เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง "อาชญากรรมสงคราม" สะเทือนอาเซียน

16 ก.พ. 2569 09:31 น.

เมียนมาไล่ทูตติมอร์-เลสเต พ้นประเทศ ปมฟ้อง “อาชญากรรมสงคราม” สะเทือนอาเซียน

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์ฯ ดำเนินคดีกับกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศขับผู้แทนระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้ หลังมีรายงานว่ารัฐบาลติมอร์เลสเตเปิดกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดกองทัพเมียนมาในข้อหา “อาชญากรรมสงคราม” และ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการทูตภายในกลุ่มอาเซียน และตอกย้ำประเด็นสิทธิมนุษยชนเมียนมาที่ถูกจับตามองจากประชาคมโลก

แถลงการณ์ของรัฐบาลทหารเมียนมาเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ระบุว่า ได้เรียกอุปทูตของติมอร์-เลสเตเข้าพบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และสั่งให้เดินทางออกจากประเทศภายในหนึ่งสัปดาห์ หลังมีรายงานว่าติมอร์-เลสเตแต่งตั้งอัยการอาวุโสเพื่อตรวจสอบคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเมียนมา ซึ่งทางการเมียนมาเรียกว่าเป็นความน่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ องค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) เปิดเผยว่า ติมอร์-เลสเตได้เริ่มดำเนินคดีตามหลัก เขตอำนาจศาลสากล ซึ่งเปิดทางให้ศาลภายในประเทศสามารถพิจารณาคดีอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศได้ แม้เหตุจะเกิดนอกอาณาเขตก็ตาม

องค์กรสิทธิฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ชินในเมียนมา ระบุว่า คดีดังกล่าวมีหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ เกี่ยวกับการข่มขืนหมู่ การสังหารหมู่ประชาชน 10 ราย การสังหารผู้นำศาสนา และการโจมตีทางอากาศใส่โรงพยาบาล

เมียนมาซึ่งกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลทหารเมียนมายังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีที่ International Court of Justice (ICJ) จากข้อกล่าวหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

กรณีล่าสุดถือเป็นความตึงเครียดทางการทูตระหว่างสองประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยติมอร์-เลสเตเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบลำดับที่ 11 ของอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2025

รัฐบาลทหารเมียนมากล่าวหาติมอร์-เลสเตว่า ละเมิดกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเน้นย้ำหลักการเคารพอธิปไตยและการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสั่นคลอน โดยในเดือนสิงหาคม 2023 เมียนมาเคยขับนักการทูตระดับสูงของติมอร์-เลสเตออกจากประเทศมาแล้ว หลังรัฐบาลดิลีจัดการพบปะกับฝ่ายบริหารเงาที่ถูกสั่งห้าม ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เมียนมา

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

16 ก.พ. 2569 08:31 น.

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

รัฐบาลจีนไฟเขียวให้พลเมืองของแคนาดาและสหราชอาณาจักรเดินทางเข้าจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป หลังผู้นำของทั้งสองประเทศเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการมกราคมที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเคียร์ สตาร์เมอร์และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับจีน ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ผู้นำทั้งสองประเทศระบุว่า การหารือกับผู้นำระดับสูงของจีน รวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ หนึ่งในนั้นคือข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับพลเมืองของตน

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม โดยผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของแคนาดาและสหราชอาณาจักรสามารถเดินทางเข้าจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ การท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน การแลกเปลี่ยนกิจกรรมต่าง ๆ หรือการเดินทางผ่าน (ทรานซิต) ได้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีนกับประเทศอื่น ๆ และสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลจีนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับประชาชน

นโยบายยกเว้นวีซ่าครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกด้านความร่วมมือระหว่างจีนกับทั้งสองประเทศตะวันตก และอาจช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในช่วงที่หลายประเทศกำลังเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และการเดินทางระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าจีน

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

16 ก.พ. 2569 06:59 น.

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ ประกาศ ทหารบุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์ โดยตามล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย ลั่น “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ ขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันในมหาสมุทรอินเดียเป็นลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 หลังจากติดตามมาจากทะเลแคริบเบียน โดยต้องสงสัยว่า เรือดังกล่าวกำลังช่วยเวเนซุเอลาหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

เรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกตรวจยึดในครั้งนี้มีชื่อว่า “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ติดธงชาติปานามา โดยที่นับเป็นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 7 เป็นอย่างน้อยแล้วที่ถูกสหรัฐฯ เข้ายึดนับตั้งแต่พวกเขาเริ่มการปราบปรามการส่งออกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรจากเวเนซุเอลาเมื่อปลายปีก่อน

“ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” เพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ พร้อมเผยแพร่วิดีโอและภาพถ่ายที่ดูเหมือนจะเป็นการบุกตรวจค้นของกองทัพสหรัฐฯ

แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุอีกว่า นี่เป็นสิทธิในการเข้าตรวจค้น การสกัดกั้นทางทะเล และการขึ้นเรือ โดยไม่ได้เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ ยึดเรือลำดังกล่าวหลังเข้าตรวจค้นหรืออนุญาตให้เดินทางต่อไปได้

“เรือลำนี้พยายามฝ่าฝืนการกักกันของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยหวังว่าจะหนีรอดไปได้” แถลงการณ์ของเพนตากอนระบุ “เราติดตามเรือลำนี้จากทะเลแคริบเบียนไปยังมหาสมุทรอินเดีย ลดระยะห่าง และหยุดเรือลำดังกล่าว”

“ไม่มีประเทศอื่นใดที่มีขีดความสามารถ ความอดทน หรือความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนี้ น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย ไม่ว่าจะทางบก ทางอากาศ หรือทางทะเล เราจะหาคุณให้พบและนำความยุติธรรมมาสู่คุณ”

ทั้งนี้ รายงานจากกลุ่มตรวจสอบ TankerTrackers.com ระบุว่า เรือเวโรนิกา 3 ออกเดินทางจากเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สหรัฐฯ จับกุมนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในการบุกโจมตีบ้านพักของเขาในกรุงการากัส

เว็บไซต์ดังกล่าวระบุอีกว่า เรือลำนี้บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรลในขณะที่ออกเดินทาง และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันของรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี 2566

เมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่าได้ขึ้นตรวจค้นเรืออากีลา 2 (Aquila II) ซึ่งกองกำลังสหรัฐฯ ได้ “ติดตามและไล่ล่า” ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดียเช่นเดียวกัน

การปิดล้อมของสหรัฐฯ ลดการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลงอย่างมาก โดยมีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเชฟรอน (Chevron) และมุ่งหน้าไปยังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินงานตามปกติ

นายแมตต์ สมิธ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล “เคปเลอร์” (Kpler) ของสหรัฐฯ บอกกับ บีบีซี ว่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

16 ก.พ. 2569 03:44 น.

คกก.สันติภาพ เล็งทุ่มทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า คณะกรรมการสันติภาพ ซึ่งเขาเป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้ง จะประกาศที่การประชุมครั้งแรกในสัปดาห์นี้ว่า จะมอบเงินจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อช่วยฟื้นฟูฉนวนกาซา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ประเทศสมาชิกของ “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) จะประกาศคำมั่นสัญญาในการประชุมที่กำลังจะมาถึงในวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. ว่าจะมอบเงินมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์เพื่อบูรณะฉนวนกาซา และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า ประเทศสมาชิกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะส่งบุคลากรหลายพันคนเข้าร่วมในกองกำลังรักษาเสถียรภาพที่ได้รับอนุญาตจากสหประชาชาติ และกองกำลังตำรวจท้องถิ่นในดินแดนปาเลสไตน์แห่งนี้

การประชุมในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของคณะกรรมการฯ จะจัดขึ้นที่สถาบันสันติภาพ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งเปลี่ยนชื่อตามประธานาธิบดี (ชื่อเดิมคือ สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา – USIP) โดยคาดว่าจะมีคณะผู้แทนจากกว่า 20 ประเทศ รวมทั้งประมุขแห่งรัฐเข้าร่วมด้วย

อนึ่ง การจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพได้รับการรับรองโดยมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของรัฐบาลทรัมป์ในการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ก่อนจะขยายไปเป็นการรักษาเสถียรภาพโลก

แม้ว่ามหาอำนาจในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงตุรกี อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และอิสราเอล ตลอดจนประเทศเกิดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย ได้เข้าร่วมคณะกรรมการนี้แล้ว แต่มหาอำนาจโลกและพันธมิตรตะวันตกของสหรัฐฯ ยังคงระมัดระวังไม่ด่วนตัดสินใจเข้าร่วม

ผู้นำสหรัฐฯ เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศที่ต้องการเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการนี้ต้องจ่ายเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเข้าร่วม ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า คณะกรรมการนี้อาจกลายเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในรูปแบบ “จ่ายเพื่อเข้าร่วม”

บางประเทศรวมถึงโครเอเชีย ฝรั่งเศส อิตาลี นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ ได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

16 ก.พ. 2569 02:38 น.

อดีต รมต.พลังงานยูเครน ถูกจับกุมขณะพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

ทางการยูเครนจับกุมตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังพบว่า เขาพยายามหลบหนีออกจากประเทศ ท่ามกลางการปราบปรามคดีคอร์รัปชันอย่างหนักหน่วงของยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของรัฐบาลยูเครนว่า นายเกอร์มัน กาลุชเชนโก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2568 หลังจากมีชื่อเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต ถูกจับกุมในขณะอยู่บนรถไฟที่กำลังเดินทางออกจากยูเครน โดยยังไม่ชัดเจนว่าเขาตั้งใจจะเดินทางไปที่ใด

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของยูเครน (Nabu) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ควบคุมตัวอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน “ขณะกำลังข้ามพรมแดนประเทศ” โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ไมดัส” (Operation Midas)

แถลงการณ์ไม่ได้ระบุชื่อของนายกาลุชเชนโกอย่างชัดเจน แต่สื่อชั้นนำของยูเครนหลายสำนักได้ระบุชื่อของชายคนนี้เอาไว้ Nabu ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมตัวกาลุชเชนโก แต่ระบุว่าจะแจ้งข้อมูลความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ด้านสถานีวิทยุ Radio Free Europe รายงานว่า นายกาลุชเชนโกถูกนำตัวไปยังกรุงเคียฟเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้รับคำสั่งให้แจ้งเตือนทางการหากเขาพยายามหลบหนี

นายกาลุชเชนโกเป็นหนึ่งในบุคคลระดับสูงของรัฐบาลยูเครน ที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับแผนการยักยอกทรัพย์มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568

คาดกันว่า เรื่องอื้อฉาวดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจก่อนที่รัสเซียจะรุกรานเต็มรูปแบบไม่นาน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะขจัดคอร์รัปชัน

ก่อนหน้านี้ นายอันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าคณะทำงานของนายเซเลนสกี และเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาตลอดช่วงสงครามเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ลาออกจากตำแหน่งหลังบ้านพักของเขาถูกตรวจค้น แต่ทั้งประธานาธิบดีและนายเยอร์มักไม่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดใดๆ

แต่เรื่องนี้ทำให้สหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันให้ยูเครนจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งถูกระงับไว้ตั้งแต่เริ่มสงครามในปี 2565 เนื่องจากเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของยูเครน

ทั้งนี้ Nabu และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริต (Sap) ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตอีกแห่งของยูเครน ระบุว่า การสืบสวนต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในยูเครน ภายใต้ชื่อภารกิจว่า “ปฏิบัติการไมดัส” เป็นผลรวมจากการสืบสวนนาน 15 เดือน

ทั้ง 2 หน่วยงานกล่าวหาบุคคลหลายรายว่า ร่วมกันวางแผนยักยอกเงินในภาคพลังงานของยูเครน รวมถึงจากบริษัท “เอเนอร์โกอะตอม” (Energoatom) ผู้ดำเนินการกิจการนิวเคลียร์แห่งชาติ

นายกาลุชเชนโกเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินสินบนอย่างเป็นระบบจากผู้รับเหมาของ Energoatom โดยมีมูลค่าระหว่าง 10% ถึง 15% ของมูลค่าสัญญา

นอกจากนายกาลุชเชนโกแล้ว นายโอเล็กซี เชอร์นิชอฟ อดีตรองนายกรัฐมนตรียูเครนก็เพิ่งถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ในข้อหา “ร่ำรวยผิดปกติ” หลังจากถูกตั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบไปก่อนหน้านั้นแล้ว

นายติมูร์ มินดิช นักธุรกิจและเจ้าของร่วมของ Kvartal95 สตูดิโอโทรทัศน์ซึ่งเคยเป็นต้นสังกัดเก่าของนายเซเลนสกี หลบหนีออกนอกประเทศหลังจากถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีคอร์รัปชัน

การที่บุคคลเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยขึ้นจากการทุจริตในภาคพลังงานของยูเครน สร้างความโกรธแค้นให้แก่ประชาชนในประเทศเป็นพิเศษ เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน จนส่งผลให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ทำให้ประชาชนไม่มีความร้อนให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวที่อากาศเย็นจัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

16 ก.พ. 2569 01:19 น.

สหรัฐฯ “ไม่โต้แย้ง” ยุโรปกล่าวหารัสเซีย วางยาพิษ “นาวาลนี”

สหรัฐฯ ลั่น ไม่มีเหตุผลที่จะโต้แย้งข้อกล่าวหาของยุโรปที่อ้างว่า รัฐบาลรัสเซียใช้สารพิษจากกบลูกศรพิษ ในการสังหารนายอเล็กเซ นาวาลนี อดีตผู้นำฝ่ายค้านเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 สหรัฐอเมริกาประกาศว่าไม่ได้โต้แย้งผลการตรวจสอบของยุโรปที่ระบุว่า อเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย ถูกวางยาด้วยสารพิษหายากจากกบลูกศรพิษ ในขณะที่สหราชอาณาจักรส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการเยือนสโลวาเกียเมื่อวันอาทิตย์ โดยเรียกรายงานของยุโรปว่าเป็นเรื่องที่ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และ “ร้ายแรงมาก”

เมื่อวันเสาร์ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน ได้กล่าวหาว่ารัฐรัสเซียเป็นผู้สังหารนาวาลนีเมื่อ 2 ปีก่อนในทัณฑนิคมในไซบีเรีย

ทั้ง 5 ประเทศกล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า การวิเคราะห์ตัวอย่างจากร่างกายของนาวาลนีในห้องปฏิบัติการพบสาร “เอพิบาทิดีน” (epibatidine) ซึ่งเป็นสารพิษที่พบในกบลูกศรพิษของอเมริกาใต้ และว่าไม่มีเหตุผลด้านดีใดๆ ที่อธิบายได้ว่า เหตุใดสารพิษตัวนี้จึงอยู่ในร่างของเขา

การประกาศครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้นเกือบจะตรงกับวันครบรอบ 2 ปี การเสียชีวิตของนาวาลนีในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลรัสเซีย และเพิ่มความเป็นไปได้ที่ชาติตะวันตกจะมีมาตรการร่วมกันต่อไป

แม้ว่าวอชิงตันจะไม่ได้เข้าร่วมในการแถลงการณ์ร่วมของยุโรป แต่รูบิโอกล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ส่งสัญญาณถึงความขัดแย้งกันระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป

“เราไม่มีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงเรื่องนี้” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการ “หาเรื่อง” กับพันธมิตรยุโรปเกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลจะ “เดินหน้าพิจารณามาตรการร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลรัสเซีย”

“เราเชื่อว่าพันธมิตรที่เราสร้างขึ้นในต่างประเทศคือสิ่งที่ทำให้ประเทศเราแข็งแกร่งขึ้น การดำเนินการควบคู่ไปกับพันธมิตรในยุโรป และพันธมิตรทั่วโลก คือวิธีการที่เรายังคงใช้กดดันรัฐบาลรัสเซียต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

15 ก.พ. 2569 23:29 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลโจมตีในฉนวนกาซาหลายจุดในวันอาทิตย์ อ้างมุ่งเป้าหมายที่กลุ่มติดอาวุธ แต่หน่วยงานสาธารณสุขอ้างว่า กระสุนถูกเต็นท์ผู้พลัดถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่า อิสราเอลโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้ว 11 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า พวกเขาโจมตีโดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ก่อการร้าย เพื่อโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกลุ่มฮามาส และได้สังหารนักรบติดอาวุธที่ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินแดนในพื้นที่ของฉนวนกาซาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลโดนเต็นท์ที่พักของผู้พลัดถิ่นทางตอนเหนือของฉนวนกาซา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ ในขณะที่การโจมตีอีกครั้งทางตอนใต้ของฉนวนกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ

นับตั้งแต่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมปีก่อน ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮามาสต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงแทบไม่เว้นแต่ละวัน และมีผู้เสียชีวิตในกาซาแล้วอย่างน้อย 600 ศพ

การโจมตีล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่การเตรียมการเพื่อบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สองซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางกำลังดำเนินอยู่

เมื่อเดือนมกราคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจัดตั้งองค์กรใหม่ชื่อว่า “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในการจัดตั้งกองกำลังนานาชาติที่ได้รับมอบหมายให้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนของฉนวนกาซา และดูแลการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส

คณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดจะประชุมครั้งแรกที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 ก.พ. จะดูแลการจัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ที่มาจากคณะผู้เชี่ยวชาญในฉนวนกาซา และการบูรณะหลังสงครามด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

15 ก.พ. 2569 21:54 น.

ปธน.ไต้หวันฝากข้อความวันตรุษจีน ลั่นเดินหน้าเสริมความมั่นคง

ประธานาธิบดีไต้หวันเผยคลิปวิดีโอข้อความเนื่องในวันตรุษจีน ยืนยันจะเพิ่มความพยายามในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ เพื่อคานอำนาจของจีนซึ่งอ้างความเป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้มาตลอด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ. 2569 นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันตรุษจีน โดยระบุว่า ไต้หวันจะเพิ่มความพยายามด้านการป้องกันปกป้องความมั่นคงของดินแดนตลอดช่วง 1 ปีข้างหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อปี 2568 นายไล่เสนอเพิ่มงบประมาณด้านการกลาโหมจำนวน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคานอำนาจกับจีน แต่ฝ่ายค้านซึ่งครองเสียงข้างมากในรัฐสภาปฏิเสธที่จะพิจารณาข้อเสนอดังกล่าว และเสนอร่างงบประมาณของตัวเองที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแทน โดยให้งบฯ จัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพียงบางส่วนของที่นายไล่ต้องการเท่านั้น

ในสุนทรพจน์ของนายไล่ในวันอาทิตย์ ซึ่งสถานีเรดาร์เสี่ยวเสวี่ยซาน (Hsiaohsuehshan) หนึ่งในสถานีเรดาร์ทางทหารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันในเทือกเขาตอนกลาง นายไล่กล่าวว่าเขาต้องการขอบคุณกองทัพที่คุ้มครองไต้หวันตลอด 24 ชั่วโมง

“เราจะเดินหน้าเสริมสร้างความพยายามด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงสาธารณะต่อไป โดยปกป้องความมั่นคงของชาติและรักษาเสถียรภาพทางสังคม” ผู้นำไต้หวันระบุในวิดีโอซึ่งเผยแพร่ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเขา โดยในวิดีโอมีภาพเรือดำน้ำที่ไต้หวันพัฒนาขึ้นเองเป็นครั้งแรกด้วย โดยกำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบใต้ทะเล

ทั้งนี้ จีนประณามนายไล่ว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” จากการที่เขาปฏิเสธเรื่องที่จีนอ้างความเป็นเจ้าของไต้หวัน โดยที่ผ่านมาจีนยืนยันมาตลอดว่าไต้หวันคือดินแดนที่สักวันจะกลับมารวมกับจีนอีกครั้ง และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเพื่อทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นความจริง

เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 จีนเพิ่งจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะไต้หวัน เพื่อแสดงการตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศแพ็กเกจขายอาวุธมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน "มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี" จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

15 ก.พ. 2569 12:55 น.

ม็อบมิวนิกนับแสนรวมตัวหนุน “มกุฎราชกุมารปาห์ลาวี” จี้โลกกดดันอิหร่านเปลี่ยนระบอบ

ชาวอิหร่านพลัดถิ่นและผู้สนับสนุนกว่า 2.5 แสนคน รวมตัวประท้วงกลางเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ขานรับคำร้องขอของ “เรซา ปาห์ลาวี” มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่กำลังลี้ภัย เรียกร้องให้นานาชาติเลิกเพิกเฉยต่อความรุนแรงในกรุงเตหะราน และสนับสนุนการเปลี่ยนระบอบปกครองเพื่อประชาธิปไตย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (14 ก.พ.) เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่บริเวณพื้นที่จัดการประชุมความมั่นคงมิวนิก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 250,000 คน ซึ่งมากกว่าที่ผู้จัดงานคาดการณ์ไว้มาก เพื่อรวมพลังใน “วันแห่งการลงมือทำระดับโลก” (Global Day of Action) สนับสนุนชาวอิหร่านที่กำลังเผชิญกับการปราบปรามอย่างหนักจากรัฐบาล

บรรยากาศในที่ชุมนุมเต็มไปด้วยเสียงกลองและเสียงตะโกนคำขวัญ “Change, change, regime change” (เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนระบอบปกครอง) โดยผู้ประท้วงต่างโบกสะบัดธงสีเขียว-ขาว-แดง ที่มีรูปสิงโตและดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นธงชาติอิหร่านก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ที่โค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวี

เรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างแดน ได้กล่าวเตือนว่า หากกลุ่มประเทศประชาธิปไตยยังคงนิ่งเฉยต่อการปราบปรามผู้ประท้วง จะมีผู้เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก “เรามารวมตัวกันในชั่วโมงที่ตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง เพื่อตั้งคำถามว่า: โลกจะยืนเคียงข้างประชาชนชาวอิหร่านหรือไม่?” พร้อมเสริมว่าการปล่อยให้รัฐบาลปัจจุบันอยู่รอด จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดไปยังกลุ่มเผด็จการทั่วโลกว่า “แค่ฆ่าคนให้มากพอ คุณก็จะรักษาอำนาจไว้ได้”

ไม่เพียงแต่ในมิวนิกเท่านั้น ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ทางตำรวจระบุว่ามีผู้เดินขบวนสูงถึง 350,000 คน นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมในนครลอสแอนเจลิส และหน้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงนิโคเซีย ประเทศไซปรัสอีกด้วย

ไฮไลต์สำคัญที่เมืองมิวนิก คือการที่ผู้ประท้วงบางส่วนสวมหมวกสีแดงที่มีข้อความ “Make Iran Great Again” เลียนแบบหมวก MAGA ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนายลินด์เซย์ เกรแฮม วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ ก็ได้เข้าร่วมปราศรัยและถือหมวกดังกล่าวเพื่อแสดงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากมีการปราบปรามการประท้วงเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยหน่วยงานสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,005 ราย (รวมเจ้าหน้าที่รัฐ 214 ราย) ขณะที่รัฐบาลอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตเพียง 3,117 ราย ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการรายงานตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

ขณะนี้รัฐบาลอิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่จะใช้มาตรการทางทหารและต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ โดยทรัมป์เพิ่งระบุว่าการเปลี่ยนระบอบในอิหร่าน “จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้”

การชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของเจ้าชายปาห์ลาวีในการพยายามแสดงบทบาทผู้นำท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่ลี้ภัยออกจากประเทศ.

ที่มา Associated Press

“แลร์รี” แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

"แลร์รี" แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี - รับใช้ 6 นายกฯ

15 ก.พ. 2569 11:47 น.

“แลร์รี” แมวประจำสำนัก ครม. อังกฤษ ทำงานครบ 15 ปี – รับใช้ 6 นายกฯ

“แลร์รี่” (Larry) แมวที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหราชอาณาจักร ฉลองครบรอบ 15 ปีในการดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าฝ่ายจับหนูประจำสำนักคณะรัฐมนตรี” ณ บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง ในวันนี้ (15 ก.พ.) เผยเบื้องหลังชีวิตจากแมวจรจัดสู่ขวัญใจนักการเมืองระดับโลก ผู้รับใช้มาแล้วถึง 6 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

เส้นทางชีวิตของแลร์รี่เริ่มต้นขึ้นอย่างสมถะ มันถูกรับเลี้ยงมาจากสถานสงเคราะห์สัตว์ “Battersea Dogs and Cats Home” อันโด่งดังในกรุงลอนดอน โดยเดินทางมาถึงบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2011 ในสมัยของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ซึ่งในขณะนั้นคาดว่ามันมีอายุประมาณ 4 ปี

ภารกิจหลักที่ทำให้มันถูกดึงตัวเข้าสู่ทำเนียบคือการจัดการกับปัญหาหนูรบกวน แต่ปัจจุบันในประวัติอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์รัฐบาลระบุว่า นอกจากการปราบหนูแล้ว งานอดิเรกของแลร์รี่คือ “การต้อนรับแขกผู้มาเยือน ตรวจตราความเรียบร้อยของระบบป้องกันความปลอดภัย และทดสอบคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์โบราณว่าเหมาะแก่การงีบหลับหรือไม่”

ตลอดระยะเวลา 15 ปี แลร์รี่พิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือ “นักการเมืองรุ่นเก๋า” ตัวจริงที่ไม่มีอะไรจะมาทำให้ขนของมันหลุดลุ่ยได้ มันอาศัยอยู่ในดาวนิงสตรีทผ่านยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 6 คน ได้แก่เดวิด คาเมรอน (David Cameron), เทเรซา เมย์ (Theresa May), บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson), ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) ผู้ดำรงตำแหน่งเพียง 49 วัน, ริชี ซูนัค (Rishi Sunak) และเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer)  นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็นมรสุมการเมืองเรื่องเบร็กซิต, การแพร่ระบาดของโควิด-19, ข่าวฉาว “Partygate” หรือความวุ่นวายในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหลายสมัย แลร์รี่ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นแบบแมวๆ และปฏิบัติหน้าที่บริเวณหน้าประตูบ้านเลขที่ 10 ซึ่งเป็นจุดที่มีการถ่ายภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างไร้ที่ติ

แลร์รี ยังมีบัญชี X ชื่อ @Number10cat ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 877,500 คน บัญชีนี้บริหารโดยผู้ใช้ที่ไม่เปิดเผยตัวตน ลาร์รีมักบ่นเรื่องการโดนฝน และบางครั้งก็เหน็บแนมทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคปฏิรูปของสหราชอาณาจักร และรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

ช่วงเดือนแรกๆ ที่แลร์รี “อยู่ในบ้าน” ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดหนังสือชื่อ “The Larry Diaries” ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2011 ปัจจุบันลาร์รีอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 10 ร่วมกับโจโจ้และปรินซ์ แมวของครอบครัวสตาร์เมอร์ ซึ่งเป็นแมวพันธุ์ไซบีเรียน เข้ามาอยู่ในบ้านในปี 2024 หลังจากการ “เจรจา” กับลูกๆ ของสตาร์เมอร์ ซึ่งอยากได้สุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหาที่ว่า “ประตูเดียวที่ออกไปจากแฟลตใหม่ของเราเป็นประตูกันระเบิด” สตาร์เมอร์บอกกับบีบีซีในปี 2024 “ดังนั้น การติดตั้งประตูสำหรับแมวจึงค่อนข้างยาก”

แต่แฟนๆ ของแลร์รี่สามารถสบายใจได้ เพราะมันได้รับการพิจารณาให้เป็นข้าราชการประจำ ซึ่งหมายความว่าเขาจะได้อยู่ที่ถนนดาวนิงสตรีทตลอดไป ต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพราะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองของอังกฤษ และยังคงทำหน้าที่ครองหัวใจของผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน.

ที่มา AFP