เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดิมพันนโยบายช่วยปชช. ชิงผู้ว่าฯกทม. ชัชชาติ-โจเยือนสายไหม อนุชาลุยตลาดตรอกหม้อ

หาเสียงผู้ว่าฯกทม.คึกคัก ทั้ง “ชัชชาติ–ดร.โจ ชัยวัฒน์” ต่างลงพื้นที่ไปพบกันที่ตลาดเอซี เขตสายไหม จับมือให้กำลังใจ มีปชช.แห่ขอถ่ายภาพ ขณะที่ “ชัชชาติ” ลั่นพร้อมทำงานร่วมกันได้ แข่งกันเสนอนโยบายให้คนกทม. ฝ่าย “ดร.โจ” ชี้ปัญหากทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ต้องช่วยกัน ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ควง “อนุชา” ลุยตลาดตรอกหม้อ ช่วยผู้สมัครสก.ชี้สตรีทฟู้ดคือเสน่ห์เมืองไทย ส่วนด้าน “ดร.มัลลิกา” ลั่นเป็นผู้ว่าฯ ตั้ง “ทีมสุดจัด”พร้อมลุยปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ตลาดยิ่งเจริญ เขตสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียง พบปะพ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่เขตสายไหม ที่มาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดยิ่งเจริญ พร้อมแจกแผ่นพับนโยบาย 250 นโยบายให้กับประชาชน ได้รับการตอบรับอย่างดี มีประชาชนกล่าวทักทาย เข้ามาขอถ่ายรูปและกอดให้กำลังใจเป็นระยะ

นายชัชชาติให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าวันนี้ตนได้ลงพื้นที่เขตสายไหมถือว่าเป็นพื้นที่พัฒนาใหม่ เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 215,000 คน เป็นคนที่ย้ายออกจากในเมืองเข้ามาอาศัยอยู่

นายชัชชาติยังได้กล่าวถึงปัญหาการจราจรในพื้นที่เขตสายไหมว่า เขตนี้มีเส้นเลือดใหญ่มีรถไฟฟ้ามาถึงคูคต มีทางด่วนมาถึงสุขาภิบาล 5และจตุโชติ แต่จะต้องมีการพัฒนาเส้นเลือดฝอยที่กระจายไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความสะดวก อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นที่จะต้องทำ feeder และที่จอดรถที่เชื่อมกับรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้แต่ไม่อยากแย่งเอกชนในการจัดทำ จึงอาจจะหาเส้นทางที่ไม่มีคนทำ และหากมีลูกค้าเยอะก็จะส่งต่อให้กับเอกชน

ต้องทำต่อทำเสริมแก้ทุกปัญหา

ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม ปัญหาเรื่องการให้บริการประชาชน ได้มีการขยายบริการโดยสร้างโรงพยาบาลสายไหม ทำศูนย์ดับเพลิง พัฒนาถนนหนทาง รวมถึงพัฒนาจุดบริการด่วนมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเขต ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องน้ำท่วมมีการปรับปรุงเขื่อนและระบบระบายน้ำอยู่ตลอดซึ่งการเดินพบปะกับพี่น้องประชาชนวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี และเชื่อว่าประชาชนได้รับประโยชน์จากเส้นเลือดฝอย เพราะหากไม่ได้รับประโยชน์ ก็คงไม่ดีใจที่เรามา ซึ่งนี่คือหัวใจที่ทำให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง เป็นรูปแบบที่เราจะต้องทำต่อและทำเสริม

แม่ค้าเชียร์เตือนอย่าประมาท

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดยิ่งเจริญเมื่อช่วงเวลา 07.00 น.ที่ผ่านมาว่า แม่ค้าในตลาดได้บอกว่าอย่าประมาท ซึ่งตนยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่มีอะไรแน่นอน ต้องทำงานให้หนักขึ้น คิดนโยบายตอบสนองพี่น้องประชาชน และจากการลงพื้นที่เมื่อวานนี้ ตนได้พบกับผู้สูงอายุนั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นนโยบายที่เราจะรวบรวมสกิลของผู้สูงอายุ โดยกทม.จะเป็นตัวกลางหาตลาดและคาดว่าจะสามารถหางานให้กับผู้สูงอายุได้ 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมีศูนย์ศึกษาเด็กพิเศษและนโยบาย Care giver ที่จะมีค่าตอบแทนในการดูแลผู้สูงอายุ โดยการลงพื้นที่ทำให้เราเห็นนโยบายที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ลั่นเดินหน้ามุ่งแก้ปัญหาขยะ

ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาเรื่องขยะในพื้นที่เขตสายไหม นายชัชชาติกล่าวว่าปัญหาเรื่องการเก็บขยะเป็นปัญหาที่ประชาชนชาวสายไหมร้องเรียนมากที่สุด ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการเก็บไม่ครอบคลุมถึง 20% จึงได้มีการพัฒนาใช้ GPS เข้ามา ขณะที่สถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย พื้นที่เขตสายไหมนั้นปัญหาไม่ได้เยอะเท่ากับที่จุดอื่นมีเพียงปัญหาที่น้ำขยะไหลออกมาบนท้องถนนจนทำให้ถนนลื่น จึงต้องคอยดูแลไม่ให้มีน้ำขยะไหลออกมา แล้วเดิมทีมีโครงการที่จะจัดทำเตาเผาขยะในพื้นที่ แต่เนื่องจากมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่บริเวณโดยรอบจึงทำให้โครงการนี้ชะลอไปก่อน เหลือเพียงสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย

ยันพร้อมจะทำงานกับทุกคน

นายชัชชาติกล่าวยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตลาดเอซีในวันนี้ที่ได้พบกับนายชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน ว่า ดีเลยได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เขามีนโยบายดีๆ จำนวนมากและละเอียดเหมือนกัน ถือเป็นการแข่งการเสนอสิ่งดีๆ ให้กับประชาชน สุดท้าย หากนายชัยวัฒน์ได้เป็นผู้ว่าฯ ก็พร้อมที่จะไปช่วยงานและพร้อมที่จะทำงานกับทุกคน แต่หากตนไม่เป็นก็ได้มีการพูดคุยกับผู้สมัครสก.ของพรรคประชาชนว่าเราพร้อมทำงานร่วมกัน เพราะไม่ได้ดูเรื่องพรรคการเมืองอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา การเจอกันเป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันและสามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใคร

ส่งทีมอดีตรองผู้ว่าฯกระจายรับฟังปัญหา

“ยืนยันว่าในการหาเสียงครั้งนี้จะลงพื้นที่ให้ครบทั้ง 50 เขตเพราะทุกเขตมีความหมาย ไม่น้อยกว่ากัน ต้องพยายามดูแลซึ่งการลงพื้นที่ถือเป็นการคอนเฟิร์มนโยบาย ขณะนี้มีมากถึง 253 นโยบายแล้ว”นายชัชชาติ ย้ำ

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการที่ให้อดีตรองผู้ว่าฯกทม.กระจายกำลังลงพื้นที่พบปะกับประชาชนในหลากหลายเขต ก็เพื่อให้ไปรับฟังปัญหา อัปเดตนโยบายซึ่งนโยบายเริ่มแรกที่เราเริ่มไว้คือ 251 สุดท้ายอาจจะจบที่ 300 นโยบาย ก็ได้

‘โจ ชัยวัฒน์’ลุยหาเสียงเขตสายไหม

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาชน เบอร์ 10 เดินหาเสียงเข้าพื้นที่สายไหมซอย 15 พร้อมกับ“อ๊อฟ”นายภมร พลจันทร์ ผู้สมัครสก.เขตสายไหม เบอร์ 5 ช่วงเช้าได้ร่วมสภากาแฟของชุมชน รับฟังการสะท้อนปัญหาจากผู้สูงอายุและนำเสนอวาระรายเขตของพรรคประชาชนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

นายชัยวัฒน์เผยว่า หลายปัญหาที่ประชาชนสะท้อนมา พรรคประชาชนออกแบบ นโยบาย 4 ง่ายไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเดินทางง่าย ค้าขายง่าย เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย โดยสิ่งที่เห็นจากชุมชนสายไหมแห่งนี้ คือชุมชนมีพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนในชุมชนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อพัฒนาชุมชน ตนคิดว่า กทม. ควรเข้ามาสนับสนุนให้มีพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น โดยพรรคประชาชนมีนโยบาย เพิ่มงบกลางต่อเขต 7-13 ล้านบาท ทั้งหมด 50 เขต และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบงบประมาณ (Participatory Budgeting) เพื่อให้แต่ละเขตสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาพื้นที่จริง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในชุมชนซึ่งจะสามารถบรรเทาได้ส่วนหนึ่งได้ด้วยนโยบายลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น

หาเสียงตลาดเอซีสายไหมคึกคัก

จากนั้น นายชัยวัฒน์หาเสียงต่อที่ตลาดเอซีสายไหม พร้อมด้วยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนระหว่างหาเสียงได้พบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ซึ่งนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปจับมือทักทาย

บรรยากาศการหาเสียง ที่ตลาดเอซีสายไหมเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพและให้กำลังใจ บอกว่าเลือกมาตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล ขณะนายชัยวัฒน์ได้สอบถามถึงปัญหาการค้าขาย และย้ำว่าพรรคประชาชนจะเข้ามาทำงานเป็นทีม นอกจากผู้ว่าฯยังมีทีมบริหารและผู้สมัครสก.ทั้ง 50 เขต ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพ

ชี้ปัญหากทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า หลายปัญหาใน กทม.เป็นปัญหาเรื้อรังเกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างหรือที่เราเรียกว่าเส้นเลือดใหญ่ การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ฝ่ายบริหาร คือผู้ว่าฯกทม.รวมถึงองคาพยพ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ซึ่งพรรคประชาชนก็มีนโยบายกระจายอำนาจ อัปเกรดกทม.ให้มีอำนาจบริหารจัดการตัวเองได้มากขึ้น อยากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องคนกรุงเทพฯว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯหนึ่งคน ปัญหาของกทม.มีมากมาย เกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงคนเดียว เราต้องใช้การทำงานเป็นทีมและมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ติดกับข้ออ้างที่ว่า กทม. ไม่มีอำนาจ แต่เดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของคน กทม. เป็นที่ตั้ง

อ้อนเลือกผู้ว่าฯ-สก.ยกทีมสร้างเมืองแคร์คน

พร้อมกันนี้ นายชัยวัฒน์ยังเชิญชวนประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 มีบัตรเลือกตั้งสองใบ บัตรสีเขียวเลือกผู้ว่าฯกาเบอร์ 10 บัตรสีชมพู กาให้ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชนทั้ง 50 เขต เลือกพรรคประชาชนยกทีมเข้าไปสร้างเมืองแคร์คน ดูแลคนกรุงเทพให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกๆ วัน

จากนั้นนายชัยวัฒน์เดินทางไปสำรวจปัญหาสะพานไม้สีส้มจุดรอยต่อ BTS คูคต ริมคลองหกวา ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปหาเสียงที่เขตบางเขนและเขตดอนเมือง พร้อมกับผู้สมัคร สก. ต่อไป

‘ชัชชาติ’หาเสียงเจอ‘โจ ชัยวัฒน์’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดเอซีสายไหม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม.กทม.เบอร์ 9 ลงพื้นที่หาเสียงเดินตลาดพบปะพ่อค้า แม่ค้าประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของ มีเข้ามาขอถ่ายรูปให้กำลังใจตลอดทาง

ระหว่างการลงพื้นที่ นายชัชชาติและนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 10 พรรคประชาชน ได้พบกันขณะหาเสียงเนื่องจากมีคิวการลงพื้นที่ในเขตสายไหมและบางเขนเช่นเดียวกัน โดยนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปทักทายนายชัชชาติซึ่งทันทีที่นายชัชชาติเห็นนายชัยวัฒน์ได้กล่าวว่า“เห้ย โจสบายดีหรือเปล่า”ก่อนจะจับมือกันและนายชัชชาติได้ทักทายกับนายภมร พลจันทร์ ผู้สมัครสก.เขตสายไหม ของพรรคประชาชนด้วย

นายชัชชาติ เปิดเผยภายหลังว่าได้ให้กำลังใจซึ่งกันและกันนายชัยวัฒน์มีนโยบายดีๆ และละเอียดเยอะ ไม่ได้มีอะไรแข่งกันเสนอสิ่งที่ดีให้กับประชาชน แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจ สุดท้ายหากนายชัยวัฒน์ได้ เป็นผู้ว่าฯเราก็พร้อมจะช่วยพร้อมทำงานกับทุกคนไม่มีปัญหา เห็นว่าวันนี้พาผู้สมัคร สก.มาด้วย จึงได้พูดคุยกัน หากเขาได้เป็นเราได้เป็นก็พร้อมทำงานร่วมกัน ไม่ได้ดูเรื่องพรรคอยู่แล้ว

“เป็นบรรยากาศที่ดี ไม่ได้ทะเลาะกันทำงานร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็นใครในอนาคต แม้เราไม่ได้เป็นก็พร้อมร่วมมือกับ ดร.โจ หาก ดร.โจได้เป็นผู้ว่าฯ” นายชัชชาติ กล่าว

ปชป.หาเสียงตลาดตรอกหม้อคึกคัก

วันเดียวกัน ที่ตลาดตรอกหม้อ เขตพระนคร กทม. นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงที่ตลาดตรอกหม้อ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยทุกคนส่วนใหญ่ต่างใส่เสื้อสีดำหาเสียงทำให้มีประชาชนแซว“เสื้อดำเด้าหน่อย”ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้นายอภิสิทธิ์และนายอนุชา ยังรู้สึกไม่เข้าใจในช่วงแรกเนื่องจากยังไม่รู้ถึงกระแสดังกล่าว ก่อนที่จะรู้หลังผู้สื่อข่าวบอกทำให้นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ ส่วนนายอนุชากับนายสกลธี ได้ชวนกันออกสเต็ปเพียงเล็กน้อย ขณะที่นางการดีบอกว่าขอไปซ้อมก่อน

บรรยากาศการหาเสียงต่างมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปและบอกเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ที่อยากให้แก้ไขในเรื่องของการค้าขาย และจุดจอดรถยนต์

อนุชาชี้สตรีทฟู้ด-คนกรุงอยู่ด้วยกันได้

นายอนุชากล่าวหลังลงพื้นที่ว่าเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในพื้นที่ต้องการให้การจัดระเบียบตลาดและทางเท้าซึ่งเรื่องสตรีทฟู้ด ประชาชนมีความกังวลว่ากรุงเทพฯจะไม่ให้ขายของบนทางเท้า ความจริงตนคิดว่า เรื่องของสตรีทฟู้ดกับคนกรุงเทพฯ สามารถอยู่ด้วยกันได้ เพียงแต่ต้องจัดระเบียบในพื้นที่ต่างๆ โดยลักษณะในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ที่มีการเดินบนทางเท้าแคบๆก็ต้องเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันในตรอกซอกซอย เช่น ตลาดตรอกหม้อที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการสัญจรและเป็นเสน่ห์ด้วยซ้ำ ซึ่งมาซื้อของเป็นประจำโดยไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทย

ซึ่งระหว่างเดินตลาด ตนก็ได้เจอกับชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลาง ชาวอาเซียน รวมถึงชาวยุโรป ซึ่งตรงนี้เป็นเสน่ห์อยู่แล้ว และสามารถอยู่ร่วมกันได้กับกรุงเทพฯ ระหว่างผู้ค้า กับผู้ซื้อ ไม่จำเป็นที่จะต้องจัดระเบียบให้เคร่งเกินไป เพราะสามารถตรวจสอบกันได้ว่า ใครเป็นเจ้าของแผงตัวจริง และอนาคตอาจจะนำเทคโนโลยีมาใช้เช่น QR Code มาตรวจสอบว่า เป็นเจ้าของแผงตัวจริงหรือไม่ เพราะปัญหาคือ การเช่าช่วงกันต่อ และไม่ใช่เฉพาะตลาดเล็กๆแต่ตลาดใหญ่ๆ ก็เห็นว่า มีการเช่าช่วงต่อกันซึ่งเราก็ต้องดำเนินการ

สำรวจเส้นทางเรือไฟฟ้าเชื่อมสัญจร

นายอนุชากล่าวอีกว่า อีกประเด็นคือ เรื่องการสัญจร ซึ่งวันนี้ตนและทีมงานพรรคประชาธิปัตย์จะไปสำรวจเส้นทางของเรือไฟฟ้าในคลองผดุงกรุงเกษมซึ่งจะใช้ระบบ Feeder หรือ ส่วนต่อขยาย เพื่อจะนำไปเชื่อมกับคลองต่างๆเช่น คลองลาดพร้าว หรือคลองภาษีเจริญ ที่จะนำเรือไฟฟ้าเข้ามา เพื่อให้คนสัญจรไปเชื่อมกับระบบขนส่งสาธารณะหลัก ทั้งรถเมล์ หรือรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น

ขณะเดียวกันเสียงสะท้อนจากชุมชนที่ลงพื้นที่ ก็อยากให้มีการประชาสัมพันธ์ แต่ละพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ในลักษณะของเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน และเมื่อไปถึงจุดนั้น แล้วจุดต่อไปจะเดินทางไปที่ไหนต่อ มีอะไรอร่อย มีอะไรน่าไปสักการะ ไปเห็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่เพราะสัญลักษณ์ที่เป็นเมืองเก่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกหลายพื้นที่ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ และทั้งหมดนี้ กทม.สามารถทำเองได้ ไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

ปลื้มกระแสดีขึ้นปชช.พร้อมหนุน

นอกจากนี้ การลงพื้นที่วันนี้ยังมีประชาชนหรือแฟนคลับ ยังเข้ามาพูดคุย สอบถาม และพร้อมสนับสนุนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกทม.อย่างเดียว แต่รวมไปถึงการสนับสนุนระดับภาค

ส่วนภายหลังจับได้หมายเลข 5และจากการลงพื้นที่ใน 2 วัน ที่ผ่านมากระแสดีขึ้นหรือไม่นายอนุชากล่าวว่า ถือว่าดี ตอนนี้ไม่ใช่ว่า ทุกคนจำได้แต่หมายเลขแต่ยังจำชื่อได้แล้ว และอยากให้แต่ละพื้นที่จำชื่อผู้สมัคร สก. ของพรรค แต่ละเขตด้วย และนอกจากจำหมายเลข 5 ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้แล้ว ต้องจำหมายเลขของผู้สมัคร สก.ด้วย จึงอยากจะฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย

พ่อค้าแม่ค้าสะท้อนแก้ค่าครองชีพ

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ยังระบุว่าจากที่ตนเองลงพื้นที่หาเสียงผู้ว่าฯกทม.และ สก. ตนเองก็ได้มีการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดถึงการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่พ่อค้าแม่ค้า ก็ได้มีการพูดถึงปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากจะแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องก็จะต้องทำให้ราคาน้ำมันถูกลงซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและจากที่เคยนำเงินโรงกลั่นมาอุดหนุน ปัจจุบันก็ไม่มีความคืบหน้าการลดค่าการกลั่นแล้ว รวมถึงยังไม่มีความชัดเจนถึงสูตรในการคำนวณราคาน้ำมันที่ปัจจุบันยังคงยึดกลไกตลาดสิงคโปร์อยู่ดังนั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดในการจะแก้ปัญหาเรื่องนี้คือการเก็บ“ภาษีลาภลอย”จากโรงกลั่นน้ำมันซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอมาโดยตลอด

ดร.มัลลิกาประกาศชัดอำนาจผู้ว่าฯ

ขณะที่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หมายเลข 14 ตอบข้อซักถามต่อกรณีถนนบางเส้นของกรุงเทพฯ กลายเป็นมณฑลของประเทศอื่นเพราะมีทุนเทามาตั้งรกรากใช้ระบบ 0 เหรียญและต่างด้าวมาแย่งอาชีพคนไทยจนทำให้ประชาชนทนไม่ไหวนั้น

โดย ดร.มัลลิกา กล่าวว่าตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 89และ พ.ร.บ.กระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542 ผู้ว่าฯมีฐานอำนาจเต็มมือในการ“จัดระเบียบเมือง”และ“รักษาความสงบเรียบร้อย”และยังไม่นับพระราชบัญญัติเกี่ยวกับความมั่นคงซึ่งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกันกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดก็เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตัวเองเช่นกัน

ลั่นเป็นผู้ว่าฯตั้ง‘ทีมสุดจัด’ลุยปราบ

“ถ้าดร.มัลลิกาเป็นผู้ว่าฯดิฉันจะไม่ยอมให้คำว่า“ไม่มีอำนาจ”มาเป็นข้ออ้างบดบังความไร้ประสิทธิภาพเด็ดขาด เรามีกฎหมายและทีมงานที่พร้อมลุยทันทีและถ้าประเทศนี้มีทีมสุดซอย เราก็จะตั้ง“ทีมสุดจัด”โดยใช้ศักยภาพของฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่มีความสุจริตโปร่งใสแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะถ้าขจัดระบบส่วยได้ก็ขจัดทุนเทาและต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยได้ แล้วเราจะปล่อยกรุงเทพฯให้เป็นเหมือนเกาะพะงันที่เต็มไปด้วยยิวไม่ได้”ดร.มัลลิกา ย้ำ

อาสาปราบทุนเทา-ต่างด้าวแย่งงาน

ดร.มัลลิกา กล่าวว่ามีฮาวทูรองรับและเป็นแผนปฏิบัติการที่สามารถปฏิบัติได้ทันทีในเรื่องนี้อยู่ที่ใจ ถ้าไม่ใจเสาะอ่อนข้อให้ผลประโยชน์ทุนเทา ทุกอย่างก็ไม่เกินความสามารถผู้นำ เราทำอย่างเป็นระบบ คือ อย่างน้อย 3 เรื่อง เช่น 1.เจอแรงงานเถื่อนแย่งอาชีพคนไทย เราส่งเทศกิจลุยตรวจกวาดล้างหาบเร่แผงลอยผิดกฎหมาย ตลาดเถื่อน ยึดคืนทางเท้าคืนให้คนกรุงเทพฯ ทันที! 2. เจอแหล่งพักพิงหรือหอพักเถื่อน เรางัดกฎหมายควบคุมอาคารและการสาธารณสุข สั่งตรวจระบบสุขาภิบาล สั่งปิดตึกแออัด และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด 3.เจอจุดเสี่ยงอาชญากรรมในชุมชน เราตั้งศูนย์เฉพาะกิจ บูรณาการร่วมกับตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่เอกซเรย์ทุกตารางนิ้ว ใช้ฐานข้อมูลเมืองไล่บี้พื้นที่เสี่ยง

“ผู้นำเมืองหลวงที่ดีนั้นต้องไม่ใช่คนที่เก่งแต่ท่องกฎหมายเพื่อหาข้อแก้ตัวว่าทำอะไรไม่ได้เลย แต่คือคนที่เก่งในการใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อปกป้องสิทธิการทำมาหากินและความปลอดภัยของประชาชน คนกรุงเทพฯไม่ต้องการคำอธิบายว่า ทำไมปัญหาถึงแก้ไม่ได้ แต่เขาต้องการผู้บริหารที่กล้าชนแทนเขาและจัดการปัญหาอย่างจริงจัง” ดร.มัลลิกากล่าว

ดร.มัลลิกาเข้ากราบสมเด็จธงชัย

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากทม.หมายเลข 14 เข้ากราบสักการะพระพุทธทองคำสุโขทัย วัดไตรมิตร ซึ่งตั้งอยู่บนพระมหามณฑป ก่อนเข้านมัสการกราบขอพรสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการ เป็นเจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร

ให้พรเข้มแข็งสร้างการรับรู้เพิ่มอีก

โดยสมเด็จธงชัยได้ให้พรขอให้เข้มแข็ง เดินหน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อประชาชนให้มากยิ่งกว่าเดิมแล้วจะเป็นประโยชน์ยิ่ง พร้อมได้ชื่นชมในความกล้าหาญ และบอกว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเอาอริยสัจ 4 คือ“ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ”ซึ่งเป็นหลักคำสอนแม่บทและหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเหมือนแผนที่นำทางชีวิตให้มนุษย์เข้าใจความจริงทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทั้งหมดอยู่ในสโลแกนที่นำไปเป็นแผนปฏิบัติการ Human Innovationโดยมี Idealism ความคิดสร้างสรรค์ และ Freedom ความอิสระนำไปสู่ความสำเร็จตามอริยสัจสี่

มอบพระพุทธรูปกำแพงศอก

ทั้งนี้ สมเด็จธงชัยได้มอบ“พระกำแพงศอก”ขนาดหนึ่งศอก ซึ่งมีพุทธานุภาพเกี่ยวกับการป้องกันไฟและป้องกันภัยให้กับ ดร.มัลลิกาพร้อมกำชับว่าให้ดูแลตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไป พร้อมมอบเหรียญ“พระนารายณ์ทรงครุฑ”เหรียญ หลวงพ่อเกษมเหรียญหลวงปู่ทวด ยันต์ธงชัย รุ่น Human Innovation เหรียญองค์นรสิงห์ และ เหรียญพระสยามเทวาธิราชให้ด้วย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่า ทุกข้อร้องเรียนที่ได้รับจากการลงพื้นที่ (โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน) จะถูกติดตามผลและผลักดันสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป”

