เตือนภัย! ขบวนการใช้สาวสวยสร้างจากเอไอ ปล่อยข่าวปลอม โจมตีหลายประเทศ ยอดวิวทะลุ 3 ล้านครั้ง

เตือนภัย! ขบวนการใช้สาวสวยสร้างจากเอไอ ปล่อยข่าวปลอม โจมตีหลายประเทศ ยอดวิวทะลุ 3 ล้านครั้ง

14 ก.ค. 2569 09:41 น.

เตือนภัย! ขบวนการใช้สาวสวยสร้างจากเอไอ ปล่อยข่าวปลอม โจมตีหลายประเทศ ยอดวิวทะลุ 3 ล้านครั้ง

สื่อสิงคโปร์เปิดโปงเครือข่ายบัญชี TikTok ใช้ AI สร้างผู้หญิงสวย ปล่อยข้อมูลบิดเบือนเกี่ยวกับสิงคโปร์และมาเลเซีย หวั่นบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและสร้างความแตกแยกในสังคม

ผลการสืบสวนของ CNA พบเครือข่ายบัญชี TikTok อย่างน้อย 30 บัญชี ที่เผยแพร่วิดีโอกว่า 550 คลิป โดยเกือบทั้งหมดใช้ ผู้หญิงที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือดัดแปลงภาพบุคคล พร้อมนำเสียงและสคริปต์เดิมมาใช้ซ้ำ เพื่อสร้างภาพลวงว่ามีผู้คนจำนวนมากกำลังพูดถึงประเด็นเดียวกัน

จากการตรวจสอบพบว่า กว่า 98% ของวิดีโอถูกสร้างด้วย AI หรือมีการดัดแปลง และเกือบ 90% มีเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด เกี่ยวกับสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยมียอดรับชมรวมมากกว่า 3 ล้านครั้ง

รายงานระบุว่า คลิปเหล่านี้เผยแพร่ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 โดยใช้วิธีนำข้อเท็จจริงมาผสมกับข้อมูลบิดเบือนและเรื่องแต่ง เพื่อให้ผู้ชมหลงเชื่อ

หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงคือ การอ้างว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์เดินทางไปขอร้องจีนและอินโดนีเซีย ไม่ให้เปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ที่เลี่ยงท่าเรือสิงคโปร์ ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น

หลัง CNA ส่งข้อมูลให้ TikTok ตรวจสอบ บัญชีตัวอย่าง 2 บัญชีถูกปิดในเวลาต่อมา โดย TikTok ระบุว่าละเมิดนโยบายเกี่ยวกับพฤติกรรมหลอกลวง ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการชี้นำความคิดเห็น การแอบอ้างตัวตน สแปม และรีวิวปลอม

ผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ระบุว่า จุดประสงค์ของปฏิบัติการลักษณะนี้ ไม่จำเป็นต้องทำให้คนเชื่อข้อมูลทั้งหมด แต่ต้องการให้ข้อมูลเท็จ ถูกเห็นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นเรื่องคุ้นเคย และทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยหรือไม่ไว้วางใจข้อมูลจากรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังพบว่ามาเลเซียก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมาย โดยคลิปจำนวนหนึ่งกล่าวอ้างว่า การพัฒนาของประเทศล่าช้าเพราะนโยบายที่กีดกันชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นการนำประเด็นอ่อนไหวทางชาติพันธุ์มาสร้างความแตกแยก

การสืบสวนยังพบว่า บัญชีเหล่านี้ใช้ สคริปต์เดียวกัน เสียงเดียวกัน และใบหน้าผู้หญิง AI ซ้ำกันหลายบัญชี โดยสลับกันโพสต์คลิปในช่วงเวลาใกล้เคียง ทำให้ดูเหมือนเป็นความคิดเห็นจากหลายแหล่ง ทั้งที่อาจมาจากผู้ผลิตเพียงรายเดียว

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัจจุบันการพยายามจับผิดว่าใครเป็น AI อาจไม่ใช่วิธีที่ได้ผลอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยี Deepfake พัฒนาอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือการสังเกตพฤติกรรมของเครือข่าย เช่น การเผยแพร่ข้อความเดิมซ้ำ ๆ จากหลายบัญชี หรือการนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีสำนักข่าวน่าเชื่อถือรายงาน

นักวิชาการแนะนำให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนแชร์ทุกครั้ง เพราะในยุค AI ไม่เพียงภาพและเสียงจะปลอมได้ แต่ยังสามารถสร้างผู้ประกาศข่าว ที่ไม่มีตัวตนขึ้นมา เพื่อชี้นำความคิดเห็นของสังคมและแทรกแซงข้อมูลข่าวสารได้อย่างแนบเนียน.

ที่มา :channelnewsasia

นักวิจัยญี่ปุ่นพบอาการ “ลองโควิด” อาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย

นักวิจัยญี่ปุ่นพบอาการ "ลองโควิด" อาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย

14 ก.ค. 2569 09:09 น.

นักวิจัยญี่ปุ่นพบอาการ “ลองโควิด” อาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย

นักวิจัยญี่ปุ่นเผยผลศึกษาพบ อาการลองโควิดอาจเกิดจากเชื้อโควิด-19 กระตุ้นไวรัสเริมที่แฝงอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดโปรตีนที่ส่งผลต่อสมองและนำไปสู่อาการอ่อนเพลีย ซึมเศร้า

 วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จิเคอิ ของญี่ปุ่น เปิดเผยผลการศึกษาที่พบว่า อาการลองโควิด (Long COVID) เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ซึมเศร้า และภาวะสมองล้า อาจเกิดจากการที่เชื้อโควิด-19 กระตุ้นให้ไวรัสในตระกูลเริม (Herpes virus) ที่แฝงอยู่ในร่างกายกลับมาทำงานอีกครั้ง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ราว 6% ยังคงมีอาการผิดปกติหลังหายป่วย ไม่ว่าจะเป็นอ่อนเพลีย ซึมเศร้า หรือผมร่วง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่แน่ชัดได้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยกว่า 150 คนที่เข้ารับการรักษาอาการลองโควิด และพบโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ SITH-1 ในผู้ป่วยประมาณ 70% โดยโปรตีนชนิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไวรัสในตระกูลเริมที่แฝงอยู่ในร่างกายถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงาน และเมื่อนักวิจัยเพิ่มระดับโปรตีน SITH-1 ในหนูทดลอง พบว่าหนูมีการทำงานของสมองลดลงจากภาวะสารสื่อประสาทบกพร่อง และมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยลองโควิด ได้แก่ อ่อนเพลียและซึมเศร้า

นางนาโอมิ โอกะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จิเคอิ ระบุว่า อาการลองโควิดอาจเกิดจากการที่เชื้อโควิด-19 ไปกระตุ้นไวรัสในตระกูลเริมที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกาย ส่งผลให้เกิดโปรตีน SITH-1 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ขณะที่ผลการศึกษาครั้งนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีรักษาที่มุ่งแก้ไขต้นเหตุของอาการลองโควิดได้โดยตรงในอนาคต.

ที่มา NHK

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว ต้อนรับนักแข่งรถระดับแชมป์ โปรโมตแข่งรถกรังด์ปรีซ์ กลางกรุงวอชิงตัน

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว ต้อนรับนักแข่งรถระดับแชมป์ โปรโมตแข่งรถกรังด์ปรีซ์ กลางกรุงวอชิงตัน

14 ก.ค. 2569 08:59 น.

