อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยตลาดสัมมากร ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยตลาดสัมมากร ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยตลาดสัมมากร ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

“อนุชา” เบอร์ 5 – “อภิสิทธิ์” ลุยตลาดสัมมากรแต่เช้า ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม ย้ำตลาด กทม. ต้องสะอาดปลอดภัย ก่อนลุยหนองจอก ดันนโยบายสร้างรายได้ท่องเที่ยวชุมชน – เกษตรชานเมือง เตรียมร่วมกิจกรรม Pride Month บ่ายนี้

31 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก.เขตสะพานสูง ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง โดยมีพี่น้องประชาชนทั้งผู้จับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

ระหว่างการลงพื้นที่ นายอนุชา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงศักยภาพของตลาดสัมมากรซึ่งเป็นตลาดเอกชน ที่สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาตลาดอื่นๆ ของ กทม.โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยระบุว่า “แพลตฟอร์มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกเหนือจากการประมวลผลต่างๆ แล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย เวลาคนที่เปิดแอปพลิเคชันจะเห็นเลยว่าตลาดสัมมากรมีจุดเด่นอะไร และ Top 10 ร้านที่คนซื้อมากที่สุดคืออะไร เพราะเราสามารถลิงก์ระบบเข้ากับการสแกนจ่ายเงินได้ ทำให้สามารถจัดอันดับแบบเรียลไทม์ได้ในแต่ละสัปดาห์ว่าใครมาซื้อของร้านอะไร อะไรคือสิ่งที่คนมาจับจ่ายใช้สอยเยอะที่สุด ตรงนี้จะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลมาประมวลผลได้ในทุกๆ เรื่อง”

นายอนุชา ยังเน้นย้ำถึงนโยบายด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยในตลาด โดยชื่นชมการบริหารจัดการของตลาดสัมมากรที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่มีน้ำเจิ่งนอง และมีการดักเก็บไขมันอย่างถูกต้อง ซึ่งหากตนได้มีโอกาสเข้าไปบริหารจัดการในนาม กทม.จะเข้าไปช่วยยกระดับตลาดอื่นๆ ให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้ามีส่วนร่วมในการแยกและลดขยะ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่และกล้องวงจรปิดเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย ป้องกันมิจฉาชีพ เพื่อให้ประชาชนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงนโยบายของพรรคในช่วงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือน Pride Month นายอนุชากล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสำรวจภายในองค์กรของ กทม.ก่อน ว่าปัจจุบันมีการดำเนินการสนับสนุนเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างไร มีสัดส่วนอย่างไร เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการคิดนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ต่อไป โดยในช่วงบ่ายวันนี้ ตนมีกำหนดการที่จะไปร่วมกิจกรรมทางด้าน Pride Month ที่สีลมด้วยเช่นกัน

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงเช้าที่ตลาดสัมมากร นายอนุชาและคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก นายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ เบอร์ 3 หารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

“บางครั้งคนกรุงเทพฯ เองก็อาจจะนึกภาพไม่ออกว่ายังมีพื้นที่ที่ปลูกข้าวหรือปลูกหญ้าเพื่อเป็นเศรษฐกิจหลักอยู่ ซึ่งเราไปฟังว่าสิ่งที่เขาอยากให้ กทม.มาเติมเต็มและสนับสนุนมีอะไรบ้าง เราไม่ได้เข้าไปดูเรื่องปัญหาอย่างเดียว แต่เราเข้าไปเพื่อช่วยเขาในเรื่องของโอกาสและอนาคต ว่ากรุงเทพฯ สามารถที่จะเป็นได้มากกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ครับ” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

– 006

นิพิฏฐ์ สวนตรรกะทำชั่วเพื่อทำดี ข้องใจฮั้ว สว.-ซื้อเสียง สะท้อนวงจรนักการเมือง

นิพิฏฐ์ สวนตรรกะทำชั่วเพื่อทำดี ข้องใจฮั้ว สว.-ซื้อเสียง สะท้อนวงจรนักการเมือง

นิพิฏฐ์ สวนตรรกะทำชั่วเพื่อทำดี ข้องใจฮั้ว สว.-ซื้อเสียง สะท้อนวงจรนักการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

31 พฤษภาคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำความชั่วที่ร้ายแรงเพื่อไปทำความดีที่ยิ่งใหญ่ได้จริงหรือ?

