ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

16 ธ.ค. 2568 09:27 น.

ทรัมป์ฟ้อง BBC เดือด ปมตัดต่อคำพูดบิดเบือน เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นฟ้อง บีบีซีต่อศาลในรัฐฟลอริดา ข้อหาหมิ่นประมาท จากการตัดต่อคำปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 ในสารคดี Panorama โดยเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นับเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายมูลค่ามหาศาลครั้งประวัติศาสตร์ในคดีที่มีการฟ้องร้องสื่อ โดยเอกสารคำฟ้องระบุว่า บีบีซีจงใจ บิดเบือน หลอกลวง และตัดต่อคำพูดอย่างมุ่งร้าย จนทำให้ทรัมป์ถูกมองว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรง ก่อนเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐ 

สำหรับต้นตอของคดี เกิดจากสารคดี Panorama ซึ่งออกอากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2024 ได้มีการนำคำพูดของทรัมป์จากการปราศรัยวันที่ 6 มกราคม 2021 มาตัดต่อรวมกันในลักษณะที่ เปลี่ยนบริบทเดิม โดยคำพูดจริงของทรัมป์ที่กล่าวในวันนั้นตอนหนึ่ง เขากล่าวว่า “เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา และเราจะไปให้กำลังใจสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนฯ ผู้กล้าหาญของเรา” ก่อนที่อีกกว่า 50 นาทีต่อมา เขาได้กล่าวอีกว่า “และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

แต่ในสารคดี Panorama บีบีซีได้นำคำพูดทั้งสองช่วงมาตัดต่อให้ติดกัน กลายเป็นประโยคว่า

“เราจะเดินไปที่อาคารรัฐสภา… และผมจะไปกับคุณ และเราต้องสู้ เราต้องสู้สุดแรง”

ด้านสำนักข่าวบีบีซียอมรับเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าการตัดต่อดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างภาพว่าทรัมป์เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงโดยตรง พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษแล้ว แต่บีบีซี ปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย และยืนยันว่าไม่มีมูลทางกฎหมายเพียงพอสำหรับคดีหมิ่นประมาท โดยจนถึงขณะนี้ บีบีซียังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังทรัมป์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว

ทรัมป์เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เตรียมเดินหน้าฟ้องบีบีซีอย่างแน่นอน โดยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องทำ พวกเขาโกง พวกเขาเปลี่ยนคำพูดที่ออกจากปากผม”

ทีมกฎหมายของทรัมป์ยังระบุด้วยว่า การตัดต่อดังกล่าวไม่เพียงเป็นการหมิ่นประมาท แต่ยังเข้าข่าย ละเมิดกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เรียกค่าเสียหายระดับหลายพันล้านดอลลาร์

คดีนี้สะท้อนความขัดแย้งระยะยาวระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับสื่อกระแสหลักระดับโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เขายังคงมีบทบาททางการเมืองสูง และเตรียมกลับมาท้าชิงอำนาจอีกครั้งบนเวทีการเมืองสหรัฐ.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

 ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

16 ธ.ค. 2568 09:09 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่งพิเศษ ยกระดับยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ยกระดับการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร จัดให้ยาเสพติด “เฟนทานิล” เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction – WMD) โดยการลงนามมีขึ้นในห้องทำงานรูปไข่ ที่ทำเนียบขาว โดยมีรัฐมนตรีกลาโหม ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงร่วมเป็นสักขีพยาน นับเป็นการสะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวของรัฐบาลต่อวิกฤตยาเสพติดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันจำนวนมากในแต่ละปี
 
คำสั่งของทรัมป์ยังกำหนดให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลัง เร่งติดตาม ยึด และคว่ำบาตรทรัพย์สินของสถาบันการเงินและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเฟนทานิล พร้อมให้ความร่วมมือใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงยุติธรรมในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังสั่งให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิใช้ขีดความสามารถด้านข่าวกรอง ซึ่งเดิมใช้รับมืออาวุธทำลายล้างสูงรูปแบบอื่น มาระบุและรื้อถอนเครือข่ายลักลอบขนเฟนทานิลโดยตรง

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การจัดสถานะเฟนทานิลเป็นอาวุธทำลายล้างสูง อาจเปิดทางให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มาตรการด้านความมั่นคงที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงการอายัดทรัพย์ จับกุมเป้าหมายเฉพาะ และเฝ้าระวังองค์กรอาชญากรรม หลังรัฐบาลทรัมป์เคยประกาศขึ้นบัญชีกลุ่มค้ายาบางกลุ่มเป็นองค์กรก่อการร้ายมาแล้ว ท่ามกลางข้อถกเถียงด้านกฎหมายและขอบเขตอำนาจรัฐ.  

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

16 ธ.ค. 2568 08:56 น.

นายกฯ ออสเตรเลียเผย มือปืนสองพ่อลูกกราดยิงบอนได มีแรงจูงใจจากแนวคิดสุดโต่งของไอซิส

ผู้นำออสเตรเลียเผย เหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ชายหาดบอนได มีแรงจูงใจเชื่อมโยงกับ แนวคิดสุดโต่งของกลุ่มรัฐอิสลาม โดยมีการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เยือกเย็น และไร้มนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แอนโธนี อัลบาเนซี ออกมายืนยันว่า เหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ชายหาดบอนไดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย มีแรงจูงใจเชื่อมโยงกับ แนวคิดสุดโต่งของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) โดยจากข้อมูลทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่สืบสวนได้รับจนถึงขณะนี้ ชี้ชัดว่ามือปืนทั้งสองราย ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีเครือข่ายสนับสนุนในประเทศ แต่ถูกผลักดันด้วยอุดมการณ์แห่งความเกลียดชังที่ดำรงอยู่มานานกว่าทศวรรษ พร้อมระบุว่าเป็นการก่อเหตุที่มีการวางแผนมาอย่างรอบคอบ เยือกเย็น และไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า มือปืนคือนาย ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี และบุตรชายนาย นาวีด วัย 24 ปี ซึ่งทั้งคู่เคยแสดงความจงรักภักดีต่อกลุ่มไอซิส

ซาจิดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่นาวีดได้รับบาดเจ็บสาหัสและยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาล ฮานุกกะห์ ของชาวยิว โดยเป้าหมายเป็นผู้ร่วมงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยิว โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วยเด็กหญิงวัยเพียง 10 ขวบ, แร็บไบชาวอังกฤษ, อดีตตำรวจเกษียณ, รวมทั้งผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฮอโลคอสต์

ด้านกระทรวงสาธารณสุขรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บ 6 คนอาการวิกฤต และอีก 4 คนอาการทรงตัวแต่ยังน่าเป็นห่วง

ล่าสุดบรรยากาศที่ชายหาดบอนได มีประชาชนทยอยนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยตลอดแนวรั้วริมทะเล บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเงียบงัน

ขณะที่ชาวยิวออสเตรเลียหลายคนให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เหตุโจมตีครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางกระแสการต่อต้านชาวยิวที่เพิ่มขึ้น

เหตุกราดยิงบอนไดครั้งนี้ กลายเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบหลายปี และจุดชนวนคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ภัยคุกคามจากแนวคิดสุดโต่ง, ความปลอดภัยของชนกลุ่มน้อย และการรับมือการก่อการร้ายภายในประเทศ โดยทางรัฐบาลออสเตรเลียยืนยันจะเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคง และเดินหน้าสอบสวนเชิงลึก เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หาดบอนได

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

16 ธ.ค. 2568 08:14 น.

FBI ตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ ล่าระทึกมือปืนกราดยิงม.บราวน์ หลังยังไร้วี่แวว

ตำรวจและFBI เร่งไล่ล่ามือปืนกราดยิงภายใน มหาวิทยาลัยบราวน์ ที่ยังคงหลบหนีลอยนวล  โดยมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอใหม่ของผู้ก่อเหตุ และตั้งรางวัลนำจับ 50,000 ดอลลาร์ หวังได้เบาะแสสำคัญในการติดตามตัว

เอฟบีไอประกาศตั้ง รางวัลนำจับสูงสุด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่ให้ข้อมูลนำไปสู่การระบุตัวและจับกุมผู้ก่อเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในมหาวิทยาลัยบราวน์ ขณะที่ตำรวจ เมืองพรอวิเดนซ์ สหรัฐอเมริกา ได้นำคลิปวิดีโอล่าสุดมาเผยแพร่ เผยให้เห็นบุคคลสวมเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เดินอยู่บนถนนในเมืองเพียงไม่กี่นาที หลังเหตุยิงสะเทือนขวัญ แต่กล้องก็ไม่สามารถจับใบหน้าของบุคคลดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายที่เคยถูกควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัย หลังไม่พบความเชื่อมโยง ส่งผลให้ตำรวจต้องกลับมาเริ่มต้นการสืบสวนใหม่แทบทั้งหมด

เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ ในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยมีผู้คนพลุกพล่าน มือปืนบุกเข้าไปในห้องเรียน และยิงกระสุนมากกว่า 40 นัด ก่อความโกลาหลอย่างหนัก จนมหาวิทยาลัยต้องสั่งล็อกดาวน์ฉุกเฉินขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่จำนวนมากระดมค้นหาหลักฐานในย่านใกล้มหาวิทยาลัย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ที่ระบุตัวว่าเป็น U.S. Marshals เดินเคาะประตูบ้านประชาชน สอบถามเรื่องกล้องวงจรปิด และขอให้ประชาชนที่มีข้อมูลหรือภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ใกล้มหาวิทยาลัยบราวน์ รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที

เหยื่อผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นนักศึกษาปี 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานกลุ่ม Brown College Republicans และนักศึกษาปี 1 ซึ่งครอบครัวอพยพมายังสหรัฐจากอุซเบกิสถาน ขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 9 คน.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

16 ธ.ค. 2568 06:03 น.

ล่ามือปืนต่อ เหตุกราดยิง ม.บราวน์ หลังผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ตามล่าหามือปืน ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ต่อ หลังจากพวกเขาปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยที่จับได้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การตามล่าหาตัวมือปืนผู้ก่อเหตุกราดยิงที่มหาวิทยาลัยบราวน์ วิทยาเขตเมืองโพรวิเดนซ์ รัฐโรดไอส์แลนด์ของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ตัดสินใจปล่อยตัวชายต้องสงสัยที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้

เหตุกราดยิงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (13 ธ.ค.) ชายคนหนึ่งพร้อมปืนไรเฟิลได้บุกเข้าไปในอาคารที่กำลังมีการสอบอยู่ แล้วเปิดฉากยิงก่อนจะหลบหนีไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ บาดเจ็บอีก 9 ราย หนึ่งในนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่ 7 รายมีอาการทรงตัวแต่ยังต้องอยู่ในโรงพยาบาล และอีกรายได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ประกาศการจับกุม “บุคคลที่น่าสนใจ” (person of interest) รายหนึ่ง และบอกว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ให้เบาะแสแก่การสืบสวนของรัฐบาลกลางแล้ว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ต้องถอนคำพูดดังกล่าวในช่วงเย็นวันอาทิตย์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงบุคคลผู้นี้เข้ากับเหตุกราดยิง และสุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ตัดสินใจปล่อยตัวเขาไป

เบรตต์ สไมลีย์ นายกเทศมนตรีเมืองโพรวิเดนซ์ กล่าวว่า “เรารู้ว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความวิตกกังวลครั้งใหม่ให้กับชุมชนของเรา” “มันน่าตกใจและน่าเศร้ามาก ผมรู้จักนักเรียนที่นี่ ซึ่งหลายคนต้องหลบภัยอยู่หลายชั่วโมงเมื่อคืนนี้” “พวกเขาทุกคนรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก”

เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยบราวน์เปิดเผยว่า การสอบปลายภาคที่กำหนดไว้ในวันอาทิตย์ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 เป็นต้นมา เกิดเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปมากกว่า 300 ครั้งแล้ว โดยในงานคริสต์มาสที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถึงเหตุกราดยิงมหาวิทยาลัยบราวน์สั้นๆ ว่า “สิ่งต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้” และขอให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ “หายดีโดยเร็ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

16 ธ.ค. 2568 05:07 น.

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปกป้องโพสต์ของตัวเขาเอง ที่โจมตีนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังว่าเป็นคนวิปลาส หลังจากมีข่าวว่าเขากับภรรยาเสียชีวิตจากการฆาตกรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาปกป้องโพสต์ก่อนหน้านี้ของเขา ที่โจมตีนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับชื่อดังว่า เป็น “บุคคลที่วิปลาส” หลังจากมีข่าวว่าเขาถูกพบเป็นศพที่บ้านในลอสแอนเจลิสพร้อมกับภรรยาของเขา จนทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวาง

นายทรัมป์ระบุว่า “ผมไม่ได้เป็นแฟนของร็อบ ไรเนอร์เลย ไม่ว่าในทางใด รูปแบบใด หรือลักษณะใดก็ตาม”

ทั้งนี้ ในโพสต์ก่อนหน้านี้ของนายทรัมป์ เขาระบุโดยไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่า มีรายงานว่าไรเนอร์กับภรรยาเสียชีวิต “เนื่องจากความโกรธที่เขาก่อให้เกิดกับผู้อื่นผ่านความเจ็บป่วยครั้งใหญ่ ไม่ยอมลดละ และรักษาไม่หาย” ด้วย “อาการทางจิตจากความเกลียดชังทรัมป์ (Trump Derangement Syndrome)”

นายทรัมป์กล่าวหาอีกว่า นายไรเนอร์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตมาตลอดชีวิต อยู่เบื้องหลัง เรื่องหลอกลวงเกี่ยวกับรัสเซีย

ข้อความดังกล่าวเรียกเสียงประณามอย่างกว้างขวาง รวมถึงจากบุคคลสำคัญของพรรครีพับลิกันด้วย เช่น มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน สส.รีพับลิกันจากรัฐจอร์เจีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ปกป้องประธานาธิบดีทรัมป์อย่างแข็งขัน แต่ล่าสุดได้ผันตัวมาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์

“นี่คือโศกนาฏกรรมของครอบครัว ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือศัตรูทางการเมือง” เธอเขียนบน X พร้อมเสริมว่า ควรจะ “แสดงความเห็นอกเห็นใจ”

โทมัส แมสซี สส.รัฐเคนทักกี สมาชิกรีพับลิกันอีกคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์ ระบุว่าโพสต์ของประธานาธิบดี ไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติ “ผมเดาว่าเพื่อน สส.พรรค GOP ที่ได้รับเลือกตั้งของผม, รองประธานาธิบดี, และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคงจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ เพราะพวกเขากลัวใช่ไหม? ผมขอท้าให้ทุกคนออกมาปกป้องมัน (โพสต์ของทรัมป์)”

บางคนก็ยกข้อความของนายทรัมป์ไปเปรียบเทียบกับคำพูดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงการฆาตกรรมผู้สนับสนุนตัวเขาอย่างนาย ชาร์ลี เคิร์ก ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่าเป็น “ความน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด” และ “เกินความเชื่อ” แตกต่างจากกรณีของนายไรเนอร์อย่างสิ้นเชิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย

FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย

16 ธ.ค. 2568 04:36 น.

FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย

เจ้าหน้าที่ FBI ของสหรัฐฯ เผยว่า สกัดแผนการโจมตีวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 4 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 2568 สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI) กับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของลอสแอนเจลิส เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถขัดขวางแผนการก่อการร้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของกลุ่มหัวรุนแรง ซึ่งตั้งใจจะใช้ระเบิดโจมตีพื้นที่อย่างน้อย 5 แห่งในภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียไว้ได้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า พวกเขาจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสมาชิกกลุ่ม “Turtle Island Liberation Front” กลุ่มย่อยของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่สนับสนุนปาเลสไตน์ได้เมื่อสัปดาห์ก่อน ในขณะที่คนกลุ่มนี้กำลังเดินทางไปยังทะเลทรายทางตะวันออกของลอสแอนเจลิสเพื่อทดสอบระเบิดแสวงเครื่อง (IED)

FBI เชื่อว่าสามารถขัดขวางแผนการดังกล่าวได้แล้ว แต่การสืบสวนเพื่อระบุตัวผู้ต้องสงสัยอื่น ๆ ที่อาจหลงเหลืออยู่ ยังคงดำเนินต่อไป

น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ระบุผ่าน X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หน่วยงานต่าง ๆ ได้ขัดขวางกลุ่มหัวรุนแรง “ฝ่ายซ้ายจัด” ไม่ให้ดำเนินการตาม “แผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว”

ผู้ต้องสงสัย 4 รายนี้ได้แก่ ออเดรย์ อิลลีน แคร์โรลล์ อายุ 30 ปี, ซาคารี อารอน เพจ อายุ 32 ปี, ดันเต แกฟฟีลด์ อายุ 24 ปี และ ทีนา ไล อายุ 41 ปี จะถูกตั้งข้อหาหลายอย่าง รวมถึง สมคบคิดและการครอบครองอุปกรณ์ทำลายล้างที่ไม่ได้ลงทะเบียน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า คนกลุ่มนี้เดินทางไปยังทะเลทรายพร้อมกับ “สารเคมีตั้งต้น” และถูกกล่าวหาว่ากำลังจะสร้างระเบิดด้วยอุปกรณ์เหล่านั้น

เครื่องบินตรวจการณ์บันทึกภาพความเคลื่อนไหวของพวกเขา ขณะที่หน่วยสวาทของ FBI พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ FBI ออกปฏิบัติการจับกุมทั้ง 4 คนได้โดยละม่อม และสืบทราบว่าสถานที่เป้าหมายของการโจมตีรวมถึงบริษัทอเมริกัน 2 แห่งในพื้นที่ลอสแอนเจลิส โดยจะลงมือในเวลาเที่ยงคืนของวันส่งท้ายปีเก่า

ผู้ต้องสงสัยถูกกล่าวหาด้วยว่า กำลังหารือแผนการโจมตีเจ้าหน้าที่และยานพาหนะของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ด้วยระเบิดแสวงเครื่องแบบท่อในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2569 โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่านางแคร์โรลล์พูดว่า การระเบิดจะกำจัดพวกนั้นบางส่วนออกไป และทำให้พวกที่เหลือหวาดกลัว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าของโนเบลสันติภาพอิหร่าน เข้าโรงพยาบาล หลังถูกจับกุมอย่างรุนแรง

เจ้าของโนเบลสันติภาพอิหร่าน เข้าโรงพยาบาล หลังถูกจับกุมอย่างรุนแรง

16 ธ.ค. 2568 04:06 น.

เจ้าของโนเบลสันติภาพอิหร่าน เข้าโรงพยาบาล หลังถูกจับกุมอย่างรุนแรง

(ภาพจาก AFP PHOTO / NARGES MOHAMMADI FOUNDATION)

นาร์เกส โมฮัมมาดี นักเคลื่อนไหวหญิงชาวอิหร่าน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากเธอถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเข้าจับกุมอย่างรุนแรงเมื่อหลายวันก่อน

เมื่อ 15 ธ.ค. 2568 ครอบครัวของ น.ส.นาร์เกส โมฮัมมาดี รองประธานศูนย์ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนในอิหร่าน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2566 ออกมาเปิดเผยว่า เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากถูกทำร้ายร่างกายระหว่างการจับกุมเมื่อสัปดาห์ก่อน

มูลนิธิ Narges Foundation ระบุว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนวัย 53 ปีรายนี้ ได้โทรศัพท์แจ้งแก่ครอบครัวของ น.ส.โมฮัมมาดีเมื่อวันอาทิตย์ว่า เธอถูกนำตัวไปยังแผนกฉุกเฉินถึงสองครั้ง หลังจากถูก “เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบทำร้ายด้วยกระบองอย่างรุนแรงและซ้ำ ๆ บริเวณศีรษะและลำคอ”

ทางการอิหร่านไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ระบุว่า น.ส.โมฮัมมาดีถูกควบคุมตัวเนื่องจากกล่าว “ถ้อยคำยั่วยุ” ในพิธีรำลึกที่เมืองมาชาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.)

คณะกรรมการโนเบลและ จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับภาพยนตร์มือรางวัลชาวอิหร่าน เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอ

ทั้งนี้ น.ส.โมฮัมมาดีได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2566 จากการเคลื่อนไหวต่อต้านการกดขี่สตรีในอิหร่านและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเธอใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมานานกว่า 10 ปี และในปี 2564 เธอก็ถูกตัดสินจำคุกอีก 13 ปี ข้อหาก่ออาชญากรรม “กิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐ” และ “การสมคบคิดต่อต้านความมั่นคงของรัฐ” ซึ่งเธอปฏิเสธข้อกล่าวหา

ในเดือนธันวาคม 2567 น.ส.โมฮัมมาดีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำเอวิน (Evin) ที่มีชื่อเสียงด้านความโหดร้ายในกรุงเตหะรานด้วยเหตุผลทางการแพทย์ และเธอยังคงทำกิจกรรมรณรงค์เรื่อยมาขณะที่เข้ารับการรักษา

เมื่อวันศุกร์ (12 ธ.ค.) เธอได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกที่เมืองมาชาดให้กับ คอสโร อาลีคอร์ดี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและทนายความที่ถูกพบว่าเสียชีวิตเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ในสภาพการณ์ที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็น “ที่น่าสงสัย”

ตามรายงานของมูลนิธิ Narges Foundation อ้างว่า ผู้เห็นเหตุการณ์เห็น น.ส.โมฮัมมาดีถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบประมาณ 15 คนทำร้ายในพิธีรำลึก บางคนดึงผมและใช้ไม้และกระบองทุบตีเธอ กล่าวหาว่าเธอให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอิสราเอล และยังขู่ฆ่าโดยบอกกับเธอว่า “เราจะทำให้แม่ของเธอต้องไว้ทุกข์”

นอกจาก น.ส.โมฮัมมาดีแล้วยังมีนักเคลื่อนไหวอีก 2 คนถูกควบคุมตัวในพิธีรำลึกนี้ด้วย ได้แก่ เซพิเดห์ โกลเลียน และ พูราน นาเซมี ซึ่งทั้งคู่ก็ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบทำร้ายเช่นกัน

ด้านนายฮาซัน เฮมาติฟาร์ อัยการประจำเมืองมาชาดบอกกับผู้สื่อข่าวในวันเสาร์ว่า น.ส.โมฮัมมาดีเป็นหนึ่งใน 39 คนที่ถูกจับกุม เนื่องจากเธอกับนายจาเวด น้องชายของคอสโร อาลีคอร์ดี ได้ยุยงให้ผู้เข้าร่วมงาน “ตะโกนสโลแกนผิดกฎหมาย” และ “รบกวนความสงบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับดัง ถูกพบเป็นศพพร้อมเมีย ลูกชายถูกจับกุม

ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับดัง ถูกพบเป็นศพพร้อมเมีย ลูกชายถูกจับกุม

16 ธ.ค. 2568 00:05 น.

ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับดัง ถูกพบเป็นศพพร้อมเมีย ลูกชายถูกจับกุม

ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวูด ถูกพบเป็นศพพร้อมกับภรรยา ที่บ้านในลอสแอนเจลิส ขณะที่ลูกชายของพวกเขาถูกจับกุมข้อหาก่ออาชญากรรมร้ายแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 15 ธ.ค. 2568 ว่า ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับและนักแสดงฮอลลีวูดระดับตำนาน กับ มิเชล ภรรยาของเขา ถูกพบว่าเสียชีวิตอยู่ที่บ้านพักของพวกเขาที่นครลอสแอนเจลิส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค. 2568) โดยตำรวจระบุว่า เหตุการณ์นี้ดูเหมือนจะเป็นการฆาตกรรม

ตำรวจลอสแอนเจลิสเปิดเผยว่า เวลาประมาณ 15:38 น.ของวันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น หน่วยดับเพลิงแอลเอถูกเรียกให้ไปช่วยเหลือที่บ้านหลังหนึ่งในย่านเบรนต์วูด ซึ่งเป็นย่านมีบ้านของดาราคนดังจำนวนมาก

ในเบื้องต้น ตำรวจพบร่างของชายอายุ 78 ปี กับหญิงอายุ 68 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ประกาศว่าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีการยืนยันว่า ผู้ตายคือ ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง กับ มิเชล ภรรยาของเขา ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวนเหตุการณ์นี้ในฐานะคดีฆาตกรรม

นายอลัน แฮมิลตัน รองผู้บัญชาการตำรวจแอลเอกล่าวว่า ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสองยังคงอยู่ในบ้าน นานกว่าหกชั่วโมงหลังจากที่ตำรวจและนักดับเพลิงถูกเรียกไป โดยไม่เปิดเผยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

ต่อมาสื่อท้องถิ่นในสหรัฐฯ ก็รายงานข่าว โดยอ้างข้อมูลจาก บันทึกของศูนย์ควบคุมผู้ต้องขังของสำนักงานนายอำเภอเขตลอสแอนเจลิส เคาน์ตี (LASD) ว่า นิค ไรเนอร์ ลูกชายวัย 32 ปีของนายร็อบ ไรเนอร์ ถูกจับกุมตัวและถูกควบคุมตัวภายใต้วงเงินประกัน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บันทึกระบุว่า ชายวัย 32 ปี ถูกควบคุมตัวในความผิดระดับอาชญากรรมร้ายแรง โดยถูกจับกุมเมื่อเวลา 21:15 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น และถูกบันทึกการจับกุมในเวลา 05:04 น. ของวันจันทร์ โดยตำรวจยืนยันในเวลาต่อมาว่า เขาถูกจับข้อหาฆาตกรรม

ทั้งนี้ ร็อบ ไรเนอร์ เป็นที่รู้จักจากการกำกับภาพยนตร์ระดับไอคอนิกหลายเรื่อง รวมถึง When Harry Met Sally, This is Spinal Tap, The Princess Bride, Stand By Me, Misery และ A Few Good Men

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก ดับแล้ว 37 ศพ อุตุฯ เตือนฝนตกต่อเนื่อง

น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก ดับแล้ว 37 ศพ อุตุฯ เตือนฝนตกต่อเนื่อง

15 ธ.ค. 2568 23:20 น.

น้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโก ดับแล้ว 37 ศพ อุตุฯ เตือนฝนตกต่อเนื่อง

เหตุน้ำท่วมฉับพลันในโมร็อกโกทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 37 ศพ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฝนจะตกลงมาอีกในวันอังคารนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่เมืองซาฟี (Safi) เมืองท่าบริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศโมร็อกโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 37 ศพ มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคนต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่บ้านเรือนอย่างน้อย 70 หลังในย่านใจกลางเมืองเก่าถูกน้ำท่วม

ข่าวระบุว่า รถยนต์และกองขยะจำนวนมากถูกน้ำซัดไปทั่วเมืองซาฟี หลังจากที่ฝนตกหนักอย่างรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนทำให้ถนนบางสายถูกปิดกั้นเนื่องจากความเสียหายและเศษซากต่าง ๆ

ชาวเมืองซาฟีบางคนระบุว่า นี่เป็นวันอันมืดมน ส่วนอีกคนบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า เธอสูญเสียทุกอย่างในเหตุน้ำท่วมครั้งนี้ แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องขอยืมเพื่อนบ้านมาใส่

ด้านทางการโมร็อกโกระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฝนจะตกลงมาอย่างหนักต่อไปในวันอังคาร พร้อมกับมีหิมะที่ตกทั่วเทือกเขาแอตลาส

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศมีส่วนทำให้สภาพอากาศของโมร็อกโกผันผวนอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้านี้ พวกเขาต้องเผชิญกับภัยแล้งติดต่อกันนานถึง 7 ปี จนทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc