อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย กับเส้นแบ่ง ความเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการไทย

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย กับเส้นแบ่ง ความเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการไทย

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสแชตไลน์ ช่วยน้ำเงินด้วย กับเส้นแบ่ง ความเป็นกลางทางการเมือง ของข้าราชการไทย

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายวัส ติงสมิตร  นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ถอดรหัสแชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” กับเส้นแบ่ง “ความเป็นกลางทางการเมือง” ของข้าราชการไทย 

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่เขย่าแวดวงสิงห์มหาดไทยอย่างรุนแรง  เมื่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกกรณีแชตไลน์หลุดสะเทือนเลื่อนลั่น ระหว่างข้าราชการระดับสูงที่มีข้อความสั่งการสั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” นำไปสู่การร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่ถูกเด้งฟ้าผ่าภายนอกฤดูกาล โยงปม “ไม่ใส่เสื้อสีเดียวกัน” และปฏิเสธการสนองนโยบายการเมืองเชิงจัดตั้งควบคุมการเลือกตั้ง
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องดราม่าในมุ้งข้าราชการ แต่นี่คือกรณีศึกษา (Case Study) สำคัญที่ต้องนำ “ประมวลกฎหมายอาญา” และ “พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน” มากางดูกันชัด ๆ ว่า พฤติกรรมเช่นนี้… มีความผิดอย่างไรบ้าง? 

จุดเริ่มต้นจากแชตไลน์: คำสั่งทางการเมืองในช่องทางราชการ?
จากข้อเท็จจริงตามที่เป็นข่าว อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตได้รายงานสถิติจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและความน่าจะเป็นในพื้นที่ผ่านทางแชตไลน์ส่วนตัวที่เชื่อมโยงกับผู้บังคับบัญชา (ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นอธิบดีกรมการปกครอง) แต่กลับได้รับข้อความตอบกลับมาว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” โดยเจ้าตัวยืนยันว่าในโครงสร้างระบบราชการ ทุกคนเข้าใจดีว่านี่คือ “คำสั่ง” ให้เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และเมื่อไม่ตอบสนอง ก็ตามมาด้วยคำสั่งโยกย้ายนอกฤดูกาลโดยอ้างเพียงเหตุผลกว้าง ๆ ว่า “เพื่อประโยชน์ของทางราชการ”

พฤติการณ์ดังกล่าว เมื่อนำมาพิจารณาตามหลักกฎหมาย จะพบจุดตัดสำคัญ 2 มิติ คือ ทางวินัย และ ทางอาญา ดังนี้ 

มิติที่ 1: ความผิดทางวินัยและการรักษาวินัย (พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551)

หัวใจสำคัญของข้าราชการประจำในระบอบประชาธิปไตย คือการเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะผลัดเปลี่ยนเข้ามาบริหารประเทศ กฎหมายจึงบัญญัติกรอบความประพฤติไว้ใน มาตรา 82 (9) ไว้อย่างชัดเจนว่า:
“ต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการด้วย”

ส่อง “ข้อห้าม” ตามระเบียบว่าด้วยมารยาททางการเมือง พ.ศ. 2499

แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ข้าราชการมี “สิทธิส่วนบุคคล” ในการชื่นชอบหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ในทางที่เกี่ยวกับประชาชนและหน้าที่ราชการ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ได้ปักป้ายห้ามพฤติกรรมไว้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะข้อไฮไลต์ที่ตรงกับกรณีนี้:
• ข้อ 2 (7): ห้ามกระทำการในทางให้คุณให้โทษ เพราะเหตุที่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาหรือประชาชนนิยมหรือไม่นิยมพรรคการเมืองใด
• ข้อ 2 (11): ในระยะเวลาที่มีการเลือกตั้ง ห้ามแสดงออกไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม (โดยปริยาย) ที่เป็นการช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้ง และห้ามกีดกันตําหนิติเตียนผู้สมัครคนอื่น

เทียบอุทาหรณ์ “ไลน์กลุ่มสั่งเลือกเพื่อน”

กรณีนี้คล้ายคลึงกับอุทาหรณ์ทางกฎหมายที่เคยเกิดขึ้นจริง เมื่อ “นายกเทศมนตรีแห่งหนึ่ง” ส่งข้อความผ่านทางไลน์กลุ่มที่ใช้สำหรับสั่งราชการ โดยข้อความมีลักษณะ “ขอร้องเชิงบังคับ” ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเลือกผู้สมัคร สส. ซึ่งเป็นเพื่อนของตน พฤติการณ์นั้นถูกชี้มูลความผิดทันทีว่า เป็นการกระทำผิดวินัย ฐานไม่วางตนเป็นกลางทางการเมืองตามมาตรา 82 (9)
ดังนั้น การส่งข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในระว่างรายงานสถิติเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 82 (9) เต็ม ๆ และหากพิสูจน์ได้ว่า คำสั่งย้ายนอกฤดูกาลนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ยอมทำตามสั่ง จะถือเป็นการใช้อำนาจโยกย้ายเพื่อกลั่นแกล้งและให้โทษ กลายสภาพเป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา 85 (1) ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดทันที 

มิติที่ 2: ความผิดทางอาญา (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157)

เมื่อข้าราชการระดับสูงสวมหมวกสองใบ ใบหนึ่งเป็น “ข้าราชการพลเรือน” อีกใบหนึ่งเป็น “เจ้าพนักงานตามกฎหมาย” การกระทำนี้จึงก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนของคดีอาญาร้ายแรงตาม มาตรา 157 ที่ระบุว่า:

“ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต…”

แกะองค์ประกอบความผิด ม.157 กับกรณีแชตหลุด

1.เป็นเจ้าพนักงาน: ตำแหน่งอธิบดีฯ เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายแน่นอน

2. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ: การส่งข้อความสั่งการให้ข้าราชการในปกครองไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือพรรคการเมือง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อระเบียบข้าราชการ และทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

3. เจตนาพิเศษ (เพื่อให้เกิดความเสียหายหรือทุจริต):

• ในแง่การเลือกตั้ง: มุ่งหมายใช้อำนาจรัฐเพื่อบิดเบือนผลการเลือกตั้ง เอื้อประโยชน์ให้พรรคตนเอง (ทุจริต) และสร้างความเสียหายต่อผู้สมัครพรรคคู่แข่ง
• ในแง่การโยกย้าย: หากใช้ดุลพินิจโยกย้ายปลัดจังหวัดและนายอำเภอรวม 5 ชีวิต โดยมีมูลเหตุจูงใจฝังรากมาจากเรื่องที่เขาไม่ยอมทำตามคำสั่งการเมือง ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและมี “เจตนากลั่นแกล้ง” ชัดเจน ทำให้ผู้ถูกย้ายได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และความก้าวหน้าในชีวิตราชการ

หากพิสูจน์ได้ว่าการโยกย้ายมี “เจตนาซ่อนเร้นทางการเมือง” ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของทางราชการจริง มีแนวโน้มที่ศาลจะลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 

บทสรุปและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

คดีนี้ ตัวแปรเดียวที่จะชี้ชะตาว่าผู้บังคับบัญชาจะรอดหรือร่วง คือ “พยานหลักฐานทางดิจิทัล (Digital Forensics)” ตามที่อดีตปลัดจังหวัดท้าทายไว้ว่า “ไม่ว่าจะลบแชตหรือลบไลน์อย่างไรก็รื้อกลับมาพิสูจน์ได้”

หากหน่วยงานตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือพนักงานสอบสวน สามารถกู้คืนข้อมูลและพิสูจน์ความเชื่อมโยงของไอดีไลน์และเบอร์โทรศัพท์ได้สำเร็จ จนเห็นไทม์ไลน์ว่าคำสั่งย้ายเกิดขึ้นสอดรับกับการปฏิเสธคำสั่ง “ช่วยน้ำเงินด้วย”…

นี่จะเป็นอีกหนึ่งคดีประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำว่า “อำนาจรัฐ” มีไว้เพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ใช่มีไว้เพื่อเป็นฐานบันไดให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง และเส้นแบ่งของ “ความเป็นกลางทางการเมือง” เป็นสิ่งที่ข้าราชการไทยทุกคนต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต ????????