มหาตมคานธี กล่าวว่า เคยมีคนกล่าวถึงฉันว่า “ฉันเป็นนักบุญที่หลงเข้าไปในวงการเมือง แต่ความจริงแล้ว ฉันเป็นนักการเมืองที่พยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นนักบุญ”

-ในเมืองไทย นักการเมืองส่วนใหญ่มักจะคิดว่า “ เขาจะยอมทำความชั่วที่ร้ายแรงเพื่อจะเข้าไปทำความดีที่ยิ่งใหญ่”

-ซึ่งก็ผิดแล้ว เพราะเป็นการติดกระดุมแรกในทางการเมืองที่ผิดพลาด เขาจึงไม่มีทางที่จะ ทำความดีที่ยิ่งใหญ่ได้เลย ก็ได้แต่ทำความชั่วที่ร้ายแรงต่อไป เพื่อปกปิดการกระทำความชั่วครั้งแรก

สิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่คือการทำความชั่วครั้งที่สองเพื่อปกปิดการกระทำความชั่วครั้งแรก

และพรุ่งนี้เขาอาจจะกระทำความชั่วครั้งที่สาม เพื่อปกปิดการกระทำความชั่วครั้งที่สอง

อย่างน้อย 2 เรื่องที่เป็นความชั่วที่ร้ายแรง (ถ้าหากเขาได้กระทำจริง) คือการฮั้ว ส.ว. และการซื้อเสียง

เมืองไทยจึงมีเพียง นักการเมืองที่ ทำความชั่วแล้วบอกว่า ตัวเองเป็นนักบุญ/

นายกฯ โชว์ศักยภาพไทย! ดัน Aviation Hub – ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

นายกฯ โชว์ศักยภาพไทย! ดัน Aviation Hub - ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

นายกฯ โชว์ศักยภาพไทย! ดัน Aviation Hub – ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

ดันอุตสาหกรรมการบินไทย นายกฯ ชู EEC-อู่ตะเภา-เมืองการบิน พร้อมรองรับไทยเป็น Aviation Hub และโลจิสติกส์อาเซียน

31 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ และได้พบและให้ข้อมูลศักยภาพประเทศไทยต่อนักลงทุนในหลายเวที พบว่า เอกชนฝรั่งเศสที่ให้ความสนใจอุตสาหกรรมการบินของไทย ด้วยที่ตั้งที่ทำให้ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนได้

นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอศักยภาพด้านการบินของไทย ทั้งในการประชุมกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยประจำภูมิภาคยุโรป การหารือกับ MEDEF International ซึ่งมีผู้แทนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้าร่วมกว่า 38 บริษัท และการพบหารือกับบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสเป็นรายบริษัท โดยซึ่งอุตสาหกรรมการบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ หรือ MRO รวมถึงโลจิสติกส์ขั้นสูง เป็นหนึ่งในสาขาที่ได้รับความสนใจอย่างชัดเจน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า จุดแข็งของไทยไม่ใช่เพียงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แต่อยู่ที่ความพร้อมของระบบรองรับทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่สนามบินอู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก ระบบราง ท่าเรือ โครงข่ายโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนแรงงานที่สามารถยกระดับทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงได้

สำหรับโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในเขต ECC ขณะนี้มีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารสูงสุด 60 ล้านคนต่อปี นอกจากรองรับผู้โดยสารแล้วยังจะเป็นศูนย์ขนส่งสินค้าภาคพื้น มีพื้นที่สำหรับพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน และเขตปลอดอากร มีมูลค่าการลงทุนประมาณรวมประมาณ 218,788 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของ EEC

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความแข็งแกร่งด้านการบิน อวกาศ ระบบป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีขั้นสูง จึงสอดรับกับทิศทางที่ไทยต้องการยกระดับ EEC ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค

“นายกรัฐมนตรีใช้เวทีที่ฝรั่งเศสสร้างความมั่นใจว่าไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่ อุตสาหกรรมการบินเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญ เพราะไทยมีทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และกำลังคนที่จะต่อยอดเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้” น.ส.รัชดากล่าว

เตรียมพร้อม 1 มิ.ย. รัฐบาลเปิดใช้ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ย้ำวิธีสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet

เตรียมพร้อม 1 มิ.ย. รัฐบาลเปิดใช้ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ย้ำวิธีสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet

เตรียมพร้อม 1 มิ.ย. รัฐบาลเปิดใช้ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ย้ำวิธีสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.30 น.

รัฐบาลเปิดใช้ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” วันแรก 1 มิ.ย. นี้ ย้ำขั้นตอนใช้งานง่ายผ่าน G-Wallet รัฐช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก

ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

“รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

กรณ์ งัดตัวเลข สนข. ชี้ชัด แลนด์บริดจ์ แพงกว่า-ช้ากว่า ช่องแคบมะละกา

กรณ์ งัดตัวเลข สนข. ชี้ชัด แลนด์บริดจ์ แพงกว่า-ช้ากว่า ช่องแคบมะละกา

กรณ์ งัดตัวเลข สนข. ชี้ชัด แลนด์บริดจ์ แพงกว่า-ช้ากว่า ช่องแคบมะละกา

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.27 น.

31 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่อง Land Bridge รัฐบาลไม่ยอมให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยคิด/ช่วยตรวจสอบ แต่บอก ‘จะตัดสินใจเอง‘

ปัญหาคือ รัฐบาลพูดมาตลอดว่า LB จะเป็นเส้นทางเลือกที่ประหยัดเงินและเวลา เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

แต่เมื่อคำนวณจากข้อมูลในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (ไม่ได้มโนขึ้นมาเอง) – คำตอบมันชัดครับ – LB ทั้งแพงกว่า และนานกว่า

แค่ตรงนี้ไม่ผ่าน concept ก็ควรถอยแล้วครับ อย่าเพิ่งแถกันไปว่า จริงๆ LB มีไว้เพื่อ southern economic zone, เพื่อ transhipment, เพื่อ energy complex หรือเพื่อการรักษาอธิปไตยของประเทศ บลาๆ

…ซึ่งที่ศึกษามาทั้งหมดยังไม่เคยได้พิจารณาเรื่องพวกนี้เลย

– 006

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

31 พฤษภาคม 2569 คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่?

ซึ่งผมขออธิบาย ดังนี้ครับ

เพราะมีการศึกษามาแล้ว และมีข้อสรุปพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว และได้ศึกษาครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเป็นการศึกษาที่เพิ่งทำเสร็จในปี 2567

รายงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที

ล่าสุด รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุด เพื่อศึกษาและพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย โดยให้มีการศึกษาแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

ดังนั้น การที่ สส.ส่วนใหญ่มีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใหม่

ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจสอบ

ไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังความคิดเห็น

และไม่ได้หมายความว่าเร่งรัดให้โครงการเดินหน้าโดยไม่ฟังประชาชน

แต่หมายความว่า…

เราไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการศึกษาซ้ำในเรื่องที่เคยศึกษาไปแล้ว

เพราะหากตั้งกรรมาธิการขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพื่อศึกษาในประเด็นที่มีรายงานและข้อสรุปอยู่แล้ว

สิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือการนำข้อคิดเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้ทุกความเห็นถูกนำไปประกอบการตัดสินใจ

ผมยืนยันว่า…

แลนด์บริดจ์ต้องเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

ไม่ใช่เพียงเพื่อคนระนองหรือชุมพรเท่านั้น

แต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งประเทศ

และหากโครงการจะเดินหน้าได้จริง ก็ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การศึกษาให้จบอีกครั้ง

แต่คือการนำสิ่งที่ศึกษาไว้แล้ว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

และตามที่ผมได้อภิปรายไว้ครับ

“สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในจังหวัดระนองด้วยครับ“

———————————

เข้าถึง จริงใจ พร้อมอัปเกรดระนอง ไปด้วยกัน
#สสเอ #คงกฤษฉัตรมาลีรัตน์
#ภูมิใจไทย #พูดแล้วทำพลัส
#ระนองอัปเกรด
#พูดแล้วทำ #ภูมิใจระนอง
#ก้าวไปด้วยกัน #รักนะระนอง
#ระนอง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.03 น.

