จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทนไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายวง

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทนไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายวง

10 ธ.ค. 2568 10:50 น.

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทนไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขยายวง

จีนแถลงหวังไทย-กัมพูชา ใช้ความอดทน และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายวงบานปลาย หลังสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง

วานนี้ (9 ธ.ค.) ทางการจีนออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ หลังสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันตั้งแต่วันจันทร์ รวมถึงการโจมตีทางอากาศของไทยในพื้นที่พิพาท ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องเร่งอพยพออกจากเขตเสี่ยง

โดยนายกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงต่อสื่อที่กรุงปักกิ่ง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง โดยบอกว่า ในฐานะเพื่อนและเพื่อนบ้านใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทย จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ความอดทน และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายวงบานปลายอีกครั้ง 

นอกจากนี้ จีนย้ำว่าพร้อมสนับสนุนให้ทั้งไทยและกัมพูชาคืนสู่โต๊ะเจรจา เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน.

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

10 ธ.ค. 2568 07:04 น.

อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย

อิสราเอลจัดพิธีอำลาศพแรงงานไทยวัย 42 ปี เหยื่อเหตุโจมตีคิบุตซ์เบเอรี หลังฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด โดยพิธีจัดขึ้นสนามบินเบนกูเรียน ก่อนเตรียมส่งกลับไทย

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ทางการอิสราเอลได้มีพิธีรำลึกและอำลาศพนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ แรงงานคนไทย วัย 42 ปี อย่างเป็นทางการ ที่สนามบิน เบน กูเรียน โดยหลังพิธีอำลา ร่างของนายสุทธิศักดิ์จะถูกส่งกลับประเทศไทย เพื่อให้ครอบครัวประกอบพิธีตามความเชื่อทางศาสนาต่อไป

นายสุทธิศักดิ์ เป็นแรงงานภาคเกษตร ทำงานอยู่ที่ คิบุตซ์เบเอรี ทางตอนใต้ของอิสราเอล หนึ่งในชุมชนที่ถูกโจมตีหนักที่สุดในการบุกจู่โจมของกลุ่มติดอาวุธเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 

โดยเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ฮามาสโจมตี จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปไว้ในเขตกาซา โดยอิสราเอลยืนยันการเสียชีวิตของนายสุทธิศักดิ์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะส่งคืนศพตัวประกันศพล่าสุดเมื่อวันพุธ ที่ 3 ธ.ค. ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรก.

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

10 ธ.ค. 2568 06:04 น.

ญี่ปุ่นประเมิน แผ่นดินไหว 7.5 เจ็บ 34 ราย น้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 7.5 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพบผู้บาดเจ็บแล้ว 34 ราย ขณะที่มีรายงานน้ำรั่วจากโรงเก็บเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว แต่ทางการยืนยันว่าไม่อันตราย

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ญี่ปุ่นกำลังประเมินความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 7.5 ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมเตือนประชาชนว่ามีโอกาสเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมา โดยล่าสุดพบผู้บาดเจ็บแล้ว 34 ราย อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายเล็กน้อย และเกิดคลื่นสึนามิขนาดย่อมพัดเข้าสู่ชายฝั่งหลายจุด

สำนักงานดับเพลิงและจัดการภัยพิบัติกล่าวว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 34 ราย โดยหนึ่งในนั้นบาดเจ็บสาหัส ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า การบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดจากวัตถุที่ตกลงมา

นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ได้มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเธอให้คำมั่นต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ต่อไป พร้อมย้ำเตือนให้ประชาชนปกป้องชีวิตของตนเอง

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาดแมกนิจูด 7.5 เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23:15 น.วันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากชายฝั่งจังหวัดอาโอโมริ ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชู ประมาณ 80 กม. และอยู่ลึกลงไปใต้ทะเลราว 44 กม. ทำให้ทางการต้องประกาศเตือนภัยสึนามินานหลายชั่วโมง ก่อนจะยกเลิกในเวลา 06:30 น. วันอังคาร

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า ตรวจพบคลื่นสึนามิสูง 70 ซม. ที่ท่าเรือคุจิในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งอยู่ทางใต้ของอาโอโมริเล็กน้อย และมีคลื่นสูง 50 ซม.ซัดเข้าสู่ชุมชนอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน สร้างความเสียหายให้แก่แพเลี้ยงหอยนางรมบางส่วน

ด้านนายมิโนรุ คิฮาระ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกล่าวว่า มีบ้านเรือนประมาณ 800 หลังไม่มีไฟฟ้าใช้ และรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นและรถไฟท้องถิ่นบางสายถูกระงับการให้บริการในบางพื้นที่เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันอังคาร ก่อนจะกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติในเวลาต่อมา ขณะที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ก็กลับมาในช่วงเช้าวันเดียวกัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชินจิโร โคอิซูมิ กล่าวว่า มีประชาชนประมาณ 480 คนต้องเข้าพักพิงที่ฐานทัพอากาศฮาชิโนเฮะ และได้ระดมเฮลิคอปเตอร์ป้องกันประเทศ 18 ลำเพื่อประเมินความเสียหาย

สำนักข่าว NHK รายงานว่า มีผู้โดยสารประมาณ 200 คนติดค้างที่สนามบินนิวชิโตเสะ ในฮอกไกโด และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศส่วนหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ในวันอังคาร เนื่องจากบางส่วนของเพดานแตก และตกลงมากองกับพื้น

ส่วนสำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น (NRA) เปิดเผยว่า มีน้ำประมาณ 450 ลิตร รั่วไหลออกจากพื้นที่หล่อเย็นเชื้อเพลิงใช้แล้วที่โรงงานแปรรูปเชื้อเพลิง “ร็อกคาโช” ในจังหวัดอาโอโมริ แต่ระดับน้ำยังถือว่าอยู่ในช่วงปกติและไม่มีข้อกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่ไม่พบความผิดปกติใด ๆ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วอื่น ๆ

JMA เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยกล่าวว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่จะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 แมกนิจูด และอาจเกิดสึนามิขึ้นตามแนวชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ตั้งแต่จังหวัดชิบะ (Chiba) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ไปจนถึงฮอกไกโด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

10 ธ.ค. 2568 04:36 น.

เกาหลีใต้ส่งบินรบขึ้นฟ้า หลังเครื่องบินรัสเซีย-จีน ล้ำเขตป้องกันภัยทางอากาศ

(ภาพจาก AFP PHOTO / SOUTH KOREAN DEFENCE MINISTRY)

เกาหลีใต้ส่งเครื่องบินรบขึ้นฟ้า หลังตรวจพบเครื่องบินทหารของรัสเซียกับจีน บินเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศ แต่ไม่มีการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 เกาหลีใต้เปิดเผยว่า กองทัพของพวกเขาส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการ หลังจากตรวจพบว่า เครื่องบินทหารของรัสเซีย 7 ลำ และของจีนอีก 2 ลำ บินรุกล้ำเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขา โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุในแถลงการณ์ว่า เครื่องบินของรัสเซียและจีนได้เข้าสู่ เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลี (KADIZ) เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ไม่มีเครื่องบินลำใดที่ละเมิดน่านฟ้าของเกาหลีใต้

ทางการเกาหลีใต้สั่งการให้เครื่องบินขับไล่ขึ้นปฏิบัติการทางยุทธวิธี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันใด ๆ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เครื่องบินของรัสเซียกับจีนบินอยู่ในเขต KADIZ นานประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนจะบินออกไป

ทั้งนี้ เขตแสดงตนเพื่อป้องกันภัยทางอากาศ เป็นพื้นที่ที่ถูกขยายออกไปจากเขตน่านฟ้าของประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับตรวจสอบอากาศยานด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง แต่เขตนี้ไม่ถือเป็นน่านฟ้าของประเทศนั้น ๆ และการบินเข้าไปก็ไม่ถือว่าเป็นการรุกล้ำน่านฟ้า

กระทรวงกลาโหมของจีนเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการซ้อมรบร่วมกับกองทัพรัสเซีย ตามแผนความร่วมมือประจำปี บริเวณทะเลจีนตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกในวันอังคาร โดยเป็นการฝึกซ้อมลาดตระเวนทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ร่วมครั้งที่ 10 ของพวกเขา

อนึ่ง นับตั้งแต่ปี 2562 จีนกับรัสเซียส่งเครื่องบินทหารบินเข้าสู่เขตป้องกันภัยทางอากาศของเกาหลีใต้เป็นประจำโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยอ้างว่าเป็นการฝึกซ้อมร่วม โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน เกาหลีใต้ก็ต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นสกัดกั้น เนื่องจากเครื่องบินทหารของจีน 5 ลำและรัสเซีย 6 ลำบินผ่านเขตป้องกันภัยทางอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

10 ธ.ค. 2568 03:23 น.

กต.สหรัฐฯ กังวลไทยปะทะกัมพูชา เรียกร้องหยุดยิงทันที

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที และกลับไปใช้กระบวนการสันติภาพ

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์แสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที และกลับไปใช้มาตรการตามปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า “สหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับการสู้รบและจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย”

“เราขอเรียกร้องอย่างยิ่งให้มีการยุติความเป็นปรปักษ์โดยทันที, การคุ้มครองพลเรือน และให้ทั้งสองฝ่ายกลับไปใช้มาตรการลดความตึงเครียดที่ระบุไว้ในปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและไทยลงนามร่วมกันเมื่อ 26 ตุลาคม โดยมีประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซียเป็นสักขีพยาน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : state.gov

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

10 ธ.ค. 2568 02:37 น.

ทรัมป์จวกยับ ยุโรปกำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ-หยุดสงครามไม่ได้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวโจมตีสหภาพยุโรปว่ากำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ ตัดสินใจไม่เด็ดขาดทำให้หยุดสงครามในยูเครนไม่ได้

สำนักข่าว โพลิติโก เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 โดยนายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ประเทศในยุโรปว่ากำลังเสื่อมถอย ผู้นำอ่อนแอ ล้มเหลวในการควบคุมการอพยพ หรือมีมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อยุติสงครามยูเครนกับรัสเซีย และปล่อยให้เคียฟต่อสู้ “จนกว่าพวกเขาจะหมดแรง”

ในการสัมภาษณ์ ทรัมป์อ้างว่าความแตกแยกทางอุดมการณ์กำลังเสี่ยงที่จะทำลายพันธมิตรของวอชิงตัน เมื่อถูกถามว่าผู้นำที่เขาเห็นว่าอ่อนแอยังคงเป็นพันธมิตรได้หรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า “ก็แล้วแต่ … ผมคิดว่าพวกเขาอ่อนแอ และคิดว่าพวกเขากังวลเรื่องความถูกต้องทางการเมือง (politically correct) มากเกินไป ผมว่าพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร”

เมื่อถูกถามว่ายุโรปสามารถช่วยยุติสงครามได้หรือไม่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า: “พวกเขาพูดคุยกัน แต่พวกเขาไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ และสงครามก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ”

คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำยุโรป กำลังพยายามเข้าไปมีบทบาทในแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามในยูเครน เนื่องจากพวกเขากังวลว่า สหรัฐฯ จะเลือกหาทางออกอย่างรวดเร็ว จนตัดทอนผลประโยชน์ในระยะยาวของทวีปยุโรป

ที่สหราชอาณาจักร สำนักงานนายกรัฐมนตรีปฏิเสธข้อกล่าวหาของนายทรัมป์ที่ระบุว่า ยุโรปไม่ยอมลงมือทำอะไรเลย โดยระบุว่า ยุโรปมีบทบาทในการคว่ำบาตรรัสเซียและสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ

นายทรัมป์ยังคงเพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ให้ยอมทำข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้ง และเรียกร้องให้เขา “ร่วมมือ” ด้วยการยกดินแดนบางส่วนให้กับมอสโก แต่เซเลนสกีปฏิเสธการยอมเสียดินแดน และว่ายูเครนกำลังเตรียมนำเสนอแผนสันติภาพฉบับปรับปรุงต่อทำเนียบขาว

เซเลนสกีโพสต์ข้อความผ่าน X ในช่วงเย็นวันอังคาร ระบุว่า ยูเครนและยุโรปกำลังทำงานอย่างแข็งขันใน “ทุกองค์ประกอบของขั้นตอนที่เป็นไปได้ในการยุติสงคราม” และว่าองค์ประกอบของแผนฝ่ายยูเครนกับยุโรปมีพัฒนาการไปมากแล้ว และเคียฟพร้อมที่จะนำเสนอแผนดังกล่าวต่อพันธมิตรของพวกเขาในสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

10 ธ.ค. 2568 00:35 น.

ที่แรกของโลก ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้ ก.ม.ห้ามเด็กต่ำ 16 ใช้โซเชียล

ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมาย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อเที่ยงคืนวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์แล้ว นับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีมาตรการเช่นนี้ ส่งผลให้เด็กกว่า 5 ล้านคนในประเทศ ไม่สามารถล็อกอินเข้าบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเองได้อีกต่อไป

ตามข้อกำหนดในกฎหมายใหม่นี้ พ่อแม่กับลูกที่ฝ่าฝืนจะไม่ต้องรับโทษใดๆ แต่บริษัทเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่อนุญาตให้เด็กใช้งานจะถูกปรับเงินสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1 พันล้านบาท)

แพลตฟอร์มที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ได้แก่ Facebook, Instagram, Snapchat, Threads, TikTok, X, YouTube, Reddit และแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Kick และ Twitch

แต่แพลตฟอร์มสำหรับเด็กอย่าง YouTube Kids, Google Classroom และแอปพลิเคชันส่งข้อความอย่าง WhatsApp จะยังคงเปิดให้เด็กเล็กใช้งานได้

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า การแบนนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย โดยอ้างผลการศึกษาฉบับหนึ่งซึ่งพบว่า 96% ของเด็กอายุ 10-15 ปีในออสเตรเลีย ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ 7 ใน 10 ส่วนของจำนวนนี้ ได้สัมผัสกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น การแสดงความเกลียดชังผู้หญิง, มีความรุนแรง รวมถึงเนื้อหาที่ส่งเสริมการกินที่ผิดปกติและการจบชีวิตตัวเอง

แต่นักวิจารณ์ชี้ว่า การทำเช่นนี้อาจเป็นการตัดขาดวัยรุ่นที่อยู่ในสภาพเปราะบางจากสังคม และผลักเด็กๆ เข้าสู่มุมมืดที่ไม่มีการตรวจสอบในอินเทอร์เน็ต

เด็กชาย เอสซา โชลล์ ชาวเมลเบิร์นอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยอัมพาตเขตขาทั้ง 4 ส่วน บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า โซเชียลมีเดียทำให้เขาสามารถเข้าถึงชุมชนของผู้คนที่มีความสนใจคล้ายกันได้

“ผมติดตาม NBA, ฟุตบอลออสเตรเลีย, ผมติดตามบัญชีเกี่ยวกับภาพยนตร์และดนตรี” โชลล์กล่าวก่อนที่ข้อห้ามจะมีผลบังคับใช้ “การแบนโซเชียลมีเดียจะทำให้โลกของผมเล็กลง”

ขณะที่เด็กหญิง ปาโลมา อายุ 12 ปี ในนครซิดนีย์กล่าวว่า เธอใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียระหว่าง 30 นาทีถึงสองชั่วโมงต่อวัน และเธอเสียใจกับการแบน

“ฉันรู้สึกไม่พอใจ… เพราะฉันเป็นส่วนหนึ่งของหลายชุมชนบน Snapchat และ TikTok” ปาโลมากล่าว “ฉันได้พัฒนาความเป็นเพื่อนที่ดีบนแอปพลิเคชันเหล่านี้ กับผู้คนในสหรัฐฯ และนิวซีแลนด์ ที่มีสิ่งที่สนใจร่วมกัน เช่น การเล่นเกม และมันทำให้ฉันรู้สึกเชื่อมโยงกับโลกมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

9 ธ.ค. 2568 22:27 น.

สลด ไฟไหม้อาคารสูง 7 ชั้นในจาการ์ตา ดับแล้ว 22 ศพ

เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 22 ศพ โดยสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเป็นผลจากแบตเตอรี่โดรนระเบิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดไฟไหม้รุนแรงลุกลามอาคารสำนักงานของบริษัทโดรนแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เมื่อวันอังคารที่ 9 ธ.ค. 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ สำนักงานดับเพลิงต้องระดมเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย กับรถน้ำอีก 29 คัน จึงสามารถดับไฟลงได้ หลังจากผ่านไป 3 ชั่วโมง

ตำรวจท้องถิ่นระบุว่า อาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นสำนักงานขายและสำนักงานเก็บสินค้าของบริษัทโดรนแห่งหนึ่ง โดยขณะเกิดเหตุพนักงานหลายคนในอาคารออกไปรับประทานอาหารกลางวัน ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า แบตเตอรี่โดรนลูกหนึ่งเริ่มมีประกายไฟในพื้นที่เก็บและทดสอบสินค้า และลุกลามไปยังชั้นบนของอาคาร

อย่างไรก็ตาม นายสุสัตโย ปูร์โนโม คอนโดร ผู้บัญชาการตำรวจกรุงจาการ์ตา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสืบสวนของทีมปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ โดยยืนยันว่า ตำรวจจะสืบสวนเหตุไฟไหม้ครั้งนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน

ด้านนาย นูร์ฮายาติ อายุ 53 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า ไฟเริ่มลุกไหม้ในช่วงพักทานอาหารกลางวัน และไฟลุกลามจนมีขนาดใหญ่แล้วในตอนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ “ประตูถูกปิด เมื่อนักดับเพลิงพังประตูเข้าไป ไฟก็ไหม้รุนแรงและเป็นสีแดงฉานแล้ว”

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิต 17 ศพ ก่อนจะปรับเพิ่มเป็น 22 ศพในเวลาต่อมา โดยเป็นผู้หญิงถึง 15 ราย และหนึ่งในนั้นกำลังตั้งครรภ์ ขณะเดียวกัน มีผู้รอดชีวิต 19 คนได้รับการช่วยเหลือหลังจากพวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าของอาคาร

นายสุสัตโยระบุอีกว่า ผู้บังคับการตำรวจท้องที่ได้รับบาดเจ็บขณะช่วยเหลือในการอพยพผู้คนออกจากอาคาร ในขณะที่นักดับเพลิงกำลังพยายามลดอุณหภูมิของอาคารและการระบายควันหนาแน่นออกจากชั้นต่างๆ และเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจค้นสถานที่อีกครั้งเมื่อเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้ว

ผู้บัญชาการตำรวจจาการ์ตาบอกด้วยว่า ตำรวจกำลังสอบปากคำพยานทั้งหมด รวมถึงเจ้าของธุรกิจและเจ้าของอาคาร และกำลังสืบสวนว่าสาเหตุของเพลิงไหม้เชื่อมโยงกับความประมาทเลินเล่อ หรือมีบุคคลอื่นที่ต้องรับผิดชอบหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

9 ธ.ค. 2568 13:35 น.

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ทำหนังสือยื่นด่วนถึงหน่วยงานสิทธิฯ ระดับสหประชาชาติและอาเซียน กล่าวอ้างไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพประชาชนกัมพูชา

วันที่ 9 ธันวาคม 2568  สำนักข่าวของกัมพูชา รายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee: CHRC) ได้จัดทำและยื่นคำร้องฉุกเฉินไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ และสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงเทพฯ รวมถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติในอาเซียน และตัวแทนมาเลเซียในฐานะประธานหมุนเวียน

โดยคำร้องระบุถึง การละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมทั้งการละเมิดสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ โดยกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับ “การกระทำของฝ่ายทหารไทย” ตามที่ CHRC อ้าง

รายงานยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณใดของแนวชายแดน และฝ่ายไทยยังไม่มีการออกแถลงชี้แจงในทันที ทาง CHRC ระบุว่าได้ส่งคำร้องถึงหลายหน่วยงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและอาเซียน เพื่อขอให้เข้ามาติดตามและดำเนินการตามกลไกระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าประชาชนกัมพูชาต้องได้รับการคุ้มครองจากการละเมิดทุกรูปแบบ.

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน “เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา” หลังผู้เชี่ยวชาญชี้มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน "เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา" หลังผู้เชี่ยวชาญชี้มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่

9 ธ.ค. 2568 12:08 น.

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน “เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา” หลังผู้เชี่ยวชาญชี้มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่

นายกฯ ญี่ปุ่น เตือนประชาชน “พร้อมอพยพตลอดเวลา” หลังแผ่นดินไหว 7.5 เขย่าฝั่งตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญชี้ความเสี่ยงเกิด “Mega Quake” สูงกว่าปกติ  

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น แถลงเตือนประชาชนทั่วประเทศให้ “คงความพร้อมอพยพทันที” หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.5 เมื่อคืนที่ผ่านมา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของจังหวัดอาโอโมริ ซึ่งสร้างความเสียหายเบื้องต้น มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 30 คน และเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้าน 1 หลัง

ผู้นำญี่ปุ่นระบุว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่ฮอกไกโด–ซันริกุ ตรวจสอบเส้นทางอพยพ จุดปลอดภัยในพื้นที่ รวมถึงติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์นี้  หลังหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาชี้โอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น  

ด้านสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นแถลงเพิ่มเติมว่า ชายฝั่งแปซิฟิก ตั้งแต่ฮอกไกโดถึงชิบะ ควรอยู่ในภาวะ “เฝ้าระวังสูงสุด” ต่อความเสี่ยงแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน นายโมริคุโบะ สึกาสะ เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีด้านการรับมือภัยพิบัติ แถลงข่าวย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวต่อเนื่อง พร้อมเตือนว่าความเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทางเหนือของญี่ปุ่นยังคงสูงกว่าปกติในช่วงนี้.