ทรัมป์เปิดทำเนียบขาว ต้อนรับนักแข่งรถระดับแชมป์ โปรโมตแข่งรถกรังด์ปรีซ์ กลางกรุงวอชิงตัน

โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนักแข่งรถระดับแชมป์ ก่อนการแข่งขัน “Freedom 250 Grand Prix” ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จัดงานต้อนรับนักแข่งรถระดับโลกที่ทำเนียบขาว เมื่อวันจันทร์ เพื่อประชาสัมพันธ์การแข่งขัน Freedom 250 Grand Prix ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 สิงหาคม โดยจะเป็นการแข่งขันรถสูตรอินดี้ บนเส้นทางใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นับเป็นการแข่งขันรถยนต์รูปแบบนี้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองหลวงสหรัฐฯ

ภายในงานทรัมป์กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันที่ไม่มีใครเหมือนและเชื่อว่าจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้วงการมอเตอร์สปอร์ต

ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมนักแข่งรถที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ อเล็กซ์ ปาลู , เฟลิกซ์ โรเซนควิสต์ และ เดวิด มาลูกัส พร้อมยอมรับว่าตนเองไม่มีวันกล้าขับรถด้วยความเร็วระดับนั้น

สำหรับการแข่งขัน Freedom 250 Grand Prix จะใช้เส้นทางบริเวณ Pennsylvania Avenue และ National Mall ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยรถแข่งจะทำความเร็วมากกว่า 190 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งทรัมป์กล่าวติดตลกว่า หากมีใครขับรถด้วยความเร็วเช่นนี้บนถนนสายดังกล่าวในวันปกติคงถูกจับเข้าคุกไปตลอดชีวิต

การแข่งขันครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 250 ปีแห่งอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารตั้งแต่เดือนมกราคม เพื่ออนุมัติการจัดงานอย่างเป็นทางการ

ทรัมป์ยืนยันว่า ประชาชนสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แม้จะเชื่อว่างานนี้สามารถจำหน่ายบัตรและสร้างรายได้มหาศาลก็ตาม

ภายในงานยังมี โรเจอร์ เพนสกี เจ้าของสนาม Indianapolis Motor Speedway และประธานบริษัท Penske Corporation เข้าร่วมด้วย ก่อนปิดท้ายด้วยการสาธิตรถแข่ง IndyCar บริเวณหน้าทำเนียบขาว โดย เดวิด มาลูกัส ลงขับรถจริง พร้อมการสาธิตเปลี่ยนยางแบบพิทสต็อปจากทีมช่างของ Penske สร้างสีสันให้กับผู้ร่วมงาน.


ที่มา : ABCnews

UAE เผยเรือบรรทุกน้ำมันถูกขีปนาวุธอิหร่านถล่มในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือเสียชีวิต 1 ศพ

UAE เผยเรือบรรทุกน้ำมันถูกขีปนาวุธอิหร่านถล่มในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือเสียชีวิต 1 ศพ

14 ก.ค. 2569 07:41 น.

UAE เผยเรือบรรทุกน้ำมันถูกขีปนาวุธอิหร่านถล่มในช่องแคบฮอร์มุซ ลูกเรือเสียชีวิต 1 ศพ

UAE กล่าวหาอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย พร้อมประกาศสงวนสิทธิ์ตอบโต้

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันของยูเออี 2 ลำ ถูกขีปนาวุธร่อนของอิหร่านโจมตีขณะแล่นอยู่ในช่องทางเดินเรือฝั่งใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ ภายในน่านน้ำของโอมาน ส่งผลให้ลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวอินเดียและชาวยูเครน

รายงานข่าวระบุว่า เรือที่ถูกโจมตี ได้แก่ Mombasa และ Al Bahiyah โดยผู้เสียชีวิตอยู่บนเรือ Mombasa ขณะที่แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือทั้งสองลำ แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ โดยยูเออีประณามเหตุโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการโจมตีอย่างอุกอาจ พร้อมย้ำว่ามีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตอบโต้ และระบุว่ากองกำลังของประเทศพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ

ด้าน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร รายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันอีกลำถูกวัตถุปริศนาพุ่งชนบริเวณห้องเครื่องด้านขวา ขณะเดินเรือห่างจากเมืองกัลฮัต ของโอมานไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 40 ไมล์ทะเล อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทุกคนปลอดภัย และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่ยูเออีรายงานหรือไม่

ขณะที่อิหร่านยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อเหตุโจมตีครั้งนี้ ขณะที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมการขนส่งทางทะเลของอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าจะเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หากสถานการณ์ยังคงยกระดับต่อไป.

ทรัมป์สั่งกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 20%

ทรัมป์สั่งกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 20%

14 ก.ค. 2569 05:15 น.

ทรัมป์สั่งกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 20%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสหรัฐฯ กลับมาใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จากสินค้าที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 3  

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการ ปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง และจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จากสินค้าทุกชนิดที่ขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงต่อเนื่อง

ทรัมป์ระบุผ่านทรูธ โซเชียล ว่า มาตรการนี้จะป้องกันไม่ให้เรือของอิหร่านหรือลูกค้าของอิหร่าน  เข้า-ออกช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เรือของประเทศอื่นยังสามารถใช้เส้นทางเดินเรือได้ตามปกติ โดยมาตรการปิดล้อมจะมีผลตั้งแต่เวลา 16.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ  หรือ 03.00 น. ของวันอังคาร ตามเวลาในไทย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะเป็น “ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ” และเพื่อความเป็นธรรม จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จากสินค้าที่ผ่านช่องแคบ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือที่สำคัญแห่งนี้ พร้อมย้ำว่า “ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงเปิด ไม่ว่าจะมีอิหร่านหรือไม่ก็ตาม”

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็น คืนที่ 3 ติดต่อกัน ตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดยระบุว่าปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายสร้างความเสียหายต่อขีดความสามารถของกองกำลังอิหร่านในการโจมตีเรือพาณิชย์และพลเรือนในช่องแคบฮอร์มุซ

พร้อมกันนี้ ยังประกาศว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้กลับมาใช้มาตรการ ปิดล้อมการเดินเรือเข้า-ออกท่าเรืออิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม แต่ยืนยันว่าจะยังคงอำนวยความสะดวกให้เรือของประเทศอื่นที่ไม่ได้ฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมสามารถเดินเรือผ่านน่านน้ำในภูมิภาคได้ตามปกติ

ด้านสื่อทางการอิหร่านรายงานว่า กองทัพอิหร่านได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต เพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ทางด้าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ตอบโต้ว่า อิหร่านจะยังคงเป็น “ผู้พิทักษ์” ช่องแคบฮอร์มุซเช่นเดิม.

ที่มา BBC

เผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด

เผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด

13 ก.ค. 2569 23:49 น.

เผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด

แพทย์นิติเวชเผยว่า ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.สหรัฐฯ คนดัง เสียชีวิตจากอาการ หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด อันเป็นผลมาจากโรคหัวใจ

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ก.ค. 2569 แพทย์นิติเวชประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เปิดเผยว่า นายลินด์เซย์ เกรแฮม สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันและพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสียชีวิตจากอาการ “หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด” ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด คือการเกิดรอยฉีกขาดในเส้นเลือดแดงหลักที่ทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงร่างกาย

ทั้งนี้ นายเกรแฮมเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะมีอายุได้ 71 ปี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (11 ก.ค.) หลังล้มป่วยระยะเวลาสั้นๆ โดยโฆษกของเขากล่าวในวันจันทร์ว่า ใบมรณบัตรจะยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ จนกว่า “การทดสอบทางพิษวิทยาและการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ทั้งหมด” จะเสร็จสิ้นเรียบร้อย

นักการเมืองจากรัฐเซาท์แคโรไลนาผู้นี้ได้รับเลือกเข้าสู่ วุฒิสภาในปี 2545 และถือเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดของวอชิงตันในด้านนโยบายต่างประเทศ โดยเขามักจะผลักดันให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงในต่างแดนอยู่บ่อยครั้ง

นายเกรแฮมเพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หรือ 1 วันก่อนจะเสียชีวิต โดยเขาได้เข้าพบกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เพื่อหารือกันในเรื่องต่างๆ ด้วย

เซเลนสกีกล่าวว่าเขารู้สึก “เสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการจากไปของเกรแฮม โดยได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ลินด์เซย์คือผู้ปกป้องเสรีภาพและค่านิยมที่แท้จริง ซึ่งช่วยทำให้โลกของเราปลอดภัยยิ่งขึ้น”

นายเกรแฮมยังเป็นที่รู้จักจากการมีจุดยืนสนับสนุนการแทรกแซงในนโยบายต่างประเทศ และเขาได้ให้การสนับสนุนอย่างแข็งกร้าวต่อสงครามในอิหร่าน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส (CBS) ว่า สหรัฐฯ จะ “ทำลายล้าง” อิหร่าน หากอิหร่านไม่ยอมรับเรื่องที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้ นายเกรแฮมเคยเป็นผู้หนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวยง โดยในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2559 เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าเราเสนอชื่อทรัมป์ พวกเราจะถูกทำลายย่อยยับ… และเราก็สมควรได้รับมันแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เขาได้ลงคะแนนเสียงคัดค้านการเอาผิดทรัมป์ในกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือ อิมพีชเมนต์ ในปี 2564 และเปลี่ยนมาให้การสนับสนุนทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2567

“โดนัลด์ ทรัมป์ มีด้านที่มืดมน… แต่เขาก็เป็นประธานาธิบดีที่ดีมากคนหนึ่ง และที่ผมยังคงอยู่เคียงข้างเขา ก็เพราะผมเห็นสิ่งที่เขาได้ทำลงไป” นายเกรแฮมบอกกับบีบีซีเมื่อปี 2566 โดยยกผลงานของทรัมป์เรื่องการควบคุมชายแดนในภาคใต้ของสหรัฐฯ และการสังหาร กาเซม โซเลย์มานี ผู้บัญชาการคนสำคัญของอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บังกลาเทศอ่วม ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน คร่าชีวิตผู้คนแล้ว 51 ศพ

บังกลาเทศอ่วม ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน คร่าชีวิตผู้คนแล้ว 51 ศพ

13 ก.ค. 2569 23:02 น.

บังกลาเทศอ่วม ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน คร่าชีวิตผู้คนแล้ว 51 ศพ

บังกลาเทศเผชิญฝนตกหนักหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 51 ศพ ขณะที่พยากรณ์อากาศเตือนว่า อาจมีเหตุน้ำท่วมเกิดขึ้นอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ค. 2569 ว่า บังกลาเทศเผชิญฝนตกหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงที่เมืองหลวงกรุงธากา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 51 ศพ ขณะที่ประชาชนหลายพันคนต้องสูญเสียบ้านเรือน

จนถึงตอนนี้ ผู้เสียชีวิตกว่าครึ่ง หรือ 28 ราย ถูกพบที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ (Cox’s Bazar) ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในเขตดังกล่าว ทำให้มีนักเรียนหลายคนกับครูอีกหนึ่งคนเสียชีวิต

ทั้งนี้ บังกลาเทศเป็นประเทศพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีแม่น้ำหลายสาย และมักจะเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงฤดูมรสุมประจำปี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ฝนตกหนักรุนแรงและถี่ขึ้นกว่าเดิม

บังกลาเทศเริ่มเผชิญฝนตกหนักระลอกล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยสถานการณ์รุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลประกาศเตือนภัยน้ำท่วมและดินถล่ม พร้อมทั้งอพยพครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง และเลื่อนการสอบของนักเรียนออกไป

น้ำท่วมถนนในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เมื่อ 12 ก.ค. 2569
น้ำท่วมถนนในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เมื่อ 12 ก.ค. 2569

ทางการระบุว่า นับจนถึงวันอาทิตย์ มีประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้แล้วมากกว่า 1 ล้านคน และปัจจุบันมีประชาชนหลายพันคนต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงของรัฐบาล

ขณะที่ตามรายงานของสำนักข่าว บีบีซี การจราจรในกรุงธากาชะลอตัวลงเนื่องจากมีน้ำท่วมขังบนท้องถนน โดยบางพื้นที่ระดับน้ำสูงถึงเข่า ทำให้ในวันจันทร์ที่ผ่านมา สื่อท้องถิ่นบางสำนักออกมาตั้งคำถามถึงความพยายามของรัฐบาลชุดก่อนในการปรับปรุงระบบระบายน้ำในกรุงธากา

ซาร์เดอร์ อุดอย ไรฮาน จากศูนย์พยากรณ์และเตือนภัยน้ำท่วม เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า สถานการณ์ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศน่าจะเริ่มคลี่คลายในเร็ว ๆ นี้ แต่มรสุมจะยังคงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและทางตอนเหนือของบังกลาเทศ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศ ปิดกั้นท่าเรืออิหร่านรอบใหม่ เล็งเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20%

ทรัมป์ประกาศ ปิดกั้นท่าเรืออิหร่านรอบใหม่ เล็งเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20%

13 ก.ค. 2569 21:48 น.

ทรัมป์ประกาศ ปิดกั้นท่าเรืออิหร่านรอบใหม่ เล็งเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ 20%

ทรัมป์ประกาศจะนำมาตรการปิดกั้นท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง และวางแผนจะเก็บค่าผ่านช่องแคบดังกล่าวจากเรือพาณิชย์ต่างๆ ในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าที่ขนส่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า เขาจะนำมาตรการปิดล้อมเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง และจะเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือพาณิชย์ลำอื่น ๆ ที่ต้องการเดินทางผ่านเส้นทางเดินเรือสายนี้

“ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอยู่ และจะยังคงเปิดต่อไป ไม่ว่าจะอิงตามอิหร่านหรือไม่ก็ตาม เรากำลังนำ ‘มาตรการปิดล้อมอิหร่าน’ กลับมาใช้อีกครั้ง ที่เรียกว่าอย่างนั้นก็เพราะมันมีไว้เพื่อสกัดกั้นเฉพาะเรือหรือลูกค้าของอิหร่านไม่ให้เข้าหรือออกเท่านั้น ส่วนประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องแคบนี้ได้อย่างเป็นธรรมและเปิดกว้าง”

นอกจากนั้น ทรัมป์ย้ำด้วยว่า สหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น “ผู้พิทักษ์” แห่งช่องแคบฮอร์มุซ และจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้า เพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่สหรัฐฯ ในการดูแลรักษาความปลอดภัยของช่องแคบดังกล่าว

“นับจากนี้เป็นต้นไป สหรัฐอเมริกาจะได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ผู้พิทักษ์แห่งช่องแคบฮอร์มุซ’ แต่ในฐานะดังกล่าว และเพื่อความยุติธรรม เราจะได้รับการชดเชยในอัตรา 20% ของสินค้าทุกชนิดที่จัดส่ง สำหรับค่าใช้จ่ายใด ๆ และทั้งหมดที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่พื้นที่ที่มีความผันผวนอย่างมากของโลกแห่งนี้”

ทั้งนี้ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันระดับโลก ได้กลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคหลักของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยการปิดล้อมช่องแคบอย่างมีประสิทธิภาพของอิหร่านได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก

สหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาปะทะกันอีกครั้ง หลังจากอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์หลายลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยอ้างว่า เพื่อลดขีดความสามารถในการโจมตีเรือของอิหร่านลง

เตหะรานประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเมื่อวันเสาร์ (11 ก.ค.) โดยอ้างว่า มีการเดินเรือผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาในวันอาทิตย์ ทางการอิหร่านกล่าวว่าการสัญจรยังคงถูกระงับ และจะมีการออกใบอนุญาตอีกครั้งเมื่อ “เสถียรภาพและความสงบเรียบร้อย” กลับคืนมา

อนึ่ง การตอบโต้กันครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการยกระดับความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของความถี่และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของการโจมตี ทำให้ข้อตกลงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเพิ่งลงนามเมื่อเดือนก่อน ตกอยู่ในความไม่แน่นอน ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในช่วงระยะเวลา 60 วัน เพื่อเจรจาหาทางทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงคราม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก “แบบค่อยเป็นค่อยไป”

อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก "แบบค่อยเป็นค่อยไป"

13 ก.ค. 2569 17:05 น.

อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก “แบบค่อยเป็นค่อยไป”

ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปแถลงเตรียมเสนอร่างกฎหมายใหม่ควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนทั่วทั้ง 27 ประเทศสมาชิก โดยจะใช้มาตรการจำกัดการใช้งานแบบ “ค่อยเป็นค่อยไปตามช่วงอายุ” หลังผลวิจัยจากคณะผู้เชี่ยวชาญชี้ชัด เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีควรเล่นโซเชียลภายใต้การดูแลของบิดามารดาเท่านั้น พร้อมเดินหน้าเอาผิดแพลตฟอร์มที่ใช้ฟีเจอร์ที่ทำให้เด็กเสพติด

นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยว่า ทางสหภาพยุโรปมีแผนที่จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจำกัดและควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยจะเน้นการเข้าถึงแบบ “เป็นขั้นเป็นตอนและค่อยเป็นค่อยไปตามกลุ่มอายุ”

การแถลงข่าวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยแพทย์ นักวิชาการ ตัวแทนเยาวชน และผู้ปกครอง ที่ได้รับมอบหมายจากสหภาพยุโรป ได้ส่งรายงานคำแนะนำอย่างเป็นทางการ โดยมีข้อเสนอแนะหลักด้านการใช้งานดิจิทัลของเด็กแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้:

  1. กลุ่มทารกและเด็กวัยหัดเดิน: ห้ามเข้าถึงและอยู่หน้าจอโดยเด็ดขาด 
  2. กลุ่มเด็กอายุระหว่าง 3 ถึง 12 ปี: สามารถใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลและโซเชียลมีเดียที่เหมาะสมกับวัยได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมของอดีตผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่อย่างใกล้ชิดเท่านั้น
  3. กลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 13 ถึง 18 ปี: สามารถใช้งานโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองมากขึ้น แต่แพลตฟอร์มเหล่านั้นจะต้องมี “ฟีเจอร์ความปลอดภัยหลัก” เพื่อปกป้องเยาวชน

ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวเน้นย้ำว่า “สิ่งที่เราเห็นพ้องตรงกันในตอนนี้คือความจำเป็นในการกำหนดอายุเริ่มต้นที่เด็กจะสามารถเข้าร่วมใช้งานโซเชียลมีเดียได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นี่ไม่ใช่คำถามที่ว่าเด็ก ๆ จะเข้าถึงโซเชียลมีเดียเมื่อใด แต่เป็นคำถามที่ว่า โซเชียลมีเดียจะเข้าถึงตัวลูกหลานของเราเมื่อใดและอย่างไรต่างหาก” 

ความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการตื่นตัวทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยของเด็ก เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียที่ได้ผ่านกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวดไปก่อนหน้านี้ รวมถึงในสหรัฐอเมริกาที่มีคดีความใหญ่โตที่คณะลูกขุนสั่งให้บริษัท เมตา และกูเกิล จ่ายค่าเสียหายให้แก่หญิงสาววัย 20 ปีรายหนึ่งที่ยื่นฟ้องว่าระบบที่ทำให้เสพติดของแพลตฟอร์มส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเธออย่างรุนแรง

ภายในภูมิภาคยุโรปเอง หลายประเทศเริ่มมีความเคลื่อนไหวและข้อเสนอที่แตกต่างกัน โดยสเปน ต้องการสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ ส่วนฝรั่งเศส เสนอสั่งห้ามในเด็กอายุ 15 ปีลงไป ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น โปรตุเกส, เดนมาร์ก, กรีซ, โปแลนด์, ออสเตรีย, ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการจำกัดอายุเช่นกัน แต่เอสโตเนียแสดงท่าทีคัดค้านการสั่งห้ามเด็ดขาด

คณะกรรมาธิการยุโรปจึงต้องเร่งเข้ามาเป็นแกนนำในการกำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทั่วทั้ง 27 ประเทศสมาชิก โดยผลการศึกษาดังกล่าวไม่ได้เสนอให้ “สั่งห้ามอย่างเบ็ดเสร็จ” แต่เน้นย้ำไปที่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ อียูยังระบุว่าความรับผิดชอบหลักต้องตกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยนางฟอน แดร์ ไลเอิน ระบุว่า “ในยุโรป ใครก็ตามที่เป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตนเอง แพลตฟอร์มต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบริการของพวกเขาไม่ก่อให้เกิดอันตราย”

ด้าน นายไมเคิล แมคกราธ ผู้อำนวยการฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่ากฎหมายใหม่ที่จะออกมาในปีนี้ จะเพิ่มการคุ้มครองเด็กจากการออกแบบแอปพลิเคชันที่จงใจสร้างความเสพติด โดยชี้ว่าตลาดดิจิทัลในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจและครอบงำพฤติกรรมของผู้ใช้ กฎใหม่นี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้งานได้อย่างอิสระโดยปราศจากการครอบงำทางจิตวิทยา

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ยกระดับการกดดันด้วยการส่งหนังสือสั่งการไปยังเฟซบุ๊ก  และอินสตาแกรม ของบริษัท เมตา ให้ถอดถอนฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้ใช้งานเกิดอาการเสพติดออกไป หลังจากที่เคยออกคำเตือนในลักษณะเดียวกันนี้กับติ๊กต็อก (TikTok) ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งหากคดีความนี้พบว่าบริษัทละเมิดกฎหมายดิจิทัลของอียูอย่างร้ายแรง อาจต้องเผชิญกับโทษปรับเป็นเงินจำนวนมหาศาล.

ที่มา European Commission / AFP

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนทท.ฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

สุรศักดิ์ เผย ครม. เคาะฟรีวีซ่าอินเดีย 30 วัน ดึงนักท่องเที่ยวฟื้นหลังร่วงเกือบ 20% เซ่นปมสับสนกลับใช้ VOA

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) โดยอนุมัติให้ นักท่องเที่ยวชาวอินเดียได้รับสิทธิพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 30 วัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เพื่อสร้างความชัดเจนของมาตรการและกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดสำคัญ

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวอินเดียเคยได้รับสิทธิพำนัก 60 วัน แต่หลังจาก ครม.มีมติยกเลิกมาตรการดังกล่าว ทำให้เกิดความสับสนว่าสิทธิเดิมสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ และกังวลว่าจะต้องกลับไปใช้ระบบ Visa on Arrival (VOA) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ช่วงที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอินเดียลดลงเกือบ 20% เนื่องจากความไม่ชัดเจนของมาตรการ

“ครม.จึงเห็นชอบให้ฟรีวีซ่า 30 วัน เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของไทย และหากในอนาคตพบปัญหาจากมาตรการดังกล่าว รัฐบาลก็สามารถนำกลับมาทบทวนได้”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นอกจากอินเดียแล้ว ครม.ยังเห็นชอบทบทวนสิทธิการเดินทางเข้าประเทศของหลายประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวและการอุดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์

ด้าน นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้เป็นการพิจารณาสิทธิของแต่ละประเทศโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน โดย ครม.เห็นชอบให้ 59 ประเทศและดินแดน ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน พร้อมเพิ่มสิทธิให้ 5 ประเทศ ได้แก่ โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศและการเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย

นอกจากนี้ ครม.ยังกำหนดให้ มอริเชียสและเซเชลส์ ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราและพำนักได้ไม่เกิน 15 วัน ขณะที่สิทธิ Visa on Arrival จะคงไว้สำหรับ 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย โดยยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อให้เป็นไปตามหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ” และลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนมาตรการใหม่มีผลบังคับใช้ จะยังคงได้รับสิทธิตามมาตรการเดิมจนกว่าจะครบกำหนดระยะเวลาพำนัก