สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษาปปร.30

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.48 น.

สถาบันพระปกเกล้าเปิดการศึกษา “ปปร.30” รวมผู้นำทุกภาคส่วน 160 คน สร้างพลังขับเคลื่อนประชาธิปไตยสู่การพัฒนาประเทศอย่างรอบด้าน

วันนี้ (31 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 30 อย่างเป็นทางการ  โดยได้รับเกียรติจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบโอวาทแก่นักศึกษา และมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงาน

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ กล่าวว่า หลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ได้รับความสนใจจากผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วนทั่วประเทศ โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาจำนวน 160 คน ประกอบด้วย สมาชิกสภานิติบัญญัติและสมาชิกรัฐสภา ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สะท้อนถึงความหลากหลายของเครือข่ายผู้นำที่พร้อมร่วมกันพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของหลักประชาธิปไตย

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ กล่าวต่อว่า สำหรับหลักสูตรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พัฒนาภาวะผู้นำและทักษะการวิเคราะห์เชิงนโยบาย สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และร่วมกันแสวงหาแนวทางพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า การเรียนรู้ในหลักสูตร ปปร. มิได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองจากผู้นำหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประธานรัฐสภายังได้ฝากข้อคิดสำคัญให้นักศึกษาทุกคน “ถอดยศและตำแหน่ง” เมื่อก้าวเข้าสู่สถาบันพระปกเกล้า และเรียนรู้ร่วมกันในฐานะ “นักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า” เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง และร่วมกันสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้  ยังได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กรรมการประจำหลักสูตร พร้อมด้วยอาจารย์ประจำหลักสูตร  ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30 ในครั้งนี้ด้วย  ซึ่งมีกำหนดการศึกษาอบรมระหว่างเดือนมิ.ย. 2569 ถึงเดือน มี.ค. 2570 เป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน

นอกจากการศึกษาในชั้นเรียนแล้ว ยังมุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ภาคปฏิบัติผ่านโครงงานกลุ่ม ภายใต้แนวคิด “เส้นทางสู่มาตรฐาน OECD : ธรรมาภิบาล นวัตกรรม และทุนมนุษย์สู่ความเป็นเลิศระดับสากล (Path to OECD : Governance, Innovation, and Human Capital for Global Excellence)” เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายที่สนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลในอนาคต

015

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

'ซาบีดา' เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รมว.วธ. “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานประเพณี “บุญสลากภัต วัดตากฟ้า” ครั้งที่ 31 ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.15 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดงาน “ประเพณีบุญสลากภัต วัดตากฟ้า พระอารามหลวง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ปีที่ 31 ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมีพระเทพปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตากฟ้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอตากฟ้า หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์

ภายในงานมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ไฮไลต์สำคัญคือ ขบวนแห่สลากภัตสุดอลังการจำนวน 33 ขบวน ซึ่งนับเป็นขบวนแห่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นการร้อยรวมใจของชาวบ้านจากทุกตำบล นอกจากนี้ยังมีพิธีห่มผ้าพระมหาเจดีย์บูชาพระคุณพ่อ พิธีถวายสำรับสลากภัตแด่พระภิกษุสามเณร พิธีหล่อพระ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ การแสดงรำรอบพระมหาเจดีย์ รำสลากภัต รำสิริมังคลา การแสดงดีดไห และมหกรรมกลองยาว รวมถึงการสาธิตอาหารไทยพื้นถิ่นและตลาดสินค้าวัฒนธรรมชุมชน

งานประเพณีบุญสลากภัต ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ชาวอำเภอตากฟ้าสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 31 สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธาต่อหลวงพ่อตากฟ้า ตลอดจนความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

มัลลิกา เปิดแผนปฏิบัติการแก้น้ำท่วมท่วมโดย AI + เรดาร์ X-Band Radar เปลี่ยนจาก รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้ เป็น คาดการณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 เวลา 13.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครหมายเลข 14 ลงพื้นที่หน้าสถานีช่อง 9 อสมท ซอยทวีมิตร หลังเซ็นทรัล พระราม 9 ติดตามนโยบาย “เรด้าร์น้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้าปลอดภัยทุกชีวิต 

โดยใช้ข้อมูลฝน น้ำ คลอง ถนน การจราจร และเครื่องสูบน้ำ เชื่อมเข้าระบบ AI กลางแบบ Real-Time ทั้งเมือง ใช้โมเดล “AI Flood Command Center Bangkok ที่รวมข้อมูล เรดาร์ CCTV เซ็นเซอร์ โดรน เครื่องสูบน้ำ การจราจร ประชาชนแจ้งเหตุบนจอเดียว AI จะสร้าง Bangkok Flood Map แบบ Real-Time จำทำให้เห็นทันทีว่า เขตใดกำลังเสี่ยง ถนนใดกำลังท่วมจุดใดต้องเร่งสูบน้ำ จุดใดต้องส่งเจ้าหน้าที่พื้นที่นำร่องระยะเร่งด่วน 12 เดือน เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตจตุจักรเขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตบางเขนเขตสายไหม เขตหลักสี่ เขตบางนา เขตประเวศ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซากและมีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจสูง  

โดยมีเป้าหมาย รู้ก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมงรู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาทีลดจุดน้ำท่วมซ้ำซาก 50% ลดเวลาระบายน้ำหลังฝนหยุด 60%เชื่อม AI Traffic + AI Flood + AI CCTV เป็นระบบเดียว นี่คือแนวคิด “AI-X Band Smart Flood Bangkok” ที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายเรือธงของผู้ว่าฯ กทม.โดยใช้ AI เป็นสมองกลาง และ X-Band Radar เป็นดวงตาของเมืองในการเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง  

ขั้นที่ 1 ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์ AI ครอบคลุมกรุงเทพ หัวใจสำคัญคือ X-Band Radar

ขั้นที่ 2 ติดตั้ง AI Water Sensor ทั้งเมือง ติดตั้งเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุด จุดสำคัญ ปากท่อ คลองหลัก อุโมงค์ระบายน้ำสถานีสูบน้ำ ทางลอด ถนนเสี่ยงน้ำท่วมAI จะรู้ทันที Real-Time  ขั้นที่ 3 สร้าง Digital Twin กรุงเทพมหานคร AI จำลองกรุงเทพทั้งเมืองเป็นเมืองเสมือน

ขั้นที่ 4 AI คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก Flood Risk Score รู้ระดับ ปลอดภัย เฝ้าระวัง เสี่ยงสูง และวิกฤต จะรู้ล่วงหน้า 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง   

ขั้นที่ 5 ระบบสั่งการเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ปัจจุบันหลายจุดยังใช้คนตัดสินใจ แต่ระบบใหม่ AI จะสั่งงานอัตโนมัติ เช่น เปิดเครื่องสูบน้ำ ปิดประตูน้ำเปิดประตูน้ำ เร่งระบายน้ำ ก่อนน้ำท่วมจริง ทำให้ลดเวลาตัดสินใจได้อย่างมาก 

ขั้นที่ 6 AI ตรวจจับท่ออุดตันใช้ CCTV AI Drone AI และ Robot Inspection ตรวจจับขยะอุดท่อ ไขมันอุดตัน สิ่งกีดขวางคลอง พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่อัตโนมัติ ก่อนเกิดน้ำท่วม

ขั้นที่ 7 ใช้ AI บริหารจราจรช่วงน้ำท่วมเชื่อมกับระบบ AI Traffic เมื่อ AI พบว่าถนนกำลังจะท่วม ระบบจะเปลี่ยนไฟจราจร ปรับเส้นทาง แจ้ง Google Mapsแจ้งรถเมล์ แจ้งรถฉุกเฉินทันที ทำให้รถไม่ติดซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม

ขั้นที่ 8 แจ้งเตือนประชาชนแบบเฉพาะพื้นที่ Line OA, Bangkok App, SMS, ป้ายอัจฉริยะ

ขั้นที่ 9 AI Drone รับมือเหตุฉุกเฉิน โดรนบินอัตโนมัติ ตรวจระดับน้ำจุดอุดตัน ผู้ติดค้างสายไฟเสี่ยงอันตราย ส่งภาพเข้าศูนย์บัญชาการทันที ลดเวลาสำรวจจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที ขั้นที่ 10 ศูนย์บัญชาการน้ำกรุงเทพ AI-X BAND

นางมัลลิกา กล่าวว่า ดังนั้นการแจ้งเตือนสำคัญมาก และขณะเดียวกันการตรวจพิกัดตัวอย่างในวันนี้ก็จะเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งที่จะสามารถให้เห็นแผนปฏิบัติการว่าจะสามารถทำได้จริงอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเราจะบรรลุเป้าหมายโดยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหวังผลได้ 

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามอำนาจเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่  ไทย…พร้อมรับมือหรือยัง โดยมีเนื้อหาว่า  “โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ไทยพร้อมรับมืออย่างไร”

นักข่าวมองข่าว นักการเมืองมองคะแนนนิยม นักลงทุนมองตลาด แต่นักยุทธศาสตร์มองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็น และสิ่งที่ผมเห็นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือสัญญาณเตือนว่า ระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยมานานหลายสิบปีกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

คนไทยจำนวนมากกำลังคิดว่า ข่าวสงครามในตะวันออกกลางเป็นเพียงข่าวต่างประเทศ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ…ทุกครั้งที่ประเทศมหาอำนาจขยับหมากบนกระดานโลก ราคาทองคำขยับ ราคาน้ำมันขยับ ตลาดหุ้นขยับ ค่าเงินบาทขยับ เศรษฐกิจไทยขยับ ความมั่นคงของไทยขยับ และอนาคตของลูกหลานไทยก็ขยับตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอิหร่าน สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เติมน้ำมันรถ ทุกคนที่ทำธุรกิจ ทุกคนที่ส่งออกสินค้า ที่ลงทุนและทุกคนที่กำลังวางอนาคตของครอบครัวอยู่บนแผ่นดินไทย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครจะชนะ หรือใครจะแพ้ แต่คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของเรา ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งสงครามไม่ได้เริ่มจากเสียงปืน แต่เริ่มจากพลังงาน การเงิน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เพราะเมื่อมหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก คนไทยทุกคนต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบหรือจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง

เมื่อเช้านี้ ผมเห็นข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนมองเห็นเพียงการโต้ตอบทางการทูต บางคนมองเห็นเพียงการขู่คว่ำบาตร บางคนมองเห็นเพียงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ “การเปลี่ยนระเบียบโลก”

ตลอดช่วงเวลาที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ การประเมินสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Net Assessment) ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง กับผู้เชี่ยวชาญจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือ

“อย่ามองเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่จงมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง”

วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดกติกาของโลกในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา

หากเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่จะสะเทือนไปถึงราคาพลังงาน ค่าขนส่ง การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ วิธีการต่อสู้ของมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะสงครามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืนเสมอไป แต่เริ่มต้นจากการเงิน การค้า พลังงาน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สหรัฐอเมริกากำลังใช้อิทธิพลของระบบการเงินโลกและมาตรการคว่ำบาตรเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิม

ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ผ่านการทูต การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ นี่คือการแข่งขันของอำนาจที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ

เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เชื่อมั่น ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความยากต่อการคาดการณ์ ในโลกเช่นนี้ ประเทศที่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วจึงค่อยแก้ไข จะต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าประเทศที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าเสมอ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครจะชนะระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” แต่คือ “ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร” และ “ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือแล้วหรือยัง” ผมมองว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง ยกระดับการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบเรียลไทม์

สอง เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งเพียงไม่กี่เส้นทาง

สาม ยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางไซเบอร์ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การเงิน การสื่อสาร และการคมนาคม

สี่ พัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนตามสถานการณ์สมมติในทุกระดับ

ห้า สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ร่วมกัน

ผมกังวลว่า ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์

ประเทศไทยยังสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับความขัดแย้งภายใน นักการเมืองบางคนยังคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้าราชการบางส่วนยังติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิม นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มยังมุ่งเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าการร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งที่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

ผมไม่ได้กังวลว่าไทยจะเลือกข้างผิด แต่กังวลว่าไทยจะปรับตัวไม่ทัน เพราะในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดทรัพยากร แต่พ่ายแพ้เพราะอ่านเกมไม่ออก

ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่พ่ายแพ้เพราะยังไม่สามารถดึงศักยภาพของคนเก่งทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของชาติได้อย่างเต็มที่และไม่ได้พ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งกว่าแต่พ่ายแพ้เพราะยังทะเลาะกันเอง ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ โลกไม่ได้รอประเทศไทย และมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา

วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับตัวของคนไทย ไม่ใช่โดยความขัดแย้งของมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

และในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นวันนี้ คำกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” อาจไม่ใช่เพียงคำพูดของผู้นำ แต่ควรเป็นวิธีคิดของทั้งประเทศ เพราะประเทศที่ช้ากว่าเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นประเทศที่ถูกเหตุการณ์กำหนดอนาคตเสมอ

ผมฝากถึงทุกภาคส่วนของประเทศไทยช่วยกันพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้

ถึงผู้มีอำนาจ…จงกล้าปฏิรูประบบ ก่อนที่วิกฤตจะมาปฏิรูปท่าน

ถึงข้าราชการ…จงทำงานเร็วกว่าปัญหา ไม่ใช่เร็วกว่ากำหนดวาระการประชุม

ถึงภาคธุรกิจ…จงเตรียมพร้อมรับความผันผวนของโลก มากกว่ารอให้โลกมากระทบธุรกิจของท่าน

ถึงนักวิชาการ…จงผลิตความรู้ที่ช่วยประเทศอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพื่อการตีพิมพ์วารสารงานวิจัย

ถึงนักเคลื่อนไหว…จงเปลี่ยนพลังแห่งการคัดค้าน ให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์อนาคตของชาติ

ถึงสื่อมวลชน…ขอให้เป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว และจงเป็นผู้ช่วยให้สังคมมองเห็นความจริงที่อยู่หลังข่าว

และถึงคนไทยทุกคน…จงอย่าปล่อยให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิดหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาบดบังผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

เพราะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีหน่วยงานใดรอดได้ด้วยตัวหน่วยงานเดียว และไม่มีรัฐบาลใดปกป้องประเทศได้ หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกัน

โลกไม่ได้รอประเทศไทยและมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถามว่า “ใครถูก ใครผิด” แต่เป็นเวลาของการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่”

เพราะสภาวะปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยจะไม่ถูกกำหนดที่วอชิงตัน ดีซี จะไม่ถูกกำหนดที่เตหะราน จะไม่ถูกกำหนดที่กรุงปักกิ่งหรือมอสโก และจะไม่ถูกกำหนดที่เมืองหลวงของมหาอำนาจใด แต่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของคนไทยและต้องปราศจากอัลกอลิทึมต่างชาติที่กำลังถอดรหัสชุดความคิดของคนไทยอยู่ตอนนี้

“มหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก แต่คำถามสำคัญคือ คนไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตนเอง”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

ปชป.ลุยหนองจอก อนุชา ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

“อนุชา”ควง”อภิสิทธิ์” นำทีม ปชป.ลงพื้นที่หนองจอก ชูดันกรุงเทพฯตะวันออก เป็น”ครัว กทม.” ผุดไอเดียสมาร์ทฟาร์มมิ่งป้อนร้านมิชลิน

31 พฤษภาคม 2569 หลังจากลงพื้นที่แต่เช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค, นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค, ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และนายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก หมายเลข 3 ลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

นายอนุชา เปิดเผยถึงการลงพื้นที่และวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า โซนกรุงเทพฯ ชั้นนอก โดยเฉพาะทางตะวันออก ยังมีการทำเกษตรกรรมอยู่มาก เช่น ที่หนองจอกมีการปลูกข้าวกันเยอะ ส่วนที่มีนบุรีมีการปลูกหญ้าขาย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงทำสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ทำให้ผลตอบแทนยังไม่สูงเท่าที่ควร

พรรคประชาธิปัตย์จึงมีแนวคิดที่จะผลักดันพื้นที่โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ให้เป็น “เกษตรเพื่อครัวของคนกรุงเทพฯ” โดยจะเข้าไปแนะนำและส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่ตลาดมีความต้องการสูง เช่น ไทม์ (Thyme), ทารากอน (Tarragon) และ ผักไฮโดรโปนิกส์ โดยปรับรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่ระบบ “สมาร์ทฟาร์มมิ่ง” (Smart Farming) ที่อาจมีการนำพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) มาใช้เพื่อลดต้นทุน

นายอนุชา กล่าวต่อว่า การผลักดันนโยบายนี้ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้ให้ความรู้และหาตลาดรองรับ ผ่านกลไกของสำนักพัฒนาสังคม ซึ่งปัจจุบันดูแลโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ประกอบด้วย โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 2) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (คลองเตย) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ประเวศ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หนองจอก) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (บางรัก) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (หลวงพ่อทวีศักดิ์ฯ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (กาญจนสิงห์หาสน์ฯ) , โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ม้วน บำรุงศิลป์) และโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (อาทร สังขะวัฒนะ)

โดยปกติแล้ว หลักสูตรของโรงเรียนฝึกอาชีพอาจจะยังไม่ค่อยเป็นไปตามกระแสโลกนัก (เช่น อาหารและเบเกอรี่, ช่างไฟฟ้า, ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ, เสริมสวย ฯลฯ) นโยบายใหม่จึงเตรียม บรรจุหลักสูตรการทำฟาร์มพืชเศรษฐกิจ เข้าไปเพิ่มเติม เพื่อสร้างผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่

นอกจากนี้ จะให้สำนักพัฒนาสังคมหรือสำนักงานเขต ทำหน้าที่หาตลาดและจับคู่ (Match-making) ให้กับเกษตรกร โดยส่งตรงผลผลิตพรีเมียมเหล่านี้ไปยังร้านอาหารระดับยอดนิยม ร้านที่ได้รับดาวมิชลิน (Michelin Guide) และร้านระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ซึ่งมีอยู่มากมายในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุชา เน้นย้ำว่า การลงพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดงในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าพรรคมี ส.ก.ที่คลุกคลีกับชุมชนมาหลายปี อย่าง นายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ผู้สมัคร ส.ก. หมายเลข 3 หากได้รับความไว้วางใจ ทันทีที่เปิดสภาก็สามารถหยิบยกปัญหาและผลักดันนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้ทันที

กังฟู แจง 6 สส.ไทรวมพลัง ไม่รู้มติวิปฝ่ายค้าน-เมินร่วมสังฆกรรมโหวตอุ้มชนนพัฒฐ์

กังฟู แจง 6 สส.ไทรวมพลัง ไม่รู้มติวิปฝ่ายค้าน-เมินร่วมสังฆกรรมโหวตอุ้มชนนพัฒฐ์

กังฟู แจง 6 สส.ไทรวมพลัง ไม่รู้มติวิปฝ่ายค้าน-เมินร่วมสังฆกรรมโหวตอุ้มชนนพัฒฐ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

“กังฟู”แจง”6 สส.ไทรวมพลัง” ไม่รู้มติวิปฝ่ายค้าน-เมินร่วมสังฆกรรมโหวตอุ้ม”ชนนพัฒฐ์” โอดถูกบีบให้อยู่ตรงกลาง “ฝ่ายค้าน”ก็ไม่เอา “ซีกรัฐบาล”ก็ผลักมา

31 พฤษภาคม 2569 นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง กล่างถึงกรณีที่ไม่ได้ร่วมโหวตมติที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขอสภาผู้แทนราษฎรส่งตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปทำการสอบสวนปากคำในคดีเกี่ยวกับการพนันออนไลน์และการฟอกเงิน ในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 ว่า สส.พรรคไทรวมพลัง มี 6 คน ในวาระดังกล่าวไม่ได้แสดงตนและไม่ได้โหวต เนื่องจากไม่ได้ทราบมติของฝ่ายค้าน เพราะไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้าน ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในพรรคฝ่ายค้าน การโหวตที่ผ่านมาของพรรคไทรวมพลัง ได้โหวตในทิศทางเดียวกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เว้นในเรื่องนี้ที่ไม่ทราบมติ และทางฝ่ายรัฐบาลได้ขอเสียงให้ช่วยโหวตไม่ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ แต่เห็นว่าไม่ต้องการที่จะร่วมสังฆกรรมในวาระนี้ จึงไม่ได้ร่วมโหวต

“ถ้าฝ่ายค้านเอาเราไปอยู่ในวิปฝ่ายค้าน และเรารู้มติวิปค้าน เราก็จะโหวตตามมติฝ่ายค้าน เขาจัดให้เราไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้าน แล้วทางรัฐบาลให้เราอยู่ฝ่ายค้าน” นายวสวรรธน์ กล่าว

กล้าธรรมอัดรัฐบาล คว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบเมกะโปรเจกต์

กล้าธรรมอัดรัฐบาล คว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบเมกะโปรเจกต์

กล้าธรรมอัดรัฐบาล คว่ำ กมธ.แลนด์บริดจ์ ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบเมกะโปรเจกต์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

“รองโฆษก กธ.”อัดรัฐบาล คว่ำ”กมธ.แลนด์บริดจ์” ปิดปากสภาฯ ตรวจสอบเมกะโปรเจกต์ระดับชาติ เตือนอย่าใช้คำว่า”พัฒนา”เป็นข้ออ้างเดินหน้าโครงการมหาศาลโดยไร้กลไกตรวจสอบ

31 พฤษภาคม 2569 นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ว่า พรรคกล้าธรรมรู้สึกผิดหวังต่อท่าทีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายรัฐบาล ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาโครงการดังกล่าวอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่

นายพีรวัส กล่าวต่อว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาประเทศ แต่เป็นกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ ศึกษา และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ ทั้งเรื่องการเวนคืนที่ดิน ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศทางทะเล ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและอาชีพของประชาชน

“การที่ สส.ฝ่ายรัฐบาลลงมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เท่ากับเป็นการปล่อยให้รัฐบาลสามารถดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป โดยตัดขาดการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติ และลดโอกาสที่ประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญระดับประเทศ” นายพีรวัส กล่าว

นายพีรวัส ระบุเพิ่มเติมว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณมหาศาล และอาจสร้างผลกระทบในระยะยาว สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่คำว่าการพัฒนา แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่โปร่งใส เป็นธรรม และรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะหากโครงการเดินหน้าไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ สุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน

ทั้งนี้ นายพีรวัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยังคงติดตามการดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์อย่างใกล้ชิด และจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของประเทศเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

นายกฯอนุทิน เยือนกระบี่ ทำบุญทอดผ้าป่าฯวัดถ้ำเสือ ยอดกว่า 8.1 ล้าน

นายกฯอนุทิน เยือนกระบี่ ทำบุญทอดผ้าป่าฯวัดถ้ำเสือ ยอดกว่า 8.1 ล้าน

นายกฯอนุทิน เยือนกระบี่ ทำบุญทอดผ้าป่าฯวัดถ้ำเสือ ยอดกว่า 8.1 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

นายกฯนำพุทธศาสนิกชนทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยว วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาควบคู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน

เมื่อวันที 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่วัดถ้ำเสือ ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อร่วมพลังศัทธาสมทบทุนปรับปรุง และสร้างพุทธศาสนสถาน ภายในวัดถ้ำเสือ โดยมี นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เข้าร่วม โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพวชิรากร รองเจ้าคณะภาค 17 ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำเสือ เป็นประธานสงฆ์ รวมยอดเงินอนุโมทนาผ้าป่าสามัคคีจากทุกภาคส่วน 8,101,818.99 บาท

โอกาสนี้ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสุจินต์ วาจากิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และนายคณิต ชูช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดกระบี่ เข้าร่วมกว่า 2,000 คน

ทั้งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินทางถึง ได้ร่วมรับชมการแสดงรำวงเมืองกระบี่ จากกลุ่มสตรีอำเภอเมืองกระบี่ แล้วเดินเข้าสู่ศาลาการเปรียญ เพื่อประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สมโภชผ้าป่า ถวายพุ่มผ้าป่า โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อส่งเสริมให้ วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นสถานที่ทางศาสนาที่สำคัญและมีชื่อเสียงของภาคใต้และประเทศไทย ได้เป็นศาสนสถานที่เหมาะสมในการประกอบศาสนพิธีและกิจของสงฆ์ควบคู่ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีพุทธ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้ประชาชน ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย โดยในระหว่างการสมโภชผ้าป่า ท่านเจ้าคุณพระเทพวชิรากร ได้ให้พรแก่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้บริหารราชการแผ่นดินประสบความสำเร็จตลอด 4 ปี เพื่อสร้างความผาสุกให้กับประเทศชาติและประชาชนด้วย

นอกจากนี้ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกระบี่ ได้ออกหน่วยศูนย์ดำรงธรรมเคลื่อนที่ให้บริการประชาชน ทั้งการรับเรื่องร้องทุกข์ การสอบถามข้อมูล การดูแลน้ำดื่มจากการประปาส่วนภูมิภาค การสำรองระบบไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการดูแลความปลอดภัยประชาชนโดยกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกระบี่ที่ 1 และกองบังคับการหน่วยรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านจังหวัด.

มัลลิกา เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน

มัลลิกา เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน

มัลลิกา เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

“มัลลิกา”เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน พร้อมเสนอกระจายพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ครบทุกเขต ชู”ปฏิรูปกรุงเทพฯ”

31 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่วัดหงส์ รัตนารามราชวรวิหาร ธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กราบสักการะศาลพระเจ้าตากสิน โดยเริ่มต้นจากจุดศาลเก่าแก่โบราณที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นเป็นจุดที่พระเจ้าตากสินรวมไพร่พลเพื่อการศึกสงครามจนได้รับชัยชนะ และสักการะ 8 จุด ในวิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ ขอพรด้วย

โดย นางมัลลิกา ได้เสนอการปรับปรุงพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตกรุงธนบุรีทุกเขต ครอบคลุมกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวซึ่งอยู่ทางฝั่งธนบุรีและเขตนอกเมือง ได้ใช้พื้นที่ร่วมสมัยไม่ว่าจะเป็นอาชีพครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ เกม หรืออื่นๆ สามารถอยู่ใกล้บ้าน ทำงานนอกสถานที่จุดใดก็ได้ และกระตุ้นการหมุนเวียนในพื้นที่ตนเอง อันเป็นหนึ่งใน 14 ยุทธศาสตร์ที่มีแผนปฏิบัติรองรับ

“เราจะใช้พื้นที่ว่างเปล่าพื้นที่ราชพัสดุอย่างถูกต้อง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นแม่งานและเจ้าภาพให้ทุกเขตสามารถจัดพื้นที่ให้เป็นเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกไม้ ทุ่งดอกทานตะวัน ทุ่งดอกกุกลาบ พื้นที่ร้านค้า หรือการสร้างสรรค์พื้นที่คอฟฟี่คาเฟ่ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพเพื่อสามารถปฏิบัติได้จริงและเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของรัฐบาล และสถานการณ์โลก ดังนั้น กรุงเทพฯ จะนิ่งนอนใจไม่ได้”

นางมัลลิกา ยังได้เสนอหมวดการกรุงเทพฯ : ให้เปลี่ยนกรุงเทพฯ จากมหานครรวมศูนย์สู่มหานครของประชาชน ระบุว่า ขอเสนอข้อเสนอปฏิรูปมหานครกรุงเทพฯ ฉบับศตวรรษนี้ กรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่กรุงเทพฯ ขาดโครงสร้างที่ทำให้คนเก่งทำงาน และขาดคนกล้าปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบ เราจะทำ 14 ข้อปฏิรูปมหานคร คือ การเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากเมืองที่ถูกสั่งจากส่วนกลางสู่มหานครที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการจัดการตนเองของกรุงเทพฯ ให้ไปใกล้เคียงกับมหานครขนาดใหญ่ของโลกอย่างมหานครนิวยอร์ก โตเกียว และโซล เราไม่ใช่แค่เปลี่ยนผู้ว่าฯ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกรุงเทพฯ ด้วยการเอาจริง เช่น กระจายอำนาจ สร้างมหานครที่บริหารตัวเองได้ ติดดาบและเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ กทม.ผลักดันการแก้ไขกฎหมายจัดตั้ง หรือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528  เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างแท้จริง ลดการพึ่งพาราชการส่วนกลาง และสร้างระบบบัญชาการเดียวในการแก้ปัญหาเมือง การดึงตำรวจนครบาลมาอยู่ภายใต้กรุงเทพมหานคร กระจายอำนาจด้านความปลอดภัยและการจราจรให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชน และเป็นเอกภาพ

นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า ปฏิรูป กทม.เป็นระบบมหานครสองชั้น เพิ่มอำนาจให้สำนักงานเขตและหน่วยงานระดับพื้นที่ ลดขั้นตอนราชการส่วนกลาง ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตอบสนองประชาชนมากขึ้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต หรือ ส.ข.เพื่อเพิ่มกระบอกเสียงให้กับประชาชน การตั้งสภาเมืองกรุงเทพมหานครสร้างเวทีกลางของประชาชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง ประชาชนร่วมออกแบบงบประมาณเมือง นำระบบ “การจัดทำงบประมาณโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน (Participatory Budgeting) มาใช้ ให้ประชาชนร่วมกำหนดการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่ของตน การเปิดข้อมูลเมืองทั้งระบบงบประมาณ โครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง และผลสัมฤทธิ์ต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ขยายการจัดตั้งชุมชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มคอนโด หมู่บ้านจัดสรร หอพัก แฟลต และชุมชนแออัด ต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตพื้นที่ร่วมกัน ยกเป็นเมืองแห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับโรงเรียน กทม.เป็นศูนย์เรียนรู้ และทักษะแห่งอนาคตให้ประชาชนทุกวัยเข้าถึงได้ กรุงเทพมหานครเมืองแห่งอนาคต แต่สามารถใช้ร่วมกัน

– 006

อภิสิทธิ์ ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

“อภิสิทธิ์”ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงที่ประชุมสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน เซ็งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับขวางการตรวจสอบ-เมินให้ความสำคัญ ปชช.

31 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ช่วย นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.หาเสียง ที่ย่านตลาดสัมมากร รามคำแหง และย่านหนองจอก กทม.ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ว่า ปกติการใช้สิทธิ์ในโครงการเหล่านี้หลายครั้งก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคน ที่มีการลงทะเบียนก็ไม่ถือว่าน้อย สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาลกำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ ซึ่งเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือแต่สิ่งที่เราพูดมาตลอดคืออยากเห็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ตรงจุดมากกว่าคือการลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน ซึ่งจากการลงพื้นที่หาเสียงและคุยกับบรรดาแม่ค้าหลายคนก็พูด ว่าหากน้ำมันราคาถูกลงก็จะสามารถปรับต้นทุนได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลเดินในทางนี้ก็ต้องหาทางทำให้ได้ผลในการกระตุ้นขึ้นมา แต่เราก็กังวลว่ามันจะไปได้กี่เดือน หากหลังจากนั้นข้าวของยังแพงอยู่รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้เงินที่กู้มา เฉพาะปีนี้ 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปใกล้เพดานมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ ที่จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราจะพยายามอย่างเต็มที่ให้มีการตั้งกรรมการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการใช้เงินแบบไหน อย่างไร ซึ่งเราพูดตั้งแต่ต้นว่าไม่ใช่เรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้เงิน เราจึงต้องตรวจสอบตรงนี้

“สภาฯ ชุดนี้ รัฐบาลมักจะไม่ยอมให้มีการตั้งกรรมาธิการ เราก็ต้องบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ความสำคัญกับตัวแทนของประชาชนไปมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบโครงการต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เรากำลังหารือกันอยู่ว่า ภาคประชาชน หรือฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการ ที่เห็นว่ารายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีความผิดปกติ ดังนั้นเราก็คงต้องมาทำกันเองให้ตัวเลขจริงปรากฏต่อรัฐบาลให้ได้ เรายังหวังอยู่ว่ากรณีของเงินกู้นั้นน่าจะยอมตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพราะจริงๆ เพราะเป็นการใช้เงินจำนวนมากและไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