สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

สภาฯเสียงแตก ปมตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดโหวตพรุ่งนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา ได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาฯ ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี สส. เสนอรวม 5 ญัตติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายพบว่า สส.ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวโดยไม่ศึกษาผลกระทบอย่างจริงจังให้รอบด้าน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนายทุนที่ดินที่กว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรจากโครงงกาดังกล่าว อีกทั้งการเตรียมออกกฎหมายSEC ที่มีจุดเสี่ยงให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินของประชาชนระยะยาว พร้อมกับสนับสนุนให้ตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อทำงานคู่ขนานกับคณะทำงานของรัฐบาลที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน

ขณะที่สส.ฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย สนับสนุนต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นโครงการใหม่ที่จะสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับขอให้ สส.ฝ่ายค้านได้ให้ข้อเสนอแนะและแนวคิดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเดินหน้าโครงการดังกล่าวที่จะพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ สส.อภิปรายแสดงความเห็นแล้วเสร็จ นายเลิศศักดิ์ พัฒนากุลชัย รองประธานสภาฯ คนที่สอง ได้ปิดประชุม ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) จะมีการประชุมสภาฯ นัดพิเศษ โดยจะให้ผู้เสนอญัตติ กล่าวสรุป และลงมติว่าจะเห็นชอบให้ตั้งกมธ.ฯ หรือไม่ 

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

ชัชชาติ ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.47 น.

“ชัชชาติ” ปราศรัยแรกเปิด 251 นโยบาย ชูวิสัยทัศน์กรุงเทพฯ เมืองแห่งโอกาสและความหวัง ประกาศลั่น ไม่มี สก.ไม่สังกัดพรรค พร้อมทำงานกับทุกคนที่ประชาชนเลือก เชื่อ “กรุงเทพฯ ยังมีความหวัง” พร้อมเปิดเว็บไซต์ชวนคนกรุงร่วมติดตาม

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น.  ที่สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคน เบอร์ 9 เปิดปราศรัยใหญ่แถลงนโยบายครั้งแรก 250+นโยบาย โดยมีประชาชนมารอฟังเต็มลาน ทันทีที่นายชัชชาติมาถึงได้เดินทักทายประชาชน มีหลายกลุ่มมาขอถ่ายรูปด้วย ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยมีการเปิดเพลงหาเสียง “ชัชชัชชาติ“ ฝืมือของ ตั้ง แบดวอยซ์ และ เอ็ม ยศวัศ ในงานมีทีมชัชชาติมาร่วมฟัง ที่สำคัญ รศ.ดร. ปรีชญา สิทธิพันธุ์ พี่สาวคนโต และ นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ พี่ชายฝาแฝด มาร่วมเชียร์และให้กพลังด้วย

เวลา 18.24 น. นายชัชชาติขึ้นเวที เริ่มปราศรัยโดยแจกแจงผลงานที่ทำไป 4ปี โดยขอเคลียร์ใจเรื่องเส้นเลือดฝอยเส้นใหญ่ก่อนว่า 4 ปีที่ผ่านมา ทีมชัชชาติทำอะไรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่บ้าง มี จ่ายหนี้BTS 72,000 บาท รพ.เพิ่ม4 แห่ง ทราฟฟี่ ฟองดู เป็นแอพพลิเคชั่นที่เปลี่ยนความคิดทำให้ข้าราชการกลับมาทำงานหันหน้าเข้ามาหาประชาชน เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่เปลี่ยนโครงสร้างราชการโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ และแก้กฏหมาย  การที่ประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากไม่ใช่ประชาชนเกลียด แต่เป็นความไว้วางใจที่ประชาชนมีให้แก่ข้าราชกาคในการแก้ปัญหา เส้นเลือดฝอยคือลอกท่อ ,อุโมงค์ระบายน้ำ 5 แห่งซึ่งอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว, ห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก 115 แห่ง ปรับปรุงห้องคอม 598 ห้อง

“ผมขอเถียงเรื่องมีแต่เส้นเลือดฝอยไม่มีเส้นเลือดใหญ่ ความจริงแล้วเป็นเส้นเลือดฝอยที่ทรงพลังปีนี้เราชนะฝุ่นอย่างชัดเจนปริมาณฝุ่นลดลง 45% มาจากการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีหาจุดเผา ทำให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วในการแก้ไขปัญหาฝุ่นอีกทั้งเรายังมีโครงการไม่เทรวม ที่ให้ประชาชนร่วมคัดแยกขยะ“

นายชัชชาติ กล่าวในอีก 4 ปีข้างหน้าหากได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. อีกครั้งเรามี 251 โครงการ ที่สามารถทำได้ต่อเนื่องทันที นอกจากนี้เรายังจะมีการสร้างแลนมาร์คแห่งใหม่คือ  สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา , ทำพิพิธภัณฑ์เมืองกรุงเทพฯ ซึ่งอันนี้อยู่ในแผน 4 ปีแรก แต่ตอนแรกยังไม่มีข้อมูลว่าพื้นที่ดินแดงไม่พอจึงอยู่ระหว่างการปรับปรุง ,ศูนย์คนเมืองฝั่งธน หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์เด็ก พื้นที่สาธารณะ โดยจะมีพื้นที่ให้ street food ขึ้นไปขายบน roof-top ใต้ มีพื้นที่ริมน้ำสวยงาม

สำหรับ 251 โครงการแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ คนอยู่ดี เมืองน่าอยู่ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจและระบบมีประสิทธิภาพ

หมวด  คนอยู่ดี อาทิ สุขภาพ โดยคนกทม.จะได้ตรวจสุขภาพฟรีถ้วนหน้า ขยายกิจกรรมเพื่อสุขภาพ  ขยายการรองรับสิทธิบัตรทองปฐมภูมิเป็น 1.3ล้านสิทธิ์ จากเดิม 800,000 คน เพิ่มเตียงในโรงพยาบาลสังกัดกทม. 2000 เตียง และโรงพยาบาลในกทมจะรอหมอไม่เกิน 1 ชั่วโมงเฉพาะคนที่นัดคิวมาก่อน รวมทั้งยังมีด้านคุณภาพชีวิต การศึกษา

หมวด เมืองน่าอยู่ อาทิ การเดินทาง จะเพิ่มสกายวอล์คจากนานาไปอโศก-พร้อมพงษ์ หรือจากคลองสานไปถึงศูนย์คนเมืองฝั่งธน ,ทำทางเท้ามีหลังคา เช่นแยกปทุมวันถึวสะพานหัวช้าง,ถนนอังรีดูนังต์ถึงแยกเฉลิมเผ่าแยกสามย่านถึงแยกศาลาแดง,แยกสุทธิสารถึงแยกห้วยขวางและบริเวณถนนรามคำแหง

เรื่องการจัดการมลภาวะ การจัดการขยะโดยจะทำบางกอก green eco park พัฒนาโมเดลต้นแบบ เศรษฐกิจหมุนเวียนคืนพื้นที่กว่า 200ไร่ให้เป็นสวนป่า

พื้นที่สีเขียว โดยจะมีการเพิ่มไม้ยืนต้นอีก 1ล้านต้นเพิ่มร่มเงาในเมือง ทำสวนป่าล้อมเมือง, ขึ้นทะเบียนต้นไม้มรดกกรุงเทพฯโดยเป็นการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่หากจะตัดต้องได้รับอนุญาต ,ยกระดับคลินิกสัตว์กทมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกทมโดยมีการตรวจสุขภาพฉีดวัคซีนประจำปีตัดพ้นอาบน้ำและปรึกษาสัตวแพทย์ออนไลน์

พื้นที่สาธารณะ ฟื้นอาการเก่าเป็นพื้นที่สาธารณะ 
สาธารณภัยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาคารและซ้อมดับเพลิงประจำปี ใช้เทคโนโลยีสร้างโมเดลจำลองเพื่อบริหารจัดการน้ำ กำหนดมาตรฐานหลังคาสามสี

สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ โดยให้คนมีทักษะแรงงานและเศรษฐกิจ  บริหารจัดการเมือง และสุดท้ายระบบมีประสิทธิภาพ

และส่วนของความปลอดภัยจะมีการเพิ่มกล้อง CCTV อีก 36,000 ตัว รวมเป็น 100,000 ตัว และเชื่อมโยงกล้องจากภาคเอกชนอีก 200,000 ตัว

“ไม่มั่วแน่นอนทุกนโยบายมีตัวชี้วัดและวัดผลได้ ถ้าทีมชาติได้เข้าไปทำงานก็จะติดตามผลได้ วันนี้ก็ได้เพิ่มอีก 1 นโยบายตอนที่ลงพื้นที่หาเสียงที่คลองเตยก็ได้เรื่องของการทำศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อให้คนที่ติดเตียงไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บำบัดที่อยู่ไกล”

“เราต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน คำว่าทุกคนรวมถึงเพื่อนคนพิเศษ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ขาดโอกาส เพื่อให้เป็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง วันนี้ผมขอเสนอ 251 แผนงาน ซึ่งเป็นการต่อยอดจากข้อมูลจริงที่ได้รับรู้ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และนโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่พร้อมจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของประชาชน อย่างล่าสุดที่ได้เพิ่มศูนย์กายภาพบำบัดในชุมชนเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียง เป็นนโยบายที่ 252”

ช่วงหนึ่ง นายชัชชาติ กล่าวว่า  “มีคนว่า ‘ชัชชาติ’ เป็นอีแอบหรือเปล่า อยู่พรรคเพื่อไทยหรือเปล่า ผมประกาศเดี๋ยวนี้เลย ผมไม่มี สก.ไม่สังกัดพรรค แต่พร้อมทำงานกับ สก.ทุกคนที่ประชาชนเลือกมา ก็อยากให้สก.ทุกคนพร้อมทำงานกับผู้ว่าฯทุกคนด้วย หัวใจสำคัญคือทำงานร่วมกันโดยเอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง“ 

และนายชัชชาติยังได้ทิ้งท้ายด้วยการอ้างถึงผลสำรวจที่ระบุว่า ประชาชน 78% มีความหวังว่ากรุงเทพฯ จะดีขึ้น ซึ่งตนถือเป็นหน้าที่สำคัญในการสร้างความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยว่าสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาของเมืองได้จริง และยังเชื่อมั่นว่า กรุงเทพฯ ยังมีความหวัง “ผมเชื่อว่าวันนี้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่สร้างความหวังให้กับทุกคนได้”

ทั้งนี้ ในส่วน 250+ ACTION PLANS ”ทีมชัชชาติ“ ได้เปิดเว็บไซต์ รวมนโยบาย และผลงาน 4 ปีที่ผ่านมา ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ที่  https://teamchadchart.com

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

เปิดคำพิพากษา ศาลอาญายกฟ้อง ธนาธร คดี 112 ปมวิจารณ์วัคซีนพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.28 น.

สรุปคำพิพากษายกฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คดีฟ้องความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ศาลอาญา อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการ โจทก์ ยื่นฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำเลย ในความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

พฤติการณ์เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กชื่อ Tanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในหัวข้อวัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสียอันเป็นเฟซบุ๊กสาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งคำกล่าวของจำเลยทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยต่อองค์พระมหากษัตริย์คือพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าข้อความใด จะเป็นข้อความที่อาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต้องพิจารณาจากข้อความทั้งหมดมิใช่ข้อความตอนใดตอนหนึ่ง ซึ่งจากข้อความที่จำเลยนำเสนอนั้นเนื้อหาทั้งหมดมุ่งเน้นเรื่องการกล่าวหารัฐบาลบกพร่องในการจัดหาวัคซีน โดยมีการนำข้อมูลหลากหลายมาสนับสนุน ซึ่งมีการบรรยายถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องหลายบริษัท รวมทั้งการกล่าวถึงผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วย ข้อมูลที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นส่วนน้อย ไม่ใช่ประเด็นหลักในการนำเสนอ ดังนั้นข้อความทั้งหมด ไม่ได้มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่น หมิ่นประมาทในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด รวมทั้งข้อความที่จำเลยกล่าวถึงการถือหุ้นและผลรายงานการประกอบกิจการของบริษัทก็ปรากฏว่าประสบภาวะขาดทุนจริง และคำพูดที่ว่าการแทงม้าตัวเดียว หากมีอะไรผิดพลาดพลเอกประยุทธ์จะรับไหวไหม ก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพลเอกประยุทธ์จะรับผิดชอบได้หรือไม่ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการวัคซีนให้กับประขาชนแล้วเกิดความเสียหาย

ส่วนคำพูดว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยเลยไลฟ์สดแล้วจะเห็นได้ว่าจำเลยพูดพาดพิงถึงพลเอกประยุทธ์โดยตรงเกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการและการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ซึ่งหมายถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี บริหารจัดการวัคซีนโควิดแอสตร้าเซนเนก้าในครั้งนี้เป็นการสร้างความนิยมทางการเมือง ซึ่งกล่าวในเรื่องประโยชน์ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการพาดพิงไปถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 แต่ประการใด

ส่วนคำว่า “ใครเสีย” ก็น่าจะหมายถึงว่าหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการวัคซีน ผู้ที่ได้รับความเสียหายคือประชาชนนั่นเอง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมา จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

ชื่นมื่นตึกสันติไมตรี! นายกฯ เจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ปธน.เวียดนาม ตอกย้ำมิตรภาพไทย-เวียดนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.26 น.

นายกฯ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค้ำ ปธน.เวียดนามและคณะ ตอกย้ำมิตรภาพบนรากฐานความผูกพันด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว

วันนี้ 28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.30 น. ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนมิตรภาพอันใกล้ชิดระหว่างผู้นำไทยและเวียดนาม รวมทั้งยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงดนตรี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ  

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เชิญแขกผู้มีเกียรติร่วมดื่มอวยพร (toast) เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมกล่าวถึงความผูกพันทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยประเทศไทยเคยเป็นสถานที่พำนักของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ และปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ถึง 3 แห่ง ที่จังหวัดอุดรธานี นครพนม และพิจิตร ซึ่งสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหาร” “วัฒนธรรม” และ “การท่องเที่ยว” เป็นอีกหนึ่งสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศเข้าหากัน โดยหากมีเวลามากกว่านี้ อยากเชิญไปชิมอาหารไทยแบบง่าย ๆ และถ้ามีโอกาสก็อยากชิมอาหารเวียดนามเช่นกัน โดยอาหารเวียดนามได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ขณะที่ละครและซีรีส์ไทยก็ได้รับความนิยมในเวียดนาม และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เข้มแข็งและยั่งยืนตลอดไป

ด้านประธานาธิบดีเวียดนามยินดีกับไทยที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยและความมุ่งมั่นของประชาชนชาวไทย 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

การเยือนประเทศไทยครั้งนี้ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และการเลือกไทยเป็นประเทศแรกในการเยือน ยิ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่เวียดนามให้กับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พร้อมขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับประธานโฮจิมินห์ รวมถึงการดูแลวัดและชุมชนชาวเวียดนามในไทยเป็นอย่างดี

ทั้งสองประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญของการกระชับความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีโลก โดยไทยและเวียดนามมีความใกล้ชิดทั้งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เห็นได้จากความนิยมอาหารไทยในเวียดนามและอาหารเวียดนามในไทย รวมถึงการท่องเที่ยวและการขยายตัวของชุมชนทั้งสองฝ่าย 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เวียดนามพร้อมเดินเคียงข้างไทยต่อไปในอนาคต บนพื้นฐานของมิตรภาพ ความไว้วางใจ และวิสัยทัศน์ร่วมของผู้นำทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และอนาคตที่สดใสให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

เริ่มพรุ่งนี้! ราชกิจจาฯ ประกาศปลดล็อก เวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.00-24.00 น. ในบางพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2569

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 16 (3) และมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568

คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ 2. ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่อง กำหนดเวลา ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ข้อ 3. ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลในเวลาอื่น นอกจากตั้งแต่เวลา 11.00 นาฬิกา ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ยกเว้นการขายในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) การขายในอาคารที่ให้บริการแก่ผู้โดยสารภายในสนามบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ

(2) การขายในสถานบริการซึ่งเป็นไปตามกำหนดเวลาเปิดปิดของสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ

(3) การขายในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม

(4) การขายในบริเวณเฉพาะที่จัดไว้เพื่อขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่ซึ่งใช้จัดกิจกรรมการประชุม นิทรรศการ งานแสดงสินค้า งานมหรสพ หรือกิจกรรมอื่นใดที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือการขายในสถานที่จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดระยอง(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และอยู่ในเขตส่งเสริมเมืองการบินภาคตะวันออกตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง กำหนดเขตส่งเสริม : เมืองการบินภาคตะวันออก ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง การเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ : เมืองการบินภาคตะวันออก (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2568

ข้อ 4. ผู้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่ได้รับยกเว้นให้ขายได้ตามข้อ 3. ต้องจัดให้มีการคัดกรองและมาตรการที่จำเป็นเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ความปลอดภัยของประชาชนและการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮล์ของเด็กและเยาวชน

ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

สภาฯถกเข้ม! ปมร้อนแลนด์บริดจ์ กรณ์ลุกซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

‘สภาฯ’ ถกปมร้อนแลนด์บริดจ์! ‘กรณ์’ ซัดขาดความโปร่งใส ไร้ตอบโจทย์คนใต้ ไม่คุ้มทุน เหตุ มาเลเซีย มีท่าเรือหลายแห่ง เหน็บ ‘นายกฯ’ ลืม -ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ จงใจที่จะปกปิด จึงไม่มีในนโยบาย ชง ‘เซาท์เทิร์น คอนเน็ค’ สร้างมอเตอร์เวย์เชื่อม ‘กรุงเทพฯ-นราธิวาส-มาเลย์’

28พ.ค.2569 เมื่อเวลา15.05น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 เป็นทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และมีญัตติที่เกี่ยวเนื่อง รวมเป็น 5 ญัตติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน และลงมติร่วมกัน 
     
โดยนายกรณ์ อภิปรายว่า พวกเราในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนควรที่จะมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะร่วมศึกษาติดตามโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการแลนด์บริดจ์นี้ เพราะที่ผ่านมาการนำเสนอโครงการโดยรัฐบาลขาดความโปร่งใสขาดแผนที่ชัดเจนและมีการนำเสนอบนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าโครงการนี้เป็นโครงการเล็กๆคงไม่มีใครว่า แต่ด้วยขนาดของโครงการถือว่าเป็นหนึ่งในเมกกะโปรเจคที่อาจจะใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมา เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะทำให้เกิดมหันตภัยกับระบบเศรษฐกิจสถานะทางการคลังของประเทศ ต่อระบบนิเวศน์ ต่อสิ่งแวดล้อมและต่อความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน เพราะเมื่อเริ่มดำเนินก่อสร้างโครงการนี้แล้วจะเป็นภัยที่มีผลอย่างถาวร กูไม่กลับ และไม่มีวันที่จะแก้ได้
    
นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่นายกฯแถลงนโยบายต่อสภาฯ ไม่ได้มีการพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์เลยแม้แต่คำเดียว เป็นไปได้อย่างไรโครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งๆที่ในนโยบายที่นายกฯแถลงไม่มีโครงการไหนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าโครงการนี้ ไม่มีโครงการไหนที่มีผลต่อภูมิศาสตร์ของประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกี่ยวโยงกับประเทศ และมีผลต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนมากเท่าโครงการนี้ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการเอ่ยถึงในคำแถลงนโยบายแม้แต่คำเดียว ตนก็นั่งคิดว่าทำไมรัฐบาลถึงไม่พูดถึงโครงการนี้ มี 3 ความเป็นไปได้คือ 1.นายกฯลืม เพราะงานเยอะ 2.ตอนนั้นยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ หรือ3.จงใจที่จะปกปิด เพราะไม่มีเหตุอื่นที่จะเป็นไปได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมเคลือบแคลงใจและสส.ควรที่จะมีโอกาสเต็มที่ในการติดตามตรวจสอบแนวความคิดและการขับเคลื่อนโครงการนี้
     
“สาเหตุที่อยู่ดีกลายเป็นนโนยายเรือธง เป็นนโยบายที่มีความสำคัญนั้น จะอ้างว่าเป็นนโยบายที่หาเสียงมาก็ไม่ใช่ แม้พรรคภูมิใจไทยเคยพูดเรื่องนี้ในบางเวทีช่วงหาเสียง แต่ไม่เคยบรรจุในนโยบายหาเสียงที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) สังคมจึงมีคำถามว่าเจตนาที่แท้จริงที่มีความพยายามอย่างที่สุดในการที่จะผลักดันขับเคลื่อนโครงการนี้คืออะไร โครงการนี้เป็นโครงการที่สุดท้ายแล้วเราต้องช่วยกันทำให้เป็นที่ยอมรับโดยพี่น้องประชาชนโดยรวมเพราะโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ถ้าไม่เป็นที่ยอมรับก็ขับเคลื่อนได้ยากจะไปยัดเหยียดให้พี่น้องประชาชนยอมรับหรือมัดมือชก เพื่อให้เขาต้องยอมรับยอมรับโครงการนี้นั้นไม่ได้ เหมือนอย่างที่พยายามทำกันมาที่จังหวัดชุมพรเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีการขึ้นป้ายอ้างว่าพี่น้องชาวชุมพรเห็นดีด้วยกับโครงการนี้ สุดท้ายก็ทำให้เกิดความแตกแยกกระแสตีกลับอย่างแรง จนเทศบาลต้องเอาป้ายเหล่านั้นลง จากนี้จะทำให้ชาวชุมพรยอมรับได้ก็คงยากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเค้าขาดความไว้วางใจไปแล้ว”นายกรณ์ กล่าว
    
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สาระของโครงการแลนด์บิดคือโครงการที่จะสร้างเส้นทางการขนส่งสินค้าเพื่อที่จะมาทดแทนการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบมะละกา โดยรัฐบาลอ้างว่าโครงการนี้จะช่วยประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ต้นอยากให้เห็นถึงสมมุติฐานหลักของโครงการนี้ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยปกติเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกาจะใช้เวลาประมาณ 9 วัน ค่าเดินเรืออยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนราคาน้ำมันและค่าเช่าเรือ สำหรับเรือที่บรรทุกตู้คาร์โก้ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโครงการแลนด์บิดและเป็นเรือที่วิ่งผ่านช่องแคบมะละกาเป็นหลักคือตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 20,000 ตู้ต่อเรือหรือที่เรียกว่า 20,000 หมื่นTEU คือต้นทุนในการเดินเรือ ณ ปัจุบัน เท่ากับ 90 ล้านบาท
    นายกรณ​ กล่าวต่อว่า การใช้แลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมบอกว่าจะทำให้ประหยัดเวลาได้สามถึงสี่วันโดยส่วนใหญ่ถ้าวัดตามเส้นทางจริงๆบริษัทเดินเรือบอกว่ายังเก่งคือ 2 วัง แต่ตนยกให้ 4วันเต็ม ซึ่งจะเหลือระยะเวลาเดินเรือ 5 วัน 5 วันคูณ 10 ล้านบาทต่อวันเท่ากับค่าเดินเรือเหลือ 50 ล้านบาทจาก 90 ล้านบาท แต่สิ่งที่ปรากฏคือค่าใช้จ่ายแซงจะทำที่จะต้องจ่ายให้กับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมไปถึงค่าระวังรถไฟ ค่าขนตู้ขึ้นลงจากเรือ ค่าผ่านประตูท่าเรือทางรถไฟ และค่าขนตู้ขึ้นลงจากรถไฟรวมแล้วเท่ากับ220 ล้านบาทสำหรับ 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ ค่าใช้จ่ายโดยรวมในการขนสินค้า 20,000 ตู้คอนเทนเนอร์ผ่านช่องแคบมะละกาคือ 90 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการที่จะค้นผ่านแลนด์บริดจ์ของเราคือ 270 ล้านบาท                
         
“ดังนั้นที่สมมุติฐานอ้างว่าบริษัทเดินเรือจะมาใช้โครงการนี้เพราะจะประหยัดเวลาประหยัดเงินมันเป็นไปไม่ได้แซงสุท้ายต้นทุนค่าใช้จ่ายของเขาจะสูงขึ้นถึง 180 ล้านบาท หากเขาเลือกที่จะขนสินค้ามาทางแลนด์บริดจ์ ในเรื่องของระยะเวลาที่เราสมมุติฐานไว้ว่าจะประหยัดเวลาได้สี่วันเอาเข้าจิงผมถามบริษัทเดินเรือทุกเจ้าพูดเสียงเดียวกันว่าสร้างมาก็ไม่ใช้เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ประหยัดเวลาด้วยสามัญสำนึกลองนึกภาพดูเรือต้องมารอคิวเพื่อที่จะเทียบท่า จะนั้นใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 วันในการที่จะขนตู้ เป็นเทนเนอร์ 20,000 ตู้ขึ้นไว้บนท่า แล้วต้องขนขึ้นทั้งหมดรถไฟซึ่ง 20,000 ตู้นั้นอาจต้องใช้รถไฟประมาณ 100 ขบวน นี่สมมุติว่าเรือมารอรับตรงเวลาพอดี ท่านเชื่อหรือว่าจะทำให้ประหยัดเวลา ส่วนค่าใช้จ่ายยั๊วะแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ประหยัดแน่นอน
      
นายกรณ์ กล่าาวว่า จริงๆแล้วในการที่เราจะพิจารณาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ระดับนี้เราต้องมองรอบตัวเราด้วยว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราเขามีทางเลือกอื่นหรือไม่ซึ่งณปัจจุบันเขามีอยู่แล้วแซงจ์ใช้ช่องแคบมะละกาเก้าวันเขาสามารถที่จะไปผ่านช่องแคบซุนดา 11 วันและช่องแคบลอมบอก รวมทั้งประเทศมาเลเซียเค้าก็มีการดำเนินโครงการเสมือนกับโครงการแลนด์บิดของเราแต่เค้าทำเกือบเสร็จแล้วต้นปี 72 มีแผนที่จะเปิดใช้แล้ว และมี 2 ท่าเรือน้ำลึกที่เปิดใช้อยู่ คือท่าเรือกวนตันอยู่ฝั่งอ่าวไทย และท่าเรือกลังที่อยู่ฝั่งอันดามัน สิ่งที่เขาทำเพิ่มเติมคือเส้นทางรถไฟเชื่อมสองห้าดังกล่าวและเส้นทางรถไฟขึ้นมาเชื่อมต่อเกือบถึงจังหวัดนราธิวาสของประเทศไทย เพราะฉะนั้นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและบริษัทขนส่งบริษัทเดินเรือมีนอกเหนือจากเส้นทางทางทะเลอื่นๆก็ยังมีเส้นทางทางบกในรูปแบบของแรงบิดที่ประเทศเพื่อนบ้านเราได้ลงทุนเสร็จแล้วแซงนะตอนนี้ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซนต์ จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องตั้งสติให้ดีว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นมีความคุ้มค่าจริงๆหรือไม่และเมื่อเราสรุปว่าแนวโน้มโอกาสที่ไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทางด้านอื่นๆก็ไม่ต้องพูดถึง 
        
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ถ้าแลนด์บริดจ์ไม่ตอบโจทย์ในการพัฒนาให้กับพี่น้องประชาชนจับใต้ มีแนวความคิดและข้อเสนออื่นหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เราเรียกแผนที่ว่า เซาท์เทิร์น คอนเน็ค (Southern Connect) เรากำลังบอกว่าการพัฒนาภาคใต้เราเห็นด้วยกับรัฐบาลในประเด็นหนึ่งคือต้องพัฒนาด้วยการสร้างเส้นทางคมนาคม เพื่อที่จะทำให้โอกาสของคนใต้มีมากขึ้นในทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมหรือการเกษตร หลักๆ เซาท์เทิร์น คอนเน็ค หมายถึงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ที่จะเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯยาวลงไปถึงนราธิวาส พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดจะได้ประโยชน์จากมอเตอร์เวย์เส้นนี้ นอกเหนือจากนั้นจะมีการสร้างเส้นทางรถไฟทางคู่ ที่เราได้มีการริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีตอนนี้วิ่งไปถึงชุมพรแล้วควรจะต้องเชื่อมต่อไปถึงมาเลเซียและรถไฟทางคู่สายใต้ต้องเป็นรถไฟที่เป็นรางไฟฟ้าทั้งหมดแค่ 2 โครงการหลักนี้ใช้เงินประมาณไม่ถึง 7แสนล้านบาท ในแง่ของความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในแง่ความเสี่ยงก็ไม่มีเมื่อเทียบกับแลนด์บริดจ์ ร่วมทั้งในแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและความมั่นคง ซึ่งควรจะเป็นโครงการที่ได้รับการพิจารณามากกว่าข้อเสนอในเรื่องที่ขาดความชัดเจนและความโปร่งใส อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นไปไม่ได้ 
        
“นี่คือสาเหตุที่ตนเสนอญัตติด่วนให้ตั้ง กมธ.ฯ เพื่อให้พวกเราได้พิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติมอยู่แล้วจึงขอให้สภาแห่งนี้มีโอกาสทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการชุดนั้นอย่างไรก็ต้องมีการเรียกหน่วยงานและว่าจ้างที่ปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อที่จะหาข้อมูลให้กับรัฐบาลจึงขอให้สส.มีโอกาสได้ร่วมคิดร่วมรับรู้และนำเสนอมุมมองของเราให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจในโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมประเทศ และหวังว่าจะไม่เปลี่ยนโฉมประเทศในทางที่เป็นภัยต่อบ้านเมือง” นายกรณ์ กล่าว

ยกระดับความสัมพันธ์ ปธ.รัฐสภา ให้การรับรอง ผู้นำเวียดนาม

ยกระดับความสัมพันธ์ ปธ.รัฐสภา ให้การรับรอง ผู้นำเวียดนาม

ยกระดับความสัมพันธ์ ปธ.รัฐสภา ให้การรับรอง ผู้นำเวียดนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.01 น.

‘ประธานรัฐสภา’ ให้การรับรองเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 – 29 พ.ค.นี

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง H.E. Mr. To Lam (นายโต เลิม) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 27 – 29 พ.ค.69 โดยมีบุคคลสำคัญร่วมให้การรับรอง อาทิ นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี (รัฐมนตรีเกียรติยศ) นายสฤษดิ์  บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายศักดิ์  ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกรวีร์  ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายชลัฐ  รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายศิโรจน์  แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารสำนักงานฯ 

โสภณ ซารัมย์

ประธานรัฐสภา กล่าวต้อนรับ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และคณะ ด้วยความยินดียิ่ง ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม และในปีนี้ครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน    ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันในทุกระดับ ล่าสุดสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนเวียดนาม เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ทั้งนี้ ในอดีตประธานรัฐสภาเคยเดินทางเยือนเวียดนามเพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาและวิถีการเกษตรของเวียดนามรู้สึกประทับใจในการพัฒนาประเทศของเวียดนามมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษาที่พัฒนาก้าวหน้าไปมาก อีกทั้งยังได้หารือถึงความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างกัน ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ ณ ทำเนียบรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 4 ฉบับ รวมถึงแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569-2574 ด้วย

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ มูลค่าทางการค้าระหว่างไทยและเวียดนามขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  โดยมีนักลงทุนไทยลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก และมีนักธุรกิจเวียดนามมาลงทุนในไทยมากเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนของทั้งสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีกำหนดการจะร่วมหารือกับภาคธุรกิจเอกชนของไทยด้วย

โสภณ ซารัมย์

ความสัมพันธ์ด้านประชาชนและการท่องเที่ยว ที่ผ่านมามีชาวเวียดนามเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ชาวไทยนิยมเดินทางไปเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่ใกล้ชิด มีชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ความสัมพันธ์ด้านรัฐสภาไทย-เวียดนาม รัฐสภาไทยและสภาแห่งชาติเวียดนามมีความใกล้ชิดกันมาก โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดอดีตประธานสภาแห่งชาติเวียดนามได้เดินทางเยือนไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2566 และได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรไทยและสภาแห่งชาติเวียดนาม รวมถึงในระดับสำนักงานเลขาธิการฯ ของทั้งสองฝ่าย และเมื่อปี 2567 กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เวียดนาม ได้เดินทางเยือนเวียดนามด้วย ทั้งนี้ สองฝ่ายมุ่งหวังให้มีการขยายความร่วมมือในระดับรัฐสภา โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการต่าง ๆ กลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาฯ สมาชิกรัฐสภาสตรี และยุวสมาชิกรัฐสภา เพื่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐสภาของทั้งสองฝ่าย ในการนี้ เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้กล่าวเชิญประธานรัฐสภาเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งประธานรัฐสภาได้แสดงความยินดีและพร้อมเดินทางเยือนเวียดนาม ในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

อย่าใช้ จินตนาการ บริหารประเทศ ทวี บี้รัฐตั้ง กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

‘ทวี’ บี้รัฐตั้ง ‘กมธ.ตรวจสอบข้อมูลแลนด์บริดจ์’ เตือนอย่าใช้ ‘จินตนาการ’ บริหารประเทศ แนะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มทุนกว้านซื้อที่ดินนับล้านไร่ 

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา16.10น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และญัตติที่เสนอเกี่ยวเนื่องกันอีก4ญัตติ ได้แก่ของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน ลงมติพร้อมกัน

ทวี สอดส่อง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งเมื่อ 5 พฤษภาคม 2569 ให้มีคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ทราบว่ามีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นเสาหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและโอกาสของประเทศ ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติตนมีการส่งเสริมสนับสนุนรวมถึงตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้การบริหารราชการของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเงินการก่อสร้างที่เป็นภาษีภาษีอากรแล้ว เรายังต้องเอาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกิดความรอบคอบ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าอดีตต้องเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคตคือความรับผิดชอบ ประวัติศาสตร์เป็นสมบัติของชาวโลก คนที่ฉลาดต้องต้องใช้บทเรียนจากอดีต ชาติที่เจริญจะต้องประยุกต์ใช้ประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์ของประชาชน เราต้องยอมรับว่าการจะเชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรคือ มหาสมุทรอินเดียหรือฝั่งอันดามัน กับ มหาสมุทรแปซิฟิกหรืออ่าวไทย มีมายาวนานแล้ว โดยเฉพาะในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่จะเชื่อม 2 ฝั่งทะเลโดยขุดคลอง และแนวคิดนั้นก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ จะเริ่มปรากฏชัดเจนมากขึ้นสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาภาคใต้ ต่อมาสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สร้างทางหลวงสายกระบี่-ขนอม ซึ่งเป็นโครงการทางหลวงหมายเลข 44 ที่เรารู้จักกันถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ในปี 2542 แล้วเสร็จในปี 2546 วัตถุประสงค์คือต้องการเชื่อมสินค้าและพลังงานฝั่งอันดามันที่กระบี่ และฝั่งอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช เป็นจุดเริ่มต้นของสะพานเศรษฐกิจ อันนี้ถือว่ามีแลนด์บริดจ์แล้ว 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า แต่ตลอด 23 ปี มันไม่มีการต่อเนื่องจะเห็นว่าในเชิงพาณิชย์ก็เป็นบทเรียนราคาแพง และทราบว่าสมัยอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็พยายามอยากเชื่อมเช่นกันที่ท่าเรือ 2 แห่งคือ ปากบารากับ สงขลา จนมารัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็หยิบแลนด์บริดจ์ ขึ้นมาอีกครั้ง และมาจนรัฐบาลนี้ ซึ่งการพัฒนาเป็นเรื่องที่เราให้ความสนใจ แต่สิ่งที่ห่วงใยมากคือ อยากให้วิสัยทัศน์ไปสู่ความเป็นจริง ไม่อยากให้เป็นการขายฝัน เงิน 1 ล้านล้านบาท มันเป็นเงินมหาศาล ที่สำคัญพบว่าการศึกษาของรัฐบาลด้านเศรษฐศาสตร์กับของนักวิชาการจุฬาลงกรมณ์หาวิทยาลัย มีความแตกต่างสิ้นเชิงยกตัวอย่างค่าก่อสร้างของโครงการ ทางจุฬาฯ ใช้ประมาณ 5 แสนล้านบาท ส่วน สนข. ใช้กว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลอัตราต่อเศรษฐกิจของจุฬาฯ คือ 1.24 ของ สนข. 17.43 มันห่างกันอย่างสิ้นเชิง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า อัตราผลประโยชน์ต่อทุน หรือบีอีซี เลโช ของจุฬาฯ 0.22 แต่ของ สนข. 1.35 อัตราตอบแทนทางการเงินของจุฬาฯ ติดลบเกือบ 5% แต่ของ สนข. กำไร 8.63% ส่วนความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการแลนด์บริดจ์ จุฬาฯ บอกไม่มีเลย แต่ของ สนข. บอกว่า 4-5% ความเป็นจริงที่รัฐบาลต้องตรวจสอบ การศึกษาของรัฐบาลโดยเฉพาะจาก สนข. เรามีบทเรียนมากมาย ทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่ขณะนี้ยังไปไม่ถึงไหน หรือแม้แต่โครงการ EEC ที่เป็นรถไฟความเร็วสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า คณะของนายเอกนิติที่ไปศึกษา 90 วันจะทำอะไร ซึ่งเวลาน้อยไป ตนจึงอยากบอกว่าไม่ควรนำผลบวกเชิงจินตนาการ ต้องอยู่บนหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และควรจะเจรจากับคนใช้งานจริง โดยเฉพาะจากจีนหรือประเทศต่างๆที่จะมาลงทุน ไม่ใช่คิดขึ้นมาลอยๆ ขณะที่โครงการ EEC ยังมีโรงงานต่างๆ รองรับมากมาย แต่ SEC ยังไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเพราะเรายังไม่เตรียมตัวเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของภัยเงียบ คือเรื่องของร่องน้ำ ที่อาจทำลายทรัพยากรที่เป็นคุณค่าของชีวิต เพราะจะต้องมีการเวนคืนที่ดิน ซึ่งรัฐบาลต้องดูว่ามีไอ้โม่งถือครองที่ดินด้วยหรือไม่ ตนไม่อยากพูดให้ใครเสียหายแต่คนที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1000 ไร่ มีเพียง 130 คน รวมแล้วมีเนื้อที่เกือบ 3 ล้านไร่

“ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ผิดซ้ำ โครงการรถไฟความเร็วสูงของ EEC ดังนั้นจึงควรรับฟังความเห็นจากนักวิชาการ รวมถึงควรมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญด้วยก็ดี” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

สาทิตย์ ดักคอ สส.ปักษ์ใต้ ขวางตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ ย้ำคิดจากคนข้างบนบดขยี้วิถีชีวิตชาวบ้าน

สาทิตย์ ดักคอ สส.ปักษ์ใต้ ขวางตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ ย้ำคิดจากคนข้างบนบดขยี้วิถีชีวิตชาวบ้าน

สาทิตย์ ดักคอ สส.ปักษ์ใต้ ขวางตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ ย้ำคิดจากคนข้างบนบดขยี้วิถีชีวิตชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.33 น.

‘สาทิตย์’ ดักคอ ’สส.ปักษ์ใต้‘ หากไม่ให้ตั้ง’กมธ.วิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์‘ ต้องตอบให้ได้ปิดหู ปิดตา คนบ้านเดียวกันทำไม

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และญัตติที่เสนอเกี่ยวเนื่องกันอีก4ญัตติ ได้แก่ของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน ลงมติพร้อมกัน

สาทิตย์

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนตั้งใจให้เป็นญัตติคู่กับเรื่องแลนด์บริดจ์ เพราะปัจจุบันมีความพยายามมุ่งให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยหว่านล้อมชี้นำให้ประชาชนโดยเฉพาะภาคใต้ ให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังนำความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค แต่ปกปิดข้อเท็จจริงบางส่วนที่ประชาชนสมควรจะได้รับ เช่น การพัฒนาแลนด์บริดจ์เป็นการกระทำเฉพาะพื้นที่ ได้ประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น และเป็นการพัฒนาที่ฉีกทิ้งภาคใต้ให้แยกออกเป็นส่วนๆ เพราะมีแค่ 4 จังหวัดที่อยู่ในโครงการนี้ คือระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ขณะที่ภาคใต้มี 14 จังหวัด รวมถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ประชากรกว่า 14 ล้านคนจะต้องได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ โดยที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไร ตนจึงตั้งใจเสนอญัตตินี้เสนอแนวคิดพัฒนาภาคใต้ให้ได้ประโยชน์ทั้ง 14 จังหวัด ด้วยการเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งด้วยเงินลงทุนในขนาดประมาณที่เท่ากัน คือ เซาท์เทิร์น คอนเนค เชื่อมใต้เชื่อมโลกที่สอดคล้องกับโครงสร้างของเศรษฐกิจภาคใต้อีกด้วย

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เสนอแนวคิดนี้เพียงเพราะเป็นสส.ภาคใต้ แต่เป็นคนปักษ์ใต้ และเกิดที่ภาคใต้ มีญาติพี่น้อง คนรู้จัก เพื่อนฝูงญาติมิตรทั้ง 14 จังหวัด กังวลว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ขนาดนี้ที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของคนชุมชน หากไม่มีการศึกษาที่ละเอียดรอบคอบรอบด้าน ฟังเสียงประชาชนไม่เพียงพอ เป็นโครงการที่คิดจากคนข้างบนเพียงไม่กี่คน ละเลยเสียงของชาวบ้านระดับฐานรากที่สุดแล้วโครงการอย่างนี้จะบดขยี้วิถีชีวิตของคนภาคใต้

นายสาทิตย์ กล่าวว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ แต่เป็นความคิดเก่าที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 คู่กับแนวคิดที่จะพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่ทำไปแล้ว จนนำไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออก(EEC) ที่ขณะนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนอย่างมหาศาล ชาวภาคใต้ต่างกังวลว่าหากทำแลนด์บริดจ์แล้วจะมีลัษณะใกล้เคียงกับEEC ทำลายทรัพยากรวิถีชีวิตชุมชนอย่างที่เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาครัฐไม่เคยให้ โครงการนี้มุ่งลงทุนขนาดใหญ่ ดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ละเลยประชาชนตัวเล็ก ตัวน้อย ที่อยู่ในภาคเกษตรกร ภาคแรงงาน ว่าจะมีวิถีชีวิตต่อไปอย่างไร บางคนบอกว่าเป็นโครงการคิดต่อจากโครงการ ”ขุดคลองคอดกะ“ ด้วยซ้ำ แต่เมื่อโครงการล้มเหลว และมีการหากินของหลายฝ่าย เลยมีการหยิบโครงการนี้ขึ้นมา
         
นายสาทิตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเคยแถลงว่าเนื่องจากผลการศึกษาจัดทำขึ้นภายใต้บริบทโลกในรูปแบบเก่า แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยเฉพาะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่มีความตึงเครียดสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการทำแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่แค่โครงการก่อสร้างท่าเรือ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยไทยสามารถยืนบนลำแข้งของตนเองได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีเหตุผลที่ฟังได้เท่านี้ แต่ตนแปลกใจว่าแนวคิดนี้มาได้อย่างไร หากบอกว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกเกิดความตึงเครียดเช่นช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นทางผ่านของการขนส่งสินค้าหลายชาติ แล้วแลนด์บริดจ์จะไม่มีสภาพที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคหรือความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหรืออย่างไร
           
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า อีกทั้งยังอ้างตัวเลขขนส่งหรือคาร์โก้ ผลตอบแทนดูเหมือนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่มองภาพรวมเรื่องความสะดวกรวดเร็วมั่นคง โดยเฉพาะการชูจุดขายเรื่องความมั่นคงทางอาหารจะพบว่าไทยได้เปรียบอย่างมหาศาล เท่านี้ก็ยิ่งงงไปใหญ่ เพราะแลนด์บริดจ์ที่พูดถึงคือการทำท่าเรือขนส่งสินค้าสองข้างแล้วยกขึ้นมาบนบกเพื่อขนไปอีกข้างหนึ่งโดยไม่ต้องไปทางช่องแคบมะละกา ความมั่นคงทางอาหารจึงเหมือนกับเป็นความล่องลอยอยู่ในอากาศ จากผลการศึกษาที่มีอยู่ในเรื่องนี้ไม่ว่าจากสนข. หรือสภาพัฒฯ ที่ทำร่วมกับจุฬาลงกรณ์ ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ท่านพูดเอามาจากไหน จึงมีความสับสนเป็นอย่างยิ่ง
           
“ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แม้ท่าทีฝ่ายรัฐบาลบอกว่าไม่จำเป็น ผมถือว่านี่คือการปิดหู ปิดตา ประชาชน จะบอกว่ารัฐบาลตั้งคณะทำงานแล้ว มีปลัดกระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แล้วชาวบ้านในพื้นที่อยู่ไหนทำไมถึงไม่มีส่วนร่วมเข้าไปรับรู้กับโครงการที่จะกระทบต่อวิถีชีวิตของเขา คิดแค่กลุ่มคนเดียวข้างบน บังคับคนข้างล่างไม่ได้ มันต้องมีส่วนร่วมของคนข้างล่างด้วย คือสส.ในสภานี้ สส.ปักษ์ใต้คนไหนถ้ามีความเห็นว่าไม่ต้องตั้งกมธ.วิสามัญ ต้องตอบกับเราด้วยว่าปิดหู ปิดตา คนบ้านเราทำไม” นายสาทิตย์ กล่าว

ภคมน ปูด ทุนใหญ่ กว้านซื้อที่ดิน รอรับ แลนด์บริดจ์ จนแทบตั้งชื่อเป็นอำเภอได้แล้ว

ภคมน ปูด ทุนใหญ่ กว้านซื้อที่ดิน รอรับ แลนด์บริดจ์ จนแทบตั้งชื่อเป็นอำเภอได้แล้ว

ภคมน ปูด ทุนใหญ่ กว้านซื้อที่ดิน รอรับ แลนด์บริดจ์ จนแทบตั้งชื่อเป็นอำเภอได้แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

’ภคมน’ ปูด ‘ทุนใหญ่’ ระดมกว้านซื้อที่ดินลูบปากรอรับ ‘แลนด์บริดจ์’ จนจะตั้งชื่อเป็นอำเภอได้แล้ว ซัด ‘รัฐบาล’ ซุก ‘พ.ร.บ.SEC’ เอื้อต่างชาติ-เล่นเกมซอยโครงการ ผลักชาวบ้านเป็น ‘พลเมืองชั้น2’ ซ้ำรอย EEC ข้องใจเงินเข้ากระเป๋าใคร เหน็บ ‘พิพัฒน์’ ยังรักคนใต้เหมือนช่วงหาเสียงหรือไม่ หลังยกเลิกภารกิจลงรับฟังความเห็น สอนมวยต้องวางผลประโยชน์ส่วนตน-พวกพ้องก่อน แล้วค่อยกลับมาคิดจะพัฒนาภาคใต้อย่างไร 

วันนี้ 28 พ.ค. 2569 เมื่อเวลา 15.25 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินงานโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(โครงการแลนด์บริดจ์) เสนอโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และญัตติที่เสนอเกี่ยวเนื่องกันอีก4ญัตติ ได้แก่ของ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ โดยพิจารณาไปพร้อมกัน ลงมติพร้อมกัน

ภคมน หนุนอนันต์

น.ส.ภคมน กล่าวว่า การพัฒนาภาคใต้ถูกนำเสนอผ่านโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกนำเสนอมาแล้วต่อเนื่องผ่านนายกรัฐมนตรี 3 คน แต่หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมานโยบายแลนด์บริดจ์ เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 และรอบนี้พรรคภูมิใจไทยเข้ามามีอำนาจบริหารเต็มที่ ก็ดูเหมือนจะเดินหน้าและมีท่าทางว่าจะเอาจริง แต่ยืนยันอีกครั้งว่าตนไม่ได้ขวางการพัฒนาภาคใต้ แต่เพื่อให้ประชาชนจับอาการพยายามแรงกล้าของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งที่มีเสียงทักท้วงทุกแวดวง ประชาชนจำเป็นต้องรู้ทันว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลต้องการอะไรกันแน่ ทุกครั้งที่รัฐบาลพยายามสื่อสารเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์อยู่เสมอว่าโครงการนี้จะเป็นโอกาสสร้างเงินสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชนในภาคใต้ และเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ยอมรับว่าโครงการดังกล่าวถูกเส้นคนใต้ เพราะภาคใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่จริง ตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่เคยพูดให้ชัดว่าก่อนที่จะมีโครงการดังกล่าวต้องมีกฎหมายพิเศษหรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) ก่อน โดยพ.ร.บ.SEC จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งมีอำนาจแบบรัฐเหนือรัฐ สามารถอนุมัติ อนุญาตและยกเว้นกฎหมายปกติได้อย่างน้อย 16 ฉบับ รวมถึงสามารถอนุมัติ อนุญาตสัมปทานที่ดินให้กับต่างชาติได้ชั่วลูกชั่วหลานถึง 99 ปี แม้วันนี้รัฐบาลจะบอกว่าปรับปรุงและแก้ไขแล้วเหลือเพียงแค่ 50 ปี แต่คณะกรรมการชุดนี้สุดท้ายแล้วท่านก็สามารถที่จะแก้ไขต่อสัญญาเพิ่มเติมได้อีก 49 ปีซึ่งรวมเป็น 99 ปีอยู่ดี นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาประกอบอาชีพที่เคยถูกสงวนไว้ให้กับคนไทยได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกพูดถึงและนี่ก็เป็นความจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้คำโฆษณา หากมีโครงการแลนด์บริดจ์ งานและรายได้เหล่านี้จะตกเป็นของใคร คนไทยในพื้นที่ หรือทุนใหญ่หรือทุนต่างชาติ

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า เมื่อมีทุนใหญ่เข้ามา แน่นอนว่าตัวเลขจีดีพีก็พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลก็จะพูดได้ว่าเป็นผลงานของรัฐบาล แต่เม็ดเงินจริงๆ แล้วมันเข้ากับกระเป๋าใคร เมื่อสู้ทุนใหญ่ไม่ได้ประชาชนในพื้นที่ก็จะถูกผลักให้เป็นพลเมืองชั้นสองเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หากท่านนึกไม่ออก จำไม่ได้หลงลืมไปแล้ว จะมีเพื่อนสมาชิกมาพูดให้ฟังถึงความล้มเหลวของโครงการ EEC 

“หากเป็นคนอื่นที่ตั้งท่าจะผลักดันกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติขนาดนี้ท่านคงกล่าวหาเขาได้ว่าเป็นโครงการขายชาติ โครงการไม่รักชาติ แต่เมื่อถูกผลักดันโดยคนรักชาติเอง จึงไม่เป็นไร ท่านไม่รักให้ตลอด ท่านรักเป็นเรื่องๆ คำถามต่อมาสัปดาห์ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองก็มีการกว้านซื้อที่ดินอย่างหนักจากนายทุนเพียงเจ้าเดียว ซึ่งเรื่องนี้ดิฉันได้เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว และได้เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงไปในพื้นที่เพื่อที่ท่านจะได้ทราบว่านายทุนที่ดิฉันบอกว่ากว้านซื้อที่ดินที่เขาเรียกกันว่าอาม่านั้น แท้จริงแล้วเป็นอาม่าไหน“ น.ส.ภคมน กล่าว 

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า เมื่อตอนเปิดไปว่าเป็นอาม่า ท่านก็ตกใจขวัญอ่อนเอาอาม่ามารีน หรือ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) บริษัทของน้องชายท่านมาแถลงว่าไม่เกี่ยวข้อง คนเค้าขำกันทั่วเมือง เพราะคนละอาม่า แทนที่นายพิพัฒน์จะสวมบทบาทรัฐมนตรีปกป้องทรัพยากรของชาติ แต่ท่านกลับสวมบทบาทนายทุนปกป้องสมบัติของตัวเอง และจากการที่ตนลงพื้นที่พบว่าลักษณะการซื้อที่ดินของนายทุนคนนี้เขาสามารถคำนวณได้เลยว่าพื้นที่ตรงนี้หาก SEC ผ่านมันจะถูกแปลงเป็นอะไร และลักษณะการซื้อที่ดินเขาจะจัดซื้อที่ดินห่างจากที่ดินที่ถูกเวนคืนประมาณ 200 เมตร ซื้อหมดไม่สนว่ามีโฉนดหรือไม่มีโฉนดแล้วบอกกับชาวบ้านว่าเขาสามารถไปออกโฉนดได้ และพื้นที่สำคัญที่เขาซื้อไปแล้วคือพื้นที่แหลมริ่ว พื้นที่หลังท่าที่เรารู้ดีว่าจะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่สำคัญ และมีมูลค่าสูงมากหากมีท่าเรือเกิดขึ้น ขณะนี้อาม่าซื้อภูเขาริ่วไปแล้วทั้งลูกตั้งแต่หน้าหาด ขึ้นภูเขา ทะลุไปออกถนนใหญ่ แม้ว่าชาวบ้านบางคนเขาจะไม่อยากขาย แต่สุดท้ายเขาก็ถูกบีบให้ต้องขาย ซึ่งเมื่อขายแล้วอาม่าก็ใจดีไม่ไล่ประชาชนออกจากพื้นที่ แต่ให้ประชาชนเช่าที่ตัวเองปีละ 5 หมื่นบาท หักตั้งแต่ตอนซื้อเลย แม้ว่ากฎหมายจะยังไม่ถูกบังคับใช้แต่นายทุนกับเดินเกมล่วงหน้าไปแล้ว แถมยังทำเงินได้อีกด้วย

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า นายทุนเจ้านี้เขาครอบครองที่ดินชนิดที่ว่าประชาชนในพื้นที่เขาแซวกันว่าอำเภอนี้จะสามารถเปลี่ยนชื่อเป็นนายทุนคนนี้ได้แล้ว มันมากพอหรือยังที่รัฐบาลจะต้องลงไปตรวจสอบท่านจำเป็นต้องไปตรวจสอบหรือไม่ว่า การซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนดแล้วไปบอกว่าสามารถออกโฉนดได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดบ้างที่อำนวยความสะดวกอยู่ แม้ว่าท่านจะได้ยินข้อมูลของตนแล้วบอกว่าเป็นการลงทุนปกติของนักธุรกิจ แต่ตนเชื่อว่าไม่มีรัฐบาลที่ไหนปล่อยให้นายทุนเจ้าเดียวกว้างซื้อที่ดินเกือบทั้งอำเภอ ขออย่าเมินเฉยแล้ว ปล่อยให้ประชาชนเขาจำได้ว่าครั้งหนึ่งในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจากที่เขาเคยหากินบนที่ดินของตัวเอง แต่วันนี้ถูกบีบให้ต้องขายแล้วต้องเช่าที่ดินตัวเอง และตนไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนที่เป็นนายทุนใหญ่จะไม่ได้รับสัญญาณจากผู้ที่มีอำนาจ มาว่าการลงทุนหมื่นล้าน พันล้านบาทนั้นจะได้รับกำไรที่มีมูลค่าสูงกลับมา 

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า ดังนั้น ตนคิดว่าวันนี้รัฐบาลอาจจะกำลังแบ่งรับแบ่งสู้กับโครงการนี้ เพราะท่านรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญของรัฐบาลภูมิใจไทย และคณะกรรมการศึกษาของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากไฟเขียวหรือหาทางลง ก็ขอให้ตัดสินใจดีๆ แต่ขณะนี้ตนอยากทราบว่านายพิพัฒน์ยังยืนกรานเสียงแข็งที่จะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ ท่านยังรักคนใต้เหมือนที่รักในช่วงหาเสียงหรือไม่ เพราะช่วงหลังมานี้ท่านยกเลิกภารกิจที่จะลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์บ่อย และล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรก็ถูกเลื่อนออกไป มีประชาชนในพื้นที่เขาเฝ้ารอที่จะสะท้อนปัญหาและถามถึงความชัดเจนของโครงการดังกล่าวก็ไม่ได้ถาม

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า สุดท้ายตนคิดว่าการที่จะเผชิญหน้ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนมีความจำเป็นในฐานะผู้บริหารประเทศนี้ นอกจากนี้ประเด็นที่ต้องถามว่าขณะนี้รัฐบาลทำอะไรอยู่กันแน่ เพราะมีประชาชนตั้งข้อสังเกต ตนได้ลงพื้นที่ไปรับฟังด้วยหูของตัวเอง วันนี้รัฐบาลกำลังเล่นแร่แปรธาตุ ซอยโครงการรับฟังความคิดเห็นในโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ ท่านกำลังต่อจิ๊กซอว์ย่อยโครงการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาเรื่องการก่อสร้างทางรถไฟราง 1.43 เมตรชุมพร-ระนอง ซึ่งอยู่ในเขตโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ท่านไม่ได้ใส่คำว่าแลนด์บริดจ์ลงไป ในชื่อโครงการและใช้วิธีเดียวกับโครงการสร้างถนน MR8 มอเตอร์เวย์ชุมพรระนอง ให้ชาวบ้านไปเซ็นหลังเอกสารสุดท้ายเพื่อรับโครงการถนนสี่เลน โดยไม่บอกว่ามอเตอร์เวย์นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่การพูดถึงผลกระทบต้องพูดถึงภาพใหญ่ทั้งหมด

“หรือเพราะท่านรู้ว่าแลนด์บริดจ์เป็นยาขมที่หากพูดออกไปประชาชนจะออกมาคัดค้าน ท่านจึงเอาความฝันของการอยากมีถนนหนทางของประชาชน เอาเรื่องอยากมีรถไฟเชื่อมต่อระหว่างเมืองและชนบทของประชาชนใช้เล่นกลในการสอบถามพวกเขาเช่นนั้น เมื่อท่านไปถามแยกย่อยเช่นนั้น ประชาชนก็บอกว่ากระทบไม่เยอะ รู้ตัวอีกทีท่านต่อจิ๊กซอว์เสร็จเป็นภาพใหญ่เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านยอมรับโครงการไปโดยที่ไม่รู้ตัวแล้ว“ น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หากเริ่มต้นเช่นนี้การพัฒนาในแบบที่รัฐบาลกำลังจะทำจะผลิดอกออกกำไรให้กับประชาชนได้ตรงไหน ตนคิดว่าวันนี้รัฐบาลต้องวางมูลค่าผลประโยชน์ที่ท่านคำนวณเอาไว้ลงกล่อง แล้วกลับมาที่โจทย์ตามญัตติของตนที่เสนอว่าการพัฒนาภาคใต้ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนความจำเป็นเช่นไร หากเราคิดกันโดยปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน ตนคิดว่าเราจะมีตัวเลือกที่เป็นโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนได้ วันนี้หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การไปคุยกับนายทุนแล้วเอาโครงการใหญ่มายัดเยียดให้กับประชาชน แต่ท่านต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดบทสนทนาในรูปแบบใหม่ๆ โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง 

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า ตนรู้สึกเสียดายเสียโอกาสแทนคนใต้มากๆ เราเสียเวลาในการจินตนาการกับเรื่องแลนด์บริดจ์มากเกินไป นานจนไม่มีจิตใจที่จะจินตนาการถึงการพัฒนาในแบบอื่นเลย ทั้งที่พื้นที่ภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรที่หลากหลาย มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดและสร้างมูลค่าได้มหาศาล มีทรัพยากรที่จะสร้างพลังงานสะอาดได้ หรือรัฐบาลไม่ต้องรอลงทุนตูมเดียวกับแลนด์บริดจ์ ท่านค่อยๆ ทำไป ท่านไปปรับปรุงเรื่องท่าเรือระนองและยกระดับให้เป็นประตูทางการค้าทางฝั่งทะเลอันดามันไปสู่เมียนมาร์และเอเชียใต้ได้ ท่านยกระดับจังหวัดข้างเคียงจังหวัดระนองคู่ขนานกับการผลักดันโครงการท่าเรือระนอง พัฒนาโครงการท่าเรือสงขลาใหม่และยกระดับเป็นศูนย์กลางขนส่งภาคใต้ตอนล่าง ยกระดับเส้นทางรถไฟรางคู่ ที่รัฐมีโครงการจะทำอยู่แล้วเชื่อมท่าเรือปีนังกับหาดใหญ่-สงขลาด้วยทางราง เชื่อมโยงเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านแดนไปยังฝั่งมาเลเซีย เชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ให้ครบทั้งทางเรือ ทางราง ทางรถยนต์ 

น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า วันนี้รัฐบาลต้องวางผลประโยชน์ส่วนตน ส่วนพวกพ้องไว้ก่อน แล้วกลับมาที่คำถามสำคัญที่สุดคือเราจะพัฒนาภาคใต้อย่างไรให้คนใต้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การพัฒนาที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุนหรือเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ภาคใต้เราไม่ได้ขาดโปรเจกต์ขนาดใหญ่ แต่ต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่มีงานที่มั่นคง มีรายได้ที่เป็นธรรม มีที่ดินทำกิน มีสิทธิในการกำหนดอนาคตบ้านของตัวเอง และลูกหลานมีโอกาสเติบโตในบ้านเกิดได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรสร้างพื้นที่ให้เกิดพูดคุยกันกับประชาชน เพื่อให้เห็นอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่หนีหน้าประชาชน เลี่ยงคำพูดไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ปล่อยให้การพัฒนาถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ขณะที่ประชาชนได้รับเพียงเศษเสี้ยวของผลประโยชน์ แต่ต้องแบกรับผลกระทบทั้งหมด

”สุดท้ายอาจมีคนบอกว่าพวกดิฉันไม่เคยบริหาร ทำงานไม่เป็น แต่ถ้าการทำงานเป็นคือการทำให้ผลประโยชน์ตัวเองงอกเงย ดิฉันก็ภูมิใจที่ยืนข้างประชาชน หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนจะขึ้นมาฉายภาพให้เห็นว่า การพัฒนาที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง หน้าตาควรเป็นอย่างไร แล้วสังคมจะได้ร่วมกันพิสูจน์ว่า วิธีคิดแบบไหนคือการทำงานเป็นและทำงานเพื่อประเทศโยชน์ของประเทศจริงๆ“ น.ส.ภคมน กล่าว