สมชัย ชี้ตรรกะย้อนแย้ง แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้?

สมชัย ชี้ตรรกะย้อนแย้ง แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้?

สมชัย ชี้ตรรกะย้อนแย้ง แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้?

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.15 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 จากกรณีมีรายงานว่า  หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีวาระการพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมลับ 7 คนซึ่งคาดว่าจะเป็นการหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯ กกต. เนื่องจาก กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงานฯ รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวม และนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่)

ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ ว่า 

กกต. ประเมิน เลขาแสวง ไม่ผ่าน แล้วประชาชน มีสิทธิประเมิน กกต.ไหม

คำตอบ คือ ไม่   โดยไม่ว่า กกต. จะทำงานแย่แค่ไหน ก็ไม่มีใครมีสิทธิประเมิน กกต. 

ลองตั้งเกณฑ์การประเมินสัก 5 หัวข้อ ให้อย่างละ 20 คะแนน ลองประเมินแบบ subjective ได้ผล ดังนี้

1. ประสิทธิผลการทำงาน  การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นและประกาศได้ภายในกรอบกฎหมาย 20 คะแนน  ผมให้ แสวง : กกต.  20 เต็มทั้งคู่  เพราะเขาทำได้ ไม่ผิดอะไร

2. การจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม ไม่มีซื้อเสียง  จัดการลงโทษ กับคนทุจริตเลือกตั้งให้ 5/20 ทั้งคู่  เพราะคนรู้กันทั่วเมือง แต่ กกต. ไม่รู้

3. ประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง ใช้งบประมาณโดยประหยัด สืบสวนสอบสวนมีมติวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ให้ แสวง 8/20 ให้ กกต. 10/20  ผมว่า ยังใช้เงินเปลือง  ไม่คุ้มค่านะ

4. การสื่อสารสร้างความ เข้าใจแก่ประชาชน การให้ข้อมูลต่อสาธารณะ  ให้แสวง 14/20 ให้ กกต. 2/20  ลุงแหวงยังออกมาสื่อสารให้คนด่า ส่วนกกต. แทบไม่เห็นหน้า 

5. ภาพรวมในเรื่องความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งและการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง  ให้แสวง 12 ให้ กกต. 12 เท่ากัน
คะแนนรวม แสวง 20+5+8+14+12 ‎ = 59

คะแนนรวม กกต.

20+5+10+2+12 ‎ = 49

อ.ไชยันต์ เตือนพรรคส้ม เลิกสับสนทฤษฎี-อย่าหลงคิดว่า สถานการณ์สุกงอม จนซ้ำรอยอดีต!

อ.ไชยันต์ เตือนพรรคส้ม เลิกสับสนทฤษฎี-อย่าหลงคิดว่า สถานการณ์สุกงอม จนซ้ำรอยอดีต!

อ.ไชยันต์ เตือนพรรคส้ม เลิกสับสนทฤษฎี-อย่าหลงคิดว่า สถานการณ์สุกงอม จนซ้ำรอยอดีต!

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.19 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปัญหาของพรรคประชาชน ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เกิดขึ้นทั่วไปและทั่วโลก

ที่พรรคฝ่ายซ้ายพยายามต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภา แทนที่จะปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือ ประท้วง และปฏิวัติยึดอำนาจรัฐ

แนวคิดการต่อสู้ด้วยวิถีทางรัฐสภาของฝ่ายซ้ายเริ่มขึ้นโดย เอดูอาร์ท แบร์นชไตน์ ในปี ค ศ 1902 การตั้งพรรคจึงมีลักษณะของพรรคการเมืองทั่วไปที่เน้นการชนะเลือกตั้ง ไม่ได้เน้นการปฏิวัติล้มล้าง

ส่วนพรรคแนวหน้า หรือ vanguard party ที่มีที่มาจาก เลนิน และเริ่มในปี ค ศ 1902 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับแบร์นชไตน์พรรคแนวหน้าเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายคือ การปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม และสถาปนารัฐสังคมนิยมที่เผด็จอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพ

ดังนั้น พรรคแนวหน้าจึงจำต้องเป็นองค์กรที่มีการจัดระเบียบวินัยสูงโดยชนชั้นนำชนชั้นนำที่ว่านี้ จะต้องเป็น “นักปฏิวัติมืออาชีพ” ที่มุ่งเน้นการนําชนชั้นแรงงานยึดอํานาจและสร้างสังคมนิยมขึ้น
การดำเนินงานของพรรคจะอยู่บนหลักการการรวมศูนย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ย้อนแย้งกัน แต่มีความจำเป็น

ในทางกลับกัน พรรคการเมืองทั่วไปมักเป็นองค์กรมวลชนที่เน้นการชนะการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาล และเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ที่กว้างขึ้นและมักจะมีความหลากหลายภายในระบบการเมืองที่มีอยู่

ถ้าใครในพรรคประชาชนจะมีความสับสน ก็น่าจะเป็นตัวคนที่เป็นนักทฤษฎีมากกว่าคนอื่นใด ไม่ต่างจากนักศึกษาปัญญาชนในช่วง 6 ตุลา 2519 ที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด โดยเข้าใจไปเองว่า สถานการณ์สุกงอมแล้ว และตนสามารถประสานทฤษฎีกับการปฏิบัติ (praxis) ได้ถูกต้องจริงๆและแทนที่จะยอมรับความผิดพลาด กลับโทษโน่นนี่นั่น ยกเว้นตัวเอง !

ป ล : ไม่ว่านักทฤษฎี หรือ นายทุน ของพรรค

ขอแนะนำด้วยความหวังดีนะครับว่า

”อย่าไปเชื่อไอ้นั่นมันเลยครับ ฟังได้ แต่พวกคุณต้องเอามาย่อย เอามาประยุกต์ รู้จักปรับใช้ตามสถานการณ์“

20ผอ.เขตไม่ยอม แจ้งความนักการเมือง ปูดซื้อขายเก้าอี้-เต้าไต่

20ผอ.เขตไม่ยอม  แจ้งความนักการเมือง  ปูดซื้อขายเก้าอี้-เต้าไต่

20ผอ.เขตไม่ยอม แจ้งความนักการเมือง ปูดซื้อขายเก้าอี้-เต้าไต่

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศึกผู้ว่าฯกทม.ยังระอุ “ชัชชาติ” ยืนกรานไม่มีระบบอากง หรือการ เรียกรับผลประโยชน์ ขณะที่ 20 ผอ.เขตไม่ยอม ลุกฮือแจ้งจับนักการเมือง อ้างเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีหลังโดนกล่าวหาซื้อขายตำแหน่ง-ใช้เต้าไต่ ด้าน “จุลพันธ์” รีบโบ้ยเรื่อง “จิรายุ” ออกมาเปิดโปงเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพับพรรคเพื่อไทย ด้านอดีตสส.คนดังปุดต่อต่ออากงสั่งผอ.เขตแห่แสดงพลัง เย้ยฤดูฝนทำไมดูร้อน

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดนัดเศรษฐี เขตบางนา กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกพาดพิงเรื่อง
“ระบบอากง”ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีบทบาทในการบริหารงานและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการบุคลากรในสังกัด กทม.

‘ชัชชาติ’ยันไม่มี‘ระบบอากง’

โดยนายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่เคยมี“ระบบอากง”และว่าถ้าพูดถึง“อากง” ก็คือท่านต่อศักดิ์ โชติมงคล ซึ่งเป็นอดีตประธานที่ปรึกษาของตน ทำงานร่วมกับทีมทั้งหมด เราไม่ได้ทำงานคนเดียว จะทำงานเป็นทีม เป็นแนวทางการดำเนินงาน โดยตนเองเป็นผู้ว่าฯเป็นหัวหน้าทีม ต้องรับผิดชอบทั้งหมดแต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ว่าฯ แต่อย่างใด

“เหมือนไปใส่คำให้ดูมีสีสัน คำว่า“อากง”ฟังดูตื่นเต้น ลึกลับดีมั้งก็เลยมีคนมาตั้งเป็นชื่อ แต่ผมว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียว ทุกคนเป็นทีมช่วยกันปรึกษากัน”นายชัชชาติ ย้ำ

ไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์

นายชัชชาติยังกล่าวอีกว่าเรื่องโยกย้ายตรงไหนที่มีปัญหาก็แจ้งเข้ามา ตนยืนยันว่าไม่เคยมี เป็นสิ่งแรกที่พูดเลยว่าการโยกย้าย ต้องอาศัยหลักความสามารถเป็นหลัก เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ไปรับเงินเรื่องโยกย้าย เราต้องไปเป็นทาสคนนั้นตลอดชีวิต ตนยืนยันว่าเอาคนทุจริตคอร์รัปชันมาอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ เป็นสิ่งที่ห้ามมาตลอด ก็รอดูว่าจะมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ เราก็น้อมรับฟังก็เสียดายทำไมไม่รีบแจ้งตอนที่เราอยู่ ถ้าเกิดมีจริงจะได้รีบแก้ไข ไม่ต้องมารอแจ้งใกล้ๆ เลือกตั้งก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เมื่อไหร่เราก็พร้อมที่จะชี้แจงก็ขอข้อมูลด้วย เรื่องจ่ายเงินในการรับซื้อ ผลประโยชน์ ตนไม่เคยทราบและไม่เคยเป็นนโยบาย ไม่เคยสั่ง

“เราเป็นผู้ว่าฯไปรับเงินจากพวกนี้ได้อย่างไร เราเลือกคนที่ผลงานและผลงานที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปี แสดงว่าเราเลือกคนที่เก่งมาทำงาน ไม่ใช่เราเก่ง เพราะทีมงานเราเก่ง คนที่เราเลือกมาทำงานเป็นคนที่ดีมีคุณภาพ ถึงตอบโจทย์ประชาชนได้ ผอ.เขต เราก็ลงไปตลอด รู้ว่าคนไหนดีไม่ดี ถ้าเลือกคนที่ซื้อตำแหน่ง แล้วจะไปรับใช้ประชาชนได้อย่างไร”

เช็คแล้วไม่มีรับเงินแลกโยกย้าย

เมื่อถามว่าทำไมถึงเป็นเป้าถูกเอาประเด็นระบบอากงมาตี มีการบอกว่า “อากง”เหมือนกับหน้าด่านทุกอย่าง  นายชัชชาติกล่าวว่า คงเป็นคนที่เป็นเป้า เพราะคนสนใจกับท่านต่อศักดิ์เองคุยกันตลอดเป็นประธานที่ปรึกษาฯมีข้อมูลต่างๆ เยอะประเด็นนี้ก็เช็คแล้วเช็คอีก บอกไม่มีอะไร เรื่องโยกย้ายต่างๆก็ร่วมกันดู มีกรรมการคัดเลือก ให้คะแนนต่างๆ เป็นเรื่องของทีมไม่มีใครที่มีอำนาจขนาดนั้น เราเป็นมา 4 ปีแล้ว ก็เห็นว่าการโยกย้ายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนก็ทำงานได้ดีและรับใช้ประชาชนได้เป็นอย่างดี

เป็นนักการเมืองยอมให้ตรวจสอบ

“ผมว่าเรื่องธรรมดา เราเป็นนักการเมืองต้องยอมให้การตรวจสอบอยู่แล้ว สุดท้ายขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามองอย่างไร เราก็โดนโจมตีมาตลอดตั้งแต่สมัยแรกแล้ว มีทั้งไม่ทำงาน วิ่งเยอะ ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง สุดท้ายก็แล้วแต่ประชาชน หน้าที่เราคือชี้แจงข้อเท็จจริง”นายชัชชาติ ย้ำ

นายชัชชาติ กล่าวถึง ส่วนประเด็นสก. ยืนยันว่าไม่มี สก. ของเรา แต่ขอให้เป็น สก. ที่ดี มีคุณภาพ ซื่อสัตย์สุจริต ดูแลประชาชน ให้เกียรติข้าราชการ ซึ่งตนว่าทุกพรรคมี สก. ดีๆ ก็อยากให้ประชาชนช่วยกันเลือกเข้ามา เป็น สก. ที่โปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนหน้าที่เราคือต้องทำงานกับทุกคนให้ได้ ไม่มีศัตรูเลย นี่คือการเมืองสร้างสรรค์ ที่เราช่วยกัน มีอะไรก็แนะนำกัน

ไม่มีทีมสก.พร้อมทำงานได้ทุกคน

เมื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมา มีภาพผู้สมัคร สก. ทีมคนทำงานไปชนหมัดมีคนเหมาว่าอย่างไรก็เป็นทีมเดียวกัน  นายชัชชาติกล่าวว่า ตนก็เจอหลายคนก็ชนหมัดกัน เราไม่ได้บอกว่าให้กาให้ผู้สมัคร กับเพื่อไทย ก็เจออิสระก็เจอ เจอทุกกลุ่ม หลายคนก็เคยทำงานร่วมกันมา โดยเฉพาะ สก. เก่า รู้จักหมด ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทักทายกัน แต่ตนก็ไม่ได้ไปเดินประกาศหาเสียงว่าให้เลือกใคร และก็บอกว่าห้ามมาพูดให้เลือกผู้ว่าฯ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง มันไม่ผิดที่เราจะมีคนรู้จัก เจอกันทักทายกัน ให้กำลังใจกัน ก็ถือว่าลงในสนามเดียวกัน

‘หลานจิรายุ’ทำงานดี ไร้ปัญหา

เมื่อถามอีกว่าจะเกี่ยวกับเขตคลองสามวา ที่หลานสาวนายจิรายุลงสมัคร สก. ด้วยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกันสก. เก่า หลานท่านจิรายุก็ทำงานดี คุยกันตลอด ช่วยผลักดันหลายๆ โครงการ ที่ถนนหนองระแหงทำสำเร็จ ชาวบ้านก็รักหมด ส่วนตัวก็ยังชอบพอกับอดีตสก.ที่เป็นหลานท่าน ก็สนิทกัน เป็นคนทำงานดี อยู่ในพื้นที่มีปัญหาก็มาช่วยแก้ไข มีทำโครงการแถวถนนกีบหมู ที่รถติด ทำทางยกระดับให้บรรเทาการจราจร ลงพื้นที่ด้วยกันบ่อย ก็ไม่ได้มีปัญหา ทำงานด้วยกันได้ดี

ตอกย้ำเป็นอิสระไม่มีเอี่ยวพรรคใด

เมื่อถามต่อว่ามีดราม่าเปิดแผลในช่วงที่คะแนนกำลังจะนำ นายชัชชาติกล่าวว่าก็ทำใจมากๆคิดว่าคุณจิรายุ คงตั้งใจอยากจะทำให้เป็นการเมืองที่โปร่งใส มีคุณภาพ เราคงไม่คิดเรื่องอื่น คงไป
เดาใจท่านไม่ได้ แต่คิดว่าถ้าท่านพูดอะไร เราก็ต้องเอาตรงนั้น มาปรับปรุง มาดูข้อเท็จจริง

เมื่อถามย้ำว่ามองอย่างไรที่บอกว่าไม่ได้ดูเป็นอิสระ เหมือนกับว่ามีภาพพรรคเพื่อไทย นายชัชชาติ ตอบว่า“โอ้โห ด่าผมขนาดนี้ จะไม่เหมือนยังไงก็ต้องขอบคุณท่านจิรายุนะที่กรุณาช่วยมาพูด มาตำหนิเรื่องนี้ก็จะเห็นว่าเราเองก็อิสระเพื่อไทยเขาเองก็ยังมาบ่นเราเลย ผมว่าดีแล้ว เราก็ยืนยันมาตลอดว่า อิสระอยู่แล้ว ไม่หลอกประชาชน เราไม่ได้อยู่กับพรรคไหน เพื่อไทยก็เป็นเพื่อนกัน เพราะเคยอยู่เพื่อไทยมาก่อน แต่ตั้งแต่สมัยแรกแล้ว ก็อิสระแล้ว มันก็ดี เราก็ทำในสิ่งที่เราต้องการได้ ในกำลังที่เราทำได้”

