รัสเซียคุยสหรัฐฯ 5 ชม. ลั่นยังไม่มีแผนสันติภาพฉบับประนีประนอม

รัสเซียคุยสหรัฐฯ 5 ชม. ลั่นยังไม่มีแผนสันติภาพฉบับประนีประนอม

3 ธ.ค. 2568 05:59 น.

รัสเซียคุยสหรัฐฯ 5 ชม. ลั่นยังไม่มีแผนสันติภาพฉบับประนีประนอม

ผู้นำรัสเซียหารือกับผู้แทนสหรัฐฯ เสร็จสิ้นแล้ว หลังจากคุยกันนาน 5 ชั่วโมง แต่ฝ่ายยูเครนระบุว่า ยังไม่มีแผนการสันติภาพยูเครนฉบับประนีประนอม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจากันระหว่างนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กับนายสตีฟ วิตคอฟ ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายจาเรด คุชเนอร์ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ที่กรุงมอสโก ในวันอังคารที่ 2 ธ.ค. 2568 สิ้นสุดลงแล้ว หลังคุยกันนานกว่า 5 ชั่วโมง

นายคีริล ดีมิทริเยฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของปูติน ซึ่งเข้าร่วมในการเจรจาด้วยกล่าวว่า การเจรจาดังกล่าว ซึ่งเป็นการหารือเรื่องแผนการสันติภาพในยูเครน “เป็นไปในทางสร้างสรรค์” ขณะที่นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอีกคนของฝ่ายรัสเซีย ก็แสดงความเห็นไปในทางเดียวกัน

แต่นายอูชาคอฟบอกกับสื่อรัสเซียด้วยว่า การเจรจากับสหรัฐฯ นั้น “มีประโยชน์” แต่ยังมี “งานอีกมาก” ที่รออยู่ข้างหน้า นอกจากนั้น ยังไม่มีแผนการสันติภาพฉบับประนีประนอมสำหรับยูเครน ข้อเสนอของสหรัฐฯ บางข้อเป็นที่รับได้สำหรับรัสเซีย แต่ข้ออื่นๆ ไม่

นายอูชาคอฟระบุว่า มีการหารือกันเรื่องการยอมยกดินแดนของยูเครน รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ ด้วย และฝ่ายรัสเซียได้รับเอกสารอีก 4 ฉบับ เพิ่มเติมจากแผนการ 28 ข้อ แต่รัสเซียกับสหรัฐฯ ตกลงกันว่า จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดในตอนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“ปราดา” ประกาศซื้อกิจการแบรนด์คู่แข่ง “เวอร์ซาเช” อย่างเป็นทางการ

“ปราดา” ประกาศซื้อกิจการแบรนด์คู่แข่ง “เวอร์ซาเช” อย่างเป็นทางการ

3 ธ.ค. 2568 05:18 น.

“ปราดา” ประกาศซื้อกิจการแบรนด์คู่แข่ง “เวอร์ซาเช” อย่างเป็นทางการ

“ปราดา” แบรนด์แฟชั่นชื่อดังของอิตาลี ประกาศว่าพวกเขาซื้อกิจการของแบรนด์คู่แข่งอย่าง “เวอร์ซาเช” เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 “ปราดา” แบรนด์สินค้าแฟชั่นชื่อดังของอิตาลี ประกาศซื้อกิจการแบรนด์แฟชั่นคู่แข่งอย่าง “เวอร์ซาเช” อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากแสดงความต้องการเข้าซื้อมานาน

ปราดาลงนามในข้อตกลงขั้นสุดท้ายเมื่อเดือนเมษายน เพื่อซื้อกิจการของ เวอร์ซาเช จากบริษัท “แคปรี โฮลดิ้งส์” (Capri Holdings) ซึ่งมีสำนักงานในสหรัฐฯ ในราคาประมาณ 1.3 พันล้านยูโร (ราว 4.8 หมื่นล้านบาท) หลังจากที่ข้อตกลงการขายบริษัท แคปรี ให้กับบริษัท แทเปสทรี (Tapestry) ถูกยกเลิกเนื่องจากการถูกต่อต้านโดยหน่วยงานควบคุมการผูกขาด

นายโลเรนโซ เบอร์เตลลี บุตรชายของนายมิอุชชา ปราดา และนายปาตริชิโอ เบอร์เตลลี เจ้าของกิจการปราดา บอกกับรอยเตอร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า เขาจะก้าวขึ้นเป็นประธานบริหารของเวอร์ซาเชทันทีที่การรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ และว่าปราดาสนใจที่จะทำข้อตกลงนี้มาหลายปีแล้ว

