อิสราเอลประกาศ หยุดซื้ออาวุธจากฝรั่งเศส ฉุนไม่ให้เครื่องบินผ่าน

อิสราเอลประกาศ หยุดซื้ออาวุธจากฝรั่งเศส ฉุนไม่ให้เครื่องบินผ่าน

1 เม.ย. 2569 02:17 น.

อิสราเอลประกาศ หยุดซื้ออาวุธจากฝรั่งเศส ฉุนไม่ให้เครื่องบินผ่าน

กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศว่า จะระงับการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมทั้งหมดจากฝรั่งเศส หลังฝรั่งเศสประกาศห้ามเครื่องบินอิสราเอลที่บรรทุกยุทโธปกรณ์บินผ่านน่านฟ้า

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า อิสราเอล “ได้ตัดสินใจลดการจัดซื้อด้านกลาโหมจากฝรั่งเศสลงจนเหลือศูนย์ เนื่องจากฝรั่งเศสดำเนินมาตรการที่ “ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของอิสราเอล” โดยจะเปลี่ยนไปใช้การจัดซื้อภายในประเทศอิสราเอลเอง หรือซื้อจากกลุ่มประเทศพันธมิตรแทน”

แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างถึงการที่ฝรั่งเศสให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์เมื่อเดือนกันยายน 2568 และรายงานข่าวที่ว่าฝรั่งเศสไม่อนุญาตให้อากาศยานของอิสราเอลที่บรรทุก “ยุทโธปกรณ์” บินผ่านน่านฟ้าของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสาเหตุของการตัดสินใจในครั้งนี้

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาตำหนิฝรั่งเศส ที่ไม่ยอมให้เครื่องบินขนยุทโธปกรณ์บินผ่าน โดยอ้างว่าฝรั่งเศส “ไม่ให้ความร่วมมืออย่างมาก” ตลอดช่วงระยะเวลาของสงครามกับอิหร่าน และสหรัฐฯ จะ “จดจำ” เอาไว้

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม (SIPRI) ซึ่งติดตามการจัดส่งอาวุธทั่วโลก รายงานเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาวุธ โดยมีสัดส่วนการส่งออกอาวุธคิดเป็นประมาณ 1 ใน 10 ของการส่งออกทั่วโลกในช่วงปี 2564-2568

ข้อมูลจาก SIPRI ระบุว่า ผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอิสราเอลในช่วงเวลาเดียวกันคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และอิตาลี โดยผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศทั้งหมดของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธน.อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ ต้องรับประกันไม่โจมตีอีก เพื่อยุติสงคราม

ปธน.อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ ต้องรับประกันไม่โจมตีอีก เพื่อยุติสงคราม

1 เม.ย. 2569 00:58 น.

ปธน.อิหร่านย้ำ สหรัฐฯ ต้องรับประกันไม่โจมตีอีก เพื่อยุติสงคราม

นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านยืนยัน ข้อตกลงใดๆ ต้องรับประกันความมั่นคงและรักษาผลประโยชน์ของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางซึ่งเข้าสู่เดือนที่ 2 แล้ว

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน แถลงระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) ว่า การตัดสินใจใดๆ เพื่อยุติความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล จะต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของประชาชนชาวอิหร่านเป็นอันดับแรก

เปเซชเคียนกล่าวว่า อิหร่านไม่ได้แสวงหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ แต่จะไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ที่ไม่มีการรับประกันที่มั่นคง เขาระบุว่าการตัดสินใจใดๆ เพื่อยุติสงครามจะต้อง “รับประกันความมั่นคงและผลประโยชน์ของประชาชนชาวอิหร่าน”

เขายังเน้นย้ำอีกว่า อิหร่านพร้อมที่จะเดินหน้าไปสู่การลดความตึงเครียด หากมีหลักประกันที่จับต้องได้ว่าจะไม่มีการรุกรานเกิดขึ้นซ้ำรอย “เรามีความมุ่งมั่นที่จำเป็นในการยุติสงครามโดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของเรา โดยเฉพาะเรื่องการรับประกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานซ้ำอีก” เปเซชเคียนกล่าว

เขายืนยันด้วยว่าการต่อสู้ขัดขืนของกองทัพควบคู่ไปกับความสามัคคีของสาธารณชน คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศผ่านพ้นสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “สถานการณ์วิกฤต” ในปัจจุบันมาได้

“การต่อสู้ขัดขืนโดยกองทัพ พร้อมด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่ประชาชนชาวอิหร่านแสดงให้เห็นในช่วงสงคราม ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศก้าวข้ามสภาวะวิกฤตในขณะนี้” เปเซชเคียนกล่าวตามรายงานของสำนักข่าว IRNA

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมตัวสนับสนุนรัฐบาลในเมืองต่างๆ โดยระบุว่าเป็นองค์ประกอบที่มีค่าในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนของเตหะราน “การรวมตัวของประชาชนในช่วงเย็นมีคุณค่ามหาศาล” เขากล่าวเสริม พร้อมระบุว่าอิหร่านยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ขบวนการกู้เสรีภาพต่างๆ ด้วย

ถ้อยแถลงของเปเซชเคียนมีขึ้นในขณะที่การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล กำลังเข้าสู่เดือนที่สอง โดยปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 1,900 ศพ รวมถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด

ด้านเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล จอร์แดน อิรัก และกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งของโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสีย ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการค้าโลกและการสัญจรทางอากาศในขณะนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : moneycontrol , yenisafak

จีน-ปากีสถาน เรียกร้องหยุดยิงในตะวันออกกลาง จี้เปิดเจรจาสันติภาพ

จีน-ปากีสถาน เรียกร้องหยุดยิงในตะวันออกกลาง จี้เปิดเจรจาสันติภาพ

1 เม.ย. 2569 00:19 น.

จีน-ปากีสถาน เรียกร้องหยุดยิงในตะวันออกกลาง จี้เปิดเจรจาสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศปากีสถานกับจีน เรียกร้องร่วมกันให้มีการหยุดยิงในตะวันออกกลาง และเปิดเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือต่างๆ สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 นายอิสฮัก ดาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน และนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน หารือระดับทวิภาคีที่กรุงปักกิ่ง โดยทั้งคู่ได้หารือเกี่ยวกับความขัดแย้งที่กำลังบานปลายไปทั่วตะวันออกกลาง

หลังการหารือ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้งสองออกแถลงการณ์ร่วมกัน เรียกร้องให้มีการหยุดยิงในตะวันออกกลางทันที และขอให้เปิดการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามในอิหร่าน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ทุกฝ่ายร่วมกันจัดเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับการเดินเรือพาณิชย์และเรือพลเรือนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และคุ้มครองความปลอดภัยของเรือและลูกเรือ ที่ติดค้างอยู่ในน่านน้ำดังกล่าวด้วย

“จีนและปากีสถานขอเรียกร้องให้ยุติการสู้รบในทันที และใช้ความพยายามอย่างสูงสุดเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไป” กระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศระบุในแถลงการณ์ร่วม “อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน เอกราชของชาติ และความมั่นคงของอิหร่านรวมถึงกลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับ ควรได้รับการปกป้อง”

ปัจจุบัน ปากีสถานได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวกลางสำคัญ โดยใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ในการส่งผ่านแผนสันติภาพ 15 ประการของวอชิงตันให้รัฐบาลเตหะราน ก่อนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสี่ฝ่ายระหว่างปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และตุรกี เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้

ในความพยายามทางการทูตล่าสุด ทั้งปากีสถานและจีนได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดโจมตีพลเรือนและ “โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ อาทิ แหล่งพลังงาน โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล โรงไฟฟ้า และสถานประกอบการนิวเคลียร์เพื่อสันติ” ในทันที

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังสนับสนุนให้ยึดถือความสำคัญขององค์การสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ “ยั่งยืน” ต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อังกฤษส่งทหารไปตะวันออกกลางเพิ่ม ย้ำเพื่อช่วยปกป้องพันธมิตร

อังกฤษส่งทหารไปตะวันออกกลางเพิ่ม ย้ำเพื่อช่วยปกป้องพันธมิตร

31 มี.ค. 2569 23:14 น.

อังกฤษส่งทหารไปตะวันออกกลางเพิ่ม ย้ำเพื่อช่วยปกป้องพันธมิตร

สหราชอาณาจักรประกาศส่งทหารไปยังตะวันออกกลางเพิ่มเติม พร้อมด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อช่วยสนับสนุนชาติพันธมิตรในการรับมือกับการโจมตีจากอิหร่าน

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 นายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร กล่าวระหว่างการเดินทางเยือนกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับว่า จะมีการส่งทีมและระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมไปยังซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต ขณะเดียวกันจะมีการขยายระยะเวลาการประจำการของฝูงบินขับไล่ “ไต้ฝุ่น” ในกาตาร์ด้วย

นายฮีลลีย์กล่าวว่า ปัจจุบันมีบุคลากรทางทหารของอังกฤษประมาณ 1,000 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันพื้นที่แถบอ่าวอาหรับและไซปรัส “ข้อความของผมถึงพันธมิตรในอ่าวอาหรับคือ กองทัพที่ดีที่สุดของอังกฤษจะช่วยพวกคุณปกป้องน่านฟ้าเอง”

อนึ่ง จุดยืนของสหราชอาณาจักรต่อสงครามในตะวันออกกลางคือการมีส่วนร่วมใน “ปฏิบัติการเชิงรับ” อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ท่าทีดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า สหราชอาณาจักร “จะไม่ยอมถูกลากเข้าไปในสงครามครั้งนี้” แต่จะยังคงเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและพันธมิตรในภูมิภาคต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ระบุว่า จะมีการส่งเครื่องบินเจ็ทเพิ่มเติมอีก 4 ลำไปยังกาตาร์ เพิ่มเติมจากฝูงบินขับไล่ “ไต้ฝุ่น” ที่ประจำการร่วมกับกองทัพของกาตาร์ไปแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้แจ้งต่อรัฐมนตรีกลาโหมของซาอุดีอาระเบียว่า สหราชอาณาจักรจะส่งมอบระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ “สกาย เซเบอร์” (Sky Sabre) ไปยังซาอุดีอาระเบียภายในสัปดาห์นี้ พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติการระบบดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมระบุว่า ระบบนี้ประกอบด้วยเรดาร์ หน่วยควบคุม และฐานยิงขีปนาวุธ ซึ่งสามารถสกัดกั้นยุทโธปกรณ์และอากาศยานได้ โดยจะถูกนำไปบูรณาการเข้ากับโครงข่ายการป้องกันภัยทางอากาศในวงกว้างของภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน ระบบฐานยิงขีปนาวุธอเนกประสงค์น้ำหนักเบา (LMM) ซึ่งเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ของอังกฤษ ถูกส่งไปประจำการที่บาห์เรนแล้ว พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษที่จะเข้าไปช่วยบูรณาการระบบดังกล่าวเข้ากับระบบป้องกันของบาห์เรน

นอกจากนี้ ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน “แรพิด เซนทรี” (Rapid Sentry) ก็ถูกส่งถึงประเทศคูเวตเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ฮีลลีย์กล่าวว่า “การโจมตีอย่างก้าวร้าวของอิหร่านยังคงเป็นภัยคุกคามต่อพันธมิตรและผลประโยชน์ของเราในตะวันออกกลาง”

“นั่นคือเหตุผลที่สหราชอาณาจักรได้ดำเนินภารกิจเชิงรับมาตั้งแต่วันแรกของความขัดแย้งนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และพันธมิตรของอังกฤษ และในวันนี้ เรากำลังส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วยการขยายเวลาประจำการเครื่องบินเจ็ทในกาตาร์ รวมถึงการวางกำลังทีมและระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน และคูเวต”

นอกจากนี้ เขายังได้กล่าวสดุดีต่อ “ความพยายามที่กล้าหาญ” ของบรรดาพันธมิตรทั่วอ่าวอาหรับ และย้ำว่า “เราจะยืนหยัดเคียงข้างพันธมิตรระยะยาวของเราในตะวันออกกลาง และจะผลักดันต่อไปเพื่อให้ความขัดแย้งนี้ยุติลงโดยเร็ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คิงชาร์ลส์จ่อเยือนสหรัฐฯ 27-30 เม.ย. ทรัมป์ลั่นตั้งตารอได้พบ

คิงชาร์ลส์จ่อเยือนสหรัฐฯ 27-30 เม.ย. ทรัมป์ลั่นตั้งตารอได้พบ

31 มี.ค. 2569 22:03 น.

คิงชาร์ลส์จ่อเยือนสหรัฐฯ 27-30 เม.ย. ทรัมป์ลั่นตั้งตารอได้พบ

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาในวันที่ 27-30 เม.ย.นี้ โดย โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความแสดงความต้อนรับอย่างดี ไม่นานหลังจากเพิ่งตำหนิสหราชอาณาจักรที่ไม่ช่วยรบกับอิหร่าน

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวชื่นชมการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลาที่กำลังจะเกิดขึ้น เพียงไม่นานหลังจากที่เขาเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์สหราชอาณาจักรว่า ไม่มีส่วนร่วมในสงครามกับอิหร่านและความพยายามในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“โอกาสสำคัญในครั้งนี้จะยิ่งพิเศษมากขึ้นไปอีกในปีนี้ เนื่องจากเรากำลังร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของประเทศที่ยิ่งใหญ่ของเรา ผมตั้งตารอที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับองค์กษัตริย์ ผู้ซึ่งผมให้ความเคารพอย่างสูง มันจะต้องเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก!” ทรัมป์เขียนข้อความลงบน Truth Social

ทรัมป์ระบุอีกว่า “การเสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการครั้งประวัติศาสตร์” นี้ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย. โดยจะรวมถึง “งานเลี้ยงอาหารค่ำที่งดงาม” ณ ทำเนียบขาว ในวันที่ 28 เม.ย.ด้วย

ทั้งนี้ พระราชวังบักกิงแฮมได้ประกาศเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินเยือนดังกล่าวเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ในเช้าวันเดียวกัน ทรัมป์โพสต์ข้อความโจมตีชาติยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่ปฏิเสธ “การเข้ามีส่วนร่วมในการกำจัดอิหร่าน” และกล่าวว่าสหราชอาณาจักรควรจะรวบรวม “ความกล้าที่มาช้าเกินไป” เพื่อช่วยนำเชื้อเพลิงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

“คุณต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะสู้เพื่อตัวเอง สหรัฐฯ จะไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยคุณอีกต่อไป เหมือนกับที่คุณไม่ได้อยู่ข้างเราในตอนนั้น” ทรัมป์ระบุในข้อความดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จวกยุโรป ไม่ช่วยรบอิหร่าน ลั่นไปเอาน้ำมันคืนมาเองแล้วกัน

ทรัมป์จวกยุโรป ไม่ช่วยรบอิหร่าน ลั่นไปเอาน้ำมันคืนมาเองแล้วกัน

31 มี.ค. 2569 21:25 น.

ทรัมป์จวกยุโรป ไม่ช่วยรบอิหร่าน ลั่นไปเอาน้ำมันคืนมาเองแล้วกัน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีชาติยุโรปที่ไม่ช่วยเหลือในการโจมตีอิหร่าน พร้อมประกาศกร้าวให้ยุโรปไปเอาน้ำมันที่ติดอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซเอาเอง สหรัฐฯ จะไม่ช่วยอีกต่อไป

เมื่อ 31 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศยุโรปอีกครั้ง ที่ไม่ยอมยกระดับความช่วยเหลือในสงครามอิหร่านให้มากขึ้น และให้ไปเอาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซด้วยตัวเอง สหรัฐฯ จะไม่ช่วยอีกต่อไป

“สำหรับบรรดาประเทศที่ไม่สามารถหาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินได้เพราะปัญหาที่ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเช่นสหราชอาณาจักร ซึ่งปฏิเสธที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการกับอิหร่าน ผมมีคำแนะนำให้พวกคุณ: ข้อ 1 ซื้อจากสหรัฐฯ ซะ เรามีเหลือเฟือ”

“และข้อ 2 รวบรวมความกล้าที่มาช้าเกินไปนั่นซะ แล้วไปที่ช่องแคบนั้น จากนั้นก็แค่ยึดมันมา คุณต้องเริ่มเรียนรู้ที่จะสู้เพื่อตัวเอง สหรัฐฯ จะไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อช่วยคุณอีกต่อไป เหมือนกับที่คุณไม่ได้อยู่ข้างเราในตอนนั้น ตอนนี้อิหร่านถูกทำลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ส่วนที่ยากที่สุดมันจบลงแล้ว ไปหาน้ำมันของพวกคุณเอาเองเถอะ”

หลังจากนั้น ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์ก็โพสต์ข้อความเพิ่มเติมอีก โดยคราวนี้ประณามฝรั่งเศสที่ไม่ยอมให้เครื่องบินขนยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าไปยังอิสราเอล

“ประเทศฝรั่งเศสไม่ยอมให้เครื่องบินที่มุ่งหน้าไปยังอิสราเอล ซึ่งบรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารเต็มลำ บินผ่านน่านฟ้าของพวกเขา ฝรั่งเศส ไม่ให้ความร่วมมืออย่างมาก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ‘จอมเชือดแห่งอิหร่าน’ (Butcher of Iran) ซึ่งตอนนี้ถูกกำจัดไปแล้ว! สหรัฐอเมริกาจะ จดจำ เรื่องนี้ไว้!!! ประธานาธิบดี DJT”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

Grab ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในสิงคโปร์ เริ่ม 7 เม.ย. ช่วยไรเดอร์รับมือต้นทุนพุ่ง

Grab ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในสิงคโปร์ เริ่ม 7 เม.ย. ช่วยไรเดอร์รับมือต้นทุนพุ่ง

31 มี.ค. 2569 14:59 น.

Grab ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในสิงคโปร์ เริ่ม 7 เม.ย. ช่วยไรเดอร์รับมือต้นทุนพุ่ง

แพลตฟอร์มชื่อดัง Grab ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันชั่วคราวในประเทศสิงคโปร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับมือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

Grab  แพลตฟอร์มชื่อดังปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน หรือ Fuel Surcharge ชั่วคราวในประเทศสิงคโปร์ เป็น 0.90 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเที่ยว เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับมือความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก

การปรับขึ้นดังกล่าว เท่ากับเพิ่มค่าธรรมเนียมอีก 0.40 ดอลลาร์จากเดิม โดยจะมีผลกับบริการเรียกรถทั้งหมด ยกเว้นแท็กซี่มิเตอร์และบริการมาตรฐานบางประเภท

Grab ระบุว่า ค่าธรรมเนียม “Driver Fee” เดิมที่ 0.50 ดอลลาร์ จะถูกปรับชื่อเป็น “Fuel Surcharge” และรวมเป็นรายการเดียว ทำให้ผู้โดยสารจะเห็นค่าธรรมเนียมรวมเพิ่มเป็น 0.90 ดอลลาร์ต่อเที่ยว

บริษัทชี้แจงว่า เงินส่วนนี้ 100% จะถูกส่งต่อให้คนขับโดยตรง เพื่อช่วยชดเชยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะแสดงแยกชัดเจนในใบเสร็จหลังจบทริป

Grab ระบุว่า แม้จะเข้าใจผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้ใช้ แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงและคาดเดายาก ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับตัวในระยะสั้น

นอกจากการขึ้นค่าธรรมเนียมแล้ว Grab ยังเปิดตัวแพ็กเกจช่วยเหลือคนขับมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์โดยมาตรการประกอบด้วย คูปองส่วนลดน้ำมัน (Fuel vouchers) , โบนัสเงินสดรายเดือนเพิ่มขึ้น และโปรแกรมเงินคืน (cashback rebates)

โดยบริษัทระบุว่า มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบเพื่อช่วยลดภาระต้นทุนรายวันของคนขับ หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

การดำเนินการทั้งหมดพัฒนาร่วมกับ National Private Hire Vehicles Association ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนผู้ขับขี่

ไม่เพียงแต่ Grab เท่านั้น ผู้ให้บริการรายอื่นในสิงคโปร์ก็เริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน อย่างบริษัท Strides Premier ในเครือ SMRT ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารเล็กน้อย พร้อมมอบเครดิตค่าน้ำมัน 50 ดอลลาร์ให้คนขับ

ขณะที่ ComfortDelGro ผู้ให้บริการแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้เริ่มเก็บ “driver fee” ชั่วคราว และปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม

ด้านแอปเรียกรถ TADA ระบุว่า อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเพิ่มรายได้และสวัสดิการให้คนขับ.

ที่มา : channelnewsasia

Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

 Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

31 มี.ค. 2569 12:58 น.

Korean Air เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน รับมือราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สายการบิน Korean Air ประกาศเข้าสู่โหมดบริหารจัดการฉุกเฉิน หลังต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบของความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก

โฆษกของสายการบิน Korean Air ระบุว่า บริษัทจะดำเนินมาตรการลดต้นทุนภายในองค์กร เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยล่าสุดราคาทะลุระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจาก International Air Transport Association ระบุว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยพุ่งขึ้นเกือบแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

นายวู คี-ฮง รองประธานของ Korean Air เปิดเผยผ่านบันทึกภายในถึงพนักงานว่า บริษัทมีแผนจะเปลี่ยนเข้าสู่ระบบบริหารฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน พร้อมย้ำว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่ายระยะสั้น แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างองค์กรในระยะยาว

นอกจาก Korean Air แล้ว สายการบิน Asiana Airlines และ Air Busan ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม Hanjin Group ก็ได้เริ่มใช้มาตรการบริหารฉุกเฉินเช่นกัน

ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนด้านพลังงาน เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก

นักวิเคราะห์มองว่า หากราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงต่อเนื่อง อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอาจต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านต้นทุน การปรับราคาตั๋วโดยสาร และความต้องการเดินทางของผู้บริโภคในระยะถัดไป.

ที่มา : BBC

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิดในปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถาน-อิหร่าน หวั่นเอี่ยวสงครามตะวันออกกลาง

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิดในปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถาน-อิหร่าน หวั่นเอี่ยวสงครามตะวันออกกลาง

31 มี.ค. 2569 12:42 น.

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติระเบิดในปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถาน-อิหร่าน หวั่นเอี่ยวสงครามตะวันออกกลาง

เกิดเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นหลักทางตอนใต้ของปากีสถาน ใกล้พรมแดนอัฟกานิสถานและอิหร่าน ทำให้ต้องระงับการจ่ายก๊าซไปหลายพื้นที่โดยขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด

สื่อต่างประเทศรายงานว่าเกิดเหตุระเบิดท่อส่งก๊าซธรรมชาติทางตอนใต้ของประเทศปากีสถานเมื่อวานนี้ (30 มี.ค.)  ส่งผลให้ต้องระงับการจ่ายก๊าซไปยังหลายเขตพื้นที่ โดยในขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการโจมตีดังกล่าว

โฆษกบริษัท Sui Southern Gas Company (SSGC) เผยว่า ท่อส่งก๊าซหลักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 นิ้ว บริเวณชานเมืองเควตตา เมืองหลวงของแคว้นบาลูจิสถาน ซึ่งมีพรมแดนอยู่ติดกับประเทศอัฟกานิสถานและอิหร่าน ถูกระเบิดทำลายโดยกลุ่มคนไม่ทราบฝ่าย โดยเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นส่งผลให้ระบบการจ่ายก๊าซในหลายพื้นที่ของเมืองและพื้นที่อื่น ๆ อีกอย่างน้อย 5 เขตต้องหยุดชะงักลงในทันที

โดยแคว้นบาลูจิสถานนี้เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของทั้งกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนและกองกำลังติดอาวุธอิสลาม โดยเฉพาะกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ต่อสู้กับภาครัฐมาเป็นเวลานานผ่านการมุ่งโจมตีรัฐบาลและกองทัพ พร้อมทั้งกล่าวโทษรัฐบาลกลางในกรุงอิสลามาบัดว่าพยายามริดรอนสิทธิของคนในท้องถิ่นเหนือทรัพยากรแร่ธาตุจำนวนมหาศาลในภูมิภาค ซึ่งควรจะเป็นผลประโยชน์ที่คนในพื้นที่ได้รับการแบ่งสรรปันส่วนอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ทางโฆษกของ SSGC ยืนยันว่าในขณะนี้ทีมวิศวกรกำลังเร่งดำเนินการซ่อมแซมท่อส่งก๊าซเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด.

ที่มา: Reuters

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE ศพที่ 14 ในปีนี้

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE ศพที่ 14 ในปีนี้

31 มี.ค. 2569 11:27 น.

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE ศพที่ 14 ในปีนี้

ชายเม็กซิกันเสียชีวิตในศูนย์กักกันของ ICE เป็นรายที่ 14 ของปีนี้ ด้านรัฐบาลเม็กซิโกเตรียมช่วยเหล่าผู้ถูกกักกันส่งฟ้อง พร้อมนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างอเมริกา

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) แถลงในวานนี้ (30 มี.ค.) ว่ามีชายผู้อพยพชาวเม็กซิกันรายหนึ่งเสียชีวิตขณะอยู่ในการควบคุมตัวที่สถานกักกันในนครลอสแองเจลลิส เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมของจำนวนผู้เสียชีวิตขณะอยู่ในการควบคุมตัวของ ICE ในปี 2026 นี้ สูงถึงอย่างน้อย 14 ราย เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากรัฐบาลเม็กซิโก

ชายผู้เสียชีวิต นาย Jose Guadalupe Ramos-Solano วัย 52 ปี ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบ บนเตียงนอนในศูนย์อาเดลันโต (Adelanto ICE Processing Center) ในสภาพหมดสติและไม่แสดงการตอบสนองใด ๆ  เจ้าหน้าที่จึงประสานแพทย์ประจำสถานกักกันเข้าให้ความช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนเขาจะเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

การผลักดันมาตรการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2 เมื่อปี 2025 โดยเขาให้คำมั่นว่าว่าจะกักตัวและส่งผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจำนวนหลายล้านคนกลับประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้ถูกจับกุมและส่งไปกักกันพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 68,000 ราย เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มผู้เห็นต่างมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยในปี 2025 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกกักตัวอย่างน้อย 31 ราย นับเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี และหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ยอดผู้เสียชีวิตในปีนี้อาจมีแนวโน้มพุ่งสูงเกินกว่าสถิติเดิม

นาย Jose Guadalupe Ramos-Solano ถูกจับกุมในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเมืองทอร์รันซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2025 เขาเคยถูกจับกุมในความผิดฐานครอบครองสารควบคุมและลักทรัพย์ โดยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้นก่อนถูกคุมขังพบว่า เขามีโรคประจำตัวคือเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และความดันโลหิตสูง

โดยนาย Jose Guadalupe Ramos-Solano เป็นผู้อพยพรายที่ 4 ที่เสียชีวิตระหว่างถูกกักตัว ณ ศูนย์กักกันอาเดลันโต นับตั้งแต่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศ โดยผู้เสียชีวิตทั้งสี่รายนี้ล้วนเป็นชายชาวเม็กซิกัน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเม็กซิโกแถลงว่าจะยื่นเอกสารเพื่อสนับสนุนการฟ้องร้องของกลุ่มผู้ถูกกักกัน ในข้อกล่าวหาด้านสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของสถานกักกัน การดูแลทางการแพทย์ที่ไม่ทั่วถึง สภาพสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการใช้มาตรการกักตัวแยกเพื่อเป็นการลงโทษ นอกจากนี้ทางกระทรวงฯ ยังจะนำประเด็นการเสียชีวิตของผู้อพยพเข้าหารือกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา (IACHR) ต่อไปอีกด้วย

ระหว่างการแถลงข่าว ณ สถานกงสุลเม็กซิโกในนครลอสแอนเจลิส นาง Vanessa Calva Ruiz นักการทูตเม็กซิโก กล่าวว่าการเสียชีวิตครั้งล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มตัวเลขที่น่ากังวลของเหตุการณ์ซึ่งไม่อาจยอมรับได้ ที่ได้เริ่มขึ้นในปี 2025 หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง โดยเธอระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบ ข้อบกพร่องในการดำเนินงาน และอาจรวมถึงความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่

ขณะที่โฆษกกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ได้ออกมาโต้แย้งถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในสถานกักกัน โดยยืนยันว่าสถานกักกันมีมาตรฐานการดูแลที่สูงกว่าเรือนจำส่วนใหญ่ที่ใช้คุมขังพลเมืองสหรัฐฯ และมีการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเหมาะสม โดยทางการกำลังเร่งขยายพื้นที่เพื่อรองรับผู้อพยพเพิ่มเติม พร้อมระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตถือเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถูกกักตัวทั้งหมด

แม้ ICE จะยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนทั้งหมดของผู้ถูกกักตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม แต่แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามรายหนึ่งเปิดเผยว่าจำนวนผู้ถูกกักตัวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงมาอยู่ที่ราว 60,000 ราย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายงบประมาณซึ่งผ่านสภาในปี 2025 จากเสียงสนับสนุนท่วมท้นของพรรครีพลับบิกัน ได้ทำให้ ICE มีงบประมาณมหาศาลซึ่งมากเพียงพอที่จะสามารถกักตัวผู้อพยพได้กว่า 100,000 คน ในคราวเดียว.

ที่มา: Reuters