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

2/6/69

หมอวี ชี้ อาสาพยาบาล เงินเดือน 1.5 หมื่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง 35 ล้านคน เป็น ภาระงานที่เป็นไปไม่ได้

หมอวี ชี้ อาสาพยาบาล เงินเดือน 1.5 หมื่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง 35 ล้านคน เป็น ภาระงานที่เป็นไปไม่ได้

หมอวี ชี้ อาสาพยาบาล เงินเดือน 1.5 หมื่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง 35 ล้านคน เป็น ภาระงานที่เป็นไปไม่ได้

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.39 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์เฟซบุ๊คระบุถึงประเด็น “อาสาพยาบาล” ว่า   อาสาพยาบาลกับภาระงานที่เป็นไปไม่ได้  ระบบที่ออกแบบมาพร้อมความล้มเหลวตั้งแต่ต้น!

ผมนั่งดูตัวเลขจาก Health Data Center ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 แล้วรู้สึกหนักใจมาก (ลงใน Hfocus 31 พ.ค.2569) ตัวเลขนี้ประกาศจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพนะครับ ผมไม่ได้ยกเมฆตัวเลขนี้ขึ้นมาเอง https://www.facebook.com/share/p/1ciXtvviUD/

ระบบสาธารณสุขไทยมีกลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ต้องได้รับการดูแลเชิงรุกมากกว่า 35 ล้านเคส แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง 244,062 ราย  ผู้ป่วย NCD (เบาหวาน ความดัน ไขมัน) กว่า 28.4 ล้านราย แม่และเด็กอีก 1.81 ล้านราย และผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด 4.5 ล้านรายอย่าอ่านตัวเลขนี้ผ่านไปเฉยๆ ครับ ผมชวนทุกท่านคิด ตัวเลขที่ต้องจับตาให้ดีคือ ระบบจะมี อาสาพยาบาลเริ่มต้นตามที่กระทรวงประกาศ 7,255 คน แปลว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบเฉลี่ย 4,830 เคสลองคิดดู ถ้าคุณทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ 

แค่จะเดินเยี่ยมบ้านผู้ป่วยติดเตียงเพื่อประเมินและดูแลเบื้องต้นให้ครบทุกเคสสักเดือนละครั้ง ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว อย่าพูดถึงการติดตาม วัดความดัน ดูแลแผล ฟื้นฟูสมรรถภาพ และบันทึกข้อมูลอีกต่อไป 

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่ต้องการทักษะเฉพาะทางสูงในการดูแล เพราะหากจัดการผิดพลาด อาจเป็นอันตรายได้ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแล

กระทรวงสาธารณสุขประกาศค่าตอบแทน อสพ. ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็น full-time จ้างงาน 2 ปี ต้องมีวุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท กับ 4,830 เคส ต่อคน คิดในแง่ อสพ. เงินแค่ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ “น้อย” แต่คือการออกแบบระบบที่ล้มเหลวตั้งแต่วันแรกและเป็นไปไม่ได้เลย ผมย้ำว่าเราไม่ได้ขาดแคลนแค่คน เราขาดความจริงใจในการออกแบบงบ ประมาณ

ถ้าใครสมัคร อสพ. แล้วอ่านโพสต์นี้อยู่ ผมอยากบอกว่า ไม่ใช่ความผิดของคุณที่จะทำงานไม่ไหว ระบบมันถูกออกแบบมาให้ทำไม่ได้ตั้งแต่ต้น ยังไม่นับรวมการดูแลให้คำแนะนำแล้วแต่กลับถูกฟ้องอีก เช่นทำแผลแต่สุดท้ายแผลติดเชื้อถูกตัดขา ขอถามว่า อสพ. จะเป็นจำเลยเองหรือใครจะมาเป็นจำเลยให้ แต่หากคิดในแง่งบประมาณที่ต้องใช้เพื่อโครงการนี้ รัฐจะผลิต อสพ. ให้ได้ 28,000 คนในปี พ.ศ.2571 ลองคูณ 15,000 บาทต่อคนดูนะครับว่า เราต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไหร่กับโครงการใหม่

ในขณะที่ รพ.ต่างๆ กำลังประสบปัญหาขาดงบประมาณอยู่ในขณะนี้ เงินบำรุงที่จะนำมาจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรยังไม่มี แต่รัฐจะมีงบประมาณใหม่มาจ่ายให้ อสพ.  สิ่งที่ประเทศนี้ต้องการไม่ใช่แค่ “อาสา” อีกต่อไป แต่คือบุคลากรสาธารณสุขปฐมภูมิที่ได้รับค่าตอบแทนสมศักดิ์ศรี มีสัดส่วนภาระงานที่ทำได้จริง และมีระบบรองรับที่มั่นคง คนทำงานมีอยู่แล้วครับ ทั้ง อสม. ล้านกว่าคน และ Care Giver อีกต่างหาก ยังไม่นับหน่วยปฐมภูมิต่าง ๆ ที่พร้อมทำงานและมีทักษะที่ดี 

ฝึกพวกเขาให้เก่งขึ้น เพิ่มรายได้ให้พวกเขา ผมว่าเขาพร้อมที่จะช่วยรัฐดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเต็มที่  สุขภาพของคนไทยอีก 35 ล้านคน ขึ้นอยู่กับว่าเราตัดสินใจอย่างไร ใจเย็นๆ ฟังเสียงเตือนจากผู้หวังดีก่อน 

ผมเตือนด้วยความปรารถนาดีจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ใดทางการเมืองเลย  ขอให้ทุกท่านแข็งแรงและมีความสุข

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย 

รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

สมาชิกวุฒิสภา

ยังไม่พบสายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด ขอ ปชช. อย่าตื่นตระหนก

ยังไม่พบสายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด ขอ ปชช. อย่าตื่นตระหนก

ยังไม่พบสายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด ขอ ปชช. อย่าตื่นตระหนก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.29 น.

รัฐบาลติดตามสถานการณ์โควิด-19 ใกล้ชิด ย้ำยังไม่พบสายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น ขอประชาชนดูแลสุขอนามัย ไม่ตื่นตระหนก

วันนี้ (2 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบสายพันธุ์โควิด-19 ที่ระบาดหลัก คือสายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งแตกออกมาจากสายพันธุ์ JN.1 อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบหลักฐานว่าสายพันธุ์ดังกล่าวก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น หรือทำให้เกิดการแพร่ระบาดที่รวดเร็วผิดปกติ

ทั้งนี้ ข้อมูลการเฝ้าระวังของประเทศไทยพบว่า แม้จำนวนผู้ติดเชื้อจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง โดยระบบสาธารณสุขยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างเพียงพอ

โควิด 19

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยยังคงย้ำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และหญิงตั้งครรภ์

สำหรับแนวทางป้องกันตนเอง กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ประชาชนล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัดหรือมีคนจำนวนมาก หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้มีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรืออ่อนเพลีย ควรตรวจ ATK และพักรักษาตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

“รัฐบาลขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่มีความรุนแรงมากขึ้น ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ เพียงขอให้ดูแลสุขภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเหมาะสม” รองโฆษกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง

ต่อตระกูล ย้อนรอย 3 อภิมหาโครงการ หมื่นล้าน ล้มเหลว ที่กลายเป็นซากคอนกรีตสูญเปล่า

ต่อตระกูล ย้อนรอย 3 อภิมหาโครงการ หมื่นล้าน ล้มเหลว ที่กลายเป็นซากคอนกรีตสูญเปล่า

ต่อตระกูล ย้อนรอย 3 อภิมหาโครงการ หมื่นล้าน ล้มเหลว ที่กลายเป็นซากคอนกรีตสูญเปล่า

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ขอยก 3 โครงการเมกะโปรเจคก่อสร้าง ที่ล้มเหลว ภาคประชาชนได้รับแต่ซากคอนกรีต แต่นักโกงเมืองได้ความร่ำรวยไป สาเหตุล้วนมาจากความลุ่มหลง มัวเมาในอำนาจ ไม่ฟังใคร !

ในอดีตเงินโครงการ เป็นหลักหมื่นล้าน ต่อมาเริ่มมีเป็นแสนล้าน มาถึงวันนี้มีโครงการ Land Bridge มูลค่าเป็นล้าน ล้านบาท ที่อ้างว่าทำวิจัยแล้วว่าเป็นโครงการดี แต่ไม่เปิดให้ประชาชนเห็น ได้อ่าน รายละเอียด !!!

…อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ตัวอย่าง 3 โครงการเมกะโปรเจคก่อสร้าง ที่ล้มเหลว นี้นับเป็นประวัติศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์ของประเทศไทยในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาที่มีคุณค่าเป็นบทเรียนในการเรียนรู้ จากความผิดพลาด

มีโครงการขนาดใหญ่ระดับ “หมื่นล้าน” อยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเปิดใช้งานหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิม กลายเป็นความสูญเสียทางงบประมาณและโอกาสของประเทศอย่างมหาศาล

โดยมี 3 โครงการเด่นที่มักถูกหยิบยกมาเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุด ดังนี้

1. โครงการโฮปเวลล์ (Hopewell Project)

*ระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในเขตกรุงเทพมหานคร เริ่มลงนามสัญญาสัมปทานในปี พ.ศ. 2533 (สมัยรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) มูลค่าโครงการกว่า 80,000 ล้านบาท โดยให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างทางยกระดับเพื่อแก้ปัญหาจราจรแออัด

* **ความล้มเหลว:** การก่อสร้างล่าช้าและติดปัญหาเรื่องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาฐานะทางการเงินของผู้รับเหมาจนกระทั่งมาเจอกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 โครงการจึงหยุดชะงักอย่างสิ้นเชิงด้วยความคืบหน้าเพียง 13.77% และถูกบอกเลิกสัญญาในปี 2541

* **ความเสียหายทางงบประมาณ:** นอกจากงบประมาณลงทุนที่สูญเปล่าแล้ว รัฐบาลไทยยังต้องเผชิญกับมหากาพย์การฟ้องร้อง “ค่าโง่โฮปเวลล์” ยาวนานหลายสิบปี ซึ่งตัวเลขค่าชดเชยรวมดอกเบี้ยที่เคยมีการเรียกร้องพุ่งสูงกว่า 25,000 ล้านบาท

ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

2. โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ

*อภิมหาโครงการสิ่งแวดล้อมที่สร้างเสร็จเกือบ 100% แต่ไม่เคยได้เปิดใช้งาน*

เริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ. 2538 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมีการรวมสัญญาและย้ายพื้นที่ก่อสร้างมายัง ต.คลองด่าน ทำให้งบประมาณพุ่งสูงจากประมาณ 13,600 ล้านบาท ไปแตะที่ราว 23,000 ล้านบาท

* **ความล้มเหลว:** เกิดจากการทุจริตเชิงนโยบายอย่างรุนแรง ตั้งแต่การจัดซื้อที่ดินในราคาแพงเกินจริงและการเอื้อประโยชน์ในสัญญาก่อสร้าง ประกอบกับการประท้วงอย่างหนักจากชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและอาชีพประมงพื้นบ้าน จนกระทั่งรัฐบาลประกาศระงับและยกเลิกโครงการในปี พ.ศ. 2546 ในขณะที่การก่อสร้างเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 90%

* **ความเสียหายทางงบประมาณ:** มูลค่าความเสียหายรวมค่าก่อสร้างและการจ่ายเงินชดเชย (ค่าโง่คลองด่าน) ให้กับกลุ่มบริษัทผู้รับเหมาตามคำชี้ขาดรวมแล้ว**มากกว่า 30,000 ล้านบาท** โดยที่ระบบบำบัดน้ำเสียนี้ไม่เคยได้รับการเปิดใช้งานเพื่อบำบัดน้ำเสียแม้แต่หยดเดียว

3. โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท (พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำ)

*โครงการเมกะโปรเจกต์ที่ล้มพับไปตั้งแต่ขั้นตอนการประมูลและเตรียมลงนาม*

โครงการเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้ออก พ.ศ.ก. กู้เงินวงเงิน 350,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2556 เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างฟลัดเวย์ (Floodway) และทางผันน้ำขนาดใหญ่

ความล้มเหลว: มาจากการเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและใช้อำนาจรัฐบาลยกเว้นการใช้ ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างปกติ

จนนำไปสู่การคัดค้านจากองค์กรวิชาชีพวิศวกรรม ภาคประชาชน และNGO เนื่องจากไม่มีการทำประชาพิจารณ์อย่างทั่วถึงและขาดรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ที่ถูกต้อง

ต่อมาศาลปกครองได้มีคำสั่งให้รัฐบาลต้องกลับไปจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน ทำให้โครงการต้องชะลอออกไป จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 โครงการนี้จึงถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

* **ความเสียหายทางงบประมาณ:** แม้ว่าเงินงบส่วนใหญ่จะยังไม่ได้ถูกจ่ายออกไปเต็มจำนวนเหมือนสองโครงการแรก แต่ก็มีความเสียหายในแง่ของ**งบประมาณค่าศึกษาออกแบบ ค่าเตรียมการ วงเงินผูกพัน และค่าเสียโอกาส**ทางเศรษฐกิจของประเทศในการบริหารจัดการภัยแล้งและน้ำท่วมคิดเป็นมูลค่าหลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาทเช่นกัน

สรุปบทเรียนสำคัญ

หากวิเคราะห์ในเชิงวิศวกรรมและการบริหารจัดการ โครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้มักไม่ได้ล้มเหลวเพราะตัวเทคโนโลยีหรือความสามารถของวิศวกร แต่มีจุดร่วมที่เป็นแผลสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ:

1. ปัญหาด้านความโปร่งใสและธรรมาภิบาล:** มีการทุจริตเชิงนโยบายและการเอื้อประโยชน์ในตัวสัญญา

2. **การขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน:** การละเลยกระบวนการทำประชาพิจารณ์และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

3. **ความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง:** การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและข้อกฎหมายที่มักทำให้โครงการขนาดใหญ่ที่ผูกพันระยะยาวต้องหยุดชะงักลง.

ยกระดับบริการให้ทันสมัย รัฐบาลเร่งปั้นข้าราชการรับยุค AI วาง 7 ทักษะดิจิทัล

ยกระดับบริการให้ทันสมัย รัฐบาลเร่งปั้นข้าราชการรับยุค AI วาง 7 ทักษะดิจิทัล

ยกระดับบริการให้ทันสมัย รัฐบาลเร่งปั้นข้าราชการรับยุค AI วาง 7 ทักษะดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.09 น.

รัฐบาลเร่งปั้นข้าราชการรับยุค AI วาง 7 ทักษะดิจิทัล ยกระดับบริการรัฐทันสมัย ตอบโจทย์ประชาชน

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับระบบราชการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและ AI ตามแนวนโยบายของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้กำกับดูแลการพัฒนาระบบราชการและบุคลากรภาครัฐ โดยมุ่งสร้างภาครัฐที่กระชับ ทันสมัย และใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

รัชดา ธนาดิเรก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ปรับปรุงบริการภาครัฐ เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ลดภาระเอกสาร และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถติดต่อราชการได้ง่าย รวดเร็ว และโปร่งใสมากขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาบุคลากรภาครัฐถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะข้าราชการในอนาคตต้องไม่เพียงใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ต้องเข้าใจข้อมูล กฎหมายดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“รองนายกรัฐมนตรีได้วางแนวทางให้ระบบราชการไทยปรับวิธีทำงาน โดยนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยจัดการงานประจำ งานตรวจเอกสาร งานเชื่อมโยงข้อมูล และงานควบคุมบางส่วน เพื่อให้ข้าราชการมีเวลาไปทำงานเชิงนโยบาย วิเคราะห์ปัญหา และออกแบบบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น” น.ส.รัชดา กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้เห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ ตามแนวทางพัฒนาบุคลากรภาครัฐ พ.ศ. 2566–2570 โดยกำหนดกรอบทักษะสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่

1. ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy)

2. การปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Governance)

3. ภาวะผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leadership)

4. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนางาน (Digital Technology)

5. การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริการ (Digital Service)

6. การใช้ประโยชน์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน (Data Utilization and Sharing)

7. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จะพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับบทบาทของบุคลากรแต่ละกลุ่ม ทั้งผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน และผู้บริหาร รวมถึงแบ่งกลุ่มเป้าหมายระหว่างผู้ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีโดยตรง และผู้ที่ต้องใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานทั่วไป เพื่อให้การพัฒนาตรงกับภารกิจและสามารถนำไปใช้ได้จริง

การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการร่วมกับ 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ดูแลระบบประเมินทักษะและสมรรถนะดิจิทัล สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) รับผิดชอบหลักสูตรพัฒนาทักษะทั้งแบบ Onsite และ Online และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหน้าที่รับรองหลักสูตรให้สอดคล้องกับกรอบทักษะที่ ก.พ. กำหนด

รัฐบาลตั้งเป้าภายในปี 2570 ให้ข้าราชการสามารถนำทักษะดิจิทัลไปใช้ในการทำงานและการให้บริการประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการให้บริการผ่าน e-Service การยื่นคำขอผ่าน e-Form การชำระเงินผ่าน e-Payment การรับเอกสารผ่าน e-Document และการออกแบบบริการใหม่ที่ช่วยลดขั้นตอน อำนวยความสะดวก และยกระดับคุณภาพบริการภาครัฐให้ตอบโจทย์ประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ชื่อหลุดโพลบทบาทโดดเด่น? เทพไท แปลกใจ ทำไม ศุภจี ตกกระป๋อง แต่ ซาบีดา ขึ้นแท่นอันดับ 4

ชื่อหลุดโพลบทบาทโดดเด่น? เทพไท แปลกใจ ทำไม ศุภจี ตกกระป๋อง  แต่ ซาบีดา ขึ้นแท่นอันดับ 4

ชื่อหลุดโพลบทบาทโดดเด่น? เทพไท แปลกใจ ทำไม ศุภจี ตกกระป๋อง แต่ ซาบีดา ขึ้นแท่นอันดับ 4

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.54 น.

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ว่า  แปลกใจ ทำไม ศุภจี ตกกระป๋อง

ขออนุญาตวิเคราะห์ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล เกี่ยวกับดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 เปรียบเทียบกับดัชนีการเมืองไทย ในเดือนเมษายน และเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากผลการสำรวจของสวนดุสิต เกี่ยวกับบทบาทนักการเมือง ซึ่งมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 

ในส่วนของฝ่ายรัฐบาล พบว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีบทบาทโดดเด่นเป็นอันดับ1 คือ 37.07% อันดับ2 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทโดดเด่น 29.06% อันดับ2 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับความนิยม 16.09% อันดับ4 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับความนิยม 10.76% และอันดับ5 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับความนิยม 7.02% 

ในรัฐบาลสำหรับความนิยมของนายอนุทิน เป็นอันดับ1 ไม่น่าแปลกใจเพราะเป็นนายกรัฐมนตรีมีบทบาทสำคัญ และได้ออกสื่อมากที่สุด เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนมากที่สุด แต่สำหรับพรรคภูมิใจไทยในช่วงหาเสียงได้นำบุคคล3คนไปเป็นตัวโชว์ในการหาเสียง คือนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว 

แต่ถ้าดูผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล จะเห็นได้ว่า นางศุภจีไม่ติดอันดับ1ใน5 ทั้งที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น่าจะมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และยิ่งอยู่ในช่วงโครงการไทยช่วยไทยพลัส และมีบทบาทสำคัญในการจัดการ เรื่องราคาสินค้าสินค้าภาคเกษตร และสินค้าที่นำมาจำหน่ายให้กับประชาชน แต่บทบาทของนางศุภจีกลับไม่ติดในโผ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก เพราะกลับมีชื่อของนางสาวซาบีดา ซึ่งเป็นรัฐมนตรีวัฒนธรรม มีบทบาทน้อยแต่ภาพลักษณ์อาจจะดี ก็เลยติดอันดับเป็นอันดับ4

ในส่วนของนักการเมืองฝ่ายค้าน หรือส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่มีบทบาทโดดเด่นปรากฏว่า มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอันดับหนึ่ง 25.19% อันดับ2 นางรัชนก ศรีนอก 24.96% อันดับ3 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 24.59% อันดับ4 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล 13.96% และอันดับ5 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ 11.28% 

ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ถือได้ว่าคะแนนบทบาทหรือความนิยมเกาะกลุ่มกัน ไม่ว่านายอภิสิทธิ์จะเป็นอันดับ1ก็ตาม แต่อันดับ2 อันดับ3 อันดับ4 อันดับ5 ก็ทิ้งห่างกันไม่มาก และส่วนใหญ่สังกัดพรรคประชาชนทั้งสิ้น ถือว่าคะแนนความนิยมของพรรคฝ่ายค้าน เป็นคะแนนที่เกาะกลุ่มและมีบทบาทใกล้เคียงกัน 

ส่วนดัชนีการเมืองไทยในช่วง3เดือน ที่สวนดุสิตโพลได้สำรวจใน 25 ประเด็น พบว่า คะแนนลดลง 23 ประเด็น ที่เท่าเดิมมีอยู่2เรื่องเท่านั้น คือเรื่องนโยบายการบริหารประเทศและการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งน่าจะมาจากเหตุผลที่รัฐบาลได้ออกนโยบายไทยช่วยไทยพลัส กับการตั้งซูเปอร์บอร์ดในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นประธาน และมีภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย นอกจากนั้น 23 เรื่อง ถดถอยตกต่ำทั้งสิ้น

ถ้าดูผลการสำรวจดัชนีการเมืองไทย ของสวนดุสิตโพล ทำให้เห็นว่าความเชื่อมั่น หรืออนาคตของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ในอาการน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดโพลสวนดุสิต คะแนนการเมืองลดลง ปชช.ฝากความหวังไว้ที่ไทยช่วยไทยพลัส

มัลลิกา ปลุกพลังเงียบ 2 ล้านคน มั่นใจเป็น ม้ามืด ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

มัลลิกา ปลุกพลังเงียบ 2 ล้านคน มั่นใจเป็น ม้ามืด ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

มัลลิกา ปลุกพลังเงียบ 2 ล้านคน มั่นใจเป็น ม้ามืด ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.48 น.

วันนี้ 2 มิถุนายน 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 โพสต์ภาพพร้อมข้อความ เดินหน้าลุยหาเสียงอย่างเข้มข้น โดยล่าสุดเปิดตัวแคมเปญ TOMB RAIDER The adventure begins with one brave choice หวังปลุกพลังเงียบกว่า 2 ล้านคนที่ไม่เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ให้กลับมามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตเมือง

ซึ่ง ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ประกาศตัวเป็นผู้สมัครอิสระภายใต้แนวคิด มนุษย์ผู้ทันกาลเวลา ผู้นำมหานครแห่งอนาคต ชู 4 เสาหลักในการทำงาน ได้แก่ Focus (มุ่งมั่น), Courage (กล้าเปลี่ยน), Innovation (สร้างสรรค์สิ่งใหม่) และ Freedom (อิสระทางความคิด) พร้อมเน้นย้ำการนำเทคโนโลยี AI มายกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุง ทั้งระบบจราจรอัจฉริยะ (AI Traffic), ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วม (AI-X Band) และการจัดการฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้กรุงเทพฯ ทัดเทียมเมืองใหญ่ระดับโลก

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ในภาพโปสเตอร์ของ ดร.มัลลิกา ยังได้ตั้งคำถามถึงกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 2 ล้านคนที่ไม่เคยไปใช้สิทธิ์ โดยระบุว่า “พี่คะทำอะไรกันอยู่ ออกไปสักครั้งและนึกถึงตอน 14 อีกครั้งนะคะ” เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนที่มีสิทธิมีเสียงประมาณ 2 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิ์ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 นี้ อีกทั้งเจ้าตัวยังได้ประเมินสถานการณ์ว่า แม้จะมีแชมป์เก่าที่เป็นตัวเต็งอันดับ 1 แต่พื้นที่การแข่งขันในกลุ่มอันดับ 2-4 ยังมีความสูสีและเปิดกว้าง ซึ่งทางทีมงานมั่นใจว่าด้วยยุทธศาสตร์ 14 ด้านและแนวทางที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง จะทำให้ตนกลายเป็น ม้ามืด ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับกรุงเทพมหานครได้ในครั้งนี้แน่นอน

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ หวังปลุกพลังเงียบกว่า 2 ล้านคนที่ไม่เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทำเอาชาวเน็ตและแฟนคลับจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“สู้ๆค่ะดร.มัลลิกา”

“จัดให้ค่ะเจ๊ “

“คนนี้ก็ชอบเหมืนคุณหมอวรงค์เบอร์29เสียแต่ไม่มีสิทธออกเสียงให้ส่งกำลังใจ”

“14”

“ใครบอกดรอะครับ”

“14”

“14อีกครั้ง”

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซชุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

กองทัพไทย โต้กลับ จิรัฏฐ์ หยุดบิดเบือนทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคง เบี่ยงเบนความสนใจสังคม เพื่อหวังผลทางการเมือง

กองทัพไทย โต้กลับ จิรัฏฐ์ หยุดบิดเบือนทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคง เบี่ยงเบนความสนใจสังคม เพื่อหวังผลทางการเมือง

กองทัพไทย โต้กลับ จิรัฏฐ์ หยุดบิดเบือนทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคง เบี่ยงเบนความสนใจสังคม เพื่อหวังผลทางการเมือง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.17 น.

โฆษกกองทัพไทย โต้กลับ “จิรัฏฐ์” หยุดบิดเบือนทำลายภาพลักษณ์ความมั่นคง เบี่ยงเบนความสนใจสังคม เพื่อหวังผลทางการเมือง

วันที่ 2 มิถุนายน 2569 พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีที่นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของกองทัพและพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ว่า การแสดงความคิดเห็นในประเด็นด้านความมั่นคงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบต่อสังคม และคำนึงถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและประเทศชาติ

โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยกล่าวว่า ปัจจุบันนายจิรัฏฐ์อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารราชการปลอม จึงควรให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ มากกว่าการนำเสนอข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชน

ทั้งนี้ กองทัพไทยเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลด้านความมั่นคงที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังผลทางการเมือง อาจก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคมและบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันของประเทศ ขณะเดียวกัน การออกมาโจมตีกองทัพอย่างต่อเนื่องในช่วงที่คดีความยังอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจถูกมองว่าเป็นความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมจากประเด็นคดีที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่ากองทัพอยู่เหนือกฎหมายนั้น กองทัพไทยขอยืนยันว่า การปฏิบัติภารกิจทุกด้านดำเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลและการตรวจสอบของรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่อาจกล่าวได้ว่ากองทัพดำเนินการโดยปราศจากการควบคุมหรืออยู่เหนือกฎหมาย
กองทัพไทยเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย แต่เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ด้านความมั่นคงควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และความเข้าใจในข้อกฎหมาย โดยผู้ที่เคยถูกศาลพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารราชการปลอม ย่อมถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือในการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรที่ตนเคยพยายามหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กองทัพไทยขอให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เคารพข้อเท็จจริง และไม่นำประเด็นความมั่นคงมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมแนะนำให้นายจิรัฏฐ์ใช้สิทธิในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนผ่านกระบวนการอุทธรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมมากกว่าการสร้างความขัดแย้งจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยกองทัพไทยจะยังคงปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์รักษาอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และผลประโยชน์ของประชาชน ภายใต้หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเคร่งครัดต่อไป

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย วันแรกคึกคัก

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย  วันแรกคึกคัก

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย วันแรกคึกคัก

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ฉลุย วันแรกคึกคัก กระหน่ำใช้สิทธิทั่วปท. อนุทินชวนปชช.จับจ่าย ‘เอกนิติ’ลงสำรวจตลาด ยันไปได้สวยไม่มีปัญหา แม่ค้าต่างยิ้มรับทรัพย์

เริ่มวันแรก โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60/40 คลังเผยผ่านไป 7 ชั่วโมง ชาวบ้านกระหน่ำสแกนจับจ่ายใช้สอย 2.8 ล้านคน ยอดเงินสะพัดเฉียด 600 ล้าน พ่อค้าแม่ค้ายิ้มรับทรัพย์ชื่นมื่น นายกฯ กระตุ้นชวนปชช.ใช้จ่าย “เอกนิติ” ควงผู้บริหารใหญ่กรุงไทยลุยตรวจตลาดสดธนบุรี พร้อมลองสแกนใช้ซื้อมะพร้าวถอดเสื้อ บอกแอพใช้ง่ายจ่ายถูกลงรัฐออกให้ 60% ยันไร้ปัญหาทุกอย่างไปได้สวย เผยกลุ่มรายได้น้อยไม่มีบัตรสวัสดิการ-สมาร์ทโฟน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้เปิดทบทวนสิทธิ์พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถือเป็นวันแรกในการเปิดให้ประชาชนใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หรือที่หลายคนเรียกว่า “คนละครึ่ง พลัส” โดยระบบได้เปิดให้เริ่มใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

สำหรับประชาชนผู้ได้รับสิทธิโครงการฯสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 เวลา 06.00-23.00 น.ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยจะได้รับวงเงินสนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” วันแรก ที่ร้านปิยะวัฒน์มินิมาร์ท ตำบลหนองยาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นร้านโชห่วยขนาดใหญ่ในพื้นที่ พบว่ามีประชาชนจากตำบลหนองยางและพื้นที่ใกล้เคียง เดินทางมาใช้สิทธิซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ซื้อสินค้าใช้ในครัวเรือน

โดยพบว่าประชาชนส่วนใหญ่นิยมเลือกซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคและของใช้ภายในครัวเรือน เพื่อนำไปกักตุนไว้สำหรับใช้ภายในครอบครัว ซึ่งแต่ละรายจะเน้นใช้จ่ายตามวงเงินที่กำหนดในแต่ละวัน โดยวงเงินสินค้า 200 บาท ประชาชนจ่ายจริงเพียง 137 บาท ส่งผลให้บรรยากาศการจับจ่ายภายในร้านเป็นไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษ ขณะที่ระบบการใช้สิทธิยังไม่พบปัญหาหรือติดขัดแต่อย่างใด

โดย นางจงกล นิ่มพระยา อายุ 61 ปี เจ้าของร้านปิยะวัฒน์ มินิมาร์ท เปิดเผยว่า วันแรกของการเปิดใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีประชาชนเดินทางมาใช้สิทธิแล้วไม่ต่ำกว่า 200 คน โดยตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหาในการใช้งาน เนื่องจากทางร้านเคยเข้าร่วมโครงการภาครัฐมาแล้วหลายโครงการ จึงมีความพร้อมในการให้คำแนะนำและช่วยเหลือลูกค้าที่อาจยังไม่เข้าใจขั้นตอนการใช้สิทธิได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้มีลูกค้าเข้ามาจับจ่ายมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

ด้านประชาชนที่เดินทางมาใช้สิทธิต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้จริง โดยเฉพาะค่าอาหารและของใช้จำเป็น อีกทั้งขั้นตอนการใช้สิทธิก็ไม่ซับซ้อน สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย จึงอยากให้ภาครัฐมีโครงการลักษณะนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจปัจจุบัน

บุรีรัมย์สแกนคึกคัก

ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชะอ้อน คำนับพะเนาว์ อายุ 81 ปี ชาว ต.บ้านด่าน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งออกจากบ้านมาใช้สิทธิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
(บัตรคนจน) ที่ห้างทวีกิจ สาขา อ.บ้านด่าน คิวแรกของห้าง กล่าวว่าตนออกจากบ้านมาตั้งแต่เวลา 07.00 น. เพื่อมารอห้างเปิด ตั้งใจมาซื้อของใช้ภายในครัวเรือน เนื่องจากอาศัยอยู่กันเพียง 2 คนกับภรรยา อายุ 89 ปี เพราะไม่อยากมาสายกลัวคนมาใช้บริการเยอะรอคิวนาน หลังจากซื้อสินค้าเสร็จจะไปเกี่ยวหญ้าให้วัวต่อ ซึ่งโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ส่วนตัวมองว่าดีเข้าถึงผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ในต่างจังหวัดอยากจะฝากถึงรัฐบาลให้ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับชาวบ้านที่มีรายได้น้อย

บรรยากาศการค้าขายที่ตลาดหมู่บ้านพฤกษา 12 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี วันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้จ่ายในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างมาเตรียมตัวขายสินค้ากัน พบว่าหลายร้านค้าติดตั้งป้ายโครงการไทยช่วยไทย พลัส ให้ลูกค้าเห็นชัดเจนพร้อมสำหรับให้บริการ โดยพ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่า บรรยากาศเช้านี้คึกคักมาก ลูกค้ามาซื้อของกินของใช้ ทำให้ยอดขายแต่เช้า แต่ยังพบว่าลูกค้าบางคนลืมการใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังว่าขั้นตอนการจ่ายเงินทำอย่างไรบ้าง และพบว่าลูกค้ายังงงเรื่องของ
เงินในแบบ 60/40 แต่มองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่

นกกระจิบผู้ช่วยอัจฉริยะ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้า
ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยและร้านค้าชุมชน ด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านค้า ผ่านการเปิดให้บริการ “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยร้านค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เข้าถึงข้อมูลสำคัญและบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ “นกกระซิบ” เป็น AI Chatbot สำหรับร้านค้า ที่ช่วยตอบคำถาม เกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ บนแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยร้านค้าสามารถพิมพ์คำถาม หรือ
เลือกคำถามแนะนำ (Preset Question) เพื่อสอบถามข้อมูลได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนการค้นหาข้อมูล และเพิ่มความสะดวกในการใช้งานระบบดิจิทัลของภาครัฐ  นอกจากนี้ รัฐบาลยังต่อยอดศักยภาพของ AI ให้ช่วยผู้ประกอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และวางแผนบริหารร้านค้าได้แม่นยำมากขึ้น โดยมีฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย

1.วิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ “นกกระซิบ” จะนำข้อมูลการขายจริงของร้านค้ามาสรุปให้อ่านง่าย เพื่อช่วยเจ้าของร้านบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการสรุปยอดขายรายวัน
จำนวนรายการขาย วิเคราะห์ช่วงเวลาทองที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยวางแผนสต๊อกสินค้าและการจัดเตรียมพนักงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น

2.เช็คราคากลางวัตถุดิบรายวัน AI จะเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงราคากลางเฉลี่ยของวัตถุดิบสำคัญ เช่น หมู ไก่ และเนื้อสัตว์ต่างๆ แบบวันต่อวัน ช่วยให้ร้านค้าติดตามต้นทุนได้สะดวกขึ้น และตัดสินใจวางแผนการซื้อวัตถุดิบได้แม่นยำ

3.คำนวณกำไรและต้นทุนเบื้องต้น ระบบจะช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ต้นทุนปัจจุบันเปรียบเทียบกับราคาขาย เพื่อช่วยประเมินว่าราคาสินค้าที่ตั้งไว้มีกำไรเพียงพอหรือไม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและวางแผนธุรกิจระยะยาว ทั้งนี้ “นกกระซิบ” รองรับการใช้งานบนแอปพลิเคชันถุงเงิน เวอร์ชัน 5.50.0 ขึ้นไป และเปิดให้ร้านค้าทุกประเภทสามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเข้าสู่ระบบในฐานะเจ้าของร้านค้า

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยต้องการให้ร้านค้าสามารถใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจทางธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล รัฐบาลต้องการให้ AI เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ
รายเล็ก ให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ง่ายขึ้น ใช้เทคโนโลยีช่วยวางแผนธุรกิจได้จริง และใช้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แม่ค้าช่วยลูกค้าสแกน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดนัดซอยวิภาวดี 64 มีการเปิดค้าขายตามปกติแทบทุกร้านจะมีป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ จะช่วยอธิบายให้ลูกค้าทราบถึงรายละเอียดของการบริการ โดยไม่ต้องใช้เงินสด ทั้งนี้ การค้าขายคึกคักเป็นปกติ ทั้งร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ ร้านข้าวขาหมู ร้านข้าวมันไก่ ฯลฯ

รมว.คลังลงตรวจตลาด

เช้าวันเดียวกัน นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง พร้อมนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ลงพื้นที่ดูความพร้อมของร้านค้าและการใช้สิทธิ์ของประชาชนโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเริ่มให้ประชาชนและร้านค้าได้ใช้สิทธิ์เป็นวันแรก พบว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประชาชนได้เข้ามาสอบถาม และต้องการให้เพิ่มวงเงินใช้จ่ายแต่ละวัน เนื่องจากมองว่าวันละ 333 บาทอาจจะน้อยไป รวมถึงอยากให้เพิ่มจากเดือนละ 1,000 บาท เป็น 1,500 บาท โดยนายเอกนิติ ได้อธิบายว่าโครงการดังกล่าวนี้รัฐต้องการ
ช่วยค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งพบว่าสินค้ามีการปรับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนั้น นายเอกนิติ ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้า โดยทดลองสแกนใช้จ่ายโครงการ โดยเลือกซื้อมะพร้าวถอดเสื้อราคา 60 บาท โดยสแกนจ่ายในราคา 24 บาท โดยระบุว่า “ใช้ง่ายมากเลย” ก่อนที่จะแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชั่นนกกระซิบ เพื่อวิเคราะห์ยอดขาย เพื่อจะได้รู้ว่าช่วงเวลาใดมีลูกค้าเยอะและช่วงใดที่ลูกค้าน้อยจะได้ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีช่วงเวลาในการพัก ทั้งยังแนะนำว่าสามารถนำยอดขายไปประกอบการยื่นกู้สินเชื่อกับทางธนาคารได้ ซึ่งจะมีการสรุปยอดในทุกวัน นอกจากนี้ยังพูดคุยกับร้านขายข้าวสาร อาหารทะเลแห้ง ร้านขายผักสด และร้านผลไม้ ซึ่งพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้าตั้งแต่เริ่มเปิดโครงการ

พ่อค้าแม่ค้าบอกโอเค

นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้ได้มาสำรวจตลาด จากการที่เปิดใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ตนเองดีใจที่เห็นคนมาใช้ไทยช่วยไทยพลัส โดยตนเป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ที่เป็นคนทำระบบเบื้องหลัง ที่มาดูเพราะอยากคุยกับพ่อค้าแม่ค้า โดยถือว่าโครงการดังกล่าว ช่วยลดค่าครองชีพเขาจริง เพราะทุกรายการที่ซื้อรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ช่วยให้ค่าครองชีพถูกลง ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดสงคราม ที่เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ของเริ่มแพงขึ้น

นายเอกนิติ ระบุว่า ตนเองโดยได้สอบถามชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้า ว่า ระบบเป็นอย่างไร ใช้ยากหรือไม่ ซึ่งเขาก็บอกว่าง่ายมาก และได้ลองใช้เองว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ซื้อง่าย ผู้ขายก็สะดวก โดยตนเองได้แนะนำผู้ขายให้ใช้นกกระซิบ ที่เป็น AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลการขาย และยอดขาย ว่าขายดีหรือไม่ สินค้าชนิดใดขายดี ราคาขายเฉลี่ยเท่าไหร่ และ AI นกกระซิบจะสรุปยอดขายทุกวัน และสามารถนำไปขอสินเชื่อที่ธนาคารได้เลย โดยเฉพาะธนาคารของรัฐ เพื่อช่วยให้ไปกู้นอกระบบ อยากให้พ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์และเข้าใจต้นทุนของสินค้าที่ซื้อมาด้วย ซึ่งขนาดนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 26,005,000 คนที่เข้าโครงการนี้ จะช่วยทำให้เขาลดค่าครองชีพได้

ขณะที่การใช้จ่ายในวันนี้ มีร้านค้าทั้งหมด 1,050,000 ร้านค้า โดยเป็นส่วนเดิมของคนที่เคยเข้าโครงการคนละครึ่งแล้ว และมากดยืนยันรับสิทธิ์เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งยังเปิดรับเรื่อยๆ พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้เข้า ก็อยากแนะนำให้เข้าโครงการ เพราะยังเปิดรับตลอดจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

กู้เงินเยียวยาประชาชน

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน และใช้งบในโครงการต่างๆ ขัดข้องหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ไม่เลย โครงการไทยช่วยไทยพลัส และโครงการอื่น ๆ ที่เราใช้ ตนเองเน้นเรื่องความโปร่งใส เรายินดีที่จะถูกตรวจสอบ และการที่เราให้โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยใช้เป๋าตัง และถุงเงิน เม็ดเงินถูกจ่ายเข้าประชาชน 100% เพราะนำดิจิทัลมาใช้ พร้อมย้ำว่าวันนี้ผลพลอยได้คือพ่อค้าแม่ค้าที่ได้ใช้ระบบดิจิทัลในส่วนนี้ด้วย

ส่วนสิทธิ์ที่ค้างอยู่ 3,000,000 ล้านสิทธิ์ เงินส่วนนี้จะโยกไปใช้บริหารจัดการในโครงการรัฐด้านไหนบ้าง นายเอกนิติ ระบุว่า วงเงินที่เหลือสามารถนำไปใช้โครงการอื่น ที่ใช้เยียวยาประชาชน ช่วยลดความเดือดร้อน เพราะโครงการทั้งหมดที่รัฐบาลทำ เราต้องการช่วยชาวบ้าน วันนี้เกิดวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่จบ สินค้าก็อาจจะยังแพงขึ้น เราต้องการแก้วิกฤตปากท้องของพี่น้องประชาชน ก็ดีใจที่เจอกับพ่อค้าแม่ค้าที่ซื้อของ และช่วยลดค่าครองชีพได้จริง

เข้าครม.ช่วยสมาร์ทโฟน

สำหรับกลุ่มผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือบุคคลที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือรายได้น้อย ใช้ผ่านบัตรสวัสดิการ ซึ่งวันนี้มี 13.2 ล้านคน ซึ่งกลุ่มคนไม่มีสมาร์ทโฟนน่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และวันพรุ่งนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยมีการเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ใหม่ โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการตรวจสอบสิทธิ  ดังนั้น ใครที่ไม่มีสมาร์ทโฟน เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนที่มีรายได้น้อยกลุ่มคนเหล่านี้และเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 2 เดือนโดยจะเริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคมให้สามารถเข้าสู่บัตรสวัสดิการ ส่วนเงื่อนไขจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างนั้น ขอให้รอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันที่ 2 มิ.ย.

เมื่อถามย้ำว่า หากไม่มีสมาร์ทโฟนและไม่ได้เข้าข่ายอยู่ในกลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะต้องทำอย่างไร นายเอกนิติ กล่าวว่า ให้ติดต่อที่กระทรวงมหาดไทยได้เลย

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ผู้ที่มีสิทธิ์ไม่จำเป็นต้องใช้วันแรก ใช้เมื่อไหร่ก็ได้ เราไม่ตัดสิทธิ์ แต่ใช้ได้เพียงเดือนละ1,000 บาท และที่ให้ใช้วันละ 200 เดือน จบแล้วจบเลย ไม่สมทบไว้ได้ เพราะจุดประสงค์ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องการช่วยลดค่าครองชีพ ย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไหร่เพราะจุดประสงค์คือการแก้วิกฤตปากท้องของประชาชน

ขอบคุณประชาชนสนใจ

นายเอกนิติ ยังกล่าว ขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจโครงการไทยช่วยไทยพลัส และสิทธิ์ต่างๆ ที่เราเตรียมไว้ก็เชื่อว่าเพียงพอสำหรับประชาชน เพราะครั้งนี้เห็นว่าทุกคนไม่ต้องมา
แย่งกัน เพราะเราพูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ว่าจะมีการเตรียมสิทธิ์ให้เพียงพอ เพราะต้องการช่วยเหลือคน ดังนั้น จะเห็นว่าคนที่เข้ามา ก็เพียงพอสิทธิ์ที่เหลืออยู่ เราก็จะไปใช้ช่วยคนในโอกาสอื่น และยินดีที่ร้านค้าเข้ามาค่อนข้างมากกว่า 1,000,000 ร้านค้า และยังเปิดอีกทั่วประเทศ จึงอยากเชิญชวนให้ร้านค้าพ่อค้าแม่ค้าต่างๆ ในตลาดโดยเฉพาะรายย่อย คนที่ยังไม่ได้สมัคร ให้ไปสมัคร และไปติดต่อธนาคารกรุงไทย ส่วนประชาชนให้ไปติดต่อที่กระทรวงมหาดไทย ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ และยังสามารถเปิดรับคนที่ยังไม่เคยเข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส
สามารถเข้ามาสมัครได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

3ชม.สะพัด170ล้านบาท

ขณะที่นายผยง กล่าวถึงยอดการใช้จ่ายโครงการไทยช่วยไทยพลัสวันแรก ตั้งแต่เวลา 06.00 – 09.00 น. ว่า มีการใช้จ่ายไปแล้วประมาณ 170,000,000 บาท โดยมีผู้ใช้จ่ายเกือบ 900,000 คน และมียอดซื้อขายแล้ว 1.1 ล้านรายการ โดยมีจำนวนกว่า 220,000 ร้านค้า และขณะนี้ ได้เปิดระบบให้มีการทำธุรกรรมสูงสุด 300,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อเตรียมรองรับในวันแรก และตามปกติช่วงที่มีโครงการวันจันทร์ อังคาร จะมีประชาชนเข้ามาใช้มากที่สุดประมาณ 16.00 น.

นายกฯกระตุ้นปชช.จับจ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊ก กระตุ้นให้ประชาชนกับจ่ายใช้สอยในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่เริ่มวันที่
1 มิ.ย. วันแรกว่า “ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40 นะครับ”

รบ.ปลื้มใช้สะพัดเฉียด600ล้าน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)” วันแรกกระแสตอบรับเป็นไปอย่างคึกคัก จากข้อมูล ณ เวลา 13.00 น. พบว่า มีประชาชนนำสิทธิไปใช้จ่ายจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นจำนวน 2,894,994 คน มียอดใช้จ่ายรวมสะสมอยู่ที่ 587.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านรูปแบบ “ร้านค้าปกติ” สำหรับร้านค้าที่ลังเลใจและยังสับสนกังวลเรื่องการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น

ยันไม่มีคิดภาษีย้อนหลัง

รัฐบาลขอยืนยัน และให้ความมั่นใจกับร้านค้า “ไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง” เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่เป็นร้านค้ารายเล็กถึงรายย่อย ซึ่งมักจะมีรายได้ตลอดทั้งปี ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จึงไม่เข้าเกณฑ์ที่น่าจะต้องกังวลเรื่องภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เกณฑ์การเสียภาษีจะดูรายได้เฉลี่ยทั้งปีเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ช่วงที่เข้าร่วมโครงการฯ และมียอดขายพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ขอให้ร้านค้าอย่ากังวล อย่าหลงเชื่อข่าวเท็จที่มีการพูดกันปากต่อปาก รัฐบาลขอย้ำว่า ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงิน จะไม่ถูกส่งไปให้กรมสรรพากรเพื่อนำมาคิดภาษีย้อนหลังแบบเฉพาะเจาะจงอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่สรรพากรกำหนด คือ ยอดขายรวมทุกช่องทาง ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

“ยอดรวมของร้านค้าที่ลงทะเบียนเสร็จสิ้นและกดสิทธิ์ยอมรับเงื่อนไข (T&C) พร้อมให้บริการแล้ว มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 853,004 ร้านค้า ซึ่งประกอบไปด้วยร้านค้าเดิมจำนวน 781,567 ร้านค้า
และร้านค้าใหม่อีก 71,437 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ระหว่างรอการกดรับเงื่อนไข T&C 199,990 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอตรวจสอบ 3,620 ร้านค้า ทั้งนี้ มีร้านค้าที่สามารถสร้างยอดขายสำเร็จในระบบไปแล้ว 418,844 ร้านค้า”นางสาวพลอยทะเล ระบุ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณมหาศาล และอาจสร้างผลกระทบในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำว่าการพัฒนา แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่โปร่งใส เป็นธรรม และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง”

นายพีรวัส สมวงศ์

รองโฆษกพรรคกล้าธรรม