อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาต่อ สังหาร จนท.อาวุโสกลุ่มฮามาส

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาต่อ สังหาร จนท.อาวุโสกลุ่มฮามาส

14 ธ.ค. 2568 05:44 น.

อิสราเอลถล่มฉนวนกาซาต่อ สังหาร จนท.อาวุโสกลุ่มฮามาส

อิสราเอลเผย โจมตีทางอากาศหลายพื้นที่ในฉนวนกาซารอบใหม่ สังหารแกนนำอาวุโสของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งอ้างว่า การโจมตีทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายราย

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 กองทัพอิสราเอลและสำนักงานความมั่นคง “ชินเบท” (Shin Bet) ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า กองทัพสังหารนายราอิด ซาอัด หัวหน้าฝ่ายผลิตอาวุธของกองพัน “อัล-กัสซัม” (Al-Qassam) ปีกติดอาวุธของกลุ่มฮามาสแล้ว ในการโจมตีทางอากาศซึ่งโดนรถยนต์คันหนึ่งในเมืองกาซาซิตี้

นายซาอัดเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการที่โดดเด่นที่สุดของกองกำลังกัสซัม และเป็นผู้นำกองพลน้อยหลายชุดระหว่างการโจมตีชุมชนอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 อันเป็นชนวนเหตุทำให้อิสราเอลประกาศสงครามในกาซา และดำเนินการโจมตีมาจนถึงทุกวันนี้

นายมะห์มูด บาซาล โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า โจมตีดังกล่าวของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ และผู้คนที่สัญจรไปมาหลายคนก็ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาแจ้งกับบีบีซี ว่า การโจมตีครั้งนี้สังหารผู้ช่วยของนายซาอัด กับเจ้าหน้าที่ระดับล่างอีกคนชื่ออาบู อิหมัด อัล-ลาบัน ไปด้วย

ทั้งนี้ คาดกันว่า นายซาอัดเป็นสมาชิกของคณะมนตรีกองทัพระดับผู้นำชุดใหม่ ซึ่งมีสมาชิก 5 คน ซึ่งก่อตั้งขึ้นนับตั้งแต่มีการหยุดยิงในเดือนตุลาคม โดยอิสราเอลพยายามสังหารเขาหลายครั้ง

นายซาอัดถูกพิจารณามานานแล้วว่า เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของกลุ่มฮามาสที่อิสราเอลต้องการตัวมากที่สุด โดยความพยายามของอิสราเอลที่จะสังหารเขามีมานานกว่า 2 ทศวรรษแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc.com/news/articles/cx2dklj3rxvo

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

14 ธ.ค. 2568 04:44 น.

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะตอบโต้ หลังจากทหารสหรัฐฯ กับพลเรือนถูกนักรบกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามลอบโจมตีในซีเรีย จนมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้กรณีที่ ทหารสหรัฐฯ 2 นาย กับล่ามพลเรือนอีก 1 คน ถูกสังหารในการลอบโจมตีของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส – ISIS) ในประเทศซีเรีย

“เราจะตอบโต้” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่นอกทำเนียบขาว ก่อนที่จะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า นายอาเหม็ด อัล-ซารา ประธานาธิบดีซีเรีย “โกรธมาก” กับการโจมตีที่เกิดขึ้น และไม่สบายใจกับการโจมตีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทหารสหรัฐฯ ทั้ง 2 นาย กับล่ามพลเรือนถูกสังหารในเมืองพัลไมรา ตอนกลางของซีเรียในวันเสาร์ หลังจากมือปืนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม เปิดฉากยิงปืนเข้าใส่ชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับซีเรีย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) ซึ่งดูแลกองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ประกาศข่าวการเสียชีวิตดังกล่าวผ่าน X หลังจากสื่อของซีเรียรายงานก่อนหน้านั้นว่า การโจมตีที่เมืองพัลไมราทำให้ทหารอเมริกันและซีเรียได้รับบาดเจ็บ

“การซุ่มโจมตีโดยมือปืน ISIS ซึ่งมีเพียงคนเดียว ส่งผลให้ชาวอเมริกัน 3 คนเสียชีวิต และมีทหารบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 นาย” เซนต์คอมระบุ และเสริมว่า “มือปืนรายนั้นถูกยิงและเสียชีวิตแล้ว”

