จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ​ ประธานสภา​ฯ​ ชี้​หากกมธ.​ถกไม่ล่าช้า​ ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม

จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ​ ประธานสภา​ฯ​ ชี้​หากกมธ.​ถกไม่ล่าช้า​ ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม

จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ​ ประธานสภา​ฯ​ ชี้​หากกมธ.​ถกไม่ล่าช้า​ ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

“ประธานสภา​ฯ​”​ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ​ 7-8 ก.ค.นี้​ ชี้​หากกมธ.​ถกไม่ล่าช้า​ ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม​ มอง​วาทะ”ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่เป็นอุปสรรค​ เชื่อเป็นเพียงความเห็น​กระทบกระทั่งบางตามระบอบประชาธิปไตย​ แต่เคารพเสียงประชามติปชช.

เมื่อเวลา​ 10.51 น.​ วันที่ 30 พ.ค. 2569 ที่​รัฐสภา​ นายโสภณ​ ซารัมย์​ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำเข้าสู่วาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ ว่า ตนได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว​ และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด​ ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 ก.ค. นี้ เพื่อประชุมร่วมกันประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่​ 1 

โสภณ​ ซารัมย์

เมื่อถามว่า ขั้นตอนหลังจากวาระ 1 จะใช้เวลานานหรือไม่  นายโสภณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาพอสมควร​ จึงหวังว่าคณะกรรมาธิการ​จะปรึกษาและหารือกันอย่างโดยไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก เพราะหลายฝ่ายจับตาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่​ ทั้งนี้หากกรรมาธิการพิจารณาได้เร็ว​ ขั้นตอนทุกอย่างก็จะรวดเร็ว

เมื่อถามถึงบรรยากาศ ความขัดแย้งระหว่างสส.และสว.​ ที่มีการกล่าวหาถึงระบอบสีน้ำเงิน นายโสภณ​ กล่าวว่า​ อยู่ที่การหารือ ตนเชื่อว่าประชาชนออกเสียงประชามติว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ เชื่อว่าทุกฝ่ายจะรับฟังเสียงนั้น ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ไม่ว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การพูดคุย แต่เชื่อว่าต้องมีการเคารพเสียงของประชาชนอย่างแน่นอน

โสภณ​ ซารัมย์

เมื่อถามย้ำว่าการกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินจะไม่เป็นประเด็นปัญหาใช่หรือไม่ นายโสภณ​ กล่าวว่า​ อย่าว่าโจมตี​ เพราะเป็นแค่การพูดให้ความเห็นบางครั้งอาจกระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย จริงๆเรื่องสีว่ากันมานานแล้ว แต่เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้ สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรค​หรอกถ้าไม่ยึดติด เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ชัชชาติ หาเสียงสายไหม แม่ค้าตลาดยิ่งเจริญเชียร์หนัก บอกอย่าประมาทศึกเลือกตั้ง

ชัชชาติ หาเสียงสายไหม แม่ค้าตลาดยิ่งเจริญเชียร์หนัก บอกอย่าประมาทศึกเลือกตั้ง

ชัชชาติ หาเสียงสายไหม แม่ค้าตลาดยิ่งเจริญเชียร์หนัก บอกอย่าประมาทศึกเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

“ชัชชาติ” หาเสียงสายไหม เดินตลาดยิ่งเจริญ-ตลาดเอซี แม่ค้าเชียร์บอกอย่าประมาท! ลั่น มุ่งแก้ปัญหาขยะ พร้อมขยายเส้นทางขนส่งสาธารณะ เพิ่มเส้นเลือดฝอย แก้ปัญหาจราจร ส่งทีมอดีตรองผู้ว่าฯดาวกระจายฟังปัญหา อัปเดตนโยบาย 

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียงพบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม ที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดยิ่งเจริญ พร้อมแจกแผ่นพับนโยบาย 250 นโยบายให้กับประชาชน ได้รับการตอบรับอย่างดี มีประชาชนกล่าวทักทาย เข้ามาขอถ่ายรูปและกอดให้กำลังใจเป็นระยะ

​นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า วันนี้ตนได้ลงพื้นที่เขตสายไหม ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 215,000 คน เป็นคนที่ย้ายออกจากในเมืองเข้ามาอาศัยอยู่

​นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงปัญหาการจราจรในพื้นที่เขตสายไหมว่า เขตนี้มีเส้นเลือดใหญ่มีรถไฟฟ้ามาถึงคูคต มีทางด่วนมาถึงสุขาภิบาล 5 และจตุโชติ แต่จะต้องมีการพัฒนาเส้นเลือดฝอยที่กระจายไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสะดวก อย่างไรก็ตามมีความจำเป็นที่จะต้องทำ feeder และที่จอดรถที่เชื่อมกับรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้แต่ไม่อยากแย่งเอกชนในการจัดทำ จึงอาจจะหาเส้นทางที่ไม่มีคนทำ และหากมีลูกค้าเยอะก็จะส่งต่อให้กับเอกชน

​ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม ปัญหาเรื่องการให้บริการประชาชน ได้มีการขยายบริการโดยสร้างโรงพยาบาลสายไหม ทำศูนย์ดับเพลิง พัฒนาถนนหนทาง รวมถึงพัฒนาจุดบริการด่วนมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเขต ขณะเดียวกันปัญหาเรื่องน้ำท่วมมีการปรับปรุงเขื่อนและระบบระบายน้ำอยู่ตลอด ซึ่งการเดินพบปะกับพี่น้องประชาชนวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และเชื่อว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากเส้นเลือดฝอย เพราะหากไม่ได้รับประโยชน์ก็คงไม่ดีใจที่เรามา ซึ่งนี่คือหัวใจที่ทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง เป็นรูปแบบที่เราจะต้องทำต่อและทำเสริม

​นายชัชชาติยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญเมื่อช่วงเวลา 07.00 น. ที่ผ่านมาว่า แม่ค้าในตลาดได้บอกว่าอย่าประมาท ซึ่งตนยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน ต้องทำงานให้หนักขึ้น คิดนโยบายตอบสนองพี่น้องประชาชน และจากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ตนได้พบกับผู้สูงอายุนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราจะรวบรวมสกิลของผู้สูงอายุ โดยกทม.จะเป็นตัวกลางหาตลาดและคาดว่าจะสามารถหางานให้กับผู้สูงอายุได้ 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมีศูนย์ศึกษาเด็กพิเศษและนโยบาย Care giver ที่จะมีค่าตอบแทนในการดูแลผู้สูงอายุ โดยการลงพื้นที่ทำให้เราเห็นนโยบายที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาเรื่องขยะในพื้นที่เขตสายไหม นายชัชชาติกล่าวว่า ปัญหาเรื่องการเก็บขยะเป็นปัญหาที่ประชาชนชาวสายไหมร้องเรียนมากที่สุด ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา มีการเก็บไม่ครอบคลุมถึง 20% จึงได้มีการพัฒนาใช้ GPS เข้ามา ขณะที่สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย พื้นที่เขตสายไหมนั้นปัญหาไม่ได้เยอะเท่ากับที่จุดอื่นมีเพียงปัญหาที่น้ำขยะไหลออกมาบนท้องถนนจนทำให้ถนนลื่น จึงต้องคอยดูแลไม่ให้มีน้ำขยะไหลออกมา แล้วเดิมทีมีโครงการที่จะจัดทำเตาเผาขยะในพื้นที่ แต่เนื่องจากมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบจึงทำให้โครงการนี้ชะลอไปก่อน เหลือเพียงสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย

​นายชัชชาติกล่าวยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดเอซีในวันนี้ที่ได้พบกับนายชัยวัฒน์ ผู้สมัครฯผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน ว่า  ดีเลย ได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเขามีนโยบายดีๆจำนวนมากและละเอียดเหมือนกัน ถือเป็นการแข่งการเสนอสิ่งดีๆให้กับประชาชน สุดท้ายหากนายชัยวัฒน์ได้เป็นผู้ว่าฯ ก็พร้อมที่จะไปช่วยงาน และพร้อมที่จะทำงานกับทุกคน แต่หากตนไม่เป็น ก็ได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครสก.ของพรรคประชาชน ว่าเราพร้อมทำงานร่วมกัน เพราะไม่ได้ดูเรื่องพรรคการเมืองอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา การเจอกันเป็นบรรยากาศที่ดีไม่ได้ทะเลาะกัน และสามารถทำงานร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นใคร พร้อมยืนยันว่าในการหาเสียงครั้งนี้จะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 50 เขต เพราะทุกเขตมีความหมายไม่น้อยกว่ากัน ต้องพยายามดูแลซึ่งการลงพื้นที่ถือเป็นการคอนเฟิร์มนโยบาย ขณะนี้มีมากถึง 253 นโยบายแล้ว

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงการที่ให้อดีตรองผู้ว่าฯกทม. กระจายกำลังลงพื้นที่พบปะกับประชาชนในหลากหลายเขต ก็เพื่อให้ไปรับฟังปัญหา อัปเดตนโยบาย ซึ่งนโยบายเริ่มแรกที่เราเริ่มไว้คือ 251 สุดท้ายอาจจะจบที่ 300 นโยบาย ก็ได้

ดร.มัลลิกา ลุยแก้ 10 จุดเสี่ยง ชูนโยบายกรุงเทพปลอดภัย 24 ชั่วโมง

ดร.มัลลิกา ลุยแก้ 10 จุดเสี่ยง ชูนโยบายกรุงเทพปลอดภัย 24 ชั่วโมง

ดร.มัลลิกา ลุยแก้ 10 จุดเสี่ยง ชูนโยบายกรุงเทพปลอดภัย 24 ชั่วโมง

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

ดร.มัลลิกา ลุย แก้ 10 จุดเสี่ยงติดอันดับ ชูนโยบาย กรุงเทพปลอดภัย 24 ชั่วโมง พร้อมนำ Ai Prompt สร้างคำสั่งแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีภัย 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ ใต้สะพานพระนั่งเกล้า ฝั่งพระนคร เขตพระนคร ช่วงถนนพระอาทิตย์ 

ดร.มัลลิกา กล่าวว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นตัวอย่าง 1 ใน 10 จุดที่ชัดเจนของปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน นั่นคือ ‘จุดมืด จุดเสี่ยง และจุดอันตราย’ ที่อาจกลายเป็นพื้นที่ก่ออาชญากรรม การล่วงละเมิด หรือเหตุไม่คาดฝันต่างๆ ได้ตลอดเวลา

เช่น ทางเดินเลียบคลองแสนแสบ หลายช่วงค่อนข้างมืด โดยเฉพาะตอนกลางคืน ซอยลาดพร้าว 101 มีซอยลึกและพื้นที่รกร้าง คนผ่านน้อยในช่วงดึกถูกจัดเป็นจุดเสี่ยงมาหลายปี ,ใต้สะพานพระปิ่นเกล้าบริเวณถนนราชินี-ถนนพระอาทิตย์ มีจุดมืดและลับตา ,สถานี BRT วัดดอกไม้ เป็นพื้นที่ที่ถูกมองว่าเปลี่ยวและแสงสว่างไม่เพียงพอในตอนกลางคืน

ริมถนนรัชดาภิเษก ช่วงพระราม 9 ถึงเทียมร่วมมิตร แม้คนเยอะแต่บางช่วงเวลาเป็นมุมมืดและมีเหตุชิงทรัพย์บ่อย,สะพานลอยคนเดินข้ามในกรุงเทพฯเป็นพื้นที่เสี่ยงในอันดับต้นๆ ในกทมโดยเฉพาะตอนกลางคืน

“เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ปลอดภัยเฉพาะตอนกลางวัน แต่ต้องเป็นเมืองที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ นักท่องเที่ยว หรือประชาชนที่ต้องเดินทางกลับบ้านในเวลากลางคืน และด้วยยุคสมัยปัจจุบันลูกหลานของเราในเจนที่ตามเรามา เค้าไม่ใช่จะกลับบ้านก่อน 18.00 น. ดังเดิมดังนั้นเราจะต้องสามารถทำให้เมืองรองรับคนที่ทันสมัยและสามารถใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านปลอดภัย 24 ชั่วโมง ” 

ปัญหาของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนเจ้าหน้าที่หรือกล้องวงจรปิดที่มีไม่เพียงพอ แต่คือการขาดระบบบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ ดังนั้นเราคิดแล้วเราจะทำทันทีสามารถประเมินผลได้เราฮาวทูที่เป็นแผนปฏิบัติการรอง เราจะนำ AI Prompt และ AI Traffic มาใช้ในแผนปฏิบัติการนี้เพื่อไม่ต้องรอจัดการหาตัวคนร้ายหลังเกิดเหตุแต่สามารถทำการแจ้งเตือนได้ทันทีและเหมือนตาของเราอยู่บนตาของกล้องวงจรปิดแล้วเมื่อสังเกตความผิดปกติจะมีระบบแจ้งเตือนเข้าไปที่ทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายใกล้ที่สุดและระบุจุดได้ทันที นโยบายความปลอดภัย 24 ชั่วโมง’ โดยมีมาตรการอื่นอีกสำคัญ 4 ด้าน

ด้านที่ 1 สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลจุดเสี่ยงทั่วกรุงเทพมหานครจะต้องมีการสำรวจจุดมืด จุดอับสายตา จุดเปลี่ยว และพื้นที่ที่มีสถิติการเกิดเหตุซ้ำซากในทุกเขต พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ และกำหนดแผนแก้ไขอย่างชัดเจนภายในกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้

ด้านที่ 2 เพิ่มความส่องสว่างและปรับปรุงสภาพแวดล้อม หลายพื้นที่ไม่ได้อันตรายเพราะมีอาชญากรมาก แต่กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงเพราะมืด รกร้าง และไม่มีคนมองเห็น กรุงเทพมหานครต้องเร่งติดตั้งไฟส่องสว่าง LED เพิ่มเติม ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตัดแต่งต้นไม้ที่บดบังทัศนวิสัย รื้อสิ่งกีดขวางที่สร้างมุมอับ และออกแบบพื้นที่สาธารณะให้มองเห็นได้จากหลายทิศทาง และเติมไฟโซลาร์เซลล์ในทุกจุด

ด้านที่ 3 กล้องอัจฉริยะและศูนย์เฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ตามระบบที่เพิ่ม Ai กล้อง CCTV ต้องไม่ใช่เพียงอุปกรณ์ประดับเมือง แต่ต้องใช้งานได้จริง เชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมกลาง และสามารถแจ้งเตือนเหตุผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยป้องกันเหตุและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ด้านที่ 4 การมีส่วนร่วมของประชาชนความปลอดภัยของเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนเป็นเพียงผู้รอรับบริการ

กรุงเทพมหานครต้องเปลี่ยนจากการรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข ไปสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุเพราะความปลอดภัยไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนบางกลุ่มแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคนหากเราออกแบบเมืองให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน เดินทาง และพักผ่อนได้อย่างมั่นใจตลอด 24 ชั่วโมง การเป็นผู้นำเราจะต้องไม่เก่งแค่ท่องว่ากฎหมายมันเป็นอย่างไรระเบียบติดขัดแบบใดแต่เราจะต้องจัดการปัญหาคนที่เก่งมีมากมายแต่คนที่กล้าจัดการกับปัญหาทะลายระบบที่มันเป็นอุปสรรคเรามั่นใจว่าเราทำได้

อภิสิทธิ์ สะกิด ดีอี หันทบทวนสิ่งผิดปกติ-การใช้งบฯ หลังสังคมตื่นตัว

อภิสิทธิ์ สะกิด ดีอี หันทบทวนสิ่งผิดปกติ-การใช้งบฯ หลังสังคมตื่นตัว

อภิสิทธิ์ สะกิด ดีอี หันทบทวนสิ่งผิดปกติ-การใช้งบฯ หลังสังคมตื่นตัว

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.55 น.

“อภิสิทธิ์” สะกิด “ดีอี” หันทบทวน “สิ่งผิดปกติ-การใช้งบฯ” หลังสังคมตื่นตัว “โครงการ THAILAND AI Passport” ยัน “ปชป.” จะเกาะติดต่อเนื่อง

30 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการ THAILAND AI Passport ของกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ก่อนหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้แพล็ตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ของพรรคฯ และพบความเสี่ยงการทุจริตสูงว่า

ขณะนี้ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อเนื่อง และจะมีการติดตามไปยังโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยี ที่ใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง เพราะการประมูลงานด้านเทคโนโลยีนั้น ยังมีข้อจำกัดด้านการประมูลมาก และต้องไปดูถึงสาเหตุที่แท้จริง และคาดหวัง หลังการผ่านกลไกการตรวจสอบของสภาแล้ว สังคมมีความตื่นตัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทบทวนสิ่งผิดปกติ รวมถึงจะใช้งบประมาณให้มีความคุ้มค่ามากกว่านี้ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวนี้ สามารถเชื่อมโยงไปถึงกรณีที่รัฐบาล อ้างว่า ไม่สามารถตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ ทางที่มีการแถลงไว้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แต่กลับมีโครงการต่างๆ จำนวนมาก ที่ยังมีข้อสงสัยเรื่องความจำเป็น และความพร้อมในการดำเนินการ 

ประชาธิปัตย์เคลื่อนทัพ อภิสิทธิ์ ผนึก อนุชา ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดต้องอยู่คู่กรุงเทพฯ

ประชาธิปัตย์เคลื่อนทัพ อภิสิทธิ์ ผนึก อนุชา ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดต้องอยู่คู่กรุงเทพฯ

ประชาธิปัตย์เคลื่อนทัพ อภิสิทธิ์ ผนึก อนุชา ลุยตลาดตรอกหม้อ ชูสตรีทฟู้ดต้องอยู่คู่กรุงเทพฯ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.43 น.

“อภิสิทธิ์-อนุชา” เดินตลาดตรอกหม้อ ช่วยผู้สมัคร สก.หาเสียง ด้านแม่ค้า-พ่อค้า สะท้อนปัญหาขายของบนทางเท้า หวั่นโดนยึดพื้นที่ ชี้สตรีทฟู๊ด คือเสน่ห์เมืองไทย ยืดหยุ่นได้ ต้องดูลักษณะพื้นที่ มองแม้มี “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่แก้ปัญหาค่าครองชีพ ควรทำให้น้ำมันถูก บอกยังมีเวลาหลัง “แม่ยกสีฟ้า” ปันใจให้ “ชัชชาติ” 

30 พ.ค.2569 ที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล นางการดี เลียวไพโรจน์ และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ช่วยนางสาวนัชธนัญญ์  ทรัพย์ญาณกรณ์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ สก.เขตพระนคร หาเสียงที่ตลาดตรอกหม้อ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยทุกคนส่วนใหญ่ต่างใส่เสื้อสีดำหาเสียง ทำให้มีประชาชนแซว “เสื้อดำเด้าหน่อย” ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้นายอภิสิทธิ์ และนายอนุชา ยังรู้สึกไม่เข้าใจในช่วงแรก เนื่องจากยังไม่รู้ถึงกระแสดังกล่าว ก่อนที่จะรู้หลังผู้สื่อข่าวบอก ทำให้นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ ส่วนนายอนุชา กับนายสกลธี ได้ชวนกันออกสเต็ปเพียงเล็กน้อย ขณะที่นางการดี บอกว่า ขอไปซ้อมก่อน โดยบรรยากาศการหาเสียง ต่างมีประชาชน เข้ามาขอถ่ายรูป และบอกเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ที่อยากให้แก้ไขในเรื่องของการค้าขาย และจุดจอดรถยนต์ 

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา กล่าวหลังลงพื้นที่ว่า เสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในพื้นที่ต้องการให้การจัดระเบียบตลาด และทางเท้า ซึ่งเรื่องสตรีทฟู๊ด ประชาชนมีความกังวลว่า กรุงเทพมหานครจะไม่ให้ขายของบนทางเท้า ซึ่งความจริงตนคิดว่า เรื่องของสตรีทฟู๊ด กับคนกรุงเทพฯ สามารถอยู่ด้วยกันได้ เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในพื้นที่ต่าง ๆ โดยลักษณะในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ที่มีการเดินบนทางเท้าแคบ ๆ ก็ต้องเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันในตรอกซอกซอยเช่น ตลาดตรอกหม้อ ที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการสัญจร และเป็นเสน่ห์ด้วยซ้ำ ซึ่งมาซื้อของของเป็นประจำ โดยไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย ซึ่งระหว่างเดินตลาด ตนก็ได้เจอกับชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลาง ชาวอาเซียน รวมถึงชาวยุโรป ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์อยู่แล้ว และสามารถอยู่ร่วมกันได้กับกรุงเทพฯ ระหว่างผู้ค้า กับผู้ซื้อ ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้เคร่งเกินไป เพราะสามารถตรวจสอบกันได้ว่า ใครเป็นเจ้าของแผงตัวจริง และอนาคตอาจจะนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น QR Code มาตรวจสอบว่า เป็นเจ้าของแผงตัวจริงหรือไม่ เพราะปัญหาคือ การเช่าช่วงกันต่อ และไม่ใช่เฉพาะตลาดเล็ก ๆ แต่ตลาดใหญ่ ๆ ก็เห็นว่า มีการเช่าช่วงต่อกัน ซึ่งเราก็ต้องดำเนินการ 

นายอนุชา กล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ เรื่องการสัญจร ซึ่งวันนี้ตน และทีมงานพรรคประชาธิปัตย์ จะไปสำรวจเส้นทางของเรือไฟฟ้า ในคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งจะใช้ระบบ Feeder หรือ ส่วนต่อขยาย เพื่อจะนำไปเชื่อมกับคลองต่าง ๆ เช่น คลองลาดพร้าว หรือคลองภาษีเจริญ ที่จะนำเรือไฟฟ้าเข้ามา เพื่อให้คนสัญจรไปเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะหลัก ทั้งรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น

อนุชา บูรพชัยศรี

ขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ลงพื้นที่ ก็อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ แต่ละพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ในลักษณะของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน และเมื่อไปถึงจุดนั้น แล้วจุดต่อไปจะเดินทางไปที่ไหนต่อ มีอะไรอร่อย มีอะไรน่าไปสักการะ ไปเห็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ เพราะสัญลักษณ์ที่เป็นเมืองเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายพื้นที่ ซึ่งถือจะเป็นไฮไลท์ และทั้งหมดนี้ กทม.สามารถทำเองได้ ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

นอกจากนี้การลงพื้นที่วันนี้ ยังมีประชาชน หรือแฟนคลับ ยังเข้ามาพูดคุย สอบถาม และพร้อมสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ กทม. อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการสนับสนุนระดับภาค

อนุชา บูรพชัยศรี

ส่วนภายหลังจับได้หมายเลข 5 และจากการลงพื้นที่ใน 2 วันที่ผ่านมากระแสดีขึ้นหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า ถือว่าดี ตอนนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนจำได้แต่หมายเลข แต่ยังจำชื่อได้แล้ว และอยากให้แต่ละพื้นที่จำชื่อผู้สมัคร สก. ของพรรค แต่ละเขตด้วย และนอกจากจำหมายเลข 5 ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้แล้ว ต้องจำหมายเลขของผู้สมัคร สก.ด้วย จึงอยากจะฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ยังระบุว่า จากที่ตนเองลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สก. ตนเองก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่พ่อค้าแม่ค้าก็ได้มีการพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง ก็จะต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลง ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และจากที่เคยนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าการลดค่าการกลั่นแล้ว รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนถึงสูตรในการคำนวณราคาน้ำมัน ที่ปัจจุบันยังคงยึดกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คือ การเก็บ “ภาษีลาภรอย” จากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอมาโดยตลอด

อนุชา บูรพชัยศรี

เมื่อถามถึงผลโพลของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งพบว่า แฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์ จะหันไปเลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จะมีวิธีอย่างไรที่จะทำให้หันกลับมาเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีเวลาในการนำเสนอ และต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาการรับรู้ของผู้สมัครต่าง ๆ คนจะรับรู้เรื่องของนายชัชชาติมากที่สุด แต่ก็เป็นปกติ และคิดว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะนำเสนอ ซึ่งเห็นว่า จะมีความแตกต่าง หากกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เช่น เรื่องกัญชา การที่จะเอาที่รกร้างว่างเปล่า คนที่จะใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดินมาทำประโยชน์ก็ดี หรือเรื่องการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มข้น จะเป็นจุดต่างที่เราคิดว่า  คนที่เคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาสนใจแนวทางของเรา รวมไปถึงสิ่งที่นายอนุชาจะผลักดันต่อไป

ส่วนมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริง ๆ คนที่ตัดสินใจแล้ว เราก็ให้เปลี่ยนใจได้ ไม่มีข้อห้าม เราเดินหน้าในเวลาที่เหลือ รวมถึงนายอนุชา ทีม สก. และพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเดินหน้าเต็มที่

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

เด็จพี่ ชี้คนตื่นตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส แนะยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ

เด็จพี่ ชี้คนตื่นตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส แนะยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ

เด็จพี่ ชี้คนตื่นตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส แนะยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

‘เด็จพี่’ ชี้คนตื่นตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส แนะ รบ.ยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

“ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงาน ค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่าย ผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาด และคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบอธิบดีกรมการปกครอง ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงิน

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบอธิบดีกรมการปกครอง ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงิน

ศรีสุวรรณ ร้อง ป.ป.ช. สอบอธิบดีกรมการปกครอง ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงิน

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

วันนี้ 30 พ.ค.69 เวลา 10.00 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันปละปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยว่า อธิบดีกรมการปกครอง กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีการเผยแพร่ข้อความแชทไลน์ที่ระบุข้อความว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย”ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ปอ.มาตรา 157 และฝ่าฝืน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพล เรือน 2551 และระเบียบของข้าราชการที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาร้องเรียนว่าได้รับความไม่เป็นธรรมจากการถูกย้ายไปช่วยราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแรงจูงใจทาง การเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยมีการเผยแพร่ข้อความแชทไลน์ที่ระบุข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกหลายๆแชทไลน์จนนำไปสู่การตั้งคำถามของสังคมถึงความเป็นกลางของอธิบดีกรมการปกครอง

ศรีสุวรรณ

ซึ่งตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 82(9) กำหนดว่าข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้อ 2.7 และข้อ 2.9 ที่กำหนดห้ามบังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทําการในทางให้คุณให้โทษ และไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ให้เป็นการเปิดเผย หากฝ่าฝืนก็อาจมีโทษทางวินัย และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญา 157 ได้

กรณีที่เกิดขึ้น อธิบดีกรมการปกครอง ออกมาชี้แจงว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบที่มาของข้อความที่ถูกนำมาเผยแพร่  โดยยืนยันว่าบัญชีไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และมีการเชื่อมต่อใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายเครื่องไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวเครื่องเดียว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นจากใครหรืออุปกรณ์ใด แต่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน และจะขอใช้สิทธิทางกฎหมายในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

ศรีสุวรรณ

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวไม่เป็นข้อยุ่งยากเพราะข้อมูลการใช้โทร ศัพท์ในเครื่องต่างๆ ข้อมูลการแชทหรือข้อมูลต่างๆ แต่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด แม้จะมีการลบออกไปแล้วหรือไม่ก็ตาม เพราะข้อมูลบัญชีไลน์และหมายเลขโทรศัพท์ยังสามารถเชื่อมโยงกันได้ ต่อให้ลบไปเท่าไหร่ก็รื้อกลับมาได้ ที่สำคัญอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตก็ยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์ของอธิบดีกรมการปกครองกับของปลัดฯนั้นเคยติดต่อกันจริง
        
ดังนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวได้โดย ตรง สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกอดีตปลัดภูเก็ตอละอธิบดีมาสอบพร้อมเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้แชทไลน์กันกับเครื่องของอธิบดีมาตรวจสอบได้ เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าแชตไลน์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเท็จ และการที่นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งตั้งกรรมการขึ้นมาสอบนั้น ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะเป็นหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินที่เป็นกรณีในแซตไลน์ดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185-186 ได้

บิ๊กเกรียง นำคณะ สว. ลุยพังงา รับฟังปัญหาประชาชน พร้อมผลักดันผ่านกลไกวุฒิสภา

บิ๊กเกรียง นำคณะ สว. ลุยพังงา รับฟังปัญหาประชาชน พร้อมผลักดันผ่านกลไกวุฒิสภา

บิ๊กเกรียง นำคณะ สว. ลุยพังงา รับฟังปัญหาประชาชน พร้อมผลักดันผ่านกลไกวุฒิสภา

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

‘บิ๊กเกรียง’ นำสว.คณะใหญ่ลุย ‘พังงา’ สะท้อนปัญหาประชาชนมาพิจารณาผ่าน ‘วุฒิสภา’ รับปากทุกเรื่องที่เข้ามาจะได้รับการ ‘ผลักดัน-แก้ไข’

30 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 นำคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนบน) พร้อมสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ มีนายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายดำรง ฉิมทับ นายอำเภอตะกั่วป่า พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

เกรียงไกร ศรีรักษ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29พ.ค.ที่ผ่านมา เปิดเวทีรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริหารจัดการน้ำท่วม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล การประกอบอาชีพของผู้ให้บริการรถแท็กซี่ท้องถิ่น การจัดการขยะ และการแบ่งเขตการปกครองในจังหวัดพังงา พร้อมเปิดรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกของวุฒิสภา

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ข้อร้องเรียนและข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา โดยมีแนวทางดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การส่งต่อประเด็นปัญหาให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องศึกษาและติดตาม การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับด้านการท่องเที่ยว ได้เน้นย้ำให้จังหวัดพังงา บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า และตำรวจน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

เกรียงไกร ศรีรักษ์

ภายหลังการประชุมพล.อ.เกรียงไกร และคณะสมาชิกวุฒิสภาได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเป้าหมายของโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน โดยยืนยันว่า ทุกข้อร้องเรียนที่ได้รับจากการลงพื้นที่จะถูกติดตามผลและผลักดันสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป

เกรียงไกร ศรีรักษ์
เกรียงไกร ศรีรักษ์

ชัชชาติ ให้กำลังใจ ชัยวัฒน์ ลั่น พร้อมทำงานร่วมกันทุกฝ่าย

ชัชชาติ ให้กำลังใจ ชัยวัฒน์ ลั่น พร้อมทำงานร่วมกันทุกฝ่าย

ชัชชาติ ให้กำลังใจ ชัยวัฒน์ ลั่น พร้อมทำงานร่วมกันทุกฝ่าย

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.49 น.

“ชัชชาติ” จับมือให้กำลังใจ “ชัยวัฒน์” หาเสียงเจอกันที่ตลาดเอซี สายไหม ลั่น “ทำงานร่วมกันได้” พร้อมร่วมมือไม่สนเรื่องพรรค มองเป็นเรื่องดีแข่งกันเสอนนโยบายให้ประชาชน

วันที่ 30 พ.ค.69  ที่ตลาดเอซี สายไหม  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียงเดินตลาดพบปะพ่อค้า แม่ค้า ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ มีเข้ามาขอถ่ายรูปให้กำลังใจตลอดทาง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัชชาติ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้พบกันขณะหาเสียง เนื่องจากมีคิวการลงพื้นที่ในเขตสายไหมและบางเขนเช่นเดียวกัน  โดยนายชัยวัฒน์ ได้เข้าไปทักทายนายชัชชาติ ซึ่งทันทีที่นายชัชชาติเห็นนายชัยวัฒน์ ได้กล่าวว่า “เห้ย โจสบายดีหรือเปล่า” ก่อนจะจับมือกัน และนายชัชชาติได้ทักทายกับนายภมร พลจันทร์ ผู้สมัคร สก.เขตสายไหม ของพรรคประชาชนด้วย

นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังว่า ได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน นายชัยวัฒน์มีนโยบายดี ๆ และละเอียดเยอะ ไม่ได้มีอะไร แข่งกันเสนอสิ่งที่ดีให้กับประชาชน แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ สุดท้ายหากนายชัยวัฒน์ได้เป็นผู้ว่าฯ เราก็พร้อมจะช่วย พร้อมทำงานกับทุกคน ไม่มีปัญหา เห็นว่าวันนี้พาผู้สมัคร สก.มาด้วย จึงได้พูดคุยกัน หากเขาได้เป็นเราได้เป็นก็พร้อมทำงานร่วมกัน ไม่ได้ดูเรื่องพรรคอยู่แล้ว 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

“เป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใครในอนาคต แม้เราไม่ได้เป็นก็พร้อมร่วมมือกับ ดร.โจ หาก ดร.โจได้เป็นผู้ว่าฯ “ นายชัชชาติ กล่าว 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ตอกย้ำภาพจำ ‘ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ’ ‘สุขุม’ ชี้ รัฐบาลใช้ ไทยช่วยไทยพลัส เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

ตอกย้ำภาพจำ 'ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ' 'สุขุม' ชี้ รัฐบาลใช้ ไทยช่วยไทยพลัส เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

ตอกย้ำภาพจำ ‘ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ’ ‘สุขุม’ ชี้ รัฐบาลใช้ ไทยช่วยไทยพลัส เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ไทยช่วยไทยพลัส ยังแรงไม่หยุด “สุขุม” ชี้ รัฐบาลใช้เปิดเกมกู้คะแนนนิยม ย้ำแบรนด์ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาล ซึ่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ผ่านทั้งการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ 60:40 ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วในขณะนี้ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้มาตรการเศรษฐกิจเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองกลับคืนมา

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า โครงการ 60:40 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน หลังมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิกว่า 25 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการลักษณะนี้ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน

สุขุม

“จำนวนคนลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ถือว่าเยอะมากสำหรับโครงการเดียว มันสะท้อนว่าคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และมองว่าโครงการแบบนี้ช่วยเขาได้จริง แม้แต่ลูกของตนเองก็ยังลงทะเบียนรับสิทธิด้วย” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

พร้อมมองว่า ในทางการเมืองแล้ว ผู้ที่ได้รับเครดิตจากโครงการนี้ ย่อมหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมา พยายามสร้างภาพจำในเรื่อง “พูดแล้วทำ” ผ่านนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริง และเห็นผลในทางปฏิบัติ

รศ.ดร.สุขุม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นผลงานของรัฐบาลโดยรวม แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงถือเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สำคัญของพรรคในช่วงเวลานี้

สุขุม

“เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับสโลแกนพูดแล้วทำ เพราะเมื่อหาเสียงไว้แล้ว วันนี้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนก็ย่อมจดจำ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

นอกจากนี้ ยังมองว่า ผลเชิงบวกของโครงการจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ผ่านบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ

“ทุกคนที่ใช้สิทธิ์ ต้องนึกถึงรัฐบาล และภูมิใจไทย ทางการเมืองถือว่าสำเร็จแล้วส่วนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากนี้ต้องติดตาม” 

รศ.ดร.สุขุม ยังประเมินว่า จากนี้รัฐบาลอาจเดินหน้าต่อยอดมาตรการหรือออกนโยบายใหม่เพิ่มเติม เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและต่อยอดคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใช้สร้างแรงส่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไปในช่วงครึ่งปีหลัง