31 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมา วันที่ 4 มิถุนายน 2560 ขณะที่ร้อยตำรวจโท ร.ได้ออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจตามคำสั่งดังกล่าว โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ของทางราชการมาปฏิบัติหน้าที่สายตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงความตายในเวลาต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องผ่านสถานีตำรวจ ผ. ที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อขอรับสิทธิตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521

คณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเกิดขึ้นในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายของร้อยตำรวจโท ร. สูงถึง 88.97 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ของ ข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 พฤติกรรมจึงยังไม่สมควรที่จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ ตามข้อ 9 (3 ) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 จึงเห็นควรไม่อนุมัติเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ประสบอุบัติเหตุในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ร้อยตำรวจโท ร. ขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบกับข้อ 3(1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เมื่อร้อยตำรวจโท ร. เป็นข้าราชการตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย กลับเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง โดยการขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุรา จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลที่มีหน้าที่ในการออกตรวจพื้นที่และต้องขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นจะต้องมี ซึ่งร้อยตำรวจโท ร. สามารถที่จะใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้ง!ไทยช่วยไทยพลัส วืด4.8แสนคน ไม่ผ่านเกณฑ์ได้สิทธิ ทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินหน้าลดค่าครองชีพ ดันMRT4สายเข้าร่วม

ปิดฉากลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยอดรวมกว่า 26 ล้านรายเหลือ 3.96 ล้านสิทธิ ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 4.8 แสน กลุ่มถือบัตรสวัสดิการฯ มากสุด ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ด้านคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ” ผู้ช่วยอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพ รัฐบาลดัน MRT 4 สาย เข้าร่วมโครงการฯ โดยช่วยจ่ายค่าโดยสารให้ประชาชน 60% เริ่ม 1 มิถุนายน-30 กันยายนนี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.30 น. ภายหลังปิดรับลงทะเบียน มีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 26,524,940 คน แบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 7,624,461 คน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่มีประชาชนลงทะเบียนกว่า 26 ล้านราย สะท้อนการตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพของรัฐบาล ขณะที่ร้านค้าทั่วประเทศตอบรับเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง

ร้านค้าใหม่ลงทะเบียนได้ถึง31ก.ค.

ขณะที่ร้านค้าใหม่ยังสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และเริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส และผ่านการอนุมัติแล้ว สามารถกดรับข้อตกลงและเงื่อนไขผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังเตรียมเปิดใช้งาน AI “นกกระซิบ”ผู้ช่วยอัจฉริยะบนแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”เพื่อเพิ่มทักษะการค้าขายยุคดิจิทัล (Upskill) ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารสต๊อกสินค้า และประเมินสุขภาพทางการเงิน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และต่อยอดธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต ถือเป็น “พลัส” ที่รัฐบาลเพิ่มเข้ามา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ไม่ผ่านคุณสมบัติกว่า4.8แสนคน

รายงานข่าวจากสำนักข่าวมติชนแจ้งว่า สำหรับผู้ลงทะเบียนใหม่ มีผู้ผ่านการตรวจสอบและลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 7,140,144 คน ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 484,317 คน โดยส่วนใหญ่จำนวน 481,604 คน เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของโครงการ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเนื่องจากเป็น ผู้เสียชีวิตหรือย้ายไปต่างประเทศ จำนวน 2,505 คน และอีก 208 คน เคยทำผิดเงื่อนไขโครงการคนละครึ่งในอดีต ส่งผลให้จำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและได้รับสิทธิสำเร็จรวมทั้งสิ้น 26,040,623 คน แบ่งเป็น ผู้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส 18,900,479 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ 7,140,144 คน

ทั้งนี้ จากกรอบสิทธิที่รัฐบาลกำหนดไว้ 30 ล้านสิทธิ ทำให้ยังมีสิทธิคงเหลืออีกประมาณ 3.96 ล้านสิทธิแม้ว่าการลงทะเบียนจะสิ้นสุดลงแล้ว โดยสิทธิส่วนที่เหลือมาจากผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด

ดันMRT4สายร่วมไทยช่วยไทยพลัส

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีเหลือง และสายสีชมพู เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้ประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างสะดวก ปลอดภัย และประหยัด

ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้า MRT ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนชำระเอง 40% วงเงินสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

มุ่งขยายมาตรการช่วยค่าครองชีพ

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านการเพิ่มการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเมือง โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิซื้อตั๋วโดยสารเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket)ผ่านแอป “เป๋าตัง” ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานีของรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สาย ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น.พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายมาตรการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสร้างความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

‘สุขุม’ชี้รบ.ใช้เปิดเกมกู้คะแนนนิยม

รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แสดงความคิดเห็นถึงโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” ของรัฐบาลซึ่งออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ผ่านทั้งการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการ 60:40 ที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิแล้วในขณะนี้ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนชัดว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้มาตรการเศรษฐกิจเข้ามาฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองกลับคืนมา

รศ.ดร.สุขุม ระบุว่า โครงการ 60:40 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ “คนละครึ่ง” ในอดีต ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน หลังมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิกว่า 25 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงรอคอยมาตรการลักษณะนี้ เพราะเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระลดค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้จริงในชีวิตประจำวัน

“จำนวนคนลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน ถือว่าเยอะมากสำหรับโครงการเดียว มันสะท้อนว่าคนยังต้องการความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และมองว่าโครงการแบบนี้ช่วยเขาได้จริง แม้แต่ลูกของตนเองก็ยังลงทะเบียนรับสิทธิด้วย” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ตอกย้ำสโลแกนพูดแล้วทำของ ภท.

พร้อมมองว่า ในทางการเมืองแล้ว ผู้ที่ได้รับเครดิตจากโครงการนี้ ย่อมหนีไม่พ้นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งที่ผ่านมา พยายามสร้างภาพจำในเรื่อง “พูดแล้วทำ” ผ่านนโยบายที่สามารถจับต้องได้จริง และเห็นผลในทางปฏิบัติ

รศ.ดร.สุขุม ระบุเพิ่มเติมว่า แม้โครงการดังกล่าวจะเป็นผลงานของรัฐบาลโดยรวม แต่ในสายตาของประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงเชื่อมโยงไปถึงพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงถือเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่สำคัญของพรรคในช่วงเวลานี้

“เรื่องนี้ถือว่าเข้ากับสโลแกนพูดแล้วทำ เพราะเมื่อหาเสียงไว้แล้ว วันนี้ก็สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนก็ย่อมจดจำ” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมองว่า ผลเชิงบวกของโครงการจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องคะแนนนิยมทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเริ่มส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ผ่านบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น โดยเฉพาะในระดับชุมชน ร้านค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐ

“ทุกคนที่ใช้สิทธิ์ ต้องนึกถึงรัฐบาล และภูมิใจไทย ทางการเมืองถือว่าสำเร็จแล้วส่วนเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากนี้ต้องติดตาม”

ออกนโยบายต่อยอดรักษาคะแนนนิยม

รศ.ดร.สุขุม ยังประเมินว่า จากนี้รัฐบาลอาจเดินหน้าต่อยอดมาตรการหรือออกนโยบายใหม่เพิ่มเติม เพื่อรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจและต่อยอดคะแนนนิยมทางการเมืองในระยะต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่

ทั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส ถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลใช้สร้างแรงส่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองควบคู่กันไปในช่วงครึ่งปีหลัง

‘พร้อมพงศ์’ชี้คนตื่นตัวจากปัญหาศก.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าหลังจากรัฐบาลเปิดให้ลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีคนลงทะเบียนมากกว่า 26 ล้านสิทธิ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อรัฐบาลมีโครงการดีๆ ที่จะมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนได้ จึงมีคนสนใจเป็นจำนวนมากและตั้งตารอที่จะใช้สิทธิวันแรกวันที่ 1 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาปากท้องและค่าครองชีพที่กำลังกดทับชีวิตคนไทยจำนวนมาก จากการลงพื้นที่พบพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ประชาชนหลายพื้นที่ พบว่า ค้าขายยังเงียบ รายได้ยังไม่พอรายจ่าย กำลังซื้อยังไม่กลับมา แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ต้องยอมรับความจริงว่าเงิน 100 บาท หรือ 1,000 บาทไปจ่ายตลาด แต่ได้สินค้าข้าวของลดลงจากเดิม

ต้องทำให้ปชช.รู้สึกถึงศก.ที่ดีจริง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวเลขเศรษฐกิจ การลงทุน ความเชื่อมั่น ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของการเติบโตของประเทศ แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลต้องทำให้ผลของการเติบโตนั้นไปถึงประชาชนให้ได้ แม้ รัฐบาลอาจชนะตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ประชาชนกำลังแพ้ค่าครองชีพ เป็นความจริงที่รัฐบาลต้องกล้ายอมรับ หากเศรษฐกิจดีจริง แต่ประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ คิดแล้วคิดอีกก่อนเติมน้ำมัน กังวลว่ารายได้จะพอถึงสิ้นเดือนหรือไม่ เศรษฐกิจนั้นก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนกินตัวเลขไม่ได้ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนรู้สึกถึงเศรษฐกิจที่ดีนั้นในชีวิตจริงด้วย

ต้องยกปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ

“ถึงเวลาแล้วรัฐบาลต้องยกระดับการแก้ปัญหาปากท้องเป็นวาระแห่งชาติ ศึกใหญ่ของรัฐบาลวันนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่เกมการเมืองในสภา ไม่ใช่ความขัดแย้งขั้วนั้นขั้วนี้ ศึกใหญ่ของรัฐบาลคือ ปากท้องประชาชน รัฐบาลต้องเร่งฟื้นกำลังซื้อของประชาชนฐานราก ลดภาระค่าครองชีพโดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานค่าขนส่ง ราคาสินค้าจำเป็น ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายผู้ประกอบการกล้าลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

ผุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อรอบใหม่ที่เข้าถึงประชาชนฐานรากและผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง พร้อมเร่งดูแลต้นทุนค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รวมทั้งประกาศ วาระแห่งชาติฟื้นกำลังซื้อคนไทย เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานในการสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจดีอยู่แค่บนกระดาษ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากพ่อค้าแม่ค้ายังขายของไม่ได้ผู้ประกอบการยังไม่กล้าลงทุน คนทำงานยังรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ หากประชาชนยังต้องนับเงินก่อนซื้อของ เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ถือว่าฟื้นตัวอย่างแท้จริง ความสำเร็จของรัฐบาลไม่ได้วัดจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนสัมผัสได้ วัดจากรอยยิ้มของประชาชน กำลังซื้อในตลาดและคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศรัฐบาลจะชนะแค่ตัวเลขไม่ได้ ต้องชนะความทุกข์ของประชาชนให้ได้ด้วย

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ลุยไฟแก้รธน. โสภณบรรจุวาระ7ก.ค. โต้แชตหลุดอุ้มสีน้ำเงิน

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 กรกฎาคมนี้ ชี้หากกมธ.ถกไม่ล่าช้า ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม บอกไม่รู้ปมแชตหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ย้ำแยกบทบาทชัด หลังนั่งประธานสภาฯ กล่าวติดตลก ภูมิใจไทยไม่ใช่ตำบลกระสุนตก เป็นแค่หมู่บ้าน ย้อนสื่อฯ ใครเป็นรัฐบาลยุคไหนก็โดน ฝ่าย“ศรีสุวรรณ” ร้อง “ป.ป.ช.” สอบ “อธิบดีกรมปกครอง” ปมแชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ชอบหรือ

เมื่อเวลา 10.51 น. วันที่ 30พ.ค. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะนำเข้าสู่วาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎรเมื่อไหร่ว่า ตนได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 ก.ค. นี้ เพื่อประชุมร่วมกันประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1

เมื่อถามว่า ขั้นตอนหลังจากวาระ 1 จะใช้เวลานานหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาพอสมควร จึงหวังว่าคณะกรรมาธิการจะปรึกษาและหารือกันอย่างโดยไม่ล่าช้า เพราะกระบวนการตามรัฐธรรมนูญยังมีอีกมาก เพราะหลายฝ่ายจับตาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ทั้งนี้หากกรรมาธิการพิจารณาได้เร็ว ขั้นตอนทุกอย่างก็จะรวดเร็ว

ย้ำทุกอย่างไปได้สวย

เมื่อถามถึงบรรยากาศ ความขัดแย้งระหว่างสส.และสว. ที่มีการกล่าวหาถึงระบอบสีน้ำเงิน นายโสภณกล่าวว่า อยู่ที่การหารือ ตนเชื่อว่าประชาชนออกเสียงประชามติว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเชื่อว่าทุกฝ่ายจะรับฟังเสียงนั้น ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง ไม่ว่าหน้าตาของรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การพูดคุย แต่เชื่อว่าต้องมีการเคารพเสียงของประชาชนอย่างแน่นอน

เมื่อถามย้ำว่าการกล่าวหาเรื่องระบอบสีน้ำเงินจะไม่เป็นประเด็นปัญหาใช่หรือไม่ นายโสภณ
กล่าวว่า อย่าว่าโจมตี เพราะเป็นแค่การพูดให้ความเห็นบางครั้งอาจกระทบกระทั่งกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตย จริงๆ เรื่องสีว่ากันมานานแล้ว แต่เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้ สีอะไรก็ไม่เป็นอุปสรรคหรอกถ้าไม่ยึดติด เราก้าวข้ามเรื่องพวกนี้ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ไม่รู้แชตช่วยสีน้ำเงิน

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สส.บุรีรัมย์ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ และคณะได้ยืนหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยบทสนทนาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์และมีการกล่าวอ้างว่า เป็นบทสนทนาของอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย” ว่า ตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับแกนนำภายในพรรคบ้างหรือไม่ถึงกรณีดังกล่าว นายโสภณ กล่าวว่าตนไม่เกี่ยว เพราะตั้งแต่ตนมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคยไปพูดคุยเกี่ยวกับกิจการของพรรคภูมิใจไทย และย้ำว่าทำหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร มีการรักษาระยะ และทำงานด้านนิติบัญญัติตนก็มีลิมิต ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารและพรรคการเมือง

เมื่อถามว่ามองว่าพรรคภูมิใจไทยขณะนี้เป็นตำบลกระสุนตกใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวติดตลกว่า “เอาใหญ่กว่าหมู่บ้าน เขาเรียกหมู่บ้านกระสุนตก คุณไปบอกตำบลกระสุนตก มันใหญ่กว่า” ก่อนกล่าวว่า ไม่หรอก ไม่ว่าการเมืองยุคไหนใครเป็นรัฐบาล ก็จะโดนแบบนี้ เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเราอย่าไปใส่ใจมาก แต่เราไม่อยากเห็นการสร้างความไม่เข้าใจให้กับประชาชน เพราะประเด็นที่ควรมุ่งไปคือเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ อย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนกัน นิติบัญญัติฝ่ายบริหารก็เป็นเรื่องเศรษฐกิจ นิติบัญญัติก็เป็นเรื่องกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต้องแยกกันให้ออก

ร้องป.ป.ช.สอบแชตสีน้ำเงิน

ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเปิดเผยว่า ได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยว่า อธิบดีกรมการปกครอง กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีการเผยแพร่ข้อความแชทไลน์ที่ระบุข้อความว่า“ช่วยน้ำเงินด้วย”ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ปอ.มาตรา 157 และฝ่าฝืนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 และระเบียบของข้าราชการที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่มีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ออกมาร้องเรียนว่าได้รับความไม่เป็นธรรมจากการถูกย้ายไปช่วยราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแรงจูงใจทาง การเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยมีการเผยแพร่ข้อความแชตไลน์ที่ระบุข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกหลายๆแชตไลน์จนนำไปสู่การตั้งคำถามของสังคมถึงความเป็นกลางของอธิบดีกรมการปกครอง

ซึ่งตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 มาตรา 82(9) กำหนดว่าข้าราชการต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการ โดยเฉพาะ ข้อ 2.7 และข้อ 2.9 ที่กำหนดห้ามบังคับให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทําการในทางให้คุณให้โทษและไม่โฆษณาหาเสียงเพื่อประโยชน์แก่พรรคการเมือง หรือแสดงการสนับสนุนพรรคการเมืองใดๆ ให้เป็นการเปิดเผย หากฝ่าฝืนก็อาจมีโทษทางวินัย และเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ได้

ต้องหาความจริงให้ครบ

กรณีที่เกิดขึ้น อธิบดีกรมการปกครอง ออกมาชี้แจงว่าไม่เคยส่งข้อความดังกล่าว และไม่ทราบที่มาของข้อความที่ถูกนำมาเผยแพร่ โดยยืนยันว่าบัญชีไลน์ของตนเปิดเป็นสาธารณะ และมีการเชื่อมต่อใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายเครื่องไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวเครื่องเดียว จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นจากใครหรืออุปกรณ์ใด แต่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวอย่างแน่นอน และจะขอใช้สิทธิทางกฎหมาย
ในการปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวไม่เป็นข้อยุ่งยากเพราะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ในเครื่องต่างๆ ข้อมูลการแชตหรือข้อมูลต่างๆ แต่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทั้งหมด แม้จะมีการลบออกไปแล้วหรือไม่ก็ตาม เพราะข้อมูลบัญชีไลน์และหมายเลขโทรศัพท์ยังสามารถเชื่อมโยงกันได้ ต่อให้ลบไปเท่าไหร่ก็รื้อกลับมาได้ ที่สำคัญอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตก็ยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์ของอธิบดีกรมการปกครองกับของปลัดฯ นั้น เคยติดต่อกันจริง

ดังนั้น จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะไต่สวนและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวได้โดยตรง สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกอดีตปลัดภูเก็ตและอธิบดีมาสอบพร้อมเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้แชตไลน์กันกับเครื่องของอธิบดีมาตรวจสอบได้เพื่อให้ได้ข้อยุติว่าแชตไลน์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเท็จ และการที่นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สั่งตั้งกรรมการขึ้นมาสอบนั้น ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะเป็นหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินที่เป็นกรณีในแชตไลน์ดังกล่าว ซึ่งอาจนำไปสู่การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 185-186 ได้

หนูชมงานมหกรรมอาหาร

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมงาน THAIFEX ANUGA ASIA 2026 ซึ่งเป็นการรวบรวมร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตกรรมด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย ซึ่งวันนี้ (30 พ.ค.) เป็นวันสุดท้ายในการจัดงาน

โดยนายกรัฐมนตรี สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ลายขนนกสีน้ำเงิน ร่วมประกอบอาหารที่บูธ foodiva thailand บริษัทจำหน่วยเนื้อวัวเกรดพรีเมียม โดยทำเมนูสเต็กเนื้อ ขณะที่มีผู้ร่วมงานยืนชมด้านนอกก่อนจะกล่าวว่า “นี่แหละเชฟ ครับเชฟ” จากนั้นนายกรัฐมนตรี ประกอบอาหารเมนูข้าวผัดมันเนื้อเจียวด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วและชำนาญ

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่าภายในงานมหกรรมอาหารครั้งนี้ คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจด้านอาหารกว่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารโลก

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ชื่นชอบการประกอบอาหารอยู่แล้ว มักจะร่วมทำอาหารในช่วงที่ลงพื้นที่พบผู้ประสบภัยเมื่อครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงทำอาหารอยู่ที่บ้านพักในช่วงโควิด-19 ตามที่มีภาพเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี