ทอ.โชว์พร้อมรบ ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตย-ปกป้องน่านฟ้าทุกวินาที

ทอ.โชว์พร้อมรบ ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตย-ปกป้องน่านฟ้าทุกวินาที

ทอ.โชว์พร้อมรบ ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตย-ปกป้องน่านฟ้าทุกวินาที

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

4 มิถุนายน 2569 กองทัพอากาศ ยังคงดำรงความพร้อมรบและเฝ้าติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกหน่วยมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทันทีเมื่อมีความจำเป็น เพื่อปกป้องน่านฟ้าไทยและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

การบินเตรียมความพร้อมของเครื่องบินรบในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนถึงศักยภาพและขีดความสามารถของกำลังทางอากาศไทย ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจทั้งด้านการเฝ้าระวัง การสังเกตการณ์ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

ขณะเดียวกัน การแสดงความพร้อมดังกล่าวยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดนว่า กองทัพอากาศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ ระบุว่า ภารกิจในการพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทยเป็นหน้าที่สำคัญที่ ไม่อาจหยุดนิ่งได้ แม้เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินรบที่ดังกึกก้องเหนือผืนฟ้าไทย ไม่ได้เป็นเพียงการบินฝึกตามวงรอบปกติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความพร้อมของกองทัพอากาศไทยในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตย และรักษาความมั่นคงของชาติภายใต้ปณิธาน “รักษาอธิปไตย สืบไว้ชั่วนิรันดร์”

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

4 มิถุนายน 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานตามแนวชายแดนในเขตความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ตรวจสอบภูมิประเทศ เส้นทางยุทธศาสตร์ และทบทวนแผนปฏิบัติการของหน่วยอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยดำรงความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กำชับให้กำลังพลยึดมั่นในหน้าที่ รักษาระเบียบวินัย และเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ โดยยืนยันว่ากำลังพลทุกนายคือกำลังสำคัญในการพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยและความมั่นคงของประเทศ

“เส้นทางยุทธศาสตร์ที่มั่นคงคือรากฐานสำคัญของการปกป้องอธิปไตยชาติ ขณะที่ความพร้อมของกำลังพลคือหัวใจของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

ทั้งนี้ กองกำลังตามแนวชายแดนยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

– 006

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.14 น.

พลิกอีกตลบ!! จับตา กกต.ประชุมลับ ถกปม แสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อกฎหมาย อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีวาระการพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมลับ 7 คนซึ่งคาดว่าจะเป็นการหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯ กกต. เนื่องจาก กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงานฯ รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวม และนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีรายงานว่าในที่ประชุมลับดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเบื้องต้นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป รวมทั้งพิจารณาการทำงานของเลขาธิการกกต.ในปัจจุบัน อีกทั้งในประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้ง ว่ากกต. ชุดเก่าที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ เพราะมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว โดยเพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือน มิ.ย.69 นี้ ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต.เท่าที่มีอยู่และการประเมินที่ผ่านมาก็ให้เฉพาะ กกต.เท่าที่มีอยู่เท่านั้นเป็นผู้ประเมิน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตกกต.และนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี อดีตกกต. ที่พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้ประเมิน แต่ กกต.ที่มาแทน คือ นายชาย นครชัย ซึ่งมาเป็น กกต.ใหม่ ก็เป็นผู้ประเมิน แม้จะมาดำรงตำแหน่งภายหลังปีประเมินก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับให้กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นผู้ประเมิน ซึ่งไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ขณะที่ กกต.ปัจจุบันไม่ได้ประเมิน จึงต่างจากการประเมินปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน

“นอกจากนี้ มีกกต.บางคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน รวมทั้งบางส่วนมีหนังสือสอบถามว่า อดีต กกต.มีอำนาจประเมินหรือไม่ ถ้ามีตามกฎหมายหรือสัญญาข้อใด และที่ผ่านมา มีอดีต กกต.เคยประเมินหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้สำนักงานฯต้องไปศึกษาและนำมาเสนอที่ประชุมกกต. พร้อมกับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า ที่หากกกต.ชุดปัจจุบันยอมรับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า และจะมีมติตามระเบียบกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการกกต. 2560 ข้อ 14(5) ก็กำหนดว่า หากกกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

ศาล รธน.รอสำนักงานศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปมร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทำการลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ

4 มิถุนายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำ พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ศาล รธน.สั่งผู้เกี่ยวข้อง ทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่งศาลตามประเด็นที่กำหนด ยื่นพร้อมหลักฐานต่อศาลภายใน 7 วัน เพื่อพิจารณาต่อไป

4 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณากรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯ เห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

“ชูศักดิ์”แจงร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง โอดเจอพรรคถอนชื่อทั้งที่ส่งร่างให้ดูก่อนแล้ว รอดูทิศทางพรรค

4 มิถุนายน 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้กับครั้งก่อนไม่ได้มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ โดยร่างของพรรคเพื่อไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เลือกมาจากประชาชนเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภามาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่ามิใช่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยใดๆ ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญร่างแบบนี้เคยเข้าพิจารณาในรัฐสภามาแล้ว พรรคภูมิใจไทยโหวตรับร่างจนได้เสียงข้างมากของรัฐสภา เพียงแต่ไม่ได้เสียง สว.หนึ่งในสาม ขาดไปหกคน ทำให้ร่างตกไป เหลือเพียงร่างของประชาชนซึ่งให้ประชาชนมาออกเสียงเหมือนกันกับร่างของภูมิใจไทยเท่านั้นที่ผ่านไปได้ ในตอนนั้นยังเอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก แต่สุดท้ายก็ยุบสภากันเสียก่อน ส่วนตัวจึงไม่เข้าใจว่าครั้งก่อนโหวตให้ ครั้งนี้มีปัญหา

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผลว่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัยก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโอกาสที่ร่างของเพื่อไทยที่จะเป็นร่างหลักนำไปพิจารณา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ร่างที่จะเป็นหลักจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงมากสุด

“ส่วนตัวจึงเห็นว่าถ้าเสียงที่มีอยู่พอเพียงถึงหนึ่งในห้า ก็ควรจะได้ยื่นร่างของพรรคเพื่อไทยต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ความตั้งใจของผมอยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ยื่นกันหลายๆพรรค วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันให้ถึงที่สุด ผมคงจะดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะเดินต่อไปอย่างไร” นายชูศักดิ์ กล่าว

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

สภาฯไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

“สภาฯ”ไฟเขียว ตั้ง 25 กมธ.วิสามัญ ติดตามตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน ด้าน”อภิสิทธิ์”ซัดพุ่งเป้ากระตุ้น ศก.ระยะสั้น แต่คนไทยต้องแบกหนี้ 4 แสนล้าน

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม , พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สภาฯ ไม่มีโอกาสกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.นี้แม้แต่โครงการเดียว หลังจากนี้จะได้เห็นเงินกู้เหล่านี้ไปอยู่ในงบรายจ่ายปีต่อๆ ไป เพื่อจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย จนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนพัฒนาใดๆ ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ไม่สอดคล้องเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิกฤตที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ไปตัดสินใจกู้เงิน ให้ประชาชนมาซื้อของในราคาแพง ครบ 4 เดือนของก็แพงเหมือนเดิม แต่หนี้สาธารณะขยับเพิ่มขึ้นเกือบชนเพดาน จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง และไม่แน่ใจว่า รมว.คลัง จะกล้ายืนยันหรือไม่ว่า สิ่งที่ดำเนินการ ยังเป็นไปตามหลักการที่ตั้งไว้ เพราะโครงการนี้พุ่งเป้าไปถึง 25 – 26 ล้านคน

“แม้แต่ รมว.คลัง ก็ยังลงทะเบียนใช้แอพนี้ เพื่อให้ลูกหลานไปใช้หนี้ ล่าสุดยังตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี นี่คือการพุ่งเป้าเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นใช่หรือไม่ แต่ทำให้คนไทยมีหนี้ 4 แสนล้านบาท จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการตรวจสอบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90 วัน และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.16 น.

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายกฯเยือนปารีส ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับ ลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.04 น.

นายกฯ ปลื้มเอกชนฝรั่งเศสตอบรับทันทีหลังเยือนปารีส สนใจลงทุนไทยเพิ่มในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ นายฟรองซัวส์ กอร์แบง รองประธานสภานายจ้างฝรั่งเศสในต่างประเทศ (MEDEF International: MEDEFi) และประธานสภาธุรกิจฝรั่งเศส-ไทย พร้อมด้วยนายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และคณะนักธุรกิจ MEDEFi จำนวน 16 บริษัท ใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ การบิน อวกาศ และการป้องกันประเทศ วิศวกรรมและการให้คำปรึกษา การก่อสร้างและการขนส่ง ดิจิทัลและเทคโนโลยี และการผลิตและการบริหารจัดการพลังงาน โดยเป็นการสานต่อผลสำเร็จจากการเยือนกรุงปารีสของนายกรัฐมนตรีและคณะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ซึ่งการหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น การบินและอวกาศ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพ เพิ่มรายได้ ยกระดับทักษะแรงงานไทย ผลักดันให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในประเทศไทย   

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจฝรั่งเศส จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยดึงการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาสู่ประเทศไทย 

ภาคธุรกิจฝรั่งเศสแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทย พร้อมสนใจลงทุนเพิ่มเติมในหลายโครงการสำคัญ อาทิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ระบบพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ โดยไม่เพียงนำเงินลงทุนเข้ามา แต่ยังพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทยไปพร้อมกัน

ในการหารือครั้งนี้ บริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสหลายแห่งแสดงความสนใจขยายความร่วมมือกับไทยอย่างชัดเจน โดย Airbus มองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของภูมิภาค และสนใจร่วมพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) รวมถึงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งจะช่วยสร้างงานที่มีทักษะสูง เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

ด้าน EDF ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานของฝรั่งเศส เห็นโอกาสในการร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานในอนาคต ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวของไทย

ขณะที่ Dassault Systèmes เสนอความร่วมมือด้านเทคโนโลยี Digital Twin ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการวางผังเมือง การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การคาดการณ์และรับมือภัยพิบัติ รวมถึงการพัฒนาทักษะบุคลากร ช่วยให้ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วน Pasqal บริษัทเทคโนโลยีควอนตัมชั้นนำของฝรั่งเศส เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีควอนตัมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมร่วมมือในการพัฒนาระบบนิเวศด้าน Quantum Computing ซึ่งจะช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นอกจากการลงทุนแล้ว ภาคธุรกิจฝรั่งเศสยังย้ำถึงความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะแรงงาน และทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาของไทย เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อคนไทยทั้งในด้านการศึกษา การจ้างงาน และรายได้

ช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรียังยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมเดินหน้าผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจไทย เปิดโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแจ้งข่าวดีถึงตลาดหุ้นทำผลงานระหว่างวันทะลุ 1,600 จุด อีกครั้งในรอบสามปีสองเดือน แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน  พร้อมระบุว่า การพูดคุยที่กรุงเทพฯ วันนี้ แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เริ่มจากปารีสกำลังถูกต่อยอดเป็นแนวคิด โอกาส และหุ้นส่วนที่เป็นรูปธรรม โดยไทยพร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนฝรั่งเศสเพื่อเปลี่ยนความสนใจให้เป็นผลลัพธ์จริงในระยะต่อไป

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

ไทยเปิดหลักฐานมัด ดัดหลังกัมพูชา ปฏิเสธวางทุ่นระเบิดช่องบก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.23 น.

4 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่หน่วยทหารปฏิบัติการในพื้นที่ช่องบก ตรวจพบและถ่ายภาพการวางทุ่นระเบิดดักรถถังชนิดแสวงเครื่อง ของทหารกัมพูชา ที่วางกำลัง บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน 745 และอยู่ด้านหน้าแนวการวางกำลังของฝ่ายไทย โดยฝ่ายไทยได้ทำหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา เพื่อขอคำชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่าสุดในวันนี้ (4 มิ.ย.) ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือตอบกลับต่อการประท้วงดังกล่าว โดยปฏิเสธการวางวัตถุระเบิดแสวงเครื่องบริเวณเนิน 745 พร้อมระบุในหนังสือชี้แจงว่า ได้รับหนังสือจากฝ่ายไทยเกี่ยวกับการตรวจพบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device : IED) ในพื้นที่มอมเบย หรือที่ฝ่ายไทย เรียกว่า “ช่องบก” ใกล้ภูเขา 745 และได้ตรวจสอบแล้ว

กัมพูชา ระบุว่า ได้พิจารณาข้อมูลที่ฝ่ายไทยส่งมาอย่างรอบคอบแล้ว แต่จากข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือเพียงเท่าที่ได้รับ ยังไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ถึงแหล่งที่มา ประเภท วันเวลาที่นำไปวาง หรือความเป็นเจ้าของของวัตถุดังกล่าว ว่าเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ ฝ่ายกัมพูชา ยังยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่เคยมีส่วนร่วม หรือให้การสนับสนุนกิจกรรมใดๆ ที่มุ่งสร้างความตึงเครียด คุกคามอีกฝ่ายหนึ่ง หรือบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อพันธกรณีของกัมพูชาในการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาด้วยวิถีทางสันติ

ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่ากัมพูชาเป็นผู้รับผิดชอบต่อการนำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้ พร้อมเห็นว่า การสื่อสารโดยตรงและความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหาลักษณะนี้

ในหนังสือฉบับเดียวกัน กัมพูชายังให้คำมั่นว่าจะยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีอยู่ รวมถึงแถลงการณ์ร่วมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมทั่วไป (General Border Committee : GBC) ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด และยืนยันว่ากองทัพกัมพูชายังคงมุ่งมั่นในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความไว้วางใจซึ่งกันและกันตามแนวชายแดนกัมพูชา – ไทย ผ่านการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้หนังสือตอบกลับของกัมพูชาจะปฏิเสธความรับผิดชอบทุกประการ และอ้างว่าไม่สามารถยืนยันแหล่งที่มาของวัตถุระเบิดได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยมีอยู่กลับสวนทางกับคำชี้แจงดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายไทยสามารถบันทึกภาพขณะทหารกัมพูชานำวัตถุระเบิดเข้าไปวางในจุดดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยจากเครื่องแต่งกายระบุว่าเป็นกำลังพลของ “กองพลน้อยทหารราบ ที่ 21 ภูมิภาคทหารที่ 2 กองทัพแห่งชาติกัมพูชา” ภาพหลักฐานที่ปรากฏจึงกลายเป็นคำถามสำคัญต่อคำปฏิเสธของกัมพูชา ว่าเหตุใดจึงยังยืนยันว่าไม่ทราบที่มาและไม่สามารถระบุผู้รับผิดชอบได้ ทั้งที่ภาพเหตุการณ์ได้บันทึกพฤติการณ์การนำระเบิดแสวงเครื่องเข้าพื้นที่ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

พบหลักฐานใหม่! ทวี พา กมลศักดิ์ ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.18 น.

“ทวี”พา”กมลศักดิ์”ร้อง กมธ.กฎหมายฯ จี้สาวตัวผู้บงการลอบยิง หลังพบหลักฐานใหม่ “ปืน”เป็นของหน่วยงานรัฐ แต่คดีไม่คืบ เจ้าตัวรับไม่สบายใจ หวั่นเรื่องนี้ถูกตัดตอน

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน ในวาระการพิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม

โดยก่อนการประชุม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ทางนายกมลศักดิ์ได้ยื่นเรื่องต่อกรรมาธิการกฎหมายฯ ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินคดีปัจจุบันนี้เกรงว่าจะสาวไม่ถึงผู้บงการ ทาง กมธ.จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาซักถาม

โดยประเด็นที่ได้รับการร้องเรียน คือ จากข้อมูลที่ได้รับมา วัตถุพยานที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าปืนนี้เป็นปืนเถื่อน แต่ตอนหลังทราบว่าปืนนี้เป็นของจ่าในกองทัพเรือ และปรากฏข้อมูลว่าปืนมีการถูกทำลายและชำรุด ทราบว่าจากการพิสูจน์ของตำรวจ พบว่าปืนมีรอยถูกแก้ไข จึงสงสัยว่า ปืนของราชการที่มีความเสียหายทำไมถึงยังถูกนำมาใช้ยิงนายกมลศักดิ์ และทราบว่ามีการทำลายเยอะอีกด้วย

ดังนั้น หากมีหลักฐานว่าเป็นปืนที่มอบให้กองทัพไปแต่ไม่ทราบว่าจำหน่ายไปที่ไหน จึงถือโอกาสเชิญผู้เกี่ยวข้องมาเพื่อซักถาม เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และเรามั่นใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องธำรงไว้ภายใต้กฎหมาย และต้องมีการพิสูจน์ว่าปืนอีกกระบอกมาจากไหน เพราะนายกมลศักดิ์มีความกังวล

ด้าน นายกมลศักดิ์ ระบุว่า สิ่งที่ตนมาร้องต่อกรรมาธิการกฎหมายฯ สาเหตุที่ต้องตามให้ถึงตัวผู้บงการ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยานพาหนะที่ใช้ก็เป็นของหน่วยงานรัฐ และอาวุธปืนก็เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ตนจึงยิ่งไม่สบายใจ จึงมีหลายคำถามอยู่ในใจ ว่าการทำงานของฝ่ายสืบสวนสอบสวนยังไปไม่ถึงที่สุดในการหาตัวผู้บงการ ทั้งที่ลักษณะการก่อเหตุมีการวางแผนมานาน ไม่น่าจะมีแค่ผู้ก่อเหตุที่ถูกจับและแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว ตนเชื่อว่ายังมีมากกว่านั้น จึงอยากฟังความชัดเจนจากการชี้แจงของหน่วยงาน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในคดีนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแจ้งอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่คืบหน้าเลยตนจึงต้องมาร้องกรรมาธิการ โดยเฉพาะข้อมูลการติดต่อ ที่มีการประชุมวางแผนล่วงหน้ากันมาหลายเดือน ซึ่งเท่าที่ตนทราบมาข้อมูลทางโทรศัพท์ จะมีการลบอัตโนมัติภายใน 3 เดือน หากกระบวนการล่าช้าหรือไม่จริงใจก็จะไม่สามารถสาวถึงความจริงได้ เมื่อถามว่า กลัวคดีจะเงียบหรือไม่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ไม่กลัวเงียบแต่กลัวจะถูกตัดตอน