ธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย ผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576830

  • วันที่ 13 ม.ค. 2562 เวลา 09:35 น.

ธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย ผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

โดย มัลลิกา นามสง่า

เธอโชคดีที่ทำอะไรก็เจ๊งตั้งแต่อายุน้อย

เธอโชคดีที่ป่วยตั้งแต่ยังสาว

เธอโชคดีที่มีมิตรคอยซ้ำเติมในวันย่ำแย่

วันนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

“ธัญญ์นภัส ภัทร์ฐานนท์ชัย” หรือตอนนี้เป็นที่รู้จักในบทบาท “ครูธัญญ์” ครูสอนนวดหน้าพลิกชีวิต เธอไม่ได้ใช้ศาสตร์การนวดหน้าเรียวยกกระชับแค่พลิกชีวิตของตัวเองเท่านั้น หากเมื่อเธอสามารถยืนหยัดได้อีกครั้ง เธอส่งต่อโอกาสและกำลังใจให้กับอีกหลายคน

สวยด้วยมือ รวยด้วยมือ

ปัจจุบัน ธัญญ์นภัส หรือ ครูธัญญ์ เป็นผู้ก่อตั้ง “อาคีร่า” (Akira) สถาบันสอนนวดหน้าเรียวยกกระชับด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด และเจ้าของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าออร์แกนิก “พ.ใจใส” (Porjaisai)

จากชีวิตติดลบ ล้มมาแล้วไม่รู้กี่กระบวนท่า บาดเจ็บถลอกปอกเปิก ล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ครูธัญญ์ก็กัดฟันสู้ ฝ่าฟันอุปสรรค งัดทุกแรงพลังที่ยังพอมีแรงขับเคลื่อนอยู่ในร่างอันบอบบาง ซึ่งพลังแผ่วอ่อนล้าลงทุกๆ วัน เช่นเดียวกับกำลังทรัพย์ที่ไม่ต้องเสียเวลานับจำนวนเลย

“ธัญญ์ได้ศาสตร์การนวดหน้ามาจากท่านอาจารย์สมคิด ลวางกูร สำนักกุโสดอ ตอนนั้นเป็นครูสอน ก่อนที่อาจารย์สมคิดจะปิดตัวกุโสดอ ธัญญ์ได้ขอออกมารับนวดหน้าเอง เมื่อปี 2558 อาจารย์สมคิดก็บอกว่า ออกไปต้องรอด ต้องรวยกว่าอยู่กับอาจารย์นะ นั่นเป็นเหมือนคำอวยพร”

สมคิด ลวางกูร ไม่ใช่เพียงผู้ให้โอกาส หากแต่ก่อนหน้านั้นหนังสือชื่อ “มึงสู้จริงหรือเปล่า!” ทุกตัวอักษรที่เขาเขียน ได้กระตุกพลังที่ริบหรี่ของเธอให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

“ตอนนั้นธัญญ์เริ่มซื้อน้ำมันมะรุมมาขายแล้ว แต่ยังไม่ปิ๊งไอเดียทำธุรกิจเท่าไร ยังไม่กล้าฮึด เพราะที่ผ่านมาทำอะไรก็เจ๊งหมด จนขาดความมั่นใจ จะไปทางไหน เริ่มต้นยังไง

วันหนึ่งเจอหนังสือชื่อ มึงสู้จริงหรือเปล่า! อ่านจบภายในวันเดียว หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตธัญญ์ บอกตัวเองทันที ถ้าฉันประสบความสำเร็จจะไปเจอเขาให้ได้

จนวันที่ได้เจอตัวจริงธัญญ์ก้มลงกราบแล้วร้องไห้เลย ซึ่งการที่อาจารย์สมคิดติดต่อให้ธัญญ์ไปช่วยงานไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่าธัญญ์มีท่านเป็นต้นแบบ”

ชีวิตกำลังมั่นคง มีเงินเดือนแน่นอน แต่เธอเลือกออกมารับนวดหน้าเดลิเวอรี่เอง มีเพียงกระเป๋า 1 ใบ และสองมือ ที่เธอจะพลิกชีวิตของตัวเอง

“ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เราเรียนรู้ว่า ลงทุนน้อยพลิกชีวิตได้เร็ว สมัยนี้การทำธุรกิจปลาเล็กกินปลาใหญ่ บางทีปลาใหญ่ก็เคลื่อนตัวได้ช้า แต่เราเข้าถึงลูกค้าได้ไว ไม่ต้องรอใครอนุมัติ ตัวเล็กวิ่งชนลูกค้าโดยตรง”

เธอทำการตลาดประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์ โพสต์คำคมต่างๆ ลงเฟซบุ๊ก เล่าเรื่องราวชีวิต ข้อคิดที่ได้ในแต่ละวัน ทำให้มีผู้ติดตามและลูกค้ามากขึ้น ใช้เวลาไม่กี่เดือน จากคนนวดกลายเป็นครูสอนการนวดหน้าเรียวยกกระชับที่มีลูกศิษย์จำนวนมาก

“นวดครั้งละ 1,500 บาท คนที่ถูกเรานวดได้ผลก็อยากเรียน พอเราสอนเขาไปต่อยอดทำรายได้เดือนหนึ่งหลายหมื่น ทำให้เป็นที่รู้จักธัญญ์ก็เปิดสอนที่บ้านเช่า ไม่ได้เปิดใหญ่โต เริ่มต้นจากเล็กๆ แต่มั่นคง ไม่ได้แค่สอนนวดหน้า แต่เราสอนถึงการเข้าหาลูกค้าด้วย

ถึงตอนนี้ธัญญ์ก็ไม่ได้ขับรถหรูเหมือนเมื่อก่อน เพราะนำเงินที่หาได้มาเปิดสถาบันอาคีร่า ธัญญ์ผ่านมาหมดแล้วจนรู้ว่าเราควรนำเงินมาใช้ในส่วนไหน อย่างไร ที่มันจะเกิดความคุ้มค่า”

เพียงเวลา 3 ปี เธอพลิกชีวิตกลับมาได้อีกครั้ง และสวยงามสง่ากว่าคราวที่พึ่งใบบุญสามี เพราะกาลนั้นสามีเป็นคนดูแลธุรกิจทุกอย่าง พอสิ้นเขาเธอก็ไร้เครดิตทางการค้า ต้องขายทุกอย่างใช้หนี้ธุรกิจไปหมด แต่ครั้งนี้การเกิดขึ้นของสถาบันอาคีร่า เธอเป็นผู้ก่อตั้งเองด้วยสองมือ

“อาคีร่า” แปลว่า แสงแห่งอาทิตย์ ที่เปรียบเสมือนแสงสว่างให้กับชีวิตเธออีกครั้ง

ทุกคนมีสองมือ หากแต่สองมือนั้นจะไร้ประโยชน์หากปราศจากการ “ลงมือทำ” ซึ่งเธอผู้นี้แม้จะล้มกี่ครั้งจนสิ้นเนื้อประดาตัวเธอก็ยังลุกขึ้นได้ เพราะเธอลงมือทำและเธอไม่หยุดลงมือทำจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

ตีตรวนด้วยความล้มเหลว

ก่อนจะเข้าสู่ธุรกิจความงาม ก่อนหน้านี้เป็น 10 ปี เธอทำอะไรก็เจ๊งหมด เริ่มจากชีวิตที่สุขสบายเป็นนายคน มีแฟนทำธุรกิจหลายอย่าง เธอช่วยเหลือบ้างในส่วนของงานเล็กๆ น้อยๆ พอแฟนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ บ้าน รถ ทรัพย์สิน ถูกยึดไปหมด เพราะทำธุรกิจจากเงินหมุน

“ผู้หญิงเราจะมีอะไรเหลือนอกจากเสื้อผ้า กระเป๋า ที่บ้าซื้อไว้ มาเริ่มชีวิตใหม่ที่กรุงเทพฯ ท้อมาก ไม่รู้จะไปไหน ก็ตัดสินใจขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด แรกๆ ก็เอาของเรามาขายก่อน ขายของตัวเองจนหมด ได้เงินมาแค่พอซื้อเตาแก๊สปิกนิก กระทะ เป็นทุนต่อ

ตัดสินใจขายข้าวไข่เจียวทรงเครื่อง วันแรกขายได้ 500 บาท ดีใจมาก จนขายได้หลายพันบาท เริ่มหาลูกน้องมาช่วย และขยายสาขา จากข้าวไข่เจียวก็ขยายเป็นร้านขายผัดไทย ข้าวแกง อาหารอีสาน จนมีเงินก้อน เห็นอะไรทำเงินทำหมด หุ้นกับเพื่อนเปิดผับเกย์”

เธอทำหลายอย่างมาก น่าจะรวย แต่ผลปรากฏว่า ยิ่งทำเยอะ ทุกๆ อย่างยิ่งแย่ ทุนหาย กำไรหด แต่สิ่งที่ลดลงอย่างน่ากลัวที่สุดก็คือ สุขภาพที่ย่ำแย่ลง เงินที่หามาได้ใช้หมดไปกับการรักษาตัวเอง

“ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไปจ่ายตลาดเองแต่เช้ามืด วิ่งดูร้านเช้าจนถึงบ่าย ได้นอน 3 ชั่วโมง ตื่นไปดูผับเกย์ พอทำร้านก็นอนดึก ดื่มเหล้า ยังไม่ได้นอนไปจ่ายตลาด ชีวิตวนอยู่แบบนี้หลายปี

ร่างกายทรุด เริ่มต้นจากการปวดท้องหนักมาก ตรวจพบก้อนเนื้อที่ช่องท้อง หมอต้องผ่าตัด ทำกับข้าวไม่ได้ แบกของไม่ได้ นอนพักฟื้นอย่างเดียว

ที่ผ่านมาเราเอาเงินไปหมุนเปิดร้านใหม่ๆ ตลอดเวลา มองทุกช่องทางจะทำเงินหมด จนคิดได้ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี คนเราควรลงมือทำให้เต็มที่ เรามีศักยภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราใส่ตรงนี้ไปสิบ ตรงนี้ไปยี่สิบ เรากระจายศักยภาพของตัวเอง แต่เราหวังผลมันร้อยเปอร์เซ็นต์คืนกลับมาไม่ได้

ตอนนั้นทำร้านอาหารอยู่ประมาณ 5 ปี อายุประมาณ 27 ปี ไปแบกซื้อของก็ไม่ได้ ถ้าทำร้านแล้วจ่ายของเองไม่ได้ ทุกอย่างรั่วหมด ผับก็มีแต่เพิ่มเงินทุน สมัยก่อนทำธุรกิจไม่มีความฉลาด ฉลาดทำแต่ไม่มีความเฉลียว ก็เลิกทำร้านทุกอย่าง ได้เงินทุนจากการเซ้งร้านมานิดหน่อย มาหาทำธุรกิจใหม่ ก็ได้ข้อคิด เราจะทำงานอะไรดีที่ใช้บุคลากรน้อยแต่สามารถได้เงิน

ก็มาลงเอยที่ขายส่งเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ ทำตามเพื่อน ลงทุนเยอะเป็นล้าน ก็กู้เงินมา แต่เรามาทำช่วงที่ตลาดออนไลน์เข้ามา และคนจีนก็เข้ามาขายเอง เราเท่ากับพ่อค้าแม่ค้าคนกลางอยู่ไม่ได้ ก็ออกแบบเสื้อผ้าเองจ้างคนตัด ช่วงนั้นทำงานหนักมาก ทำงานแข่งกับเวลา ”

ธุรกิจที่ลงทุนลงแรงใหม่แต่ไม่ผลิดอกออกผลดังที่วาดหวัง แต่สิ่งที่สำแดงออกมาชัดเจนคือดอกเบี้ยเงินกู้ และอาการป่วยที่ไม่ทุเลายิ่งทำงานหนักยิ่งเครียด ในที่สุดเข้าตำราจน เครียด เพื่อนหาย

“ชอบทำงาน ชอบทำธุรกิจ อยากรวยอยากประสบความสำเร็จ แล้วก็โดนคนครหาไว้เยอะ ว่าเป็นตัวซวย ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จหรอก

ช่วงนั้นร่างกายเริ่มมีปัญหา เนื้อตัวเริ่มพอง ผิวเริ่มลอก ตีคู่มากับโรคซึมเศร้า เพราะทำงานหนัก เครียดมาก เริ่มต้นรู้อาการได้จากตัวเองเลย เจอคนพูดเสียงดังน้ำตาเราไหลเลยรู้สึกน้อยใจ ใครมาเล่าเรื่องญาติเสียเรานี้ตัวสั่น หดหู่มาก

แล้วก็ตัดสินเอง สังคมไม่เอาเรา เราคุยกับใครเขาไม่อยากคุยกับเรา แล้วยิ่งทำงานหนักก็ไม่อยากสุงสิงกับใคร จนตัดสินใจไปหาหมอ หมอก็บอกเป็นโรคซึมเศร้า พบหมอทุกอาทิตย์ ประมาณ 3 เดือน จากนั้น 2 อาทิตย์ไปครั้ง”

ผลจากการใช้แรงกายหักโหม เธอได้โรคเพิ่มมาอีกหนึ่งเป็นผลตอบแทน “ปวดท้องมาก หมอบอกมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ ตอนนั้นแย่มาก พอร่วงรอบสุดท้ายไม่อยากทำอะไรแล้ว ไม่กล้าพบใคร เพื่อนฝูงก็มองว่าเราล้มเหลว เราก็รู้สึกเราตัวซวย ทำอะไรก็ล้มเหลว

จากความเครียดมาก ผิวหนังเริ่มพุพองตามตัว เหมือนสะเก็ดเงิน เวลาคนเราเครียดอาการจะซ่อนอยู่ข้างในร่างกาย แต่ของธัญญ์ปะทุผิวออกมาเลย นิ้วมือลอก หนังศีรษะลอก ตามตัวเป็นผื่นแดง ตอนนี้ก็ยังมีอาการ ถ้าช่วงไหนเครียดพักผ่อนไม่เพียงพอ”

ความสำเร็จเริ่มที่ ลงมือทำ

เธอกลับมาติดลบอีกครั้ง นอกจากจะสูญสิ้นเงินทอง ร่างกายก็บอบช้ำจากโรคภัยรุมเร้า ที่พึ่งพิงสุดท้ายคือ บ้าน คือแม่ และเธอก็ได้รับอ้อมกอดอบอุ่นเยียวยาใจที่หนาวเหน็บ

“เจอจุดเปลี่ยนของชีวิต แม่จะทำข้าวให้กิน ธัญญ์บอกแม่ไม่ต้องหนูจะทำข้าวไข่เจียวให้แม่เอง หนูเคยทำขายอร่อยมาก พอทำเสร็จแม่น้ำตาคลอ เพราะนี่คือข้าวจานแรกที่ลูกทำให้แม่ ทำให้คิดได้ว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรตั้งมากมาย มีเงินทองก็ไม่ได้ให้แม่เยอะเลย

ธัญญ์มีความรู้สึกตอนนั้นเลยว่า คนที่ตายก่อนต้องไม่ใช่เรา ไม่อย่างนั้นแม่แก่ตัวไปใครจะดูแล หลังจากนั้น ตัดสินใจว่า ตัวเองต้องไม่ตาย

กลับมาดูตัวเอง ป่วยเพราะอะไร 1.ถึงเวลากินไม่กิน 2.ถึงเวลานอนไม่นอน 3.ถึงเวลาพักไม่พัก 4.ขับถ่ายไม่เป็นเวลา 5.เจอปัญหาคิดลบทุกสถานการณ์ พวกนี้แหละทำให้เราป่วย

เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน กินข้าวก่อน 9 โมงเช้า 2 ทุ่มนอนแล้ว พอเรากินดีนอนดีก็ขับถ่ายดีเป็นเวลา

เจอปัญหาคิดบวก เริ่มจากมองตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก โชคดีที่ร่างกายเจ็บป่วยตอนที่เรายังมีภูมิแข็งแรงพอฟื้นฟูได้ โชคดีที่ทำธุรกิจล้มตอนเรายังอายุน้อย ถ้าเราทำล้มตอนอายุ 50 อาจไม่มีแรงลุกขึ้นสู้ ธัญญ์บอกกับตัวเองทุกเช้า เราเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก”

เมื่อเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิตถูกสุขลักษณะ สุขภาพกายใจได้รับการพักฟื้นเยียวยาถูกวิธีก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ไม่หายขาด เธอก็พร้อมฮึดขึ้นสู้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แต่เพื่อแม่ ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญ

“ธัญญ์อ่านเจอเนื้อหาหนึ่งแต่จำชื่อหนังสือไม่ได้ เขารวบรวมคนที่ล้มเหลวจากทั่วโลกแล้วคนเหล่านี้ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ ก็คิดได้ว่า เราไม่ใช่คนเดียวที่ล้มเหลว ไม่ใช่เราคนเดียวที่เจ็บปวด การล้มเหลวมันเป็นเรื่องธรรมดาของคน ล้มแล้วก็ลุก

ธัญญ์จำใจความหนึ่งได้แม่น นักธุรกิจคนหนึ่งทำอะไรก็ล้มจนกลายเป็นคนไม่มีเครดิตกับสังคม แล้วเขามีทางออกให้ 3 ทาง 1.ยอมรับคำพิพากษาจากสังคม แล้วกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนต่อ 2.เครียด เป็นบ้า ฆ่าตัวตาย3.ไม่สนใจและก้าวผ่าน

คนที่ด่าเราเคยล้มแล้วลุกได้เหมือนเราไหม เพราะฉะนั้นธัญญ์บอกตัวเองว่า เราเป็นคนแบบที่ 3 คนที่ไม่ผ่านประสบการณ์เหมือนเราจะมาตัดสินเราไม่ได้ เราต้องตัดสินกำหนดชะตาตัวเอง

ธัญญ์ตัดสินใจกำหนดชีวิตตัวเองเลยว่าธัญญ์เป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด แล้วเดินไปขอเงินแม่ลงทุน แม่มีเงินทั้งบ้าน 5,000 บาท แบ่งมาให้ธัญญ์ 3,000 บาท ธัญญ์เอาเงินไปซื้อน้ำมันมะรุมมาขาย เพราะธัญญ์ใช้ทาผิวที่ลอกเป็นสะเก็ดที่เกิดจากความเครียดแล้วได้ผลดี มีคนถามว่าใช้อะไร ธัญญ์มั่นใจในสินค้า เริ่มจากสิ่งที่เราใช้จริง

เริ่มตั้งเป้าหมาย หนึ่งสัปดาห์ขายยังไงให้ได้ 10 ขวด สร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากในหลวงรัชกาลที่ 9 พออยู่ พอเพียง พอกิน ก็เลยตั้งชื่อ พ.ใจใส”

ชีวิตกลับมาสู่แม่ค้าตลาดนัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาพร้อมประสบการณ์ที่ล้มเหลวอย่างโชกโชนและเชื่อมั่นว่าจะไม่ล้มอีกแล้ว เพราะทุกจังหวะเธอก้าวไปอย่างระมัดระวังที่สุด แม้จะมีสะดุดบ้างแต่ก็ข้ามผ่านได้

“ก้าวแรกคือก้าวที่ยากที่สุด ก็ไปขายน้ำมันมะรุมที่ตลาดนัด หาความรู้เกี่ยวกับสินค้าเพื่ออธิบายกับลูกค้า เช้าตลาดนัดหนึ่ง เย็นอยู่อีกตลาดนัดหนึ่ง บางวันออกไปขายของไม่มีเงินติดตัวลงทุน แต่เราต้องมีเงินกลับบ้าน บางวันขายได้เงินเป็นหมื่น

ได้บทเรียนจากการทำธุรกิจ ทำร้านอาหารต้องใหญ่โตหรูหรา พอวันหนึ่งเราเป็นแม่ค้าตลาดนัด ลงทุนน้อยแต่คืนทุนไว พลิกชีวิตได้เร็ว เราต้องตัดรายจ่ายค่าเช่าร้านที่แพงออกไป”

จากการเป็นแม่ค้าตลาดนัดสู้ชีวิต ทำให้เข้าตาของ สมคิด ลวางกูร จนสุดท้ายเธอได้รับโอกาสได้รับความรู้และนำมันมาต่อยอด ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม จนสร้างสถาบันอาคีร่าได้สำเร็จ

ในวันที่เธอพบแสงสว่างแล้ว เธอก็อยากส่งต่อให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังมืดบอดในเส้นทางทำมาหากิน ล่าสุดไปเป็นครูสอนนวดหน้าเรียวยกกระชับให้ผู้ต้องขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลาง คลองเปรม

“ทุกวันนี้ชีวิตธัญญ์มีกินมีใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ เพราะธัญญ์ได้รับโอกาสดีๆ ในการได้เรียนรู้วิชาชีพนี้จากท่านอาจารย์สมคิด ลวางกูร

จากประสบการณ์ของธัญญ์ที่ได้ลงมือทำ ทำให้ธัญญ์มั่นใจและอยากส่งต่ออาชีพนี้ให้กับผู้หญิงทุกคน ที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เราให้เงินช่วยเหลือคน คนใช้ไม่เป็นก็หมด แต่ถ้าให้วิชาชีพติดตัวก็หากินได้ตลอดชีวิตแบบไม่มีวันหมด

การที่ธัญญ์ได้รับโอกาสดีๆ ไปสอนในเรือนจำ ทำให้ธัญญ์มองว่า คนทุกคนล้วนแต่เคยทำผิด ขึ้นอยู่กับผิดมากหรือผิดน้อย แต่การที่ได้ทำอะไรลงไปแล้ว นั่นย่อมมีเหตุผลเสมอ

ถ้าเรามองชีวิตจริงๆ แล้ว การผิดพลาดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ผิดแล้วแก้ไข ปรับปรุง ชีวิตก็จะดีขึ้น ถ้าความรู้ที่ธัญญ์มีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ มีรายรับเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ ธัญญ์ยินดีส่งต่อให้ค่ะ”

หากคุณมีเป้าหมายสักอย่างในชีวิต อย่ามัวแต่มองมัน แต่จงลงมือทำ ทำแล้วก็ทำ มันอาจจะไม่สำเร็จในเร็ววัน มันอาจจะล้มเหลว ผ่านการเจ็บปวด บาดเจ็บบ้าง แต่ถ้าคุณยังไม่หยุดลงมือทำ สักวันมันจะสำเร็จ

ถ้าไม่เชื่อ คุณลองลงมือทำดูสิ แล้วคนที่โชคดีที่สุดในโลกอาจจะเป็นคุณก็ได้…

Pyramid Pose Variation ท่าพีระมิดแบบพลิกแพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576744

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 12:18 น.

Pyramid Pose Variation ท่าพีระมิดแบบพลิกแพลง

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

สำหรับคนที่ฝึกท่าพีระมิดได้แล้ว อาจลองฝึกท่าพลิกแพลงในเวอร์ชั่นนี้ดูซึ่งปกติเวลาที่เราฝึกท่าพีระมิดนั้นฝ่าเท้าหน้าจะวางเต็มฝ่าเท้า ในเวอร์ชั่นนี้จะเพิ่มการทรงตัวแล้วการบิดช่วงลำตัวด้านข้างผสมเข้าไปด้วย

ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ของคนที่ฝึกท่าพีระมิดคือ การแกว่งหรือโยกสะโพกมากเกินไปขณะที่พับตัวลงมาด้านหน้าทำให้ตำแหน่งของสะโพกทั้งสองฝั่งไม่เท่ากันอีกอย่างหนึ่งคืออาสนะท่านี้เป็นอาสนะกลุ่มท่ายืนที่ต้องใช้การทรงตัวด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะยืนด้วยสองเท้าก็ตาม แต่ว่าเมื่อตำแหน่งของฝ่าเท้าหลังหมุนเข้ามาด้านใน ทำให้เนื้อที่ใต้ฝ่าเท้าขาหลังลดลง หากไม่ติดต่อหน้าท้องจะทำให้เวลาพับตัวลงมาโยกหรือล้มได้

ข้อควรระวังในการฝึกท่านี้ สำหรับคนที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่หลัง และคนที่มีความดันโลหิตสูง

วิธีปฏิบัติ

1.หากเริ่มจากท่ายืนให้ส่งเท้าซ้ายไปด้านหลัง หรืออาจเริ่มจากท่าสุนัขก่อนแล้วส่งเท้าขวามาด้านหน้า โดยจุดสำคัญจะอยู่ที่ตำแหน่งและองศาของเท้าหลังหากส่งเท้ามาจากท่าสุนัขให้เก็บเท้าเข้ามาประมาณครึ่งถึงหนึ่งฝ่าเท้าแล้วหมุนเท้าเข้ามาประมาณ 30 องศา จากนั้นยืดขาหน้าให้ตึงแล้วซอฟต์เข่าด้วยการงอเข่านิดๆ ได้อาจวางมือเบาๆ ที่หน้าขาหรือจะวางลงพื้นก็ได้

2.หายใจเข้าตั้งส้นเท้ากดลงที่พื้น กระดกนิ้วเท้าขึ้นให้นิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบนกระจายน้ำหนักทั้งขาหน้าและขาหลัง

3.หายใจออกพับตัวลงด้วยการยืดกระดูกสันหลังให้ยาวส่งท้องและซี่โครงลงไปหาต้นขาหน้าค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ

4.หายใจเข้า ส่งมือขวาเข้ามาด้านในแล้วเอามือลอดเข้าไปจับเท้าขวาด้านข้างใกล้ๆ ส้นเท้า งอข้อศอกขวา ส่วนมือซ้ายยันพื้นไว้ก่อนเพื่อช่วยประคองตัว

5.หายใจออก ส่งมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวาด้านบนแล้วส่งศีรษะลอดใต้แขนซ้ายหันหน้ามาด้านซ้ายเล็กน้อย เปิดพื้นที่ลำตัวด้านข้างฝั่งซ้ายขึ้น ค้างท่าประมาณ 5 ลมหายใจ เข้า-ออก ทรงตัวให้ดีระวังล้ม ควรเช็กตัวเองว่าไม่ลงน้ำหนักกดส้นเท้าหน้าจนมากเกินไป เน้นการกระจายน้ำหนักให้สมดุลของขาหน้าและขาหลัง จากนั้นค่อยๆ คลายออกจากท่าแล้วลองฝึกสลับข้าง

ตึกไอคอนในกรุงเทพฯ ไปชมที่นี่… ทองหล่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576739

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 11:50 น.

ตึกไอคอนในกรุงเทพฯ ไปชมที่นี่... ทองหล่อ

โดย ปอย

สถาปัตยกรรมดีๆ ในกรุงเทพฯมีให้ชมชิลๆ แค่ลงบีทีเอสแล้วเข้าซอยทองหล่อ ก็ได้ชมผลงานดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสชื่อเสียงก้องโลก“ฟิลิปป์ สตาร์ค” นักออกแบบที่มีแฟนๆ ติดตามผลงานอยู่ทั่วทุกมุมโลก

สตาร์ค อายุเข้า 69 ปี แต่ไฟคุโชนเปี่ยมพลังความคิดสร้างสรรค์ มีแพสชั่นสร้างสรรค์มูฟเมนต์ใหม่ๆ ให้วงการออกแบบทั่วทุกมุมโลก คอเสพงานสถาปัตย์ลองเลือกมาเดินเที่ยวย่านนี้ รับรองไม่มีคำว่าผิดหวังเลย มีตึกเจ๋งๆ ให้ดูกันเพลินตลอดซอย

อาคารเพิ่งผุดขึ้นมาใจกลางทองหล่อ KHUN by Yoo Inspired by Starck โปรเจกต์ด้านที่อยู่อาศัยแห่งแรกในกรุงเทพฯ ของสตาร์ค และบริษัทออกแบบชื่อดังระดับโลก Yoo Studio รูปลักษณ์ภายนอกของตัวอาคารดูแปลกตากับความโดดเด่นของการเลือกใช้สีทองแดงคอปเปอร์มันวาวก็ดึงดูดความสนใจคนผ่านไปมาได้ทันที อาคารขนาดสองชั้นหลังนี้เป็นเซลล์แกลเลอรี่โครงการคอนโดมิเนียมไฮเอนด์แห่งใหม่ของแสนสิริ

การนำเสนอผ่านแกลเลอรี่โชว์ผลงานออกแบบสตาร์คไว้เต็ม หยิบมาโชว์มีทั้งเฟอร์นิเจอร์ สุขภัณฑ์ หรือของประดับตกแต่งบ้าน เข้าไปเดินแล้วจะรู้สึกเหมือนมาเดินดูนิทรรศการศิลปะ

การออกแบบภายในมีการเล่นสีสันตัดกันและใช้เฟอร์นิเจอร์รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งมีขนาด Oversize ใหญ่เป็นพิเศษเอกลักษณ์ของ ฟิลิปป์ สตาร์ค โดยให้ความสำคัญกับฟังก์ชั่นการใช้สอยครบถ้วนลงตัว ตามจุดมุ่งหมายในการทำงานออกแบบของดีไซเนอร์ใหญ่ ที่ไม่ว่าสิ่งที่เขาออกแบบอยู่นั้นคือผลิตภัณฑ์ประเภทใด ก็ต้องช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

และเมื่อ คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค ก่อสร้างแล้วเสร็จ อาคารเซลล์แกลเลอรี่สุดเก๋ที่เราเห็นนี้จะถูกรื้อถอน ตัวคอนโดมิเนียมจริงก่อสร้างภายใต้แนวคิด “Industrial Heritage” สะท้อนความทันสมัยของซอยทองหล่อ โดดเด่นใจกลางย่านที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของกรุงเทพฯ

ตึกสวยไม่มีแค่นี้ 72 Courtyard คืออีกตึกโดดเด่นด้วยปูนเปลือยฉาบไว้ตั้งแต่ด้านหน้าอาคารทรงเหลี่ยม ไล่เรื่อยเข้าไปยังตัวอาคารด้านในที่ให้รายละเอียดของการตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ สำหรับ 72 Courtyard ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 16 และทองหล่อ 18 แหล่งรวมร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่สุดชิกไว้เพียบ

ภายนอกอาคารให้ความรู้สึกแข็งและดิบ เปลือกนอกที่ห่อหุ้มความเขียวชอุ่มของต้นไม้ปลูกไว้รายรอบร่มรื่น ช่วยลดทอนความวุ่นวายของการจราจรในซอยทองหล่อไปได้เยอะทีเดียว ซึ่งเมื่อประกอบกับรายละเอียดการตกแต่งร้านอาหารแต่ละร้านที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันเลย โดยมีตั้งแต่สไตล์เรโทร ยุโรป ไปจนถึงสไตล์แบบเม็กซิกัน มีการตกแต่งด้วยลายกราฟฟิตีและภาพวาดเต็มพื้นที่ ทั้งหมดนี้ถือว่าช่วยเติมเต็มบรรยากาศของความสนุกในการสังสรรค์ได้ลงตัวที่สุด

คอมมูนิตี้มอลล์ความสูง 4 ชั้น ใช้เวลาถึง 4 ปีเต็มกว่าจะสร้างจนจะแล้วเสร็จ The Commons ในซอยทองหล่อ 17 อีกหนึ่งอาคารมีความโดดเด่นในแง่ของการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ซ่อนลูกเล่นและรายละเอียดของประโยชน์ใช้สอยภายในตัวอาคารไว้ได้อย่างแยบยล ในลักษณะแบบการสร้างชุมชน ในแนวคิด “Wholesome Living” หรือการใช้ชีวิตแบบมีสมดุล ผ่านการแบ่งสัดส่วนของพื้นที่อินดอร์และเอาต์ดอร์อย่างพอเหมาะสอดประสาน เพื่อให้การใช้พื้นที่เกิดขึ้นได้อย่างหลากหลาย

ร้านอาหาร ช็อปปิ้ง หรือกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ที่จะเลือกซื้ออาหารแล้วออกไปใช้พื้นที่เอาต์ดอร์ตรงกลางส่วนที่เรียกว่า Common Ground จัดไว้เหมือนเป็นสวนหลังบ้านในบรรยากาศสบายๆ ก็ทำได้อย่างเต็มที่ ผู้ออกแบบคือ Department of Architecture ตั้งใจให้พื้นที่ตรงนี้เหมือนกล่องโปร่งๆ สบาย รับลมได้ดีทุกทิศ ในขณะที่กันแดดและฝนได้ตลอดเวลา เป็นความลงตัวทางสถาปัตยกรรมแท้จริง

ไม่มีแค่ตึก สถาปัตย์ไทยแท้ก็มีให้ชมกัน Face Bangkok หมู่อาคารไม้สักทรงไทยล้านนาซ่อนตัวอยู่ในซอยทองหล่อ 38 ที่นี่รวมร้านอาหาร บาร์ และสปาสอดประสานอยู่ในหมู่อาคารเดียวกันกลมกลืน เรือนไทยแวดล้อมไว้ด้วยสวนสวย และบ่อน้ำที่ให้ความสงบร่มเย็นเหมือนวิถีชีวิตริมคลองของคนไทยในอดีต ทว่าก้าวทันโลกด้วยรายละเอียดของการตกแต่งภายใน

ทั้งภาพวาด ของประดับตกแต่งและศิลปวัตถุทำมือ เผยรายละเอียดของวัฒนธรรมจากนานาชาติในเอเชีย ทั้งไทย อินเดีย และญี่ปุ่น ผสมกลมกลืนกันอยู่ผ่านเมนูอาหาร จะเลือกสั่งแบบแยกเชื้อชาติจากกันเป็นจานๆ หรือสั่งเมนูผสมข้ามวัฒนธรรมไว้แล้วก็ได้เช่นกัน

รายละเอียดของการสร้างตัวอาคารแบบมีใต้ถุนหยิบแรงบันดาลใจมาจากเรือนไม้สักบ้านจิม ทอมป์สัน ในขนาดตัวอาคารใหญ่ขึ้นเพื่อให้รองรับการเป็นทั้งร้านอาหาร สปา และบาร์ให้ได้ครบ เข้ามาชมก็ได้เห็นความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของทั้งคนไทยและคนเอเชียอย่างเด่นชัด

คาเฟ่และอาณาจักรของตุ๊กตาหมี แบรนด์ไทยแท้ Teddy House ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ในใจกลางทองหล่อซอย 5 ผู้มาเยือนเพลิดเพลินกับเสน่ห์อันคลาสสิก ดั่งดื่มด่ำอยู่ในปราสาทอังกฤษ โดยอาศัยโครงสร้างเลียนแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์จากโซนยุโรปไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภายนอก

เริ่มตั้งแต่สะพานไม้ข้ามคลองเปรียบประหนึ่งจินตนาการที่เห็นในหนังสือการ์ตูนเทพนิยาย การใช้ปูนเปลือยผสมอิฐ การเล่นเลเยอร์ของผนังที่ยิ่งเดินเข้าไปยิ่งเห็นเป็นมิติเหมือนการเดินเข้าไปในโซนลับของปราสาท รวมทั้งดึงเอากลิ่นอายของยุคโกธิกมาเพิ่มเติมความโดดเด่นด้วยกระจกสีเหมือนที่เห็นกันบ่อยๆ ในโบสถ์

แต่ละมุมมาผูกโยงเรื่องราวให้กับเหล่าตุ๊กตาหมี ที่สมมุติให้มีชีวิต โดยมีพนักงานพาชมและเล่านิทานแห่งเมืองปราสาทหมีนางฟ้าเทวดา เป็นอีกหนึ่งไม้เด็ดในการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้ลูกค้าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นอกเหนือจากโซนขายตุ๊กตาหมีและคาเฟ่ที่แบ่งสรรไว้อย่างลงตัว

ทองหล่อไม่ได้เป็นเพียงย่านช็อปปิ้ง หรือไนต์ไลฟ์หรูๆ ลองมาเยี่ยมเยือนเลือกชมงานสถาปัตยกรรมสวยๆ คอสถาปัตย์อาจเพลิน เดินชมตึกไอคอนของกรุงเทพฯ กันได้ทั้งวัน

อรุณลักษณ์ ตัณฑุลเวสส สุขภาพดีด้วยวิถีสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576737

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 11:42 น.

อรุณลักษณ์ ตัณฑุลเวสส สุขภาพดีด้วยวิถีสีเขียว

โดย อณุสรา ทองอุไร ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

หญิงสาวหน้าสวยและยิ้มแย้มแจ่มใสที่สนใจในวิถีสีเขียว อรุณลักษณ์ ตัณฑุลเวสส เธอทำงานประจำให้กับบริษัทที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุนในการทำธุรกิจโรงแรม แต่เธอเพิ่งมาเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองควบคู่ไปด้วยอีกทางหนึ่งก็คือ การนำเข้าผลไม้ออร์แกนิกจากประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่งทำมาได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น โดยเน้นขายออนไลน์เป็นหลักชื่อ MiZUHO.BKK

เนื่องจากเธอสนใจเรื่องสุขภาพไม่อยากกินผักผลไม้ที่ปนเปื้อนสารพิษเกินจำเป็น ถ้าเลือกได้ก็อยากเลือกกินให้ดี อะไรที่หลีกเลี่ยงสารพิษเข้าไปในปากได้ก็ควรจะทำ

เธอเล่าว่า เวลาที่เห็นข่าวผักผลไม้ปนเปื้อนสารพิษเป็นจำนวนมาก และมีในผักผลไม้แทบทุกชนิดเลย รู้สึกเป็นกังวลว่าถ้ากินเข้าไปทุกวันคงจะจบลงด้วยความเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่างๆ นานา

จนวันหนึ่งคุณแม่ของเธอมีลูกค้าญี่ปุ่นนำผลไม้ออร์แกนิกจากประเทศญี่ปุ่นมาให้ผลไม้อร่อยหวานมาก เขาบอกว่าเป็นผลไม้จากฟาร์มออร์แกนิกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่เขาส่งขายที่สนามบินกับที่ฟาร์มของเขาเท่านั้น เธอเกิดสนใจเพราะประทับใจในความสดหวานอร่อยและเป็นธรรมชาติ ปลอดสารพิษเป็นออร์แกนิกแท้

เธอก็เลยชวนคุณแม่บินไปดูฟาร์มมูราตะที่ประเทศญี่ปุ่น ไปดูขั้นตอนเพาะเมล็ดพันธุ์ การปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว และบรรจุภัณฑ์ จนถึงขั้นส่งมาขาย ซึ่งเขาจะส่งมาจำหน่ายทันทีภายใน 6 ชั่วโมง หลังจากเก็บเกี่ยว เธอได้พูดคุยกับชาวสวนที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์เล็กๆ แล้วเกิดความประทับใจก็เลยติดต่อขอมาจำหน่ายที่ประเทศไทย โดยเธอเปิดร้านเล็กๆ อยู่ที่สวนเพลิน ถนนพระราม 4 ตรงข้ามช่อง 3

“เป็นเกษตรกรที่รวมตัวกันประมาณ 5-6 ราย ในนาม Japanese Farmer Market หรือเรียกว่าฟาร์มมูราตะ เป็นการรวมตัวกันขายที่หน้าฟาร์มกับส่งไปขายที่สนามบินเป็นหลัก ไม่ได้ส่งไปขายที่ห้างหรือที่ใด พอเราติดต่อไปเขาก็ตัดสินใจนาน เขาเลือกคนที่จะนำสินค้าเขาไปจำหน่าย

แต่ที่สุดก็ยอมให้เรานำเข้ามา เพราะเห็นถึงความตั้งใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่พวกเขาทำ โดยเราก็เน้นขายผ่านออนไลน์กับเฟซบุ๊ก และมีหน้าร้านเล็กๆ ที่สวนเพลิน เราไม่ส่งเข้าห้าง เพราะไม่ต้องการผ่านคนกลาง อยากให้ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคเลย ซึ่งในช่วงแรกเราส่งฟรีใน กทม.”

ทั้งผักผลไม้จะส่งมาทุกวันพฤหัสบดี และเธอจะมีเมสเซนเจอร์ 2 คน ส่งของทันทีเมื่อสินค้ามาถึง แน่นอนว่าผลไม้นำเข้าราคาสูงกว่าผลไม้ไทย เพราะมีต้นทุนเรื่องค่าขนส่ง

“แต่คิดว่าเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว เพราะถ้าเลือกกินแต่สิ่งดีๆ มันก็ดีกับร่างกายในระยะยาว กินอาหารให้เป็นยา เราจะได้ไม่ต้องขุดหลุมฝังตัวเองเพราะกินไม่เลือก กินสารพิษเข้าไปมากเกินไป มันเหมือนเป็นการจ่ายค่าดูแลสุขภาพให้กับตัวเอง

อรุณลักษณ์ ย้ำว่ายิ่งไปดูที่ฟาร์มของเกษตรกรที่นั่นแล้วเห็นถึงความแน่วแน่ตั้งใจ เขาควบคุมคุณภาพ ควบคุมการผลิตมาก มั่นใจในสินค้ารู้ถึงแหล่งที่มาได้อย่างสบายใจ

“ส่วนตัวเราเองถ้าเราออกกำลังกาย ก็ควรเลือกกินให้ดี ร่างกายที่ดีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจดูแล เพราะเป็นต้นทุนชีวิตที่ดี ถ้าต้นทุนชีวิตไม่ดีเจ็บป่วยออดแอดๆ ก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งสุขภาพจิต เสียเวลาในการทำมาหากิน งั้นยอมลงทุนแต่เนิ่นๆ เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

อย่างที่บ้านก็พยายามปลูกพวกพืชผักสวนครัวหลายชนิดกินเอง คืออะไรทำได้เราจะทำกินผักสดผลไม้ที่สะอาดให้มาก ออกกำลังกาย เราอยากแข็งแรงปลอดโรค” เธอกล่าวด้วยความตั้งใจ

‘นายมด’ กดชัตเตอร์เปิดโลกท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576731

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 10:53 น.

‘นายมด’ กดชัตเตอร์เปิดโลกท่องเที่ยว

โดย รอนแรม ภาพ : นายมด

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เขาเริ่มเขียนบันทึกการเดินทางในบล็อกส่วนตัว(9mot.com) จากนั้นเมื่อเฟซบุ๊กมีเพจขึ้น เขาจึงเปิดอีกช่องทางในเพจเฟซบุ๊ก นายมด เพื่อสื่อสารกับคนที่มีสไตล์การเดินทางและชอบถ่ายภาพเหมือนกัน

“มด” ธิติพงศ์ กิ่งแก้ว พนักงานประจำพำนักอยู่ที่ภูเก็ต กล่าวว่า เขาหลงใหลในยุโรปจึงชอบขับรถเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ซึ่งความชอบและความถนัดของแต่ละคนจะส่งเสริมกัน เช่น บางคนชอบขับรถ บางคนชอบทำอาหาร หรืออย่างเขาชอบถ่ายรูป ส่วนการเดินทางเขาจะวางแผนเอง เน้นหาที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย หรือหากเป็นที่ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วจะพยายามหามุมมองใหม่ หรือรูปแบบการท่องเที่ยวใหม่มานำเสนอ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เขาชื่นชอบ

“ด้วยลักษณะของแพลตฟอร์มที่ต่างกัน ในบล็อกผมจะลงรายละเอียดค่อนข้างเยอะกว่า ส่วนในเพจจะทำหน้าที่สองอย่างคือ นำเสนอภาพรายวันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และแชร์รีวิวจากบล็อกเพื่อดึงคนเข้าไปอ่าน เพราะผมไม่ได้เป็นบล็อกเกอร์อาชีพเสียทีเดียว ผมยังทำงานประจำและใช้เวลาว่างในการเดินทางท่องเที่ยว

ฉะนั้น จึงจะไม่มีคอนเทนต์ถี่มากเหมือนบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวหรือคนที่มีโอกาสท่องเที่ยวตลอด แต่ผมจะใช้วันหยุดและวันลาพักร้อนที่มีอยู่อย่างจำกัดมาจัดการวางแผนท่องเที่ยว”

มดทวนคำถามว่า การเดินทางให้อะไรกับชีวิตบ้าง เขาคิดว่าอันดับแรกการเดินทางเป็นการทำตามฝัน เพราะตั้งแต่เด็กเวลาเห็นภาพบนโปสต์การ์ดก็อยากไปเห็นของจริง และตอนนี้การเดินทางกลายเป็นอาชีพเสริมไปแล้ว

“ผมเขียนบล็อกเพราะมันสนุก ทำเพราะอยากแชร์เพราะเรารู้ว่าก่อนเดินทางต้องทำการบ้านหนักมาก โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ จะหาข้อมูลยากมาก ดังนั้น เวลาเราไป เราก็อยากเก็บข้อมูลมาให้มากที่สุด และอยากเก็บมุมมองการถ่ายภาพให้คนที่อยากไปสามารถตามได้

การเดินทางทำให้ผมได้ไปเปิดตัวเองให้เข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่าง ทำให้เราเป็นนักท่องเที่ยวที่ดีขึ้น จนกระทั่งวันนี้มันได้กลายเป็นอาชีพเสริม ซึ่งทำให้ผมเดินตามฝันได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสได้ไปสถานที่ใหม่ๆ ที่ไม่คิดจะไป แต่ไม่ว่าอย่างไรทุกทริปที่ผมไปจะไม่บิดความเป็นตัวเอง”

นักเดินทางสายแลนด์สเคปกล่าวทิ้งท้ายถึงการใช้ชีวิตว่า แม้จะเป็นคนที่รับผิดชอบในหน้าที่การงานมากแค่ไหน แต่ที่ขาดไม่ได้คือ การรับผิดชอบกับตัวเอง

“เพราะหากเราสุขภาพไม่ดีหรือมีสุขภาพจิตไม่ดี สุดท้ายมันก็จะมีผลกับงานหรือมีผลกับครอบครัว ฉะนั้นต้องวางแผนบริหารสุขภาพจิต ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการไม่เหมือนกัน

บางคนออกกำลังกาย บางคนเล่นกีฬา บางคนชอบฟังเพลง หรือบางคนชอบเดินทาง ในมุมมองของผมไม่ต้องรอให้พร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องรอให้มีเงินเยอะๆ แล้วไปเที่ยวตอนแก่ แค่เราต้องบริหารมันให้ได้”

ร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวและภาพถ่ายของเขาได้ที่เพจเฟซบุ๊ก นายมด เว็บไซต์ 9mot.com ยูทูบ 9mot-photographyและอินสตาแกรม @9mot

รักครบรส สไตล์ ภัทร จึงกานต์กุล+วรนันท์ จันทรัศมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576728

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 10:35 น.

รักครบรส สไตล์ ภัทร จึงกานต์กุล+วรนันท์ จันทรัศมี

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

เพิ่งลั่นระฆังวิวาห์กันไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา คู่รักข้าวใหม่ปลามัน ภัทร จึงกานต์กุล ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการตลาดดิจิทัล กับ วรนันท์ จันทรัศมี ทายาทธุรกิจใหญ่เจ้าของศูนย์การค้าไดอาน่า หาดใหญ่ ในเครือพิธานกรุ๊ป ก็เคลียร์คิวทองมาให้สัมภาษณ์ถึงเส้นทางความรัก ที่คนภายนอกอาจจะคิดว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบ

แต่ความจริงแล้ว ชีวิตรักทั้งคู่ไม่ได้มีแต่รสหวาน หากแต่เป็นความรักที่ครบรส ผ่านมาแล้วทุกโมเมนต์ ครบทุกรสชาติเคยถึงขั้นจะตัดสินใจแยกทาง แต่สุดท้ายด้วยอานุภาพของความรักพาให้ทั้งคู่ประคับประคองความสัมพันธ์จนมาถึงวันวิวาห์จนได้

จุ้มจิ้ม เหมือนบัดดี้คู่ใจไปไหนไปกัน

ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นคนในวงการบันเทิงอยู่แล้ว เพราะฝ่ายชายเป็นผู้ประกาศข่าวที่โลดแล่นอยู่หน้าจอ ส่วนฝ่ายหญิงก็เป็นนักแสดง มีผลงานการแสดง อาทิ สงครามนางฟ้า สกุลกา น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ และบ่วงบรรจถรณ์ ทำให้พอคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้าง

จนกระทั่งได้มีโอกาสโคจรมาเจอกันในคอร์สเรียน ABC ถึงได้ทำความรู้จักกันอย่างจริงจัง ก่อนจะพัฒนาความสัมพันธ์มาเรื่อยๆ

“เราเรียน ABC รุ่นเดียวกัน ยอมรับครับว่าเจอกันครั้งแรกเขาก็ดูสวยสะดุดตา แต่ตอนนั้นด้วยความที่ทั้งผมและเขาต่างฝ่ายต่างมีคนที่คุยๆ อยู่ เราเลยคบหากันในฐานะพี่น้องร่วมรุ่น จนกระทั่ง 3 ปีก่อนได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นจังหวะที่เราทั้งคู่ต่างไม่มีใคร เลยได้มีโอกาสลองคุยกันดู และผมก็ตัดสินใจเดินหน้าจีบเขาอย่างจริงจัง” ภัทร เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางความรักอย่างออกรส

“ส่วนตัวผมไม่ได้มีสเปกตายตัวว่าชอบผู้หญิงแบบไหน ผมแค่ชอบผู้หญิงที่เป็นธรรมชาติ มีเสน่ห์ เป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่ผมมองว่าเราคล้ายกัน คือเป็นคนง่ายๆ ติดดินเหมือนกัน เราจะดินเนอร์มื้อพิเศษแบบไฟน์ไดนิ่งก็ได้ หรือจะไปกินร้านข้างทางเราก็โอเค

อย่างเดทแรกผมชวนเขาไปสะพานพุทธ ไปกินโจ๊กข้างทาง ผมก็ไม่รู้นะว่าเขาจะเคยไปสัมผัสประสบการณ์แบบนี้หรือเปล่า แต่แค่อยากจะลองดูว่า ไลฟ์สไตล์เราเข้ากันได้หรือเปล่า ปรากฏว่าเขาก็ไป และก็สนุกด้วย”

ส่วนสิ่งที่ภัทรมองว่าทั้งคู่ต่างกันคืออะไร คำถามนี้ ภัทรขอเวลาคิดสักครู่ก่อนเฉลยว่า

“อาจจะเป็นมุมมองบางเรื่อง เขาไม่ชอบคนที่โกหกเลย ขณะที่ผมเอง ก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องโกหก แต่เรื่องบางเรื่อง เราอาจจะมีมุมมองที่ยืดหยุ่นกว่าเขา บางครั้งเลยมีมุมมองที่ต่างออกไป ทำให้ไม่เข้าใจกัน ซึ่งเราก็พยายามปรับจูน หาจุดที่สมดุล”

อย่างไรก็ตาม กว่าเส้นทางความรักจะเดินทางมาถึงจุดแฮปปี้เอนดิ้ง แบบนี้ ภัทรยอมรับว่าไม่ง่ายเลย เพราะถึงจะเอาชนะใจฝ่ายหญิงได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเพื่อผ่านด่านคุณพ่อตา

“จะเรียกว่าหวงลูกสาวมั้ย ผมไม่ทราบ (หัวเราะ) แต่ถ้าผมมีลูกสาวหน้าตาน่ารักแบบนี้ ผมก็หวง (ยิ้ม) ด้วยความที่คุณพ่อจุ้มจิ้มอยู่ที่หาดใหญ่ ส่วนผมเองอยู่กรุงเทพฯ ตอนนั้นกว่าจะมีโอกาสไปกราบท่าน ก็คบหาดูใจกันมาเกือบปี

จำได้ว่าครั้งแรกที่เจอ ท่านก็เบรกเรื่องแต่งงานเลย เพราะมองว่าเรายังคบกันไม่นานพอ ตอนนั้นก็ทำเอาผมน้ำตาซึมเหมือนกันนะ (หัวเราะ) โชคดีที่จุ้มจิ้มก็ให้กำลังใจ ผมเลยพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถดูแลลูกสาวของท่านได้

จนพอเราคบกันเข้าปีที่สอง ผมก็ยังไม่ละความพยายาม แต่คุณพ่อก็ยังไม่ยอมใจอ่อน สุดท้าย ผมตัดสินใจวัดดวงกะว่าปลายปีนี้ ซึ่งเราคบกันเข้าปีที่ 3 พอดี ต้องขอแต่งงานให้สำเร็จให้ได้ เลยไปจองโรงแรมไว้ก่อนเลย กะว่าถ้าคุณพ่อไม่ยกให้ก็ยอมโดนยึดเงินมัดจำ

สุดท้ายด้วยจังหวะเวลาและองค์ประกอบทุกอย่างลงตัว คุณพ่อท่านก็ยอมยกลูกสาวให้” ภัทร บอกเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

ก่อนทิ้งท้ายว่า มาถึงวันนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบภรรยาสุดที่รักเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต ภัทรขอยกให้จุ้มจิ้มเป็นบัดดี้คู่ใจ ที่พร้อมไปไหนไปกัน พร้อมสนับสนุนและเคียงข้างเขาในทุกเรื่อง

พี่ภัทรเหมือนไอรอนแมนประจำตัว

หลังจากนั่งอมยิ้มฟังคุณสามีเผยถึงเรื่องราวความรักมาพักใหญ่ จุ้มจิ้มเสริมว่า สิ่งที่เราไม่คิดว่าจะเห็นจากเขาคือ มุมที่เขานิ่งๆ ไม่ได้เฮฮาหรือเป็นปาร์ตี้บอย แต่มีความเป็นผู้ใหญ่ มองถึงอนาคต พร้อมจะเป็นผู้นำครอบครัว

“ภาพลักษณ์ของเขาในใจเราตอนแรก คือเป็นคนมีเพื่อนเยอะ เราก็เลยกังวลว่าสาวจะเยอะด้วยหรือเปล่า (หัวเราะ) เพราะเขาเป็นคนมีเสน่ห์ แต่พอได้รู้จักกันมากขึ้นแล้วเขาเป็นคนใจดี มีความเป็นผู้นำคบเขาแล้วเราได้พัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น

อีกอย่างเขาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายมาก ให้ความสำคัญกับเราเป็นอันดับแรกๆ ตลอด จะกี่ปีก็ไม่มีเปลี่ยน อย่างถ้าเวลาทะเลาะกัน ไม่ว่าใครเป็นคนผิด เขามักจะเป็นคนมาขอโทษตลอดเพราะอยากให้เราเข้าใจกัน ส่วนสิ่งที่เราเหมือนกัน คือ เราเป็นคนแอ็กทีฟทั้งคู่เป็นแนวซนๆ ไม่อยู่กับที่ เพราะฉะนั้นพอมาอยู่ด้วยกันก็เลยไม่เบื่อ กลายเป็นยิ่งสนุก ชวนกันไปนู่นไปนี่ เดินทางตลอด”

ถามว่าผู้ชายคนนี้ใช่สเปกหรือไม่จุ้มจิ้มอมยิ้มก่อนตอบว่า ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่าอยู่ด้วยแล้วเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง

“เราไม่ได้มีสเปกผู้ชายในฝัน แค่ชอบคนที่อยู่ด้วยแล้วไม่มีจังหวะเดดแอร์ อยู่ด้วยแล้วไม่ฝืน คุยกันได้เรื่อยๆ เหมือนมีเคมีบางอย่าง เวลาอยู่ด้วยแล้วเหมือนมีผีเสื้อบินๆ พอมาอยู่กับผู้ชายที่ละมุน เป็นสายซอฟต์ ไม่อีโก้ ไม่ทิฐิกับแฟนรู้สึกดีต่อใจ” จุ้มจิ้ม เล่าไปยิ้มไป ก่อนจะเผยถึงบทพิสูจน์ความรักที่ทำเอาทั้งคู่เกือบหันหลังให้กัน

“ช่วงก่อนจัดงานแต่งงาน เราสงสัยว่าเขามีคนอื่น ตอนนั้นคิดว่าจะเลิกแล้วโทรบอกเพื่อนเจ้าสาวหมดแล้ว เหลือแค่บอกผู้ใหญ่ ตอนนั้นพี่ภัทรก็ง้อเต็มที่พยายามพิสูจน์ตัวเองให้เราเห็นว่าเขารักเรามากจริงๆ และไม่เคยมีคนอื่น สุดท้ายก็เลยหายโกรธ”

สำหรับเรื่องทายาทที่หลายคนอยากรู้ จุ้มจิ้ม บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะทั้งคู่ยังหวงแหนชีวิตที่ได้ผจญภัยอย่างอิสระ

“คุยกันตลอดค่ะ พี่ภัทรอยากมีมาก แต่ยังไม่สรุปว่าจะมีเมื่อไหร่ ส่วนจำนวนค่อนข้างลงตัว คือกะว่าจะมีสองคนอย่างน้อยต้องมีผู้ชายหนึ่งคน” จุ้มจิ้มเล่าอย่างติดตลก ก่อนแซวตัวเองว่าพูดเหมือนสั่งได้

“เราคุยกันตลอดค่ะ เพราะอายุเราก็ไม่น้อยกันแล้ว แต่ด้วยความที่ชอบเดินทางทั้งคู่ ชอบทำกิจกรรมลุยๆ เราเลยตั้งใจว่า ถ้าวางแผนจะมีลูกปีหน้า เราต้องใช้เวลาที่เหลือตรงนี้ใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการให้เต็มที่ เมื่อมีลูกแล้วเราจะได้สามารถทุ่มเทเวลาให้เขาได้อย่างเต็มที่”

งานนี้ จุ้มจิ้ม หญิงสาวที่ไม่เคยวาดฝันชีวิตแต่งงานของตัวเองไว้ ยังทิ้งท้ายถึงความในใจที่อยากบอกกับสามีสุดที่รักว่า วันที่คิดจะแต่งงาน เธอวาดฝันว่าอยากสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เหมือนครอบครัวที่เธอเติบโตมา

“อยากมีคนที่แก่ไปด้วยกัน ดูแลกันไปเรื่อยๆ เราไม่ได้คิดว่าอยากมีบ้านหลังใหญ่ แต่สุดท้ายต้องเหงาไปคนเดียว เราอยากมีคนให้กอดคอ หัวเราะ ร้องไห้ไปด้วยกัน ทำให้เราไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยวมีปัญหาช่วยกันคิด

สำหรับจุ้มจิ้มถ้าจะให้เปรียบเทียบพี่ภัทรเป็นอะไรสักอย่างของชีวิต คิดว่าพี่ภัทรเหมือนเป็นไอรอนแมนส่วนตัวที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจเวลามีเขาอยู่ข้างๆ เราจะปลอดภัย เหตุผลที่เลือกไอรอนแมนแทนที่จะเลือกซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นเพราะไอรอนแมนยังมีความสนุก ออกแนวป๋าๆ หน่อย” จุ้มจิ้ม ทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี

กนกพร สินธวารยัน ความสุขยามว่าง บนแท่นขุดเจาะกลางอ่าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576724

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 10:19 น.

กนกพร สินธวารยัน ความสุขยามว่าง บนแท่นขุดเจาะกลางอ่าวไทย

โดย  ปอย

ในโอกาสที่แหล่งบงกช แหล่งก๊าซธรรมชาติที่สำคัญกลางอ่าวไทย ได้ดำเนินการผลิตมาจนครบ 25 ปีเต็มในปีนี้ มีหลายเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าสู่คนไทย

หนึ่งในนั้นคือเรื่องราว “พลังของผู้หญิง” ในฐานะอีกหนึ่งคนขับเคลื่อนทำงานของการสำรวจ ขุดเจาะ และผลิตพลังงาน ส่งตรงถึงทุกชีวิตในชาติ ซึ่งหลายคนอาจไม่คิดว่าบนแท่นกลางอ่าวไทยอันเวิ้งว้างแห่งนี้ จะมีพลังแกร่งความเป็นผู้หญิงอยู่เป็นกำลังสำคัญ

สาวแกร่งทำหน้าที่ปฏิบัติงานบนแท่นบงกช ด้วยท่าทางกิริยาอ่อนหวาน กนกพรสินธวารยัน รับผิดชอบงานวิศวกรกระบวนการผลิต ฝ่ายวิศวกรรมอุปกรณ์การผลิต ปตท.สผ. นับเป็นความท้าทายอย่างมากในเรื่องการปรับตัวการทำงาน ในโลกเวิ้งว้างกลางทะเล สำหรับผู้หญิงร่างเล็กทว่าต้องรับภาระด้วยหัวใจแกร่ง เล่าจุดเริ่มต้นในการทำงานว่า

“การทำงานวันแรกๆ ไม่รู้จักใครเลย ผู้ชายแต่ละคนก็หน้าตาเข้มๆ ดูทำงานจริงจังน่ากลัวกันทั้งนั้น (หัวเราะ) ช่วงแรกเขาก็จะทำหน้านิ่งๆ แต่พอลองพูดคุยด้วยเรื่องต่างๆ นานา สักประมาณ 3 เดือน ก็เริ่มรู้จักกัน และค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันค่ะ”

แหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติสำคัญที่ตั้งอยู่ในอ่าวไทย โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับโททาล บริษัทน้ำมันชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ร่วมทุน โดยก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทย ช่วยทดแทนการนำเข้า และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งบงกช คิดเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ภายในประเทศ

สิ่งแวดล้อมดูโหดหินสำหรับคนทำงานผู้หญิง บนแท่นขุดเจาะก๊าซกลางอ่าวไทย และมีจำนวนน้อย จึงทำให้เกิดภาวะ “เกิร์ลแก๊ง” โดยรอบการทำงานบนแท่น มีผู้หญิงสัก 2-3 คน ก็จะเริ่มจับกลุ่มกัน

“คนสงสัยชอบซักถามค่ะว่า ผู้หญิงทำอะไรบนแท่นยามว่าง ออกกำลังกาย T25 ค่ะ (หัวเราะ) หรือใช้ฟิตเนสบ้าง บางทีก็ลงไปวิ่ง แต่ไม่ได้ถึงกับลงไปเตะบอลกับพี่ๆ เขา บางทีก็มีร้องเพลง เขามีเล่นดนตรี ก็ไปร้องเพลง ซ้อมดนตรีบ้าง”

เมื่อเราพูดคุยถึงการทำงานบนแท่งบงกช กนกพร เล่าว่า

“รุ่นพี่ค่อนข้างให้ความใส่ใจกับรุ่นน้องดีค่ะ แต่ที่สำคัญกว่าคือการเปิดใจ และรับฟังความคิดเห็นของเรา ซึ่งบางครั้งเราเห็นในสิ่งที่เขาไม่เห็น เราก็เสนอไอเดียได้ ถ้าสามารถพิสูจน์ว่าเป็นแนวความคิดที่สามารถนำไปทำได้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงานด้วยแล้ว พี่ๆ เขาก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

เป็นการทำงานที่ให้รู้สึกว่าเขาเห็นคุณค่าของพลังเล็กๆ อย่างเรา ซึ่งก็เป็นการส่งต่อองค์ความรู้ มันไม่ใช่แค่เรียนรู้มา แต่มันต่อยอดไปได้เรื่อยๆ จุดนี้เป็นจุดที่รู้สึกว่าการทำงานกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่สำคัญอีกอย่างคือที่ ปตท.สผ.ให้โอกาสได้เรียนรู้งานหลากหลายมาก

การได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นหน้างานมากขึ้น เวลาจะปรับเปลี่ยนอะไร พัฒนาอะไร ก็จะอิงกับความเป็นจริงค่ะว่า มันจะต้องสะดวกต่อคนที่ใช้งานเครื่องมืออุปกรณ์นั้นได้จริงๆ ค่ะ”

สิ่งที่ กนกพร ได้เรียนรู้จากแท่นบงกช นอกเหนือจากการทำงาน คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เราได้เห็นฉลามวาฬมาว่ายน้ำรอบแท่นหลายครั้ง ทำให้รู้สึกว่าเรายิ่งต้องเข้มงวดกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ความมหัศจรรย์อย่างที่สองคือเรื่องความรักครอบครัว

“ส่วนใหญ่คนที่อยู่บนนั้นรักคิดถึงครอบครัวมากนะคะ อย่างตอนช่วงเย็นก็จะเห็นคนเป็นพ่อเฟซไทม์คุยกับลูก ได้เห็นด้านอ่อนโยนที่ปกติตอนทำงานด้วยกันจะไม่เคยเห็น ซึ่งถ้าเป็นการทำงานในออฟฟิศในเมือง ถ้าเลิกงานก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เราคงไม่ได้เห็นด้านอ่อนโยนแบบนี้”

การจัดการความสัมพันธ์กับครอบครัว จึงเป็นเรื่องสุดท้ายที่คนทำงานไกลบ้าน กนกพร อยากเล่าถึง

“ครอบครัวค่อนข้างเคยชินกับการที่เราต้องเดินทางบ่อยๆ ค่ะ ตั้งแต่ทำงานก็เดินทางบ่อยมาตลอด ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานก็จะอยู่ที่ฐานขุดเจาะน้ำมันแหล่งสิริกิติ์ พิษณุโลก ตอนนั้นก็ต้องเดินทางทุกๆ สัปดาห์เลย และมีเดินทางบินไปต่างประเทศครั้งละ 1-2 เดือน ครอบครัวก็เข้าใจดีค่ะ ถ้าพูดถึงการทำงานบนแท่น เขาก็ห่วงนะ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นไม่ให้ไป เพราะเขาไว้ใจกับมาตรฐานความปลอดภัยของบริษัทใหญ่ของไทย”

กนกพร เป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่พร้อมเรียนรู้และฝ่าฟันทุกอุปสรรค โดยไม่ยอมให้เพศมาเป็นตัวกำหนด

ภารกิจของเธอในวันนี้คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่แค่ให้คนไทยมีพลังงานจากปิโตรเลียมใช้ แต่ต้องมีองค์ความรู้ในการแสวงหาพลังงานที่เป็นของคนไทย ที่สามารถสืบสานและต่อยอดได้ตามยุคสมัย เช่นเดียวกับอุดมการณ์ที่เธอได้รับจากคนรุ่นก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลผลิตคนทำงานที่มีนิยามเรียกกันว่า “เมดอินบงกช”

นางฟ้าจิตอาสา วาเลนตินา จาร์ดุลโล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576723

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 10:12 น.

นางฟ้าจิตอาสา วาเลนตินา จาร์ดุลโล

โดย วราภรณ์

สาวสวย “พลอย” วาเลนตินา จาร์ดุลโล รองมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018ลูกครึ่งไทย-อิตาเลียน วัย 24 ปี นอกจากความสวยแล้วเธอยังมีจิตอาสา ด้วยเห็นแบบอย่างมาจากคุณแม่ที่ทำงานเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป (Thai Women Network in Europe) เผยแพร่ทั้งวัฒนธรรมไทยและช่วยเหลือหญิงไทยในยุโรปทางด้านกฎหมาย

ทำให้เธออยากที่จะช่วยเหลือผู้คนและเด็กๆ เธอจึงเริ่มพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองมาเรื่อยๆ จนได้มีโอกาสเป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้คนในต่างประเทศ ซึ่งเธอก็อยากที่จะสานต่อการช่วยเหลือนี้ที่เมืองไทย

ย้อนกลับไปก่อนเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ยามปิดภาคเรียนเธอกลับจากอิตาลี เพื่อมาทำโครงการต่างๆ โดยเริ่มจากสถานที่ใกล้ตัวคือบ้านเกิดของตัวเองคือ กรุงเทพมหานคร ย่านสนามเป้าก่อน ด้วยการออกไปเยี่ยมเด็กๆ ตามชุมชนใกล้บ้านร่วมกับคุณแม่และเพื่อนคุณแม่ รวมทั้งสอนภาษาอังกฤษแบบง่ายให้เด็กๆ ด้วย

“ตอนประกวดนางงาม มันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับพลอยมากๆ พลอยเคยแต่ประกวดร้องเพลง ตั้งใจอยากประกวดเพราะพลอยอยากเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นเนื่องจากพลอยเคยเป็นเด็กขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง

พลอยชอบการเป็นอาสาสมัคร ก็เลยมานั่งคิดจุดประสงค์ของการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สกับจุดประสงค์ในชีวิตของพลอย เหมือนกันข้อหนึ่งคือ การช่วยเหลือคนอื่น ถ้าพลอยมีตำแหน่งผู้คนจะรู้จักพลอยมากขึ้น พลอยก็สามารถเป็นกระบอกเสียงให้คนอื่นได้”

พลอย บอกว่าเธอมีความสุขกับการเป็นจิตอาสามาก เพราะมีคุณแม่เป็นแรงผลักดันอย่างสูง เลยคิดว่าถ้าได้ตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์หรือรอง เธอก็สามารถช่วยเหลือประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาหรือดนตรีช่วยดึงดูดให้คนมาเที่ยวเมืองไทยเยอะๆ พรีเซนต์ให้คนเห็นว่าเมืองไทยดีแค่ไหน

“แม่ทำงานเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในยุโรป อีกทั้งแม่ยังช่วยเหลือผู้หญิงไทยในยุโรป พลอยก็ได้สิ่งนี้มาจากแม่ ตั้งแต่เด็กๆ ทุกครั้งที่พลอยมาเมืองไทยพลอยก็ไปเป็นจิตอาสาตลอด เช่น โครงการ เฮฟ ไทย ไป จ.บุรีรัมย์ เป็นโครงการที่แม่พลอยและเพื่อนคุณแม่ในนามหญิงไทยในยุโรปจัดมอบทุน เราให้ทุนการศึกษากับครอบครัวที่ยากจนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ

อีกทั้งพลอยยังเคยทำโครงการร่วมกับพี่ชายชื่อ Monsalvat for asia เคยไปเนปาล ไปเยี่ยมและมอบสิ่งของที่จำเป็นให้เด็กๆ ซึ่งจุดเริ่มต้นมาจากตั้งแต่พลอยยังเด็กมากๆ พลอยรักเด็กมากๆ อยากมีตุ๊กตาไว้เล่น ชอบเด็กมาก ยิ่งรู้ว่าทุกคนควรมีความสุขทุกวันที่เราได้กินอาหารดีๆ เพราะทุกครั้งที่พลอยได้เดินทางไปตามประเทศต่างๆ พลอยเห็นความแตกต่าง เช่น อินเดีย พลอยได้เรียนรู้หลายอย่าง เพราะมีเด็กบางที่ไม่โชคดีเหมือนเรา เขาขาดแคลนทั้งการศึกษาและอาหาร ไม่มีน้ำให้อาบเช่นที่เนปาล

อีกสิ่งที่พลอยอยากทำ เธอบอกว่าคือการเป็นกำลังใจให้เด็กที่รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะเธอก็เคยเป็นเด็กคนนั้นมาก่อน

“แต่ก่อนตอนเด็กๆ พลอยขี้อายไม่กล้าแสดงออก ก็รู้สึกว่ามันรู้สึกอย่างไร ก็ไม่อยากให้เด็กคนอื่นๆ เป็นแบบพลอย การช่วยเหลือทำให้พลอยเห็นความแตกต่าง เปิดสมอง ในโลกไม่มีผิดถูก ไม่มีฉันดีกว่าเธอ ทุกคนเท่าเทียมกัน แม้เราจะเติบโตมาจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง แค่เรารู้จักเคารพคนอื่นมากขึ้น”

ครั้งแรกที่พลอยได้ทำจิตอาสาจริงจัง เธอเล่าว่ามีบ้านที่จอมเทียน พัทยา ก็จะไปสอนภาษาอังกฤษเด็กๆ ไปสอนพูดทักทายที่มูลนิธิ Father Ray ที่พัทยา ของฝรั่งชาวอเมริกันมี 2 ที่ ซึ่งคุณพ่อดูแลคือเด็กๆ ในชุมชนกับคนพิการ รวมถึงที่โคราชหรือนครราชสีมา บ้านคุณแม่ของเธอ

“กลับเมืองไทยครั้งหนึ่ง พลอยจะถามแม่ว่ามีสถานที่ไหนที่พลอยไปได้ พลอยก็ไป อย่างที่มูลนิธิ Father Ray มีโรงเรียนสอนเด็กๆ ในชุมชนนั้นๆ พ่อกับแม่ทำงานเลี้ยงไม่ได้ พลอยก็ไปสอน ไปเล่นกับเด็กๆ พวกเขาก็มีความสุข ได้สอนภาษาอังกฤษ ซื้อของว่างไปให้เขากิน

ทุกครั้งที่พลอยมาเมืองไทยก็จะทำกิจกรรมแบบนี้ ปีหนึ่งๆ ก็ทำหลายครั้ง ไปอินเดียก็ไปทำบ้าง ไปแบ็กแพ็กหาซื้อของไปแจกเด็กๆ พลอยชอบช่วยเหลือเด็กๆ อย่างไปเที่ยวที่อินเดียเหนือ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่เด็กๆ ได้รับเขาก็มีความสุขแล้ว แค่เห็นลูกอมให้เขาก็ดีใจ”

ความสุขที่พลอยได้จากการเป็นผู้ให้ เธอชี้ว่ามีความสุขมาก และคิดว่าความสุขหากไม่ได้แชร์กับใครหรือให้ใคร มันก็ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เธอคิดว่าความเห็นแก่ตัวที่แท้จริงคือความไม่เห็นแก่ตัว ความตั้งใจของพลอยคืออยากทำงานจิตอาสาตลอดชีวิต ตามคำสอนที่พ่อสอนเธอว่า เราโชคดีแค่ไหน เราต้องพอใจในสิ่งที่มี แค่เรามีบ้านอยู่ เราใช้ชีวิตได้ดี เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราให้ดี มีสิ่งเล็กๆ ก็ต้องช่วยเขา

“การที่แม่เป็นหนึ่งในประธานมูลนิธิหญิงไทยในยุโรปที่อิตาลี หรือไทย วูเมน เน็ตเวิร์ก อิน ยุโรป แม่มีอบรม ประชุม รณรงค์สอนภาษาไทยให้เด็กๆ แม่จัดงานลอยกระทงให้ฝรั่งได้รู้ ช่วยเหลือคนอื่น ส่วนพ่อมีความรู้ด้านกฎหมาย พ่อก็เป็นที่ปรึกษา เวลาผู้หญิงไทยมีปัญหาด้านกฎหมาย พ่อกับแม่ก็ช่วยเหลือเขา

พลอยก็รู้สึกดีและภูมิใจที่พ่อแม่ช่วยเหลือคนอื่น ปลื้มมาก อยากเป็นแบบนี้พ่อมีน้ำใจมากๆ พี่ชายสองคนก็ใจดีเหมือนพลอย อย่างพลอยไปเนปาลเขาก็ไปซื้อทริปไปเนปาลเพื่อให้พลอยไปเจอเด็กๆ เราไปด้วยกัน 3 คนพี่น้อง แล้วก็ไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ”

ต้องพร้อมทุกขณะเมื่อโอกาสมาถึง ธิติ วงศ์ธนาศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576721

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 09:26 น.

ต้องพร้อมทุกขณะเมื่อโอกาสมาถึง ธิติ วงศ์ธนาศักดิ์

โดย พลพัต สาเลยยกานนท์

Robot หรือหุ่นยนต์ เพื่ออุตสาหกรรมการผลิต กำลังเป็นกลไกชิ้นแกร่งที่จะเข้ามาเสริมทัพให้กับการผลิตทุกอุตสาหกรรมตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต โดยคุณภาพของชิ้นงานต้องได้มาตรฐาน ร่นระยะเวลาและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ที่สำคัญทุกกระบวนการผลิตต้องสร้างความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สิน อนาคตอันใกล้สายการผลิตผ่านหุ่นยนต์จะเป็นก้าวที่แกร่งพร้อมผงาดในทุกอุตสาหกรรม และประเทศไทยต้องก้าวสู่การยกระดับเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งให้ทุกหน่วยธุรกิจนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อน

ภาพรวมการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานอุตสาหกรรมเมืองไทย มีอยู่ราว 2,000-3,000 ตัว/ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 1.4 แสนแห่งในประเทศไทย และมีกลุ่มเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตราว 5 แสนราย และนั่นก็หมายถึงโอกาสอีกมหาศาล

ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีที่สามารถทำซ้ำได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตได้ ปัจจุบันโรงงานการผลิตต่างๆ จึงมีการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์กันมากขึ้น ทำให้มีอัตราการเติบโตราว 5-10% ต่อปี

ธิติ วงศ์ธนาศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิ อาร์ค หนึ่งในซีอีโอไฟแรง กล่าวถึงสถานการณ์ของหุ่นยนต์อุตสาหกรรมสำหรับภาคการผลิตในไทยว่า

“เดิมเราจะเห็นภาพโรบอต หรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในภาคของอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลัก แต่ในวันนี้ภาคการผลิตได้พลิกโฉมไปแล้ว ผู้ประกอบการในภาคการผลิตต่างหันมาให้ความสนใจในการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

เพราะจุดเด่นในการนำโรบอตมาใช้ก็เพื่อให้ชิ้นงานมีคุณภาพได้มาตรฐาน สอดคล้องกับระบบอัจฉริยะที่สร้างขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง ที่สามารถสั่งงานผ่านโปรแกรมที่เรียกว่าแอพพลิเคชั่นได้เป็นอย่างดี ทำให้การควบคุมสะดวกสบายขึ้น มีความแม่นยำ และลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการผลิตที่ต้องใช้แรงงานในการผลิตแบบซ้ำๆ เน้นปริมาณและใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน

นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการลดปัญหาการใช้แรงงานในอนาคต ที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย”

การก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ ธิติ เล่าว่า ไม่ได้ราบรื่นหรือเรียบง่ายเหมือนกับสายพานที่ขับเคลื่อน แต่ต้องเป็นคนที่สนใจใฝ่รู้ สืบค้น ช่างสังเกต และมีความพร้อมในทุกช่วงเวลา

“ผมบ่มเพาะทักษะความรู้พื้นฐานทางธุรกิจ โดยคิดเป็นระบบเมื่อตอนเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และเข้าทำงานด้านบริหารการเงินกับคุณพ่อ ซึ่งบอกเลยว่าเป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ผมแกร่งโดยไม่รู้ตัว ระหว่างการช่วยงานกับทางคุณพ่อ ผมไม่เคยหยุดนิ่งในการแสวงหาโอกาสให้กับตัวเอง แต่เฝ้ามองหาช่องทางการเรียนรู้ใหม่ๆ ผ่านการสมัครงานเพื่อค้นหาตัวเอง จนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมขายเครื่องจักรเพื่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในเวลาต่อมา

ก้าวสำคัญของผมอยู่ที่จุดเปลี่ยนในการทำงานอีกครั้งเมื่อผมได้มีโอกาสคิดนอกกรอบ โดยการเริ่มเขียนแผนงาน (Proposal) เสนอบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรที่ประเทศญี่ปุ่น และเปิดบริษัทเมื่ออายุ 28 ปี ซึ่งแผนธุรกิจในครั้งนั้นได้รับการอนุมัติให้ผม หรือบริษัท ยูนิ อาร์ค ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์อุตสาหกรรม อะไหล่และอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อุปกรณ์อัตโนมัติสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เครื่องเชื่อม เครื่องตัด จากแบรนด์ผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก

ในวันที่ได้รับข่าวดีตรงกับวันเกิดของตัวเองพอดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจในขณะนั้น และเราก็ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทต่างๆ ระดับโลกในเวลาต่อมาอีกหลายแห่ง”

ธิติ บอกว่าวันนี้ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรอัตโนมัติ อุปกรณ์การเชื่อมทุกรูปแบบ และระบบเครื่องจักรกลโรงงานอัตโนมัติ ภายใต้แบรนด์ OTC Daihen, Nachi, Omron, Trump, CKD, Siemens ฯลฯ

“หัวใจสำคัญที่เป็นกุญแจไขทางแห่งความสำเร็จของผมในวันนี้ ก็คือผมเป็นคนใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกวันนี้ผมเปิดส่วนหนึ่งของบริษัทให้เป็นโรงเรียนในการถ่ายทอดความรู้ผ่านหลักสูตรการอบรมสัมมนาเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับไลน์การผลิตรูปแบบต่างๆ ตลอดเวลา อาทิ การเชื่อมไฟฟ้าจากโอทีซี ไดเฮ็น ซึ่งเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีเครื่องเชื่อมและอุปกรณ์งานเชื่อมของประเทศญี่ปุ่น โครงการอบรมการใช้งานหุ่นยนต์ให้สถาบันการศึกษา เป็นต้น”

ล่าสุด เป็นโครงการใหญ่ที่ธิติจับมือกับสถาบันทางการเงินในโครงการ “สินเชื่อหุ่นยนต์” ภายใต้ชื่อโครงการ “UNI ARC 5 YEARS ROBOTPAYLITE FOR SMART FACTORIES & SMEs” เพื่อเสริมโอกาสให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อยได้เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ดี ก็สามารถยกระดับและเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้เหมือนกัน

“ถามถึงวันว่างของผม ต้องบอกว่า วัยของผมอยู่ในช่วงเริ่มต้นในการทำธุรกิจ เวลาส่วนใหญ่ในช่วงนี้จะเป็นเรื่องของการเก็บประสบการณ์ต่างๆ ให้มากที่สุดก่อนครับ อาทิ การเข้าอบรมในโครงการต่างๆ ที่จะเป็นการเพิ่มความรู้ เพิ่มคอนเนกชั่น นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องการแบ่งเวลาไปให้กับการออกกำลังกายอย่างเทนนิส กอล์ฟ ว่ายน้ำ เพราะสุขภาพก็จะเป็นเรื่องที่เราละเลยไม่ได้เช่นกัน

ผมอยากบอกทุกคนว่า ความชอบเรื่องกีฬาต้องเริ่มกันตั้งแต่เด็ก ซึ่งผมเองก็เป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็กด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเกิดความเคยชินและเป็นความรัก เวลาที่ทำงานหนักการผ่อนคลายที่ดีที่สุด ผมคิดว่าเป็นการออกกำลังกาย เพราะจะได้พลังบวกกลับมาเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกรอบตีกอล์ฟจะเป็นกีฬาที่ได้ทั้งการผ่อนคลาย ได้ออกกำลังกาย และได้การตกลงที่ดีบนขอบกรีนเสมอๆ”

จากการที่อยู่ในธุรกิจนี้มายาวนานกว่า15 ปี ธิติ มองไกลว่าก็คงจะยังไม่หยุดที่จะก้าวไปข้างหน้าและแสวงหาโอกาสใหม่ๆอยู่เสมอ

ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนต้องมี ‘โอกาส’ แต่โอกาสบางครั้งไม่ได้มาในขณะที่เรา ‘พร้อม’ ฉะนั้นเราจึงต้อง ‘แตะ’ ทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนคำว่า ‘ไม่รู้’ ให้กลายเป็น ‘รู้’ ซึ่งนี่คือแนวทางการพยายามทำตัวเองให้พร้อมสำหรับผม และเมื่อโอกาสมาถึงในช่วงเวลาเดียวกับที่เราพร้อม เมื่อนั้นคุณก็จะสามารถรับโอกาสและลงมือทำในสิ่งนั้นได้อย่างสนุกบนเส้นทางที่มีความสำเร็จรออยู่”

นี่คือบทสรุปจากผู้บริหารหนุ่ม ผู้ที่เชื่อและศรัทธาในเรื่องของการสร้างและให้ “โอกาส” ถ้าถามเป้าหมายของคนหนุ่มคนนี้ในปีถัดๆ ไปของเขา อยู่ที่การนำองคาพยพของยูนิ อาร์ค ให้แตะตัวเลขที่ 200 ล้านบาท

ลอดช่องสิงคโปร์โภชนา อร่อยหวานมันพอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576617

  • วันที่ 11 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ลอดช่องสิงคโปร์โภชนา อร่อยหวานมันพอดี

เรื่อง/ภาพ แมงโก้หวาน

คอของหวานฟังทางนี้ แมงโก้หวานจะพาไปสิงคโปร์…ไม่ใช่สิ จะพาไปชิมลอดช่องสิงคโปร์ บอกเลยเจ้านี้อร่อย เพราะก่อนหน้านี้แอบไปลองชิมมาแล้ว ถือเป็นร้านของหวานในตำนานก็ว่าได้ เพราะคงความอร่อยมายาวนาน 70 กว่าปีแล้ว ชื่อว่าร้าน “สิงคโปร์โภชนา” ลูกค้ามาไม่ขาดสาย เทียวเข้าเทียวออกตลอด

ตัวลอดช่องสิงคโปร์ เส้นค่อนข้างอวบกลมและไม่ยาวมาก สีเขียวใสน่ารับประทาน ตัวเส้นมีความหนึบนุ่มเหนียวไม่แข็งกระด้าง เวลาเคี้ยวสัมผัสได้ถึงความหนึบ เด็กๆ จะชอบเป็นพิเศษ น้ำเชื่อมก็หวานเบาๆ ไม่หวานจัด ส่วนน้ำกะทิทางร้านใช้หัวกะทิสดใหม่ เมื่อเติมหัวกะทิสดลงไปก็ยิ่งทำให้ขนมมีรสหวานมันอร่อยและมีกลิ่นหอม

ร้านนี้สั่งง่าย ขายง่ายเพราะขายเป็นแก้ว ของก็ไม่ได้เยอะ มีตัวลอดช่องสิงคโปร์ น้ำกะทิสด น้ำเชื่อม ขนุนสุกชิ้นเล็กๆ น้ำแข็งไสแค่นี้ แถมสั่งปุ๊บได้ปั๊บ เพราะทางร้านจะตักตัวลอดช่องสิงคโปร์ผสมกะทิสดและขนุนใส่ในแก้วเตรียมไว้รอลูกค้าแล้วนั่นเอง พอลูกค้าสั่งก็แค่ตักน้ำเชื่อมและน้ำแข็งไสใส่นำเสิร์ฟทันใจไม่ให้รอนาน

จะกินกี่แก้วก็สั่งไป ส่วนตัวมองว่าแก้วไม่ใหญ่ บางคนว่าขนาดนี้พอดี กินมากเดี๋ยวอ้วน ถ้ากินในร้านเขาเสิร์ฟด้วยแก้วที่เป็นแก้ว พร้อมช้อนกาแฟสเตนเลส และน้ำดื่มเย็นๆ 1 แก้ว ถ้าไม่นั่งในร้านก็จะใส่แก้วพลาสติกขนาดเท่าๆ กับแก้วสำหรับที่ใส่กินในร้าน หรือใส่ถุง ราคาเดียวกัน 25 บาท

ว่าแต่เวลากิน ในบางคนเช่นเด็กๆ อาจจะยากหน่อยถ้าเอาช้อนกาแฟตักตัวลอดช่องสิงคโปร์ เพราะตัวลอดช่องค่อนข้างลื่น ฉะนั้นวิธีกินง่ายที่สุด เมื่อคนตัวลอดช่องสิงคโปร์ กับน้ำกะทิสด น้ำแข็งไส และน้ำเชื่อมเข้ากันแล้ว ยกแก้วซดเลยง่ายดีไม่ได้ดูน่าเกลียด หรือถ้าไม่สะดวกก็ขอหลอดกับทางร้าน

พิกัดร้านสิงคโปร์โภชนา ตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุง เลยแยกหมอมีมาประมาณ 50 เมตร ร้านอยู่ขวามือ เปิดเวลา 10.30-21.30 น. (หยุดวันพฤหัสบดี) โทร. 02-221-5794