บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

          ก่อนที่กระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบจะวางอยู่ในมือของผู้ใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสายพานการผลิต หรือเครื่องจักรที่ทำงานรวดเร็ว แต่เกิดจากแรงกาย แรงใจ และเวลาของคนในชุมชนไทย ที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ลุยน้ำลงไปในคลองหรือบึง เพื่อเก็บผักตบชวาต้นใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่น
          ผักตบหนึ่งกอ ไม่ได้ให้วัตถุดิบมากมายอย่างที่คิด กอหนึ่งใช้ได้เพียงไม่กี่ก้าน ต้องคัดเลือกเฉพาะก้านที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป   ต้องใช้แรงดึง แรงยก และความชำนาญ เพราะผักตบเปียกน้ำ มีน้ำหนักมาก และบางครั้งมีโคลน  เศษแก้วกระป๋องหรืองูพิษติดมาด้วย ทุกขั้นตอนล้วนเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อย

          เมื่อได้ผักตบสดมาแล้ว ยังไม่สามารถนำมาสานได้ทันที ต้องนำก้านผักตบไปล้าง ทำความสะอาด แล้วตากแดดจัดเป็นเวลาหลายวัน คอยกลับด้าน คอยสังเกต หากตากไม่แห้งพอ  จะขึ้นรา ถ้าโดนฝนก็ต้องเริ่มใหม่ ผักตบที่เน่าแล้วไม่อาจนำมาใช้ ต้องทิ้งอย่างน่าเสียดาย

           ก้านผักตบที่แห้งดีจะต้องนำมาถักเปียทีละเส้น ใช้มือค่อย ๆ บิด ค่อย ๆ ดึง ให้ได้ขนาดและความแน่นที่พอดี จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งสมาธิและประสบการณ์ สานสลับทีละเส้น ทีละมุม ถ้าผิดพลาเเพียงเล็กน้อย รูปทรงจะบิดเบี้ยว ต้องรื้อแล้วเริ่มใหม่
           กระเป๋าผักตบแต่ละใบจึงเป็นงานที่ต้อง “ใจเย็น” ใช้เวลานานหลายวัน  เมื่อสานเสร็จแล้ว ยังต้องนำกระเป๋าไปอบกำมะถันเพื่อป้องกันมอดและแมลง จากนั้นนำไปเคลือบแลกเกอร์ให้ผิวเงางาม แข็งแรง และใช้งานได้นาน ทุกขั้นตอนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากพลาดเพียงครั้งเดียว กระเป๋าทั้งใบอาจเสียหาย ใช้งานไม่ได้
             แต่ความยากลำบากยังไม่สิ้นสุด ยังต้องหาช่องทางนำกระเป๋าไปขาย ต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าวัสดุ ค่าเดินทาง และเวลาที่เสียไป บางใบขายได้ในราคาที่พออยู่ได้ บางใบกลับไม่มีคนเหลียวแล ต้องวางทิ้งไว้ หรือจำใจนำไปทิ้งเป็นขยะไร้ค่า ทั้งที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจ
           เงินที่ได้จากกระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบ จึงไม่ใช่เงินที่ได้มาง่าย ๆ หากเป็นค่าของความอดทน ความเพียร และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นรายได้เล็ก ๆ ที่หล่อเลี้ยงครอบครัว และช่วยให้ชุมชนยังคงยืนหยัดอยู่ได้
            ทุกครั้งที่เราเลือกใช้กระเป๋าผักตบไทย   เราไม่ได้เพียงเลือกของใช้ที่สวยงามและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่เรากำลังเลือกสนับสนุนแรงงานไทย
เลือกปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น
และช่วยให้ความตั้งใจของช่างจักสานไทยไม่สูญเปล่า

รักเมืองไทย ใช้ของไทย
ใช้กระเป๋าผักตบไทย 

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในช่วงปี พ.ศ. 2143 (ค.ศ. 1600) ประเทศอังกฤษขยายอำนาจเข้ามาในอินเดียผ่านบริษัทอินเดียตะวันออก โดยเริ่มจากการเข้ามาค้าขายเครื่องเทศและผ้าทอ แต่เมื่อเห็นว่าอินเดียมีความมั่งคั่งมหาศาล อังกฤษจึงใช้กลอุบายทางการเมืองและกำลังทหารเข้ายึดครองดินแดนทีละส่วน จนกระทั่งอินเดียตกเป็นอาณานิคมอย่างสมบูรณ์ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อังกฤษในปี พ.ศ. 2401 (ค.ศ. 1858)

                  ท่ามกลางความขัดแย้ง ชายอินเดียผู้หนึ่งนามว่า “คานธี” ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในการกอบกู้เอกราชของประเทศ โดยไม่ได้ใช้กำลังอาวุธเหมือนการเรียกร้องเอกราชในประเทศอื่น แต่ใช้หลักการ “อหิงสา” (ไม่ใช้ความรุนแรง) และ”สัตยาเคราะห์” (การยึดมั่นในความจริง) ท่านสอนให้ชาวอินเดียเอาชนะความเกลียดชังด้วยความเมตตา และพิสูจน์ว่าพลังใจนั้นเข้มแข็งกว่ากระสุนปืน คานธีอธิบายว่าการใช้กำลังจะนำไปสู่ความเกลียดชังและการสูญเสีย แต่การใช้ความจริงและความเมตตาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

                   ในช่วงปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) คานธีได้รณรงค์ให้ชาวอินเดียเลิกซื้อผ้าทอจากโรงงานทอผ้าของอังกฤษ แล้วหันมา “ปั่นด้าย” จากปุยฝ้าย ด้วยเครื่องปั่นด้ายมือหมุนแบบโบราณเพื่อทอผ้าฝ้ายแบบพื้นเมืองใช้เอง ท่านชักชวนคนอินเดียให้เห็นว่า การพึ่งพาตนเอง คือรากฐานของเสรีภาพที่แท้จริง

                     มีเรื่องเล่าสะท้อนหัวใจอันเปี่ยมเมตตาของท่านว่า ครั้งหนึ่งขณะคานธีกำลังยืนอยู่บนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ รองเท้าข้างหนึ่งของท่านบังเอิญหลุดตกไปบนรางรถไฟ แต่แทนที่คานธีจะเสียใจ ท่านกลับถอดรองเท้าข้างที่เหลืออยู่แล้วโยนตามไปทันที โดยอธิบายแก่ผู้สงสัยภายหลังว่า “ เพื่อให้คนยากจนที่มาเก็บได้ ได้รับรองเท้าไปครบคู่ จะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้”

                  เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เมื่ออังกฤษออกกฎหมายผูกขาดเกลือและเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม คานธีจึงเริ่มนำการเดินทางของมวลชนกว่าพันคน ด้วยการเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 380 กิโลเมตรเป็นเวลา 24 วัน ไปยังชายทะเลนาเกลือเมืองดันดี เมื่อถึงที่นั่น ท่านหยิบเม็ดเกลือขึ้นมาแล้วประกาศว่า “ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใคร หรือประเทศใด”

                  ความพยายามอย่างยาวนานประสบผลสำเร็จ ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เมื่ออินเดียได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ ชัยชนะครั้งนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ความเมตตาสามารถสั่นสะเทือนโลกได้” และเสรีภาพที่ยั่งยืนนั้นสร้างได้ด้วยความสงบและความเมตตาต่อกัน

                คานธีเรียกร้องเอกราชให้อินเดีย ด้วยการประท้วง เดินขบวน อดอาหาร และไม่ร่วมมือกับอังกฤษ โดยไม่ทำร้ายใคร หลักการนี้ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำทั่วโลก เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเนลสัน แมนเดลา

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำความดีนั้นไม่จำเป็นต้องมากมายใหญ่โตอะไรนัก เพียงการบริจาครองเท้าเก่าๆ ข้างเดียวก็สามารถทำความดีได้

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.40 น.

ในยุคที่กระแสแฟชั่นต่างประเทศครองเมือง กระเป๋าแบรนด์เนมหรูแต่ละใบอาจมีราคาสูงลิ่วกว่าหลักแสนบาท สถานการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะชักชวนให้คนไทยหันมานิยมกระเป๋าจักสานไทย?”

กระเป๋าจักสานไทยมีราคาเพียงหลักพันบาท   แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม   และ ใช้งานจริงไม่ต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนม หากได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมการรณรงค์ให้เห็นถึงคุณค่าในทุกเส้นตอกที่ช่างฝีมือทำขึ้นด้วยความอดทนและความประณีต ตั้งแต่การลุยน้ำเก็บผักตบชวามาตากแดด ไปจนถึงการเหลาลำไม้ไผ่ให้บางดุจเส้นผมเพื่อสานเป็นลวดลายงดงาม

เครื่องจักสานนั้น  ถือเป็นหนึ่งในประดิษฐ์กรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ และเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาหลายพันปี โดยมีหลักฐาน แสดงให้เห็นรอยลวดลายจักสาน ซึ่งเป็นโครงทำเครื่องปั้นดินเผาอายุกว่า 3,000 ปีที่แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง จ.อุดรธานี

วัสดุที่ใช้จักสานส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ย่านลิเภา กระจูด ผักตบชวา ใบลาน หรือแม้แต่เส้นเงินและทองคำ ถึงแม้จะมีการใช้เส้นพลาสติกเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกในปัจจุบัน     แต่คุณค่าของงานจักสานแท้จากวัสดุธรรมชาติยังคงเป็นที่ยอมรับและชื่นชมทั่วโลก

ผลิตภัณ์จักสานไทยที่มีชื่อเสียง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เช่น

•             ภาคกลาง: บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง, ท่างาม/ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี, พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครชัยศรี จ.นครปฐม, บางปะหัน จ.อยุธยา

•             ภาคใต้: นาเคียน จ.นครศรีธรรมราช, ควนขนุน จ.พัทลุง

•             ภาคเหนือ: บ้านบัว จ.พะเยา, งาว จ.ลำปาง, สารภี จ.เชียงใหม่

•             ภาคอีสาน: บ้านแพง จ.มหาสารคาม, ธาตุพนม จ.นครพนม

ผลิตภัณฑ์จักสานไม่ได้มีเพียงตะกร้าหรือกระจาด แต่ยังรวมถึงหมวก รองเท้า เสื่อ กระติ๊บข้าว และเครื่องมือดักปลา เช่น ลอบและไซ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงให้การสนับสนุนและทรงใช้เครื่องจักสานไทยในพระราชกรณียกิจเสมอมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรายได้แก่ช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ นับเป็นพลังแห่งการส่งต่อความดี

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยและชมรมเสมาพัฒนาชีวิต    ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยวิธีการแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร   โดยไม่ได้แจกถุงยังชีพที่มีข้าวสารอาหารแห้งอย่างที่นิยมทำกันเป็นประจำ แต่ได้ใช้เงินของมูลนิธิ ไปซื้อกระเป๋าจักสานไม้ไผ่ หวาย และผักตบชวาจากชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 126 ใบ รวมมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท แล้วนำไปมอบเป็นของสมณาคุณฟรีแก่ผู้บริจาคหัวใจให้สภากาชาดไทยในกิจกรรม “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” ที่      ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์  ทำให้เงินก้อนเดียวทำบุญได้สามทอด  คือเพิ่มรายได้ให้คนน้ำท่วม  ช่วยชีวิตคนโรคหัวใจ  และได้ทำบุญ ถวายพระพันปีหลวง

นอกจากนี้ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตยังได้จัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์ชื่อ “ช่วยชาวบ้านจากน้ำท่วม ช่วยกันซื้อกระเป๋าจักสาน” (Help the Villagers affected by the floods by buying woven bags) เผยแพร่ผ่าน YouTube เพื่อสื่อสารคุณค่าของงานศิลปะไทยสู่ระดับสากล    โดยคาดหวังว่าอาจจะมีคำสั่งซื้อกระเป๋าจักสานไทยจากลูกค้าต่างประเทศ 

รับชมวิดีโอได้ที่นี่  : https://www.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g

การเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์จักสานไทย ไม่เพียงเป็นการได้ครอบครองของใช้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติไทย ส่งเสริมอาชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม  และเป็นการทำความดีตามหลัก “เวยยาวัจจมัย” ของบุญกิริยาวัตถุ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรทำ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน “รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย” เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            เช้าวันหนึ่งเด็กชายน้อยสะพายกระเป๋านักเรียนใบเก่า ภายในกระเป๋า มีข้าวต้มมัดสองห่อ ที่แม่ให้ไปกินตอนหิว

            ระหว่างทาง เขาเห็นผีเสื้อปีกสีเหลือง กำลังดิ้นรน ติดอยู่ในใยแมงมุม

            เด็กชายค่อย ๆ เอื้อมมือไป แกะใยออกทีละเส้น ทำให้ผีเสื้อหลุดออกจากใยแมงมุมได้  มันโบยบินวนรอบเด็กชายสองรอบ เหมือนจะบอกว่า“ขอบคุณนะ!”แล้วก็บินหายไป

            พอใกล้ถึงโรงเรียน เด็กชายเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่ง ยืนพิงกำแพง อยู่ข้างถนน หน้าซีด ผอมโซ เด็กชายเปิดกระเป๋า หยิบข้าวต้มมัดที่แม่ให้มาหนึ่งห่อ แล้วยื่นให้

            “ลุงครับ…ผมมีข้าวต้มมัดสองห่อ แบ่งให้ลุงหนึ่งห่อครับ  ”

            ชายคนนั้นรับข้าวต้มมัดไป มือสั่นเล็กน้อย กัดคำแรกแล้วน้ำตาคลอ

            เด็กชายรู้สึกแปลกใจ ถึงแม้ข้าวต้มมัดของเขาจะหายไปหนึ่งห่อ แต่หัวใจของเขากลับเต็มอิ่มมากกว่าเดิม 

            ในห้องเรียนวันนั้น ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ต่อเนื่อง เพราะเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบเสียงเบา “เราลืมเอาดินสอมา…”

            เด็กชายไม่พูดอะไรเพียงหยิบดินสอที่มีหลายแท่งในกระเป๋า แล้วยื่นให้

            เมื่อครูทราบเรื่อง ข้าวต้มมัด และดินสอ ครูก็ยิ้มแล้วพูดกับนักเรียนทั้งห้องว่า

           “การทำความดีนั้นไม่ต้องมากมายอะไร เพียงแค่การแบ่งปันในสิ่งที่มีเพียงเล็กน้อย ก็เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ได้”

            เด็กชายน้อยยิ้ม มองกระเป๋าใบเก่าของตัวเองที่มิได้เหลือเพียงข้าวต้มมัดห่อเดียว แต่เต็มไปด้วย ความสุข ความเมตตา และหัวใจที่อบอุ่น

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเพื่อนรักสองคนกำลังออกเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ร่วมกัน ในระหว่างการเดินทางที่เหนื่อยล้าและร้อนระอุ ทั้งคู่เกิดมีความเห็นไม่ตรงกันจนกลายเป็นการโต้เถียงอย่างรุนแรง ด้วยความโกรธชั่ววูบ เพื่อนคนหนึ่งจึงยั้งมือไม่อยู่และ ตบหน้า เพื่อนอีกคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

                   เพื่อนคนที่ถูกตบรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจมาก แต่เขาไม่ได้โต้ตอบหรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแต่ก้มลงไปแล้วใช้นิ้ว เขียนลงบนพื้นทราย ว่า:

                   “วันนี้ เพื่อนรักของฉันตบหน้าฉัน”

                   พวกเขายังคงเดินทางต่อไปจนกระทั่งพบกับ แหล่งน้ำกลางทะเลทราย “โอเอซิส”ที่เขียวขจี ทั้งคู่จึงตัดสินใจแวะพักและลงอาบน้ำเพื่อคลายความร้อน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพื่อนคนที่เคยถูกตบหน้าเกิดเป็นตะคริวและเริ่มจมลงไปในบึงน้ำที่ลึกโคลนดูด

                   เพื่อนอีกคนเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเล เขาพยายามสุดกำลังจนสามารถดึงเพื่อนขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย เมื่อเพื่อนที่เกือบจมน้ำฟื้นตัวและหายจากอาการตกใจ เขาก็หยิบสิ่วเล่มเล็กออกมาจากย่าม แล้วบรรจง สลักลงบนก้อนหิน ใหญ่ริมน้ำว่า:

                  “วันนี้ เพื่อนรักของฉันได้ช่วยชีวิตฉันไว้”

                  เพื่อนคนที่ตบหน้าและช่วยชีวิตเขารู้สึกสงสัยจึงถามว่า

                  “ตอนที่ข้าทำร้ายเจ้า เจ้าเขียนลงบนทราย แต่ทำไมตอนนี้เจ้าถึงสลักลงบนหินล่ะ?”

                  เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบด้วยแววตาที่สงบว่า: “เมื่อมีใครบางคนทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ เราควรบันทึกลงบน ‘ผืนทราย’ เพื่อให้สายลมแห่งการให้อภัย พัดทำลายร่องรอยความบอบช้ำทั้งหลายให้จางหายไปในเวลาอันสั้น แต่เมื่อมีใครทำสิ่งดีๆ ให้แก่เรา ควรสลักคุณความดีนั้นไว้บน ‘ก้อนหิน’ เพื่อที่จะเป็นหลักฐานอันถาวร ที่ยากจะลบล้างไปได้”

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้อภัยคือการปล่อยความทุกข์ให้หายไปกับกาลเวลาเหมือนรอยบนทราย ส่วนการจดจำความดีคือการสร้างความสุขให้คงอยู่อย่างยั่งยืนเหมือนรอยสลักบนหิน”

                 เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง ทรายกับก้อนหิน The Sand and the Stone ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการให้อภัยและกตัญญู ที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ทราบต้นทาง 

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนตะวันออกกลางอันกว้างใหญ่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่า อาลาดิน อาศัยอยู่กับแม่ผู้ยากไร้   ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง อาลาดินเป็นเด็กขี้เกียจที่มีจิตใจดี  โดยมีชีวิตลำบากยากเข็ญจนบางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ

                  วันหนึ่ง มีพ่อมดเจ้าเล่ห์ปลอมตัวเป็นอาของอาลาดิน หลอกล่อให้เขาเข้าไปในถ้ำเพื่อนำ “ตะเกียงน้ำมันโบราณ” อันหนึ่งออกมา เมื่ออาลาดินได้ตะเกียงแล้ว พ่อมดจะแย่งชิงตะเกียงและขังเขาไว้ในถ้ำ แต่อาลาดินบังเอิญใช้มือถูตะเกียงนั้นเข้า!

                  ทันใดนั้นก็มี “ยักษ์จีนี่”  ร่างใหญ่ก็ปรากฏกายออกมาจากตะเกียง พร้อมกล่าวกับอาลาดินที่ใช้มือถูตะเกียงว่า 

                  “นายแห่งตะเกียง หากท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าจะบันดาลให้เป็นจริง!”

                  อาลาดินกลับมาหาแม่พร้อมกับพรวิเศษ เขาสามารถขออะไรก็ได้จากยักษ์ในตะเกียงตามใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทองคำมหาศาล ปราสาทที่งดงาม หรือเสื้อผ้าที่ถักทอด้วยเพชรนิลจินดา แต่อาลาดินไม่ได้หลงระเริงไปกับอำนาจนั้น

                  อาลาดินนึกถึงความลำบากที่เคยพบมาก่อน จึงใช้ยักษ์และทรัพย์สินที่มี:

แบ่งปันผู้ยากไร้: เขาจัดตั้งโรงทานและมอบเงินให้แก่ราษฎรที่อดอยาก
พัฒนาบ้านเมือง: เขาสร้างบ่อน้ำและที่พักพิงให้คนไร้บ้าน
ใช้ใจแลกใจ: เขาไม่ได้ใช้เวทมนตร์บังคับให้ใครรัก แต่ใช้ความมีเมตตาซื้อใจคน

                 ต่อมาอาลาดินตกหลุมรัก เจ้าหญิงแบดรูลบาดูร์    อาลาดินไม่ได้ใช้เพียงความร่ำรวยไปขอความรัก แต่เขาพิสูจน์ให้องค์สุลต่านเห็นว่า ความมั่งคั่งของเขานั้นไหลเวียนไปสู่ความสุขของประชาชน แม้ภายหลังจะถูกพ่อมดกลับมาชิงตะเกียงไป แต่อาลาดินก็ใช้สติปัญญาและความดีงามที่เขาสั่งสมมา จนสามารถเอาชนะพ่อมดและชิงทุกอย่างกลับคืนมาได้

                 ต่อมาอาลาดินได้ครองคู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะเขามีตะเกียงวิเศษ แต่เพราะเขารู้จัก “การให้” เมื่อเขามีอำนาจอยู่ในมือ เขาเรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการครอบครองคนเดียว แต่มาจากการทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้และแบ่งปันสร้างความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

                 เรียบเรียงจากนิทานอาหรับพันหนึ่งราตรี เรื่อง อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ  Aladin and the Magic Lamp ซึ่งมีรากฐานมาจากนิทานจีนโบราณ ที่สอนให้รู้จักแบ่งปัน

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หม้อข้าววิเศษ

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…ที่ประเทศเยอรมัน มีเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง เธออาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพังในกระท่อมหลังเล็ก ทั้งสองยากจนมาก จนบางวันไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่คำเดียว วันหนึ่งเมื่อเสบียงหมดเกลี้ยง เด็กน้อยจึงเดินเข้าไปในป่าด้วยความหิวโหย หวังจะหาผลไม้ป่ากินประทังชีวิต

                   ในป่าแห่งนั้น เธอได้พบกับหญิงชราแปลกหน้าคนหนึ่ง หญิงชราผู้นั้นรู้ดีว่าเด็กน้อยเป็นเด็กดี กตัญญู และมีใจเมตตา จึงมอบ “หม้อข้าววิเศษ” ให้แก่เธอพร้อมกับบอกความลับว่า  

                   หากต้องการกินข้าวต้ม ให้พูดว่า “หม้อวิเศษจ๋า ต้มข้าวเถอะ” แล้วหม้อจะปรุงข้าวต้มแสนอร่อยออกมาจนเต็ม และ หากอิ่มแล้วและต้องการให้หยุด ให้พูดว่า: “หม้อวิเศษจ๋า หยุดเถอะ” หม้อก็จะหยุดทำงานทันที

                   เด็กหญิงขอบคุณหญิงชราและรีบนำหม้อข้าววิเศษกลับบ้าน ตั้งแต่นั้นมาเธอกับแม่ก็ไม่เคยต้องหิวโหยอีกเลย

                   วันหนึ่งขณะที่เด็กหญิงออกไปข้างนอก แม่ของเธอเกิดหิวขึ้นมาจึงสั่งให้หม้อทำงาน:”หม้อวิเศษจ๋า ต้มข้าวเถอะ!” ข้าวต้มร้อนๆ รสอร่อยก็ปรุงขึ้นมาจนเต็มหม้อ แม่กินจนอิ่มหนำสำราญ แต่… เธอจำคำสั่งให้หยุดต้มข้าวไม่ได้!

                      เธอพยายามสั่งว่า “หยุดนะ”, “พอแล้ว”, “เลิกต้มได้แล้ว” แต่หม้อก็ยังคงผลิตข้าวต้มออกมาเรื่อยๆ ข้าวต้มเริ่มไหลล้นออกจากหม้อ ลงสู่พื้นครัว ไหลออกไปนอกประตูบ้าน ล้นไปตามถนนในหมู่บ้านราวกับแม่น้ำสีขาว

                      ชาวบ้านต่างพากันแตกตื่น เพราะข้าวต้มไหลเข้าไปในบ้านทุกหลังเหมือนน้ำท่วม โคลนถล่ม จนคนในหมู่บ้าน แทบจะจมกองข้าวต้มตายกันหมด!

                      ในขณะที่ข้าวต้มเกือบจะล้นออกไปนอกหมู่บ้าน เด็กหญิงก็กลับมาพอดี เมื่อเห็นเหตุการณ์เธอจึงรีบตะโกนบอกว่า:”หม้อวิเศษจ๋า หยุดเถอะ!” ทันใดนั้น หม้อก็หยุดทำงานลงทันที…

                      นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การไม่รู้อะไรอย่างถ่องแท้ทั้งหมดนั้น อาจทำให้เกิดอันตรายได้”

                      เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง”ข้าวต้มวิเศษ” The Magic Porridge Pot , Der süße Brei

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาสายรุ้ง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาสายรุ้ง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาสายรุ้ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในส่วนลึกที่สุดของทะเลสีคราม มีปลาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อปลาสายรุ้ง

            ปลาสายรุ้งเป็นปลาที่สวยงามที่สุดในท้องทะเล มีเกล็ดสีต่างๆ แวววาวระยิบระยับ ทำให้ปลาตัวอื่นๆ ชื่นชมความงามของเขา และอยากจะเป็นเพื่อน แต่ปลาสายรุ้งมีนิสัย หยิ่งยโส ทะนงตน ไม่เล่นกับใครและไม่ยอมแบ่งปันอะไรให้ใครเลย

            วันหนึ่ง ปลาดำตัวเล็ก ๆ ว่ายน้ำเข้ามาหาปลาสายรุ้งและขอแบ่งเกล็ดสีเงิน ไปบ้าง แต่ปลาสายรุ้งปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

            ทำให้ปลาตัวเล็ก เสียใจอย่างมาก

            ต่อมาปลาสายรุ้งรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะปลาตัวอื่นๆ ไม่อยากคบหาสมาคม ว่ายน้ำหนีจากเขา

            ปลาสายรุ้งจึงไปขอคำแนะนำจากปลาหมึกยักษ์ผู้ฉลาดรอบรุ้

            ปลาหมึกบอกว่า “ความสุขเกิดได้จากการแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น” ถ้าปลาสายรุ้งแบ่งเกล็ดอันสวยงามให้กับปลาตัวอื่นๆ แล้ว ปลาสายรุ้งจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง

            ปลาสายรุ้งไม่แน่ใจในตอนแรก แต่เมื่อเขาพบปลาสีดำตัวเล็กๆ อีกครั้ง เขาตัดสินใจที่จะแบ่งเกล็ดอันแวววาวให้กับมัน

            เมื่อปลาสีดำตัวเล็ก รับเกล็ดสีสวยงามไป มันก็ดีใจมากและเกล็ดนั้นก็สะท้อนแสงระยิบระยับอยู่บนตัวมัน ปลาสายรุ้งเห็นแล้วก็รู้สึกมีความสุขอย่างไม่เคยมีมาก่อน

            จากนั้น ปลาสายรุ้งก็เริ่มแบ่งเกล็ดสวงงามของเขาให้กับปลาตัวอื่นๆ แล้วปลาทั่วท้องทะเลก็มีความสุขร่วมกัน

            นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความสุขเกิดจากการแบ่งปัน และช่วยเหลือผู้อื่น”

            เรียบเรียงจากนิทานสวิตเซอร์แลนด์ เรื่อง ปลาสายรุ้ง Rainbow Fish แต่งโดย Marcus Pfister 1998

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่งที่รักเด็กชายน้อยมาก ทุกๆ วันเด็กชายจะมาเล่นที่ต้นมะม่วง บางทีเขาจะเก็บใบไม้มาทำเป็นมงกุฎสมมติว่าตัวเองเป็นพระราชา บางวันปีนขึ้นไปบนลำต้น แกว่งแขนโหนกิ่งก้าน และกินผลมะม่วงที่แสนอร่อย

                   เมื่อเหนื่อย เขาก็จะนอนหลับพักผ่อนภายใต้ร่มเงา เด็กชายรักต้นมะม่วงต้นนี้มาก… และต้นมะม่วงก็มีความสุข

                  เมื่อกาลเวลาผ่านไป เด็กชายเริ่มโตขึ้น เขาไม่ได้มาหาต้นมะม่วงบ่อยเหมือนเดิม ต้นมะม่วงเริ่มรู้สึกเหงา จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับมา แต่เขาไม่ได้มาเพื่อเล่นเหมือนแต่ก่อน

ครั้งที่ 1: เด็กชายบอกว่าอยากได้เงินไปซื้อของเล่น ต้นมะม่วงบอกว่า “ฉันไม่มีเงินให้หรอก แต่เอาผลมะม่วงของฉันไปขายสิ” เด็กชายจึงเก็บมะม่วงไปขาย …ต้นมะม่วงมีความสุข
ครั้งที่ 2: เมื่อเป็นหนุ่มใหญ่ เขากลับมาพร้อมความกังวลว่าต้องการบ้านเพื่อสร้างครอบครัว ต้นมะม่วงบอกว่า “ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่ตัดกิ่งก้านของฉันไปสร้างบ้านสิ” เขาก็ตัดกิ่งก้านไปจนเหลือแต่ลำต้นเปล่าๆ …ต้นมะม่วงมีความสุข
ครั้งที่ 3: เขากลับมาอีกครั้งในวัยกลางคน บอกว่าอยากได้เรือเพื่อล่องไปตามแม่น้ำ ต้นมะม่วงบอกว่า “ตัดลำต้นของฉันเอาไม้ไปสร้างเรือสิ” แล้วเขาก็ตัดลำต้นทะม่วงไป เหลือเพียงแต่ “ตอไม้” เก่าๆ …ต้นมะม่วงมีความสุข

              เวลาผ่านไปนานแสนนาน จนเด็กชายคนนั้นกลายเป็นชายชราผู้เหนื่อยล้า เขากลับมาหาต้นมะม่วงเป็นครั้งสุดท้าย ต้นมะม่วงพูดด้วยความเสียใจว่า “ฉันขอโทษนะ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้เธออีกแล้ว ไม่มีผลมะม่วง ไม่มีกิ่งก้าน และไม่มีลำต้น…”

              ชายชราตอบว่า “ฉันก็ไม่ต้องการอะไรมากแล้วล่ะ ตอนนี้ แค่อยากได้ที่นั่งพักเงียบๆ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน”

              ต้นมะม่วงจึงยืดตัวขึ้นเท่าที่ตอไม้จะทำได้ แล้วบอกว่า “งั้นมาสิ ตอไม้เก่าๆ นี่แหละเหมาะที่สุดที่จะนั่งพัก” ชายชราก็นั่งลงพักผ่อนบนตอไม้นั้น …และต้นมะม่วงก็มีความสุข

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้เป็นความดี สร้างความสุข” (ทานมัย ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ในพุทธศาสนา)

             เรียบเรียงจากนิทานอเมริกัน อายุ 60 ปี เรื่อง ต้นไม้ผู้ให้ The Giving Tree แต่งโดย Shel Dilverstein ซึ่งแปลไปกว่า 30 ภาษาทั่วโลก

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนเย็นในวันขึ้นปีใหม่   มีนักท่องเที่ยวสามคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย   แต่ไม่มีร้านอาหารใดที่เปิดทำการ  เนื่องจากหมู่บ้านนี้เพิ่งประสบภัยน้ำท่วม และยากจน

นักท่องเที่ยวก่อไฟ ตั้งหม้อต้มน้ำกลางลานหมู่บ้าน  หย่อนก้อนหิน กำมือหนึ่งลงไป พร้อมพูดว่า “เรากำลังทำต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก”

ชาวบ้านหัวเราะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยืนดู นักท่องเที่ยวชิมน้ำต้มหินแล้วบอกว่า “ถ้ามีตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก  สักหน่อยจะหอมขึ้น” ชาวบ้านคนหนึ่งจึงนำตะไคร้มาใส่ อีกคนใส่ใบมะกรูด อีกคนใส่พริกสด กลิ่นหอมเริ่มลอยออกมา

เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาดูด้วยความสนใจ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เดินมาด้วยความสงสัย ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในหมู่บ้านเปลี่ยนไป จากความระแวงกลายเป็นความร่วมมือ

นักท่องเที่ยวพูดว่า “ถ้ามีเนื้อไก่สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ” ชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ไว้จึงนำเนื้อและตีนไก่มาใส่ลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรไทยผสมกับไก่สดทำให้ทุกคนตื่นเต้นมากขึ้น จากนั้นมีคนใส่เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา เพราะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ พูดว่า “แม่บอกว่า ต้มยำต้องมีน้ำปลา” ทุกคนหัวเราะและเห็นด้วย

ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดว่า “ถ้ามีมะนาวอีกหน่อยจะอร่อยขึ้น” เด็กชายรีบวิ่งไปเด็ดมะนาวจากต้นมาบีบลงไป รสชาติเปรี้ยวผสมกับความเผ็ดร้อนทำให้ต้มยำก้อนหินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หญิงชราคนหนึ่งใส่ข่า อีกคนใส่ผักชี กลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ชาวบ้านบางคนเริ่มจัดโต๊ะไม้ยาว กลางลานหมู่บ้าน พวกเขานำจาน ชาม และช้อนออกมาเตรียมไว้ ทุกคนตั้งตารอที่จะได้กินต้มยำก้อนหินร่วมกัน เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว

เมื่อต้มยำในหม้อใหญ่เดือดจนได้ที่ นักท่องเที่ยวก็ตักต้มยำก้อนหินใส่ชาม แจกจ่ายให้ชาวบ้าน  ทุกคนเริ่มชิมด้วยความตื่นเต้น รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หอมสมุนไพรไทยผสมกับเนื้อไก่สดทำให้ทุกคนยิ้มออกมา เด็ก ๆ ตะโกนว่า “อร่อยที่สุดเลย!” ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “นี่คืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน”

ทุกคนในหมู่บ้านนั่งกินต้มยำก้อนหินด้วยกันอย่างมีความสุข พวกเขาเล่าเรื่องราวของตนเองระหว่างกินต้มยำก้อนหิน เสียงหัวเราะและการพูดคุยทำให้บรรยากาศอบอุ่น นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้ม พวกเขารู้ว่าต้มยำก้อนหินไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นสะพานที่เชื่อมใจคนในหมู่บ้านเข้าด้วยกัน

เมื่อทุกคนกินอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าพูดว่า “เราควรทำต้มยำก้อนหินทุกครั้งที่มีงานรวมญาติหรือเทศกาล เพื่อเตือนใจว่า การแบ่งปันทำให้เรามีความสุข” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เด็ก ๆ วิ่งเล่นรอบลานหมู่บ้านด้วยเสียงหัวเราะ ผู้ใหญ่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจ

ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีตำนานเล่าขานว่า “ต้มยำก้อนหิน” คืออาหารแห่งการแบ่งปันและความสามัคคี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลายเป็นเพื่อน และทำให้ทุกคนเข้าใจว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า      “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของยุโรป  (ฝรั่งเศส  รัสเซีย สเปน)  เรื่อง ซุปก้อนหิน  The Stone soup ที่ให้ความรู้เรื่องจริยธรรมและการให้ทาน

อาทร จันทวิมล