‘จิรายุ’แฉอีก!อากงสั่งผอ.เขตโชว์พลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เปิดโปงถึงการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในกรุงเทพมหานครซึ่งพาดพิงถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต ผู้ว่าฯกทม.นั้น

ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “วันนี้ 16.00 น. ผอ.เขตกทม.ทั้งหมดถูก“อากง”สั่งให้ไปแสดงพลังว่าไม่ได้รับเงินไม่ได้ทุจริต โดยมีคำสั่งให้ไปแสดงพลังที่กทม.1 ห้องเจ้าพระยา : เห้ย ฤดูฝนแล้ว ทำไม#ลื้อดูร้อน แล้วไปอัดเสียงอากงเขาทำไมตอนสั่ง”

ผอ.เขตกทม.20เขตรวมพลังกทม.1

มีรายงานว่าได้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กลุ่มผู้อำนวยการเขตสังกัดกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) ประมาณ 20 เขต ได้นัดหมายรวมตัวที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในเวลาประมาณ
16.00 น. เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมือง รายหนึ่งภายหลังได้รับผลกระทบจากถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมการทุจริตซื้อขายตำแหน่งภายในองค์กร

แจ้งเอาผิดนักการเมืองปูดซื้อขายเก้าอี้

โดยกลุ่มผอ.เขตเตรียมเดินทางไปยังสน.สำราญราษฎร์ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนักการเมืองในประเด็นการถูกพาดพิงถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีข้าราชการฝ่ายประจำนอกเหนือประเด็นเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตแล้ว  กลุ่มผู้อำนวยการเขตที่เป็นสตรี เตรียมจะดำเนินการร้องทุกข์เพิ่มเติมในคดีหมิ่นประมาทด้วยสืบเนื่องจากนักการเมืองคนดังกล่าวได้มีการใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะเหยียดเพศและลดทอนคุณค่า โดยระบุว่าผู้อำนวยการเขตหญิงใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือ“ใช้เต้าไต่” เพื่อแลกกับการเลื่อนขั้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งกลุ่มผอ.หญิง มองว่าเป็นการละเมิด และลดทอนเกียรติยศในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างร้ายแรง

ย้ำรวมพลังเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีขรก.

แหล่งข่าวภายในเปิดเผยว่าในการรวมตัวตบเท้าเข้าโรงพักของกลุ่มผอ.เขตในครั้งนี้ มีชนวนเหตุมาจากการเปิดประเด็นโจมตีของนักการเมืองซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรีของระบบราชการกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก การเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่การทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะแต่เป็นการทำเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของข้าราชการฝ่ายประจำของกรุงเทพมหานครโดยรวมด้วย

ยันยุค‘ชัชชาติ’แต่งตั้งโปร่งใส

พร้อมกันนี้กลุ่มผอ.เขตได้ร่วมกันยืนยันข้อเท็จจริงว่าตลอดระยะเวลาการบริหารงานของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีพฤติกรรมหรือปรากฏการทุจริตซื้อขายตำแหน่งตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในปัจจุบันเป็นไปตามขั้นตอน ขีดความสามารถ และมีความโปร่งใส

จุลพันธ์ปัดไฟเขียว‘จิรายุ’แฉ‘ชัชชาติ’

ก่อนหน้านี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม.พรรคเพื่อไทยออกมาเปิดโปงถึงการทุจริตซื้อขายตำแหน่งข้าราชการในกทม.หรือระบบอากงซึ่งพาดพิงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.ได้รับไฟเขียวจากพรรคหรือไม่ โดยนายจุลพันธ์หัวเราะก่อนยืนยันว่า “ไม่มีไฟเขียวหรือไฟแดง”

ยันทำในนามส่วนตัวย้ำพท.ไม่เกี่ยว

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่าในส่วนของนายจิรายุเป็นเรื่องของความคิดเห็นและตัวท่านอาจจะมีข้อมูลส่วนตัวซึ่งตนไม่ได้เห็นและท่านก็ดำเนินการตามสิทธิของประชาชนคนหนึ่ง ไม่ได้ทำในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย แม้นายจิรายุจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะต้องเดินหน้าในกรอบเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิตามส่วนตัว
เมื่อถามว่าจะเรียกนายจิรายุมาสอบถามหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งตัวผู้สมัคร และการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปล่อยให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นดำเนินการ

กกต.เผยหาเสียงกทม.7วันไร้ร้องเรียน

ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร(ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึง ภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)ว่าภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่มีเรื่องร้องเรียน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและลักษณะต้องห้าม ในการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใน 7 วัน ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ โดยขณะนี้ผู้สมัครได้มีการเริ่มหาเสียงแล้ว ในส่วนของจำนวนป้ายหาเสียง อาจจะยังมีไม่มาก เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งผู้สมัครได้มีการยื่นบัญชีหาเสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ช่วยหาเสียงรวมถึงเวทีปราศรัยหาเสียง และยานพาหนะ ที่จะใช้ในการหาเสียงต่อกกต.กทม.โดยทุกคนอยู่ระหว่างการดำเนินการและอยู่ในกฎกติกา

“ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งตลอดช่วง 7 วันของการหาเสียงที่เป็นหนังสือ แต่อาจจะมีการพูดคุยตามโซเชียลมีเดียว่า จะมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ยังไม่เห็นว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามากกต.กทม.รวมถึงเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง” ผอ.กกต.กทม.ย้ำ

ส่งชุดเคลื่อนที่เร็ว50ชุดเกาะติดพื้นที่

ในส่วนของการติดตามการหาเสียงของผู้สมัครนั้นจะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่ รวมถึงสังเกตการในส่วนของการดำเนินการและการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ รวมถึงสังเกตการณ์การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ในขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน 50 ชุด ใน 50 เขตเลือกตั้ง หากมีการร้องเรียนหรือมีการแจ้งเบาะแส เราก็จะแจ้งไปยังชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งหมดเพื่อเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้งสส. ที่ผ่านมา

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จ การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ทำให้เกิดการร้องเรียนหรือตีความที่จะทำให้กระบวนการล่าช้า”

นายนิกร จำนง

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

สีหศักดิ์สู้เขมร ถกทีมกฎหมาย รับมือฮุนมาเนต ปมใช้UNCLOS

สีหศักดิ์สู้เขมร  ถกทีมกฎหมาย  รับมือฮุนมาเนต  ปมใช้UNCLOS

สีหศักดิ์สู้เขมร ถกทีมกฎหมาย รับมือฮุนมาเนต ปมใช้UNCLOS

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพประณามเพจ บิดเบือนภาพรั้วชายแดน เชื่อใช้ AI ดัดแปลง-ตัดต่อภาพ ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด ด้านโฆษกรัฐบาล เผยผู้ให้ข่าวเปิดด่านสระแก้ว ยอมรับให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ย้ำชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องอ่อนไหว ขอให้รายงานข่าวด้วยความรับผิดชอบ หากสร้างความเข้าใจผิดต้องถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีเพจดึกดำบรรพ์ เผยแพร่ข้อความและภาพเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ได้ชี้แจงต่อสาธารณชนส่งผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน สร้างความสับสน และก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเห็น ทางกองบัญชาการกองทัพไทยขอประณามการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะหากใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือวิธีการอื่นใดดัดแปลง ตัดต่อ หรือลบองค์ประกอบสำคัญของภาพจากพื้นที่จริง จนทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงเป็นการบิดเบือนข้อมูลสาธารณะ สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยขอให้เพจดึกดำบรรพ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการแก้ไข ชี้แจง และยุติการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยทันที หากเพิกเฉยหรือยังคงดำเนินการดังกล่าวก็จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พร้อมกันนี้ ได้ขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกแขนงและประชาชน เผยแพร่ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และใช้วิจารณญาณในการรับส่งต่อข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันข้อมูลอันเป็นเท็จ

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ามีการเปิดจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อให้นักเรียนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาศึกษาในสถานศึกษาของไทยนั้น พบว่าเพจที่เป็นต้นทางเผยแพร่ข่าวดังกล่าวได้ออกประกาศขออภัยแล้ว โดยระบุว่าข้อมูลที่นำเสนอมีความคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่มีการเปิดด่านตามที่ถูกกล่าวอ้าง โดย ผวจ.สระแก้วสั่งการให้รอง ผวจ.สระแก้ว พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคง นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณด่านคลองลึก เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตนเอง และมอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จแล้ว ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งปรากฏว่าแม้จะมีการชี้แจง แต่ยังมีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอยู่อย่างต่อเนื่อง

โฆษกฯ กล่าวว่า เรื่องชายแดนเป็นประเด็นอ่อนไหว กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน และความเชื่อมั่นในพื้นที่ ผู้ทำเพจข่าวสารหรือผู้เผยแพร่ข้อมูลสาธารณะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ ไม่ควรนำข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วนไปขยายผลจนทำให้สังคมเข้าใจผิด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ ตลอดจนแนวทางดำเนินการระหว่างไทย-กัมพูชา

ทั้งนี้ รัฐบาลเคารพเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและการแสดงความคิดเห็น แต่หากเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข้อมูลคลาดเคลื่อนที่กระทบต่อความมั่นคง สร้างความตื่นตระหนก หรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในสถานการณ์ชายแดน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำ รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับชายแดนและความมั่นคง หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบก่อนส่งต่อ

สำหรับแนวทางระหว่างไทย-กัมพูชา ท่าทีของรัฐบาลตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงคือไทยพร้อมดำเนินการและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักอธิปไตย สันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ รัฐบาลยืนยันว่าการบริหารสถานการณ์ชายแดนจะดำเนินอย่างรอบคอบ และไม่ปล่อยให้ข่าวเท็จถูกใช้สร้างความสับสนในสังคม

พท.ยอมกลืนเลือด ถอยแก้รธน หลังภท.สั่งถอนชื่อ

พท.ยอมกลืนเลือด  ถอยแก้รธน  หลังภท.สั่งถอนชื่อ

พท.ยอมกลืนเลือด ถอยแก้รธน หลังภท.สั่งถอนชื่อ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.ยอมกลืนเลือด ถอยแก้รธน หลังภท.สั่งถอนชื่อ เตรียมถกรื้อที่มาสสร. ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ‘นิกร’ชี้หวั่นเกิดปัญหา ขัดคำวินิจฉัยของศาล

เพื่อไทยยอมถอย หลังภูมิใจไทยถอนชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรธน.ฉบับเพื่อไทย จึงต้องพับแผนชั่วคราว จุลพันธ์ ชี้ไม่กระทบสัมพันธ์ร่วมรัฐบาลเหตุ “อนุทิน” แจ้งก่อนแล้ว“ยศชนัน” มั่นใจไม่มีปัญหาพรรคร่วม “นิกร” แจงยิบปมมติ ภท.ปมถอนชื่อร่างแก้รธน. เพื่อไทย หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาลรธน. เสี่ยงถูกร้อง กระทบเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569  ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อในการร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง เรื่องของเราจะยื่นเข้าสู่การพิจารณา 100% ซึ่งมีการพูดคุยกัน และลงชื่อโดย 7 พรรคการเมือง แต่เมื่อสมาชิกส่วนหนึ่ง มีมติพรรคว่าถอนชื่อ ออกจากการลงชื่อในเรื่องของเรา ด้วยความห่วงใยในบางประเด็น อย่างไรเราก็ต้องรับฟัง และเราต้องเคารพซึ่งกันและกัน ถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกในการดำเนินการได้ เป็นเรื่องปกติในสภาที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง

ไม่กระทบความสัมพันธ์

“เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา สิ่งที่เราต้องทำ มีอยู่2อย่างที่ต้องดำเนินการ เนื่องด้วยความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่กระทบความสัมพันธ์ใดๆอยู่แล้วเป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการในเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงโดยพรรคภูมิใจไทยได้ถอนชื่อซึ่งไม่ได้มีแค่ 30 รายชื่อแต่หมายถึงการเดินหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เมื่อมีการถอนชื่อสิ่งที่ต้องทำ คือ คงต้องใช้เวลากลับไปนั่งคุยกับพรรคภูมิใจไทยว่าเหตุผลและความจำเป็น แนวความคิด ข้อห่วงใย อย่างเรื่องข้อสุ่มเสี่ยงเรื่องกฎหมายมีอย่างไรบ้างและเดินหน้าอย่างไรกับการแก้จะเดินต่อหรือไม่อย่างไร”หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

นายจุลพันธ์กล่าวต่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยคงใช้เวลาประชุมกัน โดยคาดว่าเป็นสัปดาห์หน้า คุยเรื่องร่างดังกล่าว ว่ามีข้อห่วงใยอย่างไร เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งสำคัญ คือความร่วมมือร่วมใจ เรารู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบัน การลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา และต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นเมื่อมองจำนวน 30 คน ไม่ใช่แค่นั้น แต่มีมากกว่านั้น ทั้งองคาพยพของพรรคแกนหลัก อย่างพรรคภูมิใจไทยเอง สว.ที่อาจอาจมีความคิดเห็นใกล้เคียงกัน เราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วนและใช้เวลาอีกหลายวันข้างหล้าในการพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร

อ้างพท.เสียงสนับสนุนน้อย

เมื่อถามว่าจะเสียหลักการของพรรคหรือไม่ เพราะหากดูจากร่างของแต่ละพรรคมีเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ต่างจากร่างของพรรคการเมืองอื่น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่เสียหลักการ เราต้องเคารพในสิทธิ์ของประชาชน ต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง เราไม่สามารถลงชื่อโดยพรรคเดียว และผลักดันร่างของเราได้ ส่วนร่างหลักสุดท้าย ต้องยอมรับความจริงว่า เราหนีไม่พ้นว่าพรรคภูมิใจไทย มีสมาชิกมากที่สุดมากกว่า 190 คน และสุดท้ายคงใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ แต่เป็นเรื่องสมการทางการเมือง ว่าจำนวนเท่านี้ เราต้องผลักดันไปตามที่เราได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

เมื่อถามว่ามองแล้วใช่หรือไม่ว่าถ้าฝืนส่งร่างนี้เข้าไปสภามีโอกาสปัดตกในวาระแรก นายจุลพันธ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคทำงานแบบหวังผล ตนรับตำแหน่งการทำงานในสภา มาขับเคลื่อนเชิงประเด็นว่าประเด็นใดที่เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ รับภารกิจของคณะรัฐมนตรีก็ขับเคลื่อนกระทรวงเพื่อบรรลุเรื่องนโยบาย เราต้องทำงานเพื่อที่จะเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนว่า สุดท้ายจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)ที่เป็นตัวแทนเข้ามาดำเนินการในการยกร่าง ที่ประโยชน์สูงสุดความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด

ยังไม่ยื่นร่างแก้รธน.

“วันนี้คงยังไม่ได้ดำเนินการในการยื่น หลังจากนี้จะมาทบทวนและพูดคุยกันกับหลายฝ่าย สุดท้ายถ้ามีข้อสรุปอย่างไรเรายังมีกลไกการทำงานอีกมากที่จะสามารถขับเคลื่อนบรรจุแนวความคิดของเราเข้าไปเพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่า เป็นประชาธิปไตยที่สุดและสามารถแก้ไขปัญหากับประเทศให้มากที่สุด”นายจุลพันธ์ ย้ำ

เมื่อถามว่ายืนยันในหลักการใช่หรือไม่ว่า ส.ส.ร. ควรมาจากเลือกตั้งทางอ้อม หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป๊ะ มีใครวินิจฉัยได้บ้าง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้บ้างว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด สิ่งที่ต้องทำในวันนี้คือการกลับมาทบทวน พรรคเพื่อไทย ขอเวลาไม่นานมาพูดคุยกันภายใน เพื่อให้ตกผลึก รวมไปถึงพูดคุยกับคนของพรรคภูมิใจไทยด้วย

และยืนยันว่า ไม่ได้มีเรื่องความขัดแย้งใด ๆ เพราะพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้บอกเองว่า พรรคภูมิใจไทย มีข้อห่วงใย เช่นเดียวกับนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งแล้วว่าในการประชุมพรรคแนวโน้มมติพรรคอาจจะออกมาเป็นเช่นไร เราทราบล่วงหน้าแล้วว่า จะเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องรับฟังเพราะเขามี190กว่าเสียง อย่างไรก็เป็นพรรคหลักในเรื่องการแก้ไขกฎหมายต่างๆ

รู้มาก่อนว่าพท.ถอนชื่อ

ยืนยันว่า การที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก ไม่กระทบต่อการทำงานร่วมรัฐบาล เพราะมีการแจ้งก่อนแล้ว พวกตนเอง ไม่ได้เซอร์ไพรส์ เราทราบก่อน เพียงแต่เมื่อเห็นเหตุการณ์เดิมมาถึงจุดนี้ กฎหมายส่งเข้าไป เรายื่นไม่ได้อยู่แล้วเพราะมีถึง 30 รายชื่อที่ ต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องรอมาพูดคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง

เมื่อถามว่า ตอนนี้ต้องถอยออกมา เพราะที่มาของ ส.ส.ร. อาจมีการปรับแก้ให้สอดรับกับร่างของพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ไปต่อได้ใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำเป็นแค่นั้น และไม่ได้หมายความว่าเป็นแบบนั้น ให้เวลาเป็นตัวตอบ เพราะตนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของสมาชิก

ไม่มีปัญหากับพรรคร่วมรบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท.ว่าทราบเรื่องแล้ว เรารับฟังเสียงของทุกฝ่าย หลังพรรค ภท.แถลงเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.นั้น เดี๋ยววันนี้(4 มิ.ย.)พรรค พท.จะมีการหารือกันว่าเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ตนเข้าใจว่าที่รัฐสภานายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท.คงมีการชี้แจงเรื่องนี้หลังจากมีการหารือกันแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเป็นรัฐบาลด้วยกันแต่ไม่สนับสนุนกันจะสามารถตีความไปในทางการเมืองได้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีอะไรหรอก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะไม่ทำให้เกิดความบาดหมางในพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า”ไม่มีปัญหา”เมื่อถามอีกว่าจะต้องมีการเคลียร์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ในเรื่องนี้หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า”ไม่มีปัญหา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นกลไกของสภา ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับกลไกของครม.”

รอประเมินสถานการณ์

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคภท.ถอนชื่อไปพรรคพท.ยังเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่และจะมีเสียงพอหรือไม่นายยศชนัน กล่าวว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงประเมินซึ่งทางสภากำลังมีการหารือกันอยู่ ถ้ามีความชัดเจนหัวหน้าพรรคพท.จะมีการแถลงทั้งนี้ตนอยากให้แยกส่วนระหว่างเรื่องรัฐบาลกับเรื่องของพรรคที่เป็นคนละส่วนกัน เมื่อถามย้ำจากกรณีนี้จะทำให้การขอความร่วมมือพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องอื่นๆมีปัญหาหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่มีปัญหาเลย เป็นเรื่องเฉพาะเจาะจง

ภท.หวั่นขัดรัฐธรรมนูญ

นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคภูมิใจไทยแถลงถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยมีมติให้สส. ถอนชื่อจากการลงชื่อกับร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่าพรรคภูมิใจไทยพบประเด็นที่น่ากังวลว่า เนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่18/2568 ในส่วนที่ว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เหตุผลสำคัญพรรคภูมิใจไทยเห็นว่า ร่างของพรรคเพื่อไทย อาจตีความได้ว่าเป็นกรณีที่รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เนื่องจากร่างของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.)โดยตรง 300 คน และให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ก็อาจเป็นประเด็นโต้แย้งได้ในเรื่องเจตจำนงของประชาชนในการเลือก สสร.

เนื่องจากหากรัฐสภาเลือกบุคคลที่ได้รับคะแนนน้อยในจังหวัดนั้นเป็น สสร.แทนที่จะเลือกคนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละจังหวัด ถือเป็นการขัดกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้รัฐสภาเลือก สสร. ที่ได้คะแนนสูงสุดโดยปริยายกรณีดังกล่าวตีความได้ว่า รัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือไม่ เพราะหากรัฐสภาไม่เลือกตามคะแนนสูงสุดก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งเชิงเหตุผลและลำดับชั้นของอำนาจระหว่างรัฐสภากับเจตจำนงของประชาชนในการเลือก สสร. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ห่วงทอดเวลาออกไปอีก

นายนิกร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจที่จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้สำเร็จ เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568ด้วย เพื่อที่จะไม่ให้เกิดกรณีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอนั้น ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้กระบวนการล่าช้าหรือระยะเวลาทอดยาวออกไปอีก

“สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญคือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”นายนิกร กล่าว

เมื่อถามว่าหมายความว่าพรรคภูมิใจไทยปิดประตูการเลือกตั้งสสร.โดยอ้อมใช่หรือไม่ นายนิกรกล่าวว่า ทำแบบนั้นมีปัญหาก็ไม่สำเร็จ เราไม่ได้ทำเพื่อหาเสียง แต่ทำให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ว่าทำเพื่อให้ดูดีแต่ไม่สำเร็จ ถ้าถูกร้องแล้วจะมีประโยชน์อะไร ซึ่งเราเชื่อว่า เราทำประชามติ 3 ครั้ง ประชาชนเป็นคนตัดสินทั้งหมด อย่างการทำประชามติครั้งที่ 2 ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับสูตรที่มาของสสร.ก็ไม่ผ่านอยู่ดี หรือ ถ้าทำครั้งที่ 3 ร่างมาทั้งฉบับแล้วประชาชนไม่เห็นด้วย ก็ไม่ผ่านอยู่ดี นั่นคือ ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง

ไม่ได้มีปัญหาสัมพันธ์กับพท.

เมื่อถามว่า ร่างของพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ที่มีการเสนอเรื่องสสร.ทางอ้อม พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนอย่างไร นายนิกร กล่าวว่า เรายังไม่เห็นโดยชัด เรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะ ต้องไปดูในการพิจารณาวาระ 1 ของรัฐสภา แต่พรรคภูมิใจไทย จะยืนตามร่างของเรา ถ้าใครจะเอาแบบไหน ก็แสดงตัวมาให้ชัด

เมื่อถามว่าการที่ปัดตกร่างของพรรคเพื่อไทยจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลหรือไม่นายนิกรกล่าวว่าเราไม่ได้ปัดตก เพราะตอนแรกที่มีการลงชื่อช่วยเสนอร่างถือเป็นเอกสิทธิ์ แต่เมื่อไปดูเนื้อในแล้วพบว่ามีปัญหาจึงมองว่าเราควรมีจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งเขาได้รายชื่อ 189 ชื่อแล้ว ดังนั้นตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงว่ารายชื่อจะไม่ถึง 100 และยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาต่อความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามว่าในการพิจารณาวาระ1พรรคภูมิใจไทยจะไม่โหวตให้ร่างของพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่นายนิกร กล่าวว่ามีความคิด แต่ขอยังไม่พูด เพราะเรายังไม่เห็นตัวร่าง อย่าไปหยิบเรือทั้งกระดูกงู เมื่อถามย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยกับหลักการของพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่นายนิกรกล่าวว่า มองว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเราเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากทำแล้วสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เราก็ต้องยืนตามคำวินิจฉัยเป็นหลัก เราเดินตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน

‘ภราดร’ย้ำได้แจ้งข้อกังวลกับพท.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภท.มีมติถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย(พท.)ว่าได้มีการหารือกัน ซึ่งมีข้อกังวลจากฝ่ายกฎหมายและผู้ที่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญทั้งนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคที่ได้มีการท้วงติงถึงร่างกฎหมายของพรรคพท.ว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยไว้ว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ห้ามมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ในร่างพรรคพท.ได้กำหนดไว้ว่าให้แต่ละจังหวัดไปเลือก ส.ส.ร.ให้เหลือ 3 คนและส่งให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน มองว่ามันอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข้อกังวลของทีมกฎหมายพรรคภท.

นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการหารือกับพรรคพท.ถึงกรณีที่มีสส.ของพรรคภท.30คนไปร่วมลงชื่อในร่างของพรรคพท.ซึ่งมีข้อกังวลในเรื่องข้อกฎหมายจึงขอใช้สิทธิขออนุญาตไม่สนับสนุนร่างของพรรคพท.เพียงเท่านั้นโดยได้พูดคุยกับพรรคพท.แล้ว ส่วนตัวได้คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคพท.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพท.และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการในฐานะเลขาธิการพรรค พท.

ไม่การันตีภท.หนุนร่างแก้ไขใหม่

เมื่อถามถึงกรณีหากพรรคพท.จะนำร่างกลับไปแก้ไข นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ภท.ได้บอกข้อกังวลแล้วว่า ข้อกังวลคืออะไร จึงสุดแท้แต่พรรค พท.จะไปพูดคุยกันภายในพรรคว่า มีความเห็นต่อข้อกังวลของพวกตนอย่างไร และจะไปดำเนินการแก้ไขร่างอย่างไรก็สุดแล้วแต่ทางพรรค พท.

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการแก้ไขในข้อกังวลแล้ว พรรค ภท.จะร่วมลงชื่อหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ขอพิจารณาก่อน แต่จริงๆ ได้มีการหารือกันมาตลอด ซึ่งพรรค ภท.กับพรรค พท.พูดคุยกันมาตลอด หารือกันตั้งแต่วันแรก ได้คุยกับนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท. ซึ่งนายชูศักดิ์บอกว่า พรรค พท.มี 70 คน ไม่สามารถที่จะยื่นได้ ก็ยืนยันว่า พร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เมื่อมีข้อกังวลเช่นนี้ก็ต้องเรียนไปตรงๆ

ยันไม่กระทบสัมพันธ์’ภท.พท.’

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะกระทบความสัมพันธ์ในพรรคร่วมหรือไม่ นายภราดรยืนยันว่าไม่มี ถ้าจะกระทบคือไม่ได้มีการพูดคุยกันอย่างนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดกันได้บ้าง เมื่อมีการพูดคุยหารือกัน เชื่อว่าไม่กระทบกระเทือนกันซึ่งขอให้แยกส่วนฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เหมือนที่นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภาก็ดำเนินการกันไป มีข้อกังวลตรงไหนก็พูดคุยกัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ทำงานของฝ่ายบริหารไป

แห่ลงทะเบียนวันแรก คนจนร้องไห้ ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว

แห่ลงทะเบียนวันแรก  คนจนร้องไห้  ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว

แห่ลงทะเบียนวันแรก คนจนร้องไห้ ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่ลงทะเบียนวันแรก คนจนร้องไห้ ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว ‘เอกนิติ’สั่งคลังดูเงื่อนไข ตัดสิทธิพ่อเแม่ปมภาษี ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ยังคึก ยอดใช้จ่ายทะลุ6.2พันล.

“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี “เอกนิติ” ย้ำต้องคัดกรองคนเดือดร้อนหลังประชาชนโอดออกเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตัดสิทธิพ่อแม่หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเผยสั่งกระทรวงคลังดูอยู่ ด้าน “โฆษกกระทรวงการคลัง” ยันเดินหน้าเกณฑ์ลดหย่อนภาษีคัดกรองบัตรคนจนเข้ม ปักหลักตามมติ ครม.ดีด“คนอยากจน”ออกจากระบบ แจงปมพ่อแม่ถูกอ้างชื่อลดหย่อนภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” ยังแรงต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้ว กว่า 16.5 ล้านคน

เมื่อวันที่ 4มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คนในส่วนยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้านอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า

‘ไหม’อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยมีการปรับเกณฑ์การคัดเลือกให้ละเอียดขึ้น ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนถึงความไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูเกณฑ์ดังกล่าวมีความย้อนแย้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามเกณฑ์ภาษีในปัจจุบัน บุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ไปหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้บุตรส่งเงินให้บิดามารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่หากบุตรนำสิทธินี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเมื่อใด บิดามารดากลับต้องถูกตัดสิทธิการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทันที

น.ส.ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ทั้งที่เกณฑ์รายได้ของผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งหากนำเงินที่บุตรส่งให้เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีมารวมกับรายได้ของบิดามารดา อย่างไรยอดรวมก็ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่ารัฐบาลนำเหตุผลใดมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิทธิประชาชนกลุ่มนี้

“เกณฑ์แบบนี้กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าหากรัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบุพการีได้ถึง 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เอาอะไรไปตัดสิทธิเขา” ศิริกัญญา กล่าว

‘เอกนิติ’ย้ำต้องคัดกรองคนเดือดร้อน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าจะมีการทบทวนหรือไม่ โดยเฉพาะการตัดสิทธิ์พ่อแม่ หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบุพการี ครั้งนี้ไม่ทัน จะปรับครั้งหน้าหรือไม่ ว่า กำลังให้กระทรวงการคลังดูอยู่ อย่างที่บอกเราต้องการสำรวจสิทธิ เพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปสำรวจ ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ ประชาชนที่เดือดร้อน และไม่ได้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่ได้มีการทบทวนสิทธิมานาน เพราะฉะนั้นจึงอยากช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ ก่อน

คลังยันคัดกรองบัตรคนจนเข้ม

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะถูกตัดสิทธิออก ว่า ยืนยันว่าหลักเกณฑ์การคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังเดินหน้าตามเดิม เพราะเรื่องนี้ผ่านการการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว โดยเกณฑ์การคัดกรองในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการปรับกระบวนการจากการพิจารณารายได้ครอบครัว มาเป็นเกณฑ์รายได้บุคคลแทน เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้ที่ยากจนอย่างแท้จริง ให้คนที่ได้รับความเดือนร้อนจริงสามารถเข้าถึงสิทธิตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงออกเกณฑ์ดังกล่าวมา

“เกณฑ์ที่ออกมานี้จะเน้นการคัดกรองว่าทำอย่างไรที่จะได้คนจนอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้เรามีทั้งคนยากจนและคนที่อยากจน คนที่รายได้น้อย กับคนที่อยากมีรายได้น้อยวันนี้เราต้องคัดกรองออกไปก่อน เราต้องดูแลคนจนที่ลำบากที่สุดก่อน ส่วนเกณฑ์เรื่องการลดหย่อนนั้นเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เกณฑ์ที่จะตามคนจนอย่างแท้จริง ขอย้ำว่าเราไม่ได้มุ่งเป้าหมายแต่การจะตัดคนออก แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ คือ พื้นที่ทางการคลังวันนี้ไม่เยอะ วันนี้อยู่ในภาวะวิกฤต มีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลไกหนึ่งในนั้น มีการเพิ่มเงินเข้าไป 4 เดือน เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ของแพง กำลังซื้อลด” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ

ย้ำต้องช่วยคนที่เดือดร้อนจริง

สำหรับกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า หากมีบุตรที่นำเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้นั้น นายวินิจ กล่าวว่า กรณีแบบนี้กระทรวงการคลังยินดีรับฟัง และสามารถยื่นอุทธรณ์เข้ามาได้ หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอยู่แล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันกระทรวงการคลังมีข้อมูลมากขึ้นและเพียงพอมากกว่าในอดีต ทำให้การคัดกรองคนจนไม่จริงออกจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนที่มีหลักฐานยืนยันเข้ามาเยอะว่า ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการบางรายที่มีการซื้อสินค้าชนิดเดียวในราคา 300 บาททุกเดือน นั่นคือ ยาดม เพื่อนำไปขายต่อ และเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ราคาแพงหลายแสนบาท นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มข้นในครั้งนี้

“วันนี้ไม่อยากให้มากังวลเรื่องนี้มากเท่ากับการที่เราต้องพิจารณาเอาคนจนอย่างแท้จริงเข้ามารับสวัสดิการด้วย ประเด็นนี้หากเทียบกับคนที่ไม่มีใครดูแลเลย เราต้องรีบเข้าไปช่วยก่อน ส่วนคนที่มีคนดูแลแต่ยังเดือดร้อนอยู่ รัฐก็ยินดีที่จะเข้าไปดูข้อมูลแล้วมานั่งคุยกันว่าหลักเกณฑ์จะเป็นอย่างไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธคนที่เดือดร้อนจริงๆ และควรได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้เข้ามารับสวัสดิการก่อน” นายวินิจ กล่าว

แห่ลงทะเบียนคนจนแน่นธนาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันแรกที่รัฐบาลเปิดดีเดย์ระบบการลงทะเบียนโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 โดยบรรยากาศในพื้นที่ภูมิภาค โดยเฉพาะที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พบว่าเป็นไปอย่างคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่เดินทางมารอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาทำการของสถาบันการเงิน โดยจุดให้บริการหลักที่มีประชาชนหนาแน่นที่สุด ได้แก่ ธนาคารออมสิน สาขาลาดหลุมแก้ว และ ธนาคารกรุงไทย สาขาแยกนพวงศ์ ซึ่งมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุเดินทางมารับบัตรคิวเพื่อสแกนสิทธิ์และลงทะเบียนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง

นางประนอม อายุ 55 ปี ราษฎรตำบลบ่อเงิน เปิดเผยว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำรายการผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ เนื่องจากระบบเกิดความขัดข้องและมีการเด้งออกจากแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตนเองไม่มีความชำนาญในการใช้งานเทคโนโลยี จึงตัดสินใจเดินทางไกลจากบริเวณแถววัดเจดีย์หอย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการ

นางสัมฤทธิ์ อายุ 83 ปี ชาวตำบลระแหง ระบุว่า ตนเองไม่มีความรู้เรื่องระบบการลงทะเบียนออนไลน์เลย และในบ้านก็ไม่มีใครคอยให้คำแนะนำ จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ช่วยลงพื้นที่เข้ามาให้ความรู้และอธิบายขั้นตอนการรักษาสิทธิ์ในชุมชน เนื่องจากในหมู่บ้านมีผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่ไม่เข้าใจระบบเทคโนโลยี

ชาวมหาสารคามเข้าคิวยาวเหยียด

ส่วนที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์จากพื้นที่ตำบลต่างๆ ของอำเภอเมืองมหาสารคาม พากันเดินทางมารอคอยบริเวณหน้าธนาคารตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาทำการ เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตนรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้เกิดแถวคิวยาวเหยียดประมาณ 10-20 เมตรบริเวณด้านข้างอาคารธนาคารในการนี้ ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารได้จัดระบบอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็วโดยนำเครื่องตรวจสอบสิทธิ์เบื้องต้นมาให้บริการแก่ประชาชน หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ตามระบบอย่างถูกต้อง ก็จะได้รับบัตรคิวเพื่อแยกไปทำรายการยืนยันตัวตนผ่านตู้เอทีเอ็ม (ATM) หรือผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ตั้งโต๊ะคอยให้บริการพิเศษอยู่ที่บริเวณหน้าธนาคาร

ชาวบ้านหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ

ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลาง จ.นครราชสีมา บรรยากาศการยืนยันตัวตนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน วันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เดินทางมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า บางรายรวมกลุ่มกันเช่ารถพ่วงข้างและรถกระบะ หารค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันเพื่อเดินทางมายังธนาคาร เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเองสำหรับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลกำหนดให้ทั้งผู้ถือสิทธิรายเดิมและผู้สมัครรายใหม่ต้องเข้าสู่กระบวนการลงทะเบียนและคัดกรองคุณสมบัติใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างแท้จริง

คุณตาวีระ อายุ 78 ปี ซึ่งเดินทางมาพร้อมภรรยา อายุ 73 ปี เปิดเผยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจน้ำตาไหลว่า รู้สึกดีใจที่สามารถยืนยันตัวตนผ่านเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องรอลุ้นผลการพิจารณาว่าจะได้รับสิทธิหรือไม่ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะค่อนข้างลำบากและหวังว่าสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ตนไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่จะใช้ยืนยันตัวตนเอง ลูกหลานก็ไปทำงาน ไม่มีใครช่วยทำให้ การมาธนาคารแม้จะลำบากแต่ก็ต้องมา เพราะอยากได้สิทธิ์นี้ไว้ช่วยซื้อข้าว ซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน

ขณะที่ผู้สูงอายุบางราย ระบุว่า ตนเองไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม่มีความรู้เรื่องระบบออนไลน์ การเดินทางก็ลำบาก อยากให้รัฐบาลช่วยปรับขั้นตอนให้สะดวกกว่านี้

สภาฯตั้ง25กมธ. ติดตามกู้เงิน4แสนล.

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป

จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่าย พรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท จำนวน 25คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90วันและได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.16น.

ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.11 น.

ทภ.2 ชี้คลิปทหารกัมพูชาโผล่ใกล้ปราสาทคนา ที่แท้เป็นภาพหน้าฐานฝั่งเขมร ส่วนฝั่งไทยคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จ ล้อมลวดหนามเข้มตลอดแนวหน้าผา พร้อมตอบโต้ทันทีหากละเมิดอธิปไตย

4 มิถุนายน 2569 ตามที่ได้ปรากฏคลิปวิดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวอ้างว่าทหารกัมพูชาได้นำกำลังพลเจาะทางขึ้นพื้นที่บริเวณปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในลักษณะหยั่งเชิง ดูลาดเลา และพยายามเข้าใกล้การวางกำลังของฝ่ายไทยนั้น

ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงว่า ปัจจุบันพื้นที่บริเวณปราสาทคนา อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย โดยได้มีการวางกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่และภูมิประเทศสำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทำลายกระเช้าลำเลียงกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์ ตลอดจนได้เผาทำลายบันไดไม้จากจุดด้านบน ที่ฝ่ายไทยยึดครองลงไปถึงจุดพักกลาง เป็นระยะทางประมาณ 250 เมตร

สำหรับบันไดไม้ที่ยังคงเหลืออยู่ เป็นช่วงจากจุดพักกลางลงไปจนถึงต้นทางบันไดด้านล่าง ระยะทางประมาณ 200 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชา ที่ใช้ควบคุมเส้นทางขึ้นลงในพื้นที่ ดังนั้น คลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นการบันทึกภาพบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาเอง โดยยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือภาพยืนยันว่ามีกำลังพลทหารกัมพูชาเคลื่อนที่ขึ้นมาบนพื้นที่หน้าผาด้านบน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด โดยได้ติดตั้งลวดหนามตลอดแนวขอบหน้าผา จัดวางจุดเฝ้าตรวจ และจัดสร้างที่มั่นดัดแปลงที่มีความแข็งแรง พร้อมสามารถปฏิบัติการตอบโต้ได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรืออธิปไตยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลทุกนาย ซึ่งยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็งในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

– 006

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 เวลา 19.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายกรัฐมนตรีถวายราชสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และถวายธูปเทียนแพ แล้วถวายคำนับ จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ใจความว่า 

“ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยคู่สมรส คณะทูต ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติโสมนัสเป็นล้นพ้น ที่ได้มาชุมนุมกันในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ในวันนี้

นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมราชินี ทรงเป็นฉัตรแก้วมิ่งขวัญ เคียงคู่พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ โดยเสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลากหลายด้านทั้งการทหารและการบิน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม รวมถึงการสาธารณสุข โดยทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่น ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เกิดการพัฒนาต่อยอด เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ปวงประชา

ทั้งการสืบสานงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อธำรงรักษาไว้ ซึ่งมรดกทางภูมิปัญญา และหัตถศิลป์ของแผ่นดิน ทรงมุ่งมั่นส่งเสริม และยกระดับด้านการกีฬาไทยสู่นานาชาติ ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพ และคุณค่าของสตรีไทย เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญวัฒนาสถาพร ทั้งทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาศิลปวัฒนธรรม อันเป็นภูมิปัญญาของชาติ ที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งสตรีไทยได้อย่างสง่างาม ด้วยการทรงฉลองพระองค์พัสตราภรณ์ไทยอันประณีตวิจิตร เป็นที่ประจักษ์แซ่ซ้องในนานาอารยประเทศ ด้วยพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า พระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตา ความเสียสละ ความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า และพระจริยวัตรอันงดงามของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงเป็นแบบอย่างแห่งความดีงาม การอุทิศตนเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สมควรแก่การเทิดทูน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอดไป

ในศุภวาระมหามงคลนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพลานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ให้ทรงเจริญพร้อมด้วยจตุรพิธพรพิพัฒน์สวัสดิมงคล มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ผลสมดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณเกริกไกรแผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้าตราบจิรัฐิติกาลเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

ต่อจากนั้น วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จากนั้น นายกรัฐมนตรีรับชมการแสดงเฉลิมพระเกียรติชุด “ฉุยฉายถวายพระพร” และวงดนตรีบรรเลงเพลงสดุดีจอมราชา เป็นอันเสร็จพิธี

กรณ์ ติงรัฐบาล! สิทธิลูกลดหย่อนภาษี กับสวัสดิการพ่อแม่ ต้องไปคู่กันได้

กรณ์ ติงรัฐบาล! สิทธิลูกลดหย่อนภาษี กับสวัสดิการพ่อแม่ ต้องไปคู่กันได้

กรณ์ ติงรัฐบาล! สิทธิลูกลดหย่อนภาษี กับสวัสดิการพ่อแม่ ต้องไปคู่กันได้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.11 น.

4 มิถุนายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมเห็นด้วย กับความเห็นนี้ของคุณหนอมครับ

“เราไม่ควรเถียงกันว่า สิทธิลดหย่อนภาษี กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิไหนสำคัญกว่า หรือควรเลือกใช้อะไร

เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกออกแบบให้ประชาชนต้องเลือกตั้งแต่แรก

สิทธิลดหย่อนภาษี

คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ลูกบางคนมีภาระดูแลพ่อแม่

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ลำบาก และต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน

สองเรื่องนี้ไม่ควรขัดกันเอง โดยเฉพาะในครอบครัวที่กำลังพยายามประคองชีวิตอยู่แล้วอย่างทุกวันนี้

ผมเข้าใจว่ารัฐจำเป็นต้องคัดกรองสวัสดิการ เพราะงบประมาณมีจำกัด และรัฐควรป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ลำบากจริง เข้ามาใช้สิทธิแทนคนที่ลำบากกว่า

ตรงนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเป็นสิ่งที่รัฐควรทำ

แต่คำถามคือ

เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองนั้นสมเหตุสมผลหรือยัง

กรณีที่พ่อแม่ถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ควรถูกตีความอัตโนมัติว่า พ่อแม่ไม่ลำบากแล้ว หรือครอบครัวนั้นมีคนดูแลเพียงพอแล้ว

เพราะลูกที่ดูแลพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ลำบาก

และลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่ได้แปลว่าลูกมีฐานะดีพอจะแบกรับทุกอย่าง

ในทางกลับกัน การที่ลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนได้ มีเงื่อนไขสำคัญอยู่แล้วว่า พ่อแม่ต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

ตัวเลขนี้ควรสะท้อนความเปราะบาง ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเหตุผลว่า คน ๆ นั้นไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ

และต้องไม่ลืมว่า สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาทต่อคนต่อปี ไม่ได้แปลว่ารัฐช่วยครอบครัวนั้น 30,000 บาทจริง ๆ

เพราะตัวเลขนี่เป็นเพียงฐานลดหย่อนภาษี มูลค่าจริงที่ลูกได้รับขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน แต่ภาระจริงในการดูแลพ่อแม่ อาจสูงกว่านั้นมาก

ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รวมถึงภาระทางใจของคนที่ต้องประคองทั้งบ้านไว้พร้อมกัน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกสะท้อนครบในตัวเลขลดหย่อน 30,000 บาท แล้วบอกว่าจบแล้ว เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว

สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อ

คือ การอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์

หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อน แต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริง พ่อแม่สามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิได้

จุดนี้แปลว่า แม้รัฐเองก็ยอมรับว่า การถูกนำชื่อไปลดหย่อน ไม่ใช่หลักฐานสมบูรณ์ว่าได้รับการดูแลจริง

คำถามกลับที่น่าสนใจ คือ ทำไมภาระในการพิสูจน์ความจริง จึงต้องถูกผลักไปอยู่ที่พ่อแม่ที่ลำบากอยู่แล้ว

การมีช่องอุทธรณ์เป็นเรื่องดี

แต่การอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล คนที่ไม่รู้ขั้นตอน คนที่ไม่มีเอกสารพร้อม หรือคนที่ไม่กล้าพูดว่า ลูกไม่ได้ดูแลจริง

ในบริบทของสังคมไทย การให้พ่อแม่ไปอุทธรณ์ว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดูฉันจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร

มันอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน กระทบความรู้สึก กระทบหน้าตาของครอบครัว

อีกประโยคหนึ่งที่ควรคิดใคร่ครวญให้ดี คือ ตอนนี้สิทธิ์เหมือนให้เลือกว่า “จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล”

แต่ชีวิตจริงของหลายครอบครัวไม่ได้มีแค่สองทางแบบนั้น หลายบ้านไม่ได้อยู่ได้เพราะลูกดูแลทั้งหมด และไม่ได้อยู่ได้เพราะรัฐดูแลทั้งหมด

แต่อยู่ได้เพราะทุกฝ่ายช่วยกันคนละส่วน

รัฐช่วยนิดหนึ่ง ลูกช่วยนิดหนึ่ง พ่อแม่ประหยัดอีกนิดหนึ่ง ทั้งบ้านช่วยกันประคองไม่ให้ชีวิตไหลลงไปลำบากกว่าเดิม

เพราะการมีลูกช่วย ไม่ใช่หลักฐานว่าไม่ลำบาก

และการที่ครอบครัวพยายามช่วยเหลือตัวเอง ก็ไม่ควรถูกตีความว่า รัฐไม่จำเป็นต้องช่วยแล้ว

รัฐควรจัดการคนที่แกล้งลำบาก คนที่บิดเบือนข้อมูล หรือคนที่ใช้สวัสดิการผิดวัตถุประสงค์

เรื่องนี้ไม่มีใครควรปกป้อง

แต่การจัดการคนกลุ่มนั้น ต้องไม่ทำให้คนลำบากจริง ต้องถูกสงสัยไว้ก่อน ต้องแบกภาระพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น หรือหลุดจากระบบเพราะเกณฑ์ที่กำหนด

นโยบายที่ดีไม่ควรทำให้สิทธิลดหย่อนภาษี กลายเป็นคู่แข่งของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าลูกมีภาระ อีกสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าพ่อแม่ยังลำบาก

เรื่องทั้งหมดนี้ควรถูกออกแบบให้ช่วยกันมองเห็น ไม่ใช่เป็นแค่สิทธิ์ที่ต้องเลือกเพียงอย่างเดียว”