถพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมได้อย่างชัดเจนในท้ายที่สุดครับ

สกลธี ชี้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่ไม่ซ้ำเติมความทุกข์ผู้อื่น แม้เห็นต่าง

สกลธี ชี้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่ไม่ซ้ำเติมความทุกข์ผู้อื่น แม้เห็นต่าง

สกลธี ชี้มนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่ไม่ซ้ำเติมความทุกข์ผู้อื่น แม้เห็นต่าง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.38 น.

14 มิถุนายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ คือการที่จะไม่ซ้ำเติมความทุกข์ของผู้อื่น แม้จะเห็นต่างหรือไม่ชอบเขาก็ตาม”

พลอยทะเล แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

พลอยทะเล แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

พลอยทะเล แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“พลอยทะเล”แจงร่างแก้ไข พรบ.สัญชาติฯ มุ่งแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน ย้ำสิทธิ์ทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ขออย่ากังวล

14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี เพจ “Phuket Times ภูเก็ตไทม์” โพสต์ข้อความระบุว่า “คนไทยผวา! มีข่าวว่า รบ.จะแก้กฎหมายสัญชาติ ให้ต่างด้าวผู้ได้สัญชาติใหม่สามารถเล่นการเมืองในประเทศ ได้ทุกระดับ “ภูเก็ต” เรา พม่าเพียบ ฝรั่งอีกครึ่งเกาะ อีกหน่อยคงได้เห็นกลุ่มต่างชาติเหล่านี้ลงปักป้ายสมัคร สท.สจ.อบต.”

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อมอบสัญชาติไทยให้กับแรงงานต่างด้าวหรือผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่เป็นการแก้ปัญหากลุ่มบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน มีตัวตนชัดเจน และผ่านกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาสถานะบุคคลที่ค้างคามายาวนาน

ทั้งนี้ ถึงแม้บุคคลจะได้รับสัญชาติไทยแล้ว การเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้โดยอัตโนมัติ

โดยขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ ผ่าน “โครงการรับฟังความคิดเห็นประกอบการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508” ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านระบบรับฟังความคิดเห็นของภาครัฐ ก่อนที่ร่างกฎหมายจะเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อไป

“รัฐบาลยืนยันร่างแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติยังต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนและรัฐสภาอีกหลายขั้นตอน ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิ์ทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ขออย่าเป็นกังวล  สิทธิ์ทางการเมืองและการลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น ยังเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ตามเดิม” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

ทนายเขากระโดง กางกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ

ทนายเขากระโดง กางกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ

ทนายเขากระโดง กางกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะคู่ความ

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.46 น.

ไม่เหมารวมชาวบ้าน 995 แปลง! “ทนายเขากระโดง”กางข้อกฎหมาย ชี้คำพิพากษาศาลฎีกาผูกพันเฉพาะ”คู่ความ” ซัดกลับ”การเมือง-อินฟลู-ไอโอ”เล่นจิตวิทยาหมู่ “ตีวัวกระทบคราด”สร้างความสับสน แต่ข้อมูลบิดเบือน ย้อนทำลายจริยธรรม-วิชาชีพตัวเอง

14 มิถุนายน 2569 นายชนินทร์ แก่นหิรัญ ทนายความรับผิดชอบคดีเขากระโดง โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความจริงประเด็นข้อกฎหมายที่พยายามสื่อสารเกี่ยวกับคดีเขากระโดงได้เคยให้ไว้ในเฟสอยู่บ่อยครั้ง แต่อาจจะยังไม่ทำให้ มุมมองนักกฎหมาย นักวิชาการ และอินฟลู กับขบานการ IO คิดได้

ดังนั้น ครั้งนี้ ผมตั้งใจว่าจะอธิบายธประเด็น “ผลของคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 อีกครั้ง

หลักของมาตรา 145 มิได้ซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจ วรรคหนึ่งวางหลักว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลย่อมผูกพัน “คู่ความ” ในคดีนั้น ส่วนวรรคสองยืนยันว่า แม้ศาลจะกล่าวไว้กว้างเพียงใด คำพิพากษาก็ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ สำหรับคดีที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเอกสารสิทธิ์ที่ดิน กฎหมายใช้ถ้อยคำว่า “อาจใช้ยัน” บุคคลภายนอกได้ แต่ก็เปิดช่องไว้อย่างชัดแจ้งว่า เว้นแต่ บุคคลภายนอกยังพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

