อิสราเอลเผย ใกล้ทำลาย “เป้าหมายสำคัญสูงสุด” ในอิหร่านได้ทุกจุดแล้ว

อิสราเอลเผย ใกล้ทำลาย “เป้าหมายสำคัญสูงสุด” ในอิหร่านได้ทุกจุดแล้ว

29 มี.ค. 2569 22:44 น.

อิสราเอลเผย ใกล้ทำลาย “เป้าหมายสำคัญสูงสุด” ในอิหร่านได้ทุกจุดแล้ว

อิสราเอลอ้างว่า กองทัพใกล้จะโจมตีเป้าหมายในอิหร่านที่มี “ความสำคัญสูงสุด” ได้ครบทุกจุดภายในไม่กี่วันข้างหน้า แต่โฆษกกองทัพยังย้ำว่า ยังมีเป้าหมายการโจมตีอื่นๆ อยู่อีก

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 นายนัดดาฟ โชชานี โฆษกของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อธิบายว่า เป้าหมายการโจมตีในอิหร่านถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น ขีปนาวุธทิ้งตัว, แหล่งผลิต (อาวุธ), นิวเคลียร์, ศูนย์บัญชาการและควบคุม และอื่นๆ โดยในแต่ละกลุ่มยังมีการแบ่งหมวดหมู่ย่อยเป็น “เป้าหมายหลัก, เป้าหมายสำคัญ และเป้าหมายเพิ่มเติม”

นายโชชานีบอกอีกว่า ภายในไม่กี่วันข้างหน้า “เราจะสามารถเสร็จสิ้นภารกิจต่อเป้าหมายความสำคัญสูงสุดในกลุ่มโรงงานการผลิตได้” พร้อมระบุเสริมว่า “นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะหมดเป้าหมายในการโจมตี… แต่หากพูดถึงระดับความสำคัญสูงสุดตามที่เราได้กำหนดไว้ เราจะสามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้ภายในไม่กี่วัน”

อย่างไรก็ตาม โชชานีปฏิเสธที่จะระบุรายละเอียดของกรอบเวลาที่แน่ชัด เนื่องจาก “เงื่อนไขการปฏิบัติงาน” อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งนี้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา IDF โจมตีโรงงานเหล็กสองแห่งในอิหร่าน ซึ่งรวมถึงแห่งหนึ่งที่มีการใช้สารกัมมันตรังสี ตามรายงานของหน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์แห่งสหประชาชาติ รวมถึงโรงงานผลิตน้ำมวลหนักในเมืองอารัก (Arak) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญสำหรับแร่พลูโตเนียม

นายโชชานีกล่าวอีกว่า IDF เคยโจมตีโรงงานน้ำมวลหนักแห่งนี้ไปแล้วระหว่างการบุกโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว “แต่หน่วยข่าวกรองตรวจพบความพยายามที่จะสร้างมันขึ้นมาใหม่”

นอกเหนือจากการทำลายเป้าหมายทางทหารแล้ว ข้อมูลจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,900 ราย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือนจำนวนมาก รวมถึงสถานพยาบาลและโรงเรียนหลายร้อยแห่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

บาห์เรนประกาศห้ามเดินเรือตอนกลางคืน หวั่นโดนอิหร่านโจมตี

บาห์เรนประกาศห้ามเดินเรือตอนกลางคืน หวั่นโดนอิหร่านโจมตี

29 มี.ค. 2569 21:54 น.

บาห์เรนประกาศห้ามเดินเรือตอนกลางคืน หวั่นโดนอิหร่านโจมตี

ทางการบาห์เรนประกาศเคอร์ฟิว ห้ามสัญจรทางทะเลในเวลากลางคืนอย่างไม่มีกำหนด เพื่อความปลอดภัยหลังอิหร่านดำเนินการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 บาห์เรนประกาศคำสั่งเคอร์ฟิว ห้ามสัญจรทางทะเลในเวลากลางคืน โดยระบุว่าจะบังคับใช้จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อปกป้องชายฝั่งของประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ท่ามกลางการโจมตีจากอิหร่านที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของบาห์เรนแถลงในวันนี้ว่า คำสั่งห้ามดังกล่าวจะครอบคลุมถึงผู้ที่ใช้เรือประมงและเรือเพื่อการสันทนาการ โดยจะเริ่มบังคับใช้ในทุกๆ วัน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. จนถึง 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า มาตรการใหม่นี้ถูกนำมาใช้เนื่องจาก “การรุกรานที่ชัดเจนของอิหร่าน” และ “ความเสี่ยงร้ายแรง” ที่มีต่อความปลอดภัยของพลเมืองและผู้อยู่อาศัย

นอกจากนี้ รัฐบาลบาห์เรนยังได้ย้ำเตือนให้ “ผู้สัญจรทางน้ำทุกคนปฏิบัติตามช่วงเวลาของคำสั่งห้ามสัญจรทางทะเล และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ชายฝั่ง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปธ.สภาอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ กำลังแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน

ปธ.สภาอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ กำลังแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน

29 มี.ค. 2569 21:26 น.

ปธ.สภาอิหร่านอ้าง สหรัฐฯ กำลังแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน

ประธานรัฐสภาอิหร่านเผยว่า ประเทศของเขากำลังรอ “การโจมตีภาคพื้นดิน” ของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าอเมริกากำลังวางแผนโจมตีอย่างลับๆ แม้ว่าปากจะพูดถึงเรื่องการเจรจาก็ตาม

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 ประธานรัฐสภาอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกากำลังวางแผนโจมตีภาคพื้นดิน แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะกำลังพูดถึงการเจรจาทางการทูตก็ตาม หลังจากที่เรือรบของสหรัฐฯ พร้อมด้วยบุคลากรทางทหารประมาณ 3,500 นาย เดินทางมาถึงตะวันออกกลาง

คำแถลงของ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานสภาอิหร่าน มีขึ้นหลังจากที่มีการทิ้งระเบิดทางอากาศใส่ประเทศอิหร่านโดยกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน และเกิดขึ้นก่อนการเจรจาระหว่างตัวละครสำคัญในภูมิภาคที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้

สงครามได้ลุกลามจนกลายเป็นการสู้รบระดับภูมิภาค เนื่องจากอิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลด้วยการยิงมิสไซล์และส่งโดรนโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ ส่งผลให้ตลาดพลังงานปั่นป่วนอย่างหนักและคุกคามเศรษฐกิจโลก

“ศัตรูส่งข้อความเรื่องการเจรจาและการหารือต่อหน้าสาธารณชน แต่กลับแอบวางแผนโจมตีภาคพื้นดินอย่างลับๆ” กอลิบาฟกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการ IRNA “คนของเรากำลังรอคอยการมาถึงของทหารอเมริกันบนภาคพื้นดิน เพื่อที่จะแผดเผาพวกเขาและลงโทษพันธมิตรในภูมิภาคของพวกเขาให้สิ้นซากไปเสียที”

ทั้งนี้ เรือ ยูเอสเอส ตริโปลี ซึ่งเป็นเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกที่บรรทุกเหล่านาวิกโยธินและทหารเรือประมาณ 3,500 นาย ได้เดินทางมาถึงตะวันออกกลางเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตามประกาศของกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ

ขณะที่หนังสือพิมพ์ The Washington Post รายงานว่าเพนตากอนกำลังเตรียมแผนการปฏิบัติการภาคพื้นดินนานหลายสัปดาห์ ซึ่งอาจรวมถึงการบุกโจมตีเกาะคาร์ก (Kharg Island) และพื้นที่ใกล้เคียงช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะยังไม่ได้อนุมัติการส่งกำลังพลใดๆ ก็ตาม

อิหร่านระบุว่า พวกเขาทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เพื่อไม่ให้เรือของศัตรูสามารถสัญจรผ่านได้

ที่ผ่านมา ทรัมป์พูดซ้ำหลายครั้งว่ากำลังมีการติดต่อทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ฝ่ายรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธ ขณะที่นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ ระบุว่าการประชุมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งผลักดันแผนการ 15 ประการที่วอชิงตันกล่าวว่า “สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด”

ขณะที่ปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างวอชิงตันและเตหะราน กำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ ณ กรุงอิสลามาบัด เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์

โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์

29 มี.ค. 2569 12:17 น.

โจรดักปล้นรถบรรทุกฉก KitKat ไปกว่า 4 แสนชิ้น เนสท์เล่เตือนส่อขาดตลาดช่วงอีสเตอร์

บริษัทเนสท์เล่เปิดเผยว่า ช็อกโกแลตคิทแคทจำนวนกว่า 413,000 แท่ง ถูกขโมยจากรถบรรทุกระหว่างการขนส่งในยุโรป โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างเส้นทางจากอิตาลีไปยังโปแลนด์ คาดอาจทำให้สินค้าขาดตลาดก่อนเทศกาลอีสเตอร์

บริษัท เนสท์เล่ เจ้าของแบรนด์ช็อกโกแลตชื่อดัง คิทแคท (KitKat) เปิดเผยเหตุการณ์โจรกรรมครั้งใหญ่ โดยระบุว่ารถบรรทุกที่กำลังขนส่งคิทแคทจำนวน 413,793 แท่ง หรือคิดเป็นน้ำหนักกว่า 12 ตัน ได้ถูกโจรกรรมหายไปอย่างไร้ร่องรอยในระหว่างเส้นทางขนส่งจากประเทศอิตาลีมุ่งหน้าไปยังโปแลนด์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

โฆษกของคิทแคทกล่าวติดตลกว่า “เราสนับสนุนให้ทุกคนหยุดพัก (Have a break) กับคิทแคทเสมอมา แต่ดูเหมือนหัวขโมยกลุ่มนี้จะรับสารของเราตรงตัวเกินไปหน่อย เลยตัดสินใจ ฉวยโอกาสขโมยช็อกโกแลตเราไปกว่า 12 ตัน” อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทระบุว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่ธุรกิจทุกขนาดกำลังเผชิญ เนื่องจากขบวนการโจรกรรมสินค้ามีการวางแผนที่ซับซ้อนและแยบยลมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณสินค้าในตลาด โดยเนสท์เล่เตือนว่าอาจเกิดสภาวะ “คิทแคทขาดตลาด” ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการช็อกโกแลตพุ่งสูงขึ้น

ในขณะนี้ยังไม่ทราบเบาะแสของทั้งรถบรรทุกและตัวหัวขโมย แต่ทางเนสท์เล่เชื่อว่าสินค้าล็อตนี้อาจถูกนำไปกระจายขายผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการทั่วยุโรป อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมระบบตรวจสอบผ่าน “รหัสล็อตการผลิต” ซึ่งหากมีการสแกนพบรหัสที่ตรงกับล็อตที่ถูกขโมย ระบบจะแจ้งเตือนไปยังบริษัทเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทันที

เหตุการณ์นี้สอดคล้องกับรายงานจากสมาคมคุ้มครองสินทรัพย์ขนส่ง (TAPA) ที่ระบุว่า ปัจจุบันปัญหาการฉ้อโกงและโจรกรรมสินค้าในยุโรปและตะวันออกกลางมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล.

ที่มา ITV News

ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน

ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน

29 มี.ค. 2569 11:58 น.

ICAO ออกกฎจำกัดพาวเวอร์แบงก์บนเครื่องบิน ไม่เกิน 2 ก้อนต่อคน ห้ามชาร์จระหว่างบิน

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประกาศกฎใหม่คุมเข้มการพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องบิน จำกัดจำนวนไม่เกิน 2 ก้อนต่อผู้โดยสาร 1 คน พร้อมสั่งห้ามชาร์จพาวเวอร์แบงก์ระหว่างเที่ยวบินเด็ดขาด โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม เป็นต้นไป

องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศมาตรการความปลอดภัยใหม่เกี่ยวกับอุปกรณ์จัดเก็บพลังงานสำรอง หรือพาวเวอร์แบงก์ บนเที่ยวบินทั่วโลก โดยระบุข้อกำหนดสำคัญเช่นผู้โดยสารแต่ละคนสามารถพกพาพาวเวอร์แบงก์ขึ้นเครื่องได้ไม่เกินคนละ 2 ก้อน

นอกจากนั้น ยังไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารทำการชาร์จไฟเข้าไปในตัวพาวเวอร์แบงก์ในระหว่างที่เครื่องบินกำลังทำการบิน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานบนเครื่องบินยังคงสามารถพกพาและใช้งานได้ตามความจำเป็นในการปฏิบัติงาน

มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากแบตเตอรีลิเธียม ซึ่งอาจเกิดความร้อนสูงจนนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ได้ ดังเช่นเหตุการณ์เพลิงไหม้บนเครื่องบินของสายการบินแอร์ปูซานเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้สายการบินชั้นนำอย่างกลุ่มลุฟต์ฮันซา และประเทศเกาหลีใต้ก็ได้เริ่มนำร่องมาตรการจำกัดการใช้งานไปบ้างแล้ว

ICAO ระบุว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยทางการบินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรับมือความเสี่ยงใหม่จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายระยะยาวในการทำให้การเดินทางทางอากาศปลอดภัยสูงสุดทั่วโลก ซึ่งสมาชิกทั้ง 193 ประเทศได้รับทราบข้อกำหนดใหม่นี้แล้ว และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยและสายการบินต่าง ๆ คาดว่าจะมีการประกาศแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้ผู้โดยสารทราบอีกครั้งก่อนการเดินทาง เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานสากลใหม่นี้.

ที่มา International Civil Aviation Organization

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

29 มี.ค. 2569 11:48 น.

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

“สิริพงศ์” อัด “พีระพันธุ์” ปมจวก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เกียร์ว่าง ไม่คุมราคาน้ำมัน สวนแรง ตอนตัวเองมีอำนาจไม่ทำให้เสร็จ เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

วันที่ 29 มี.ค. 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบโต้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังเสี่ยงต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาอธิบายว่า ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมันได้ เนื่องจากหน่วยงานไม่มีอำนาจ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน จะถือว่าทำเกินหน้าที่ กฎหมายไม่ให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปควบคุมราคาน้ำมัน

โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครอง คดีน้ำมันเชื้อเพลิง คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 กระทรวงพาณิชย์ “ไม่มีอำนาจ” เข้าไปกำหนดราคาน้ำมัน โดยคำพิพากษาศาลปกครองยืนยันว่า รัฐได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันตั้งแต่ปี 2534 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และมีหน่วยงานด้านพลังงานดูแลโดยตรง ทำให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่หน่วยงานกำหนดราคา สถานะปัจจุบันศาลปกครองสูงสุดยืนยันตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง

ขณะที่คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า อำนาจกำกับราคาน้ำมันอยู่ที่กระทรวงพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงตรวจสอบการแสดงราคา

“ถ้าขืนไปทำตามที่นายพีระพันธุ์พูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะผิดกฎหมายเสียเอง นายพีระพันธุ์ก็เป็นนักกฎหมาย มีหรือจะไม่รู้ หรือทำไปทั้งหมดเพื่อต้องการวางกับดัก ขุดบ่อล่อปลา พร้อมกับหาแสงไปในตัว แบบ 2-in-1 ปัญหาคือ เรื่องนี้อยู่ในมือกระทรวงพลังงาน แล้วนายพีระพันธุ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากท่านรู้ ท่านยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมท่านไม่ทำ หรือทำไมไม่ทำให้มันเสร็จ จะมาเก่งอะไรกับรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มด้วยซ้ำ อย่าลืมว่าเรายังไม่ได้ ครม.ใหม่ ที่ทำงานกันอยู่คือรักษาการทั้งนั้น”

รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย

รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย

29 มี.ค. 2569 11:13 น.

รถพุ่งชนคนเดินถนนบาดเจ็บหลายรายในเมืองเดอร์บี ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย

เกิดเหตุระทึกขวัญใจกลางเมืองดาร์บี้ ประเทศอังกฤษ เมื่อรถเก๋งพุ่งชนกลุ่มคนเดินเท้าบนถนนสายย่อยในช่วงคืนวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย บางรายอาการสาหัส ตำรวจตามรวบตัวคนขับรถสีดำได้ทันที พร้อมสั่งปิดพื้นที่ตรวจสอบพยานหลักฐาน

สำนักงานตำรวจดาร์บีเชียร์รายงานว่า เกิดเหตุรถยนต์พุ่งชนคนเดินเท้าหลายรายบริเวณถนนไพรอาร์ เกต  ใจกลางเมืองดาร์บี้ เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ซึ่งบางรายมีอาการสาหัส และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนหลังจากได้รับการปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับรถยนต์ต้องสงสัย ซึ่งเป็นรถซูซูกิ สวิฟต์ สีดำ ได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังเกิดเหตุ พร้อมจับกุมคนขับเป็นชายวัย 30 ปีเศษไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุเฉพาะหน้า และเชื่อว่าไม่มีความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อสาธารณชน

ด้านพยานในที่เกิดเหตุระบุว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผู้คนพากันวิ่งออกมาจากบาร์ใกล้เคียงด้วยอาการช็อกและร้องไห้ ขณะที่ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นรายงานว่า ถนนไพรอาร์เกตซึ่งปกติจะคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาและผู้คนที่ออกมาท่องเที่ยวในคืนวันเสาร์ กลับตกอยู่ในความเงียบงันและเต็มไปด้วยเศษซากความเสียหายกระจายเกลื่อนถนน

แคทเธอรีน แอตกินสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตดาร์บี้เหนือ ออกมาแถลงแสดงความตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจให้แก่ผู้บาดเจ็บและขอบคุณเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ขณะนี้ทางตำรวจยังคงปิดการจราจรบนถนนไพรอาร์ เกต ตั้งแต่ทางแยกถนนเคอร์ซอนไปจนถึงถนนฟอร์ด เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริง และประกาศขอความร่วมมือให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับรถซูซูกิสีดำคันดังกล่าวในช่วงเวลาเกิดเหตุ เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่โดยด่วน.

ที่มา BBC

รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ  ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

29 มี.ค. 2569 10:32 น.

รัฐบาล ขอมั่นใจช่วงสงกรานต์มีน้ำมันเพียงพอ ตรวจสอบสถานะปั๊มได้ทางแอป Fuel-Now

“รัชดา” เผยรัฐบาลเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชน  นายกฯ สั่งดำเนินการแผนรองรับช่วงสงกรานต์ ให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น ยันมีตารางเรือขนส่งน้ำมันเข้าไทยต่อเนื่อง เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ

วันที่ 29 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้

1. การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า

2. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

3. เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย

4. ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆสอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง   ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

ชุมนุม “No Kings” ทั่วสหรัฐฯ ต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประท้วงนับล้านวิจารณ์นโยบายรัฐ

ชุมนุม "No Kings" ทั่วสหรัฐฯ ต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประท้วงนับล้านวิจารณ์นโยบายรัฐ

29 มี.ค. 2569 10:16 น.

ชุมนุม “No Kings” ทั่วสหรัฐฯ ต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ประท้วงนับล้านวิจารณ์นโยบายรัฐ

ชาวอเมริกันนับล้านคนทั่วประเทศรวมตัวประท้วงใหญ่ “โน คิงส์” (No Kings) ครั้งที่ 3 ทั่วสหรัฐฯ แสดงพลังต้านนโยบายรัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” ทั้งประเด็นสงครามในอิหร่าน การกวาดล้างผู้อพยพ และค่าครองชีพพุ่งสูง ขณะที่ทำเนียบขาวตอกกลับเป็นแค่ “กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการประท้วงครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อแคมเปญ “No Kings” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อคัดค้านการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกลุ่มผู้จัดงานระบุว่า ทรัมป์กำลังพยายามปกครองประเทศเยี่ยงทรราช และย้ำว่าอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของ “คนที่มีอำนาจ” 

บรรยากาศการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ฝูงชนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานลินคอล์นและเนชันแนล มอลล์ มีการเผาหุ่นจำลองของทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการถอดถอนและจับกุม

ส่วนที่รัฐมินนิโซตากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 รายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมี บรูซ สปริงสทีน ศิลปินระดับตำนานขึ้นเวทีร้องเพลง “Streets of Minneapolis” เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่

ด้านนครนิวยอร์ก ย่านไทม์สแควร์และมิดทาวน์ถูกปิดตายเนื่องจากปริมาณผู้ประท้วงที่ล้นหลาม ซึ่งในการประท้วงครั้งก่อนเมื่อเดือนตุลาคม เคยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 100,000 คน

นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้ขยายอำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร ทั้งการยุบหน่วยงานรัฐบาลกลาง การส่งกองกำลังเนชันแนลการ์ดลงพื้นที่แม้ผู้ว่าการรัฐจะคัดค้าน รวมถึงการสั่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินคดีกับศัตรูทางการเมือง

โฆษกทำเนียบขาวออกมาตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ว่า เป็นเพียง “กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์” และกล่าวว่าผู้ที่ให้ความสนใจมีเพียงแค่นักข่าวที่รับเงินมาทำข่าวเท่านั้น ขณะที่ตัวทรัมป์เองเคยให้สัมภาษณ์ผ่านฟ็อกซ์นิวส์ ว่าเขาไม่ใช่ “Kings” และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อฟื้นฟูประเทศที่กำลังวิกฤต

ทั้งนี้ การชุมนุม “No Kings” ครั้งก่อนในเดือนตุลาคม มีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศเกือบ 7 ล้านคน ขณะที่หลายรัฐมีการระดมเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาชาติเพื่อดูแลความสงบ แม้ผู้จัดจะยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสันติ

การประท้วง “No Kings” ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ขยายตัวในเมืองใหญ่ แต่ยังลามไปถึงเมืองเล็กๆ และรวมถึงกลุ่มชาวอเมริกันในต่างแดนอย่าง ปารีส, ลอนดอน และลิสบอน ที่ออกมาชูป้ายประณามผู้นำสหรัฐฯ ว่าเป็น “ฟาสซิสต์” และ “อาชญากรสงคราม” อีกด้วย.

ที่มา BBC

“คิม จองอึน” คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

"คิม จองอึน" คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

29 มี.ค. 2569 09:30 น.

“คิม จองอึน” คุมเข้มทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็ง รุ่นอัปเกรด

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือควบคุมการทดสอบภาคพื้นของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งรุ่นใหม่ แรงขับสูงถึง 2,500 กิโลนิวตัน พร้อมตรวจสอบรถถังรุ่นใหม่และการฝึกหน่วยรบพิเศษ ตอกย้ำแผนยกระดับกองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั้งระบบ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานในวันนี้ (29 มี.ค.) ว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้เข้าตรวจสอบการทดสอบภาคพื้นดินของเครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับสูง ซึ่งใช้วัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นใหม่ โดยการทดสอบครั้งนี้สามารถทำแรงขับสูงสุดได้ถึง 2,500 กิโลนิวตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการทดสอบครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วที่ทำได้ 1,971 กิโลนิวตัน

คิม จอง อึน ระบุว่า การทดสอบดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับศักยภาพทางทหารสู่ระดับสูงสุด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนากองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ให้ทันสมัย พร้อมย้ำว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เคซีเอ็นเอยังรายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนือได้เสนอภารกิจสำคัญในการเร่งพัฒนากองกำลังเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “ฮวาซอง-20” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งผู้นำคิมระบุว่าความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงกองกำลังทางยุทธศาสตร์ของประเทศให้ทันสมัยตามแผนพัฒนาป้องกันประเทศ 5 ปี

นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังได้เข้าเยี่ยมชมการทดสอบสมรรถนะของรถถังประจัญบานหลักรุ่นใหม่ ซึ่งจัดโดยสถาบันอาวุธหุ้มเกราะ โดยผลการทดสอบยืนยันว่าระบบสกัดกั้นอาวุธต่อต้านรถถังที่ติดตั้งมานั้น มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 100% ในการทำลายอาวุธที่โจมตีเข้ามาจากทิศทางต่างๆ

ในวันเดียวกัน นายคิม จองอึน ยังได้เดินทางไปยังฐานฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อตรวจสอบการฝึกซ้อมของหน่วยรบย่อยในระดับต่างๆ พร้อมสั่งการให้เร่งยกระดับกองกำลังทางยุทธศาสตร์ของรัฐทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เพื่อตอบรับกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในปัจจุบัน.

ที่มา Yonhap