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์

รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง

วันวิชิต จัดหนัก ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้เรียนเวสต์พอยต์

วันวิชิต จัดหนัก  ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้เรียนเวสต์พอยต์

วันวิชิต จัดหนัก ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้เรียนเวสต์พอยต์

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

วันวิชิต สุดทน จัดหนัก ฮุน มาเนต เนรคุณ กองทัพไทยแบ่งทุนให้ไปเรียนเวสต์ปอยต์ ยันเรื่องจริงไม่ได้ปั่น จปร.1-20 รู้กันทั้งบาง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปรง นักวิชาการ โพสต์เฟซบุ้ก wanwichit boomprong ระบุถึงกรณีที่ นายฮุน มาเน็ต ออกมาโพสต์ถึงการได้ไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกาด้วยเป็นความช่วยเหลือของ รัฐบาลสหรัฐ โดยอ้างว่า ไม่เกี่ยวกับกองทัพบกไทยนั้น ผมอยากจะบอกว่า มัน “แตหลอ” ครับ คนเนรคุณจะพูดอะไรให้ตัวเองดูดีก็ได้ ผมจะไล่เรียงให้ฟัง ว่า ฮุนมาเน็ตไปเรียนที่โน่นได้อย่างไร

1. ชาติมิตรประเทศที่ไปเรียนเวสต์ปอยต์ในอาเซียน ที่เรียกว่า “ขาประจำ” ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ส่วน สิงคโปร์ เพิ่งมาถี่ช่วงหลังได้รับเอกราชแล้ว ดังนั้น เขมรอยากเรียนต้องทำอย่างไร 

1.1 ต้องได้รับความเห็นชอบ และได้รับการ “รับรอง” จากสมาชิกมิตรประเทศ ว่าจะให้ เขมร มีโควต้ามาเรียน จึงจะเรียนได้

1.2 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรักษาการ ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. อนุมัติหลักการเห็นชอบ และ “รับรอง” ฮุน มาเน็ต จึงจะเข้าเรียนได้ 

1.3 เพราะมิตรประเทศ ที่ส่งคนตัวเองไปเรียนเวสต์ปอยต์ ต้องมีพื้นฐานจบโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ สำเร็จการศึกษานายร้อยขั้นปีที่ 1 ในฐานะผู้มีผลการเรียนดีที่สุด เสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิตรงนี้ เพราะสมัยนั้น เขมรไม่มีโรงเรียนเตรียมทหาร หรือ โรงเรียนนายร้อยเลย  ฮุน มาเน็ต จะมีปัญญาเข้าไปเรียนที่อเมริกาได้ยังไง ถ้า “ลุงจิ๋ว” ไม่กรุณา

2. ฮุน มาเน็ต ปากแจ๋ว เพราะมั่นใจในระบบ “เกียรติศักดิ์” ของเวสต์ปอยต์ ความลับที่มาของตัวเองไม่มีวันรั่วไหล และไม่มีใครออกมาแฉ แต่ผมรู้มาว่าสมัยที่มันเรียนที่โน่นจากนายทหารที่เคยเรียนเวสต์ปอยต์  มีผลการเรียน “ไม่โดดเด่น”  คือถ้าพ่อไม่ได้เป็นนายกจะเข้าได้ยังไง 

3. กองทัพบกไทย แบ่งทุนให้จริง เพราะเชื่อว่า นโยบายรัฐบาลพลเอกชาติชาย ว่า เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า จะทำให้กัมพูชากลับมาสงบสุขในภูมิภาค

4. ไม่อยากจะบูลลี่ ฮุนเซน หรอกครับ  แต่สมัยนั้นผมเคยเห็นรังแคยังเต็มหัว อยู่เลย จะมีช่องทางส่งลูกไปเรียนยังไง ถ้าไม่กราบกรานไืทย

ป.ล. ไม่เคยขอร้องให้เชื่ออะไรเท่าครั้งนี้ว่า เรื่องนี้คือ เรื่องจริง ไม่ได้ปั่น ทหารที่จบ จปร.รุ่น1-20 รู้กันทั้งบาง

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

อนุทิน ควง ศุภจี ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“อนุทิน” ควง “ศุภจี” ชมงานมหากรรมอาหารวันสุดท้าย คาด สร้างยอดเจรจาธุรกิจกว่า 1.3 แสนล้าน  ก่อนโชว์บทเชฟ ‘ย่างเนื้อวากิว-ผัดข้าวผัดมันเนื้อ’ ท่ามกลางปชช. ขอถ่ายรูปคึกคัก

วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมส.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2026 ซึ่งเป็นการรวบรวมร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตรกรรมด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย  ซึ่งวันนี้ (30 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายในการจัดงาน

โดยนายกรัฐมนตรี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ลายขนนกสีน้ำเงิน ร่วมประกอบอาหารที่บูธ foodiva thailand บริษัทจำหน่วยเนื้อวัวเกรดพรีเมี่ยม โดยทำเมนูสเต็กเนื้อ ขณะที่มีผู้ร่วมงานยืนชมด้านนอกก่อนจะกล่าวว่า “นี่แหละเชฟ ครับเชฟ” จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประกอบอาหารเมนูข้าวผัดมันเนื้อเจียวด้งยท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญ 

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่าภายในงานมหกรรมอาหารครั้งนี้คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจด้านอาหารกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการประกอบอาหารอยู่แล้ว มักจะร่วมทำอาหารในช่วงที่ลงพื้นที่พบผู้ประสบภัยเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงทำอาหารอยู่ที่บ้านพักในช่วงโควิด-19 ตามที่มีภาพเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายกฯเดินทางไปเปิดงานเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยวันนั้นนายกฯบอกว่า“เดี๋ยวจะแอบมาเดินอีก”

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้เดินเยี่ยมชมบูธต่างๆ โดยได้แวะบูธขายเนื้อวัววากิวเกรดพรีเมี่ยม ของแบรนด์ Udom Supply พร้อมทั้งยังได้ลงมือย่างเนื้อวากิว โดยพนักงานในบูธดังกล่าวสอบถามว่า “อร่อยไหม เนื้อนุ่มไหม”  ซึ่งนายอนุทิน พยักหน้า พร้อมชิมเนื้อที่ย่างอย่างอร่อย และเชิญชวนให้ประชาชนที่มายืนถ่ายภาพร่วมชิมเนื้อวากิวด้วย โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

