ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

30 มี.ค. 2569 23:48 น.

ฝนถล่มอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน คร่าแล้ว 45 ศพ บ้านพังนับร้อยหลัง

หลายพื้นที่ในอัฟกานิสถานกับปากีสถานเผชิญฝนตกหนัก 5 วันติดต่อกัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 45 ศพ บ้านเรือนถูกทำลายอีกนับร้อยหลัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 มี.ค. 2569 ว่า หลายพื้นที่ในประเทศอัฟกานิสถานกับปากีสถานเผชิญฝนตกหนักมาตลอดช่วง 5 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงซึ่งล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 45 ศพ และบาดเจ็บอีก 74 ราย โดยที่อัฟกานิสถานยังคงประกาศเตือนสภาพอากาศเลวร้ายอยู่

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (NDMA) ของอัฟกานิสถานระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในอัฟกานิสถานซึ่งบอบช้ำจากสงคราม อยู่ในจังหวัดแถบภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ ปาร์วาน, ไมดัน วาร์ดัก, ดายกุนดี และโลการ์ โดยฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ทำลายบ้านเรือนพังเสียหายยับเยินไปถึง 130 หลัง

“สภาพอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศยังคง ‘ไม่มั่นคง’ ในวันจันทร์ โดยยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดฝนตกและน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ทั้งนี้มีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,140 ครัวเรือน” NDMA ระบุในแถลงการณ์

อีกด้านหนึ่ง หน่วยงานจัดการภัยพิบัติประจำจังหวัดไคเบอร์ปัคตุนควา ของปากีสถาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับอัฟกานิสถานรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 14 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 25 ราย หลังฝนที่ตกหนักส่งผลให้หลังคาและกำแพงบ้านพังถล่มลงมาทับพวกเขา

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติระบุว่าทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อสภาพอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยฤดูมรสุมที่รุนแรงเมื่อปีที่แล้วได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในปากีสถาน คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 1,000 ราย รวมถึงทำลายพืชผล ปศุสัตว์ และบ้านเรือนจำนวนมาก

รายงานจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เมื่อเดือนพฤศจิกายนระบุว่า เหตุแผ่นดินไหว น้ำท่วม และภัยแล้ง ได้ทำลายบ้านเรือนในอัฟกานิสถานไปกว่า 8,000 หลังในปี 2568 และทำให้บริการสาธารณะต่าง ๆ ต้องแบกรับภาระ “เกินขีดจำกัด”

ยิ่งไปกว่านั้น อัฟกานิสถานยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการรับมือกับวิกฤต เนื่องจากความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งเคยเป็นกระดูกสันหลังหลักทางการเงินของรัฐบาลอัฟกัน ได้ถูกตัดลดลงอย่างมากนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจในปี 2564

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

30 มี.ค. 2569 22:36 น.

เซเลนสกีเผย พันธมิตรบางรายขอให้เคียฟหยุดโจมตีน้ำมันรัสเซีย

เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเผยว่า ชาติพันธมิตรบางรายพยายามขอให้ยูเครนหยุดโจมตีแหล่งพลังงานของรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกียืนยันว่า พวกเขาพร้อมหยุดโจมตีหากรัสเซียหยุดด้วยเช่นกัน

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ชาติพันธมิตรบางรายของยูเครนขอให้พวกเขาลดระดับการโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานของรัสเซียลง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

“เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากเกิดวิกฤตพลังงานโลก เราได้รับสัญญาณจากพันธมิตรบางรายเกี่ยวกับการลดระดับการตอบโต้ที่มุ่งเป้าไปยังภาคส่วนน้ำมันและพลังงานของสหพันธรัฐรัสเซียจริงๆ” เซเลนสกีกล่าวในข้อความเสียงที่ส่งถึงผู้สื่อข่าว

ผู้นำยูเครนไม่ได้ระบุเจาะจงว่าใครเป็นผู้ยื่นข้อเสนอดังกล่าว แต่เขาได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าเคียฟไม่น่าจะปฏิบัติตามคำขอนั้น

“ผมขอย้ำอีกครั้งว่า หากรัสเซียพร้อมที่จะหยุดโจมตีภาคพลังงานของยูเครน เราก็จะไม่ตอบโต้ภาคพลังงานของพวกเขา” เซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครน “พร้อมสำหรับการหยุดยิงทุกรูปแบบ”

ทั้งนี้ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียได้สร้างความหวาดกลัวในหลายเมืองทั่วยูเครนด้วยการทิ้งระเบิดโจมตีสถานประกอบการด้านพลังงานอย่างหนัก ส่งผลให้พลเรือนหลายล้านคนต้องขาดแคลนไฟฟ้าและความร้อนในช่วงฤดูหนาวที่ครั้งนี้หนาวเย็นผิดปกติ

ในขณะที่ฝ่ายยูเครนยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อพยายามขัดขวางไม่ให้รัสเซียฉกฉวยกำไรจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพียงสัปดาห์เดียว โดรนของยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นและสถานีส่งออกน้ำมันของรัสเซียไปแล้วหลายแห่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

30 มี.ค. 2569 22:01 น.

ทรัมป์ขู่ทำลายแหล่งพลังงานอิหร่าน “ให้สิ้นซาก” หากบรรลุข้อตกลงไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะทำลายแหล่งพลังงานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านให้สิ้นซาก หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โดยขู่ว่า หากอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ และไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ จะปิดฉากการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคด้วยการ “ระเบิดและทำลายล้าง” โรงไฟฟ้าและบ่อน้ำมันในประเทศให้สิ้นซาก

“สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างการหารืออย่างจริงจังกับ ‘ระบอบการปกครองใหม่ที่สมเหตุสมผลกว่าเดิม’ เพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่าน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก แต่หากด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในเร็วๆ นี้ (ซึ่งก็น่าจะตกลงกันได้) และหากช่องแคบฮอร์มุซไม่ถูกเปิดเพื่อ ‘ทำการค้า’ ในทันที เราจะปิดฉาก ‘การมาเยือน’ อันแสนวิเศษของเราในอิหร่าน ด้วยการระเบิดและทำลายล้างโรงไฟฟ้า บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์ก (และอาจรวมถึงโรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลทั้งหมด!) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจงใจยังไม่ ‘แตะต้อง’ ในตอนนี้”

คำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจเข้ายึดน้ำมันของอิหร่าน ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ Financial Times เมื่อคืนที่ผ่านมา

ทรัมป์บอกกับ Financial Times ว่า “ทางเลือกที่เขาพอใจคือการยึดน้ำมันมา” ในขณะที่เขากำลังพิจารณาว่าจะเข้ายึดเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกเชื้อเพลิงหลักของอิหร่านหรือไม่

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ ทะลุระดับ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านสวนทรัมป์ ปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ข้อ ชี้เรียกร้องเกินจริง-ไม่สมเหตุผล

อิหร่านสวนทรัมป์ ปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ข้อ ชี้เรียกร้องเกินจริง-ไม่สมเหตุผล

30 มี.ค. 2569 21:44 น.

อิหร่านสวนทรัมป์ ปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ข้อ ชี้เรียกร้องเกินจริง-ไม่สมเหตุผล

เจ้าหน้าที่อิหร่านออกมาปฏิเสธแผนเพื่อยุติสงคราม 15 ข้อของสหรัฐฯ ชี้เรียกร้องเกินจริงและไม่สมเหตุผล สวนทางกับคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนหน้านี้ที่ว่า อิหร่านตอบรับข้อเรียกร้องส่วนใหญ่แล้ว

เมื่อ 30 มี.ค. 2569 นายอิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า ข้อเสนอ 15 ประการของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น ประกอบไปด้วย “ข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง และไม่สมเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง” ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างก่อนหน้านี้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ระบุว่าอิหร่านได้ตอบรับข้อเรียกร้อง “ส่วนใหญ่” ในรายการดังกล่าวแล้ว

นายบากาอีระบุเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ “ไม่มีการเจรจาโดยตรง” ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ โดยข้อความจากรัฐบาลวอชิงตันถูกส่งผ่านตัวกลางเท่านั้น

นอกจากนี้ โฆษกฯ ยังเสริมว่าอิหร่านไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นโดยปากีสถานร่วมกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่าการประชุมดังกล่าวอยู่ในกรอบการทำงานที่อิหร่านไม่ได้ให้การตกลงยอมรับ

“การประชุมที่ปากีสถานจัดร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น อยู่ภายใต้กรอบการทำงานที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาเอง และเราไม่ได้เข้าร่วมในกรอบการทำงานนี้” เขากล่าว

ทั้งนี้ ทางการปากีสถานได้แถลงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพและอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” ภายหลังจากการประชุมสี่ฝ่ายร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศในภูมิภาค ณ กรุงอิสลามาบัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

30 มี.ค. 2569 16:58 น.

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงว่ารัฐบาลจะปรับลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียประกาศมาตรการดังกล่าวภายหลังการหารือร่วมกับมุขมนตรีจากรัฐและเขตปกครองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในวันนี้ (30 มี.ค.) เพื่อวางแผนรับมือปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น 

โดยออสเตรเลียประกาศจะปรับลดภาษีการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการ จากอัตราเดิมคือ 52 เซนต์ต่อลิตร (ราว 11.75 บาท) ให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งเป็นระยะเวลา 3 เดือน 

เจ้าหน้าที่ระบุว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณราว 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้นายอัลบาเนซียังเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ราคาน้ำมันถูกลง เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าชาวออสเตรเลียกำลังมีความกังวลอย่างหนักกับสถานการณ์ในปัจจุบันนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถ โดยแถลงยืนยันว่ายังคงมีการขนส่งน้ำมันเข้ามาถึงออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในแถบชนบทนั้นมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของผู้คนที่แห่กันไปซื้อน้ำมันด้วยความตื่นตระหนก รวมไปจนถึงปัญหาในระบบการกระจายน้ำมัน จนทำให้การส่งน้ำมันขาดระยะ

ขณะที่รัฐวิกตอเรียและรัฐแทสเมเนียได้เปิดให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรี พร้อมกับที่นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถทั่วประเทศให้ช่วยกันลดการขับขี่เพื่อประหยัดน้ำมัน โดยเขาได้กล่าวว่า ยิ่งเราใช้น้ำมันในเมืองน้อยลงเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสามารถแบ่งน้ำมันที่มีไปยังพื้นที่ชนบทที่กำลังประสบปัญหาได้มากขึ้นเท่านั้น

ทางด้านนายคริส มินน์ส มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่าขณะนี้ในรัฐมีสถานีบริการน้ำมันหลายสิบแห่งที่ไม่มีน้ำมันเหลืออยู่เลย โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเมืองในพื้นที่ห่างไกลเป็นอันดับแรก พร้อมยืนยันว่าหากสถานการณ์เลวร้ายลงก็จะมีการประกาศใช้มาตรการเพิ่มเติมในทันที 

รัฐสภาออสเตรเลียยังได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อให้อำนาจรัฐบาลในการค้ำประกันคำสั่งซื้อน้ำมันลอตใหญ่ผ่านทางเรือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยข้อมูลจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีน้ำมันดีเซลสำรองไว้เพียงพอสำหรับ 30 วัน ส่วนน้ำมันเบนซินมีสำรองเพียงพอไว้ใช้ได้ 39 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน 

นอกเหนือจากผู้ใช้รถทั่วไปแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการจะปรับลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรถบรรทุกด้วยการลดค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุกอีกด้วย

สำหรับข้อมูลจากระบบตรวจสอบราคาน้ำมัน (Fuel Check) เผยให้เห็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาราว 1 เดือน โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยในรัฐนิวเซาท์เวลส์พุ่งจาก 1.82 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 40.98 บาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 2.48 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 55.84 บาท) ในวันนี้ (30 มี.ค.) ส่วนราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะระดับ 3 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 67.55 บาท) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

ที่มา: France24

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

30 มี.ค. 2569 16:54 น.

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

รายงานจากสื่อสเปนระบุว่า รัฐบาลสเปนได้สั่งปิดน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ “Epic Fury” ในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เครื่องบินต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านประเทศสมาชิกนาโตแห่งนี้ ระหว่างเดินทางไปยังตะวันออกกลาง

หนังสือพิมพ์ El Pais รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า รัฐบาลสเปนได้ตัดสินใจสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อโจมตีอิหร่านบินผ่าน ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางการทหารที่รุนแรงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้สเปนได้ปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพร่วมในการทำสงครามครั้งนี้มาแล้ว

คำสั่งดังกล่าวจะบีบให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ต้องบินอ้อมน่านฟ้าของสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต เพื่อไปยังเป้าหมายในตะวันออกกลาง ยกเว้นเพียงกรณีฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนั้น ตามรายงานของแหล่งข่าวทางทหาร สเปนยังปฏิเสธการเข้าถึงน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในประเทศที่สาม เช่น สหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส 

ด้านนายคาร์ลอส กูเอร์โป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสเปน ยืนยันว่าการตัดสินใจนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะไม่สนับสนุนสงครามที่เกิดขึ้นฝ่ายเดียวและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฐานทัพอากาศโรตา และฐานทัพอากาศโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา จะยังคงถูกใช้งานโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) เนื่องจากภารกิจทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีกับสหรัฐฯ ยังคงมีผลบังคับใช้ เช่น การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์สำหรับกองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในยุโรป ซึ่งมีจำนวนประมาณ 80,000 นาย และยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศเซบีญา ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ENAIRE  ยังคงให้การสนับสนุนด้านการนำทางเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit ที่ออกเดินทางจากฐานทัพที่ไวท์แมน รัฐมิสซูรี เพื่อโจมตีอิหร่าน แล้วบินกลับมาโดยไม่หยุดพักเป็นเวลานานกว่า 30 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่น่านฟ้าของสเปน แต่จะบินผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สเปนไม่สามารถป้องกันได้

นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ผู้นำแนวคิดเสรีนิยมของสเปน กลายเป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปที่ออกมาวิจารณ์การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุด โดยเขาประณามว่าเป็นการกระทำที่ “บ้าบิ่นและผิดกฎหมาย” พร้อมใช้สโลแกน “No to the war” (ไม่เอาสงคราม) ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ

นายซานเชซกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “เราจะไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่เป็นผลเสียต่อโลก และขัดต่อคุณค่ารวมถึงผลประโยชน์ของเรา เพียงเพราะกลัวการถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากใครบางคน” 

ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีของสเปน โดยได้ข่มขู่ว่าจะ “ตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมด” กับสเปน เพื่อตอบโต้ที่ไม่ยอมให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศโรตา และฐานทัพอากาศโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา ซึ่งเป็นฐานทัพที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ยุคเผด็จการนายพลฟรังโก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของสเปนออกมาปฏิเสธคำกล่าวของโฆษกทำเนียบขาวที่อ้างว่าสเปนได้รับทราบสารจากทรัมป์ “ชัดแจ้งแล้ว” และกำลังให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ โดยทางสเปนยืนยันว่า แม้จะประณามรัฐบาลอิหร่านแต่สเปนจะไม่สนับสนุนการโจมตีที่มองว่าเป็น “การรุกรานที่ไร้เหตุผล”

ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกระหว่างรัฐบาลฝ่ายซ้ายของสเปนที่ยึดถือระเบียบโลกบนพื้นฐานของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กับขบวนการ MAGA ของทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังทหารและนโยบายเศรษฐกิจแบบตอบโต้.

ที่มา El Pais / Reuters

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ "สลับวันวิ่งรถ" ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

30 มี.ค. 2569 16:06 น.

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายมาตรการ “สลับวันใช้รถยนต์” ไปยังภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นถึง 120–130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายคู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศใช้ “ระบบสลับวันใช้รถ 5 วัน” (Five-day vehicle rotation system) ภาคบังคับกับประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ระดับการเฝ้าระวังวิกฤตความมั่นคงด้านทรัพยากรถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับ “เตือนภัย” หรือ “ระดับ 3” จากทั้งหมด 4 ระดับ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 2

นายคูกล่าวว่า “หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง เราจำเป็นต้องขยับระดับการแจ้งเตือนวิกฤต และถึงจุดนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคพลังงานอย่างจริงจัง” 

มาตรการ “สลับวันใช้รถ” จะจำกัดให้รถยนต์แต่ละคันหยุดวิ่ง 1 วันในทุกๆ 5 วันทำการ โดยพิจารณาจากเลขท้ายของป้ายทะเบียนรถ ซึ่งปัจจุบันเริ่มบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐแล้ว และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยสมัครใจ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งถึงเกณฑ์ที่กำหนด มาตรการนี้จะกลายเป็นข้อบังคับทั่วประเทศ

นอกจากมาตรการคุมเข้มการใช้รถ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการเยียวยาควบคู่กันไป เช่นงบประมาณเพิ่มเติม 25 ล้านล้านวอน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งสูง รวมถึงการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ปัจจุบัน เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Group ได้เริ่มขานรับนโยบายโดยรณรงค์ให้พนักงานลดการใช้รถส่วนตัว ส่วนเหล่านักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต่างเริ่มโพสต์ภาพการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและจักรยานผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า การบังคับใช้กับภาคเอกชนยังไม่มีการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในขณะนี้ โดยเจ้าหน้าที่จะประเมินสภาวะการจัดหาพลังงานและปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างรอบคอบก่อนดำเนินมาตรการใดๆ.

ที่มา Yonhap / Reuters

สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน

สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน

30 มี.ค. 2569 15:12 น.

สว.สหรัฐฯ ย้ำไต้หวัน ผ่านงบกลาโหม 1.3 ล้านล้านโดยเร็ว รับมือภัยคุกคามจีน

คณะวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เยือนไต้หวัน ส่งสัญญาณกดดันสภาไต้หวันเร่งผ่านร่างงบประมาณกลาโหมพิเศษกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.31 ล้านล้านบาท ย้ำสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนแต่ไต้หวันต้องลงทุนกับตัวเองด้วย ท่ามกลางความขัดแย้งของพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านที่ยังตกลงตัวเลขงบประมาณไม่ได้

คณะวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคใหญ่ นำโดยนายจอห์น เคอร์ติส จากพรรครีพับลิกัน และนางจีน ชาฮีน จากพรรคเดโมแครต ได้เข้าพบประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ไต้หวันจะต้องอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.31 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของตนเอง

นายเคอร์ติสระบุว่า การผ่านงบประมาณนี้เป็นเรื่อง “สำคัญอย่างยิ่ง” สำหรับสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่า ในขณะที่เราลงทุนในภูมิภาคนี้ พวกคุณเองก็มีการลงทุนเช่นกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรากำลังเผชิญเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

ปัจจุบัน สภาไต้หวันกำลังอยู่ในสภาวะตีกันทางความคิดระหว่างพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณ โดยพรรคดีพีพี (DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เสนองบประมาณ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.28 ล้านล้านบาท) เพื่อจัดซื้ออาวุธสำคัญรวมถึงอาวุธจากสหรัฐฯ ส่วนพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) พรรคฝ่ายค้านหลัก ต้องการจัดสรรงบประมาณเพียง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 389,929 ล้านบาท) สำหรับอาวุธสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขในการจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณความแตกแยกภายในพรรคก๊กมินตั๋งเอง เมื่อสมาชิกสภาบางส่วนเริ่มผลักดันให้มีการเพิ่มงบประมาณให้สูงกว่าที่พรรคเสนอ เพื่อตอบรับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนด้านความมั่นคงรายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน

นางจีน ชาฮีน สว.เดโมแครต แสดงความกังวลต่อแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลจีน โดยเฉพาะกิจกรรมทางทหารรอบเกาะไต้หวันซึ่งเสี่ยงต่อการคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด พร้อมยืนยันว่าความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะยังคง “เข้มแข็งและยั่งยืน”

ในระหว่างการเยือน คณะ สว. ยังได้เยี่ยมชมสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติชุงซาน (NCSIST) เพื่อดูการพัฒนาโดรนและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งนี้ แม้ว่างบประมาณจะยังไม่ถูกอนุมัติ แต่สภาไต้หวันได้ไฟเขียวให้รัฐบาลลงนามในข้อตกลงซื้ออาวุธ 4 รายการจากสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้แก่ ปืนใหญ่อัตตาจร M109A7, ขีปนาวุธต่อสู้รถถัง Javelin, ขีปนาวุธ TOW 2B และระบบเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอัตตาจรสูง (HIMARS)

ด้านนายหวัง ติงอวี่ สส. อาวุโสจากพรรค DPP ระบุว่า พรรครัฐบาลอาจยอมถอยมาอยู่ที่ตัวเลข 9 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน หากฝ่ายค้านยอมเปิดช่องให้งบประมาณไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เท่านั้น.

ที่มา AFP

อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ "สกินแคร์"

30 มี.ค. 2569 14:30 น.

อิตาลีสอบสวน Sephora และ Benefit ปมโฆษณาส่งเสริมให้เด็กต่ำกว่า 10 ปีใช้ “สกินแคร์”

ทางการอิตาลีกำลังสอบสวนแบรนด์เครื่องสำอาง Sephora และ Benefit หลังพบว่าแบรนด์ทั้งสองอาจพยายามโฆษณาผลิตภัณฑ์ “สกินแคร์” โดยมีเป้าหมายเป็นเยาวชน ห่วงเกิดปัญหาการเสพติดการใช้เครื่องสำอาง และอาจเกิดการระคายเคืองต่อผิว

คณะกรรมการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของอิตาลี (AGCM) เผยว่าได้เริ่มสอบสวนบริษัท LVMH บริษัทใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Sephora และ Benefit ในการพยายามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย (anti-aging) ให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี โดยทางการชี้ว่าพฤติกรรมนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดภาวะ “Cosmeticorexia” หรือภาวะคลั่งการใช้สกินแคร์เกินขนาดในกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นปัญหาที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในขณะนี้

ด้านบริษัท LVMH แถลงว่าจะให้ความร่วมมือกับทางการอย่างเต็มที่ แต่ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม โดยอ้างถึงกระบวนการสอบสวนที่ยังไม่สิ้นสุด 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จาก AGCM พร้อมด้วยตำรวจจากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของอิตาลี ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของ LVMH และ Sephora ในอิตาลีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 มี.ค.) พร้อมเผยว่าบริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเครื่องสำอางที่วางจำหน่ายนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับเด็ก แต่ในขณะเดียวกันก็กลับพยายามทำการตลาดโดยใช้ ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ (Micro-Influencer) ที่เป็นเด็ก ซึ่งมีผู้ติดตามออนไลน์ในหลักพันคน

การสอบสวนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการค้า เช่นการโฆษณาเพื่อกระตุ้นให้เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เกิดพฤติกรรมเสพติดการซื้อสินค้าตามกระแส และใช้สกินแคร์สำหรับผู้ใหญ่ก่อนถึงวัยอันควร ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์มาสก์หน้า เซรั่ม หรือครีมลดเลือนริ้วรอย

โดยเฉพาะกระแส “Sephora kids” ที่เด็ก ๆ จะบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิว รวมถึงกิจวัตรการดูแลผิวของตัวเอง ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งปัจจุบันกระแสนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก มีวิดีโอจำนวนนับร้อยถูกเผยแพร่ภายใต้ #Sephora kids haul และ #Sephora kids GRWM (Get Ready With Me) ซึ่งทั้งหน่วยงาน AGCM และสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งอังกฤษต่างออกมาเตือนว่า ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเหล่านี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง อาการแพ้ หรือในบางรายอาจเกิดปัญหาผิวหนังอย่างถาวร

AGCM ยังระบุว่าคำเตือนต่อเด็กของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจถูกละเลยหรือบิดเบือนจนทำให้เกิดการเข้าใจผิด ในขณะที่บริษัท LVMH ยืนยันว่า ทุกบริษัทในเครือจะยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของอิตาลีอย่างเคร่งครัด.

ที่มา: BBC

อ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม: https://www.thairath.co.th/news/foreign/all-latest

“ทรัมป์” กลับลำ ยอมไฟเขียวเรือน้ำมันรัสเซียฝ่าด่านปิดล้อมเข้าคิวบา

"ทรัมป์" กลับลำ ยอมไฟเขียวเรือน้ำมันรัสเซียฝ่าด่านปิดล้อมเข้าคิวบา

30 มี.ค. 2569 13:19 น.

“ทรัมป์” กลับลำ ยอมไฟเขียวเรือน้ำมันรัสเซียฝ่าด่านปิดล้อมเข้าคิวบา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณยุติการปิดกั้นการส่งมอบน้ำมันดิบชั่วคราว เปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซียเข้าเทียบท่าคิวบา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานรุนแรงที่กระทบประชาชนทั่วประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจด้วยการประกาศว่าเขา “ไม่มีปัญหา” หากประเทศใดจะส่งน้ำมันดิบให้แก่คิวบา ขณะที่มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ชายฝั่งคิวบาเพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

เรือบรรทุกน้ำมัน “Anatoly Kolodkin” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” ของรัสเซีย บรรทุกน้ำมันดิบราว 6.5 – 7.3 แสนบาร์เรล เดินทางออกจากรัสเซียโดยมีการคุ้มกันจากกองทัพเรือรัสเซียผ่านช่องแคบอังกฤษ และได้รับอนุญาตจากหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ให้แล่นผ่านเข้าสู่คิวบาได้โดยไม่มีการขัดขวาง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับรัสเซียในสภาวะที่การเมืองโลกกำลังเปราะบาง

ก่อนหน้านี้ คิวบาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก หลังสหรัฐฯ สั่งตัดการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาและขู่คว่ำบาตรทุกประเทศที่ส่งน้ำมันให้คิวบา จนทำให้ไม่มีเรือน้ำมันเข้าเทียบท่าตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการปันส่วนเชื้อเพลิงและไฟฟ้าดับทั่วเกาะ กระทบต่อระบบสาธารณสุขโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งและเด็ก

ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขารู้สึกเห็นใจประชาชนคิวบาที่ต้องการพลังงานในการดำรงชีวิต พร้อมทำนายว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์คิวบาจะล่มสลายลงในที่สุดไม่ว่าจะได้รับน้ำมันหรือไม่ก็ตาม

“ถ้าประเทศไหนอยากส่งน้ำมันให้คิวบาตอนนี้ ผมไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือใครก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “คิวบาจบสิ้นแล้ว พวกเขามีระบอบที่เลวร้ายและคอรัปชัน… แต่ประชาชนต้องการความร้อนและความเย็นในการดำรงชีวิต ผมจึงเลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไป”

ทางด้านเบรตต์ เอริคสัน จากบริษัทที่ปรึกษา Obsidian Risk Advisors ระบุว่าน้ำมันจากเรือลำนี้จะช่วยให้คิวบามีพลังงานใช้ไปได้อีกประมาณ 2 สัปดาห์ครึ่ง หรืออาจขยายเวลาได้ถึง 1 เดือนหากมีการปันส่วนอย่างเข้มงวด ซึ่งถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญยิ่งจากรัสเซียในช่วงที่พันธมิตรเดิมของคิวบาอย่างซีเรียและเวเนซุเอลากำลังอ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะยอมผ่อนปรนในครั้งนี้ แต่เขายังคงข่มขู่รัฐบาลคิวบาอย่างต่อเนื่อง และระบุว่าจะหันมาจัดการประเด็นคิวบาอย่างจริงจังอีกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในความขัดแย้งกับอิหร่าน.

ที่มา Reuters