ด้านนาย ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นขณะที่ทหารให้การสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ส่วนนาย ทอม บาร์รัก ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำซีเรีย กล่าวว่า การซุ่มโจมตีมุ่งเป้าไปที่ ชุดลาดตระเวนร่วมของรัฐบาลสหรัฐฯ กับซีเรีย

อนึ่ง นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีที่ทหารสหรัฐฯ ถูกสังหารในซีเรีย นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ โค่นล้มรัฐบาลของนาย บาชาร์ อัล-อัสซาด ที่ปกครองซีเรียมาอย่างยาวนาน เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของซีเรียกับสหรัฐฯ ใหม่อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้นาย อันวาร์ อัล-บาบา โฆษกกระทรวงมหาดไทยซีเรีย กล่าวว่า มีการเตือนล่วงหน้าจากกองบัญชาการความมั่นคงภายในไปยังกองกำลังพันธมิตรในซีเรีย ว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มไอซิสจะแทรกซึมเข้ามา และว่า “กองกำลังพันธมิตรนานาชาติใส่ใจคำเตือนของซีเรียเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกซึมของกลุ่มไอซิส”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เบลารุสปล่อยนักโทษการเมือง 123 คน หลังสหรัฐฯ ตกลงยกเลิกคว่ำบาตร

เบลารุสปล่อยนักโทษการเมือง 123 คน หลังสหรัฐฯ ตกลงยกเลิกคว่ำบาตร

14 ธ.ค. 2568 03:10 น.

เบลารุสปล่อยนักโทษการเมือง 123 คน หลังสหรัฐฯ ตกลงยกเลิกคว่ำบาตร

เบลารุสปล่อยตัวนักโทษการเมือง 123 คนแล้ว หลังจากสหรัฐฯ ตกลงที่จะยกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าส่งออกสำคัญกับเบลารุส นับเป็นการเปลี่ยนจุดยืนครั้งสำคัญอีกครั้งของสหรัฐฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 ทางการเบลารุสดำเนินการปล่อยตัวนักโทษ 123 คน ซึ่งรวมถึงนางมาเรีย โคเลสนิโควา นักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านคนสำคัญของเบลารุส และนายอเลส เบียเลียตสกี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังจากสหรัฐฯ ตกลงจะยกเลิกคว่ำบาตรสินค้าของเบลารุส

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก นายจอห์น โคล ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประจำเบลารุส เจรจากับเจ้าหน้าที่ของเบลารุสในกรุงมินสค์ โดยสหรัฐฯ ตกลงจะยกเลิกการคว่ำบาตร “โพแทช” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตปุ๋ย และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเบลารุส

นายโคลกล่าวว่า “เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศกลับสู่ภาวะปกติ การคว่ำบาตรก็จะถูกยกเลิกมากขึ้นเรื่อย ๆ”

อนึ่ง นางโคเลสนิโควาถูกจำคุกตั้งแต่ปี 2563 และถูกขังเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ โดยหลังจากได้รับการปล่อยตัว ทาเทียนา โคมิช ผู้เป็นน้องสาวซึ่งพยายามรณรงค์อย่างไม่ลดละเพื่อให้เธอได้รับการปล่อยตัว ก็ได้ติดต่อพูดคุยกับโคเลสนิโควาผ่านทางวิดีโอ

“เธอเป็นอิสระแล้ว เธอสบายดี ดูดี” โคมิชกล่าว ซึ่งบอกว่าเธอตั้งตารอที่จะได้กอดพี่สาวของเธออีกครั้ง

ตามรายงานของสำนักงานประสานงานเพื่อการปฏิบัติต่อนักโทษสงครามของยูเครน โคเลสนิโควาถูกส่งตัวให้กับยูเครนแล้วพร้อมกับนักโทษอีก 113 คน โดยหลังจากได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่จำเป็นแล้ว พวกเขาจะถูกส่งตัวไปยังโปแลนด์และลิทัวเนีย

ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับนายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ผู้นำเบลารุส ซึ่งกล่าวแสดงความยินดีที่สหรัฐฯ ช่วยยุติการโดดเดี่ยวประเทศของเขา

ที่ผ่านมา สหภาพยุโรป รวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับนายลูคาเชนโกเป็นประธานาธิบดีเบลารุส หลังจากการเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นธรรมเมื่อ 5 ปีก่อน นำไปสู่การประท้วงตามท้องถนนครั้งใหญ่ ซึ่งลูคาเชนโกส่งให้มีการปราบปรามอย่างรุนแรง มีผู้ถูกจับกุมหลายร้อยคน รวมถึงนางโคเลสนิโควาด้วย

ความพยายามที่จะเข้าไปข้องเกี่ยวกับเบลารุส ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของรัสเซีย เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้พวกเขามีความเห็นขัดแย้งกับยุโรป เนื่องจากแนวทางของยุโรปคือการคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวเบลารุส

สื่อของรัฐเบลารุสอ้างคำพูดของนายโคลว่า การคว่ำบาตรโพแทชจะถูกยกเลิกทันที นอกจากนั้น นายโคลยังได้พูดคุยกับลูคาเชนโกเรื่องยูเครน และเรื่องความช่วยเหลือที่เบลารุสสามารถให้ได้ในการเจรจากับ วลาดิเมียร์ปูติน ผู้นำรัสเซียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

14 ธ.ค. 2568 01:46 น.

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับ โจมตีโรงพยาบาลในรัฐยะไข่จริง แต่อ้างว่ากลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐาน และผู้เสียชีวิตก็ล้วนเป็นนักรบติดอาวุธไม่ใช่พลเรือน

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกมายอมรับว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่โรงพยาบาลในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นกับสื่อรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ รวมถึงผู้ป่วย เจ้าหน้าที่การแพทย์ และเด็กๆ

ในแถลงการณ์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ของรัฐ Global New Light of Myanmar ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มรวมถึง กองทัพอาระกัน (Arakan Army) กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ที่ก่อตั้งขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2564 ใช้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นฐาน

แถลงการณ์ระบุอีกว่า กองทัพได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นและเปิดปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายต่ออาคารโรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อวันพุธ (10 ธ.ค.) และเสริมว่า ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นสมาชิกติดอาวุธของกลุ่มต่อต้านและผู้สนับสนุน ไม่ใช่พลเรือน

แถลงการณ์ของกองทัพสวนทางกับคำพูดของเจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยกู้ภัยในรัฐยะไข่ ที่บอกกับสำนักข่าว AP ว่า เครื่องบินรบของกองทัพทิ้งระเบิด 2 ลูก ใส่โรงพยาบาลในเมืองมเยาะอู (Mrauk-U) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพอาระกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ศพ รวมถึงผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบาดเจ็บอีกประมาณ 80 คน

ด้านองค์การสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (11 ธ.ค.) ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของพลเรือน และกำลังทำลายชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมืองมเยาะอู ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 530 กม. ถูกกองทัพอาระกันยึดครองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกองทัพอาระกันเป็นกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวรัฐยะไข่ ซึ่งต้องการปกครองตนเองแยกจากรัฐบาลกลางของเมียนมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

13 ธ.ค. 2568 23:19 น.

สลด เหยื่อน้ำท่วมอินโดนีเซีย ทะลุ 1,000 ศพแล้ว สูญหายอีก 200 คน

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมและดินถล่มบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นจนเกินกว่า 1,000 ศพแล้ว ในขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 200 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยของอินโดนีเซียเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 ว่า เหตุน้ำท่วมและดินถล่มที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก ให้กับหลายพื้นที่บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,006 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 5,400 ราย

นาย อับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติของอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีก 217 คน และทางการกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ทั้งนี้ เหตุน้ำท่วมและดินถล่มดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากฝนตกลงมาอย่างหนัก สร้างความเสียหายรุนแรงให้แก่เกาะสุมาตรา นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งล่าสุดครั้งหนึ่งที่เกาะแห่งนี้เคยเผชิญ ประชาชน 1.2 ล้านคนถูกบังคับให้อพยพไปอาศัยในที่พักพิงชั่วคราว

ผู้ประสบภัยน้ำท่วมเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจต่อความล่าช้าของรัฐบาลในการส่งความช่วยเหลือ แต่นาย ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียยืนยันในวันเสาร์ว่า ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว หลายพื้นที่ที่เคยถูกตัดขาดก็สามารถเข้าถึงได้แล้ว

“อาจมีบางแห่งที่เกิดความล่าช้าเล็กน้อย เนื่องจากเงื่อนไขทางกายภาพและธรรมชาติ แต่ผมได้ตรวจสอบพื้นที่อพยพทั้งหมดแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาดี บริการต่าง ๆ สำหรับพวกเขาก็เพียงพอ และเสบียงอาหารก็เพียงพอ” นายปราโบโวกล่าวหลังจากเดินทางไปเยือนเขตลังกัต ในจังหวัดสุมาตราเหนือ

โฆษกสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติฯ กล่าวว่า มีการส่งมอบความช่วยเหลือมากกว่า 11.7 ตัน ไปยังเกาะสุมาตราทางทะเล ทางบก และทางอากาศในวันเสาร์ และทางการกำลังเริ่มก่อสร้างที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้ที่ต้องพลัดถิ่นแล้ว

อนึ่ง ประเมินกันว่าค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติครั้งนี้อาจสูงถึง 51.82 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 27 ล้านล้านบาท) และจนถึงตอนนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงปฏิเสธข้อเสนอที่ให้ขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ

ด้านหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซียเตือนว่า สภาพอากาศเลวร้ายจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนักบนเกาะสุมาตรา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

13 ธ.ค. 2568 21:56 น.

กัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดไทยไม่มีกำหนด อ้างไทยส่งบินรบโจมตีโรงแรม

บีบีซีรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาสั่งปิดชายแดนติดกับไทยอย่างไม่มีกำหนด ในขณะที่สถานการณ์การต่อสู้บริเวณชายแดนยังคงรุนแรง

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาสั่งปิดจุดผ่านแดนที่ติดกับประเทศไทย ในขณะที่การต่อสู้บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะหยุดยิงแล้วก็ตาม

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุว่า จุดผ่านแดนจะถูกปิดจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่า ตนได้แจ้งแก่นายทรัมป์ระหว่างสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกันว่า การหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกไปแล้วเท่านั้น

ไทยกับกัมพูชามีการทิ้งระเบิดและยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยทางการไทยเปิดเผยว่า มีทหารเสียชีวิต 4 นายในวันเสาร์

ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้อัปเดตตัวเลขการสูญเสียของทหารแต่อย่างใด แต่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้างว่า เครื่องบินขับไล่ของไทยได้ทิ้งระเบิดใส่ตึกโรงแรมหลายแห่งและสะพานอีกแห่ง ขณะที่ฝ่ายไทยก็รายงานว่า มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บหลายราย จากการยิงจรวดโจมตีของฝ่ายกัมพูชา

บีบีซีระบุว่า การเสียชีวิตของทหาร 4 นายในวันเสาร์ ทำให้ยอดรวมการสูญเสียของทหารไทยตั้งแต่เมื่อวันจันทร์เพิ่มขึ้นเป็น 15 นาย และบาดเจ็บอีก 270 นาย และมีพลเรือนบาดเจ็บด้วย 6 ราย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค.) กัมพูชาระบุว่า มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บอีก 59 ราย

ทั้งนี้ การต่อสู้ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้มีผู้ที่ต้องอพยพจากพื้นที่ชายแดนของทั้งสองฝ่ายแล้วมากกว่า 700,000 คน ในขณะที่นานาชาติกำลังพยายามหาทางยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น

เมื่อคืนวันศุกร์ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของทั้งไทยและกัมพูชา โดยโพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า ทั้งสองประเทศตกลงที่จะ “หยุดยิงทันทีตั้งแต่เย็นวันนี้” (วันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ) และจะกลับไปทำตามข้อตกลงที่เคยลงนามต่อหน้าเขาเมื่อเดือนตุลาคม และย้ำว่า “ทั้งสองประเทศพร้อมสำหรับสันติภาพ”

แต่คำพูดของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาที่กล่าวหลังการสนทนากับโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีฝ่ายใดที่พูดถึงการหยุดยิงในทันที

นายอนุทินกล่าวว่า เขาได้ย้ำกับนายทรัมป์ว่า ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน และกัมพูชาจะต้องแสดงให้เห็นว่าได้ถอนกำลังและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่ชายแดนแล้ว ก่อนที่จะมีการหยุดยิงได้ ขณะที่ฝ่ายผู้นำของกัมพูชาก็กล่าวว่า พวกเขาจะต้องสู้ต่อไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

อนึ่ง คราวนี้นายทรัมป์ไม่ได้พูดถึงเรื่องการใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ไทยกับกัมพูชาหยุดการต่อสู้ ต่างจากการเจรจาเมื่อเดือนกรกฎาคม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภารกิจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รักษาความปลอดภัยส่วนหลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา

ภารกิจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รักษาความปลอดภัยส่วนหลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา

13 ธ.ค. 2568 21:35 น.

ภารกิจ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รักษาความปลอดภัยส่วนหลัง ชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุปะทะไทย-กัมพูชา เข้าสู่วันที่ 6 ชาวบ้านในพื้นที่ริมชายแดนต้องอพยพไปศูนย์พักพิง ทำให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งเป็นอาสาสมัคร ต้องทำหน้าที่ในการดูแลบ้านเรือนของชาวบ้าน เพื่อพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง แต่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง จากการโจมตีของกัมพูชา จนบาดเจ็บ เสียชีวิต ล่าสุดมีรายงานว่า ชรบ. บางจุด ขาดแคลนยา–ชุดปฐมพยาบาล

เพจ World Armed Forces โพสต์วันนี้ 13 ธ.ค. 68 ว่า หลังหลายพื้นที่ขาดแคลนยา–ชุดปฐมพยาบาล ร้านยาปิดบริการ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 มีคำสั่งด่วนให้หน่วยงานในพื้นที่ เร่งตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือผู้นำชุมชน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อาสารักษาดินแดน (อส.) รวมถึงประชาชนที่อาสาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง หลังได้รับรายงานว่าหลายพื้นที่ประสบปัญหาความขาดแคลนสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะ ยาสามัญประจำบ้านและชุดปฐมพยาบาล

รายงานจากพื้นที่ระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจาก ไม่มีร้านยาเปิดให้บริการ ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไม่สามารถเข้าถึงเวชภัณฑ์ขั้นพื้นฐานได้อย่างเพียงพอ

แม่ทัพภาคที่ 2 จึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ในการประชุมระดับพื้นที่ เพื่อเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ สนับสนุนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ด้านเพจเฟซบุ๊ก กรมการปกครอง fanpage ได้โพสต์ภารกิจ ในช่วงภาวะวิกฤติไว้ดังนี้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) อำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ไม่เพียงดูแลความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน แต่ยัง!! ดูแลสัตว์เลี้ยงแทนเจ้าของ – เฝ้าทรัพย์สิน เพื่อให้ชาวบ้านอพยพได้อย่างสบายใจพร้อมปฏิบัติหน้าที่ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” อย่างเต็มกำลัง

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

13 ธ.ค. 2568 16:38 น.

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

อันวาร์ อิบราฮิม ขีดเส้นตายไทย–กัมพูชาหยุดปะทะชายแดนภายใน 22.00 น. คืนนี้ ส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่ ใช้ดาวเทียมสหรัฐฯ ติดตามการหยุดยิง พร้อมรายงานต่อ รมต.ต่างประเทศอาเซียน 16 ธ.ค.

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนเรียกร้องให้ ประเทศไทยและกัมพูชา ยุติการสู้รบตามแนวชายแดนโดยทันที ภายในเวลา 22.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ พร้อมเตรียมส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์จริง และใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

อันวาร์ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์แยกกันกับ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

โดยนายอันวาร์ระบุว่า “ผมได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการสู้รบทุกประเภท และหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนกำลังพลไปข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. วันนี้” 

ส่งทีมอาเซียน–ใช้ดาวเทียมสหรัฐฯ เสริมความโปร่งใส

นายอันวาร์เปิดเผยว่า เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียดและสร้างความโปร่งใส จะมีการส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน นำโดย พลเอก นีซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง โดยจะทำงานควบคู่กับ ระบบติดตามจากดาวเทียมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ภาคสนามและการติดตามผ่านดาวเทียม จะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอในการประชุม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้รับข้อมูลเชิงประจักษ์และเป็นกลางเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า นับตั้งแต่การปะทะตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้ มีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ในทั้งสองประเทศต้องอพยพออกจากพื้นที่ เพิ่มขึ้นมากกว่าการอพยพจากเหตุปะทะลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

การปะทะรอบนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด นับตั้งแต่เหตุสู้รบเป็นเวลา 5 วันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และทำให้ประชาชนราว 300,000 คน ต้องพลัดถิ่น ก่อนที่อันวาร์จะเป็นตัวกลางร่วมกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการเจรจาหยุดยิง

นายอันวาร์ย้ำว่า มาเลเซียยังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นว่า การเจรจา การทูต และความยับยั้งชั่งใจ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค.

ที่มา : freemalaysiatoday

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อันวาร์ อิบราฮิม

เผยภาพใหม่จากคลังภาพของเอปสตีน คนดังเพียบ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์

เผยภาพใหม่จากคลังภาพของเอปสตีน คนดังเพียบ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์

13 ธ.ค. 2568 11:55 น.

เผยภาพใหม่จากคลังภาพของเอปสตีน คนดังเพียบ รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์

ส.ส.เดโมแครตเผยภาพใหม่ 19 ภาพจากทรัพย์สินของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีนักค้ากามที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งรวมถึงภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ,เจ้าชายแอนดรูว์, และอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน

คณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต เปิดเผยภาพถ่ายชุดแรกจำนวน 19 ภาพ ก่อนจะตามด้วยอีกเกือบ 80 ภาพในวันเดียวกัน โดยระบุว่าภาพเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคลังภาพมากกว่า 95,000 ภาพ ที่ได้รับจากทรัพย์มรดกของเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังมีการออกหมายเรียกเอกสาร

ภาพที่ถูกปล่อยออกมามีทั้งภาพส่วนตัวที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ภาพจากเกาะส่วนตัวของเอปสตีน และภาพที่เขาปรากฏตัวร่วมกับบุคคลชื่อดังระดับโลก รวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันอย่างโดนัลด์ ทรัมป์

การเผยแพร่ภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กำลังเผชิญเส้นตายวันที่ 19 ธันวาคมนี้ ในการเปิดเผยเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีน ตามกฎหมายที่รัฐสภาผ่านและทรัมป์ลงนามรับรองเมื่อเดือนที่แล้ว หลังถูกกดดันอย่างหนักจากฐานเสียง MAGA (Make America Great Again)

แม้กระบวนการของกระทรวงยุติธรรมจะเป็นอีกส่วนหนึ่งจากการสอบสวนของสภาคองเกรส แต่ฝ่ายเดโมแครตยืนยันว่า จะยังคงทยอยปล่อยภาพจากทรัพย์มรดกเอปสตีนต่อไปเพื่อความโปร่งใส

ภาพชุดใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดส่วนตัวของเอปสตีน เช่น ภาพเขานั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ และภาพที่ดูคล้ายอุปกรณ์ทางเพศ ขณะเดียวกันยังมีภาพเขาคู่กับบุคคลทรงอิทธิพลจำนวนมาก อาทิ บิล คลินตัน, บิล เกตส์, สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ รวมถึงภาพของ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ ซึ่งถูกตัดสินจำคุกในปี 2021 ฐานมีบทบาทช่วยเหลือเอปสตีน

คณะกรรมาธิการระบุว่า ภาพเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมคำอธิบาย จึงไม่อาจยืนยันได้ว่า ถ่ายเมื่อใด ที่ไหน หรือด้วยเหตุผลใด และย้ำว่าการปรากฏตัวในภาพที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงของเอปสตีนกับชนชั้นนำจำนวนมาก รวมถึงการเสียชีวิตของเขาในเรือนจำแมนฮัตตันเมื่อปี 2019 ระหว่างรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศ ยังคงเป็นเชื้อไฟให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดและข้อกล่าวหาเรื่องการปกปิดความจริงของรัฐบาลแพร่กระจายในโลกออนไลน์

โรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นแกนนำในคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติการปกปิดจากทำเนียบขาว และนำความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียหาย พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยเอกสารทั้งหมดโดยเร็ว

ด้านพรรครีพับลิกัน ซึ่งครองเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ ออกมาตอบโต้ว่า ฝ่ายเดโมแครตกำลังคัดเลือกภาพบางส่วนและปิดบังข้อมูลอย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเรื่องเล่าที่บิดเบือนเกี่ยวกับประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ทำเนียบขาวเรียกการเผยแพร่ครั้งนี้ว่าเป็นกลเกมทางการเมืองของเดโมแครต ซึ่งถูกหักล้างมาแล้วหลายครั้ง

สำหรับทรัมป์ เขาปรากฏในภาพที่ปล่อยออกมาอย่างน้อย 3 ภาพ โดยหนึ่งในนั้นเป็นภาพร่วมงานปาร์ตี้ Victoria’s Secret เมื่อปี 1997 ซึ่งเคยเผยแพร่ต่อสาธารณะมาก่อน ทรัมป์ยอมรับว่าเคยคบหากับเอปสตีนในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ยืนยันว่าได้เลิกติดต่อกันไปตั้งแต่ต้นยุค 2000 และไม่เคยถูกกล่าวหาในคดีใดที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ว่า คนดังจำนวนมากต่างก็เคยรู้จักและถูกถ่ายภาพร่วมกับเอปสตีน พร้อมมองว่าการปล่อยภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โดนัลด์ ทรัมป์

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

13 ธ.ค. 2568 10:25 น.

นิตยสารTime ยกย่อง “สถาปนิกแห่ง AI” เป็นบุคคลแห่งปี 2025

นิตยสาร Time ประกาศยกย่องกลุ่มบุคคลภายใต้ชื่อ “Architects of AI” หรือ “สถาปนิกแห่งปัญญาประดิษฐ์” ให้เป็น บุคคลแห่งปี 2025อย่างเป็นทางการ ชี้ปีแห่งปัญญาประดิษฐ์เปลี่ยนโลกอย่างไม่มีวันหวนกลับ

Time ระบุว่า ปี 2025 คือปีที่ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ปรากฏอย่างชัดเจนต่อสายตาโลก และเป็นจุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับได้อีกต่อไป โดยนิตยสารระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า การนำพามนุษยชาติสู่ยุคของเครื่องจักรที่สามารถคิดได้ สำหรับการสร้างทั้งความตื่นตะลึงและความกังวลให้กับผู้คน และสำหรับการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน พร้อมก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นไปได้ ทำให้สถาปนิกแห่ง AI คือบุคคลแห่งปี 2025 ของ TIME 

Time อธิบายว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการเลือกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี โดยเน้นไปที่กลุ่มคนที่เป็นผู้จินตนาการ ออกแบบ และสร้างระบบ AI ขึ้นมา แม้ในอดีตนิตยสารจะเคยยกย่องแนวคิดหรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์มาแล้วก็ตาม

แซม เจคอบส์ บรรณาธิการบริหารของ Time เขียนอธิบายว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นิตยสารไม่ได้เลือกเฉพาะบุคคลเพียงคนเดียวเสมอไป แต่เคยเลือกทั้งกลุ่มบุคคล ผู้หญิงจำนวนมากขึ้น และในบางกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ก็เคยเลือกแนวคิด เช่น โลกที่กำลังเผชิญภาวะเสี่ยงสูญพันธุ์ในปี 1988 หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปี 1982

เขายังยกตัวอย่างว่า การถกเถียงในยุคนั้นเกี่ยวกับการเลือกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แทน สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอปเปิล กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

นักวิเคราะห์มองว่า การเลือก AI เป็นบุคคลแห่งปีถือว่าสอดคล้องกับบริบทของปี 2025 โดย โธมัส ฮัสซัน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทวิจัย Forrester ระบุว่า ปีนี้คือช่วงเวลาที่ AI เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีใหม่สำหรับผู้ใช้กลุ่มแรก ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกระแสหลักของผู้บริโภคจำนวนมาก

ก่อนหน้าการประกาศอย่างเป็นทางการ AI ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งอันดับต้น ๆ  ร่วมกับบุคคลในแวดวงเทคโนโลยีอย่าง เจนเซน หวง ซีอีโอ Nvidia และ แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ขณะที่ผู้นำศาสนาอย่าง สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 พระสันตะปาปาชาวอเมริกันองค์แรก ก็ถูกจับตามองเช่นกัน รวมถึงผู้นำทางการเมืองอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์, เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ โซห์ราน มัมดานี ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยได้รับเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปี 2024 หลังคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง ต่อจาก เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งได้รับตำแหน่งบุคคลแห่งปี ในปี 2023

การคัดเลือกบุคคลแห่งปีของ Time เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1927 โดยบรรณาธิการจะพิจารณาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อข่าวและเหตุการณ์ของโลกมากที่สุดในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

ขอบคุณภาพ นิตยสารTime

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ บุคคลแห่งปี