ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

ยอดสมัคร ชิงส.ก. วันที่ 2 มี 5 คน รวม 2 วัน 246 คน ไร้ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

อัพเดทยอดผู้สมัครฯ วันที่2 ผู้ว่าฯกทม. 16 คนเท่าวันแรก ส.ก. 50 เขต รวม 246 คน 

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรงเทพมหานครรายงานยอดผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. 

ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร 50 เขต จำนวน 246 คน โดยมี 5 อันดับเขตที่ผู้สมัครมากที่สุด ดังนี้ คลองสามวา จำนวน 10 คน , คันนายาว จำนวน 9 คน , ภาษีเจริญ จำนวน 9 คน , ยานนาวา จำนวน 8 คน และ พญาไท จำนวน 7 คน

ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังคงมีจำนวน 16 คน เท่ากับวันแรก

นายกฯ อารมณ์ดี ส่งจูบ แจกหัวใจ ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

นายกฯ อารมณ์ดี ส่งจูบ แจกหัวใจ ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

นายกฯ อารมณ์ดี ส่งจูบ แจกหัวใจ ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“นายกฯ” อารมณ์ดี “ส่งจูบ – แจกหัวใจ” ให้สื่อ ก่อนขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เคลียร์งานต่อก่อนช่วงวันหยุดยาว

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.25 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เสร็จสิ้นจากภารกิจการเข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสอำลาตำแหน่งก่อนพ้นหน้าที่ของนายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และนางสาวแอนเจลา เจน แม็กดอนัลด์ (H.E. Ms. Angela Jane Macdonald) เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล 
      
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี เดินลงมาส่ง นางสาวแอนเจลา ได้หันมาเห็นสื่อมวลชน จึงโบกมือทักทายอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับส่งจูบ และยกมือทำสัญลักษณ์รูปหัวใจให้สื่อมวลชน ก่อนจะเดินกลับขึ้นไปยังห้องทำงาน เพื่อเซ็นแฟ้มเอกสารต่างๆ และเตรียมวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 2 พ.ค.นี้ เนื่องจากมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน

ชาวจีนเพียบ ชัยชนะ เผย ตร. บุกค้น ร้านยำ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุน 400 ล้าน

ชาวจีนเพียบ ชัยชนะ เผย ตร. บุกค้น ร้านยำ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุน 400 ล้าน

ชาวจีนเพียบ ชัยชนะ เผย ตร. บุกค้น ร้านยำ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุน 400 ล้าน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.22 น.

‘ชัยชนะ’ เผยตร.คลองหลวงค้น ‘ร้านยำ’ พบพิรุธบริษัทจดทะเบียน 1 แสน แต่เงินหมุนเวียน 400 ล้าน ข้องใจเอี่ยวโยง ‘สแกมเมอร์-พนันออนไลน์’ เร่งขยายเส้นเงิน เตรียมลุยต่อตรวจ ‘บ่อตกกุ้ง’ กลางกรุง – ปริมณฑล เปิดเล่นพนัน ชาวจีนเพียบ

29 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากการที่ตนได้ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนชาวกำแพงเพชรและ และบุคคลหนึ่งที่ อยู่คลองฟลวง จังหวัดปทุมธานี ให้ตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าของบ้านหลังหนึ่ง เนื่องจากได้ข้อมูลมาว่า บ้านหลังนี้ได้รับการโอนเงินจากบริษัทแห่งหนึ่ง สงสัยว่าเป็นสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวอยู่ในพื้นที่คลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ซึ่งทราบว่าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. คลองหลวงได้เข้าค้นบ้านหลังดังกล่าว บ้านที่เป็นร้านยำมีเงินหมุนเวียน 400 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจค้นวันนี้เป็นที่น่าแปลกมาก ร้านขายยำเหล่านี้ไม่ได้มีสภาพเป็นร้านขายยำเลย ไม่พบผลไม้ ไม่พบมะนาว ไม่พบอะไรเลย ซ้ำยังพบบริษัทเพิ่มอีกบริษัทหนึ่ง ชื่อเคเอส และพาสปอร์ตชาวต่างชาติมาเลเซีย ที่เจ้าของบ้านซึ่งเป็นคนไทย อ้างว่าบุคคลดังกล่าวเป็นสามีของตนเอง และอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย 

ชัยชนะ เดชเดโช

ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าที่เรามีข้อมูล กับเจ้าหน้าที่ตำรวจรับไปดำเนินการก็ตรงกัน หลังจากนี้ทางตำรวจจะต้องมีการขยายผล ตรวจสอบเส้นเงิน ว่ามีความเชื่อมโยงใคร ว่าบริษัทดังกล่าวมีการเชื่อมโยงกับบริษัทอะไรบ้างมีการเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์หรือพนันออนไลน์อย่างไรหรือไม่ เพราะวันนี้ชัดเจน ว่าสถานที่ตั้งบริษัททุนจดทะเบียนแค่ 100,000 บาท เป็นไปไม่ได้ที่จะมีวันหมุนเวียนถึง 400 ล้านบาท และเรื่องนี้ยังอยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดมาแล้วก็จะส่งให้กับคณะกรรมาป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ถ้าหากผิดก็จะต้องสั่งอายัดทรัพย์สินต่อไป

นายชัยชนะ ยังเปิดเผยอีกว่า ในเร็วๆนี้ ตนจะลงพื้นที่บ่อตกกุ้ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากจะมีการพนันคู่หรือคี่ เจ้าของร้านจะมีส่วนต่าง 10% ในการเล่นการพนันทุกครั้ง คนที่ไปเล่นส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ตนคิดว่าการกระทำความผิดซึ่งหน้าแบบนี้ทำไมถึงอยู่ได้ในสังคมนี้ ดังนั้นย้ำว่า กรุงเทพมหานครควรไปตรวจว่า เป็นไปตามพรบอาคารหรือไม่ กระทรวงสาธารณสุขกรมควบคุมโรคและไปตรวจสอบ ควบคุมโรคหรือไม่เนื่องจากมีการรวมตัวกันเยอะ มีมาตรกสรป้องกันอย่างไร และ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดังกล่าวต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง.

ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช

ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพ ยศชนัน นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร

ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพ ยศชนัน นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร

ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพ ยศชนัน นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

“ยศชนัน” นำทัพ NIA ผนึก 32 ภาคีเครือข่าย ยกระดับนวัตกรรมแพทย์และสุขภาพไทยครบวงจร ปลดล็อกงานวิจัย นวัตกรรมเฮลธ์เทคใหม่สู่เชิงพาณิชย์ ดันไทยผงาดฮับด้านสุขภาพของภูมิภาค

วันที่ 29 พ.ค. 2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาโครงการนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน ระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 32 ภาคีเครือข่ายด้านการแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส เพื่อเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงงานวิจัย โรงพยาบาล นักลงทุน และภาคเอกชน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA คณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. รวมทั้งผู้บริหารและบุคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วม ณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต้องอาศัยกลไกการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบและศักยภาพสูงในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ เนื่องจากเรามีความแข็งแกร่งด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล มีความหลากหลายทางชีวภาพ และมีทุนทางวัฒนธรรมที่จะดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาใช้บริการ โดยปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ก้าวไปสู่จุดนั้นได้ คือการตั้งโจทย์วิจัยที่ตอบโจทย์ตลาด การพัฒนานวัตกรรมไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องอาศัยการรวมกลุ่มและสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชน โดยมีผู้ประกอบการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง 

รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การยกระดับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ยังต้องการการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการเข้าถึงแหล่งทุน ทั้งจากภาครัฐ และหน่วยทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและการทดสอบ โดยเฉพาะมาตรฐานห้องปฏิบัติการ การสนับสนุนกระบวนการทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการจดสิทธิบัตร และการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม นอกจากนี้ ยังต้องผลักดันการสร้างพื้นที่ทดสอบ (Sandbox) และการเปิดโอกาสให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีโอกาสในการนำนวัตกรรมและเครื่องมือแพทย์ของไทยได้มาใช้งานจริงในประเทศ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือก่อนขยายผลสู่ตลาดโลกต่อไป