ความแตกต่างระหว่างคำว่า “ผูกพัน” “ใช้ยัน” และ “บังคับคดี” จึงเป็นหัวใจของเรื่องนี้ คำพิพากษาผูกพันคู่ความและสามารถบังคับคดีกับคู่ความหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่การ “ใช้ยัน” บุคคลภายนอก เป็นเพียงการนำผลคำวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์ไปกล่าวอ้างในกระบวนการต่อไป โดยบุคคลภายนอกยังมีสิทธิเต็มที่จะโต้แย้ง นำสืบ และพิสูจน์สิทธิของตน การกล่าวว่าคำพิพากษาคดีหนึ่งสามารถนำไปเพิกถอนเอกสารสิทธิของผู้ที่ไม่เคยเป็นคู่ความได้ทันที จึงเป็นการข้ามขั้นจาก “อาจใช้ยัน” ไปเป็น “บังคับเพิกถอน” ซึ่งตัวบทกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น

เมื่อมองกลับมาที่คดีเขากระโดง แม้คำพิพากษาในคดีเดิมจะมีคำวินิจฉัยที่ให้เหตุผลเกี่ยวกับแนวเขตที่ดินของการรถไฟตามพยานหลักฐานในสำนวนขณะนั้น แต่คำบังคับของศาลย่อมจำกัดอยู่กับคู่ความและที่ดิน 40 แปลง ในคดีนั้น เจ้าของเอกสารสิทธิรายอื่น 995 แปลง ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม ไม่ได้มีโอกาสนำพยานหลักฐานของตนเข้าสู่การพิจารณา และยังมีสิทธิตามกฎหมายที่จะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า หรือมีข้อเท็จจริงแตกต่างจากคดีเดิมอย่างไร การถือว่าคำพิพากษาคดีเดิมมีผลตัดสิทธิของบุคคลเหล่านั้นทันที จึงไม่สอดคล้องกับทั้งตัวบทมาตรา 145 และหลักการรับฟังความทุกฝ่าย

ผมเข้าใจดีว่าผู้ที่ออกมาแสดงความเห็นจำนวนมากอาจมีเจตนาดี อยากให้รัฐรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน และอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ประเด็นนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แม้แต่ผมเอง แต่ความตั้งใจที่ดีต้องเดินอยู่บนทางที่กฎหมายรองรับ หากเห็นว่าที่ดินเป็นของการรถไฟจริง ช่องทางตามกฎหมายก็มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินให้ครบถ้วน หรือการฟ้องร้องเป็นรายแปลงเพื่อให้เจ้าของเอกสารสิทธิแต่ละรายมีโอกาสต่อสู้ในศาล ทางเหล่านี้อาจใช้เวลา แต่เป็นทางที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากยังอธิบายซ้ำๆ ว่า “ศาลฎีกาตัดสินแล้ว จึงเพิกถอนเอกสารสิทธิของบุคคลภายนอกได้ทันที” โดยไม่แยกผลของคำพิพากษา เหตุผลของคำวินิจฉัย คำบังคับ และสิทธิของบุคคลภายนอกให้ชัดเจน ย่อมสร้างความสับสนแก่สังคม กดดันเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจหน้าที่คลาดเคลื่อน และทำให้ประชาชนผู้ถือเอกสารสิทธิถูกมองเป็นผู้กระทำผิด ทั้งที่บางรายยังไม่เคยมีโอกาสต่อสู้คดีของตนเองเลยต้องจมอยู่ในกองทุกข์เพิ่มขึ้น

ผมจึงขอเรียนว่า การเรียกร้องความถูกต้องไม่ควรเกิดจากการลดทอนสิทธิของคนที่กฎหมายยังคุ้มครองอยู่ และการเคารพคำพิพากษาไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุให้ข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่เพิกถอนเอกสารสิทธิโดยไม่สอบสวน ไม่รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย หรือขยายผลเกินกว่าคำพิพากษาที่ศาลสั่งไว้ เจ้าหน้าที่เองก็อาจต้องรับความเสี่ยงทั้งทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา ส่วนผู้ที่ให้ความเห็นชี้นำสังคมไปในทางที่คลาดเคลื่อน ก็ย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลของถ้อยคำของตนเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดคือในทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ

ผมขอฝากเพื่อนร่วมวิชาชีพ นักวิชาการ นักการเมือง และผู้ที่ติดตามเรื่องนี้ว่า เราอาจเห็นต่างกันในการตีความกฎหมายได้ แต่ควรเห็นต่างด้วยกตัวบทกฎหมายที่อ่านให้ครบถ้วน คำว่า “ใช้ยัน” ไม่ใช่ “ผูกพัน” และไม่ใช่ “บังคับเพิกถอนทันที” แต่ตั้งใจอ่านกฎหมายเพิ่มอีกนิด จะรู้ด้วยปัญญาว่า บุคคลภายนอกที่ไม่เคยเป็นคู่ความยังมีสิทธิพิสูจน์สิทธิของตน และกระบวนการเพิกถอนเอกสารสิทธิยังต้องเป็นไปตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ ไม่ใช่เพียงออกมา สร้างกระแสหรือแรงกดดันของสังคม จนเป็นกลยุทธ์การเมือง จิตวิทยาหมู่ ตีวัวกระทบคราด ส่วนมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ผมจะพูดในตอนถัดไป

สว.นพดล ยันเกาะกูดปลอดภัย กฎหมายทะเลบังคับห้าม เขมร ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล

สว.นพดล ยันเกาะกูดปลอดภัย กฎหมายทะเลบังคับห้าม เขมร ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล

สว.นพดล ยันเกาะกูดปลอดภัย กฎหมายทะเลบังคับห้าม เขมร ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.33 น.

“สว.นพดล”ยัน”เกาะกูด”ปลอดภัย “กฎหมายทะเล UNCLOS”บังคับห้าม”เขมร”ลากเส้นล้ำ 12 ไมล์ทะเล แจงกระบวนการ”ประนอมภาคบังคับ”แค่ข้อเสนอแนะ “กัมพูชา”ไม่มีอำนาจมาฮุบ”อธิปไตยไทย”ได้

14 มิถุนายน 2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่สังคมยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ว่า การที่กัมพูชาเรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) นั้น ไม่ใช่การดึงประเทศที่สามหรือบุคคลที่สามเข้ามาตัดสินข้อพิพาทแทนการเจรจาทวิภาคีอย่างที่หลายคนกังวล เนื่องจากทั้งประเทศไทยและกัมพูชาได้เคยลงนามและสงวนสิทธิ์ไว้ตามมาตรา 287 ของ UNCLOS ว่าจะไม่ขึ้นศาลโลก ไม่ขึ้นศาลกฎหมายทางทะเล และไม่ใช้อนุญาโตตุลาการ ดังนั้น เมื่อไม่เข้าสู่กระบวนการศาล จึงต้องมาใช้มาตรา 298 ซึ่งระบุว่า หากคู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคณะกรรมการประนีประนอม ซึ่งภายใน 21 วัน ทั้งสองฝ่ายจะต้องเสนอชื่อตัวแทนฝ่ายละ 2 คน และร่วมกันเลือกประธานคนกลางอีก 1 คน รวมเป็น 5 คน เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและหาแนวทางร่วมกัน

นายนพดล กล่าวต่อว่า จากการที่ตนมีโอกาสหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต กรณีข้อพิพาททางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเต และออสเตรเลีย ถือเป็นกรณีแรกของโลกที่ใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับนี้ ซึ่งในระหว่างที่คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านกำลังศึกษาข้อมูล ทั้งสองประเทศก็ยังคงเปิดเจรจาทวิภาคีควบคู่กันไปด้วยอย่างต่อเนื่อง และเมื่อตกลงกันได้ในประเด็นใด ก็จะส่งข้อตกลงนั้นให้คณะกรรมการรับทราบ จนในที่สุดก็สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้สำเร็จ ดังนั้น กรณีของไทยและกัมพูชา จึงน่าจะเป็นกรณีที่สองของโลก และไทยพยายามเสนอให้กัมพูชาหันมาพูดคุยในกรอบทวิภาคีก่อนที่จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการภาคบังคับเต็มรูปแบบ

นายนพดล กล่าวอีกว่า ข้อสรุปหรือรายงานจากคณะกรรมาธิการประนีประนอมนั้น เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น หมายความว่าหากรายงานออกมาแล้วประเทศไทยเห็นว่าเสียเปรียบ เราก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอนั้นได้ทันที โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีโลก นอกจากนี้ ในแง่ของหลักการลากเส้นเขตแดนทางทะเล ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทันที เนื่องจากเกาะกูดมีอาณาเขตทางทะเลเด่นชัดอยู่ 12 ไมล์ทะเล เส้นมัธยะที่จะแบ่งอาณาเขตจึงไม่สามารถลากล้ำเข้ามาในระยะ 12 ไมล์ทะเลของเกาะกูดได้ ส่งผลให้เส้นเขตแดนตาม MOU 44 ที่กัมพูชาเคยลากพาดผ่านเกาะกูดจะต้องถูกปรับลดลง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทับซ้อน (OCA) ลดลงตามไปด้วย

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่กัมพูชาแต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งเป็นทีมกฎหมายชุดเดียวกับที่เคยทำคดีให้ติมอร์-เลสเต นั้น ตนไม่มีความกังวลในประเด็นนี้ เนื่องจากผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการทั้ง 5 ท่าน จะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงตรง และคำนึงถึงชื่อเสียงในระดับสากล ทุกขั้นตอนต้องพิจารณาบนหลักการเรขาคณิตและกฎหมายทะเลอย่างเคร่งครัด จึงไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่นอกเหนือขอบเขตหรือกติกาของ UNCLOS ได้

รบ.เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-ปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง

รบ.เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-ปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง

รบ.เดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-ปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.35 น.

รัฐบาลเดินหน้าคุ้มครองผู้บริโภค CIB-อย.-กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังทลายโรงงานลูกชิ้นเถื่อนยี่ห้อดัง ยึดของกลางกว่า 7 ล้านบาท

14 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเข้มงวด ล่าสุด เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นโรงงานลักลอบผลิตอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หลังได้รับข้อมูลว่ามีการผลิตและจำหน่ายหมูยอ ลูกชิ้น และไส้กรอกโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนตรวจยึดผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย วัตถุดิบ และเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต รวม 18 รายการ กว่า 132,725 ชิ้น มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท โดยเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมปศุสัตว์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี ในการปราบปรามแหล่งผลิตอาหารผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาหารแปรรูปที่ผลิตจากโรงงานไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มีการควบคุมด้านสุขอนามัย อาจเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี และสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้สินค้าจะมีบรรจุภัณฑ์ที่ดูน่ารับประทานหรือจำหน่ายในราคาถูกก็ตาม

“รัฐบาลขอให้ประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารจากแหล่งผลิตที่ได้รับอนุญาต มีเครื่องหมาย อย. และฉลากแสดงรายละเอียดครบถ้วน พร้อมตรวจสอบวันผลิต วันหมดอายุ และสภาพบรรจุภัณฑ์ก่อนบริโภคทุกครั้ง ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานปราบปรามผู้กระทำผิด ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” นางสาวลลิดา กล่าว

นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรมของภูมิภาค

นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรมของภูมิภาค

นายกฯหนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดันไทยสู่ศูนย์กลางศิลปะ-วัฒนธรรมของภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.31 น.

14 มิถุนายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนเต็มที่ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เพื่อให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ โดยเห็นด้วยในหลักการกับข้อเสนอของภาคเอกชนในการพัฒนา New National Art and Culture Platform เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นดังกล่าวได้รับการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และคณะผู้บริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 โดยภาคเอกชนเสนอให้จัดตั้งแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์การเรียนรู้ พื้นที่พัฒนาทักษะ เวทีแสดงศักยภาพของศิลปินไทย และศูนย์กลางเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน

นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมระยะสั้น แต่เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ การจ้างงาน และโอกาสทางธุรกิจได้ในระยะยาว หากมีการออกแบบระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะ งานหัตถกรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงได้

“เชื่อว่าทุนวัฒนธรรมไทยไม่ควรถูกมองเพียงในมิติการอนุรักษ์ แต่ต้องสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้ด้วย หากสามารถเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ หนึ่งในข้อเสนอสำคัญของภาคเอกชน คือการจัดตั้ง Art Free Zone หรือเขตปลอดอากรด้านศิลปะ เพื่อดึงดูดงานศิลปะระดับโลก นักสะสม สถาบันศิลปะ และผู้จัดงานระดับนานาชาติเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดงและซื้อขายผลงานศิลปะในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะนอกจากจะช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร โลจิสติกส์ และบริการสร้างสรรค์ต่างๆ รวมถึงเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้แสดงผลงานบนเวทีเดียวกับศิลปินระดับโลก เกิดการซื้อขาย การว่าจ้าง และการต่อยอดเชิงพาณิชย์มากขึ้น

โดยประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคศิลปะและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่จะกระจายสู่ภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง สร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

– 006

รัฐบาลเร่งปั้น Senior Complex ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร

รัฐบาลเร่งปั้น Senior Complex ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร

รัฐบาลเร่งปั้น Senior Complex ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร

วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.25 น.

รัฐบาลเร่งปั้น “Senior Complex” ต้นแบบเคหะเพื่อคนไทยสูงวัยครบวงจร ชูบ้านดี ทำเลดี ราคาจับต้องได้

รัฐบาลเดินหน้ารองรับสังคมสูงวัยเชิงรุก มอบ พม.เร่งพัฒนา “Senior Complex” หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร บนพื้นที่ศักยภาพ จ.ชลบุรี ชูแนวคิด Universal Design พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต คาดหากสำเร็จจะรองรับผู้สูงอายุได้หลาย

14 มิถุนายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เร่งขับเคลื่อนการพัฒนา “Senior Complex” หรือที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อสร้างทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพสำหรับผู้สูงวัย บนทำเลที่เหมาะสม ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ

โดย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. และการเคหะแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ติดตามศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีแผนพัฒนาเป็นต้นแบบ Senior Complex ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจน ศึกษาความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุในอนาคต และจัดทำรูปแบบการพัฒนา “บ้านเคหะเพื่อคนไทย Senior Complex” เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้การออกแบบโครงการยึดหลัก Universal Design อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมยกระดับโครงการให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ภาคเอกชนสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต โดยคาดว่า หากโครงการดังกล่าวสำเร็จ จะสามารถรองรับความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพอีกหลายพันครัวเรือน