สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงติดต่อในประเทศครั้งแรก ย้ำความเสี่ยงยังต่ำ

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงติดต่อในประเทศครั้งแรก ย้ำความเสี่ยงยังต่ำ

2 เม.ย. 2569 21:44 น.

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ป่วยฝีดาษลิงติดต่อในประเทศครั้งแรก ย้ำความเสี่ยงยังต่ำ

สิงคโปร์ยืนยัน พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงที่เกิดจากการแพร่เชื้อภายในประเทศเป็นครั้งแรก แต่ทางการยืนยันว่า ความเสี่ยงที่ไวรัสมีต่อสังคมยังคงอยู่ในระดับต่ำ

เมื่อ 2 เม.ย. 2569 สำนักงานโรคติดต่อ (CDA) ของสิงคโปร์ยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิง หรือ mpox ที่เป็นการแพร่ระบาดภายในประเทศเป็นครั้งแรก โดยเป็นชายอายุ 30 ปี และ 34 ปี ติดเชื้อสายพันธุ์ “เคลด 1บี” (clade 1b) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น

ชายวัย 30 ปี ไม่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา เริ่มแสดงอาการเมื่อวันที่ 25 มี.ค. และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 มี.ค. โดยได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ clade 1b ในวันถัดมา ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว แต่ต้องแยกกักตัวที่บ้านจนถึงวันที่ 20 เม.ย. เพื่อรอการประเมินทางคลินิกเพิ่มเติม

ส่วนชายวัย 34 ปี มีประวัติเดินทางเมื่อไม่นานมานี้ และมีการสัมผัสทางกายอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานานกับผู้ติดเชื้อรายแรก เริ่มแสดงอาการเมื่อวันที่ 26 มี.ค. และเข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ผลตรวจยืนยันการติดเชื้อเมื่อวันที่ 1 เม.ย. และถูกสั่งกักตัวที่บ้านจนถึงวันที่ 21 เม.ย.

คาดกันว่าทั้งคู่ติดเชื้อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ และขณะนี้มีอาการคงที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม CDA ยืนยันว่าความเสี่ยงจากไวรัสตัวนี้ต่อสังคมยังอยู่ในระดับต่ำ โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “เนื่องจากโรคฝีดาษลิงแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการสัมผัสทางกายเป็นเวลานานเป็นหลัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ ความเสี่ยงต่อสาธารณชนในวงกว้างจึงยังคงอยู่ในระดับต่ำในขณะนี้”

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดสำหรับผู้ป่วยทั้ง 2 ราย” CDA กล่าว “ผู้สัมผัสใกล้ชิดได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังสุขภาพของตนเองและไปพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ ส่วนผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูงจะได้รับคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษวานรเพื่อเป็นการรักษา-ป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ”

ทั้งนี้ เชื้อสายพันธุ์ clade 1b ซึ่งมักจะมีความรุนแรงกว่าการติดเชื้อสายพันธุ์ clade 2 ปรากฏขึ้นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2566 โดยเริ่มตรวจพบในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเป็นสายพันธุ์หลักที่อยู่เบื้องหลังการแพร่ระบาดที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มประเทศแอฟริกาเมื่อปี 2567

จากข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ CDA ระบุว่า ณ วันที่ 21 มี.ค. มีรายงานผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในสิงคโปร์แล้ว 7 รายในปีนี้ ขณะที่ตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ติดเชื้อรวมทั้งหมด 23 ราย

อนึ่ง อาการทั่วไปของโรคติดเชื้อฝีดาษลิง ได้แก่ มีผื่นขึ้น, มีไข้, ปวดศีรษะ, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ปวดหลัง และต่อมน้ำเหลืองโต โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีร่างกายอ่อนแอ

“เนื่องจากโรคฝีดาษลิงแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการสัมผัสทางกายเป็นเวลานานเป็นหลัก รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นจึงยังไม่มีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ประชาชนทั่วไปในวงกว้าง” CDA ระบุ

CDA เสริมว่า สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสเชื้อ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่คลินิกควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ วัคซีนจะพร้อมให้บริการที่ศูนย์โรคติดเชื้อแห่งชาติ (NCID) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปด้วย

“ประชาชนควรเฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากโรคฝีดาษลิง โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าหรือการมีคู่นอนหลายคน” CDA ระบุ “นอกจากนี้ ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรคฝีดาษลิง ควรหมั่นล้างมือให้สะอาด ลดการสัมผัสทางกายกับผู้ป่วย และหลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ป่า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“น้ำมัน” ขึ้นราคาแรงไม่พัก ปรับ 8 ครั้ง ทะยานทุบสถิติใหม่

"น้ำมัน" ขึ้นราคาแรงไม่พัก ปรับ 8 ครั้ง ทะยานทุบสถิติใหม่

2 เม.ย. 2569 20:44 น.

“น้ำมัน” ขึ้นราคาแรงไม่พัก ปรับ 8 ครั้ง ทะยานทุบสถิติใหม่

“น้ำมัน” ขึ้นราคาแรงไม่พัก ปรับ 8 ครั้ง ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. 69 “ดีเซล” ทะยานทุบสถิติใหม่ 47.74 บาท/ลิตร พรุ่งนี้ (3 เม.ย.69) จับตาทางแก้รัฐบาล ประชาชนปาดน้ำตา สัญญาณเตือนสินค้าขึ้นราคา

วันนี้ 2 เม.ย.69 คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ขอแจ้งผลการประชุมวันที่ 2 เม.ย.2569 โดยที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 3.51 บาท/ลิตร เป็น 14.27 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น3.50 บาท/ลิตร เป็น 47.74 บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.48 บาท/ลิตร เป็น 16.64 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 42.74 บาท/ลิตร (ราคาน้ำมันเบนซินผู้ค้าจะเป็นผู้ประกาศแจ้ง)

วันที่เบนซิน (บาท/ลิตร)ดีเซล (บาท/ลิตร)สาเหตุ
10 มี.ค. 69+0.40 ถึง +0.50คงเดิมขึ้นครั้งแรกของเดือน
18 มี.ค. 69+1.00+0.50ขึ้นต่อเนื่อง
21 มี.ค. 69+1.00+0.70ขึ้นไม่หยุด
24 มี.ค. 69+2.00+1.80ดีเซลปรับขึ้นอัตราสูง
26 มี.ค. 69 +6.00+6.00ขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์
31 มี.ค. 69+1.00+1.80ขึ้นต่อเนื่อง
2 เม.ย. 69+1.20+3.50ดีเซลขึ้นแรง
3 เม.ย.69+0.70+3.50ดีเซลราคาพุ่ง

ข้อมูล 10 มี.ค. – 2 เม.ย. 69

ออสเตรเลียจ่อคุมเข้มการโฆษณาการพนัน ออกมาตรการจำกัดอายุ-ห้ามใช้คนดังโปรโมท

ออสเตรเลียจ่อคุมเข้มการโฆษณาการพนัน ออกมาตรการจำกัดอายุ-ห้ามใช้คนดังโปรโมท

2 เม.ย. 2569 16:42 น.

ออสเตรเลียจ่อคุมเข้มการโฆษณาการพนัน ออกมาตรการจำกัดอายุ-ห้ามใช้คนดังโปรโมท

ออสเตรเลียออกมาตรการคุมเข้มการโฆษณาการพนันหวังปกป้องเยาวชน หลังสถิติพบชาวออสเตรเลียเสียเงินให้กับการพนันสูงที่สุดในโลก ด้านนักวิจารณ์ชี้ต้องสั่งแบนอย่างเบ็ดเสร็จจึงจะมีประสิทธิภาพเพียงพอ

รัฐบาลออสเตรเลียประกาศมาตรการครั้งใหญ่คุมเข้มการโฆษณาการพนัน หลังถูกกดดันอย่างยาวนานจากหลายฝ่าย โดยมาตรการชุดใหม่นี้จะเพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดเวลาและสถานที่ในการลงโฆษณา รวมถึงสั่งห้ามบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้ามามีส่วนร่วมในการโปรโมท อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่ใช่การสั่งแบนโฆษณาการพนันอย่างเบ็ดเสร็จ ตามที่เคยมีการเสนอในรัฐสภาเมื่อกว่า 1,000 วันก่อน โดยประเทศอิตาลี เบลเยียม และสเปน ได้เริ่มใช้มาตรการสั่งแบนโฆษณาการพนันแบบเบ็ดเสร็จ และกึ่งเบ็ดเสร็จไปเกือบทั้งหมดแล้ว

ภายใต้แผนการปฏิรูปการพนันซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2027 และจะมีผลเต็มรูปแบบภายในปีเดียวกันนั้น โฆษณาการพนันจะถูกจำกัดการออกอากาศทางโทรทัศน์ ได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมงในช่วงเวลา 06.00 น. ถึง 20.30 น. และห้ามออกอากาศโดยเด็ดขาดหากมีการแข่งขันกีฬาภายในช่วงเวลาดังกล่าว 

ห้ามมีการโฆษณาการพนันผ่านทางวิทยุในช่วงเวลารับส่งนักเรียน ห้ามนำบุคคลที่มีชื่อเสียงและนักกีฬามาใช้ในการโปรโมท ห้ามติดโลโก้ของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันการพนัน ทั้งในสนามกีฬาและบนเสื้อผ้าของนักกีฬา รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ในสนาม ส่วนในโลกออนไลน์ โฆษณาการพนันจะถูกจำกัดให้เห็นได้เฉพาะผู้ที่ลงชื่อเข้าใช้บัญชีและยืนยันตัวตนว่าตนเองมีอายุเกิน 18 ปีเท่านั้น พร้อมทั้งต้องมีตัวเลือกให้ผู้ใช้สามารถปฏิเสธการรับโฆษณา (Opt-out) ได้

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่ามาตรการดังกล่าวเหล่านี้คือความพยายามในการสร้างสมดุลที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ใหญ่ยังคงสามารถเล่นการพนันได้หากต้องการ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องเด็ก ๆ ไม่ให้เห็นโฆษณาการพนันในทุกช่องทาง โดยสถิติพบว่าชาวออสเตรเลียสูญเสียเงินให้กับการพนันต่อหัวสูงที่สุดในโลก โดยในปีที่ผ่านมามีการคาดการณ์ตัวเลขความเสียหายสูงถึง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.64 แสนล้านบาท) โดยผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่าต้นทุนแท้จริงที่ส่งผลกระทบต่อสังคมนั้นมีมูลค่าสูงกว่านี้มาก เนื่องจากปัญหาจากการพนันสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการเสพติดแอลกอฮอล์ได้

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมการพนันและอุตสาหกรรมสื่อได้ออกมาแสดงท่าทีต่อต้านมาตรการเหล่านี้อย่างรุนแรง โดยกลุ่ม Responsible Wagering Australia ระบุว่ากฎเกณฑ์นี้เข้มงวดเกินเหตุและเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อภาคธุรกิจอื่น ๆ พร้อมตำหนิว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมที่มีจ้างงานกว่า 30,000 ตำแหน่ง 

ขณะที่ตัวแทนจากแอปพลิเคชันการพนัน Sportsbet แสดงความกังวลว่าข้อจำกัดที่เข้มงวดเกินไปอาจผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้บริการเว็บไซต์พนันผิดกฎหมายในต่างประเทศที่ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อตลาดทุน โดยราคาหุ้นของ Tabcorp ซึ่งเป็นบริษัทพนันรายใหญ่อันดับสองของประเทศ ปรับตัวลดลงทันที 1.9% โดยเป็นการปรับลดที่รุนแรงกว่าดัชนีตลาดหุ้นโดยรวม

ในทางกลับกัน กลุ่มนักเคลื่อนไหวและผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขต่างแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่สั่งแบนโฆษณาการพนันอย่างเบ็ดเสร็จ โดยบาทหลวงทิม คอสเทลโล ตัวแทนจากกลุ่มปฏิรูปการพนัน วิจารณ์ว่าการอนุญาตให้มีการออกอากาศโฆษณาการพนันได้ 3 ครั้งต่อชั่วโมงนั้นไม่ต่างจากการอนุญาตให้มีการออกอากาศโฆษณาบุหรี่ รวมถึงการผลักภาระให้ผู้ปกครองต้องเป็นฝ่ายเลือกปฏิเสธโฆษณาออนไลน์ (opt-out) เองนั้นเป็นการป้องกันที่ไม่ตรงจุด 

เช่นเดียวกับสมาคมแพทย์ออสเตรเลียที่ยืนยันว่าการแบนโฆษณาการพนันเพียงบางส่วนนั้นอาจไม่ได้ผล และตราบใดที่ยังไม่มีมาตรการสั่งแบนโฆษณาเหล่านี้โดยเบ็ดเสร็จ ชาวออสเตรเลียโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนก็จะยังคงต้องเผชิญกับการกระตุ้นให้เกิดการเล่นการพนันต่อไป.

ที่มา: BBCReuters

ท้องฟ้ากรีซกลายเป็นสีแดงส้ม พายุพัดฝุ่นซาฮาราปกคลุมเกาะครีต

ท้องฟ้ากรีซกลายเป็นสีแดงส้ม พายุพัดฝุ่นซาฮาราปกคลุมเกาะครีต

2 เม.ย. 2569 16:02 น.

ท้องฟ้ากรีซกลายเป็นสีแดงส้ม พายุพัดฝุ่นซาฮาราปกคลุมเกาะครีต

พายุรุนแรงซัดถล่มกรีซ ส่งผลให้น้ำท่วมหนักและลมกรรโชกแรง พบผู้เสียชีวิตรายแรกถูกรถทับในพื้นที่ชนบท ขณะที่เกาะครีตเผชิญปรากฏการณ์ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงส้มราวกับดาวอังคาร หลังลมพายุหอบฝุ่นทรายจากทะเลทรายซาฮาราฟุ้งกระจายเต็มชั้นบรรยากาศ

ประเทศกรีซเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรงจากอิทธิพลของพายุ “เอร์มินิโอ” (Erminio) ที่พัดกระหน่ำตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา (1 เม.ย.) ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ลมพัดแรงจัด และปรากฏการณ์ฝุ่นทรายจากแอฟริกาเหนือเข้าปกคลุมพื้นที่ทางตอนใต้

สำนักงานดับเพลิงกรีซรายงานการพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย ในเขตนีอา มาครี ใกล้กรุงเอเธนส์ เมื่อช่วงเช้าตรู่วันพฤหัสบดี โดยร่างของเขาถูกพบอยู่ใต้รถยนต์ท่ามกลางสภาวะน้ำท่วมและลมแรง

สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเข้าขั้นวิกฤต มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมถนนสายหลักรวมถึงชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจท้องที่ นอกจากนี้ยังมีรายงานความเสียหายรุนแรงที่ เกาะโปโรส หลังสะพานแห่งหนึ่งพังถล่มลงมา และมีรายงานรถยนต์หลายคันถูกกระแสน้ำพัดหายไป ส่งผลให้ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ที่เกาะครีต (Crete) ประชาชนต้องตกตะลึงกับภาพท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงและส้มเข้ม ปรากฏการณ์นี้เกิดจากกระแสลมแรงที่พัดพาฝุ่นละอองมหาศาลจากทะเลทรายซาฮาราข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าปกคลุมเกาะ ภาพจากเมืองเรธิมโนและหมู่บ้านจอร์จิโอโปลีเผยให้เห็นฝุ่นทรายหนาทึบที่บดบังแสงอาทิตย์จนมืดสลัว ส่งผลให้เที่ยวบินบางส่วนต้องหยุดชะงัก

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติได้ประกาศ เตือนภัยระดับสีแดง ในพื้นที่เกาะครีต โดยเฉพาะทางตะวันตกและทางใต้ ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันจนถึงดึกของวันพฤหัสบดี พร้อมคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง พายุฝนฟ้าคะนอง และอาจมีลูกเห็บตกในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ตั้งแต่วันพุธจนถึงเช้าวันพฤหัสบดี หน่วยกู้ภัยได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 674 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งเหตุต้นไม้ล้มในแถบภูมิภาคอัตติกา ขณะที่การสัญจรทางน้ำยังคงเป็นอัมพาต เนื่องจากลมแรงทำให้เรือเฟอร์รี่ต้องจอดเทียบท่าไม่สามารถออกเรือได้ จนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย.

BBC / AP

รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

2 เม.ย. 2569 15:07 น.

รัสเซียทุ่มงบไม่อั้น อัดเงินหลักล้านจูงใจนักศึกษาเข้ากองทัพโดรน สู้ศึกยูเครน

ทางการรัสเซียเร่งปรับกลยุทธ์ ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อจูงใจนักศึกษาทั่วประเทศให้ดรอปเรียนมาร่วมทำงานในกองทัพโดรน แลกกับรายได้หลักล้านและสิทธิเรียนฟรีตลอดหลักสูตร หลังสงครามยูเครนยืดเยื้อและเทคโนโลยีโดรนกลายเป็นตัวแปรสำคัญบนสมรภูมิรบ

รัฐบาลรัสเซียเดินหน้าขยายฐานการรับสมัครทหารเข้าสู่กองทัพโดรน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่และนักศึกษาที่มีทักษะทางเทคนิค ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในยูเครนที่เข้าสู่ปีที่ 5 และการเจรจาสันติภาพที่ยังคงถูกระงับเนื่องจากผลกระทบของสงครามในอิหร่าน

จากเอกสารการรับสมัครของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในรัสเซีย พบว่ามีการเสนอข้อตกลงที่ยากจะปฏิเสธ เพื่อดึงดูดให้นักศึกษาเข้าสู่หน่วยโดรน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยสหพันธ์ตะวันออกไกล (FEFU) ในเมืองวลาดิวอสต็อก ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเสนอเงินรายได้ปีแรก เริ่มต้นที่ 5.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.23 ล้านบาท) และรับเงินกว่า 2.5 ล้านรูเบิล (ประมาณ 1 ล้าน บาท) หลังผ่านการฝึกอบรม

นอกจากนั้นยังเสนอเงินเดือนประจำ 240,000 รูเบิลต่อเดือน (ประมาณ 97,570 บาท) และสิทธิพิเศษทางการศึกษา โดยการันตีการยกเว้นค่าเล่าเรียนทั้งหมดเมื่อกลับมาเรียนต่อ, สิทธิในการลาพักการศึกษาได้นานกว่าปกติ, ที่พักฟรี และทุนการศึกษาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงมอสโกและเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เช่น มหาวิทยาลัยวิศวกรรมโยธาแห่งรัฐมอสโก ยังเสนอตำแหน่งวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยบางแห่งระบุรายได้รวมต่อปีอาจสูงถึง 7 ล้านรูเบิล (ประมาณ 2.84 ล้านบาท)

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่รัสเซียพุ่งเป้าไปที่นักศึกษาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการ “ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะสูง” เข้าสู่กองทัพโดรน ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทชี้ขาดในการสู้รบ แม้ผู้บังคับโดรนจะปฏิบัติหน้าที่ห่างจากแนวหน้า แต่ถือเป็น “เป้าหมายมูลค่าสูง” ที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามไล่ล่าและกำจัดหากตรวจพบตำแหน่ง

ด้านนายดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าระบบการรับสมัครอาสาสมัครแบบต่อเนื่องของรัสเซียยังคงประสบความสำเร็จ โดยปีที่ผ่านมามีผู้สมัครใจเข้าร่วมกองทัพกว่า 400,000 คน และในปีนี้เพียงไม่กี่เดือนมียอดทะลุ 80,000 คนแล้ว

แม้จะมีการรุกหนักด้านการรับสมัคร แต่นายเมดเวเดฟและทำเนียบรัสเซียยืนยันว่า นี่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการประกาศระดมพลทั่วไป และย้ำว่ารัสเซียไม่ได้ขาดแคลนกำลังพลตามที่ทางยูเครนกล่าวอ้าง

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าบริษัทหลายแห่งในภูมิภาคเรียซัน เริ่มได้รับ “โควตา” จากรัฐบาลในการส่งพนักงานเข้าร่วมกองทัพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัสเซียในการสรรหากำลังพลด้วยวิธีที่หลากหลายและแยบยลมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการประกาศเกณฑ์ทหารวงกว้างที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ.

ที่มา Reuters

มาเลเซียสั่งข้าราชการ “Work from Home” เริ่ม 15 เม.ย. รับมือวิกฤตพลังงานโลก

มาเลเซียสั่งข้าราชการ "Work from Home" เริ่ม 15 เม.ย. รับมือวิกฤตพลังงานโลก

2 เม.ย. 2569 13:09 น.

มาเลเซียสั่งข้าราชการ “Work from Home” เริ่ม 15 เม.ย. รับมือวิกฤตพลังงานโลก

นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ประกาศมาตรการด่วน ให้เจ้าหน้าที่รัฐและรัฐวิสาหกิจทำงานจากบ้านตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง หลังสงครามในตะวันออกกลางทำราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมสั่งหั่นโควตาน้ำมันอุดหนุนเหลือ 200 ลิตรต่อเดือน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย แถลงการณ์พิเศษเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ประกาศนโยบายให้พนักงานในสังกัดกระทรวง, หน่วยงานของรัฐ, องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ เริ่มปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย หรือ Work From Home ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนเป็นต้นไป เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานทั่วโลก

นายกฯ อันวาร์ ระบุว่ามาตรการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศ และสร้างความมั่นใจว่าพลังงานสำรองของชาติจะเพียงพอต่อการใช้งานอย่างยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้เขาได้ให้คำแนะนำแก่ภาคเอกชนให้พิจารณามาตรการทำงานระยะไกลเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายถึง 4 พันล้านริงกิต (ประมาณ 3.25 หมื่นล้านบาท) ต่อเดือนเพื่อพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับได้ในระยะยาว

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ตั้งแต่เหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลมาเลเซียจึงตัดสินใจปรับลดโควตาการอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วในราคาเพียง 1.99 ริงกิต (ประมาณ 16.18 บาท) ต่อลิตร พร้อมเตรียมปรับลดโควตาน้ำมันอุดหนุนจาก 300 ลิตร เหลือ 200 ลิตรต่อเดือน ขณะที่ราคาน้ำมันนอกระบบอุดหนุนจะอิงตามราคาตลาดโลก 

ด้านนายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยว่าเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทชั้นนำอย่าง Petronas และ Sapura Energy กำลังรอสัญญาณความปลอดภัยเพื่อเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่นายแอนโธนี ล็อก รัฐมนตรีคมนาคม แสดงความมั่นใจว่าอิหร่านจะอนุญาตให้เรือของมาเลเซียผ่านทางได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมพิเศษ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีต่อกัน

นายกฯ อันวาร์ ยังได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ที่อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันและลูกเรือชาวมาเลเซียเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย พร้อมทิ้งท้ายว่าจากการหารือกับผู้นำหลายประเทศรวมถึงประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ทุกฝ่ายประเมินว่าสถานการณ์วิกฤตนี้อาจรุนแรงขึ้นอีกก่อนจะเริ่มฟื้นตัว และอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้.

ที่มา AFP / Anadolu

ทางการสหรัฐฯ ปิดคดีปริศนา 51 ปี ยืนยันเหยื่อถูกสังหารโดยฆาตรต่อเนื่อง “เท็ด บันดี”

ทางการสหรัฐฯ ปิดคดีปริศนา 51 ปี ยืนยันเหยื่อถูกสังหารโดยฆาตรต่อเนื่อง "เท็ด บันดี"

2 เม.ย. 2569 12:21 น.

ทางการสหรัฐฯ ปิดคดีปริศนา 51 ปี ยืนยันเหยื่อถูกสังหารโดยฆาตรต่อเนื่อง “เท็ด บันดี”

ทางการรัฐยูทาห์ปิดคดีที่ยืดเยื้อมากว่า 51 ปี ได้อย่างเป็นทางการ หลังตรวจพิสูจน์ DNA ด้วยเทคโนโลยีใหม่จนสามารถระบุได้ว่าสาวที่ถูกฆาตกรรมคือเหยื่อของฆาตกรต่อเนื่องชื่อดัง “เท็ด บันดี” 

ลอร่า แอนน์ เอม วัย 17 ปี หายตัวไปหลังกลับจากงานปาร์ตี้ในคืนวันฮาโลวีนเมื่อปี 1974 ก่อนจะมีกลุ่มนักปีนเขาไปพบร่างของเธอในอีกหนึ่งเดือนต่อมาที่บริเวณหุบเขาอเมริกันฟอร์กแคนยอน 

โดยวานนี้ (1 เม.ย.) สำนักงานนายอำเภอยูทาห์เคาน์ตี้ได้แถลงว่า ผลการทดสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ครั้งใหม่สามารถยืนยันอย่างปราศจากข้อกังขาว่าหลักฐาน DNA ที่เก็บกู้ได้จากร่างของลอร่ามี DNA ของเท็ด บันดี อยู่จริง

ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1974 ถึงกุมภาพันธ์ 1978 เท็ด บันดี ได้สังหารผู้หญิงไปอย่างน้อย 30 ราย รวมทั้งยังมีส่วนพัวพันกับคดีฆาตกรรมอื่น ๆ อีกหลายคดีทั่วประเทศ แม้ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตที่รัฐฟลอริดาในปี 1989 เท็ด บันดีจะเคยสารภาพว่าเขาเป็นคนสังหารลอร่าเอง แต่เนื่องจากเขาไม่ยอมให้รายละเอียดหรือข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ทางหน่วยงานจึงยังไม่ตัดสินใจปิดคดีในตอนนั้น และเปิดคดีไว้จนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้อย่างไร้ข้อกังขาว่า เท็ด บันดี คือฆาตรตัวจริง

ไมค์ สมิธ นายอำเภอแห่งยูทาห์เคาน์ตี้ประกาศระหว่างการแถลงข่าวว่า “ขณะนี้คดีนี้ได้ปิดลงอย่างเป็นทางการแล้ว” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่าหาก เท็ด บันดี ยังมีชีวิตอยู่ อัยการจะยื่นเรื่องเพื่อขอให้มีการตัดสินลงโทษประหารชีวิตเขาอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เท็ด บันดี ถือเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา เขาเริ่มตระเวนก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องในแถบ Pacific Northwest หรือ ภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ก่อนจะย้ายไปก่อเหตุในโคโลราโด ยูทาห์ และฟลอริดา โดยในช่วงที่ลอร่าถูกฆาตกรรมนั้น เท็ด บันดีอาศัยอยู่ในเเมืองซอลต์เลกซิตีและกำลังศึกษาวิชากฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์

พฤติกรรมที่เท็ด บันดี ใช้ในการก่อเหตุคือเขามักจะเข้าหาผู้หญิงในที่สาธารณะและใช้ใบหน้าที่ดูดีสร้างความไว้ใจ และแสร้งทำเป็นว่าได้รับบาดเจ็บ เพื่อล่อลวงเหยื่อไปยังที่ลับตาคนก่อนจะลงมือสังหาร

เขาถูกจับกุมครั้งแรกในปี 1975 ในคดีลักพาตัวและถูกตัดสินจำคุก 15 ปี ทว่าในปี 1977 เขาหลบหนีออกจากคุกด้วยการกระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องสมุดของเรือนจำ แม้จะถูกจับกลับมาได้ใน 8 วันถัดมา แต่เขาก็หลบหนีออกมาได้อีกครั้งและก่อเหตุฆาตกรรมอีกหลายครั้งก่อนจะถูกจับกุมได้อีกครั้งในปี 1978.

ที่มา: BBC

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า “โดนัลด์ ทรัมป์”

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า "โดนัลด์ ทรัมป์"

2 เม.ย. 2569 11:03 น.

รวบชายควงดาบสู้ FBI หลังโพสต์เฟซบุ๊กขู่ฆ่า “โดนัลด์ ทรัมป์”

เอฟบีไอบุกรวบชายวัย 45 ปี หลังโพสต์ขู่สังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อเนื่องหลายครั้งบนโซเชียลมีเดีย เจ้าตัวควงดาบขัดขืนการจับกุมนานนับชั่วโมงก่อนยอมมอบตัว พบประวัติเคยถูกสอบสวนฐานขู่ยิงทรัมป์มาแล้วตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แถลงการจับกุม นายแอนดรูว์ เอเมอรัลด์ วัย 45 ปี ชาวรัฐแมสซาชูเซตส์ ในข้อหาส่งข้อความข่มขู่รวม 8 กระทง หลังจากที่เขาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหลายครั้งโดยมีเนื้อหาอาฆาตมาดร้ายและขู่เอาชีวิตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

จากเอกสารคำฟ้องของศาลรัฐบาลกลางระบุว่า ในช่วงปี 2025 นายเอเมอรัลด์ได้โพสต์ข้อความรุนแรงหลายรายการ ตัวอย่างเช่นในเดือนพฤษภาคม 2025 เขาโพสต์ว่า “ถ้าทรัมป์ยังไม่ตายและลงหลุมไปภายในปี 2026 ผมนี่แหละจะเป็นคนตามล่าและส่งเขาลงหลุมด้วยตัวเอง” นอกจากนี้ยังมีโพสต์ที่ขู่จะบุกเผารีสอร์ต “มาร์-อา-ลาโก” ในรัฐฟลอริดาให้ราบเป็นหน้ากลอง รวมถึงระบุว่าจะถือดาบคู่ใจบุกไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อสังหารทรัมป์และกลุ่มคนที่เขามองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายในประเทศ

ในวันที่เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ นำหมายค้นและหมายจับไปยังบ้านพักของเขา นายเอเมอรัลด์ปฏิเสธที่จะออกมามอบตัว และปรากฏตัวที่หน้าต่างพร้อมถือดาบเหล็กยาวกวัดแกว่งไปมา พร้อมตะโกนท้าทายให้เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมเขาเสีย

เหตุการณ์ตึงเครียดดำเนินไปครู่ใหญ่ จนกระทั่งนักเจรจาต่อรองในสภาวะวิกฤตและเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่สามารถเกลี้ยกล่อมจนเขายอมวางอาวุธและมอบตัวแต่โดยดี ซึ่งจากการตรวจค้นภายในบ้าน เจ้าหน้าที่พบดาบและของมีคมจำนวนมากตามที่เขาเคยโพสต์อวดอ้างไว้

จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายเอเมอรัลด์เคยถูกเจ้าหน้าที่สอบสวนมาแล้วในปี 2018 ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งวาระแรก กรณีต้องสงสัยว่าขู่จะยิงประธานาธิบดี

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเฝ้าระวังความปลอดภัยขั้นสูงสุด เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์พยายามลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บที่ใบหูระหว่างการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในข้อหาส่งข้อความข่มขู่ทั้ง 8 กระทง นายเอเมอรัลด์อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน ชายชาวรัฐเวอร์จิเนียรายหนึ่งก็เพิ่งถูกตัดสินจำคุกกว่า 2 ปีในข้อหาขู่ฆ่าประธานาธิบดีผ่านช่องทางออนไลน์เช่นเดียวกัน.

ที่มา Reuters

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

2 เม.ย. 2569 10:00 น.

ยกเลิกเตือนสึนามิ หลังแผ่นดินไหว 7.4 นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย เสียชีวิต 1 ราย

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกยกเลิกคำเตือนสึนามิแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4 ในทะเลโมลุกกะ ทางตะวันออกของอินโดนีเซียเมื่อเช้ามืดวันพฤหัสบดี ส่งผลให้เกิดคลื่นทะเลสูง 75 เซนติเมตร แรงสั่นสะเทือนทำอาคารถล่มทับชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย

 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) รายงานว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.4  โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ในทะเลโมลุกกะ ระหว่างหมู่เกาะซูลาเวสีและเกาะมาลุกุ ที่ระดับความลึกเพียง 35 กิโลเมตร เมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ (2 เม.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยในเมืองมานาโด จังหวัดซูลาเวสีเหนือ เปิดเผยว่า แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงทำให้อาคารหลังหนึ่งพังถล่มลงมาทับชาวบ้านเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาอีก 1 ราย

นายบูดิ นูร์เกียนโต ชาวเมืองเตอร์นาเต วัย 42 ปี เล่าถึงนาทีระทึกว่า “แผ่นดินไหวรุนแรงมาก ผมได้ยินเสียงผนังบ้านสั่นสะเทือนพอนึกได้ก็รีบวิ่งหนีออกมาดูข้างนอก เห็นเพื่อนบ้านพากันแตกตื่น บางคนวิ่งออกมาทั้งที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จด้วยซ้ำ” โดยระบุว่าแรงสั่นสะเทือนกินเวลานานกว่า 1 นาที

หลังเกิดเหตุ ศูนย์เตือนภัยสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิก (PTWC) ได้ประกาศเตือนภัยสึนามิในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลาง ครอบคลุมชายฝั่งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยคาดการณ์ว่าอาจมีคลื่นสูงถึง 1 เมตร

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิฟิสิกส์ และธรณีวิทยาของอินโดนีเซีย (BMKG) ระบุว่าตรวจพบคลื่นสึนามิขนาดเล็กจริง โดยมีความสูงประมาณ 75 เซนติเมตรที่เขตมินาฮาซาเหนือ และ 20-30 เซนติเมตรในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งถือว่าไม่เป็นอันตรายรุนแรง ทำให้ PTWC ตัดสินใจยกเลิกคำเตือนในอีก 2 ชั่วโมงต่อมาเนื่องจากประเมินว่าภัยคุกคามได้ผ่านพ้นไปแล้ว

นายเตกู ไฟซอล ฟาธานี หัวหน้าหน่วย BMKG แถลงข่าวในกรุงจาการ์ตาว่า หลังจากแผ่นดินไหวหลัก ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกอย่างน้อย 11 ครั้ง โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดวัดขนาดได้ 5.5 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์รายงานว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยและไม่มีการออกประกาศเตือนภัยร้ายแรง

อินโดนีเซียตั้งอยู่บนบริเวณที่เรียกว่า “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นจุดที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกัน ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง โดยย้อนกลับไปในปี 2004 เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1 ที่จังหวัดอาเจะห์ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมสึนามิครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 170,000 คน.

ที่มา AFP

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

2 เม.ย. 2569 09:08 น.

ทรัมป์แถลงครบ 1 เดือนสงครามอิหร่าน ประกาศชัยชนะ-ทำลายศักยภาพนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงครบรอบ 1 เดือนของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ “Epic Fury” ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอล เผยกองทัพอิหร่านล่มสลายทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ พร้อมย้ำสหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้ระบอบเผด็จการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ความยาว 19 นาที เพื่อสรุปสถานการณ์หลังผ่านพ้นไป 1 เดือนนับตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติการ “Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีทางทหารขนานใหญ่ต่อประเทศอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่านี่คือชัยชนะที่ “เด็ดขาดและท่วมท้น” อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

ทรัมป์ได้ประกาศความคืบหน้าสำคัญว่า ขณะนี้กองทัพเรือของอิหร่านถูกทำลายจนหมดสิ้น กองทัพอากาศเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบรรดาผู้นำรวมถึงโครงสร้างการควบคุมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กำลังถูกกวาดล้าง

ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์สงครามที่ศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบและสูญเสียมหาศาลขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์” 

เขายังได้ย้อนความถึงการสังหารพลตรีคาเซ็ม สุเลมานี ในวาระแรกของเขา และกล่าวถึงปฏิบัติการ “Midnight Hammer” เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ได้ทำลายล้างแหล่งผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบที่เขาเรียกว่า “อันธพาลและฆาตกร” เข้าถึงอาวุธทำลายล้างสูง

นอกเหนือจากประเด็นอิหร่าน ทรัมป์ยังได้ขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการที่รวดเร็วในการควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา โดยระบุว่าขณะนี้สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้กลายเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” ต่อกัน ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ส่งข้อความถึงประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิงเนื่องจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ โดยบอกให้ประเทศเหล่านั้น “รวบรวมความกล้า” และส่งกองกำลังไปปกป้องเส้นทางเดินเรือด้วยตนเอง หรือหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน

ทรัมป์ได้กล่าวไว้อาลัยแก่ทหารอเมริกัน 13 นายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ โดยระบุว่าเขาได้เดินทางไปรับร่างที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ และให้คำมั่นว่าจะสานต่อภารกิจให้สำเร็จเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิต

ในช่วงท้าย ทรัมป์เน้นย้ำว่าสงครามที่ดำเนินมาเพียง 32 วันนี้ คือ “การลงทุนที่แท้จริง” สำหรับอนาคตของลูกหลานชาวอเมริกัน เพื่อให้โลกหลุดพ้นจากการข่มขู่ด้วยนิวเคลียร์และการรุกรานจากอิหร่าน พร้อมทิ้งท้ายว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง “สหรัฐอเมริกาจะปลอดภัย แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา”.

ที่มา BBC