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยไทยได้มีพื้นที่ในการพัฒนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดธุรกิจร่วมกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ดร.กริชผกา กล่าวว่า NIA ได้ผลักดันกลไกการจัดทำพื้นที่ทดสอบเชิงกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox ผ่าน ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น ย่านโยธี ย่านสวนดอก และย่านกังสดาล ให้เป็นพื้นที่ทดลองใช้งานนวัตกรรมทางคลินิก (Living Lab) ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลจริง ซึ่งจะช่วยให้นวัตกรรมได้รับการประเมินมาตรฐานอย่างถูกต้องและสร้างการยอมรับจากบุคลากรทางการแพทย์ผู้ใช้งานจริง การบูรณาการความร่วมมือรครั้งนี้จะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงในสถานพยาบาลนำร่อง เพื่อเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์ ลดความแออัดในระบบสาธารณสุข และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง อว. ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้สร้างสรรค์และส่งออกนวัตกรรม เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค รวมทั้งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขให้กับประเทศไทยในระยะยาว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว NIA ได้รับความร่วมมือจาก 32 หน่วยงานภาคีเครือข่าย ครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา สถานพยาบาลเอกชน และสมาคมและองค์กรภาคเอกชนประกอบด้วย กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรุงเทพมหานคร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) ชีวาศรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย สมาคมไทยผู้ประกอบ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน สมาคมเฮลท์เทคไทย และสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา โรม เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา โรม เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา โรม เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เปิดช่องคนเอี่ยวทุนเทา! ‘โรม’ เซ็งสภาฯไม่ปล่อยตัว ’ชนนพัฒฐ์‘ ให้ DSI สอบ หวั่นเอื้อ สส.เอี่ยวผิดกฏหมายลามอนาคต เตือน ‘รัฐบาล-ตม.’ คุมเข้ม ป้องอาจหลบหนีออกนอกประเทศ

29 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติไม่อนุญาต ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนปากคำ ในระหว่างสมัยประชุม ตามรัฐธรมนูญ มาตรา 125 ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าตนคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าประชาชนคงจะรู้สึกสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสภาแน่นอน คือแน่นอนว่า เราคงไม่ได้ไปตัดสินว่านายชนนพัฒฐ์ผิดหรือไม่ผิด แต่ว่าถ้าดูข้อหา คดีที่อาจจะมีมูลอะไรบางอย่าง แล้วการที่รัฐสภาใช้มาตรฐานแบบที่ผ่านมา นั่นก็คือการไม่ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้กับฝ่ายบ้านเมืองได้ดำเนินคดี ก็เหมือนเป็นการปกป้องคนที่ถูกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ หรือข้อข้อกล่าวหาร้ายแรงอื่นๆ  

รังสิมันต์ โรม

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ประการที่สอง ตนคิดว่าเรื่องนี้ ไม่ควรนำไปเทียบเคียงกับกรณีอื่นๆ ที่สภาจะสามารถใช้ดุลพินิจ ในการพิจารณาว่าจะอนุมัติตามคำร้องขอของฝ่ายบ้านเมืองหรือไม่ อย่างไร จะอ้างเป็นหลักปฏิบัติแบบนี้ต่อไป ตลอดชั่วกัลปวสานไม่ได้ แต่ควรดูจากความร้ายแรง ดูว่าเป็นเรื่องที่มีมูลไหม กรณีแบบนี้กับแบบอื่นแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้มีบางคนอ้างถึงกรณีนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่เรื่องผิด ดังนั้นในเมื่อข้อเท็จจริงแตกต่างกัน การใช้ดุลพินิจของสภาก็ควรจะมีความแตกต่างกัน

“สถานการณ์วันนี้ที่นักการเมืองเสียงส่วนใหญ่ในสภา ยังถือหลักปฏิบัติแบบนี้ ผมเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นเพราะว่า ก็รู้กันดีหรือเปล่า ว่ามีนักการเมืองหลายๆ คนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาหลายๆ คน หากให้ สภายอมให้ฝ่ายบ้านเมืองเขาสามารถดำเนินการ ต่างๆ ได้ เกรงว่าในไม่ช้า มันจะลุกลามบานปลายไปถึงคนอื่นหรือเปล่า อันนี้ผมก็ได้แต่สันนิษฐาน แต่ไม่ว่าอย่างไร วันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันน่าผิดหวัง และมันทำลายความเชื่อ น่าเชื่อถือของสภา” นายรังสิมันต์ กล่าว

