ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

30 พ.ย. 2568 23:13 น.

ศรีลังกาอ่วม ไซโคลนถล่ม น้ำท่วมเมืองหลวง ดับทะลุ 330 ศพ

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในศรีลังกา จากอิทธิพลของพายุไซโคลน เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 330 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของกรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลังกา ถูกน้ำท่วมในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.2568 หลังจากพายุไซโคลนกำลังแรงทำให้เกิดฝนตกหนักและโคลนถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 334 ศพ และมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของศรีลังการะบุว่า ขอบเขตของความเสียหายในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพิ่งเริ่มปรากฏให้เห็นเท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่สามารถเปิดทางถนนที่ถูกต้นไม้ที่หักโค่นกับโคลนที่ถล่มลงมากีดขวาง

ศูนย์จัดการภัยพิบัติ (DMC) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 334 ศพ หลังเกิดฝนตกหนักเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากอิทธิพลของพายุไซโคลน “ดิตวาห์” และมีผู้สูญหายอีกเกือบ 400 ราย

พื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงโคลัมโบเกิดน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเคลานีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ทางการออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“แม้ว่าพายุไซโคลนจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ตอนนี้ฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำกำลังทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวแม่น้ำเคลานี” เจ้าหน้าที่ศูนย์ DMC กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ซึ่งอินเดียตอบสนองเป็นชาติแรก และเฮลิคอปเตอร์ที่พวกเขาส่งมาก็ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 24 คนในวันอาทิตย์ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์และชายนั่งรถเข็น ที่ติดค้างอยู่ในเมืองค็อตมาเล ซึ่งห่างจากกรุงโคลัมโบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 90 กิโลเมตร

กองทัพอากาศศรีลังกากล่าวว่า ปากีสถาน ก็กำลังส่งทีมกู้ภัยมาเช่นกัน ส่วนญี่ปุ่นเตรียมส่งทีมมาประเมินความต้องการเร่งด่วนของศรีลังกา และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือ

ทางการระบุด้วยว่า น้ำที่ท่วมในเมืองหลวงจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันจึงจะลดลง ในขณะที่พายุไซโคลนดิตวาห์กำลังเคลื่อนตัวขึ้นเหนือสู่ประเทศอินเดีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

30 พ.ย. 2568 22:10 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซียพุ่ง 442 ศพ บาดเจ็บ-สูญหายอีกนับพันคน

เหตุน้ำท่วมรุนแรงบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 442 ศพ นอกจากนั้นยังมีผู้สูญหายกับผู้บาดเจ็บรวมกว่าพันราย ในขณะที่ทางการกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย. 2568 โดยล่าสุดอยู่ที่ 442 ศพแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางถนนสายหลักที่ถูกตัดขาด และอินเทอร์เน็ตกับไฟฟ้าได้รับการฟื้นฟูเพียงบางส่วนเท่านั้น

สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซีย (BNPB) เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 640 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 400 คนใน 3 จังหวัดได้แก่ สุมาตราเหนือ สุมาตราตะวันตก และอาเจะห์

เหตุน้ำท่วมทำให้ประชาชนมีเกือบ 50,000 ครอบครัวที่ต้องอพยพ และมีอย่างน้อย 2 เมืองบนเกาะสุมาตรายังคงไม่สามารถเข้าถึงได้ในวันอาทิตย์ โดยทางการระบุว่า ได้ส่งเรือรบ 2 ลำจากกรุงจาการ์ตาเพื่อนำความช่วยเหลือไปมอบให้ผู้ประสบภัยแล้ว โดยคาดว่าจะเดินทางไปถึงในวันจันทร์นี้

อนึ่ง ไซโคลน เซนยาร์ ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแถบนี้ ทำให้มรสุมในอินโดนีเซียรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่บนเกาะสุมาตรา ทำให้บ้านเรือนถูกพัดหายไปและอาคารหลายพันหลังจมอยู่ใต้น้ำ

หน่วยงานภัยพิบัติของอินโดนีเซียกล่าวว่า สภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นอุปสรรคต่อปฏิบัติการกู้ภัย และแม้ว่าผู้คนนับหมื่นรายจะได้รับการอพยพแล้ว แต่ยังมีอีกหลายร้อยคนที่ยังคงติดค้างอยู่

ที่เมืองตาปานูลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีรายงานว่าชาวบ้านได้บุกเข้าปล้นร้านค้าเพื่อหาอาหารประทังชีวิต ในขณะที่รัฐบาลกลางของอินโดนีเซียกำลังถูกกดดันอย่างหนักให้ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติแห่งชาติบนเกาะสุมาตรา เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีการประสานงานกันมากขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

30 พ.ย. 2568 12:33 น.

กราดยิงงานรวมญาติในแคลิฟอร์เนีย ดับ 4 ศพ บาดเจ็บ 10 ราย

เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงแห่งหนึ่งในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย ระหว่างงานรวมญาติ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งรวมถึงเด็กและผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเป็นการก่อเหตุที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ

สำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ เปิดเผยว่า เกิดเหตุกราดยิงภายในห้องจัดเลี้ยงในเมืองสต็อกตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่มีการจัดงานรวมญาติภายในห้องดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 10 ราย โดยผู้เคราะห์ร้ายมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่

นางเฮเธอร์ เบรนต์ โฆษกสำนักงานเขตซานวาคินเคาน์ตี้ แถลงต่อผู้สื่อข่าว ณ จุดเกิดเหตุว่า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า “เหตุการณ์นี้อาจเป็นการก่อเหตุแบบพุ่งเป้า” นางเบรนต์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เกินกว่าจะหยั่งถึง” และระบุว่า “ภารกิจอันดับหนึ่งของเราคือการระบุตัวผู้ต้องสงสัย” ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างการทำงานเพื่อระบุแรงจูงใจที่เป็นไปได้ แต่ยังไม่มีการระบุตัวผู้ต้องสงสัยหรือจับกุมใครได้

เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการของผู้บาดเจ็บในทันที แต่มีการรายงานก่อนหน้านี้ว่าผู้บาดเจ็บหลายรายถูกนำส่งโรงพยาบาล

เมืองสต็อกตันเป็นเมืองที่มีประชากรประมาณ 320,000 คน ตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนียตอนกลาง ห่างจากเมืองซาคราเมนโตไปทางใต้ประมาณ 45 ไมล์ ด้านสำนักงานผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย นายกาวิน นิวซัม เปิดเผยว่าผู้ว่าการรัฐได้รับรายงานเกี่ยวกับ “เหตุกราดยิงอันน่าสยดสยอง” นี้แล้ว

ที่มา ABC News / AP

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

คิม จองอึน ประกาศเสริม "ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์" ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

30 พ.ย. 2568 11:50 น.

คิม จองอึน ประกาศเสริม “ยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์” ให้กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ

นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศกร้าวจะเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพอากาศด้วย “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่” เพื่อเตรียมพร้อมตอบโต้การยั่วยุจากศัตรู ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดขั้นสูงสุด หลังเกาหลีเหนือปฏิเสธการเจรจาและติดตั้งรั้วลวดหนาม 3 ชั้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ประกาศแผนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพอากาศ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตั้ง “ยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่”

นายคิมกล่าวสุนทรพจน์ในงานฉลองครบรอบ 80 ปี กองทัพอากาศเกาหลีเหนือ เมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.)  โดยมี คิม จูแอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจที่ได้รับการยอมรับ เข้าร่วมพิธีด้วย

นายคิมระบุว่า “กองทัพอากาศจะได้รับมอบยุทโธปกรณ์ทางทหารเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ และได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญใหม่” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงประเภทของยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ผู้นำเกาหลีเหนือยังกล่าวเสริมว่า “กองทัพอากาศจะต้องปราบปรามและควบคุมการกระทำที่สอดแนมและการยั่วยุทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากศัตรูทุกรูปแบบได้อย่างเด็ดขาด”

ภาพถ่ายที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐ แสดงให้เห็นนายคิมและบุตรสาวกำลังรับชมเครื่องบินขับไล่ทำการบินผาดโผนแสดงแสนยานุภาพบนท้องฟ้า

ในพิธีดังกล่าว นายคิมยังชมการบินสาธิตของกองทัพอากาศจากแท่นสังเกตการณ์ และการแสดง ตลอดจนการมอบเครื่องอิสริยาภรณ์คิมจองอิลให้แก่กองทัพอากาศ ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของประเทศ

ในขณะที่เกาหลีเหนือยังคงผลักดันการปรับปรุงกองกำลังทหารให้มีความทันสมัย แต่ก็ยังมุ่งเน้นไปที่การเสริมกำลังกองทัพอากาศด้วยการเปิดตัวการซ้อมรบทางอากาศด้วยกระสุนจริงครั้งแรกโดยใช้เครื่องบินทหารเมื่อเดือนพฤษภาคม และระบบเครื่องบินแจ้งเตือนล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศในเดือนมีนาคม

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างยิ่งบริเวณชายแดนระหว่างสองเกาหลี โดยเฉพาะหลังเกาหลีเหนือปฏิเสธข้อเสนอการเจรจาของเกาหลีใต้ เพื่อป้องกันการปะทะกันทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

เกาหลีใต้ได้เสนอจัดการเจรจาทางทหารเพื่อหารือเกี่ยวกับ “เส้นแบ่งเขตทางทหาร” หลังมีรายงานการรุกล้ำโดยกองทัพเกาหลีเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เกาหลีเหนือไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 พ.ย.) นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ “กระทำการขั้นสุดโต่ง” ด้วยการติดตั้งรั้วลวดหนามถึงสามชั้นตามแนวชายแดน นายอี แจมยอง ยังได้เตือนถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “เรามาถึงจุดที่ไม่รู้ว่าการปะทะกันโดยไม่ตั้งใจจะเกิดขึ้นเมื่อใด” พร้อมระบุว่า “ช่องทางการติดต่อทั้งหมดถูกตัดขาด พวกเขาปฏิเสธการเจรจาและการติดต่อทั้งหมด นี่เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”.

ที่มา Yonhap

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

30 พ.ย. 2568 10:59 น.

ฮ่องกงเริ่มไว้อาลัย 3 วัน เหตุไฟไหม้ตึกที่พักอาศัย คร่าชีวิต 128 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้จัดพิธีไว้อาลัย ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 3 นาที หน้าสำนักงานใหญ่ของรัฐบาล เพื่อเริ่มต้นช่วงเวลาการไว้ทุกข์ 3 วัน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองในรอบมากกว่า 70 ปี

มีผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 128 ราย จากเหตุเพลิงไหม้ที่โหมกระหน่ำอาคารสูง 7 หลัง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.) มีผู้บาดเจ็บ 83 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกประมาณ 150 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก

นายจอห์น ลี ผู้นำสูงสุดของฮ่องกง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการยืนสงบนิ่ง 3 นาที มีการลดธงชาติจีนและธงของฮ่องกงลงครึ่งเสา นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดตั้งจุดไว้อาลัยทั่วเมืองเพื่อให้สาธารณชนสามารถแสดงความเคารพและลงนามในสมุดแสดงความเสียใจได้

เหตุเพลิงไหม้เริ่มต้นที่กลุ่มอาคารหวังฟุก คอร์ท ในเขตต่ายโป ซึ่งเป็นอาคารที่พักอาศัยที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2526 และมีผู้อยู่อาศัยประมาณ 4,600 คน เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังอาคาร 7 ใน 8 หลัง และต้องใช้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,000 นาย ใช้เวลาเกือบสองวันในการควบคุมเพลิง

แม้สาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่าไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วทั้งภายในและภายนอกอาคาร เนื่องจากมีวัสดุไวไฟถูกติดตั้งอยู่ด้านนอกอาคาร ซึ่งรวมถึง โฟมโพลิสไตรีน ที่ติดอยู่ด้านนอกหน้าต่าง และตาข่ายพลาสติกที่ล้อมรอบนั่งร้าน

อาคารดังกล่าวถูกคลุมด้วยนั่งร้านไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในงานก่อสร้างและปรับปรุงในฮ่องกง ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างว่ายังเหมาะสมที่จะใช้งานอยู่หรือไม่

เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย ในข้อหาทุจริตเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคาร โดยหน่วยงานอิสระต่อต้านการทุจริตฮ่องกงระบุว่าผู้ถูกจับกุมรวมถึงผู้อำนวยการของบริษัทวิศวกรรมและผู้รับเหมาช่วงนั่งร้าน ก่อนหน้านี้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย ในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท

หตุการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในฮ่องกง โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบ และมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารสูง ประชาชนที่อาศัยในหวังฟุก คอร์ต รายงานว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้เสีย และมีข้อกล่าวหาว่าบริษัทที่ทำการปรับปรุงอาคารมีความประมาท ขณะที่หน่วยงานดับเพลิงของฮ่องกงยืนยันว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้ในอาคารทั้ง 8 หลัง ไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการของฮ่องกงเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารหวังฟุก คอร์ต มาแล้ว 16 ครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และมีการยืนยันว่าการสอบสวนเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างละเอียดจะดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.

ที่มา BBC

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

30 พ.ย. 2568 10:32 น.

ยูเครนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซีย 2 ลำในทะเลดำ ยกระดับแรงกดดันต่อรายได้จากน้ำมัน

ทางการยูเครนได้เปิดเผยว่า โดรนทางทะเลของยูเครนได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ซึ่งเป็นเรือที่อยู่ในกลุ่ม “กองเรือเงา” ฃของรัสเซีย ขณะแล่นผ่านทะเลดำ เรือที่ถูกโจมตีคือเรือบรรทุกน้ำมัน “ไคโรส” (Kairos) และ “วิรัต” (Virat) ซึ่งทั้งสองลำติดธงชาติแกมเบีย และถูกขึ้นบัญชีเป็นเรือที่ต้องถูกมาตรการคว่ำบาตร

การโจมตีเกิดขึ้นนอกชายฝั่งตุรกี โดยเรือไคโรสถูกโจมตีในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลดำ ส่วนเรือวิรัตถูกโจมตีซ้ำอีกครั้งในวันเสาร์ในพื้นที่ตอนกลางทางตะวันออก ภาพวิดีโอที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวบีบีซี แสดงให้เห็นโดรนผิวน้ำพุ่งเข้าชนเรือจนเกิดการระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ และมีควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แหล่งข่าวของบีบีซีระบุว่ามีการใช้โดรนรุ่น “ซี เบบี้” (Sea Baby) ซึ่งเป็นโดรนทางทะเลที่พัฒนาโดยหน่วยงานความมั่นคงของยูเครน (SBU)

ทางการตุรกีได้เข้าช่วยเหลือเรือที่ถูกโจมตี และได้เผยแพร่ภาพเรือของตุรกีที่พยายามดับเพลิงบนเรือไคโรส

การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการปฏิบัติการของยูเครนอย่างชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่การทำลายรายได้จากน้ำมันของรัสเซีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำสงคราม โดยเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า เรือที่บรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำนั้นเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยตรง นอกเหนือจากการถูกมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคแคสเปียน  ได้ประกาศระงับการบรรทุกน้ำมันชั่วคราวที่จุดจอดเรือในท่าเรือ โนโวรอสซีสค์ ของรัสเซียในทะเลดำ หลังถูกโจมตีด้วยเรือไร้คนขับในช่วงกลางคืน โดยระบุว่าจุดจอดเรือได้รับความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวเมื่อวันเสาร์ (29 พ.ย.) ว่า คณะผู้แทนของยูเครน นำโดย รุสเตม อูเมรอฟ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูง กำลังเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเดินหน้าเจรจาข้อตกลงยุติสงคราม โดยนายอูเมรอฟเข้ารับหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนแทนที่ อันดรีย์ เยอร์มัก หัวหน้าคณะทำงานของเซเลนสกี ซึ่งลาออกไปหลังจากถูกหน่วยงานต่อต้านการทุจริตเข้าตรวจค้นอพาร์ตเมนต์เมื่อวันศุกร์

คณะผู้แทนยูเครนมีกำหนดพบกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่รัฐฟลอริดาในวันอาทิตย์ ขณะที่นายสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีกำหนดเจรจาในกรุงมอสโกในสัปดาห์หน้า.

ที่มา BBC

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

30 พ.ย. 2568 10:04 น.

เอเชียวิกฤต น้ำท่วม-ดินถล่มครั้งใหญ่ คร่าชีวิตแล้วกว่า 600 ศพ

ฝนตกหนักจากมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปีในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 600 รายในอินโดนีเซีย ไทย ศรีลังกา และมาเลเซีย ขณะที่ประชาชนนับล้านคนได้รับผลกระทบ และหลายร้อยชีวิตยังคงสูญหาย

สถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งนี้เป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักผิดปกติในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก

อินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ราย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราที่เผชิญกับพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน อาคารบ้านเรือนนับพันหลังถูกน้ำท่วมมิด ขณะที่สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของอินโดนีเซียระบุว่า ยังมีผู้สูญหายอีกเกือบ 300 คน ในสุมาตราหลังน้ำท่วมทำลายล้างบ้านเรือน

ไทยยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวมกว่า 160 ราย ใน 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3.8 ล้านคน โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์น้ำท่วมที่เลวร้ายที่สุดในรอบทศวรรษ อำเภอหาดใหญ่เผชิญกับปริมาณน้ำฝนถึง 335 มิลลิเมตร ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปี รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินชดเชยสูงสุด 2 ล้านบาท สำหรับครัวเรือนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว

ด้านศรีลังกาเผชิญกับพายุไซโคลนดิตวาห์ (Ditwah) ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 ราย และมีผู้สูญหายประมาณ 170 คน รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 15,000 หลัง และประชาชนกว่า 78,000 คนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว นอกจากนี้ พื้นที่ประมาณหนึ่งในสามของประเทศไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

มาเลเซีย แม้จะมีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย แต่ความเสียหายก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในรัฐปะลิสทางตอนเหนือ มีประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิง

การปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ประชาชนนับร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ บางส่วนต้องรอความช่วยเหลือบนหลังคาบ้าน ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนได้รับการอพยพแล้ว

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเกิดจากการปะทะกันของพายุไต้ฝุ่นโคโตะ (Koto) ในฟิลิปปินส์ และการก่อตัวของพายุไซโคลนเซนยาร์ (Senyar) ในช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกได้ส่งผลให้รูปแบบของพายุเปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีฝนตกหนัก ความรุนแรงและระยะเวลาของฤดูมรสุมยาวนานขึ้น ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและลมกระโชกแรงกว่าเดิม.

ที่มา BBC

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

30 พ.ย. 2568 06:06 น.

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครมือรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 88 ปี

เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด นักเขียนบทละครผู้ทรงเกียรติของสหราชอาณาจักร ผู้อยู่ในวงการมานานกว่า 60 ปี และเคยคว้ารางวัลมากมายรวมถึงรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 88 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ ทอม สต็อปพาร์ด หนึ่งในนักเขียนบทละครชื่อดังที่สุดของสหราชอาณาจักร ผู้ได้รับรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำจากบทภาพยนตร์เรื่อง “Shakespeare In Love” เสียชีวิตอย่างสงบ ที่บ้านในเมืองดอร์เซ็ต โดยมีครอบครัวอยู่รายล้อม ขณะมีอายุได้ 88 ปี

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยอย่างยิ่งต่อการจากไปของ “หนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา”

ทั้งสองพระองค์ตรัสในแถลงการณ์ว่า “เขาเป็นมิตรที่รักผู้ใช้พรสวรรค์ของตนอย่างอ่อนน้อม เขาสามารถและเคยเขียนงานเกี่ยวกับทุกหัวข้อ ทั้งท้าทาย สร้างความสะเทือนใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชม ซึ่งผลงานเหล่านั้นถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องราวส่วนตัวของเขาเอง”

ในแถลงการณ์ United Agents ซึ่งเป็นตัวแทนของ เซอร์ สต็อปพาร์ด ระบุว่า “เขาจะถูกจดจำผ่านผลงานของเขา สำหรับความยอดเยี่ยมและความเป็นมนุษย์ รวมถึงสติปัญญาและไหวพริบ, ความไม่เคารพบูชาต่อสิ่งที่เป็นอยู่, ความมีน้ำใจ และความรักอันลึกซึ้งต่อภาษาอังกฤษของท่าน”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับทอม และได้รู้จักกับเขา” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ผลงานของ เซอร์ สต็อปพาร์ด ตราตรึงใจผู้ชมมานานกว่า 6 ทศวรรษด้วยผลงานที่พาผู้ชมไปสำรวจประเด็นทางปรัชญาและการเมือง นอกจากนั้น เขายังเขียนบทภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์และวิทยุอีกหลายเรื่อง และดัดแปลงนวนิยายเรื่อง “Anna Karenina” ของ ลีโอ ตอลสตอย เป็นภาพยนตร์ในปี 2555 ที่นำแสดงโดย เคียรา ไนต์ลีย์ กับ จูด ลอว์

ในปี 2563 เซอร์ สต็อปพาร์ด เปิดตัวผลงานกึ่งอัตชีวประวัติเรื่องใหม่ชื่อ “Leopoldstadt” ซึ่งมีฉากอยู่ในย่านชาวยิวของกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล “โอลิวิเยร์” (Olivier) สาขาบทละครใหม่ยอดเยี่ยม และคว้ารางวัล “โทนี อวอร์ดส์” (Tony Awards) ถึง 4 รางวัล

ทั้งนี้ เซอร์ สต็อปพาร์ด เกิดมาในชื่อ โทมัส สเตราสเลอร์ ที่ประเทศเชโกสโลวะเกีย ก่อนจะลี้ภัยออกจากบ้านเกิดในช่วงที่นาซียึดครองและมาอาศัยอยู่ในอังกฤษ จากนั้นเขาก็ได้รู้จากญาติว่า ปู่ย่าตายายทั้ง 4 คนของเขาเป็นชาวยิว และทั้งหมดเสียชีวิตในค่ายกักกันของนาซี

“ผมรู้สึกโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ไม่ต้องเอาชีวิตรอดหรือตาย มันเป็นส่วนที่โดดเด่นของสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์ของชีวิต” เซอร์ สต็อปพาร์ด บอกกับนิตยสาร “Talk” ของสหรัฐฯ ในปี 2542 ขณะที่รำลึกถึงการกลับไปเยือนเมืองซลิน (Zlin) บ้านเกิดของเขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก

เซอร์ สต็อปพาร์ด เคยทำงานเป็นนักข่าวในบริสตอลในปี 2497 ก่อนจะมาเป็นนักวิจารณ์ละครเวที และเริ่มเขียนบทละครสำหรับวิทยุและโทรทัศน์

“ผมต้องการเป็นนักข่าวที่ยิ่งใหญ่” เซอร์ สต็อปพาร์ด กล่าว “ความทะเยอทะยานแรกของผมคือการนอนอยู่บนพื้นของสนามบินในแอฟริกา ขณะที่กระสุนปืนกลพุ่งผ่านเครื่องพิมพ์ดีดของผมไป แต่ผมกลับไม่มีประโยชน์มากนักในฐานะนักข่าว ผมรู้สึกว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับผู้คน”

“ผมมักคิดว่าพวกเขาจะขว้างกาน้ำชาใส่ผม หรือไม่ก็โทรเรียกตำรวจ”

อาชีพนักเขียนบทละครของเซอร์ สต็อปพาร์ด ไม่ได้เริ่มต้นอย่างจริงจังจนกระทั่งทศวรรษ 1960 เมื่อบทละครเรื่อง “Rosencrantz and Guildenstern are Dead” เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาล Edinburgh Fringe Festival ต่อมาได้ถูกนำไปแสดงที่ National Theatre และบรอดเวย์

เซอร์ สต็อปพาร์ด ได้รับเกียรติและรางวัลมากมายตลอดอาชีพการงาน รวมถึงการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อัศวินจากสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 ผู้ล่วงลับ สำหรับการทำคุณประโยชน์ด้านวรรณกรรมในปี 2540

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลั่น ควรถือว่าน่านฟ้าเวเนซุเอลา ถูกปิดทั้งหมดแล้ว

ทรัมป์ลั่น ควรถือว่าน่านฟ้าเวเนซุเอลา ถูกปิดทั้งหมดแล้ว

30 พ.ย. 2568 05:21 น.

ทรัมป์ลั่น ควรถือว่าน่านฟ้าเวเนซุเอลา ถูกปิดทั้งหมดแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความประกาศว่า สายการบินและผู้ค้ายาเสพติดควรถือว่า น่านฟ้าของเวเนซุเอลาถูกปิดทั้งหมดแล้ว ด้านเวเนซุเอลาจวกเป็นคำขู่ยุคล่าอาณานิคม

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ถึงสายการบิน, นักบิน, ผู้ค้ายาเสพติด และผู้คนมนุษย์ทั้งหมด โปรดถือว่าน่านฟ้าเหนือและโดยรอบเวเนซุเอลาถูกปิดแล้วทั้งหมด” โดยที่ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ

ข้อความของนายทรัมป์มีขึ้นไม่กี่วันหลังจาก สำนักงานบริหารการบินกลาง (FAA) ของสหรัฐฯ เตือนสายการบินต่างๆ ว่าพื้นที่ในและโดยรอบเวเนซุเอลามีกิจกรรมทางทหารมากขึ้น และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.)

เวเนซุเอลาเพิ่งประกาศแบน 6 สายการบินระหว่างประเทศได้แก่ ไอบีเรีย, TAP โปรตุเกส, โกล (Gol) , ลาตัม (LATAM), อาเบียงกา (Avianca) และเตอร์กิชแอร์ไลน์ส ไม่ให้ลงจอดในประเทศ หลังสายการบินเหล่านี้ล้มเหลวในการกลับมาให้บริการเที่ยวบินอีกครั้งภายในเส้นตาย 48 ชั่วโมงที่เวเนซุเอลาขีดไว้

หลังนายทรัมป์มีข้อความล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของเวเนซุเอลาก็ออกมาตอบโต้ทันที โดยกล่าวหาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ใช้คำขู่แบบยุคล่าอาณานิคม และว่าข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงความก้าวร้าวต่อชาวเวเนซุเอลาอย่างเกินกว่าเหตุ ผิดกฎหมาย และไม่มีเหตุผลอันสมควรอีกครั้ง

ทั้งนี้ โดยทางกฎหมายแล้ว สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการปิดน่านฟ้าของประเทศอื่น แต่โพสต์ของนายทรัมป์อาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการเดินทาง และทำให้สายการบินต่าง ๆ ลังเลที่จะให้บริการในพื้นที่ดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เพิ่มการประจำการทางทหารในทะเลแคริบเบียนมากขึ้น โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ “ยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด” กับทหารอีก 15,000 นายไปประจำการในระยะที่สามารถโจมตีถึงเวเนซุเอลา อ้างว่าเพื่อต่อสู้กับการลักลอบขนยาเสพติด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (27 พ.ย.) นายทรัมป์เตือนว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ในการหยุดยั้งการลักลอบค้ายาเสพติด “ทางบก” ของเวเนซุเอลา จะเริ่มขึ้น “ในไม่ช้า”

ด้านนายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการค้ายาเสพติดของสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นการพยายามขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

30 พ.ย. 2568 03:01 น.

สลด ยอดผู้เสียชีวิตในสงครามกาซาทะลุ 70,000 ศพแล้ว

กระทรวงสาธารณสุขในกาซาเผย จำนวนผู้เสียชีวิตนับตั้งแต่สงครามกับอิสราเอลเริ่มขึ้น เพิ่มจนมีจำนวนมากกว่า 70,000 ศพแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พ.ย. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาเพิ่มขึ้นจนทะลุ 70,000 ศพแล้ว หลังจากสงครามปะทุขึ้นเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังพยายามระบุตัวตนของศพที่นำออกจากซากปรักหักพัง

ทางกระทรวงฯ ระบุว่า นับตั้งแต่วันพฤหัสบดี ในฉนวนกาซามีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 301 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 70,100 ศพ

ทั้งนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ในฉนวนกาซาถูกทำลายลงนับตั้งแต่อิสราเอลเปิดฉากการโจมตีล้างแค้น หลังกลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ศพ และฮามาสลักพาตัวชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ 251 คนเป็นตัวประกัน

ในช่วงเดือนแรก ๆ ของสงคราม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้นับจำนวนศพที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลและบันทึกชื่อพร้อมหมายเลขประจำตัว แต่เมื่อความเสียหายเพิ่มขึ้น ทางการกล่าวว่า พวกเขาได้ชะลอการเพิ่มยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับรายงานหลายพันรายเข้าไปในบัญชีทางการ จนกว่าจะสามารถดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และการแพทย์ได้เสร็จสิ้น

นับตั้งแต่การหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ยอดผู้เสียชีวิตก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทีมกู้ภัยได้ใช้ช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบนี้ค้นหาซากปรักหักพัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna