“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

"คิม จองอึน" ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

3 เม.ย. 2569 10:43 น.

“คิม จองอึน” ป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ เยี่ยมชมย่านที่พักอาศัยใหม่

สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพสุดอบอุ่น “คิม จองอึน” ผู้นำสูงสุด พร้อมด้วยลูกสาว “คิม จูแอ” เยี่ยมชมโครงการบ้านจัดสรรและร้านค้าสวัสดิการในเขตฮวาซอง กรุงเปียงยาง พร้อมป้อนอาหารลูกแมว-อุ้มลูกสุนัขโชว์สื่อ และสั่งเร่งขยายการผลิตสินค้าดูแลสัตว์เลี้ยงขานรับเทรนด์การเลี้ยงสัตว์ในเมืองหลวงที่เพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ พร้อมด้วย “คิม จูแอ” บุตรสาว ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมย่านที่พักอาศัย “ฮวาซอง”  ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเดิมที่ถูกเปลี่ยนเป็นเขตที่อยู่อาศัยใหม่ขนาด 40,000 ยูนิต ตามคำสั่งของนายคิมตั้งแต่ปี 2022 เพื่อมุ่งยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนท่ามกลางการถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการเยี่ยมชมร้านขายสัตว์เลี้ยงแห่งใหม่ โดยนายคิมระบุว่าปัจจุบันจำนวนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เขาจึงมีคำสั่งให้สร้างร้านค้าเฉพาะทางที่จำหน่ายทั้งสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์เสริม อาหารสัตว์ รวมถึงยารักษาโรค

ภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็น “คิม จูแอ” กำลังลูบคลำแมวอย่างเพลิดเพลิน ขณะที่นายคิมนั่งยิ้มอยู่ด้านหลัง และยังมีภาพที่เขากำลังอุ้มลูกสุนัขสีขาวอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่คอยดูอยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้ นายคิมยังกำชับให้มีการวางมาตรการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

นอกเหนือจากร้านสัตว์เลี้ยง ทั้งสองยังได้เข้าชมร้านจำหน่ายเครื่องดนตรีที่เน้นไปที่กีตาร์และแซกโซโฟน รวมถึงร้านทำผม โดยนายคิมเน้นย้ำว่าสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสวัสดิการเหล่านี้ “มีความจำเป็นอย่างยิ่ง” ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะและศิวิไลซ์สำหรับการสร้างเมือง

นายคิมกล่าวว่า “เราต้องปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการตอบสนองรสนิยมทางสุนทรียะของประชาชน และสร้างวัฒนธรรมการบริการแบบเกาหลีแนวใหม่” 

การปรากฏตัวของ “คิม จูแอ” เคียงข้างผู้เป็นพ่อในภารกิจด้านพลเรือนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเพิ่งร่วมชมการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์และฝึกซ้อมรบภาคสนาม ซึ่งหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า นี่คือสัญญาณชัดเจนที่บ่งบอกว่าเธอกำลังถูกวางตัวเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจคนถัดไป

ทั้งนี้ นายคิม จองอึน ได้สั่งการให้ร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลอง “วันแห่งพระอาทิตย์” หรือวันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิลซุง ปู่ของเขาและผู้ก่อตั้งประเทศ ในวันที่ 15 เมษายนที่จะถึงนี้.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ "ช่องแคบฮอร์มุซ"

3 เม.ย. 2569 10:09 น.

ยูเอ็นเตรียมโหวตมติคุ้มครองการเดินเรือ “ช่องแคบฮอร์มุซ”

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมลงคะแนนเสียงรับรองร่างมติปกป้องเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซวันนี้ หลังวิกฤตความขัดแย้งทำราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด ขณะที่ “จีน” ประกาศชัดไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทหาร ชี้อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้การโจมตีที่ผิดกฎหมาย

คณะทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติภายใต้การนำของบาห์เรน ในฐานะประธานหมุนเวียน ได้เตรียมนำร่างมติเข้าสู่การลงคะแนนเสียงในวันนี้ (3 เม.ย.) แม้จะเป็นวันหยุดของยูเอ็น เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านพยายามเข้าควบคุมการเดินเรือสากลในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

เนื้อหาในร่างมติล่าสุดระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้ “มาตรการป้องกันที่จำเป็นทุกประการ” เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นการปรับถ้อยคำเพื่อลดแรงเสียดทานจากรัสเซียและจีน โดยตัดการอ้างอิงถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไปออก

ทางด้าน นายฟู่ คง ผู้แทนถาวรจีนประจำสหประชาชาติ ได้แถลงคัดค้านการให้อำนาจใช้กำลังทหาร โดยระบุว่าอาจนำไปสู่การยกระดับความรุนแรงและเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา ขณะที่มีรายงานว่า จีน รัสเซีย และฝรั่งเศส ได้ร่วมกันระงับกระบวนการพิจารณาแบบไม่คัดค้านเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ร่างมติดังกล่าวต้องถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่เพื่อลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์

การผ่านร่างมตินี้จำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 9 เสียง และต้องไม่มีการใช้อำนาจ “วีโต้” จากสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, อังกฤษ และฝรั่งเศส

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดลงโดยปริยาย ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะเดินหน้าโจมตีต่อไปแต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้แสดงบทบาทหลักในการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือสินค้าในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันยิ่งทะยานสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด กลุ่มสันนิบาตอาหรับที่มีสมาชิก 22 ประเทศ รวมถึงอังกฤษที่เพิ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับอีกกว่า 40 ประเทศ ได้ออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนความพยายามของบาห์เรนในการจัดระเบียบและคืนความปลอดภัยให้แก่การเดินเรือสากล โดยเน้นย้ำว่าการกระทำของอิหร่านเป็นการคุกคามผลประโยชน์ของคนทั้งโลกที่ต้องได้รับการตอบโต้อย่างเด็ดขาด.

ที่มา Reuters

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

3 เม.ย. 2569 09:15 น.

นักบินอวกาศอาร์เทมิส 2 จุดเครื่องยนต์หลุดวงโคจรโลก เริ่มภารกิจประวัติศาสตร์

นักบินอวกาศในภารกิจอาร์เทมิส 2 (Artemis II) จุดระเบิดเครื่องยนต์นำยานแคปซูลโอไรออนทะยานออกจากวงโคจรโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์อย่างเต็มตัวแล้ว ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่มนุษย์เดินทางไกลเกินขอบเขตโลก 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมภารกิจที่ฮิวสตันยืนยันว่า ยานแคปซูล “โอไรออน” (Orion) ได้ทำการจุดระเบิดเครื่องยนต์นานเกือบ 6 นาที เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ด้วยแรงขับมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับการเร่งเครื่องรถยนต์จากจุดหยุดนิ่งให้ถึงความเร็วขับขี่บนทางหลวงได้ในเวลาไม่ถึง 3 วินาที

หลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ในวงโคจรโลกนาน 25 ชั่วโมง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน 3 คน และแคนาดา 1 คน บนแคปซูลโอไรออน  ได้รับสัญญาณเดินเครื่องครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า Translunar Injection เพื่อเร่งความเร็วหลุดจากแรงดึงดูดของโลก มุ่งหน้าสู่ระยะทางเกือบ 4 แสนกิโลเมตร

การจุดระเบิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ภารกิจ อพอลโล 17 ในปี 1972 ซึ่งทาง นาซายืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน โดยเป้าหมายถัดไป ยานโอไรออนจะพานักบินอวกาศอ้อมไปทางด้านหลังของดวงจันทร์ เพื่อเก็บภาพพื้นผิวในมุมที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนด้วยตาตัวเอง ก่อนจะวนกลับมายังโลก ซึ่งนี่คือบทเริ่มต้นของการสร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ในอนาคต

เจเรมี แฮนเซน หนึ่งในนักบินอวกาศในภารกิจนี้ กล่าวรายงานด้วยความตื่นเต้นว่า “มนุษยชาติได้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าเราทำอะไรได้บ้าง” โดยขณะนี้เหล่านักบินอยู่บนเส้นทางแบบ “Free-return trajectory” ซึ่งจะใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์เหวี่ยงตัวยานกลับสู่โลกโดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงขับดันหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนการจุดระเบิดเครื่องยนต์ครั้งสำคัญ นักบินอวกาศทั้ง 4 นาย ได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ได้ใช้เวลาในช่วงแรกบนอวกาศตรวจสอบระบบและแก้ไขปัญหาขัดข้องเล็กน้อยของยาน เช่น ระบบสื่อสารและระบบสุขาที่ทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ยังเริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการออกกำลังกายวันละ 30 นาที เพื่อป้องกันการสูญเสียวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกในสภาวะไร้น้ำหนัก

อาร์เทมิส 2 ไม่ใช่แค่ภารกิจบินวนรอบดวงจันทร์ในระยะเวลา 10 วันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างสถิติใหม่ๆ เช่นมีการส่งนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิง (คริสตินา โคช), คนผิวสี (วิกเตอร์ โกลเวอร์) และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนอเมริกัน (เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดา) ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ซึ่งหากสำเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นมนุษย์ที่เดินทางไปไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือกว่า 400,000 กิโลเมตร ที่นับเป็นการปูทางสู่การลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2028 และการสร้างฐานที่มั่นถาวรเพื่อเป็นสถานีส่งมนุษย์ไปสำรวจอวกาศที่ไกลกว่าเดิม

ภารกิจนี้ยังถูกจับตามองในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันกับ “จีน” ที่มีเป้าหมายส่งคนลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 รวมถึงแรงกดดันจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นความสำเร็จก่อนปี 2029 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงจับตาดูความท้าทายด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ เนื่องจากนาซาต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภาคเอกชนเป็นอย่างมากในภารกิจถัดไป.

ที่มา AP

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

3 เม.ย. 2569 06:29 น.

มาครงเตือน ใช้กำลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ชี้ต้องคุยกับอิหร่าน

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสออกโรงเตือนว่า การใช้กำลังเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ไม่สามารถทำได้จริง ต้องพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสสำเร็จ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า การเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเพื่อบังคับให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ท้าทายให้บรรดาพันธมิตรหาทางเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวด้วยตัวเอง

การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ.จนถึงตอนนี้ คือชนวนเหตุให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ และปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 1 ใน 5 ของโลก

“มีบางคนสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซด้วยกำลังผ่านปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยแสดงออกมาในบางครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม” มาครงกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางเยือนเกาหลีใต้

“นี่ไม่เคยเป็นทางเลือกที่เราสนับสนุน เพราะมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” เขากล่าว “มันจะกินเวลานานไม่จบสิ้น และจะทำให้ใครก็ตามที่ล่องเรือผ่านช่องแคบต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีด้วย”

มาครงย้ำว่า เรื่องนี้จะสำเร็จได้ด้วยการพูดคุยกับอิหร่านเท่านั้น “สิ่งที่เราพูดมาตั้งแต่ต้นคือ ช่องแคบนี้จะต้องถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการไหลเวียนของพลังงาน ปุ๋ย และการค้าระหว่างประเทศ แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหารือร่วมกับอิหร่านเท่านั้น”

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตร NATO และคำขู่ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร มาครงกล่าวว่า “ผมไม่อยากจะมาคอยวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการที่ชาวอเมริกันตัดสินใจทำร่วมกับอิสราเอลด้วยตัวเอง พวกเขาอาจจะตัดพ้อที่ไม่มีใครช่วย แต่นั่นไม่ใช่ปฏิบัติการของเรา เราต้องการให้สันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

“นี่ไม่ใช่การแสดง” มาครงกล่าวเสริม “เรากำลังพูดถึงเรื่องสงครามและสันติภาพ… จริงจังกันหน่อย และอย่าพูดอย่างหนึ่งในวันนี้ แล้วกลับไปพูดอีกอย่างในวันรุ่งขึ้น” เขากล่าวโดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าหมายถึงทรัมป์หรือไม่

ส่วนประเด็นคำขู่ของทรัมป์ที่จะถอนสหรัฐฯ ออกจากกลุ่มพันธมิตร NATO มาครงให้ความเห็นว่า “กลุ่มพันธมิตรอย่าง NATO ดำรงความแข็งแกร่งอยู่ได้จากสิ่งที่ไม่ต้องพูดออกมา นั่นคือความไว้วางใจที่อยู่เบื้องหลัง หากคุณสร้างความสงสัยในข้อตกลงพันธสัญญาของตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณก็กำลังทำลายแก่นแท้ของมันให้ว่างเปล่า”

นอกจากนี้ ผู้นำฝรั่งเศสยังกล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์ที่ล้อเลียนตัวเขาและภริยานั้น “ไม่มีความสง่างาม และไม่เหมาะสม” กับสถานการณ์ในขณะนี้เลยแม้แต่น้อย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

3 เม.ย. 2569 04:08 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตร “เดลซี โรดริเกซ” ผู้นำรักษาการเวเนซุเอลา

สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปในทางบวกระหว่างทั้งสองประเทศ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 สหรัฐอเมริกายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาแล้ว 3 เดือนหลังจากทหารสหรัฐฯ บุกจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลาถึงที่บ้านพักในกรุงการากัส และนำตัวเขาไปยังนิวยอร์กเพื่อดำเนินคดีในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติด

โรดริเกซ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของมาดูโรและเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของเขา เคยถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรในปี 2561 โดยสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเธอมีส่วนในการบ่อนทำลายประชาธิปไตย

โรดริเกซสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เพียงไม่กี่วันหลังจากการบุกจู่โจมของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เคยบอกว่าเธอเป็น “บุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก” อีกด้วย

ล่าสุด โรดริเกซออกมาแสดงความยินดีที่ชื่อของเธอถูกถอดออกจากบัญชีบุคคลที่ถูกกำหนดเป็นพิเศษ (SDN List) โดยบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดังกล่าวจะถูกระงับทรัพย์สินในสหรัฐฯ และพลเมืองสหรัฐฯ จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกิจร่วมด้วย

โรดริเกซโพสต์ข้อความผ่าน X ว่า นี่คือ “ก้าวย่างที่สำคัญและมาถูกทางในการทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรากลับคืนสู่สภาวะปกติและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ด้านแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่าความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าที่เกิดขึ้น “ระหว่างสองประเทศ ในการส่งเสริมเสถียรภาพ สนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และผลักดันการปรองดองทางการเมืองในเวเนซุเอลา”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักกิจกรรมฝ่ายค้านในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา กลับวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยแย้งว่าสหรัฐฯ ควรใช้แรงกดดันต่อโรดริเกซเพื่อให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุกทั่วประเทศมากกว่า

อนึ่ง การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้น ระหว่างรัฐบาลทรัมป์และทีมงานของโรดริเกซ

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงการากัสอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่สั่งปิดไปนานถึง 7 ปี ขณะเดียวกัน คณะทูตของเวเนซุเอลาก็ได้ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐฯ เพื่อเปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงวอชิงตันเช่นกัน

ในช่วงหลายเดือนนับตั้งแต่มาดูโรถูกขับออกจากตำแหน่ง มีคณะผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ หลายชุดเดินทางไปยังเวเนซุเอลา เพื่อหารือถึงแนวทางที่สหรัฐฯ จะสามารถขยายการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันและแร่ธาตุอันมั่งคั่งของเวเนซุเอลาได้

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์โรดริเกซต่างรู้สึกผิดหวังต่อความจริงที่ว่า แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเลย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

3 เม.ย. 2569 03:29 น.

ทรัมป์สั่งปลด “แพม บอนดี” พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด แพม บอนดี ออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และว่าบอนดีจะไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าคือตำแหน่งอะไร

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งปลด แพม บอนดี หนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขาและผู้ปกป้องรัฐบาลอย่างเหนียวแน่น พ้นจากตำแหน่งอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายระดับสูงสุดของอเมริกา

ทรัมป์ชื่นชมบอนดีผ่านโพสต์บน Truth Social โดยระบุว่าเธอจะ “เปลี่ยนผ่าน” ไปรับบทบาทในภาคเอกชนแทน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา การดำรงตำแหน่งผู้นำกระทรวงยุติธรรมของบอนดีถูกบดบังด้วยเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน อันยุ่งเหยิง รวมถึงการสืบสวนเกี่ยวกับตัวผู้กระทำความผิดทางเพศรายนี้

บอนดีถือเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนที่สองในรัฐบาลทรัมป์ที่ถูกปลดจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อจาก คริสตี โนเอม ที่ถูกถอดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิในเดือนมีนาคม โดย ทอดด์ แบลนช์ อดีตรองอัยการสูงสุด จะเข้ามารับตำแหน่งแทนบอนดี

บอนดีกล่าวว่าเธอจะ “ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย” เพื่อส่งต่องานให้แก่แบลนช์ พร้อมเสริมว่าการได้ดำรงตำแหน่งนี้ถือเป็น “เกียรติสูงสุด” ในชีวิต และว่าเธอจะ “เดินหน้าต่อสู้เพื่อประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลนี้ต่อไป” ในบทบาทใหม่ของเธอในภาคเอกชน (ซึ่งเธอไม่ได้ระบุว่าคืออะไร)

การประกาศครั้งนี้มีขึ้นไม่ถึง 2 เดือน หลังจากบอนดีถูกไต่สวนในสภาคองเกรสอย่างดุเดือด โดยเธอถูกระดมยิงคำถามใส่จนบางช่วงถึงขั้นกลายเป็นการตะโกนโต้เถียงกัน โดยเธอได้เรียกสมาชิกพรรคเดโมแครตรายหนึ่งว่า “คนขี้แพ้ที่ตกอับ”

เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทรัมป์ยังคงออกโรงปกป้องบอนดี โดยกล่าวว่า “เธอเป็นคนที่ยอดเยี่ยมและกำลังทำหน้าที่ได้ดี” ทว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์กลับประกาศเรื่องการปลดบอนดีออกจากตำแหน่งผ่าน Truth Social และว่าบทบาทใหม่ในภาคเอกชนของเธอนั้นจะมีการ “ประกาศในเร็วๆ นี้”

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ได้ยกย่องผลงานของบอนดีในขณะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด โดยกล่าวว่าเธอได้ทำ “หน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการดูแลการปราบปรามอาชญากรรมครั้งใหญ่ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทรัมป์เริ่มมีความขัดแย้งและหงุดหงิดในตัวบอนดีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นการจัดการเรื่อง “สำนวนคดีเอปสตีน”

เมื่อครั้งที่เธอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 บอนดีได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างความโปร่งใสในคดีเอปสตีน และรับปากว่าจะเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกค้าของมหาเศรษฐีผู้ฉาวโฉ่รายนี้ แต่ในเวลาต่อมา กระทรวงยุติธรรมกลับแถลงว่า ไม่มีรายชื่อดังกล่าว

ในท้ายที่สุด เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีเอปสตีนจำนวนหลายล้านฉบับก็ถูกเผยแพร่ออกมา แต่เป็นการเปิดเผยเนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักจากหลายฝ่าย รวมถึงจากกลุ่มผู้สนับสนุนของนายทรัมป์เอง และเกิดขึ้นหลังจากที่สภาคองเกรสผ่านกฎหมายบังคับให้กระทรวงยุติธรรมต้องเปิดเผยบันทึกที่ไม่มีสถานะความลับต่อสาธารณะ

สมาชิกรัฐสภาบางส่วนกล่าวว่า บอนดีและกระทรวงยุติธรรมได้ใช้วิธีการปกปิดรายชื่อเหยื่อตามที่กฎหมายกำหนด แต่บางส่วนกลับมองว่ากระทรวงฯ ล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และมีการกักเอกสารบางส่วนไว้อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งทางกระทรวงฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

หน่วยงานและตัวบอนดีเองต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองพรรคการเมือง โดยบรรดาสมาชิกรัฐสภาต่างตำหนิกระทรวงยุติธรรมว่า ล้มเหลวในการปกปิดข้อมูลที่ระบุตัวตนของผู้รอดชีวิต แต่กลับพยายามปกป้องตัวตนของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เหยื่อในคดีนี้

ล่าสุด คณะกรรมการรัฐสภาได้ออกหมายเรียกบอนดีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มาตอบคำถามเกี่ยวกับการจัดการการสืบสวนคดีเอปสตีนของเธอ โดยเดิมทีเธอมีกำหนดการที่จะต้องปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมการภายในเดือนนี้

ภายใต้การนำของเธอ กระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการสืบสวนคู่ปรับทางการเมืองของประธานาธิบดีทรัมป์หลายราย รวมถึง อดัม ชิฟฟ์ สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย, เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดนิวยอร์ก และ เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการ FBI

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กดดันให้บอนดีสืบสวนคู่แข่งทางการเมืองของเขาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเขาได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียถึงบอนดีโดยตรงว่า: “เราไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไปแล้ว มันกำลังทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของเรา”

นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมภายใต้การดำรงตำแหน่งของเธอ ยังต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการจัดการสืบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง ยิงสังหารประชาชน 2 ราย ระหว่างการปะทะกันในเมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

3 เม.ย. 2569 02:19 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มสะพานอิหร่าน ดับ 8 ศพ ทรัมป์โวยังมีตามมาอีก

สื่ออิหร่านเผย สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีสะพานสายสำคัญใกล้กรุงเตหะรานจนสะพานพังลงมาบางส่วน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะยังมีตามมาอีกมาก

สำนักข่าว ฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า การโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลที่พุ่งเป้าไปยังสะพานสำคัญบริเวณชานกรุงเตหะราน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ศพ ขณะที่ตัวสะพานซึ่งเป็นเส้นทางสายใหม่ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเชื่อมระหว่างเมืองหลวงของอิหร่านกับเมืองคาราจต้องขาดสะบั้นลง

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า มีการโจมตีหลายระลอกเกิดขึ้นที่สะพาน B1 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 เม.ย.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 95 ราย

ผู้เสียชีวิตประกอบด้วย “ชาวบ้านในหมู่บ้านบิลกัน (Bilqan), นักเดินทางที่ผ่านมาพอดี และครอบครัวที่อยู่ในพื้นที่เพื่อเฉลิมฉลองวันแห่งธรรมชาติ (Nature Day)” ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลนอรูซ (Nowruz) หรือวันขึ้นปีใหม่ของเปอร์เซีย

ขณะที่สำนักข่าว มิซาน (Mizan) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายตุลาการของอิหร่าน ระบุว่าสะพานแห่งนี้ถือเป็น “สะพานที่สูงที่สุดในตะวันออกกลาง” โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างกรุงเตหะรานและเมืองคาราจ จาก 1 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 10 นาที และสื่อท้องถิ่นยังยกย่องว่าสะพานแห่งนี้เป็น “ความภาคภูมิใจของวิศวกรชาวอิหร่าน”

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์คลิปวิดีโอวินาทีที่สะพานสายนี้ถูกโจมตีจนขาดลงบน Truth Social พร้อมกับข้อความว่า “จะมีตามมาอีกมาก” และอิหร่านควรยอมทำข้อตกลง “ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

“สะพานที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านพังทลายลงมาแล้ว และจะไม่มีวันได้ใช้งานอีก — และจะมีตามมาอีกมาก! ถึงเวลาแล้วที่อิหร่านจะต้องทำข้อตกลงก่อนที่จะสายเกินไป และไม่เหลืออะไรที่ยังพอจะกลายเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้บ้าง!”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล โดยกองทัพสหรัฐฯ ยังไม่แสดงความเห็น ส่วนกองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขาไม่ทราบว่าฝ่ายอิสราเอลมีการโจมตีที่สะพานแห่งนี้หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

3 เม.ย. 2569 01:31 น.

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่าน ฉุนโดนวิพากษ์ปม IRGC

(ฆาบิเอร์ มิเลอี ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา)

อาร์เจนตินาสั่งขับไล่อุปทูตอิหร่านออกจากประเทศ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่แดนฟ้าขาวขึ้นบัญชี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน เป็นองค์กรก่อการร้าย

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 อาร์เจนตินามีคำสั่งให้อุปทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเดินทางออกนอกประเทศภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากที่รัฐบาลเตหะราน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อาร์เจนตินา กรณีที่ประกาศขึ้นทะเบียนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย

กระทรวงการต่างประเทศของอาร์เจนตินาได้ประกาศให้ นายโมเซน โซลตานี เตหรานี เป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” พร้อมระบุว่าอิหร่านได้กล่าวหาอาร์เจนตินาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศด้วย “ข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ ก้าวร้าว และไม่มีมูลความจริง”

“อาร์เจนตินาจะไม่ยอมทนต่อการดูหมิ่นหรือการแทรกแซงจากรัฐที่ล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ และยังคงขัดขวางกระบวนการยุติธรรม” กระทรวงต่างประเทศระบุ

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศอุรุกวัยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อิหร่านได้วิจารณ์การตัดสินใจของอาร์เจนตินาที่ประกาศให้ IRGC เป็นองค์กรก่อการร้ายว่า “ผิดกฎหมายและไม่มีมูลความจริง” พร้อมเตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

นอกจากนี้ อิหร่านยังกล่าวว่า ประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลอี แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นพันธมิตรของทรัมป์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ ปาโบล กีร์โน ได้กลายเป็น “ผู้สมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมที่เกิดขึ้น และจบลงด้วยการอยู่ผิดฝั่งของประวัติศาสตร์” จากการเลือกยืนข้างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

40 ชาติประชุมทางไกล มุ่งมั่นใช้ทุกมาตรการ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

40 ชาติประชุมทางไกล มุ่งมั่นใช้ทุกมาตรการ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

3 เม.ย. 2569 01:06 น.

40 ชาติประชุมทางไกล มุ่งมั่นใช้ทุกมาตรการ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

40 ประเทศร่วมประชุมผ่านทางออนไลน์ เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยทั้งหมดแสดงความมุ่งมั่นที่จะใช้ทุกมาตรการเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านต่อไป

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 กว่า 40 ประเทศได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลเพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีสหราชอาณาจักรเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากทุกทวีปทั่วโลกได้หารือถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน

“เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะใช้ทุกมาตรการที่เป็นไปได้ ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และการประสานงานร่วมกัน เพื่อทำให้ช่องแคบกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง” นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุม

“การโจมตีอย่างขาดสติของอิหร่านเป็นการทำลายการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศ และพยายามยึดระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองในสหราชอาณาจักร รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วโลก ปุ๋ยสำหรับแอฟริกา และก๊าซหุงต้มสำหรับเอเชียด้วย” เธอกล่าว

ในแถลงการณ์ของสหราชอาณาจักรระบุว่า นานาประเทศได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มแรงกดดันทางการทูตระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงผ่านทางสหประชาชาติ (UN) การเตรียมข้อตกลงร่วมกันเพื่อพยุงความเชื่อมั่นของตลาด และการสำรวจมาตรการประสานงานที่เป็นไปได้ เช่น การคว่ำบาตรอิหร่าน

รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษยังกล่าวเสริมว่า มาตรการในอนาคตอาจรวมถึงการทำงานร่วมกับ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรือที่ติดค้างอยู่จะสามารถเคลื่อนตัวออกไปได้

“เราชัดเจนว่าเราต้องการทั้งแรงกดดันทางการทูต แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และงานส่วนที่วางแผนโดยฝ่ายทหารซึ่งแยกต่างหาก เกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือในระยะยาวเมื่อความขัดแย้งนี้สิ้นสุดลง” คูเปอร์กล่าวเสริม

ทั้งนี้ จากข้อมูลของ IMO ระบุว่า ขณะนี้มีเรือเกือบ 2,000 ลำ ยังคงติดค้างอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนั้น องค์กรยังเผยด้วยว่ามีนักเดินเรือรวมถึงคนงานท่าเรือและลูกเรือประมาณ 20,000 คน ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่โดยรอบอีกด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านลั่น จะโจมตีสหรัฐฯ อย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า

อิหร่านลั่น จะโจมตีสหรัฐฯ อย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า

2 เม.ย. 2569 22:16 น.

อิหร่านลั่น จะโจมตีสหรัฐฯ อย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้า

กองทัพอิหร่านขู่ว่า จะโจมตีสหรัฐฯ กับอิสราเอลอย่างหนัก หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่าจะโจมตีอิหร่านจนกลับไปสู่ยุคหิน

เมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย. 2569) อิหร่านออกมาขู่ว่า จะโจมตีสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่าง “รุนแรง” พร้อมทั้งยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเทลอาวีฟ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะทิ้งระเบิดถล่มสาธารณรัฐอิสลามให้ “กลับไปสู่ยุคหิน”

สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อนจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ได้ขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลางและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยมีผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบ

ด้าน อิหร่านยิงจรวดตอบโต้ทันที ส่งผลให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลต้องทำงานอย่างหนัก และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่ที่ถูกโจมตี “หลายจุด” โดยมีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 4 รายในพื้นที่กรุงเทลอาวีฟ

ศูนย์บัญชาการกองทัพอิหร่าน “คาตัม อัล-อันบิยา” (Khatam Al-Anbiya) ออกแถลงการณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เพื่อเตือนให้สหรัฐฯ และอิสราเอลเตรียมรับมือกับการตอบโต้ที่ “รุนแรงขึ้น กว้างขวางขึ้น และทำลายล้างมากขึ้น”

“ด้วยความศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ สงครามนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าพวกเจ้าจะได้รับความอัปยศอดสู เสื่อมเสียชื่อเสียง ต้องเสียใจไปตลอดกาลอย่างแน่นอน และยอมจำนนในที่สุด” แถลงการณ์ระบุ

ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ “ใกล้จะบรรลุ” เป้าหมายแล้ว แต่ก็ได้เตือนว่าการโจมตีจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากอิหร่านไม่ยอมตกลงเจรจาเพื่อหาข้อยุติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna