จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมต.แนน อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว TH-AI Passport

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.39 น.

จิตใจไม่ค่อยเป็นปชต.เท่าไหร่! รมช.ดีอี อัดกลับ ไอซ์ รักชนก หลังปูดเปิดเวทีฟอกขาว โครงการTH-AI Passport ยันระดมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายแบบ โอเพ่น-รอบด้าน ไม่ปิดกั้น 

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กล่าวถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในโครงการ TH-AI Passport ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ที่กระทรวงดีอี ว่า ทางรมว.ดีอี มอบหมายตน และปลัดดีอี ไปรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดในโลกออนไลน์ หรือพื้นที่ต่างๆ แต่อาจจะยังเป็นทางเดียว จึงเปิดเวทีรับฟังความเห็น ไม่ได้ระบุว่าเป็นใคร ใครสนใจจะเข้าร่วมเราก็เชิญชวนทั้งหมดหลายส่วน ไม่ได้ปิดกั้นว่าให้ใครไปหรือไม่ให้ใครไป เพื่อมาให้ข้อมูลว่าระบบนี้มันดีจริงหรือไม่ ติดขัดตรงไหน หรือควรเพิ่มตรงไหนเพราะขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นว่าเนื้องานเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า ความคิดเห็นในเวทีนี้ จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่  เนื่องจากตัวโครงการได้ผู้ว่าจ้างไปแล้ว น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ความคิดเห็นมองได้หลายแบบ บางความคิดเห็นอาจจะอยู่ในส่วนของสัญญาอยู่แล้ว หรือบางส่วนที่อยู่นอกเหนือสัญญาแล้ว ถ้าเป็นความคิดเห็นที่ดีแล้วทางคู่สัญญา หรือนักพัฒนาเห็นว่า สามารถทำได้ก็คงเป็นเป็นการเจรจาเบื้องต้นแบบนั้นไปก่อนแต่ขอให้รอข้อสรุปจากการรับฟังก่อน

รมช.ดีอี กล่าวว่า เวทีการรับฟังความคิดเห็นนี้ ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าการทำโครงการรัฐ  จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนที่จะมีการเซ็นสัญญา ซึ่งโครงการนี้ตามความเป็นจริงก็มีเหมือนกัน แต่ในขณะนั้นที่ทำประชาพิจารณ์ ไม่มีใครเข้ามาให้ความเห็นอะไรเลย  แต่เมื่อโครงการผ่านแล้วได้ผู้รับจ้าง และกำลังเริ่มแต่ขั้นตอน เพิ่งมีความเห็น แต่เราก็เห็นว่า เปิดโอกาส เนื่องจากกระทรวงเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี จึงอยากทำให้ดีตามที่ทุกคนตั้งใจ ซึ่งความตั้งใจของเราคืออยากให้เป็นเหมือนประเทศอื่นที่แจกให้ทุกคน แต่เรายังติดงบประมาณ ที่ไม่สามารถทำได้เช่นนั้น เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่ให้สิทธิ์ประชาชนจำนวนเยอะกว่าไทยนิดนึง แต่ระยะเวลาสั้นกว่าไทยครึ่งหนึ่ง และใช้งบประมาณเยอะกว่า พร้อมย้ำว่า โครงการนี้กระทรวงมองถึงความคุ้มค่า และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้  ไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

เมื่อถามถึงกรณีที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาระบุว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นนี้จะเป็นเวทีฟอกขาวให้กับโครงการ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ถ้าบอกว่าเป็นเวทีฟอกขาว ถ้าอย่างนั้นเราต้องเชิญเฉพาะบุคคล เพื่อต้องการให้ข้อมูลเชิงบวกอย่างเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้เชิญเฉพาะบุคคล พร้อมเปิดเป็นสาธารณะ เพราะเราพร้อมที่รับฟังความคิดเห็น ฉะนั้น จะมาบอกว่าฟอกเขาหรือไม่ วันนี้ขออย่าชี้นำสังคมแบบนี้ ขอให้คุยกันด้วยเนื้องานจริงๆ 

“กลายเป็นว่าตอนนี้ใครที่ออกมาสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทั้งที่อาจจะเป็นความเห็นต่างของสังคม ทุกคนมีความคิดเห็นได้หมดไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ทั้งดี ไม่ดี และความเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการชี้นำไปว่าใครทำแบบนี้ถือว่าผิด ดิฉันเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่จิตใจที่ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไหร่ ในการที่จะมองว่าทุกคนสามารถเห็นต่างได้” รมช.ดีอี กล่าว

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ไม่มีใครถูกตัดสิทธิ! โฆษก ภท.ยัน 13.2 ล้านคน ยังอยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.37 น.

“โฆษก ภท.”ยัน 13.2 ล้านสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังอยู่ในระบบ ไม่โดนตัด ส่วนคนยังไม่ได้-นอกระบบ ให้”มท.”ลงสำรวจ-ยืนยันตัวตน ย้ำหนุนให้คนที่จนจริงๆ ชี้ 11 มิ.ย.นี้ชัดเคาะทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิ”ผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดา-มารดา”

9 มิถุนายน 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการทบทวนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ที่มีการไปออกข่าวว่าผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะถูกตัดสิทธิ ต้องบอกให้ชัดๆ เลยว่า ผู้ที่เคยถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั่วประเทศ 13.2 ล้านคน ยังไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่โดนตัดสิทธิ ทุกคนยังอยู่ในระบบเหมือนเดิม

ส่วนหลักเกณฑ์ล่าสุดที่ทางกระทรวงการคลัง ออกมา ทางนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งให้มีการทบทวนแล้ว ก็ต้องไปพิจารณากันใหม่ ขณะที่ในมุมมอง สส. เราได้รับทราบปัญหาเหล่านี้มานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะประชาชนที่ยังไม่ได้รับสิทธิ ขณะเดียวกันก็เป็นการครบรอบที่กระทรวงการคลังต้องพิจารณาหลักเกณฑ์พอดี เราทำตามคำเรียกร้องของประชาชนในกลุ่มที่ต้องเรียกว่าเป็นคนจนจริงๆ จึงมีหลักเกณฑ์ออกมาสำหรับรอบนี้ แต่อย่าเพิ่งตกใจ เพราะเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้น นายกฯ สั่งทบทวนหลักเกณฑ์ไปหลายข้อแล้ว

น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะมีการพิจารณาหลักเกณฑ์อื่นเพิ่มเติมหรือไม่นั้น จะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้งว่าจะใช้วิธีอย่างไรในการคัดกรองคน ขณะที่กระแสข่าวให้ยืนยันตัวตนผ่านอำเภอหรือสถานที่ราชการนั้น จะมีกลไกของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาบริการประชาชนตามแต่ละหมู่บ้านในการสำรวจสิทธิ และยืนยันตัวตน รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนหน้านี้ด้วย ก่อนจะนำไปพิจารณาผ่านกระทรวงการคลัง สำหรับหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่นายกฯ ได้สั่งทบทวน อาทิ การยกเลิกเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการพิจารณาเพิ่มเติมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ด้วย

“ตอนนี้เริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ต่างๆ ยืนยันว่าไม่ใช่สำรวจแล้วปุ๊บ ได้ใครก็ต้องได้ คนนั้นเลย จะต้องผ่านทางประชาคมหมู่บ้านเพื่อรับรองว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิจะต้องถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และเป็นคนที่ไม่มีจริงๆ เป็นคนจนจริงๆ” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ ‘ไอซ์’ ปมฟอกขาว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ 'ไอซ์' ปมฟอกขาว

ปลัดดีอีย้ำ TH-AI Passport คุ้มค่า ชี้เซ็นสัญญาแล้วแก้ไม่ได้ ปัดโต้ ‘ไอซ์’ ปมฟอกขาว

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาชี้แจงความคืบหน้าและข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ “TH-AI PASSPORT” ก่อนที่จะมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยกระทรวงฯ ยืนยันถึงความคุ้มค่าของงบประมาณและข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาที่ได้ลงนามไปแล้ว พร้อมชี้แจงเป้าหมายหลักที่มุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ

การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมจัดเวทีเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI PASSPORT ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00 – 12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ กระทรวงดีอี (ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี จะเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นด้วยตนเอง พร้อมทั้งเชิญบริษัทเอกชนผู้รับจ้างเข้าร่วมรับฟังในเวทีนี้ด้วย

ข้อจำกัดเรื่องสัญญาและขอบเขตงาน (TOR)

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าความคิดเห็นจากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) ได้หรือไม่นั้น ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่สามารถแก้ไข TOR ได้ เนื่องจากได้มีการลงนามในสัญญากับผู้รับจ้างไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ จะนำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปเจรจากับผู้รับจ้าง (คู่สัญญา) เพื่อพิจารณาว่าสามารถปรับปรุงส่วนใดได้บ้างภายใต้กรอบ TOR เดิม เพื่อให้โครงการบรรลุผลสำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การตอบโต้ประเด็น “ฟอกขาว” และความคุ้มค่าของโครงการ

กรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วิจารณ์ว่าเวทีนี้เป็นเพียงการฟอกขาวให้โครงการนั้น นายพชรระบุว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่ในส่วนของกระทรวงฯ ยืนยันว่าการจัดทำโครงการนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และต้องการให้ประชาชนเข้าถึงการใช้งานให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนของโครงการกับราคาในท้องตลาดหรือภาคเอกชน พบว่าโครงการนี้มีราคาที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

ชัชชาติ แจงยิบขั้นตอนสอบวินัย สั่งทบทวนบทลงโทษ ย้ำ ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเส้นทางเงิน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม. ซึ่งมีการลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 32 ราย โดยนายชัชชาติระบุว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แต่มองเป็นข้อดีที่สังคมให้ความสำคัญกับปัญหาคอร์รัปชันในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้ กทม. เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

สถานะของคดีและการตรวจสอบในปัจจุบัน

นายชัชชาติ เน้นย้ำว่า คดีนี้ยังไม่ยุติ” และยังอยู่ในกระบวนการดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้

ขั้นตอนของคณะกรรมการ (ก.ก.) กระบวนการสอบสวนของ กทม. ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งฝ่ายบริหารได้สั่งการให้ทบทวนผลการลงโทษแล้ว

การดำเนินการที่ยังไม่มีข้อยุติ บทลงโทษที่ออกมาเบื้องต้นเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบราชการ แต่ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย

การตรวจสอบเส้นทางการเงินโดย ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่ง ป.ป.ช. มีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงินและร้านค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เกินขอบเขตอำนาจของ กทม.

ข้อจำกัดเรื่องอำนาจผู้ว่าฯ และการทบทวนบทลงโทษ

ต่อประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงบทลงโทษที่ดูเบาบาง (เช่น การปรับ 600 บาท) นายชัชชาติ ชี้แจงว่า ระบบราชการถูกออกแบบมาให้มีการถ่วงดุลอำนาจ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษหรือไล่ข้าราชการออกได้โดยตรง คณะกรรมการสอบสวนถูกแต่งตั้งโดยปลัด กทม. ตามสายบังคับบัญชา

อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติยืนยันว่าตน “ไม่เห็นชอบ” กับผลการลงโทษเบื้องต้น และได้ใช้อำนาจสั่งให้มีการสอบสวนทบทวนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ก. (ซึ่งมีอำนาจสูงสุดและประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานภายนอก) เป็นผู้พิจารณาในมิติที่หลากหลายขึ้น หากพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน คณะกรรมการ ก.ก. มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิ่มโทษให้หนักขึ้นจนถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกได้

การดำเนินการที่รวดเร็วและโปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ กทม.

น.ส.ทวิดา กมลเวชช ได้อธิบายเสริมถึงไทม์ไลน์การทำงาน เพื่อยืนยันว่า กทม. เอาจริงเอาจังและไม่ได้ประวิงเวลา

รับเรื่องร้องเรียนและสั่งการทันที: กทม. รับเรื่องจากชมรม STRONG เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 67 นายชัชชาติได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันทันที พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ป., ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.

ตั้งคณะกรรมการสอบสวนรวดเร็ว: ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ (17 มิ.ย. 67) มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการปกติที่มักใช้เวลาเป็นเดือน

ผลสอบออกภายในครึ่งปี: แม้จะติดช่วงเกษียณอายุราชการ แต่ กทม. สามารถสรุปผลสอบสวนวินัยร้ายแรงเบื้องต้นได้ภายในวันที่ 6 ธ.ค. 67 ซึ่งการดำเนินการสืบสวนครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สืบสาวไปถึงระดับรองปลัด กทม.

ยกระดับระบบการทำงาน ป้องกันการทุจริตในอนาคต

เหตุการณ์นี้ทำให้ กทม. ได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานในหลายมิติ เพื่ออุดช่องโหว่และป้องกันการทุจริต:

ยกระดับความร่วมมือกับองค์กรอิสระ ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ป.ป.ป. อย่างใกล้ชิด เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องอำนาจการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ปรับปรุงกระบวนการสำนักงบประมาณ การเสนองบประมาณต้องใช้เอกสารที่ละเอียดและเข้มข้นมากขึ้น ไม่ให้หละหลวมเหมือนในอดีต

พัฒนาระบบสอบสวนทางวินัย ปรับกระบวนการให้รัดกุม รอบคอบ รวดเร็วขึ้น (ตั้งเป้าให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี) และนำข้อมูลขึ้นระบบออนไลน์เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

ระบบ E-Bidding นายชัชชาติชี้แจงว่า ระบบ E-Bidding ของกรมบัญชีกลางมีระบบตรวจสอบในตัว หากพบการล็อกสเปกสามารถร้องเรียนได้ ปัญหาของคดีนี้เกิดจากการไม่มีราคากลางที่เหมาะสมและมีความหลากหลายของคุณสมบัติ ซึ่ง กทม. จะต้องเข้าไปควบคุมการตั้งราคากลางให้รัดกุมยิ่งขึ้น

การขยายผลตรวจสอบและการแสดงความรับผิดชอบ

นายชัชชาติ ได้กล่าวขอบคุณ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตรวจสอบ และหวังว่าเรื่องนี้จะถูกผลักดันเป็นวาระระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่กระแสช่วงเลือกตั้ง

ขยายผลทุกโครงการ จากคำถามเรื่องการตรวจสอบโครงการอื่นๆ นายชัชชาติยืนยันว่า ไม่ได้หยุดแค่ 7 โครงการแรก หรือ 17 โครงการตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต แต่ได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ และ กทม. จะขยายผลตรวจสอบทุกโครงการที่มีฐานวิธีคิดเดียวกัน (รวมถึงคดีทุจริตซ่อมรถทิพย์ในปี 2563 ที่พบว่าเป็นกลุ่มผู้กระทำผิดเดียวกัน)

ความรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ต่อข้อท้วงติงที่ว่าทีมงานของนายชัชชาติอาจจะ “ไม่ใสซื่อ” นายชัชชาติยืดอกรับว่า ในฐานะหัวหน้าทีม ตนต้องรับผิดชอบต่อทุกคน หากพบว่ามีทีมงานคนใดไม่บริสุทธิ์หรือทำไม่ดี ก็พร้อมที่จะให้ออกทันที

ในช่วงท้าย นายชัชชาติได้กล่าวย้ำจุดยืนว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ตนขยะแขยงที่สุด และรับไม่ได้หากถูกกล่าวหาว่าทุจริต หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ อีกสมัย จะลุยเรื่องนี้ต่อให้สุดซอย ต้องขยายผลให้ครบทุกโครงการ เพราะหากไม่แก้ปัญหานี้ให้เด็ดขาด ก็จะตกเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต”

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

อนุชา ย้ำ 5 นโยบาย ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชัน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

“เจมส์ อนุชา”เบอร์ 5 ย้ำ 5 นโยบายพลิกโฉม กทม. ลั่นทลายส่วย-ล้างบางคอร์รัปชันด้วยแพลตฟอร์ม”ส่องรัฐ”

9 มิถุนายน 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ประกาศความพร้อมในการเป็น “เจ้าภาพ” แก้ไขทุกปัญหาของคนกรุงเทพฯ โดยย้ำชัดว่าในยุคของตนจะไม่มีคำว่า “นอกเหนืออำนาจ กทม.” อีกต่อไปพร้อมย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ภายใต้แนวคิด “เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ชีวิตสบาย รายได้ดีขึ้น ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ”

นายอนุชา ระบุว่า ได้ผ่านการศึกษาและเจรจากับภาคส่วนต่างๆ จนมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติได้จริง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการจราจร

นอกจากนี้ นายอนุชา กล่าวอีกว่า พร้อมผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม” ที่ตนเคยมีส่วนร่วมร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งมวลชนโดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน พร้อมมีแนวคิดดึงรถเมล์ ขสมก.เข้ามาอยู่ใต้การดูแลของ กทม.และเร่งนำเรือไฟฟ้ามาใช้เป็นฟีดเดอร์ (Feeder)

อีกทั้งยังเน้นการแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟ โดยเสนอให้ใช้ระบบ AI เข้ามาควบคุมสัญญาณไฟจราจรแทนการใช้เจ้าหน้าที่กดปุ่มแบบแมนนวล เพื่อป้องกันความผิดพลาดและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อบังคับใช้กฎหมายจราจรบริเวณเส้นทึบสีเหลืองอย่างเข้มงวด

สำหรับปัญหาน้ำท่วม นายอนุชา ชี้ว่า กทม.ต้องบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยเร่งระบายน้ำลงคูวิภาวดีและอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อให้เร็วที่สุด พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่าย “อุโมงค์ยักษ์” เพื่อผันน้ำลงสู่อ่าวไทย

ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและฝุ่นพิษ PM 2.5 มีมาตรการขั้นเด็ดขาด โดย กทม.จะเข้าไประงับใบอนุญาตไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานและสร้างมลพิษทันที รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับให้รถบรรทุกวัสดุทุกคันต้องมีผ้าใบคลุมมิดชิด พร้อมเตรียมพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฝุ่นผ่าน SMS ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือประชาชน โดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดแอปพลิเคชัน

สำหรับเรื่องการทุจริตซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต นายอนุชา ยืนยันเสียงแข็งว่า “ส่วยและค่าปากถุงต้องไม่มี” การแต่งตั้งบุคลากรต้องมาจากความรู้ความสามารถ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เข้ามาใช้ตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและการทำงานของสำนักงานเขต หากพบความผิดปกติหรือความล่าช้า ระบบจะแสดงผลทันที

ส่วนปัญหาตึกร้างของรัฐกว่า 24 แห่งที่ผู้รับเหมาทิ้งงานจากปัญหาต้นทุน นายอนุชา ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาในฐานะอดีตนักธุรกิจ โดยระบุว่าจะนำภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และ กกร.เข้าหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อหาจุดสมดุลในการปรับแก้สัญญาหรือชดเชยต้นทุนวัสดุ เพื่อให้โครงการของรัฐสามารถเดินหน้าต่อไปได้และไม่เป็นภาระของบ้านเมือง

นายอนุชา ยังได้ฝากถึงชาวกรุงเทพฯ ว่า นโยบายทั้ง 5 ด้านจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรก หากตนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ว่าฯ พร้อมกับมี สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จากพรรคประชาธิปัตย์ในจำนวนที่มากพอ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการประสานงานและการล็อบบี้ในสภา กทม. ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ

“กทม.จากนี้ไป จะไม่มีการพูดว่ามันนอกเหนืออำนาจและปัดทิ้ง เราจะประสานต่อและเป็นเจ้าภาพเองจนกว่างานนั้นจะจบสิ้นทุกเรื่องที่เป็นปัญหาจะต้องแก้ไขได้” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

ปิดคดีครอบครองระเบิด! ศาลฎีกายืนจำคุก ไพฑูรย์ 8 ปี ส่วน สุขสันต์ ยกฟ้อง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

9 มิถุนายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สิ้นสุดแล้ว! ศาลฎีกาพิพากษายืน ในคดีของไพฑูรย์ และ สุขสันต์ ที่ถูกฟ้องว่า ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี”

พร้อมโพสต์ในคอมเมนต์ ด้วยว่า 9 มิ.ย. 2569 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี ในนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ และ “ดั๊ก” สุขสันต์ ที่ถูกฟ้องว่า ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านพักใน จ.นนทบุรีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นจากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้ศาลชั้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์และคดีสิ้นสุดไปแล้วในชั้นอุทธรณ์ ส่วนไพฑูรย์ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะแก้โทษ เพิ่มเป็น 8 ปี

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่งของศาลอาญา 22 ปี 2 เดือน 20 วัน

คำพิพากษาของศาลฎีกาทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญา อ.3264/2564 เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างอุทธรณ์

นับจนถึงวันนี้ ทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วันหรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566

ย้อนอ่านข่าวพิพากษาศาลอุทธรณ์: https://tlhr2014.com/archives/72389

‘ดีอี’ ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

'ดีอี' ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

‘ดีอี’ ลุยต่อ TH-AI Passport เปิดเวทีใหญ่ 11 มิถุนายน ไชยชนก ถกทุกฝ่าย

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.34 น.

หลังจากเกิดปัญหามากมายจนต้องพับเก็บโครงการไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โพสต์เฟซบุ๊ค เชิญชวน พร้อมเดินหน้าลุยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อีกระลอก เตรียมจัดเวทีเสวนาใหญ่ “TH-AI Passport Forum” เชิญชวนภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไป ร่วมชี้ชะตาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อหาทางออกและนำข้อเสนอแนะไปต่อยอดโครงการ “TH-AI Passport” ให้เกิดขึ้นจริง ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ เตรียมจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองภายใต้ชื่องาน “TH-AI Passport Forum” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนที่สนใจ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของโครงการดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมภายในงาน จะเน้นการระดมสมองและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างรอบด้าน เพื่อให้ภาครัฐสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึก นำไปปรับปรุงและขยายผลการดำเนินงานของโครงการ TH-AI Passport ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง

การจัดประชุมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานในงาน โดยมี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานในสังกัด และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง

กำหนดการจัดงาน
วันที่
 วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569
เวลา 09.00 – 12.00 น.
สถานที่ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

ครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม โฆษก ศธ.ย้ำ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“โฆษก ศธ.” ย้ำครูลงโทษนักเรียนต้องอยู่บนความเหมาะสม หลักวิชาชีพครู และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน

วันที่ 9 มิ.ย.2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวครูสอนวิชาพละศึกษาสั่งลงโทษนักเรียนชั้น ป.4 ด้วยการให้กระโดดตบ 1,000 ครั้ง จนนักเรียนได้รับบาดเจ็บที่น่องต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอนั้น จากการที่ตนได้ตรวจสอบข้อมูล ทราบว่าขณะนี้ทางโรงเรียน ที่เกิดเหตุ อยู่ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา (สพป.)สุรินทร์ เขต 3  และทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยขณะนี้นักเรียนได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วและอยู่ระหว่างพักฟื้นที่บ้าน โดยทางโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนทดแทนและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวของครูเองนั้นทางเขตกำลังฯได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ทั้งนี้ สพฐ.ได้กำชับให้เร่งสรุปข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการตามข้อเท็จจริงและคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของนักเรียนเป็นสำคัญ 

ตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

“เหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ ความปลอดภัย และพัฒนาการของเด็กเป็นสำคัญ กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ห้ามการดำเนินการด้านวินัยหรือการลงโทษนักเรียน แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ความเหมาะสม หลักวิชาชีพครู และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ ไม่ควรกระทำเกินกว่าเหตุ หรือใช้อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจและปฏิบัติต่อนักเรียน“ นายตติยภัทร์ กล่าว 

โฆษก ศธ.กล่าวย้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรนำไปศึกษาและตระหนักร่วมกัน เพราะการกระทำเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และอนาคตของเด็ก รวมถึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อสถานศึกษาและวิชาชีพครูด้วย

ครูลงโทษนักเรียน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

‘วิโรจน์’ นำทีมจี้แชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

'วิโรจน์' นำทีมจี้แชต 'ช่วยน้ำเงินด้วย' ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

‘วิโรจน์’ นำทีมจี้แชต ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ร้องสอบอธิบดีวางตัวไม่เป็นกลาง-แทรกแซงเลือกตั้ง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต เขต 2 พรรคประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ในการตรวจสอบกรณีไลน์อธิบดีกรมการปกครองหลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน โดยสามารถพิสูจน์ได้ผ่านระบบดิจิทัลว่า ได้มีการพิมพ์ข้อความจริงหรือไม่ โดยเท่าที่ตนได้ติดตามการชี้แจงของอธิบดีกรมการปกครอง มักจะชี้แจงถึงประเด็นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ โดยสาระสำคัญคือ อธิบดีได้มีการพิมพ์คุยกับข้าราชการในบังคับบัญชาจริงหรือไม่ และปรากฏว่ามีการพิมพ์ข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” จริงหรือไม่ ซึ่งไม่ต้องตีความเลยว่าคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งนั้น หมายถึงช่วยพรรคการเมืองใด ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจน

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า การเป็นข้าราชการจะต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง โดยจะต้องไม่อิงฝักฝ่ายใดเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ หรือใช้อำนาจรัฐในการเอื้อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ โดยเฉพาะในช่วงของการเลือกตั้ง ซึ่งในวันนี้ นอกจากที่จะมาร้องเรียนที่ ป.ป.ช. แล้ว เฉลิมพงศ์จะไปร้องกับเลขาธิการ กกต. เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย

แฉ “ระบอบสีน้ำเงิน” แทรกแซงการเลือกตั้ง

ด้านนายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงการเลือกตั้ง ตนก็รู้สึกถึงระบอบสีน้ำเงินในการสั่งการต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ ที่มีข้อสงสัยว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงในพื้นที่ รวมไปถึงอธิบดีที่มีการสั่งให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ถึงปลัดจังหวัดภูเก็ต และยังมีถึงปลัดป้องกันอำเภอถลาง ที่มีการบอกให้ช่วยผู้สมัคร สส. จากพรรคภูมิใจไทย

สำหรับตนแล้วกรณีดังกล่าวแสดงถึงการสั่งการที่เป็นขั้นตอนและเป็นระบบที่สีน้ำเงินทำในช่วงการเลือกตั้ง ในวันนี้ตนจึงจะมาร้องในเรื่องของการไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และรวมถึงมาตรา 172 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในการดำเนินคดี และเอาความผิด รวมถึงเอาโทษกับอธิบดีกรมการปกครอง

ความไม่โปร่งใส และการกลั่นแกล้งโยกย้ายข้าราชการ

นอกจากนี้กรณีดังกล่าวยังชี้ให้เห็นชัดว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นมีความไม่โปร่งใส มีการทำงานเป็นขั้นตอน รวมถึงหน่วยงานข้าราชการระดับสูงในจังหวัดภูเก็ตเองที่มีข้อครหาว่ามีการนำเงินไปซื้อเสียงให้กับนักการเมืองในพื้นที่ รวมถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน

โดยหากข้าราชการท่านใดไม่ทำงานตามที่สั่ง ก็จะถูกกลั่นแกล้งและโยกย้ายอย่างที่ปรากฏชัด หากทำงานไม่ตอบสนอง ก็จะมีการจัดฉากในเรื่องของการย้ายนายอำเภอเมืองที่ทำงานไม่สำเร็จ แพ้การเลือกตั้ง โดยกล่าวหาว่ามีการรับสินบนในเรื่องของใบอนุญาตปืน เพื่อให้ย้ายออกจากพื้นที่

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ชัดว่ามีการสั่งให้ย้ายนายอำเภอเมือง โดยย้ายออกนอกพื้นที่ จากการที่ไม่ตอบสนองระบอบสีน้ำเงิน จึงเห็นได้ชัดว่ามีการกลั่นแกล้ง ซึ่งจะต้องขอความเป็นธรรมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยด้วย ที่โดนผู้บังคับบัญชาบีบบังคับให้ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

ทำให้เราเห็นแล้วว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาและเป็นระบอบที่กัดกินประเทศไทยของพวกเราอยู่ วันนี้ตนจึงได้มายื่นเรื่องกับทาง ป.ป.ช. เพื่อขอความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบข้าราชการระดับอธิบดี

ท้าตรวจสอบแชต 77 จังหวัด พร้อมจี้ถามนายกรัฐมนตรี

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เชื่อว่าถ้าเราเปิดแชตไลน์ของจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ก็คงทราบว่ามีการสั่งการจริงหรือไม่ และแชตไลน์ที่มีการพูดคุยกันนั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ ตรวจสอบไอดีไลน์ได้ โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถขอออกมาเพื่อนำมาเป็นพยานหลักฐานที่จะใช้ในชั้นศาลต่อไป

ขอฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าทำไมจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบในกรณีแชตไลน์ดังกล่าว ทั้งที่นายกฯ เป็นคนสั่งการเองว่าข้าราชการควรวางตนเป็นกลางและเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้เบื้องหลัง

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

ลุ้นถอดกำไล EM วันนี้ ทักษิณ รอศาลอาญาธนบุรีตรวจรายชื่ออภัยโทษ

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.15 น.

9 มิถุนายน 69 มีรายงานข่าวเบื้องต้นว่า ขณะนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รอศาลอาญาธนบุรี พิจารณาตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษให้เสร็จสิ้นเสียก่อน และหากเสร็จสิ้นภายในวันนี้ นายทักษิณก็จะสามารถถอดกำไล EM ได้ในวันนี้