จากนั้นนายอนุทินเดินเยี่ยมชมบูธ ภายในงานต่อก่อนจะแวะบูธผัดข้าวผัดมันเนื้อ โดยบอกว่า “ต้องผัดแบบแห้งๆ”  พร้อมสอบถามเจ้าของบูธว่ มีขายที่ไหน โดยเจ้าของบูธบอกว่า “ไม่มีขายหน้าร้าน แต่ส่งตามโรงแรม และร้านอาหารต่างๆ” ทั้งนี้คาดว่างานดังกล่าวสร้างมูลค่าการค้ารวมที่คาดว่าจะสะพัดสูงถึง 130,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในวันที่ 31 พ.ค. นายอนุทิน จะเดินทางไปจ.กระบี่ เพื่อเป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมือง ร่วมกับชาวจ.กระบี่ โดยมีน.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) พร้อม 3 สส.กระบี่ พรรคภท.นายกิตติ กิตติธรกุล นายถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน และ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมทอดผ้าป่าด้วย

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

สมเด็จธงชัย ให้พร มัลลิกา มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก กันไฟ กันภัย ลุยศึกเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สมเด็จธงชัยวัดไตรมิตร มอบ พระพุทธรูปกำแพงศอก มีพุทธานุภาพกันไฟและกันภัยให้ดร.มัลลิกา ลุยศึกเลือกตั้ง พร้อมแนะให้เข้มแข็งและสร้างการับรู้เพิ่มอีก 

13.00 น. วันที่ 30 พฤษภาพฤษภาคม 2569 ที่วัดไตรมิตร วิทยารามวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพ หมายเลข 14 เข้ากราบสักการะพระพุทธทองคำสุโขทัยวัดไตรมิตรซึ่งตั้งอยู่บนพระมหามณฑป พร้อมกันนี้เข้านมัสการกราบขอพรสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี นามเดิม ธงชัย ฉายา ธมฺมธโช เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกาย ดำรงตำแหน่งทางพระสังฆาธิการเป็น เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร ซึ่งนางมัลลิกา

อย่างไรก็ตามสำเร็จธงชัยได้ชื่นชมในความกล้าหาญและบอกว่าเป็นประโยชน์ที่ได้นำเอาอริยสัจ 4 คือ “ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ” ซึ่งเป็นหลักคำสอนแม่บทและหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เป็นเหมือนแผนที่นำทางชีวิตให้มนุษย์เข้าใจความจริงทั้งทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งทั้งหมดอยู่ในสโลแกนที่นำไปเป็นแผนฏิบัติการ Human Innovation โดยมี Idealism ความคิดสร้างสรรค์  และ Freedom ความอิสระนำไปสู่ความสำเร็จตามอริยสัจสี่ โดยสมเด็จธงชัยให้พร พร้อมบอกให้ให้ หน้าสร้างการรับรู้และเข้าใจต่อประชาชนให้มากยิ่งกว่าเดิมแล้วเป็นประโยชน์ยิ่ง 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตาม ผู้จะกล่าวรายงานว่ารายการนี้สมเด็จธงชัยได้มอบพระ พระกำแพงศอก ขนาดหนึ่งศอกซึ่งมีพุทธานุภาพเกี่ยวกับการป้องกันไฟและป้องกันภัยให้กับดร.มัลลิกา พร้อมกำชับว่าให้ดูแลตัวเองหลังจากนี้เป็นต้นไปและนอกจากนั้นยังได้มอบเหรียญ พระนารายณ์ทรงครุฑ เหรียญหลวงพ่อเกษม เหรียญหลวงปู่ทวด ยันธงชัยรุ่น Human  Innovation  เหรียญองค์นรสิงห์ และ เหรียญพระสยามเทวาธิราชให้ทั้งหมดด้วย 

นางมัลลิกา กล่าวว่าไม่ว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใดทั้งทางสังคมการเมืองธุรกิจและชีวิตปกติส่วนตัวตนมักจะมาเริ่มต้นที่นี่ทุกครั้งจะได้ทั้งความรู้แนวทางทิศทางและแรงบันดาลใจและไอเดียมากมายจากวัดไตรมิตรโดยสมเด็จธงชัยมาตั้งแต่สมัยท่านยังไม่ได้ขึ้นสมเด็จและตั้งแต่สมัยตนยังทำงานอยู่ที่เป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวีจนบัดนี้ ปกติก็ชงน้ำชาอยู่ในกุฎินี้ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้ทำอะไรมากมายเท่าไร ความรู้มากมายแนวทางหลากหลายรวมทั้งธรรมะที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่มักจะได้รับการแนะนำแนะแนวก่อนเสมอ 

มัลลิกา บุญมีตระกูล

อย่างไรก็ตามรายการนี้ นางมัลลิกา ได้ยกตัวอย่างวัดไตรมิตรเป็นโมเดลสำหรับการชูนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยสามารถทำได้ทุกวัดทุกบ้านทุกโรงเรียนทั่ว 50 เขตของกรุงเทพโดยผู้ว่ากรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพไม่เพียงแต่ปล่อยให้วัดแต่ละที่ทำกันเองโดยลำพังยกตัวอย่างว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในพื้นที่ของวัดไตรมิตรนั้นได้สร้างมูลค่าให้กับกรุงเทพมหานครมหาศาลอย่างยิ่งเนื่องจากว่า เป็นที่มีชื่อเสียงเรื่องระบือไกลดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวอินเดียซึ่งรวมกันมากกว่าประชากรครึ่งโลกมาที่นี่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะเข้าไปสู่การท่องเที่ยวทั่วกรุงเทพด้านอื่นๆ ซึ่งในพระมหามณฑป นั้นจะมีทั้งพุทธประวัติของพระพุทธทองคำ และมีนิทรรศการชีวิตคนจีนเยาวราชเริ่มต้นอย่างไรจึงทำให้ดึงดูดการท่องเที่ยวและเป็นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนจากการท่องเที่ยวเชิงความศรัทธาอย่างยิ่ง

มัลลิกา บุญมีตระกูล
มัลลิกา บุญมีตระกูล

อสัปปุริสสภา คือ สภาอันประกอบของคนชั่ว นิพิฏฐ์ ซัด สภาฯ แรง หลังโหวตอุ้ม สส. ฝ่ากระแสสังคม

อสัปปุริสสภา คือ สภาอันประกอบของคนชั่ว นิพิฏฐ์ ซัด สภาฯ แรง หลังโหวตอุ้ม สส. ฝ่ากระแสสังคม

อสัปปุริสสภา คือ สภาอันประกอบของคนชั่ว นิพิฏฐ์ ซัด สภาฯ แรง หลังโหวตอุ้ม สส. ฝ่ากระแสสังคม

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

วันนี้ 30 พฤษภาคม 2569  นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กร่ายยาวเกี่ยวกับคำว่า สัปปายะสภา หรือ อสัปปุริสสภา ที่มีต่อผู้แทนราษฎร โดยมีข้อความว่า “สัปปายะสภา หรือ อสัปปุริสสภา

ผู้แทนราษฎร ได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ถูกดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม เหตุผล เพราะกลัวว่าผู้แทนฯจะถูกรัฐบาลกลั่นแกล้ง หรือแกล้งจับในระหว่างสมัยประชุม ทำให้ไม่สามารถเข้าประชุม และ ลงมติในวาระสำคัญไดั ทางแก้ หากจะนำตัวผู้แทนฯ ไปดำเนินคดี ต้องได้รับอนุญาตจากสภา

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

-สภาจึงต้องลงมติกัน ว่า จะคุ้มครองผู้แทนราษฎรของประชาชนหรือไม่

แนวพิจารณา:

-ปกติ สภาจะพิจารณาว่า คดีที่ผู้แทนราษฎรถูกดำเนินคดีนั้น มาจากสาเหตุอะไร หากมาจากการกระทำในหน้าที่ของผู้แทนราษฎร สภาจะลงมติไม่ส่งตัวเขาไปดำเนินคดี แต่หากเป็นเรื่องส่วนตัว ก็จะส่งตัวไปให้ดำเนินคดี

-หากผู้แทนราษฎรทำผิดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎร และ สภาปกป้องเขา สภานั้นก็กลายเป็นสภาแห่งโจร เป็นแหล่งมั่วสุมของโจร มิใช่“สัปปายะสภา” อันแปลว่า“สภาอันเป็นที่ประกอบกรรมดี”

-แต่คือ“อสัปปุริสสภา“ หรือ สภาอันเป็นที่ประกอบของคนชั่ว แปลว่า “ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ (คนดี) ที่นั้นไม่ใช่สภา” “

หลังจากที่โพสต์ของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ทำเอาชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์กันสนั่น เช่น

“ไม่ต้องหมุนเสาคับ”

“ชัดเจนมาก ไม่ต้องแปลไม่ต้องถาม ai ”

“สภาโจรเหรอครับ”

“ศักดิ์ศรี หมดแล้วครับ”

“ชัดเจนพี่เณรขู”

“ครับ..”

“ชัดเจนครับ”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

ประธานสภาฯ วางพวงมาลารัชกาลที่ 7 เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประธานสภาฯ วางพวงมาลารัชกาลที่ 7 เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประธานสภาฯ วางพวงมาลารัชกาลที่ 7 เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

30 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร  พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองต่างๆ อาทิเช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ  พรรคเศรษฐกิจ พรรคทางเลือกใหม่ เป็นต้น นำพวงมาลาถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์รัฐสภา เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

นอกจากนี้ ยังมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง พร้อมสมาชิวุฒิสภา นายรองศาสตราจารย์ อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมวางพวงมาลาด้วย

หมอวรงค์ ประกาศจุดยืน ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา125 เพื่อยกเลิกเอกสิทธิ์ ‘ส.ส. – สว.’

หมอวรงค์ ประกาศจุดยืน ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา125 เพื่อยกเลิกเอกสิทธิ์ 'ส.ส. - สว.'

หมอวรงค์ ประกาศจุดยืน ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา125 เพื่อยกเลิกเอกสิทธิ์ ‘ส.ส. – สว.’

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

จากกรณีที่สภาฯ มีมติไม่อนุญาตให้ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ ดีเอสไอ สอบคดีฟอกเงิน เว็บพนัน ขณะที่เจ้าตัวยันขอยึดหลักการ ลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถึง 308 เสียงไม่ก่อนหน้านี้นั้น เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ล่าสุดวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประกาศจุดยืนผลักดันการยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 125 ซึ่งเป็นมาตราที่ว่าด้วยเรื่อง เอกสิทธิ์ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในการคุ้มครองไม่ให้ถูกจับหรือคุมขังในระหว่างสมัยประชุมโดยมีข้อความว่า “ยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา125 เพื่อยกเลิกเอกสิทธิ์ส.ส./สว.”

หมอวรงค์

หลังจากที่โพสต์ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ ได้มีผู้ติดตามเข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการตัดเอกสิทธิ์นักการเมือง เช่น

“จัดไปครับท่าน”

“เห็นด้วยค่ะคุณหมอ”

“เห็นด้วยค่ะ”

“คนเดียว ทำงานดีกว่าพรรคกีบบทั้งพรรค”

“ยกเลิกด่วนเลย 125 คุ้มครองเอกสิทธิ์ส.สไม่ให้ถูกดำเนินคดีระหว่างเป็นสส”

“เห็นด้วยครับ”

“เห็นด้วย”

“สุดยอดครับ”

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 125 ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด

ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และเพื่อประโยชน์ในการประชุมสภา ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้

ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา

หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom, prt.parliament.go.th

ไม่รู้​ปมแชทหลุด​ ช่วยน้ำเงินด้วย โสภณ ย้ำ​แยกบทบาทชัด​ หลังนั่งประธานสภาฯ​

ไม่รู้​ปมแชทหลุด​ ช่วยน้ำเงินด้วย โสภณ ย้ำ​แยกบทบาทชัด​ หลังนั่งประธานสภาฯ​

ไม่รู้​ปมแชทหลุด​ ช่วยน้ำเงินด้วย โสภณ ย้ำ​แยกบทบาทชัด​ หลังนั่งประธานสภาฯ​

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.36 น.

“โสภณ”​ บอกไม่รู้​ปมแชทหลุด​ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ย้ำ​แยกบทบาทชัด​ หลังนั่งประธานสภาฯ​ กล่าวติดตลก​ ภูมิใจ​ไทย​ไม่ใช่ตำบลกระสุนตก​ เป็นแค่หมู่บ้าน​ ย้อนสื่อฯ​ ใครเป็นรัฐบาลยุคไหนก็โดน

เมื่อเวลา​ 10.51 น. วันที่ 30 พ.ค.​ ที่​รัฐสภา​ นายโสภณ​ ซารัมย์​ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สส.บุรีรัมย์​ และแกนนำพรรคภูมิใจ​ไทย​ กล่าวถึงกรณีที่​นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ และคณะได้ยืนหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยบทสนทนาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ และมีการกล่าวอ้างว่า เป็นบทสนทนาของอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า​”ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า​ ตนไม่ทราบ

โสภณ​ ซารัมย์

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับแกนนำภายในพรรคบ้างหรือไม่ถึงกรณีดังกล่าว นายโสภณ​ กล่าวว่า​ ตนไม่เกี่ยว  เพราะตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคยไปพูดคุยเกี่ยวกับกิจการของพรรคภูมิใจไทย และย้ำว่าทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการรักษาระยะ​ และทำงานด้านนิติบัญญัติตนก็มีลิมิต​  ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและพรรคการเมือง

เมื่อถามว่ามองว่าพรรคภูมิใจไทยขณะนี้เป็นตำบลกระสุนตกใช่หรือไม่ นายโสภณ​ กล่าวติดตลกว่า​ “เอาใหญ่กว่าหมู่บ้าน เขาเรียกหมู่บ้านกระสุนตก คุณไปบอกตำบลกระสุนตก​ มันใหญ่กว่า“​ ก่อนกล่าวว่า ไม่หรอก ไม่ว่าการเมืองยุคไหนใครเป็นรัฐบาล ก็จะโดนแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราอย่าไปใส่ใจมาก แต่เราไม่อยากเห็นการสร้างความไม่เข้าใจให้กับประชาชน เพราะประเด็นที่ควรมุ่งไปคือเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ อย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนกัน นิติบัญญัติฝ่ายบริหารก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ​ นิติบัญญัติก็เป็นเรื่องกฎหมาย​และรัฐธรรมนูญ ต้องแยกกันให้ออก

โจ ชัยวัฒน์ ลุยสายไหม ชี้ปัญหา กทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ ขอเลือกผู้ว่าฯ-ส.ก.ยกทีม

โจ ชัยวัฒน์ ลุยสายไหม ชี้ปัญหา กทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ ขอเลือกผู้ว่าฯ-ส.ก.ยกทีม

โจ ชัยวัฒน์ ลุยสายไหม ชี้ปัญหา กทม.ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ ขอเลือกผู้ว่าฯ-ส.ก.ยกทีม

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.31 น.

“โจ ชัยวัฒน์” ลุยหาเสียงสายไหม ชี้ปัญหา กทม. ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ ขอคน กทม. เลือกผู้ว่า-ส.ก.พรรคประชาชนยกทีม สร้างกรุงเทพเมืองแคร์คน

30 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน เบอร์ 10 เข้าพื้นที่สายไหมซอย 15 พร้อมกับ “อ๊อฟ” นายภมร พลจันทร์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตสายไหม พรรคประชาชน เบอร์ 5 โดยช่วงเช้าได้ร่วมสภากาแฟของชุมชน รับฟังการสะท้อนปัญหาจากผู้สูงอายุและนำเสนอวาระรายเขตของพรรคประชาชนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น 

โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลายปัญหาที่ประชาชนสะท้อนมา พรรคประชาชนออกแบบนโยบาย 4 ง่ายไว้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น เดินทางง่าย ค้าขายง่าย เลี้ยงครอบครัวง่าย ใช้ชีวิตง่าย โดยสิ่งที่เห็นจากชุมชนสายไหมแห่งนี้ คือชุมชนมีพื้นที่สาธารณะที่ทำให้คนในชุมชนได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเพื่อพัฒนาชุมชน ตนคิดว่า กทม. ควรเข้ามาสนับสนุนให้มีพื้นที่เหล่านี้มากขึ้น โดยพรรคประชาชนมีนโยบาย เพิ่มงบกลางต่อเขต 7-13 ล้านบาท ทั้งหมด 50 เขต และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบงบประมาณ (Participatory Budgeting) เพื่อให้แต่ละเขตสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาพื้นที่จริง รวมถึงปัญหาน้ำท่วมในชุมชนซึ่งจะสามารถบรรเทาได้ส่วนหนึ่งได้ด้วยนโยบายลอกท่อ 100% ไม่ตกหล่น

จากนั้นนายชัยวัฒน์ หาเสียงต่อที่ตลาดเอซีสายไหม พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน โดยระหว่างหาเสียงได้พบกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งนายชัยวัฒน์ได้เข้าไปจับมือทักทาย

บรรยากาศการหาเสียงที่ตลาดเอซีสายไหมเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพและให้กำลังใจ บอกว่าเลือกมาตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล ขณะที่นายชัยวัฒน์ ได้สอบถามถึงปัญหาการค้าขาย และย้ำว่าพรรคประชาชนจะเข้ามาทำงานเป็นทีม นอกจากผู้ว่า ยังมีทีมบริหาร และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้คนกรุงเทพ 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า หลายปัญหาใน กทม. เป็นปัญหาเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับเรื่องโครงสร้างหรือที่เราเรียกว่าเส้นเลือดใหญ่  การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ฝ่ายบริหารคือผู้ว่า กทม. รวมถึงองคาพยพ จำเป็นต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ซึ่งพรรคประชาชนเองก็มีนโยบายกระจายอำนาจ อัปเกรด กทม. ให้มีอำนาจบริหารจัดการตัวเองได้มากขึ้น

จึงอยากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องคนกรุงเทพฯ ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ หนึ่งคน ปัญหาของ กทม. มีมากมาย เกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงคนเดียว เราต้องใช้การทำงานเป็นทีมและมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ติดกับข้ออ้างที่ว่า กทม. ไม่มีอำนาจ แต่เดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของคน กทม. เป็นที่ตั้ง 

พร้อมกันนี้ นายชัยวัฒน์ได้เชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง กทม. ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 มีบัตรเลือกตั้งสองใบ บัตรสีเขียวเลือกผู้ว่า กาเบอร์ 10 บัตรสีชมพู กาให้ผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคประชาชนทั้ง 50 เขต เลือกพรรคประชาชนยกทีมเข้าไปสร้างเมืองแคร์คน ดูแลคนกรุงเทพให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้นในทุกๆวัน 

จากนั้น นายชัยวัฒน์ เดินทางไปสำรวจปัญหาสะพานไม้สีส้มจุดรอยต่อ BTS คูคต ริมคลองหกวา ก่อนที่ช่วงบ่ายจะเดินทางไปหาเสียงที่เขตบางเขนและเขตดอนเมือง พร้อมกับผู้สมัคร ส.ก. ต่อไป