รังสิมันต์ โรม

 เมื่อถามว่า ตามที่คุณรังสิมันต์ได้โพสต์ข้อความไว้เช่น ให้สภาสั่งไปทาง รมว. หรือว่าฝ่ายความมั่นคงตามช่องทางธรรมชาติ แสดงว่ามันมีสัญญาณ หรือว่ามีอะไรบอกเหตุอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า  ก็ต้องยอมรับว่า “กันไว้ก่อน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีมติอะไรทำนองนี้ แล้วปรากฏว่าในภายหลัง แล้วตามจับไม่ได้ บางกรณีศาลพิพากษาแล้วด้วยซ้ำ จนถึงวันนี้ยังตามจับไม่ได้ ดังนั้นเราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ จะหนีไปที่ต่างประเทศหรือไม่ แต่สิ่งที่ควรจะทำคือ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ DSI หรือรัฐบาลอาจจะมีการสั่งการไปยังหน่วยงานตำรวจ ให้เฝ้าระวัง ซึ่งตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทำ ดังนั้นเราควรการเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ 

ทั้งนี้ นายชนนพัฒฐ์ เป็น ส.ส. ภาคใต้ มันก็ไม่ค่อยไกลจากชายแดนเท่าไหร่ ตนคิดว่า พื้นที่ตรงนั้นก็ต้องเฝ้าระวัง หากปรากฏว่า มีการหลบหนีจริง ซึ่งหวังว่าคงจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ามีการหลบหนีก็ต้องมีการเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่หละหลวมปล่อยให้มีการหลบหนี วันนี้ สิ่งที่เราควรจะทำได้ให้เป็นเยี่ยงอย่างคือต้องไม่มีนักการเมืองคนใดที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาสามารถหลุดรอดจากกา ดำเนินคดีตามกฎหมายของบ้านเมืองไปได้ และถ้าอนาคตนายชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดีต่อไปในวันข้างหน้า ตนคิดว่า สภาแห่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายกระบวนการยุติธรรมที่จะเอานักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทามาลงโทษ

รังสิมันต์ โรม

เมื่อถามว่ามองว่านายชนนพัฒฐ์ พร้อมเข้าสู่กระบวนการจริงๆ หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็มีการชี้แจงไม่กี่นาที นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนเป็นกังวล เนื่องจากตอนที่ตนเป็นประธาน คณะกรรมาธิการความมั่นคง เคยเชิญนายชนนพัฒฐ์ ช่วงปิดสมัยประชุมแต่นายชนนพัฒฐ์ ไม่มาเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่มีหนังสือส่งมาที่กรรมาธิการด้วยซ้ำไป ดังนั้นตนตอบไม่ได้ว่า นายชนนพัฒฐ์จะให้ความร่วมมือสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ แต่สิ่งที่ตอบได้คือ วันนี้สิ่งที่สภาได้ทำลงไป ผ่านเสียงข้างมากที่ยกมือโหวตนั้น ถ้าสุดท้ายนายชนนพัฒฐ์ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสภาก็ปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ไม่ได้เลยว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การดำเนินคดีเอาผิดกับนักการเมืองที่เชื่อมกับทุนเทาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ 

รังสิมันต์ โรม
รังสิมันต์ โรม

กมธ.ฟอกเงินฯ เรียก ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง โครงการไทยแลนด์ เอไอ สัปดาห์หน้า

กมธ.ฟอกเงินฯ เรียก ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง โครงการไทยแลนด์ เอไอ สัปดาห์หน้า

กมธ.ฟอกเงินฯ เรียก ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง โครงการไทยแลนด์ เอไอ สัปดาห์หน้า

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.

กมธ.ฟอกเงินฯ ขยับ! เรียก ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง โครงการไทยแลนด์ เอไอ วงเงิน 1.6 พันล้าน ส่อมีพิรุธ สัปดาห์หน้า 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกมธ.ฯ แถลงถึงโครงการ Thailand AI Passsport วงเงิน 1,600 ล้านบาทว่า โครงการดังกล่าวมีข้อกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินการ กมธ.ฯ จากการอภิปรายตั้งกระทู้ถามสดโครงการดังกล่าวในที่ประชุมสภาฯวานนี้ (28พ.ค.) มีข้อสังเกตจาก สส. และภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวข้องกับกระบวนการการอนุมัติโครงการ การกำหนดราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนความเชื่อมโยงกับผู้เกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ 

นายพิทักษ์เดช กล่าวต่อว่า กมธ.ฯเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ และอาจเกี่ยวข้องกับหลักธรรมมาภิบาล ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเตรียมบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของกมธ.ฯ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันแลปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อกมธ.ฯ ในสัปดาห์หน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

“กมธ.ฯ ยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วงอำนาจหน่วยงานใด แต่จะตรวจสอบด้วยความเป็นกลาง โปร่งใส และยึดถือข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้” นายพิทักษ์เดช กล่าว

เมื่อถามว่าจะทำหนังสือเชิญรมว.ดีอี มาชี้แจงด้วยหรือไม่ นายพิทักษ์เดช กล่าวว่า ทำหนังสือไปที่กระทรวงดีอีก่อน เพื่อเชิญมาสอบถามทำความเข้าใจถึงรายละเอียด ที่มาของโครงการร่างทีโออาร์ต่างๆ ว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขณะที่กรมบัญชีกลาง ก็จะสอบถามเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ในประเด็นที่อาจเป็นปัญหาคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ส่วนจะมีการเชิญบริษัทที่ประมูลโครงการฯได้ มาชี้แจงด้วยหรือไม่นั้น ต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูเรื่องที่มา ตัวระเบียบต่างๆ และร่างทีโออาร์ก่อนว่ามีการล็อกสเปคหรือไม่ ต้องทำให้เกิดความกระจ่างขึ้นก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลังกับบริษัทที่ประมูลโครงการได้

ด่วน!มติ ก.ตร. ถอนวาระแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!มติ ก.ตร. ถอนวาระแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

ด่วน!มติ ก.ตร. ถอนวาระแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ นั่งผู้ช่วย ผบ.ตร.

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

ก.ตร.ถอนวาระแต่งตั้งนายพลนอกวาระ ชี้อีก 1 เดือนเข้าสู่การแต่งตั้งประจำปี ยันไร้แรงกดดัน ไม่เกี่ยวโยงกับคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ

29 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เป็นประธานการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 5/2569 โดยมีวาระน่าสนใจ อาทิ การคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี จำนวน 2 ตำแหน่ง และการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ในรายของ พล.ต.ต.หญิง ลักขณา ศักดิแพทย์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง พล.ต.ต.หญิง ลักขณา ศักดิแพทย์ ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร.แต่มีมติให้ถอนวาระการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี เนื่องจาก ก.ตร.หลายท่านเห็นว่าการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับชั้นนายพลวาระประจำปี จะมีขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ซึ่งเหลือระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น ประกอบกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้มีการบริหารราชการของผู้ช่วย ผบ.ตร.ได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระ จึงมีมติให้ถอนวาระการแต่งตั้งนายพลนอกวาระออกไป ยืนยันว่า การมีมติเพิกถอนวาระการแต่งตั้งในครั้งนี้ ไม่มีแรงกดดันจากภายนอก และไม่เกี่ยวข้องกับคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ แต่อย่างใด

มีรายงานว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระครั้งนี้ เป็นการแต่งตั้ง พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโยก พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ รักษาราชการแทนนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ เป็น นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตํารวจ โดยทั้ง 2 ราย มีกำหนดเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 ก.ย.69 นี้

อนุทิน จ่อตั้งชุดสอบ อธิบดี ปค. ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ยันไม่เคยช่วย

อนุทิน จ่อตั้งชุดสอบ อธิบดี ปค. ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ยันไม่เคยช่วย

อนุทิน จ่อตั้งชุดสอบ อธิบดี ปค. ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ยันไม่เคยช่วย

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

อนุทิน จ่อตั้งชุดสอบ อธิบดี ปค. ปมแชทหลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ยันไม่เคยช่วย บอก ดูมท.1อย่างเดียวไม่ต้องดูคนอื่น 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีแชทไลน์บทสนทนากับนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่อ้างว่าถูกย้ายไปช่วยราชการไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองงานการเมือง รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า วันนี้เห็นนายนฤชาออกแถลงการณ์ ตนต้องไปอ่านอย่างละเอียด เพราะตอนนั้นอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ เพิ่งกลับจาก จ.เพชรบุรี อย่างไรก็ตามถ้าดูว่ามันทําไม่ถูก ตนก็ต้องตั้งชุดขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ยืนยันได้ว่า ไม่ได้ช่วย ไม่เคยช่วย 

เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะบานปลายเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในกระทรวงมหาดไทย ด้วยหรือไม่ กรณีการย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต นายกฯ ตอบว่า ไม่มี ให้ดูมท.1 ไว้อย่างเดียว กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องไปดูคนอื่น

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

เปิดมติสภาฯ โหวตอุ้ม ชนนพัฒฐ์ ส่วนใหญ่เป็น สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรม ขณะที่ 126 เห็นด้วยส่งตัวให้ ดีเอสไอ ดำเนินคดีเป็นของฝ่ายค้าน ขณะที่ รวมไทยสร้างชาติ-ไทรวมพลัง หายทั้งพรรค

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการขออนุญาตสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเรียกตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม รับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำ ในคดีระหว่างประชุมตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยมติไม่เห็นด้วย 308  เห็นด้วย 126 งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 3 จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 439 เสียง นั้น จากการตรวจสอบผลการลงมติ พบว่า มติที่ไม่เห็นด้วยจำนวน 308 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็นสส.ซีกรัฐบาลที่โหวตไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อชาติไทย รวมถึง 8 พรรคเล็กร่วมรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีเสียงของพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของนายชนนพัฒฐ์ ที่ส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วยกับการส่งตัวเช่นเดียวกัน และยังมีเสียงของนายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี พรรคประชาชน ซึ่งเป็นสส.ที่มีพฤติการณ์งูเห่ามาตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จสิ้น

ขณะที่เสียงเห็นด้วย 126 เสียงนั้น ส่วนใหญ่เป็นสส.ซีกฝ่ายค้าน ได้แก่พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยภักดี ส่วนมติงดออกเสียง 2 เสียงนั้น ได้แก่ นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมในขณะนั้น สำหรับมติไม่ลงคะแนน 3 เสียง ได้แก่ นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน และนายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน 

อย่างไรก็ตาม พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีสส. 2 คนไม่ได้แสดงตนและไม่ได้ร่วมโหวต เช่นเดียวกับ 6 สส.ของพรรคไทรวมพลัง  

ปชป.ชง 2 ร่างแก้ รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงปชช.ผ่านอิเล็กทรอนิกส์

ปชป.ชง 2 ร่างแก้ รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงปชช.ผ่านอิเล็กทรอนิกส์

ปชป.ชง 2 ร่างแก้ รธน.พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงปชช.ผ่านอิเล็กทรอนิกส์

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

ประชาธิปัตย์ ชง 2 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมสูตรที่มา สสร.ใช้การหยั่งเสียงประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเข้าสภา ใช้เสียง 3 ใน 5 พิจารณา พร้อมลุยให้เสร็จใน 240 วัน ย้ำใครเสนอแก้หมวด 1 หมวด 2 ต้องเจาะจงประเด็น อย่ามัดรวมมากับมาตราอื่น  

เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ แถลงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าจากที่มีการลงประชามติวันที่ 8 ก.พ. โดยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หมายถึงต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพิ่มมาตรา 256/1 เพื่อที่จะทำให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ หลายท่านทราบดีว่าการนำเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 100 เสียง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน สส.ไม่เพียงพอ ดังนั้นสิ่งที่เราได้ดำเนินการ คือพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองอื่นในฐานะเดียวกัน คือไม่สามารถเสนอแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยลำพัง และไม่เห็นด้วยกับร่างหลักที่มีเสียงเกิน 100 เสียงเสนอเข้าไปแล้ว ดังนั้นก็จะมีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยได้รวบรวมรายชื่อเรียบร้อย 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 2 ฉบับ โดยฉบับแรกคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของพรรคต้องคำนึงถึง 1.คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพราะความตั้งใจเดิมในเรื่องการจัดทำรัฐฉบับใหม่ ที่มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงได้ และ 2.พรรคคำนึงถึงประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความห่วงใยในเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ 

“ผมอยากทำความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าหมวด 1 และหมวด 2 แก้ไขไม่ได้ แต่เราเห็นว่าถ้าจะมีใครเสนอแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ขอให้มีการนำเสนอเฉพาะประเด็นนั้น เพื่อให้เกิดการพิจารณาที่ชัดเจน ไม่ใช่เอาเรื่องการแก้ไขหมวดดังกล่าวไปรวมกับมาตราอื่น ดังนั้นในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เราจึงมีข้อจำกัดว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคงไว้ซึ่งสาระของหมวด 1 และหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประกอบไปด้วยสมาชิก 100 คน โดย 80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็จะส่งมา 3 ชื่อแล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือกเลือก 80 คน โดยหลักการ1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเลือกส.ร.ร. เสมือนกับว่าเลือกได้เป็นเสียงข้างมาก ทั้งนี้ให้ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80 คนแรกเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ครบก็ลงคะแนนรอบที่ 2 หรือถ้าคะแนนเท่ากันก็เลือกระหว่างผู้ที่มีคะแนนเท่ากันจนครบ 80 คน ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ด้วยวิธีนี้ ก็จะได้ ส.ส.ร. ครบ 100 คน เราจะค่อนข้างยืดหยุ่น ไม่ไปเขียนรายละเอียดว่า ส.ส.ร. จะต้องตั้งกรรมาธิการอะไร อย่างไร โดยให้เป็นสิทธิ์ของท่านจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน โดยที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามวิธีการที่ ส.ส.ร. จะไปกำหนดเอง จากนั้นก็เสนอร่างกลับเข้ามาให้สภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรืออยากจะมีข้อสังเกตให้แก้ไข ถ้ามีข้อสังเกต ส.ส.ร. ก็จะกลับไปทบทวนว่าจะเอาตามที่สภาเสนอ หรือจะยืนยันความเห็นเดิม   สุดท้ายสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบโดยใช้เสียง 3 ใน 5 

“ตรงนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความขัดแย้งที่นำมาสู่การยุบสภาเหมือนครั้งที่แล้ว ว่าวุฒิสภายังควรจะมีสิทธิ์ในการวีโต้ หรือว่าต้องอาศัยเสียงวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง หรือฝ่ายค้านจำนวนหนึ่งหรือไม่ แต่เราคงหลักการว่าไม่ได้ให้ผ่านโดยเสียงข้างมากอย่างเดียว เราจึงเพิ่มเป็น 3 ใน 5 คิดว่าการได้เสียง 3 ใน 5 น่าจะเพียงพอในการยืนยันเจตนารมณ์ของรัฐสภาในการที่จะเห็นชอบ จากนั้นก็ไปทำประชามติ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 เสนอว่า ต่อไปนี้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ก็ใช้กติกา 3 ใน 5 เลย ไม่ต้องไประบุเรื่องจำนวนสมาชิกวุฒิสภา จำนวนฝ่ายค้านที่ต้องเห็นชอบ ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ดำเนินการไป ซึ่งเราถือว่าตรงกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญปี 60 มาโดยตลอด เป็นการทำในลักษณะที่คำนึงถึงเสียงข้างน้อยด้วย คำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลด้วย และคำนึงถึงการประหยัดทรัพยากรของประเทศด้วย