“อู่ฮั่น” โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

"อู่ฮั่น" โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

2 เม.ย. 2569 08:33 น.

“อู่ฮั่น” โกลาหล แท็กซี่ไร้คนขับหยุดทำงานพร้อมกันนับร้อยคัน (คลิป)

เกิดเหตุโกลาหลในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อรถแท็กซี่ไร้คนขับจำนวนนับร้อยคันเกิดหยุดทำงานกะทันหันกลางท้องถนน ส่งผลให้การจราจรเป็นอัมพาตและจุดชนวนการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของเทคโนโลยีไร้คนขับอีกครั้ง ด้านตำรวจระบุเกิดจากระบบขัดข้อง

รถแท็กซี่ไร้คนขับ (Robotaxi) จำนวนมากหยุดชะงักอยู่กลางถนนในเมืองอู่ฮั่น เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าเกิดจาก “ระบบทำงานผิดปกติ” ส่งผลให้รถยนต์จำนวนนับร้อยคันไม่สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้

ภาพเหตุการณ์ที่ถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นสภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก โดยมีวิดีโอตัวหนึ่งแสดงภาพที่ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุรถชนบนทางหลวงอันเนื่องมาจากเหตุระบบขัดข้อง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ายังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้โดยสารที่อยู่ในรถขณะเกิดเหตุสามารถออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย

ปัจจุบันทางบริษัท Baidu (ไป่ตู้) ผู้ให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับภายใต้แบรนด์ Apollo Go ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ตำรวจระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุที่แน่ชัดเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้แก่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไร้คนขับทั่วโลก เนื่องจากไป่ตู้มีแผนที่จะขยายบริการ Apollo Go ไปยังต่างประเทศ โดยเมื่อปลายปี 2025 ที่ผ่านมาเพิ่งประกาศความร่วมมือกับ Uber และ Lyft เพื่อเตรียมทดสอบรถรุ่นดังกล่าวบนถนนในสหราชอาณาจักรภายในปี 2026 นี้

ศาสตราจารย์ แจ็ค สติลโก จาก University College London (UCL) ให้ความเห็นว่า แม้เทคโนโลยีไร้คนขับอาจจะมีความปลอดภัยมากกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ย แต่เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ระบบยังคงสามารถผิดพลาดในรูปแบบใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน” และสังคมจำเป็นต้องทำความเข้าใจความเสี่ยงประเภทใหม่นี้ให้ดีก่อนที่จะใช้งานอย่างแพร่หลาย

ย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายครั้ง โดยเมื่อธันวาคม 2025 เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในซานฟรานซิสโก ส่งผลให้รถแท็กซี่ Waymo หยุดทำงานพร้อมกันจนเกิดรถติดทั่วเมือง ส่วนในสิงหาคม 2025 รถแท็กซี่ Apollo Go ในเมืองฉงชิ่ง ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในบ่อเขตก่อสร้างขณะที่มีผู้โดยสารอยู่ภายในรถ

เหตุการณ์ที่อู่ฮั่นครั้งนี้จึงเป็นเครื่องตอกย้ำว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่เสถียรภาพของระบบและการควบคุมความเสี่ยงในวงกว้างยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้พัฒนาต้องเร่งแก้ไข.

ที่มา BBC

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน “ทรัมป์” ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน "ทรัมป์" ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

2 เม.ย. 2569 08:12 น.

ศาลฎีกาสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเมิน “ทรัมป์” ยกเลิกสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิด

ศาลฎีกาสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามจำกัดสิทธิการให้สัญชาติโดยกำเนิดแก่เด็กที่เกิดในสหรัฐฯ (Birthright Citizenship) ชี้อาจเป็นการทำลายบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีมานานกว่าศตวรรษ ขณะที่ทรัมป์ร่วมฟังคำแถลงด้วยตนเอง หวังผลักดันนโยบายสกัดผู้อพยพขั้นเด็ดขาด

คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ดำเนินการพิจารณาคำแถลงในคดีที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อยกเลิกการมอบสัญชาติอเมริกันโดยอัตโนมัติให้แก่บุตรของผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารและผู้มาเยือนชั่วคราว

จากการซักถามกว่า 2 ชั่วโมง ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่คล้อยตามข้อโต้แย้งของรัฐบาล โดยเฉพาะนายจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นเสียงชี้ขาดคนสำคัญ ได้ตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีในการตัดสิทธิเด็กกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ออกจากสัญชาติสหรัฐฯ

ขณะที่ เอเลนา เคแกน ผู้พิพากษาฝ่ายเสรีนิยม ระบุว่ารัฐบาลกำลังพยายามล้มล้างประเพณีทางกฎหมายที่สืบทอดมาตั้งแต่กฎหมายจารีตประเพณีของอังกฤษ และถูกรับรองไว้ในบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 14 อย่างชัดเจน

ฝั่งตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ อ้างว่าบทบัญญัติที่ระบุว่าผู้ที่เกิดในสหรัฐฯ และ “อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาล” จะได้รับสัญชาตินั้นควรหมายถึงผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสหรัฐฯ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงบุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายที่ยังมีความผูกพันกับประเทศบ้านเกิด

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านและผู้พิพากษาหลายท่านได้ยกคำวินิจฉัยประวัติศาสตร์คดี “United States v. Wong Kim Ark” ปี 1898 ซึ่งเคยรับรองสิทธิสัญชาติให้แก่บุตรของชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ ขึ้นมาโต้แย้ง ซึ่งหากศาลยึดตามบรรทัดฐานเดิม ทรัมป์ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในคดีนี้

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วยตนเองถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และถูกมองว่าเป็นความพยายามในการกดดันศาลในคดีที่มีเดิมพันสูงต่อคะแนนนิยมและนโยบายหลักของเขา โดยหลังจบการพิจารณา ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความโจมตีระบบปัจจุบันอย่างรุนแรงว่า “สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในโลกที่โง่พอจะยอมให้มีสิทธิสัญชาติโดยกำเนิด” ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่า ศาลอาจเลือกวินิจฉัยในกรอบที่แคบลง โดยมุ่งเน้นไปที่กฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรสเมื่อปี 1952 แทนการตีความรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญในวงกว้าง

หากทรัมป์แพ้คดีนี้ จะถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งที่สองติดต่อกันในศาลฎีกา ต่อจากกรณีการถูกระงับนโยบายกำแพงภาษี และจะเป็นการสกัดกั้นความพยายามขยายอำนาจฝ่ายบริหารของเขาอย่างมีนัยสำคัญ โดยศาลคาดว่าจะออกคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้.

ที่มา BBC

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

2 เม.ย. 2569 07:17 น.

แผ่นดินไหว 7.4 เขย่าอินโดนีเซีย เตือนภัยสึนามิ

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดแมกนิจูด 7.4 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และมีการประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิในบางพื้นที่

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06:48 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณทะเลโมลุกกะ ใกล้กับใจกลางหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นวัดขนาดได้ถึงแมกนิจูด 7.8 ก่อนที่ USGS จะปรับลดระดับลงเหลือ 7.4

จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองเตอร์นาเต ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กแต่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 205,000 คน ประมาณ 120 กิโลเมตร

ทีมค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่รายงานว่า พบหญิงชราวัย 70 ปีเสียชีวิตหลังจากถูกเศษซากอาคารพังถล่มทับ โดยผู้เสียชีวิตเป็นชาวเขตมินาฮาซา (Minahasa) ในจังหวัดซูลาเวซีเหนือ

ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกซึ่งตั้งอยู่บนเกาะฮาวายประกาศเตือนว่า “มีความเป็นไปได้” ที่จะเกิดคลื่นยักษ์ภายในรัศมี 1,000 กิโลเมตรจากจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว ตามแนวชายฝั่งของประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ออกเดินทางแล้ว “อาร์เทมิส 2” พามนุษย์วนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ออกเดินทางแล้ว “อาร์เทมิส 2” พามนุษย์วนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

2 เม.ย. 2569 05:38 น.

ออกเดินทางแล้ว “อาร์เทมิส 2” พามนุษย์วนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ออกเดินทางจากโลกแล้ว เพื่อพานักบินอวกาศไปวนรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ปูทางสู่ภารกิจถัดไปคือการส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

จรวด เอสแอลเอส (SLS) ของนาซา (NASA) ถูกส่งออกจากแท่นปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี บริเวณแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา แล้ว ในเวลา 18.24 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อพายานอวกาศ “โอริออน” (Orion) กับลูกเรือของภารกิจ “อาร์เทมิส 2” (Artemis II) ทั้ง 4 คน ไปวนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

นักบินอวกาศทั้ง 4 คนประกอบด้วยนักบินของนาซา 3 คนได้แก่ รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์ และ คริสตินา ค็อก ส่วนอีกคนคือ เจเรมี แฮนเซน จากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA)

เป้าหมายหลักของภารกิจ “อาร์เทมิส 2” นี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน คือการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของยาน Orion ก่อนที่จะเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 3” ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะเป็นการนำนักบินอวกาศกลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง

สำหรับลำดับขั้นตอนของภารกิจ หลังจากจรวดเอสแอลเอสทะยานขึ้นแล้ว จรวดจะทำการสลัดถังเชื้อเพลิงเสริม (Boosters) ออก จากนั้นยานโอริออนและส่วนขับเคลื่อนส่วนบน หรือ Interim Cryogenic Propulsion Stage (ICPS) จะแยกตัวออกจากจรวดแกนหลักและเดินทางต่อในวงโคจรโลก

ในขณะโคจรรอบโลก ยานโอริออนจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดควบคุมด้วยตนเอง เพื่อให้ลูกเรือทดสอบการบังคับทิศทางและการควบคุมเส้นทางการบิน นอกจากนี้จะมีการทดสอบระบบ GPS และระบบสื่อสารในห้วงอวกาศลึกด้วย

ต่อมา หากทุกอย่างทำงานได้ปกติ ยานโอริออนจะจุดระเบิดเพื่อสร้างแรงผลักมหาศาลในการหลุดออกจากวงโคจรของโลกและมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ โดยการเดินทางจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน เพื่อไปถึงด้านไกลของดวงจันทร์ โดยยานจะบินวนรอบดวงจันทร์ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 370,000 กม.

จากนั้นนักบินอวกาศจะทำการทดสอบระบบป้องกันรังสี รวมถึงขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินต่างๆ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ยานโอริออนจะมุ่งหน้ากลับสู่โลก ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีก 4 วัน ก่อนจะลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก

หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ภารกิจ “อาร์เทมิส 3” อาจเกิดขึ้นได้ในปี 2570 (หากยานลงจอดพร้อมใช้งาน) โดยในครั้งนี้ NASA ต้องการกลับไปที่ดวงจันทร์เพื่อสร้างฐานที่มั่นอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างฐานปฏิบัติการบนพื้นผิวดวงจันทร์และสถานีอวกาศในวงโคจร ซึ่ง NASA หวังว่าจะบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้ก่อนประเทศจีนที่ตั้งเป้าจะส่งนักบินอวกาศไปที่นั่นภายในปี 2573

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

2 เม.ย. 2569 04:47 น.

สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มเมืองหลวงอิหร่าน ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดเจ็บสาหัส

สื่อของอิหร่านเผยว่า สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีในกรุงเตหะรานรอบใหม่ ส่งผลให้ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุดได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต

สำนักข่าว Mehr ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานเมื่อวันพุธ (1 เม.ย. 2569) ว่า คามาล คาราซี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในกรุงเตหะราน หลังเจ้าตัวออกมาเตือนว่า สงครามอาจยืดเยื้อ

“ในการทิ้งระเบิดบ้านเรือนประชาชนในกรุงเตหะรานโดยศัตรูอเมริกัน-ไซออนิสต์ในวันนี้ ดร. คามาล คาราซี ได้รับบาดเจ็บ” สำนักข่าว Mehr ระบุในรายงาน โดยที่ฝ่ายสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับรายงานนี้

ทางด้าน Nour News ซึ่งเป็นสื่อที่มีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคงของอิหร่าน ระบุว่าภรรยาของนายคาราซีเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว พร้อมระบุว่าตัวที่ปรึกษาได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อรับการรักษาเป็นการด่วน

นายเฟรเดอริก ไพลท์เกน ผู้สื่อข่าวของ CNN เคยสัมภาษณ์นายคาราซีที่กรุงเตหะรานเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในการสนทนาพิเศษที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิหร่านตามกฎระเบียบในท้องถิ่น

ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น นายคาราซีบอกกับ CNN ว่า เขาเชื่อว่าอิหร่านสามารถประคองความขัดแย้งนี้ต่อไปได้เป็นระยะเวลานาน และกล่าวว่าเขาไม่เห็นหนทางสำหรับการทูต

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เครื่องบินทหารรัสเซียตกในไครเมีย ดับ 29 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

เครื่องบินทหารรัสเซียตกในไครเมีย ดับ 29 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

2 เม.ย. 2569 03:49 น.

เครื่องบินทหารรัสเซียตกในไครเมีย ดับ 29 ศพ คาดขัดข้องทางเทคนิค

เครื่องบินของกองทัพรัสเซียตกในแคว้นไครเมีย ที่ยึดมาจากยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 29 ศพ โดยสาเหตุคาดว่าเกิดจากการขัดข้องทางเทคนิค เพราะไม่มีร่องรอยถูกโจมตี

กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยว่า เครื่องบินรุ่น An-26 ของกองทัพ ตกในคาบสมุทรไครเมีย ที่รัสเซียควบรวมมาจากยูเครน โดยซากเครื่องบินถูกพบเมื่อวันอังคาร (31 มี.ค. 2569) หลังจากขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระหว่างการ “บินตามภารกิจปกติ” ส่งผลให้ผู้อยู่บนเครื่องเสียชีวิตทั้งหมด 29 ศพ

ทางการรัสเซียระบุว่าสาเหตุเกิดจาก “ความขัดข้องทางเทคนิค” และรายงานว่าไม่พบร่องรอยความเสียหายจากภายนอกตัวเครื่อง ซึ่งเป็นการสื่อโดยนัยว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากขีปนาวุธ โดรน หรือฝูงนก

บนเครื่องบินลำนี้มีลูกเรือ 7 นาย และผู้โดยสาร 23 คน ขณะที่บินอยู่เหนือคาบสมุทรไครเมียของยูเครน โดยยังไม่มีการเปิดเผยชะตากรรมของผู้ที่อยู่บนเครื่องอีกคนแต่อย่างใด

คณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียยืนยันข่าวการตกของเครื่องบิน และระบุว่าได้เริ่มกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดความปลอดภัยในการบินแล้ว

ทั้งนี้ An-26 เป็นเครื่องบินยุคโซเวียตที่ใช้ในภารกิจทางทหารเป็นหลัก เพื่อขนส่งสินค้าหนักและผู้โดยสารจำนวนไม่มากในระยะทางใกล้ถึงปานกลาง โดยผลิตโดยบริษัทอุตสาหกรรมการบิน Antonov ของยูเครน

เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้งานมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 และเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2563 เครื่อง An-26 ของยูเครนตกที่เมืองคาร์คีฟ คร่าชีวิตผู้คน 26 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร

ในปี 2564 เครื่องตกในพื้นที่ตะวันออกไกลของรัสเซีย มีผู้เสียชีวิต 28 ราย และในปี 2565 เครื่องตกในภูมิภาคซาโปริซเซียของยูเครน มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

การสู้รบระหว่างกองกำลังยูเครนและรัสเซียในไครเมียยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อ 4 ปีก่อน โดยรัสเซียมุ่งเน้นโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน จนเกิดไฟดับเป็นวงกว้าง ขณะที่ยูเครนตอบโต้ด้วยการโจมตีไปที่โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปธน.อิหร่านตั้งคำถาม ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?

ปธน.อิหร่านตั้งคำถาม ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?

2 เม.ย. 2569 02:54 น.

ปธน.อิหร่านตั้งคำถาม ทำสงครามกับอิหร่าน ชาวอเมริกันได้อะไร?

ประธานาธิบดีของอิหร่านเผยแพร่จดหมายถามชาวอเมริกัน ว่าการทำสงครามกับอิหร่าน เป็นการทำเพื่อสหรัฐฯ ตามนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” จริงหรือ? พร้อมย้ำว่าอิหร่านไม่เคยต้องการสงคราม

เมื่อ 1 เม.ย. 2569 ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ได้เผยแพร่จดหมายที่ส่งถึงประชาชนชาวอเมริกัน โดยตั้งคำถามว่านโยบาย “America First” (อเมริกาต้องมาก่อน) นั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญที่สุดจริงหรือ? และว่าสงครามกับอิหร่านไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ พร้อมกระตุ้นให้ชาวอเมริกัน “มองให้ไกลกว่าวาทกรรมทางการเมือง” และทบทวนมุมมองที่มีต่อประเทศของเขาเสียใหม่

“ผลประโยชน์ข้อไหนของชาวอเมริกันที่ได้รับตอบแทนอย่างแท้จริงจากสงครามครั้งนี้? มีภัยคุกคามที่เป็นรูปธรรมใดๆ จากอิหร่านที่เพียงพอจะใช้เป็นข้ออ้างในพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่?” ประธานาธิบดีตั้งคำถาม “นโยบาย “America First” เป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในวันนี้จริงหรือ?”

เขากล่าวต่อไปว่า การรับรู้ว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามนั้นคือ “ผลผลิตจากความต้องการส่วนตัวทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้มีอำนาจ” และการกระทำของเตหะรานที่ผ่านมาล้วนเป็นการ “ป้องกันตนเองโดยชอบธรรม” มากกว่าจะเป็นการเริ่มสงคราม

เขายังระบุด้วยว่าความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นั้นถูกเข้าใจผิด โดยยืนยันว่าอิหร่าน “ไม่เคยเลือกเส้นทางของการรุกราน การขยายอำนาจ การล่าอาณานิคม หรือการครอบงำ และไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสงครามก่อนเลยในประวัติศาสตร์สมัยใหม่”

จดหมายฉบับนี้ถูกเผยแพร่ออกมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะแถลงการณ์ต่อประชาชนชาวอเมริกันทั่วประเทศ ในเรื่องสงครามกับอิหร่าน

“ประชาชนชาวอิหร่านไม่ได้มีความเป็นศัตรูต่อชาติอื่น รวมถึงประชาชนในอเมริกา ยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน” เปเซชเคียนเขียนในจดหมาย และย้ำทิ้งท้ายว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งชาวอิหร่านเองและผู้คนที่อยู่นอกเหนือพรมแดนของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กัมพูชาส่งตัว “หลี่ สง” แกนนำแก๊งหลอกลวงออนไลน์ไปดำเนินคดีที่จีน

กัมพูชาส่งตัว “หลี่ สง” แกนนำแก๊งหลอกลวงออนไลน์ไปดำเนินคดีที่จีน

2 เม.ย. 2569 00:55 น.

กัมพูชาส่งตัว “หลี่ สง” แกนนำแก๊งหลอกลวงออนไลน์ไปดำเนินคดีที่จีน

กัมพูชาส่งตัว “หลี่ สง” หนึ่งในแกนนำแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ภายใต้การนำของ เฉิน จื้อ ไปดำเนินคดีที่จีนแล้ว ในข้อหาฟอกเงินและฉ้อโกงหลายกระทง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 เม.ย. 2569 ว่า นาย หลี่ สง (Li Xiong) อดีตผู้บริหารบริษัทให้บริการทางการเงิน ซึ่งถูกสหรัฐอเมริกาแจ้งข้อหาฟอกเงินอย่างผิดกฎหมายให้แก่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ในเกาหลีเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากกัมพูชาไปยังประเทศจีนแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีน เผยแพร่ภาพของนายหลี่ สง วัย 41 ปี อดีตประธานของบริษัท ฮุยวัน กรุ๊ป (Huione Group) ในสภาพถูกโกนศีรษะและสวมกุญแจมือ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนควบคุมตัวลงจากเครื่องบินของสายการบิน ไชน่า เซาเทิร์น

กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ระบุเมื่อปีที่แล้วว่า Huione Group ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงพนมเปญ ทำหน้าที่เป็น “จุดเชื่อมต่อสำคัญในการฟอกเงินที่ได้มาจากการโจรกรรมทางไซเบอร์” ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ รวมถึงฟอกเงินให้กับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำเงินจากการหลอกลวงให้ลงทุนเงินคริปโต

เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า Huione Group ซึ่งเป็นเจ้าของหลายบริษัทที่ให้บริการอีคอมเมิร์ซ การชำระเงิน และการแลกเปลี่ยนเงินตราดิจิทัล ได้รับเงินที่ได้มาโดยมิชอบมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568

สำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนระบุว่า นายหลี่เป็นบุคคลสำคัญของ “ขบวนการฉ้อโกงและการพนันข้ามชาติรายใหญ่” โดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน

“จากการสืบสวนพบว่า หลี่ สง อดีตประธานของ Huione Group ภายใต้เครือ Prince Group ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมหลายกระทง” กระทรวงความมั่นคงสาธารณะระบุในแถลงการณ์

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางการกัมพูชาส่งตัว เฉิน จื้อ (Chen Zhi) ผู้ก่อตั้ง Prince Group ไปดำเนินคดีที่จีนในฐานผู้ร้ายข้ามแดน ไม่กี่เดือนหลังจากที่กลุ่มบริษัทในกัมพูชาของเขาถูกรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรคว่ำบาตร จากข้อกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงทางออนไลน์

ทั้งนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทางการจีนระบุว่า นายหลี่แห่ง Huione เป็น “สมาชิกหลักของแก๊งอาชญากรภายใต้การนำของ เฉิน จื้อ” ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า นายหลี่ถูกจับกุมในกัมพูชาและถูกเนรเทศตามคำขอของทางการจีน หลังจากมีการสืบสวนร่วมกันนานหลายเดือน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถพาสหรัฐฯ ออกจาก NATO ได้หรือไม่?

โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถพาสหรัฐฯ ออกจาก NATO ได้หรือไม่?

1 เม.ย. 2569 23:53 น.

โดนัลด์ ทรัมป์ สามารถพาสหรัฐฯ ออกจาก NATO ได้หรือไม่?

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขากำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะพาสหรัฐฯ ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก NATO หลังผิดหวังที่ไม่ช่วยรบกับอิหร่าน แต่เขามีอำนาจทำตามที่พูดหรือไม่?

สำนักข่าว CNN รายงานว่า นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของสงครามกับอิหร่านเมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ชาติสมาชิกขององค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) หลายต่อหลายครั้ง และในการให้สัมภาษณ์ 2 ครั้งล่าสุด เขากล่าวว่า จะพิจารณาถอนอเมริกาออกจากองค์กรดังกล่าว

แม้ทรัมป์จะกล่าวอ้างว่าเขาสามารถถอนประเทศออกจากพันธมิตรได้ แต่กฎหมายที่ผ่านโดยสภาคองเกรสในปี 2566 ระบุว่า “ประธานาธิบดีจะต้องไม่ระงับ ยุติ บอกเลิก หรือถอนสหรัฐอเมริกาออกจากสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ” เว้นแต่จะดำเนินการ “โดยได้รับคำแนะนำและความยินยอมจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม หรือเป็นไปตามกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรส”

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “This Week” ของสถานีโทรทัศน์ ABC เมื่อเดือนมีนาคม สว. ทอม ทิลลิส สมาชิกระดับสูงจากพรรครีพับลิกันในคณะผู้สังเกตการณ์ NATO ของวุฒิสภา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นความจริงตามข้อเท็จจริง” ที่ทรัมป์จะสามารถถอนสหรัฐฯ จาก NATO ได้โดยปราศจากสภาคองเกรส

“ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาไม่สามารถถอนตัวจาก NATO ได้ แต่เมื่อพูดแบบนั้นแล้ว ประธานาธิบดีก็สามารถ ‘วางยา’ (ทำลายความสัมพันธ์) หรือทำให้องค์กรหยุดชะงักในทางปฏิบัติได้หากเขาต้องการ” นายทิลลิสกล่าว โดยเขากล่าวปกป้องพันธมิตร NATO หลังทรัมป์ตราหน้าพวกเขาว่าเป็น “พวกขี้ขลาด” ที่ไม่ยอมช่วยเหลือสหรัฐฯ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ความเห็นทางกฎหมายในปี 2563 จากสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย (OLC) ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือสนธิสัญญาต่างๆ

ขณะที่ข้อมูลจากรายงานของหน่วยบริการวิจัยแห่งสภาคองเกรส (CRS) ระบุว่า การถอนสหรัฐฯ ออกจาก NATO เพียงฝ่ายเดียวในท้ายที่สุดอาจต้องขึ้นอยู่กับการตีความและวิเคราะห์ของศาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิหร่านสวนทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอหยุดยิง ชี้คำพูดไม่น่าเชื่อถือ

อิหร่านสวนทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอหยุดยิง ชี้คำพูดไม่น่าเชื่อถือ

1 เม.ย. 2569 23:00 น.

อิหร่านสวนทรัมป์ ลั่นไม่ได้ขอหยุดยิง ชี้คำพูดไม่น่าเชื่อถือ

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านออกมาปฏิเสธคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่า ประธานาธิบดีอิหร่านเรียกร้องขอการหยุดยิงจากสหรัฐฯ ขณะเจ้าหน้าที่อีกนายบอกว่า คำพูดของทรัมป์ไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อ 1 เม.ย. 2569 นายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า ประธานาธิบดีของอิหร่านกำลังเรียกร้องการหยุดยิงจากสหรัฐฯ

นายบาเกอีให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera โดยระบุว่าแถลงการณ์ของทรัมป์นั้นไม่เป็นความจริง

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Truth Social ว่า ประธานาธิบดีอิหร่านได้ร้องขอการหยุดยิงต่อสหรัฐอเมริกา และเขาจะพิจารณาคำขอดังกล่าวก็ต่อเมื่ออิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเท่านั้น และจนกว่าจะถึงเวลานั้น สหรัฐฯ จะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านผู้ไม่ประสงค์ออกนาม พยายามลดทอนความสำคัญของการแถลงสดของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประชาชน เกี่ยวกับสงครามอิหร่าน ซึ่งกำลังจะมาถึงในคืนวันพุธ (เช้าวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย) โดยบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า คำพูดของผู้นำสหรัฐฯ ไม่ใช่สิ่งที่เชื่อถือได้

“ลักษณะนิสัยแบบนี้สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่ไม่มั่นคงและพิลึกพิลั่น” เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุกับ CNN

ความเห็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าทรัมป์จะประกาศอะไร ในสิ่งที่ทำเนียบขาวเรียกว่าเป็น “การอัปเดต” สถานการณ์สงครามในอิหร่าน ซึ่งมีกำหนดการแถลงในเวลา 21.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) ของวันพุธ หรือประมาณ 8.00 น. วันที่ 2 เม.ย.ตามเวลาไทย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn