“เซลีน ดิออน” ประกาศคัมแบ็กยิ่งใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตปารีส 10 รอบ หลังต่อสู้กับโรคหายาก

“เซลีน ดิออน” ประกาศคัมแบ็กยิ่งใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตปารีส 10 รอบ หลังต่อสู้กับโรคหายาก

31 มี.ค. 2569 11:20 น.

“เซลีน ดิออน” ประกาศคัมแบ็กยิ่งใหญ่ เปิดคอนเสิร์ตปารีส 10 รอบ หลังต่อสู้กับโรคหายาก

เซลีน ดิออน นักร้องชื่อดังประกาศการกลับมาสู่เวทีอีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังต้องหยุดพักงานไปนานจากปัญหาสุขภาพ โดยเตรียมจัดคอนเสิร์ต 10 รอบในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เซลีน ดิออนนักร้องเสียงทรงพลังชาวแคนาดา ประกาศการกลับมาสู่เวทีอีกครั้งอย่างเป็นทางการ หลังต้องหยุดพักงานไปนานจากปัญหาสุขภาพ โดยเตรียมจัดคอนเสิร์ต 10 รอบในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 

เซลีน ดิออน วัย 58 ปี ระบุว่า ปีนี้เธอได้รับของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิต นั่นคือโอกาสได้กลับไปพบทุกคน และร้องเพลงให้ฟังอีกครั้งที่ปารีส โดยก่อนหน้านี้ กระแสการกลับมาของเธอเริ่มถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังมีการโปรโมตผ่านสื่อโฆษณาตามท้องถนนในกรุงปารีส รวมถึงการแสดงแสงไฟบนหอไอเฟลที่ช่วยยืนยันข่าวการคัมแบ็กครั้งสำคัญ รายงานข่าวระบุว่า ในส่วนของบัตรคอนเสิร์ต จะเปิดจำหน่ายล่วงหน้าในวันที่ 7 เมษายน และเปิดขายทั่วไปในวันที่ 10 เมษายน  

ทั้งนี้ เซลีน ดิออน เคยสร้างปรากฏการณ์จากการแสดงระยะยาวในลาสเวกัส สหรัฐฯ ระหว่างปี  2546-2550 และ 2554-2562 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโชว์ที่ทำรายได้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เธอต้องพักงานในปี 2565 ที่ผ่านมา หลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Stiff-Person Syndrome ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งอย่างรุนแรง จนไม่สามารถร้องเพลงได้ และต้องเลื่อนก่อนจะยกเลิกทัวร์ “Courage World Tour”.

ญี่ปุ่นย้ำพันธมิตรไทย เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในวาระครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว

ญี่ปุ่นย้ำพันธมิตรไทย เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในวาระครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว

31 มี.ค. 2569 10:41 น.

ญี่ปุ่นย้ำพันธมิตรไทย เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในวาระครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว

ในวาระครบรอบ 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว ญี่ปุ่นย้ำบทบาทหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ของไทย พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้านการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเกิดขึ้นบริเวณภาคกลางของประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ย้ำถึงบทบาทการเป็นพันธมิตรที่ดีของไทยเสมอมาโดยระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำถึงความเป็นจริงที่ว่า แผ่นดินไหวสามารถก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรง แม้แต่ในประเทศไทยซึ่งมีความเสี่ยงต่ำโดยเฉพาะ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศ ในโอกาสนี้ ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งอีกครั้งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และขอแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อความทุ่มเทของทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการฟื้นฟูและบูรณะพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอาคาร การพัฒนาศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ ตลอดจนการส่งเสริมและยกระดับการตระหนักรู้ด้านการป้องกันภัยพิบัติของประชาชน ซึ่งครอบคลุมในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งขยายตัวของเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาปรับปรุงมาตรการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะประเทศที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ ได้สั่งสมประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติมาอย่างยาวนาน เช่น การกำหนดมาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหว การปรับปรุงโครงสร้างอาคารให้มีความทนทาน ระบบเตือนภัยล่วงหน้า การให้การศึกษาด้านการป้องกันภัย ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในระดับพื้นที่ ความพยายามเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริม “การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า” อย่างรอบด้าน ซึ่งมิใช่เพียงมาตรการเชิงระบบหรือเชิงเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างสังคมที่มีศักยภาพในการเผชิญและก้าวข้ามภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง

ภายหลังการเกิดเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างเร่งด่วน โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้คำร้องขอของรัฐบาลไทย เช่น การส่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้างและโยธา เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประเมินและรับรองความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ตลอดจนการดำเนินโครงการฝึกอบรมและการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ผ่านองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย

ยิ่งไปกว่านั้น จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ประเทศญี่ปุ่นยังได้ให้การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมผ่านการมอบสิ่งของช่วยเหลือฉุกเฉิน พร้อมทั้งเดินหน้าความร่วมมือในระยะกลางและระยะยาวเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันภัยพิบัติ โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องความร่วมมือในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรับมือภัยพิบัติ การบูรณะฟื้นฟู  ตลอดจนการลดความเสี่ยงในอนาคตอย่างเป็นระบบอย่างไร้รอยต่อ

ในด้านความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญในสาขาการป้องกันภัยพิบัติและแผ่นดินไหวของทั้งสองประเทศ ได้แบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและมหาอุทกภัยในครั้งนี้ ได้ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือดังกล่าวให้ยิ่งแน่นแฟ้น การยกระดับความร่วมมือในด้านเฉพาะทางเช่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนทั้งการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งมุ่งหวังว่าจะสนับสนุนความพยายามในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติในอนาคต

ความร่วมมือดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หากแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจที่ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันสั่งสมมาอย่างยาวนาน ความร่วมมือในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมือง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ผ่านมา ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการประสานงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในยามที่เกิดภัยพิบัติ

นอกจากนี้ การป้องกันภัยพิบัติ ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการรับมือกับภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ความต่อเนื่องของกิจกรรมทางธุรกิจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาและเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน การดำเนินมาตรการด้านการป้องกันและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ในโอกาสครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ภัยพิบัติ  มิใช่เพียงโอกาสในการหวนรำลึกถึงอดีต หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนและยืนยันความพร้อมสำหรับอนาคต แม้ภัยธรรมชาติจะไม่อาจป้องกันได้โดยสิ้นเชิง แต่เราสามารถลดทอนความเสียหายให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความพยายามร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศญี่ปุ่น มุ่งมั่นที่จะเดินเคียงข้างประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็งต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญสู่การก้าวไปสู่สังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้นในอนาคต

                                                                                                    28 มีนาคม พ.ศ. 2569

                                                                                                     โอตากะ มาซาโตะ

                                                                              เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม

                                                                     สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์เล็งให้ชาติอาหรับช่วยกันจ่ายค่าทำสงครามอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์เล็งให้ชาติอาหรับช่วยกันจ่ายค่าทำสงครามอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

31 มี.ค. 2569 09:44 น.

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์เล็งให้ชาติอาหรับช่วยกันจ่ายค่าทำสงครามอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ทำเนียบขาวเผย โดนัลด์ ทรัมป์ สนใจแนวคิดให้ประเทศอาหรับร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำสงครามกับอิหร่าน มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เทียบโมเดลสงครามอ่าวปี 2533

วันที่ 30 มีนาคม 2569 โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความสนใจในแนวคิดที่จะให้ประเทศอาหรับเข้ามามีส่วนร่วมในการรับภาระค่าใช้จ่ายจากสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งประเมินว่าอาจสูงถึงระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในไอเดียที่ทรัมป์กำลังพิจารณา หลังถูกตั้งคำถามว่าประเทศอาหรับควรมีบทบาทในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสงครามหรือไม่ โดยคำถามนี้อ้างอิงถึงกรณีในอดีตช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลาง ได้ร่วมกันสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมว่า แนวคิดนี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ หรือจะมีประเทศใดบ้างที่อาจถูกขอให้เข้าร่วมรับภาระค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ ท่าทีนี้สะท้อนแนวคิดของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ที่ต้องการกระจายภาระต้นทุนของสงครามไปยังพันธมิตรในภูมิภาค ท่ามกลางความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและความมั่นคงในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Aljazeera

ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันอิสราเอล รอบ 2 ในเดือนเดียว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ปะทุหนัก

ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันอิสราเอล รอบ 2 ในเดือนเดียว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ปะทุหนัก

31 มี.ค. 2569 08:45 น.

ไฟไหม้โรงกลั่นน้ำมันอิสราเอล รอบ 2 ในเดือนเดียว ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ปะทุหนัก

เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟา ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือน ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน แต่ยังไม่ยืนยันสาเหตุที่แน่ชัด

ภาพจากจุดเกิดเหตุเผยให้เห็นเปลวไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงจากถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ พร้อมกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยของอิสราเอลจะสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ได้ว่า เกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธโดยตรง หรือเป็นผลจากเศษซากของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยิงสกัด

อิสราเอลซึ่งมีโรงกลั่นน้ำมันเพียง 2 แห่ง ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น ขณะที่กองทัพอิสราเอลยังคงเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์พาร์ส” (South Pars) หนึ่งในแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของโลก

ในอีกด้านหนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานด้านปิโตรเคมีของอิหร่านก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีหลายครั้งเช่นกัน สะท้อนถึงการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องระหว่างทั้งสองประเทศ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งยังลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย โดยซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดขีปนาวุธได้อย่างน้อย 5 ลูกที่มุ่งเป้าไปยังพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญของประเทศ

ด้านบาห์เรน ประกาศเตือนภัยขีปนาวุธ ขณะที่นครดูไบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานลูกไฟระเบิดบนท้องฟ้า หลังระบบป้องกันภัยสามารถยิงสกัดขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามาได้สำเร็จ.

ที่มา : AP

คูเวตแฉ ถูกอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันกลางท่าเรือดูไบ เตือนเสี่ยงน้ำมันรั่วกระทบสิ่งแวดล้อม

คูเวตแฉ ถูกอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันกลางท่าเรือดูไบ เตือนเสี่ยงน้ำมันรั่วกระทบสิ่งแวดล้อม

31 มี.ค. 2569 08:17 น.

คูเวตแฉ ถูกอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันกลางท่าเรือดูไบ เตือนเสี่ยงน้ำมันรั่วกระทบสิ่งแวดล้อม

คูเวตเผยเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ของประเทศ ถูกโจมตีระหว่างจอดเทียบท่าในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดน้ำมันรั่วไหลในทะเลโดยรอบ

สำนักข่าวทางการคูเวต รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคมว่า บริษัทน้ำมันแห่งชาติคูเวต (Kuwait Petroleum Corporation) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน “อัล ซัลมี” (Al Salmi) ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบเต็มลำ ถูกโจมตีโดยตรง ส่งผลให้ตัวเรือได้รับความเสียหายและเกิดเพลิงไหม้บนเรือ

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสียหายต่อเรือ แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ โดยทางบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายอย่างละเอียด ขณะเดียวกันยังเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำมันรั่วไหล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้านสำนักงานสื่อของนครดูไบ ยืนยันผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เจ้าหน้าที่กำลังรับมือกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเรือบรรทุกน้ำมันของคูเวตในน่านน้ำดูไบ โดยยืนยันว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ลูกเรือทั้ง 24 คนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ขณะที่ทีมดับเพลิงทางทะเลกำลังเร่งควบคุมเพลิงไหม้และจัดการสถานการณ์ตามขั้นตอนความปลอดภัย

ในเวลาเดียวกัน กองทัพคูเวตยังเปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศกำลังตอบโต้การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคาม ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง.

ที่มา : channelnewsasia

ส่องท่าทีนานาชาติ รับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร?

ส่องท่าทีนานาชาติ รับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร?

31 มี.ค. 2569 05:41 น.

ส่องท่าทีนานาชาติ รับมือวิกฤตพลังงานอย่างไร?

หลายประเทศกำลังเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในประเทศของตัวเอง หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อ 1 เดือนก่อน จนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศกำลังเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในประเทศของตัวเองที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคาร “เจพีมอร์แกน” (JPMorgan) เตือนในรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ภูมิภาคเอเชียจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ และแรงสั่นสะเทือนนี้จะขยายวงกว้างไปทางชาติตะวันตก

โปแลนด์เป็นประเทศล่าสุดต่อจาก เกาหลีใต้จีนโครเอเชีย และฮังการี ที่ประกาศใช้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมัน

ส่วนที่ฝรั่งเศส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแถลงเมื่อวันศุกร์ว่า กำลังใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเฉพาะกลุ่มสำหรับภาคการขนส่ง เกษตรกรรม และการประมง รวมถึงนโยบายช่วยเหลือครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในการจ่ายค่าพลังงาน

ที่ประเทศจอร์แดน นายกรัฐมนตรีประกาศมาตรการประหยัดพลังงานหลายอย่างในวันจันทร์ (30 มี.ค. 2569) อาทิ การสั่งห้ามใช้เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อนในหน่วยงานรัฐและสถาบันสาธารณะ, ห้ามใช้รถยนต์หลวงยกเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และระงับการเดินทางทั้งหมดของคณะตัวแทนจากภาครัฐ

ขณะที่อิตาลีออสเตรเลีย และไอร์แลนด์ ใช้มาตรการประกาศลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อพยายามตรึงราคาให้ต่ำลง

ด้านสหราชอาณาจักรเตรียมงบประมาณ 50 ล้านปอนด์ (ราว 1,124 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยที่ใช้เครื่องทำความร้อนด้วยน้ำมันก๊าด เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้มาตรการเพดานราคาพลังงานที่มีอยู่เดิมเหมือนครัวเรือนส่วนใหญ่ในอังกฤษ

ที่ญี่ปุ่น รัฐบาลเริ่มระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้ในปริมาณเท่ากับการบริโภค 30 วันเมื่อสัปดาห์ก่อน และได้อนุมัติเงินอุดหนุนเพื่อพยายามรักษาค่าน้ำมันให้อยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ 170 เยน (ราว 34.9 บาท) ต่อลิตร

ขณะที่ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศแรกที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติอันเนื่องมาจากวิกฤตพลังงานเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยมีการนำมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันและมาตรการอื่น ๆ มาใช้เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง รวมถึงดำเนินขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อลดการฉวยโอกาสทำกำไรเกินควรและการกักตุนสินค้าด้วย

และที่อียิปต์ นายกรัฐมนตรีประกาศมาตรการชั่วคราวต่างๆ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น การให้พนักงานบางส่วนสามารถทำงานทางไกลได้, การชะลอโครงการของรัฐที่ใช้เชื้อเพลิงสูง และการสั่งปิดร้านค้าเร็วขึ้น โดยปัจจุบันร้านค้าและคาเฟ่ต้องปิดในเวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับกรุงไคโรที่ปกติธุรกิจต่าง ๆ จะเปิดให้บริการจนดึกดื่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รัสเซียสั่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษ ข้อหาจารกรรมข้อมูล

รัสเซียสั่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษ ข้อหาจารกรรมข้อมูล

31 มี.ค. 2569 05:12 น.

รัสเซียสั่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษ ข้อหาจารกรรมข้อมูล

รัสเซียสั่งให้นักการทูตอังกฤษรายหนึ่งออกจากประเทศในข้อหาจารกรรมข้อมูล อ้างให้ข้อมูลเท็จในการยื่นเอกสาร และพยายามรวบรวมข้อมูลอ่อนไหว

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 หน่วยงานความมั่นคงรัฐบาลกลางรัสเซีย (FSB) ระบุว่า นักการทูตอังกฤษรายหนึ่งได้ให้ข้อมูลเท็จในการยื่นขอเข้าประเทศ รวมถึงพยายามรวบรวมข้อมูลอ่อนไหวระหว่างการประชุมทางเศรษฐกิจซึ่งจัดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ นักการทูตรายนี้จึงถูกเพิกถอนสถานะ และได้รับคำสั่งให้ออกจากประเทศภายใน 2 สัปดาห์

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง พร้อมกล่าวหารัสเซียว่ากำลังดำเนินแคมเปญคุกคามนักการทูตอังกฤษอย่างก้าวร้าวและเป็นระบบ

“รัสเซียได้ปั้นแต่งข้อกล่าวหาที่เป็นอันตรายและไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับงานของพวกเขา” โฆษกระบุในแถลงการณ์ “สหราชอาณาจักรจะไม่ยอมให้มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษและครอบครัวของพวกเขา”

สำนักข่าว Tass ของรัฐบาลรัสเซียรายงานว่า FSB อ้างว่านักการทูตรายนี้ “เจตนาให้ข้อมูลเท็จ” ขณะขออนุญาตเข้าเมือง และตรวจพบ “สัญญาณของการก่อจารกรรม” นอกจากนี้ ชื่อของเขายังถูกเปิดเผยผ่านสื่อของรัฐบาลรัสเซียด้วย

ภายหลังการเนรเทศดังกล่าว นางดาแน โดลาเกีย (Danae Dholakia) อุปทูตสหราชอาณาจักรประจำรัสเซีย ก็ถูกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเรียกตัวเข้าพบ ก่อนที่เธอจะกลับออกมาโดยไม่ได้ให้ความเห็นใด ๆ

เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในมาตรการตอบโต้แบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” ครั้งล่าสุดระหว่างสหราชอาณาจักรกับรัสเซีย หลังความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศย่ำแย่ลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยต่างฝ่ายต่างเนรเทศนักการทูตของกันและกันจำนวนมาก นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเนรเทศนักการทูตอังกฤษรายหนึ่งออกนอกประเทศจากข้อหาจารกรรม โดยก่อนหน้านั้นในเดือนมีนาคม 2568 รัสเซียก็เนรเทศเจ้าหน้าที่อังกฤษ 2 นาย ด้วยข้อหาจารกรรมเช่นกัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรได้กล่าวหามอสโกว่า “สร้างข้อกล่าวหาที่มุ่งร้ายและไร้มูลความจริง” ต่อเจ้าหน้าที่ของตน

ด้านสหราชอาณาจักรตอบโต้ด้วยการเพิกถอนการรับรองสถานะของนักการทูตรัสเซียและคู่สมรส โดยระบุว่าจะ “ไม่ยอมให้มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่สถานทูตอังกฤษและครอบครัวของพวกเขาเป็นอันขาด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สภาอิหร่านอนุมัติ แผนเก็บค่าผ่านทาง เรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ

สภาอิหร่านอนุมัติ แผนเก็บค่าผ่านทาง เรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ

31 มี.ค. 2569 04:37 น.

สภาอิหร่านอนุมัติ แผนเก็บค่าผ่านทาง เรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ

คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯ อิหร่าน อนุมัติแผนการจัดเก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยจะจัดเก็บเป็นเงินเรียล และจะห้ามเรือของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสัญจรผ่าน

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งสภาผู้แทนราษฎรอิหร่าน อนุมัติแผนการควบคุมและจัดเก็บค่าผ่านทางสำหรับเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำทางยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกถูกขนส่งผ่านแล้ว ตามการเปิดเผยของสมาชิกคณะกรรมาธิการรายหนึ่ง

สำนักข่าว IRIB ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า แผนการของคณะกรรมาธิการชุดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้ “บทบาทอธิปไตยของอิหร่านและกองทัพของประเทศ”

แผนดังกล่าวกำหนดองค์ประกอบหลักหลายประการเพื่อเสริมสร้างการควบคุมและการกำกับดูแลช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึง การจัดการด้านความมั่นคงเพื่อปกป้องเส้นทางน้ำ, มาตรการเพื่อรับรองความปลอดภัยในการเดินเรือ, กฎระเบียบทางการเงินและการ “จัดเก็บค่าผ่านทางในสกุลเงินเรียล” สำหรับเรือที่สัญจรผ่าน และการสั่งห้ามเรือของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสัญจรผ่าน

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในการยุติสงครามซึ่งปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. การปิดช่องแคบแห่งนี้ส่งผลให้น้ำมันดิบประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันต้องตกค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะทำตามกฎหมาย หลังทรัมป์ขู่ถล่มพลังงานอิหร่าน

ทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะทำตามกฎหมาย หลังทรัมป์ขู่ถล่มพลังงานอิหร่าน

31 มี.ค. 2569 01:45 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน สหรัฐฯ จะทำตามกฎหมาย หลังทรัมป์ขู่ถล่มพลังงานอิหร่าน

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่า สหรัฐฯ จะปฏิบัติตามกฎหมาย หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายแหล่งพลังงานของอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมทำข้อตกลง และยืนยันด้วยว่า การเจรจากำลังเป็นไปด้วยดี

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวประจำวัน โดยเธอพูดถึงความคืบหน้าหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วงหนึ่ง เธอยืนยันว่า การเจรจากับอิหร่านมีความคืบหน้าด้วยดี แม้รัฐบาลเตหะรานจะแสดงท่าทีในเชิงลบก็ตาม

ทำเนียบขาวพยายามนำเสนอภาพลักษณ์เชิงบวกเรื่องการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยระบุว่า ความเห็นเชิงลบที่รัฐบาลเตหะรานแสดงออกต่อสาธารณะนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงข้อความส่วนตัวที่มีการส่งถึงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

“ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เราเห็นกลุ่มอำนาจที่ยังหลงเหลืออยู่ของระบอบนี้ เริ่มมีความกระตือรือร้นมากขึ้นที่จะยุติการทำลายล้าง และยอมก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจาในขณะที่พวกเขายังสามารถทำได้” น.ส.ลีวิตต์กล่าว

“แม้จะมีการแสดงท่าทีต่อสาธารณะอย่างที่เราได้ยินจากระบอบนี้ รวมถึงการรายงานข่าวที่ไม่เป็นความจริง แต่การเจรจายังคงดำเนินต่อไปและเป็นไปด้วยดี” เธอกล่าวเสริม “แน่นอนว่าสิ่งที่ถูกพูดออกสื่อนั้น แตกต่างจากสิ่งที่ถูกสื่อสารมายังเราเป็นการส่วนตัวอย่างมาก”

ก่อนหน้านี้ นายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่ารายการข้อเสนอ 15 ประการของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น ประกอบไปด้วย “ข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ ไม่เป็นจริง และไม่สมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง” ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ว่าอิหร่านได้เห็นชอบกับข้อเรียกร้อง “ส่วนใหญ่” ในรายการดังกล่าวแล้ว

ลีวิตต์ระบุอีกว่า หากอิหร่านปฏิเสธข้อตกลงกับสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีทางเลือกเตรียมไว้แล้ว เพื่อ “ทำให้มั่นใจว่าระบอบนี้จะต้องชดใช้อย่างสาสมไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม”

เมื่อถูกนักข่าวถามจี้เรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายล้างแหล่งพลังงานและอาจรวมถึงโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลของอิหร่าน หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมทำข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ น.ส.ลีวิตต์กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติการภายใต้ขอบเขตของกฎหมายเสมอ

การมุ่งเป้าโจมตีสถานที่ของพลเรือน เช่น โรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเล อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม น.ส.ลีวิตต์กล่าวว่า ทรัมป์เพียงต้องการกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

“ในตอนนี้ ประธานาธิบดีได้แสดงท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนถึงรัฐบาลอิหร่าน… ว่าทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกเขาคือการทำข้อตกลง มิฉะนั้น พวกเขาจะได้รู้ว่ากองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพที่เกินกว่าพวกเขาจะจินตนาการได้ และประธานาธิบดีก็ไม่เกรงกลัวที่จะใช้งานมัน”

“แน่นอนว่าฝ่ายบริหารชุดนี้และกองทัพสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามขอบเขตของกฎหมายเสมอ แต่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดของปฏิบัติการ Epic Fury ประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ลดละ และเขาคาดหวัง—ย้ำว่าคาดหวัง—ให้ระบอบอิหร่านยอมบรรลุข้อตกลงกับฝ่ายบริหารชุดนี้”

เมื่อถูกจี้ถามถึงความย้อนแย้งระหว่างการที่ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่า ต้องการเจรจากับอิหร่าน แต่กลับส่งกองกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ลีวิตต์ระบุว่าการทูตยังคงเป็น “ทางเลือกอันดับหนึ่งและสิ่งที่สำคัญที่สุด” ของทรัมป์

ลีวิตต์ย้อนความถึงความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการทำข้อตกลงก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น โดยอ้างว่า ความพยายามเหล่านั้นล้มเหลวเนื่องจากระบอบการปกครองชุดก่อนของอิหร่าน

“หากมีโอกาสที่จะทำข้อตกลงกันได้อีกครั้ง ประธานาธิบดีก็พร้อมที่จะรับฟัง แต่นั่นไม่ได้ขัดขวางเขาจากการทำตามวัตถุประสงค์ทางทหารที่เขากำหนดไว้เมื่อ 30 วันก่อน และกองทัพของเราก็ยังคงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้มากขึ้นในทุกๆ วัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

31 มี.ค. 2569 01:11 น.

เจ้าหน้าที่ UN 2 นาย ถูกสังหารในเลบานอน หลังรถลาดตระเวนโดนระเบิด

เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ 2 นายเสียชีวิตในเลบานอน หลังจากรถลาดตระเวนของพวกเขาโดนระเบิดไม่ทราบฝ่าย และมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอีก 2 นายด้วย

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 กองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ 2 นายเสียชีวิตในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุระเบิดที่ไม่ทราบที่มาทำลายรถพาหนะของพวกเขาจนพังยับเยิน ขณะลาดตระเวนใกล้กับหมู่บ้านบานี ฮายัน (Bani Hayyan)

UNIFIL ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพอีก 2 นายได้รับบาดเจ็บ โดยหนึ่งในนั้นมีอาการสาหัส พร้อมอธิบายว่านี่เป็นเหตุการณ์ความสูญเสียถึงแก่ชีวิตครั้งที่ 2 ที่เกิดกับหน่วยงานในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากเมื่อคืนวันเสาร์ มีวัตถุระเบิดตกใส่ตำแหน่งที่ตั้งของ UNIFIL ในพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 1 นาย

นายฌอง-ปิแอร์ ลาครัวซ์ รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายปฏิบัติการสันติภาพ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล UNIFIL ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตทั้ง 2 นายเป็นชาวอินโดนีเซีย

“ไม่ควรมีใครต้องมาเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อสันติภาพ” UNIFIL ระบุ พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงานของผู้เสียชีวิต และขอให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว

UNIFIL ระบุอีกว่า เริ่มดำเนินการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุว่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

นอกจากนี้ UNIFIL ยังเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และรับรองความปลอดภัยของบุคลากรและทรัพย์สินของสหประชาชาติ พร้อมเตือนว่าการจงใจโจมตีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ 1701 อย่างร้ายแรง และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

“ความสูญเสียของมนุษย์ในความขัดแย้งครั้งนี้สูงเกินไปแล้ว ความรุนแรงจะต้องยุติลง ดังที่เราเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้” UNIFIL ระบุทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn