บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ ร้องเพลงชาติบนปราสาทหิน แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก

            ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ มีดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า ประจำจุดสัตตะโสม กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 เสียชีวิตที่ฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น เขาสัตตะโสม จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี เสียชีวิตเพราะถูกระเบิด ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนที่บาดเจ็บ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 เสียชีวิตจากจรวดหลายลำกล้อง บีเอ็ม 21 ที่ปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568  

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ  ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ  กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือจากทหารกัมพูชา  ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก  (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์  เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหารแม๊ก) สังกัด ร.13 ร้อย ค.หนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม เสียชีวิตบริเวณชายแดน อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอเมือง จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสู้รบที่แนวพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนกล สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8022) สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร) ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิต ที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ค่ายบดินทรเดชา) จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568  วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง  อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี  เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม เสียชีวิตจากอาวุธสงครามจากฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.): ชาวพยัฆภูมิพิสัย  มหาสารคาม (จ่าดูไบ)สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม  ทูตสันติภาพผู้เสียสละ เสียชีวิตจากการถูกปาระเบิดสังหารใส่ ขณะพยายามเจรจายุติความขัดแย้งในเขตผ่อนปรน จ.บุรีรัมย์  เมื่อวันที่ 15 ธค.2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1  กรมทหารราบที่ 2 ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.): ชาวตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์  สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์  วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน ที่เนิน 350 ปราสาทตาควาย   (20 ธค 68)

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.):สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์  ชาวนครนายก/สมุทรสาคร อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี เสียชีวิตในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พันโท จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.): ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.): จ่าคิว อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดจากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.): ชาวตำบลสมสะอาด อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  นายสิบพยาบาล กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้า ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ผู้นำทางสู่สันติภาพ เสียชีวิตจากกับระเบิดเก่าขณะนำคณะปักปันเขตแดนเดินเท้าเข้าพื้นที่เสี่ยง ( 22 ธค. 68)

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง(จ.ส.อ.) ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร)ชาวอำเภอภูสิงห์  ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร  สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ปราสาทตาควาย ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ห

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์  สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ทหารกล้าชาว ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6) กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถึโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า (พล ทหาร): ชาว อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสุแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส สังกัดกองพันจู่โจม เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่บ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวอำเภอขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก  จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมืองอำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธิ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

             ขอเทิดทูนวีรกรรมของทหารไทยทั้ง 42 ท่าน ที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทยไว้ด้วยชีวิต

               การสละชีพเพื่อชาติของ 42 นักรบไทยนี้ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ข้อ 6 เรื่อง การทำความดีด้วยการอุทิศ (ปัตติทานมัย) คือ การแบ่งปันสิ่งของ เงินทอง สละสุขส่วนตัว สละชีพเพื่อชาติ แบ่งปันผลบุญ  ผลงาน ความดีที่เราทำให้แก่ผู้อื่น ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และล่วงลับไปแล้ว และทำความดีตามกฎของลูกเสือข้อ 2 มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และซี่อตรงต่อผู้มีพระคุณ

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ :

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.46 น.

          ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีนกน้อยที่มีขนสีน้ำตาลอ่อนและเสียงร้องไพเราะ แม้จะตัวเล็ก แต่มีใจกล้าหาญและใจดี

          วันหนึ่ง ขณะที่นกน้อยกำลังหาอาหารอยู่ตามปกติ มันก็พบเมล็ดข้าวเปลือกกองหนึ่งแวววาวระยิบระยับราวกับมีแสงทอง เมล็ดข้าวนี้ไม่เหมือนเมล็ดธรรมดา เพราะเมื่อนกน้อยจิกกิน มันก็รู้สึกอิ่มท้องอย่างมหัศจรรย์ และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น เมล็ดข้าวเม็ดนั้นได้งอกออกมาเป็นต้นข้าวทันทีที่ตกลงบนพื้นดิน และให้ผลเป็นเมล็ดข้าวอีกมากมาย

          นกน้อยดีใจมาก แต่ไม่ได้คิดเก็บสมบัติไว้ตามลำพัง เขานึกถึงเพื่อนๆ ในป่าที่บางครั้งก็หาอาหารยาก จึงบินไปบอกกระรอกน้อย กระต่ายป่า กวาง และสัตว์ทั้งป่า

         “มาเถอะเพื่อนๆ ฉันพบข้าวเปลือกวิเศษที่เราสามารถปลูกและแบ่งปันกันได้” นกน้อยร้องเรียกด้วยความดีใจ

          สัตว์ป่าทุกตัวช่วยกันปลูกและดูแลต้นข้าววิเศษ ไม่นานนัก ป่าแห่งนี้กลายเป็นท้องทุ่งข้าวอุดมสมบูรณ์ สัตว์ทุกตัวมีอาหารเพียงพอ ไม่มีใครหิวโหยอีกต่อไป

          เพราะความใจดีและความเอื้อเฟื้อของนกน้อย สัตว์ทั้งป่าจึงยกย่องให้เป็น “ราชานกผู้ใจกว้าง” ไม่ใช่เพราะมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่เพราะมีหัวใจที่พร้อมแบ่งปันและทำให้ทุกชีวิตมีความสุขไปด้วยกัน

          การกระทำของนกน้อย เป็นการทำความดีโดยการแบ่งปันไปให้ผู้อื่น ซึ่งตรงกับปัตติทานมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ และ กฎลูกเสือข้อ 6  ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์

          เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียโบราณ อายุ 700 ปี ของ รูมิ เรื่อง ข้าววิเศษ The Magic Grain of Rice

    เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

 This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

            ในโลกยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ชื่อของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ไม่ใช่เพียงศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลก แต่เธอคือ พลังอ่อนโยน “Soft Power” ที่มีชีวิต    ทุกย่างก้าวของเธอคือเป็นปรากฏการณ์ “หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง”
            “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา และการตามรอย “ทะเลบัวแดง” ที่อุดรธานี ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ด้วยพลังของบุคคลเพียงคนเดียว
             ที่ ร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ลิซ่าได้รับมอบ “พัดจักสาน” เล่มหนึ่งจากเจ้าของร้าน   เพียงภาพถ่ายใบเดียวที่เธอถือพัดเล่มนั้นด้วยรอยยิ้มที่สดใส พัดไม้ไผ่ที่เคยเห็นชินตาก็กลายเป็นสินค้าล้ำค่าที่คนทั่วโลกโหยหา ยอดสั่งจองถล่มทลาย
             จาก “แรงศรัทธา” สู่ “การแบ่งปัน”
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต เล็งเห็นว่ากระแส “พัดลิซ่า” นี้สามารถเปลี่ยนเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงได้ติดต่อกลุ่มแม่บ้านช่างจักสาน ผลิต”พัดแห่งความดี“รุ่นพิเศษจากไม้ไผ่และผักตบ  ประดับคำว่า “THAILAND” มอบให้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

            “พัดแห่งความดี”รุ่นพิเศษนี้ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มีไว้เป็น “ของสมณาคุณ” แทนคำขอบคุณแด่ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก  เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค บรรจุลงใน “ถุงยังชีพ” ส่งต่อไปยังพี่น้องชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ
 
            พัดแห่งความดี 1 เล่ม สร้างความดี 4 ต่อ (Ripple Effect)
• ต่อที่ 1: เชิดชูภูมิปัญญา – ประกาศศักดาความประณีตของงานจักสานฝีมือคนไทยสู่สายตาโลก
• ต่อที่ 2: สร้างรายได้ชุมชน – เงินสดไหลกลับสู่มือชาวบ้านโดยตรง สร้างอาชีพที่ยั่งยืน
• ต่อที่ 3: เป็นสะพานบุญ – เชื่อมโยงน้ำใจจากผู้ให้ สู่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากเพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือสังคม
• ต่อที่ 4: บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ – หยาดเหงื่อของช่างจักสานและเงินบริจาค กลายเป็นอาหารชุดแรกที่ถึงมือผู้ประสบภัยในยามวิกฤติ

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ  
ชื่อเรื่อง: พัดลิซ่าแห่งความดี
ตัวละคร:
1. เจ้าจุก: ลูกเสือ (ถือโทรศัพท์)
2. ยายสาย: ช่างจักสานผู้ใจดี (สานพัดไม้ไผ่)
3. พี่ลิซ่า (สมมติ): ลูกเสือหญิงที่แต่งตัวเลียนแบบลิซ่า (ถือพัดแห่งความดี)
4. ชาวบ้าน/ลูกเสือคนอื่นๆ: ผู้ประสบภัย
[ฉาก: ลานกิจกรรมกลางหมู่บ้าน ช่างจักสานสูงอายุกำลังนั่งสานพัดอย่างเงียบเหงา]

เจ้าจุก: (เดินไลฟ์สด) “สวัสดีครับแฟนเพจ! วันนี้จุกมาดูของดีเมืองไทย แต่ดูท่าจะขายไม่ออกนะครับ ยายสายสานพัดจนมือหงิกแล้ว ยังไม่มีใครซื้อเลย!”

ยายสาย: (ถอนหายใจ) “เฮ้อ.. จุกเอ้ย งานฝีมือมันต้องใช้เวลา แต่คนสมัยนี้เขาใช้พัดลมไฟฟ้ากันหมดแล้ว ยายจะเอาเงินที่ไหนไปส่งหลานเรียนล่ะเนี่ย”

[ทันใดนั้น พี่ลิซ่า เดินเข้ามาพร้อมท่าเต้นเบาๆ]

พี่ลิซ่า: “สวัสดีจ้า ยายสาย! พัดนี้สวยจังเลยค่ะ ขอลิซ่าลองถือถ่ายรูปหน่อยนะคะ”
(ลิซ่าหยิบพัดขึ้นมาโพสต์ท่าถ่ายรูป ยิ้มหวาน)

เจ้าจุก: (ตะโกนลั่น) “เหวอออ! ทุกคนดูนี่! พี่ลิซ่าถือพัดยายสาย! ยอดไลฟ์พุ่งกระฉูด! มีคนถามว่า  พัดรุ่น ‘THAILAND’ นี้หาซื้อได้ที่ไหน!”

ยายสาย: (งง) “เอ้า! จริงหรือลูก? พัดไม้ไผ่ธรรมดาๆ เนี่ยนะ?”

พี่ลิซ่า: “ไม่ใช่แค่พัดธรรมดาค่ะยาย แต่นี่คือ ‘พัดแห่งความดี’ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตจะนำพัดนี้ไปมอบให้คนใจบุญที่บริจาคช่วยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ค่ะ”
[ฉากตัดมาที่: เสียงฟ้าร้องและจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (ลูกเสือช่วยกันเขย่าผ้าสีฟ้า)]

ชาวบ้าน: “ช่วยด้วย! น้ำท่วมนาข้าวหมดแล้ว ไม่มีข้าวกินเลย!”

เจ้าจุก: “ไม่ต้องห่วงครับ! เพราะ ‘พัดลิซ่าแห่งความดี’ กลายเป็นเงินบริจาคที่ซื้อถุงยังชีพมาให้พวกเราแล้ว!”

[ลูกเสือทุกคนเดินออกมา พร้อมพัดในมือและถุงยังชีพ ส่งมอบให้ผู้ประสบภัยด้วยรอยยิ้ม]
[จบด้วยการร้องเพลงรักกันไว้เถิด ต่อด้วยเพลงรำวง “ใกล้เข้าไปอีกนิด  งามแสงเดือน  และลอยกระทง“]

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย
This document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย: เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

เสนอแนะโดย: ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย

ในวันที่สงครามลุกลามจนน้ำมันขาดแคลน ไฟฟ้าดับวูบ น้ำประปาหยุดไหล และสัญญาณสื่อสารตัดขาด… วิกฤตที่โลกตื่นตระหนกนี้ คือ “โอกาส” สำคัญที่จะดึงเอาภูมิปัญญาไทยที่มีมานานกว่า 700 ปี กลับมาสร้างความอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่
ย้อนกลับไปในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกได้โดยไม่ง้อน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต  และนี่คือ 5 ยุทธศาสตร์ทางรอดที่คนไทยสมัยปัจจุบันสามารถทำได้ทันที:

1. วิศวกรรมพลังงานธรรมชาติ (พลังงานฟรีจากภูมิปัญญา) เมื่อไม่มีไฟฟ้า เราต้องใช้แสงแดด ลมและน้ำเป็นต้นกำลัง:
• ระหัดลมและระหัดชกมวย: ฟื้นวิชาการสร้างระหัดไม้เพื่อฉุดน้ำเข้านาหรือถังเก็บน้ำ โดยใช้เพียงแรงลมและแรงคน ช่วยให้การเกษตรดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊มไฟฟ้า
• หลุก (กังหันน้ำ): ในพื้นที่น้ำไหล ให้สร้างกังหันไม้ไผ่เพื่อดึงน้ำขึ้นที่สูง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำงานให้เราตลอด 24 ชั่วโมง
• สถาปัตยกรรมรับลม: กลับมาใช้พัดจักสานไม้ไผ่ และปรับวิถีชีวิตให้อยู่กับ “บ้านใต้ถุนสูง” เพื่อรับลมธรรมชาติแทนเครื่องปรับอากาศ
. ใช้พลังงานแสงอาทิตย ทำกล้วยตาก  ปลาแห้ง  หมูแดดเดียว  เตาอบแสงอาทิตย์  โซล่ารเซลล์
2. ยุทธศาสตร์ทางน้ำ: คืนชีพเส้นทางคมนาคมไร้เชื้อเพลิง  เมื่อรถยนต์กลายเป็นเศษเหล็ก แม่น้ำลำคลองจะกลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่:
• เรือพาย เรือแจวและเรือกรรเชียง: ฝึกทักษะการบังคับเรือด้วยแรงกาย เป็นการขนส่งที่ปลอดภัย และไร้เสียงรบกวน
• เรือใบ: เรียนรู้วิธีดูทิศทางลมเพื่อเดินทางไกลเลาะชายฝั่ง ข้ามทะเล หรือลำน้ำสายใหญ่ เป็นการคมนาคมที่ใช้ต้นทุนต่ำ
3. คลังเสบียงยั่งยืน: โรงงานอาหารในครัวเรือน…ในวันที่ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอรมารเกต ปิดตัว เราต้องเป็นเจ้าของแหล่งอาหารเอง:
• สวนผักยุทธศาสตร์: ปลูกพืชกินได้ที่ทนทาน เช่น ถั่วพู, แคบ้าน, ชะอม และมะละกอ ไว้ทุกครัวเรือน
• แหล่งโปรตีนพื้นที่น้อย: เลี้ยงไก่ไข่ นกกระทา , เลี้ยงกบในล้อยาง เลี้ยงจิ้งหรีดหรือเลี้ยงปลาในบ่อดิน
• ภูมิปัญญาถนอมอาหาร: ฝึกทำปลาแห้ง, ปลาเค็ม, หมูแดดเดียว,ไส้กรอกอีสาน  ,ปลาร้า  ,กุ้งดอง  ข้างตาก ข้าวเม่า ข้าวตัง  ข้าวคั่ว  เพื่อสะสมเสบียงยามยากลำบาก
4. เทคโนโลยีที่มีชีวิต: แรงงานสัตว์และการพึ่งพาตนเอง
• กสิกรรมธรรมชาติ: คืนชีพการใช้แรงงานวัวควายในการทำนา นอกจากไม่ต้องง้อน้ำมันแล้ว ยังได้ปุ๋ยคอกกลับคืนสู่ดิน
• พาหนะสื่อสาร: เตรียมใช้ม้ารถม้า เกวียน เป็นยานพาหนะสาธารณะและทางเลือกในการสื่อสารที่รวดเร็วในชุมชน

5. วิชาชีวิตและการป้องกันตัว เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ใช้การไม่ได้ ทักษะพื้นฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด:
• ศิลปะป้องกันตัว: ฝึกมวยไทย  ฟันดาบและกระบี่กระบอง ไม่ใช่เพื่อการร่ายรำ แต่เพื่อฝึกสติและเตรียมพร้อมป้องกันภัยด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว
• ทักษะการยังชีพ: ฝึกการขึ้นต้นไม้เพื่อหาอาหารและสังเกตการณ์ รวมถึงการทำระบบกรองน้ำดื่มสะอาดด้วยชั้นหินดินทรายตามธรรมชาติ

บทสรุป:
ประวัติศาสตร์ไทยกว่า 700 ปี พิสูจน์แล้วว่า บรรพชนไทยสามารถสร้างบ้านแปรงเมืองให้ยิ่งใหญ่และอยู่รอดอย่างมีเกียรติได้โดยไม่พึ่งพาน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

บทความพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

บทความพิเศษ : สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงครามตะวันออกกลาง 2569: อิหร่าน – อิสราเอล – สหรัฐอเมริกา

1. สาเหตุและจุดเริ่มต้น:  สงครามครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:

· ภัยคุกคามนิวเคลียร์: สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลสืบทราบว่าอิหร่านกำลังเตรียมผลิตอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายอิสราเอลได้ในพริบตา
· การโจมตีเชิงป้องกัน (Pre-emptive Strike): อิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน สังหารผู้นำระดับสูงของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามตั้งแต่ต้นทาง และหวังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอิหร่านให้เป็นมิตรกับอิสราเอล

2. รูปแบบของสงคราม: การสู้รบที่กระจายตัวในหลายพื้นที่สำคัญ

· อิหร่าน: โรงกลั่นน้ำมันและฐานทัพบางส่วนถูกทำลาย แต่อาวุธหลักของอิหร่านยังคงปลอดภัยใน “นครขีปนาวุธใต้ภูเขา” ซึ่งถูกขุดลึกกว่า 500 เมตร ยากต่อการโจมตีจากทางอากาศ
· อิสราเอล: ต้องเผชิญกับการระดมยิงขีปนาวุธและโดรนนับพันลำจากอิหร่าน แม้จะมีระบบมุ้งเหล็ก( Iron Dome ) ป้องกันไว้ได้บางส่วน แต่ก็ยังเกิดความเสียหายในเขตเมือง และเศรษฐกิจภายในประเทศ
· พื้นที่ทางทะเล: เกิดการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก เรือสินค้าหลายลำได้รับความเสียหายจากลูกหลง รวมถึงเรือสัญชาติไทย
· อิหร่านส่งโดรนและจรวดโจมตีเมืองสำคัญในอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ

3. ผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย

· วิกฤตพลังงาน: ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกมีราคาแพงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง
· คนไทยในต่างแดน: รัฐบาลไทยเร่งอพยพแรงงานและนักเรียนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ
· เศรษฐกิจไทย: การส่งออกชะลอตัว และการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ความปลอดภัย

4. บทเรียนจากสงคราม

· การที่อิหร่านเตรียมตัวมานับสิบปี สอนให้เรารู้จักคำว่า “Be Prepared” (จงเตรียมพร้อม) แม้ในยามสงบ

· สันติภาพคือสิ่งประเสริฐ: สงครามไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง มีเพียงผู้ที่สูญเสียน้อยหรือมากเท่านั้น

· สติและการวางตัว: ประเทศไทยต้องใช้ความฉลาดทางการทูต รักษาความเป็นกลาง และพร้อมช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกฝ่าย

5. แนวทางการรับมือของคนไทย

1. ประหยัดและสำรอง: ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และวางแผนการเงินเผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
2. ความสามัคคีภายใน: ในยามที่โลกปั่นป่วน คนไทยควรสามัคคี ไม่แตกแยกกันเอง
3. การเรียนรู้: ศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อเข้าใจต้นตอของความขัดแย้ง และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดกับบ้านเมืองของเรา
4. เตรียมพร้อมรับมือ: ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ
ชื่อเรื่อง:: บทเรียนจากสงครามตะวันออกกลาง 2569
ผู้แสดง: ลูกเสือ 6-8 คน (หรือมากกว่า)
อุปกรณ์: พลอง, ผ้าพันคอ, ไฟฉาย (แทนแสงระเบิด/เลเซอร์), กล่องกระดาษ (แทนโรงงาน/ฐานทัพ), ธงชาติจำลอง (สหรัฐฯ, อิสราเอล, อิหร่าน, ไทย)

[ฉากที่ 1: ชนวนเหตุแห่งความหวาดระแวง]
(บรรยากาศเงียบสงบ รอบกองไฟมืดลงเล็กน้อย)

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): (ยืนกลางวง) กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569… โลกต้องตกใจเพราะไฟสงคราม!

(ลูกเสือ 2 คน สวมบท “สายลับสหรัฐฯ/อิสราเอล” ย่องเข้ามา ใช้ไฟฉายส่องไปที่ลูกเสืออีกคนที่สวมบท “คนงานนิวเคลียร์อิหร่าน” กำลังประกอบกล่องกระดาษที่มีสัญลักษณ์นิวเคลียร์)

ลูกเสือ B (สหรัฐฯ): (กระซิบ) ดูนั่น! พวกมันกำลังจะทำสำเร็จ แล้ว  ระเบิดปรมาณูนิวเคลียร์! 

ลูกเสือ C (อิสราเอล):  เรารู้แล้ว! และเราจะไม่รอให้มันระเบิดใส่บ้านเรา!

*(เสียงเอฟเฟกต์ระเบิด “ตูม!” (ลูกเสือรอบๆ ช่วยกันทำเสียง) ลูกเสือ C ทำท่าขว้างพลองใส่กล่องนิวเคลียร์จนล้มคว่ำลง) *

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): การโจมตีเชิงป้องกัน! อิสราเอลและสหรัฐฯ ถล่มโรงงานนิวเคลียร์อิหร่าน! หวังสยบภัยคุกคาม และเปลี่ยนระบอบปกครอง!

[ฉากที่ 2: สงครามกระจายตัว]
(บรรยากาศวุ่นวาย ลูกเสือวิ่งตัดกันไปมา)
ลูกเสือ D (อิหร่าน – วิ่งออกมาพร้อมธง): พวกแกกล้าดีแท้! ชัยชนะไม่ได้อยู่ที่นิวเคลียร์ แต่อยู่ที่นี่!
(ลูกเสือ D และพรรคพวก ทำท่าขุดดิน (ฐานทัพใต้ภูเขา) แล้วชูพลองขึ้นฟ้าพร้อมกัน)
ลูกเสือ D: นครขีปนาวุธใต้ภูเขา! ลึก 500 เมตร! ยิงมันให้หมด!

(ลูกเสืออิหร่านทำท่ายิงจรวด (ชูพลองเฉียงขึ้น) ไปทางคนสวมบทอิสราเอล)
ลูกเสือ C (อิสราเอล): (ทำท่าถือโล่/พลองบังตัว) 

(ลูกเสือรอบๆ ทำเสียง “ฟู่! ฟู่!” แทนสกัดกั้น แต่บางส่วนก็แสร้งทำเป็นล้มลงเพื่อสื่อถึงความเสียหายในเมือง)

ลูกเสือ E (ลูกเรือสัญชาติไทย – ยืนตรงกลางช่องแคบจำลอง): (ทำท่าบังคับเรือ) ช่วยด้วย! เรือสินค้าไทย! เราแค่จะไปส่งข้าว! ไม่เกี่ยวกับสงคราม!
(ลูกเสือที่เล่นเป็นจรวด วิ่งมาชนเรือสินค้าไทยจนล้มลง)

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): ไฟสงครามลามไปทั่ว! โรงกลั่นน้ำมันถูกเผา, ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด, เรือไทยรับเคราะห์! 

[ฉากที่ 3: ผลกระทบและบทเรียน]
(สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่เต็มไปด้วยความเศร้า)
ลูกเสือ B (สหรัฐฯ): (มองดูความเสียหาย) เราหยุดนิวเคลียร์ได้… แต่ราคาที่จ่ายมันแพงเหลือเกิน
ลูกเสือ D (อิหร่าน): เราสู้… แต่บ้านเมืองเราก็แหลกลาญ
ลูกเสือ F (ตัวแทนคนไทย – วิ่งออกมาพร้อมธงไทยและผ้าพันคอ): (ทำท่าปลอบลูกเรือไทยที่ล้มอยู่) พี่น้องคนไทยในตะวันออกกลาง! กลับบ้านเราเถอะ! รัฐบาลส่งเครื่องบินมารับแล้ว!
(ลูกเสือคนไทยช่วยกันพยุงคนที่ล้มขึ้น)

ลูกเสือ G (ตัวแทนลูกเสือไทย): (ยืนหน้าสุด ชูพลองขึ้น) สงคราม… ไม่เคยมีผู้ชนะที่แท้จริง

ลูกเสือ H (ตัวแทนลูกเสือไทยอีกคน): (ชูผ้าพันคอ) ดูอิหร่านเป็นบทเรียน… พวกเขาเตรียมพร้อมมาเป็นสิบปี “Be Prepared” คือคาถาสำคัญ แม้ในยามสงบ!

ลูกเสือ A (ผู้บรรยาย): สำหรับประเทศไทย… เราต้องใช้สติ! รักษาความเป็นกลาง! ประหยัดพลังงาน! และสามัคคีกัน!
(ลูกเสือทุกคนยืนเรียงหน้ากระดาน ถือพลองตั้งตรง)
ทุกคน (พร้อมกัน): สันติภาพคือสิ่งประเสริฐ! ลูกเสือไทย… จงเตรียมพร้อม!
(ทั้งหมดร้องเพลงเราสู้ แล้วเดินกลับเข้ากอง)*

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง คนไทยเตรียมพร้อมรับวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.46 น.

จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ใน พศ 2569 ที่มีการสังหารผู้นำอิหร่าน   โจมตีโรงกลั่นน้ำมันและเรือขนส่ง ส่งผลกระทบต่อ คนทั่วโลก จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
หากโลกเผชิญวิกฤตรุนแรง คนไทยอาจต้องย้อนกลับไปใช้ชีวิตคล้ายในอดีต เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 ยุครัตนโกสินทร์เมื่อกว่า 200 ปีก่อน หรือสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 400 ปีที่ผ่ทนมา    ซึ่งคนไทยเคยดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิมาแล้ว
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  ขอเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ประชาชน “อยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ” ในยามวิกฤต ดังนี้

เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

ในสถานการณ์สงครามหรือวิกฤตระดับโลก ระบบสาธารณูปโภคและห่วงโซ่อุปทานอาจสะดุด ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
 • น้ำมันขาดแคลน ปั๊มน้ำมันบางแห่งอาจไม่มีน้ำมันจำหน่าย
 • ไฟฟ้าอาจดับเป็นช่วง ๆ หรือมีการจำกัดการใช้พลังงาน
 • น้ำประปาหยุดไหล ไม่สะอาดหรือแรงดันน้ำไม่เพียงพอ
 • ระบบธนาคารหรือการโอนเงินขัดข้อง ไม่สามารถเบิกหรือโอนเงินผ่านโทรศัพทมือถือได้ชั่วคราว
 • อินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์อาจขัดข้อง ทำให้การสื่อสารยากขึ้น
 • โรงพยาบาลและร้านขายยาขาดยา เนื่องจากการนำเข้าและการขนส่งสะดุด
 • ร้านค้าขนาดใหญ่หรือร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่น แม็คโคร หรือโลตัส อาจมีสินค้าบางประเภทหมดสต็อกชั่วคราว

เหตุการณ์สมมติเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นสิ่งที่หลายประเทศเคยเผชิญในช่วงวิกฤต ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่รอบคอบและมีสติ

1. ด้านการสัญจรและพลังงาน

น้ำมันเชื้อเพลิง
หากจำเป็นต้องเดินทาง ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังเสมอ และเผื่อปริมาณสำหรับการเดินทางกลับ ไม่ให้น้ำมันหมดกลางทาง

ทางเลือกสำรอง
เตรียมจักรยาน หรือฝึกการเดินเท้าไว้ เผื่อกรณีรถยนต์หรือรถไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้จากการขาดพลังงาน

ไฟฟ้าสำรอง
ควรมีแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก กล่องพลังงานสำรอง (Power Box) วิทยุสื่อสาร และไฟฉายแบบมือหมุน เพื่อใช้ในกรณีไฟฟ้าดับ

รถไฟฟ้า อาจต้องรอคิวเครื่องชารจนาน หรือ ไฟฟ้าที่บ้าน/ที่ปั๊ม ดับ

2. การสำรองปัจจัยสี่ (อาหารและยา)

เสบียงอาหาร
ควรสำรองข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องแกงสำเร็จรูป  และน้ำดื่ม ให้เพียงพออย่างน้อย 3–6 เดือน

ยารักษาโรค
ควรเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอประมาณ 6 เดือน และอาจปลูกสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ฟ้าทะลายโจร สเลดพังพอน หรือสะเดา

เงินสดสำรอง
ควรมีเงินสดสำรองไว้บางส่วน เผื่อกรณีระบบธนาคารหรือระบบออนไลน์ขัดข้อง และควรใช้จ่ายอย่างประหยัด

3. การสร้างแหล่งอาหารในครัวเรือน (การพึ่งพาตนเอง)

กสิกรรมครัวเรือน
ทยอยปลูกผักสวนครัวและไม้ผล เช่น ผักบุ้ง คะน้า แตงกวา พริก มะละกอ มะม่วง เป็นต้น ปลูกหมุนเวียนทุกเดือนเพื่อให้มีอาหารกินต่อเนื่อง

การเลี้ยงสัตว์
การเลี้ยงไก่ไข่หรือปลานิลในบ่อเล็ก ๆ จะช่วยให้ครอบครัวมีแหล่งอาหารที่มั่นคง และควรฝึกการถนอมอาหาร เช่น ปลาแห้ง ปลาร้า กุ้งดอง  ผักดอง เพื่อเก็บไว้บริโภคได้นาน

4. การจัดการสุขอนามัยและอุปกรณ์ยังชีพ

การจัดการขยะ
ควรแยกขยะอินทรีย์เพื่อนำไปทำปุ๋ยหมัก ลดปัญหาสุขอนามัย ซื้อถุงชนิดย่อยสลายได้ เอาไว้ใส่เศษอาหาร และอุจจาระเอาไปฝังดินทำปุ๋ย

อุปกรณ์ยังชีพพื้นฐาน
ควรมีเตาถ่าน ตะเกียงน้ำมันพืช เทียนไข และไฟแช็ก เผื่อกรณีต้องใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโดยไม่มีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต

บทสรุป

การเตรียมพร้อม ไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการใช้สติและความรอบคอบ เหมือนที่คนไทยเคยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสึนามิ น้ำท่วมใหญ่ หรือโรคระบาด

หากเรารู้จักเตรียมตัว พึ่งพาตนเอง และช่วยเหลือกันในชุมชน เราก็สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และสร้างวิถีชีวิตใหม่ที่มั่นคงยั่งยืนได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต
“กู้ชีวิตคนยากลำบาก”
บทการแสดงรอบกองไฟ ลูกเสือ (Campfire Drama) ที่เน้นความสนุกสนานแต่แฝงด้วยสาระตามแบบฉบับ “นิทานแห่งความดี” โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลูกเสือ ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติและการร้องเพลง

บทการแสดงรอบกองไฟลูกเสือ:
เรื่อง: คนไทยเตรียมพร้อม รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ตัวละคร
1. ผู้นำกิจกรรม: (ผู้ดำเนินเรื่อง/พิธีกร)
2. ลุงมั่น: (ลูกเสืออาวุโส/ชาวบ้านผู้รอบคอบ แต่งกายแบบชาวสวน มีอุปกรณ์ครบมือ)
3. เจ้าเปี๊ยก: (ลูกเสือจอมประมาท ติดสมาร์ทโฟน ชอบความสบาย)
4. กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (3-4 คน เป็นตัวแทนคนไทยยุคต่าง ๆ)
ฉากที่ 1: ข่าวร้ายสายด่วน
(เปิดฉากด้วยเสียงระเบิดจำลอง “ตูม!” และเสียงไซเรน กลุ่มลูกเสือวิ่งวุ่นไปมา)

เจ้าเปี๊ยก: (ตะโกน) “แย่แล้วครับลุงมั่น! ข่าวใน ติ๊กตอกบอกว่าตะวันออกกลางรบกันหนัก น้ำมันจะหมดโลก ไฟฟ้าจะดับ เซเว่นจะปิด ผมจะสั่ง แกรปได้ยังไงเนี่ย!”

ลุงมั่น: (เดินออกมาอย่างใจเย็น) “เจ้าเปี๊ยกเอ๊ย… ตื่นตูมเป็นกระต่ายตกใจ ไปได้ ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจำไม่ได้รึ? วิกฤตมันมาได้ แต่มันก็ทำอะไรคนที่มี ‘ความเตรียมพร้อม’ (Be Prepared) ไม่ได้หรอก”

ผู้นำกิจกรรม: “ใช่แล้วครับพี่น้องลูกเสือ ในยามที่โลกปั่นป่วน เราต้องย้อนกลับไปดูภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์จนถึงอยุธยา ท่านอยู่กันมาได้อย่างมีเกียรติโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร”

ฉากที่ 2: จำลองวิกฤต 
(ไฟกองไฟหรี่ลง หรือทำท่าไฟดับ)

เจ้าเปี๊ยก: “โอ๊ย    ไฟดับ มือถือแบตหมด เงินในแอปฯ ก็โอนไม่ได้ หิวข้าวด้วย ทำไงดี!”

ลุงมั่น: “นี่ไงล่ะ! (หยิบ ไฟฉายมือหมุน และ วิทยุสื่อสาร ออกมา) ในยามวิกฤต เทคโนโลยีไฮเทคอาจสู้ ‘High Touch’ แบบลูกเสือไม่ได้ เราต้องมีพลังงานสำรอง มีโซลาร์เซลล์เล็ก ๆ และที่สำคัญ… มีสติ!”

กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน: (เดินออกมาพร้อมถือ เตาถ่าน และ ตะเกียงน้ำมันพืช) 

“น้ำมันแพงเราไม่กลัว เรามีจักรยานปั่นไปนา ข้าวสารเรามีเต็มยุ้ง น้ำดื่มเรามีเต็มตุ่ม อยู่ได้เป็นปี!”

ฉากที่ 3: เพลง “เตรียมพร้อมรับมือ”
(ทุกคนล้อมวงเต้นท่าประกอบการทำกสิกรรม)
(เนื้อเพลง)
“ตะวันออกกลางเขารบกัน… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
น้ำมันขาดแคลนอย่าไปหวั่น… (สร้อย: ฮึ่ย ช่า ฮึ่ย ช่า)
ปลูกผักสวนครัว มีพริกมีขิง… เลี้ยงไก่ไข่จริง มีกินทุกวัน
เงินสดต้องมี ยาดีต้องพร้อม… ไม่ต้องออดอ้อน พึ่งตนเองเอย!”

ฉากที่ 4: การจัดการขยะและสุขอนามัย

เจ้าเปี๊ยก: “แล้วถ้าส้วมกดไม่ลง ขยะล้นเมืองล่ะครับลุง?”
ลุงมั่น: “ลูกเสือเราสอนเรื่องสุขาภิบาลมานานแล้ว ขยะอินทรีย์ก็ทำปุ๋ยหมัก ส่วนของเสียก็ใช้ถุงย่อยสลายฝังดินคืนสู่ธรรมชาติ เป็นปุ๋ยให้ต้นมะม่วงต้นมะละกอที่เราปลูกไว้ไงล่ะ อยู่อย่างสะอาด อยู่อย่างมีเกียรติ”

บทสรุป: คติสอนใจ
ผู้นำกิจกรรม: “พี่น้องลูกเสือครับ การเตรียมพร้อมไม่ใช่การกลัวจนขี้ขลาด แต่คือการมีสติรับมือกับความไม่แน่นอน เหมือนคำขวัญลูกเสือที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’ และเราจะรักษาสัตย์ที่จะดูแลตัวเองและประเทศชาติให้รอดพ้นจากทุกวิกฤต”
ทุกคน: (ยืนตรง ทำวันทยหัตถ์) “เตรียมพร้อม! เพื่ออยู่ให้รอด และอยู่อย่างมีเกียรติ!”

(ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “ตื่นเถิดไทย” ร่วมกัน) ลองดูวิดีโอนี้ “ตื่นเถิดไทย ขับร้อง” https://share.google/NGSz2BgwmbuNBmTTa

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้แสดง:
• ควรมีอุปกรณ์ประกอบฉากจริง เช่น จักรยาน, พลั่วขุดดิน, ไข่ไก่จำลอง (เชื่อมโยงกับโปรเจกต์ “ใครขายไข่ไก่”) เพื่อให้เห็นภาพการพึ่งพาตนเองที่ชัดเจน
• เน้นการแสดงที่กระฉับกระเฉง


เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”
These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์เชื่อมต่อทั่วโลกอย่างราบรื่น วันหนึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตของทั้งเมืองได้หายไปอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถเล่นเกมโปรด และชาวเมืองไม่สามารถดูละครโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก มีฝูงลิงจำนวนมากได้ออกจากป่าเขา เข้าไปในเมือง แล้วลูกลิงแสนซนได้เล่นดึงทำลายสายใยแก้วสื่อสาร ทำให้ระบบอินเทอรเน็ตและโทรศัพท์ขัดข้อง เกิดความโกลาหลไปทั่วเมือง

              ชาวเมืองพยายามหาวิธีจัดการกับลิงจอมซน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การใช้แหครอบฝูงลิง ใช้ปืนยิงยาสลบ และการใช้กรงกับดัก แต่ลิงที่ฉลาดจำนวนมากก็สามารถหลบหนีไปอย่างลอยนวล ชาวเมืองจึงตั้งรางวัลมูลค่าสูงสำหรับผู้ที่ปราบลิงได้

              ขณะที่มนุษย์หมดปัญญาปราบลิง ฝูงนกเขาได้เสนอตัวเข้ามาจัดการปัญหาลิง ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร โดยเรียกร้องค่าบริการเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ โดยจะใช้เสียงของนกเขาร้องเพลงที่ไพเราะ แบบพระอภัยมณีเป่าปี่ให้นางยักษหลับ ส่งเสียงนกล่อลิงออกจากเมือง  ให้กลับเข้าไปอยู่ในป่าเรียบร้อยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ    

              เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง นกเขาได้ทวงถามรางวัลเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ แต่ชาวเมืองกลับบิดพลิ้ว ไม่ทำตามสัญญา โดยอ้างว่าได้นำข้าวโพดไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่หมดแล้ว

              ด้วยความผิดหวัง นกเขาจึงหยุดร้องเพลงล่อลิง ทำให้ฝูงลิงกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งและลงมือดึงทำลายสายสื่อสารเช่นเคย ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเมืองเสียหายเหมือนเดิม           

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนดีต้องรักษาสัญญาและคำพูด

              ดัดแปลงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง คนเป่าปี่แห่งเมือง แฮมลิน The Pied Piper of Hamelin, Der Rattenfänger von Hameln.

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ที่เมืองจีน มีเด็กชายชื่อ เสี่ยวหลง อาศัยอยู่กับพ่อผู้ใจดีและรักความซื่อสัตย์ พ่อของเสี่ยวหลงสอนให้ลูก ดูแลสิ่งที่รับผิดชอบด้วยความตั้งใจเสมอ

             วันหนึ่ง พ่อให้เมล็ดต้นไม้แก่เสี่ยวหลงและเด็กๆ คนอื่นๆ คนละถุง พร้อมบอกให้เอาไปปลูกให้โต ผู้ที่ปลูกได้ดีที่สุด จะได้รับรางวัลพิเศษ

             เสี่ยวหลงนำเมล็ดต้นไม้ของพ่อไปปลูกในกระถาง รดน้ำทุกวัน วางไว้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ เมล็ดนั้นไม่งอก แต่เพื่อนๆ ของเสี่ยวหลง กลับได้ต้นไม้ที่งอกอย่างงอกงาม ใบเขียวสด หรือดอกสวย เสี่ยวหลงรู้สึกเศร้า แต่เขาไม่เคยคิดโกหกหรือแลกเปลี่ยนเมล็ด

             อีกสามเดือนต่อมา เมื่อถึงเวลานำต้นไม้ไปให้พ่อดู เสี่ยวหลงยกกระถางที่ว่างเปล่าไปด้วยความกลัว เด็กคนอื่นหัวเราะเยาะ แต่เสี่ยวหลงพูดความจริงกับพ่อว่า เมล็ดไม่งอกเลย

             พ่อมองกระถางว่างเปล่า ยิ้มอบอุ่นแล้วเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า เมล็ดต้นไม้ที่ให้ไปนั้นเป็นเมล็ดที่ต้มแล้ว ไม่สามารถงอกได้ เสี่ยวหลงเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่ซื่อสัตย์ กล้าที่จะพูดความจริง แม้จะอับอาย เสี่ยวหลงไม่ได้ชนะเพราะต้นไม้ แต่ชนะเพราะความดีและความซื่อสัตย์

            ตั้งแต่นั้นมา เสี่ยวหลงตั้งใจเรียนรู้สิ่งดีๆ ฟังคำแนะนำของพ่อ และช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน พ่อภูมิใจในลูก และทุกคนก็เรียนรู้ว่า ความจริงและความดีสำคัญกว่าความสวยงามภายนอก กระถางที่ว่างเปล่ากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์และความกล้าที่ทำในสิ่งถูกต้อง

           นิทานนี้สอนรู้ว่า ความดี นั้นแม้ไม่เห็นผลทันที แต่ก็จะงอกงามในใจและนำความสุขที่แท้จริงมาให้

           เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง  กระถางที่ว่างเปล่า (The Empty Pot 空花盆) ที่สอนเรื่องความซื่อสัตย์

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศอิตาลี มีชายชราช่างไม้คนหนึ่งอยู่คนเดียวด้วยความเหงา วันหนึ่งคุณตานำท่อนไม้จากต้นสนมาแกะสลักเป็นตุ๊กตาหุ่นไม้ที่น่ารัก และตั้งชื่อให้ว่า “พินอคคิโอ”

                 แต่แล้วเรื่องปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อนางฟ้าใจดีเห็นว่าคุณตาเป็นคนดี จึงเสกให้พินอคคิโอมีชีวิตขึ้นมา พินอคคิโอขยับแขนขาได้ พูดได้ และเดินได้เหมือนเด็กจริงๆ คุณตาดีใจมาก รักพินอคคิโอเหมือนลูกชาย และบอกว่า

                “พินอคคิโอเอ๋ย ถ้าลูกอยากเป็นเด็กชายจริงๆ ลูกต้องเป็นเด็กดี ซื่อสัตย์ และไม่พูดโกหกนะ”

                 คุณตายอมขายเสื้อกันหนาวของตัวเอง เพื่อจะได้เงินให้พินอคคิโอไปโรงเรียน แต่ระหว่างการเดินทาง พินอคคิโอจอมซนกลับไปหลงเชื่อคำชวนเชื่อของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่บอกว่า “ไปเที่ยวเล่นสนุกกว่าไปเรียนตั้งเยอะ!” พินอคคิโอหลงผิด หนีเรียนไปเที่ยวเล่น จนถูกจับตัวไปขังไว้ พอนางฟ้ามาช่วยและถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พินอคคิโอก็เริ่ม “โกหก” ครั้งที่หนึ่ง… ครั้งที่สอง… และครั้งที่สาม!

                “วึ่ดดดด!” ทันใดนั้นเอง จมูกของพินอคคิโอก็ยืดออกมายาวเฟื้อย! พินอคคิโอตกใจมากจนร้องไห้ นางฟ้าจึงสอนว่า

                “เห็นไหม   พินอคคิโอ ทุกครั้งที่เธอพูดโกหก จมูกของเธอจะยาวออกมาแบบนี้ ความลับไม่มีในโลกหรอก”

                พินอคคิโอสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี แต่เขาก็ยังเผลอตัวไปเล่นซน จนหลงทางไปไกลแสนไกล จนรู้ข่าวว่าคุณตาได้ออกตามหาเขา ถึงกลางทะเล จนถูกปลาวาฬยักษ์ตัวใหญ่กลืนลงไปในท้อง! พินอคคิโอเสียใจมาก เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำไปช่วยคุณตาด้วยความกล้าหาญ

                ในท้องปลาวาฬอันมืดมิด พินอคคิโอกอดคุณตาไว้แน่นและขอโทษที่เคยดื้อและเคยโกหก ทั้งคู่ช่วยกันก่อไฟจนปลาวาฬยักษ์จามออกมา “ฮัดเช้ย!” ทำให้ทั้งสองกระเด็นออกจากปากปลาวาฬ รอดตายกลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

                เพราะความกตัญญูที่ พินอคคิโอ ไปช่วยคุณตา และความซื่อสัตย์ที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกหกอีก เช้าวันต่อมานางฟ้าใจดีก็ประทานพรให้พินอคคิโอที่เคยเป็นหุ่นไม้สน กลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ พินอคคิโอและคุณตาช่างไม้จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด   ถ้าเผลอทำผิด แต่ ยอมรับผิดและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำอีก ทุกคนก็พร้อมจะให้อภัย

                เรียบเรียง จากนิทานอิตาลี เรื่อง การผจญภัยของพินอคคิโอ The Advanger of Pinocchio ประพันธ์โดย การ์โล กอลโลดี (Carlo Collodi) ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์เคยนำมาทำภาพยนตร์การตูน  

อาทร จันทวิมล 

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในประเทศไทย ในหมู่บ้านชาวประมง ที่สมุทรสาคร มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ “ชูชัย” อายุ 14 ปี อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กเก่าๆ กับแม่ที่ล้มป่วย ชูชัยเป็นเด็กที่มีแววตามุ่งมั่น แต่เขากลับถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กขี้เกียจ” ในโรงเรียน เพราะเขาใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้รีด ชอบนั่งแถวหลังสุดและมักจะแอบฟุบหลับในห้องเรียนเกือบทุกบ่าย

                   ทุกคืนขณะที่เพื่อนร่วมชั้นกำลังหลับสบาย ชูชัยจะตื่นขึ้นมาตอนตี 3 เขาเดินไปที่เตียงของแม่ ค่อยๆ บีบนวดขาให้ท่านอย่างเบามือ ด้วยความกตัญญู “แม่จ๊ะ… เดี๋ยวลูกจะไปทำงานหาเงิน เพื่อให้แม่มีข้าวกิน มียากิน มีเงินไปหาหมอ”

                   จากนั้น ชูชัยจะปั่นจักรยานฝ่าความมืดไปยังท่าน้ำ รับจ้างแบกเข่งปลาทูที่หนักอึ้งจากเรือประมงที่จอดอยู่ริมฝั่ง แลกกับเงินไม่กี่สิบบาท ก่อนจะรีบกลับมากินอาหารเช้าที่แม่ทำไว้ แล้วจึงวิ่งไปโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเต็มที

                  ในห้องเรียนของ ครูมานะ ครูวัยใกล้เกษียณที่แสนเข้มงวด วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว ชูชัยพยายามถ่างตาดู อักษรที่เขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำ แต่สุดท้ายร่างกายก็ต้านทานไม่ไหว หัวของเขาค่อยๆ ฟุบลงกับโต๊ะไม้

                  “ปัง!” เสียงไม้บรรทัดเคาะโต๊ะดังสนั่น       

                  “ชูชัย! ถ้าอยากนอนก็กลับไปนอนที่บ้าน พ่อแม่ส่งมาเรียนนะ ไม่ได้ส่งมานอน ไม่สงสารพ่อแม่ที่อาบเหงื่อต่างน้ำส่งเรียนบ้างหรือไง! คงจะเล่นเกมโทรศัพท์จนดึกดื่นแน่ ไม่กลัวสอบตกหรือไง?” คำพูดของครูมานะเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจชูชัย เขาตื่นขึ้นมาพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า ไม่ใช่เพราะเจ็บที่โดนดุ แต่เพราะคำว่า “กตัญญู” คือสิ่งที่เขาถือมั่นมาตลอด

                  ครูมานะสงสัยในความเป็นอยู่ของชูชัย จึงตัดสินใจไปที่บ้านของเด็กชายในเช้าวันรุ่งขึ้น… ภาพที่ท่านเห็นคือ เด็กชายตัวน้อยตัวมอมแมม เพราะเพิ่งกลับจากการแบกเข่งปลาจากเรือประมง กำลังประคองแม่ขึ้นนั่งป้อนข้าวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋านักเรียนที่ขาดๆ วิ่งออกจากบ้าน และเมื่อถึงเวลาเรียนบ่ายวันนั้น ชูชัยเริ่มสัปหงกนั่งหลับอีก เพื่อนๆ หัวเราะรอฟังคำดุด่าจากครูมานะ แต่คราวนี้… ทุกอย่างเปลี่ยนไป

                   ครูมานะเดินไปหยุดที่ข้างโต๊ะชูชัย ท่านไม่ได้ดุด่า แต่กลับเลื่อนบานหน้าต่างไม้ เปิดรับลมเย็นให้ลูกศิษย์ฟุบนั่งหลับอย่างเงียบเชียบ แววตาของครูมานะเต็มไปด้วยความเข้าใจ เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ หันมามองเหตุการณ์นี้ด้วยความแปลกใจ

                   เมื่อชูชัยตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ครูมานะวางมือบนหัวเขาแล้วพูดว่า

                  “ชูชัย… ครูขอโทษที่เคยว่าหนู ครูเห็นหมดแล้วว่าหนูเป็นเด็กกตัญญูแค่ไหน ความเหนื่อยของหนูในวันนี้ คือความภาคภูมิใจของแม่และของครูนะลูก”

                   ครูมานะนำเรื่องความกตัญญูของชูชัย ไปบอกเล่าให้ทุกคนฟัง ท่านช่วยหางานเบาๆ ให้ชูชัยทำที่โรงเรียน แลกกับอาหารเพื่อนำไปฝากแม่ ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องยารักษาโรค และเพื่อนก็แบ่งปันขนมให้    จนชูชัยไม่ต้องตื่นไปแบกเข่งปลาตอนตีสามอีกต่อไป

                  การกระทำของชูชัยเป็นการทำความดี ในบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการขวนขวายรับใช้ผู้มีพระคุณ (เวยยาวัจจมัย) เพราะไปทำงานกลางดึกเพื่อหาเงินมาดูแลรักษาแม่ที่ป่วย จนไปหลับในห้องเรียน

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ” คนที่เราได้พบ อาจกำลังต่อสู้กับข่าวร้ายหรือสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้ อย่าตัดสินอะไร เพียงสิ่งที่มองเห็น สิ่งที่ได้ยิน  สิ่งที่เล่าลือหาเสียงโฆษณาชักชวน หรือสิ่งที่คิดเอาเอง  “

                  เรียบเรียงจากนิทานภาษาสเปน ของพวกละตินอเมริกา เรื่อง ครูกับนักเรียนที่ชอบหลับในห้องเรียน  “El profesor y el alumno que se dormía en clase”