นายเบอร์เตลลี กล่าวว่า “เคยมีการติดต่อกันในช่วงโควิด และมีการพูดคุยกันก่อนที่แคปรีจะขายให้กับแทเปสทรีด้วยซ้ำ เมื่อข้อตกลงนั้นล้มเหลวเนื่องจากต่อต้านการผูกขาด เราจึงกลับมาและพยายามเร่งดำเนินการ” เขาเสริมด้วยว่า “มันเป็นสิ่งที่ดำเนินการมานานแล้ว”

ทั้งนี้ แบรนด์ เวอร์ซาเช ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2521 โดย จานนี เวอร์ซาเช ที่เมืองมิลาน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความงามที่โดดเด่นและหรูหรา จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 2 แบรนด์หลักในกลุ่มบริษัท ได้แก่ แบรนด์ปราดา และแบรนด์มิวมิว (Miu Miu) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแต่เติบโตอย่างรวดเร็ว

นายเบอร์เตลลี ซึ่งผลักดันอย่างหนักให้เกิดการเข้าซื้อกิจการนี้ กล่าวว่า เวอร์ซาเชมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขสำคัญสองประการ คือ ไม่มีความเสี่ยงทางการเงินมากเกินไป และคุ้มค่าที่จะลงทุน เมื่อพิจารณาว่าแบรนด์นี้ติดอันดับผู้นำของโลกในด้านการเป็นที่รู้จัก

สหรัฐฯ ปล่อยตัว อดีต ปธน.ฮอนดูรัสจากคุกแล้ว หลังทรัมป์อภัยโทษ

สหรัฐฯ ปล่อยตัว อดีต ปธน.ฮอนดูรัสจากคุกแล้ว หลังทรัมป์อภัยโทษ

3 ธ.ค. 2568 03:49 น.

สหรัฐฯ ปล่อยตัว อดีต ปธน.ฮอนดูรัสจากคุกแล้ว หลังทรัมป์อภัยโทษ

สหรัฐฯ ปล่อยตัวอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัส ออกจากเรือนจำในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียแล้ว หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งอภัยโทษเขาจากข้อหาค้ายาเสพติด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 2 ธ.ค. 2568 ว่า สหรัฐฯ ปล่อยตัวนาย ฮวน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ อดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสออกจากเรือนจำความมั่นคงสูง USP Hazelton ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนียแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 ธ.ค.) หลังเขาได้รับการอภัยโทษของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

นายเอร์นันเดซถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือนมีนาคม 2567 ฐานสมคบคิดนำเข้าโคเคนเข้าสู่สหรัฐฯ และครอบครองปืนกล และถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 45 ปี และถูกสั่งให้จ่ายค่าปรับ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย (ราว 256 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.) นายทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเพื่อประกาศการตัดสินใจอภัยโทษให้แก่นายเอร์นันเดซ และระบุว่าอดีตประธานาธิบดีฮอนดูรัสผู้นี้ได้รับการปฏิบัติที่รุนแรงและไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวหาว่า การสอบสวนนายเอร์นันเดซเป็นการจัดฉากของรัฐบาลไบเดน

นางอานา การ์เซีย เด เอร์นันเดซ ภรรยาของนายเอร์นันเดซ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร (2 ธ.ค.) เพื่อขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับการอภัยโทษ และกล่าวว่าสามีของเธอเป็นอิสระแล้ว

อนึ่ง นายเอร์นันเดซ เป็นสมาชิกพรรค National Party ของฮอนดูรัส ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2565 ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2565 เพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีฐานสมคบคิดค้ายาเสพติดซึ่งมีการใช้ความรุนแรงร่วมด้วย และช่วยลักลอบนำโคเคนหลายร้อยตันเข้าสู่สหรัฐฯ

ระหว่างการพิจารณาคดี อัยการในนิวยอร์กกล่าวว่า นายเอร์นันเดซบริหารประเทศฮอนดูรัสราวกับเป็น “รัฐยาเสพติด” และรับสินบนหลายล้านดอลลาร์จากผู้ค้ายาเสพติดเพื่อคุ้มครองพวกเขาจากกฎหมาย

ทั้งนี้ การปล่อยตัวนายเอร์นันเดซเกิดขึ้นในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของฮอนดูรัสกำลังประสบภาวะ “เสมอกันในทางเทคนิค” เนื่องจากนาย นาสรี อัสฟูรา ผู้สมัครฝ่ายขวา มีคะแนนห่างจากนาย ซัลวาดอร์ นัสรอลลา อดีตพิธีกรโทรทัศน์ที่ลงสมัครในนามพรรคสายกลางของประเทศ เพียง 515 คะแนน

นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์นายนัสรอลลาว่าเป็น “กึ่งคอมมิวนิสต์” ขณะที่ชื่นชมนายอัสฟูราว่า ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย และยกย่องที่เขาหาเสียงต่อต้านประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ซึ่งถูกนายทรัมป์กล่าวโจมตีอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นายนัสรอลลาให้คำมั่นว่าจะตัดความสัมพันธ์กับเวเนซุเอลาหากเขาชนะการเลือกตั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เหยื่อน้ำท่วมเอเชีย ทะลุ 1,300 ศพ อินโดฯ-ศรีลังกาอ่วมหนัก

เหยื่อน้ำท่วมเอเชีย ทะลุ 1,300 ศพ อินโดฯ-ศรีลังกาอ่วมหนัก

3 ธ.ค. 2568 02:20 น.

เหยื่อน้ำท่วมเอเชีย ทะลุ 1,300 ศพ อินโดฯ-ศรีลังกาอ่วมหนัก

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1,300 ศพแล้ว ในขณะที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ กำลังเร่งแจกจ่ายเสบียงอาหารซึ่งกำลังขาดแคลน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลและกลุ่มบรรเทาทุกข์ในอินโดนีเซียและศรีลังกากำลังเร่งดำเนินการส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งร้ายแรงหลายแสนคนในประเทศของพวกเขา หลังภัยพิบัติครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1,300 ศพ ใน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับพายุหมุนเขตร้อน 2 ลูกที่พัดเข้าถล่มเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วศรีลังกา, บางส่วนของเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย, ภาคใต้ของประเทศไทย และ ตอนเหนือของมาเลเซีย

ตอนนี้ระดับน้ำในหลายประเทศลดลงไปมากแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิง และประสบปัญหาในการจัดหาน้ำสะอาดและอาหาร

ที่จังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ผู้รอดชีวิตที่พอมีกำลังซื้อต่างเร่งกักตุนเสบียง ในขณะที่ถนนในพื้นที่ประสบภัยส่วนใหญ่ยังคงถูกตัดขาด ส่งผลให้ผู้คนกังวลว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะหมด

ความกดดันดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดย น.ส.เออร์นา มาร์เดียห์ วัย 29 ปี บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า “ของส่วนใหญ่ราคาพุ่งสูงไปแล้ว… แค่พริกอย่างเดียวก็ขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 300,000 รูเปียห์ (ราว 580 บาท) ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ผู้คนแห่ซื้อของด้วยความตื่นตระหนก”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า พวกเขากำลังส่งข้าวสาร 34,000 ตัน และน้ำมันปรุงอาหาร 6.8 ล้านลิตร ไปยังสามจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ อาเจะห์, สุมาตราเหนือ และสุมาตราตะวันตก แต่ชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับ AFP ว่า “รัฐบาลดำเนินการช้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดหาสิ่งของจำเป็นพื้นฐาน”

แม้แต่พื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรงก็เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลน เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมถูกตัดขาด เช่นที่ โดลก ซังกุล (Dolok Sanggul) ในจังหวัดสุมาตราเหนือ ผู้อยู่อาศัยรายหนึ่งบอกกับ AFP ในวันอังคารว่า “เขาเข้าคิวรอเติมน้ำมันตั้งแต่บ่ายวันจันทร์ และต้องนอนค้างคืนในรถของเขา แต่พอถึงคิวน้ำมันก็หมดแล้ว”

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเปิดเผยในช่วงบ่ายวันอังคารว่า จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วเกาะสุมาตราเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 712 ศพแล้ว ในขณะที่จำนวนผู้สูญหายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยยังมีผู้ที่ระบุอยู่ในรายชื่อผู้สูญหายอีกกว่า 500 คน และมีประชาชนอีก 1.2 ล้านคนที่ต้องอพยพพลัดถิ่น

ระบบสภาพอากาศเดียวกันกับที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในอินโดนีเซีย ยังทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 176 ราย ขณะที่ภาคเหนือของมาเลเซียก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ

พายุอีกลูกทำให้เกิดฝนตกหนักในศรีลังกา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มรุนแรงหลายจุด มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 410 ราย และมีผู้สูญหายอีก 336 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคาดการณ์ว่า จำนวนผู้เคราะห์ร้ายอาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากเจ้าหน้าที่กำลังขุดค้นผ่านโคลนเพื่อค้นหาเหยื่อที่ถูกฝังจากเหตุดินถล่ม

ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้ประธานาธิบดีอนุระ กุมาระ ทิสสานายาเก (Anura Kumara Dissanayake) ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยตอนนี้ศรีลังกากำลังได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศอินเดียและปากีสถาน ในการอพยพผู้ประสบภัยและมอบอาหารและเสบียงอื่น ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

3 ธ.ค. 2568 00:07 น.

ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียระบุว่า ข้อเรียกร้องของยุโรปเรื่องยูเครนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า รัสเซียไม่ได้ต้องการสู้กับยุโรป แต่หากยุโรปต้องการก็พร้อมสู้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 2 ธ.ค. 2568 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมด้านการลงทุนที่จัดขึ้นในกรุงมอสโก ก่อนเขาจะพบกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ที่เดินทางมาเพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครน

ในการประชุมดังกล่าวมีการพูดคุยเรื่องอัตราเงินเฟ้อและภาคธนาคารของรัสเซีย โดยหลังจากกล่าวสุนทรพจน์เสร็จสิ้น นายปูตินก็เดินทางกลับโดยไม่รับคำถามใด ๆ จากผู้เข้าร่วมงาน แต่ขณะที่เขากำลังออกจากห้อง เขาก็ได้พูดคุยกับนักข่าวที่รวมตัวกันอยู่ในล็อบบี้ของศูนย์พาณิชยกรรมที่จัดงาน

นักข่าวถามนายปูตินเรื่องการมีส่วนร่วมของยุโรปในการเจรจาสันติภาพเกี่ยวกับยูเครน ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวหาชาติพันธมิตรยุโรปว่า ไม่มีข้อเสนอสันติภาพใด ๆ แต่กลับขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยซ้ำ

ปูตินกล่าวอีกว่า ข้อเรียกร้องของยุโรปเรื่องการยุติสงครามในยูเครนนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับรัสเซีย ก่อนจะกล่าวย้ำว่า “เราไม่ได้จะสู้กับยุโรป ผมพูดเรื่องนี้ไปเป็นร้อยครั้งแล้ว แต่หากยุโรปต้องการต่อสู้กับเรา เราก็พร้อมจะทำเช่นนั้นตอนนี้เลย”

อนึ่ง ชาติพันธมิตรยุโรปของยูเครนกำลังพยายามผลักดันเพื่อเข้าร่วมโต๊ะเจรจาแผนการสันติภาพ พร้อมยืนกรานเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน เพื่อให้แน่ใจว่ายูเครนจะไม่ถูกโจมตีอีก

ปูตินอ้างด้วยว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่สงคราม “ในยูเครน เราปฏิบัติการด้วยความแม่นยำดุจการผ่าตัด ดังนั้น นั่นจึงไม่ใช่สงครามจริง ๆ ไม่ใช่ในความหมายสมัยใหม่ของคำว่าสงคราม”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 เมืองต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนของยูเครนก็ถูกกองทัพรัสเซียโจมตีหลายต่อหลายครั้ง โดยจากตัวเลขที่สหประชาชาติเผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม มีพลเรือนบาดเจ็บล้มตายมากกว่า 53,000 ราย รวมถึงผู้เสียชีวิต 14,534 ศพ นับตั้งแต่ปี 2565

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระ สืบสวนหาสาเหตุไฟไหม้อาคาร 151 ศพ

ผู้นำฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระ สืบสวนหาสาเหตุไฟไหม้อาคาร 151 ศพ

2 ธ.ค. 2568 22:51 น.

ผู้นำฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระ สืบสวนหาสาเหตุไฟไหม้อาคาร 151 ศพ

ผู้บริหารเขตฯ ฮ่องกง สั่งจัดตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อสืบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้อาคารสูง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 151 ศพ ย้ำจำเป็นต้องมีการปฏิรูป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 ธ.ค. 2568 นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อสืบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้อาคารสูงครั้งร้ายแรง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 151 ศพ

เพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 26 พ.ย. โดยไฟได้ลุกไหม้อาคารสูงของโครงการที่พักอาศัย “หวังฟุกคอร์ต” (Wang Fuk Court) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่ ถึง 7 ตึกจาก 8 ตึก การสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า ตาข่ายป้องกันที่ใช้ห่อหุ้มล้อมรอบอาคาร ไม่ได้มาตรฐานการหน่วงไฟ

เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์ หรือราว 40 ชั่วโมง จึงจะสามารถดับไฟได้ทั้งหมด ต้องใช้ทีมนักดับเพลิงจำนวนกว่า 2,000 คน ในวันเดียวกัน ตำรวจก็เริ่มเข้าไปเก็บหลักฐานภายในอาคาร ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ และล่าสุดพวกเขาตรวจค้นอาคารที่ถูกไฟไหม้เสร็จสิ้นแล้ว 4 จาก 7 หลัง

ตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีนี้แล้ว 13 คน บางคนเป็นกรรมการของบริษัทก่อสร้าง ในข้อหาต่างๆ รวมถึง ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา และข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร

นายลีกล่าวในงานแถลงข่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้จะนำโดยผู้พิพากษา และจะดำเนินการปฏิรูปอย่างครอบคลุม พร้อมเสริมว่าเขาจะทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมที่คล้ายกันขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อถูกถามว่า เหตุใดเขาจึงควรดำรงตำแหน่งต่อไป นายลียอมรับว่าจำเป็นต้องมีการปฏิรูป แต่ไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง “ใช่ มันคือโศกนาฏกรรม ใช่ มันคือไฟไหม้ครั้งใหญ่ ใช่ เราต้องการการปฏิรูป ใช่ เราได้ระบุความล้มเหลวในขั้นตอนต่าง ๆ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้แน่ใจว่าช่องโหว่ทั้งหมดนี้จะได้รับการแก้ไข”

เมื่อถูกถามถึงผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมตัว ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นอดีตสมาชิกสภาเขต นายลีไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่กล่าวว่า “อาชญากรที่กระทำความผิดจะต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม”

“ผมขอย้ำว่าผมจะไม่อดทนต่ออาชญากรรมใด ๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่แสวงหาผลประโยชน์จากโศกนาฏกรรมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้” นายลีย้ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือยามฝั่งจีน–ญี่ปุ่นเผชิญหน้าใกล้หมู่เกาะพิพาท “เซ็งกากุ-เตี้ยวอวี๋”

เรือยามฝั่งจีน–ญี่ปุ่นเผชิญหน้าใกล้หมู่เกาะพิพาท "เซ็งกากุ-เตี้ยวอวี๋"

2 ธ.ค. 2568 16:45 น.

เรือยามฝั่งจีน–ญี่ปุ่นเผชิญหน้าใกล้หมู่เกาะพิพาท “เซ็งกากุ-เตี้ยวอวี๋”

ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังหน่วยยามฝั่งของทั้งสองชาติให้ข้อมูลที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุเผชิญหน้ากันใกล้หมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยฝ่ายจีนอ้างว่าเรือประมงญี่ปุ่นรุกล้ำน่านน้ำ ขณะที่ญี่ปุ่นยืนยันว่าได้เข้าสกัดและขับไล่เรือยามฝั่งจีนที่เข้าใกล้เรือประมงของตน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากผู้นำญี่ปุ่นแสดงความเห็นเรื่องไต้หวันที่สร้างความไม่พอใจต่อจีน

หน่วยยามฝั่งของจีนและญี่ปุ่นได้เปิดเผยข้อมูลที่แตกต่างกันเกี่ยวกับเหตุการณ์การเผชิญหน้าทางทะเลที่เกิดขึ้นใกล้หมู่เกาะที่มีความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนตะวันออก

หน่วยยามฝั่งจีน (CCG) แถลงว่า เรือประมงของญี่ปุ่นได้ “รุกล้ำน่านน้ำ” บริเวณหมู่เกาะเตี้ยวอวี๋ (Diaoyu Islands) ซึ่งเป็นชื่อที่จีนใช้เรียกหมู่เกาะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า หมู่เกาะเซ็งกากุ (Senkaku Islands) โดยจีนอ้างสิทธิ์ในหมู่เกาะดังกล่าว แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ภายใต้การบริหารของญี่ปุ่นก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่น (JCG) ระบุว่า พวกเขาได้เข้า สกัดกั้นและขับไล่เรือยามฝั่งจีนสองลำ ที่แล่นเข้าใกล้เรือประมงของญี่ปุ่น

เหตุการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศที่ตกต่ำลงอย่างหนัก หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น ได้แสดงความคิดเห็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน

ในการตอบคำถามในรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าเป็นผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างเปิดเผย ได้กล่าวเป็นนัยว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณาดำเนินการทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

จีนมองว่าไต้หวันที่ปกครองตนเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของจีน และไม่ได้ปฏิเสธที่จะใช้กำลังเพื่อ “รวมชาติ” ซึ่งความคิดเห็นดังกล่าวได้นำไปสู่การตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย

นายหลิว เต๋อจวิน โฆษก CCG กล่าวว่า เรือของจีนได้เข้าใกล้และแจ้งเตือนเรือประมงญี่ปุ่นที่ “รุกล้ำน่านน้ำของจีนอย่างผิดกฎหมาย” โดยระบุว่า CCG ได้ใช้ “มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็น” และเรียกร้องให้ญี่ปุ่น “ยุติการกระทำที่เป็นการละเมิดและยั่วยุในน่านน้ำเหล่านี้ทันที”

ขณะที่ JCG ได้ให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไป โดยระบุว่า พวกเขาเข้าใกล้เรือจีนทันทีที่พบเห็นการรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นในเช้าตรู่ของวันอังคาร และได้สั่งให้เรือจีนออกจากพื้นที่ เรือลาดตระเวนของ JCG ได้ดูแลความปลอดภัยของเรือประมงญี่ปุ่น จนกระทั่งเรือ CCG เดินทางออกจากพื้นที่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

หมู่เกาะเซ็งกากุ หรือเตี้ยวอวี๋ ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ ถือเป็นจุดความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างสองประเทศ แม้ว่าญี่ปุ่นและจีนจะเคยทำข้อตกลงหลักการร่วมกันในปี 2008 เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลจีนตะวันออกร่วมกัน แต่ความตึงเครียดก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

ในปีที่ผ่านมา จำนวนวันที่พบเห็นเรือของรัฐบาลจีนในน่านน้ำบริเวณดังกล่าวได้ทำสถิติสูงสุดเป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงความพยายามที่จะทดสอบความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นในการปกป้องหมู่เกาะนี้.

ที่มา BBC

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมทีมนักบินอวกาศเสินโจว-20

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมทีมนักบินอวกาศเสินโจว-20

2 ธ.ค. 2568 14:09 น.

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมทีมนักบินอวกาศเสินโจว-20

หนูทดลอง 4 ตัว กลับสู่โลกพร้อมสามนักบินอวกาศยานเสินโจว-20 แล้ว หลังใช้เวลาอยู่ในสถานีอวกาศจีนเป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ โดยจะนำข้อมูลการทดลองอันล้ำค่ากลับมาศึกษาต่อ

หนูเหล่านี้ถูกส่งขึ้นไปยังสถานีอวกาศจีนพร้อมยานเสินโจว-21 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อทดลองถึงการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตต่อความท้าทายของสภาพแวดล้อมในอวกาศ เนื่องจากระยะเวลาที่อยู่บนสถานียาวนานกว่าที่วางแผนไว้ ระยะเวลาใช้ชีวิตในวงโคจรของพวกมันจึงเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

ในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มแรกที่ถูกส่งไปยังสถานีอวกาศ หนูเหล่านี้ได้รับการเฝ้าสังเกตติดตามแบบหลายมิติด้วยกล้องวิดีโอ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวงโคจร มีการเฝ้าจับตาดูกิจกรรมและพฤติกรรมของพวกมันอย่างละเอียดใกล้ชิด

นักวิจัยจะใช้ข้อมูลวิดีโอเหล่านี้ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจว่า ในสภาวะไร้น้ำหนักและสภาพแวดล้อมที่จำกัด ส่งผลต่อพฤติกรรมและการปรับตัวของพวกมันอย่างไรบ้าง

ที่มา : CMG

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หนูทดลอง

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

2 ธ.ค. 2568 12:17 น.

วัยรุ่นบราซิลแอบปีนเข้ากรงสิงโต ถูกขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าฝูงชน

ทางการบราซิลยืนยันเหตุสลด เมื่อวัยรุ่นชายอายุ 19 ปี ปีนกำแพงและรั้วนิรภัยความสูงกว่า 6 เมตร เข้าไปในกรงสิงโตภายในสวนสัตว์เมืองจูเอา เปสโซอา และถูกสิงโตเพศเมียขย้ำเสียชีวิตต่อหน้าผู้เข้าชม ท่ามกลางภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ขณะที่สวนสัตว์ยืนยันไม่พิจารณายุติชีวิตสัตว์และชี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้

เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นที่สวนสัตว์และพฤกษศาสตร์ Arruda Camara Zoobotanical Park ในเมืองจูเอา เปสโซอา ประเทศบราซิล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 พ.ย.) เมื่อวัยรุ่นชายคนหนึ่งถูกสิงโตเพศเมียขย้ำจนเสียชีวิตภายในกรงสัตว์ ท่ามกลางสายตาของผู้เข้าชมสวนสัตว์

ทางการเทศบาลเมืองจูเอา เปสโซอา ระบุว่า ชายหนุ่มรายนี้ ซึ่งสื่อบราซิลระบุชื่อคือ เกอร์สัน เดอ เมโล มาชาโด อายุ 19 ปี ได้ “บุกรุกเข้าไปในกรงสิงโตเพศเมียโดยเจตนา” รัฐบาลท้องถิ่นระบุในแถลงการณ์ว่า “เขาปีนกำแพงสูงกว่า 6 เมตรอย่างรวดเร็วและน่าประหลาดใจ ปีนรั้วกั้นความปลอดภัย เข้าถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง และลงไปในกรง” 

วิดีโอเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์แสดงให้เห็น “เลโอน่า” (Leona) สิงโตเพศเมีย กำลังนอนอยู่ข้างกระจกที่กั้นระหว่างมันกับผู้เข้าชม ก่อนที่วัยรุ่นชายจะปีนลงมาจากต้นไม้ ผู้เข้าชมต่างส่งเสียงตกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์

สิงโตเลโอน่าเห็นเขาและวิ่งตรงไปที่ต้นไม้ทันที ก่อนจะดึงร่างของมาชาโดลงสู่พื้น มีการเห็นพุ่มไม้สั่นไหว และวัยรุ่นคนดังกล่าวลุกขึ้นยืนอีกครั้งก่อนจะหายไปจากสายตา ผู้เข้าชมส่งเสียงอุทานว่า “มันได้ตัวเขาแล้ว… ได้ตัวเขาแล้ว” และ “พระเจ้าช่วย!” แถลงการณ์ของทางการระบุว่า มาชาโด “เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บที่เกิดจากสัตว์”

สัตวแพทย์ของสวนสัตว์ ชี้แจงว่า กรงสิงโตมีระบบป้องกันความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานและมีความสูงมากกว่า 6 เมตร โดยยืนยันว่า “เหตุการณ์นี้ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย และอยู่นอกเหนือสถานการณ์ใด ๆ ที่เป็นกิจวัตรของสวนสัตว์”

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า การสอบสวนเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “การกระทำของชายคนดังกล่าวอาจเป็นความพยายามฆ่าตัวตาย”

ที่ปรึกษาด้านการคุ้มครองเด็กรายหนึ่งเปิดเผยในอินสตาแกรมว่า เธอได้ดูแลมาชาโดมาเป็นเวลา 8 ปี โดยระบุว่าเขาควรได้รับการบำบัดทางจิตเวช เนื่องจากมารดาและปู่ย่าตายายของเขามีอาการป่วยทางจิตเภท แต่จิตแพทย์ของรัฐกลับวินิจฉัยเพียงว่าเขามี “ปัญหาด้านพฤติกรรม” เธอยังกล่าวในบทสัมภาษณ์สื่ออื่น ๆ ว่า มาชาโดมีความฝันอยากเป็น นักฝึกสิงโต และครั้งหนึ่งเคยตัดรั้วสนามบินเพื่อเข้าไปซ่อนตัวในล้อเครื่องบินที่เขาเชื่อว่ากำลังจะไปแอฟริกา

สวนสัตว์ออกแถลงการณ์ผ่านทางอินสตาแกรมว่า เหตุการณ์นี้เป็นเรื่อง “น่าเศร้าอย่างยิ่ง” และสวนสัตว์ถูกปิดเพื่อทำการสอบสวนต่อไป พร้อมยืนยันว่า “ไม่เคยมีการพิจารณาเรื่องการการุณยฆาต” สิงโตเลโอน่า เนื่องจากเธอ “ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว นอกบริบทของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”.

ที่มา CBS

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

2 ธ.ค. 2568 11:54 น.

ปธน.เกาหลีใต้จี้เพิ่มโทษ เหตุข้อมูลลูกค้า Coupang รั่วกว่า 33 ล้านราย

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง แห่งเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับความประมาทเลินเล่อขององค์กรในการจัดการข้อมูล หลังเกิดกรณีข้อมูลส่วนตัวลูกค้ากว่า 33 ล้านคนของ Coupang (คูปัง) ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของเกาหลีใต้รั่วไหล ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของประเทศ พร้อมสั่งทบทวนอัตราค่าปรับและค่าเสียหายเชิงลงโทษ โดยชี้ว่า ‘น่าตกใจ’ ที่ Coupang ไม่สามารถตรวจจับการถูกเจาะระบบได้นานถึง 5 เดือน

นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เรียกร้องให้มีการเพิ่มบทลงโทษต่อกรณีที่บริษัทแสดงความประมาทเลินเล่อในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยกล่าวว่าการรั่วไหลครั้งใหญ่ของข้อมูลลูกค้าที่เกิดขึ้นกับ Coupang (คูปัง) บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้เป็น “สัญญาณเตือนภัย” ครั้งสำคัญ

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครั้งนี้ ซึ่งส่งผลให้ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าคูปัง ราว 33 ล้านคนถูกเปิดเผย ถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษของเกาหลีใต้ ส่งผลให้หุ้นของคูปัง ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ดิ่งลง 5% ในชั่วข้ามคืน และบริษัทกำลังเผชิญกับการสอบสวนของตำรวจ ค่าปรับที่มีโอกาสสูงลิ่ว รวมถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีแบบกลุ่ม

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งให้มีการทบทวนอัตราค่าปรับและค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีประเภทนี้ โดยระบุว่า “น่าตกใจ” ที่คูปังไม่สามารถตรวจพบการถูกเจาะระบบได้นานถึง 5 เดือน พร้อมสั่งให้เร่งระบุตัวผู้รับผิดชอบและนำมาลงโทษโดยเร็วที่สุด เขากล่าวว่า “แนวทางปฏิบัติและแนวคิดที่ผิด ๆ ของการไม่ให้ความสำคัญที่จำเป็นต่อการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักในยุคปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง”

ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของเกาหลีใต้ บริษัทที่ไม่สามารถใช้มาตรการปกป้องข้อมูลที่เพียงพออาจถูกปรับสูงสุดถึง 3% ของรายได้ ซึ่งสำหรับคูปัง ที่มีรายได้ 38.3 ล้านล้านวอนในปี 2024 อาจหมายถึงค่าปรับที่สูงกว่า 1 ล้านล้านวอน (ราว 21,804 ล้านบาท)

นายเบรตต์ แมทเธส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัยข้อมูลของคูปังกล่าวต่อรัฐสภาว่า ผู้กระทำความผิดได้รับ กุญแจเข้ารหัสส่วนตัวซึ่งทำให้พวกเขาสามารถสร้างโทเคนปลอมเพื่อสวมรอยเป็นลูกค้าได้ “เราเชื่อว่าบุคคลนี้ หากเป็นคนเดียวกัน มีบทบาทพิเศษภายในองค์กรที่น่าจะทำให้เขาสามารถเข้าถึงกุญแจที่ถูกนำไปได้” 

นายปาร์ค แด-จุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของคูปัง เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยคือ อดีตวิศวกรของ คูปัง ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการยืนยันตัวตน โดยเสริมว่าอาจมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ได้ระบุชื่อของบุคคลดังกล่าว

คูปังซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก SoftBank Group ของญี่ปุ่น ออกมาขออภัยสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สมาชิกรัฐสภาได้เรียกร้องให้นายบอม คิม ผู้ก่อตั้งบริษัทเชื้อสายเกาหลี-อเมริกัน ที่ก่อตั้งบริษัทในปี 2000 ออกมาขอโทษด้วยตนเอง

คูปังยืนยันว่า ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ชื่อลูกค้า, อีเมลและที่อยู่บ้าน, และหมายเลขโทรศัพท์ โดยจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลรั่วไหลมีจำนวนมากกว่าผู้ใช้งานบริการค้าปลีกออนไลน์ของ คูปังซึ่งบริษัทระบุว่ามี 24.7 ล้านคน การเจาะระบบคาดว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน แต่คูปังเพิ่งรายงานต่อทางการในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters