Q & A with Kru Noi สกู๊ปพิเศษกับบทสัมภาษณ์ครูหน่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576005

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:30 น.

Q & A with Kru Noi สกู๊ปพิเศษกับบทสัมภาษณ์ครูหน่อย

โดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

โยคะสุตราสตูดิโอกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 เจี๊ยบจึงอยากทำสกู๊ปพิเศษพูดคุยกับคุณครูโยคะกันทุกเดือน และในเดือนนี้คุณครูหน่อยจะมาตอบคำถามแบ่งปันเรื่องราวให้กับพวกเรากัน

คุณครูได้เริ่มฝึกโยคะตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว เพราะอะไรถึงมาฝึกคะ

ครูหน่อย : เริ่มฝึกโยคะตั้งแต่ปี 2547 จากคนที่ไม่รู้ว่าโยคะคืออะไร แค่คิดว่านี่คือการออกกำลังกายเท่านั้น เพราะต้องการสุขภาพดีแล้วก็ช่วยลดน้ำหนักด้วย ต้องหาอะไรสักอย่างมาช่วย เพราะได้เคยลองทำอย่างอื่นแล้ว วิ่ง หรือเต้นแอโรบิก ทำสักระยะร่างกายมีปัญหาคือเจ็บข้อเข่ากับข้อสะโพกต้องหยุด โชคดีที่มาเจอโยคะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น อาการท้องอืดบ่อยก็หาย กล้ามเนื้อทั่วร่างกายกระชับมากขึ้นกว่าเดิมมากๆ ผอมลงค่ะ

อะไรคือสิ่งที่คุณครูรู้สึกรักมากที่สุดในการ “สอนหรือถ่ายทอดโยคะ” คะ

ครูหน่อย : ความรู้สึกรักในการสอนโยคะ เพราะการฝึกโยคะนั้นช่วยให้ผู้ที่มาเรียนโยคะนั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ดีจากกาย ใจก็มีความสุขมากขึ้น เพราะการฝึกโยคะช่วยให้เราผู้ฝึกมีภูมิต้านทานทางใจดีขึ้นกว่าเดิม เป็นครูสอนโยคะก็จะมีนักเรียนโยคะจะมาเล่าให้ฟังบ่อยว่าเรียนโยคะแล้วร่างกายดีขึ้นยังไง หลากหลายถึงสิ่งดีๆ ที่สมาชิกโยคะเล่าให้ฟัง ที่แน่ๆ ผู้ที่ฝึกโยคะมาสักระยะหน้าจะใสขึ้นกว่าเดิมจนคนทัก นี่ละค่ะคือสุขภาพที่ดีจากภายในจนส่งประกายออกมาสู่ภายนอกให้เห็น รักที่จะเห็นคนมาเรียนโยคะมีสุขภาพที่ดีขึ้นค่ะ

ครูมีอะไรจะฝากถึงผู้ฝึกโยคะทุกคนบ้างไหมคะ

ครูหน่อย : เรียนโยคะเพื่อสุขภาพดีกันเถอะ เริ่มตั้งแต่วันนี้สม่ำเสมอ แล้วเราจะเห็นถึงการพัฒนาของเราเอง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

การศึกษาด้านโยคะ

– เรียนคอร์สครูเบื้องต้นที่หฐราชา

– คอร์สบำบัดเพื่อสุขภาพดีและคอร์สโยคะร่าย ที่หฐราชา

– เรียนโยคะสากลที่ FIT

– เรียนพิลาทิส Mat ที่ FIT

พบกับคลาสของครูหน่อย (มนัสนันท์ ศักดิ์ดำเนิน) ที่โยคะสุตราสตูดิโอได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00 น. และวันจันทร์ เวลา 16.30 น. กับคลาส Hatha วันพฤหัสบดี เวลา 12.15 น. และวันศุกร์ เวลา 17.45 น. กับคลาส Stretching ค่ะ 

นับหนึ่งใหม่ ถ้าใจติดลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576004

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 13:26 น.

นับหนึ่งใหม่ ถ้าใจติดลบ

เรื่อง : ธนะโรจน์ สิทธาธีระวัฒน์

ภาพ : ศราวุธ มหาเวทปัดทอง

ผ่านพ้นปี 2562 มาได้ 4 วันแล้ว วันนี้วันที่ 5 รู้สึกว่า อยากเขียนอะไรที่ให้ข้อคิดและกำลังใจแก่ตนเอง ในขณะเดียวกันก็ให้ข้อคิดและกำลังใจแก่ผู้อื่นได้ด้วย เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของชีวิต และเป็นการนับหนึ่งใหม่ ถ้าใจติดลบ

1.

นับตั้งแต่เกิด จนเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ เรามีข้อแม้ที่เป็นเงื่อนไขที่เรากำหนดไว้เอง… อะไรบ้าง? และข้อแม้เหล่านั้น ทำให้เราอึดอัดลำบากใจในแง่มุมใดบ้าง?

สมมติว่าเราอ้วนขึ้น เลยคิดจะออกกำลังกาย แต่พอมีข้อแม้ เช่น งานยุ่ง ไม่มีเวลา เราก็จะไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วเราก็จะอ้วนขึ้นอยู่อย่างนั้น แล้วเราก็จะไม่พอใจในรูปร่างของตัวเองอยู่อย่างนั้น

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณปูไปรยา เมื่อนานมาแล้ว ครั้งที่เธอเคยฟิตซ้อมร่างกายมานานกว่า 3 เดือน เพื่อลงวิ่งในรายการกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 28 โดยเธอวิ่งด้วยระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

ใช้ระยะเวลาในการวิ่ง 6 ชั่วโมง ผมถึงบอกกับตัวเองว่า นี่แหละคือตัวอย่างที่ดีของคนที่เอาชนะข้อแม้ที่ตัวเองได้สร้างขึ้นมาได้จนสำเร็จ

คุณปูเธอบอกเล่าว่า ก่อนแข่งเธอพยายามซ้อมทุกเช้า ตื่นตี 4 และยังต้องถ่ายละครอีก 2 เรื่อง

ทำงาน 7 วันไม่ได้หยุดเลย “ยอมรับเลยว่าตอนถึงเส้นชัย เหมือนความรู้สึกระเบิดออกมาจากใจว่าฉันทำได้แล้ว ฉันเป็นผู้หญิงด้วย ฉันทำได้”

“ระหว่างทางก็มีอาการบาดเจ็บ เหมือนมีดแทงเท้าขวาตลอดเวลา พอถึง 22 กม.ก็เป็นตะคริวอีก บอกกับตัวเองว่าจะวิ่งต่อหรือจะหยุดดี แต่เราพูดไปแล้วว่าจะต้องทำให้สำเร็จ ก็เลยลากขาไปเรื่อยๆ”

“ยอมรับว่ามันโหดจริง นับถือคนที่เป็นนักวิ่งจริงๆ เลย ทั้งหมดคือใจเราล้วนๆ และปูก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ ตอนนั้นก็คิดเหมือนกันว่าฉันมาทำอะไรอยู่ที่นี่ แต่พอเห็นพ่อแม่ เห็นคนปรบมือให้เราตรงเส้นชัย มันเป็นความรู้สึกที่เราบอกไม่ถูกเลยจริงๆ”

และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคำบอกเล่าของคุณปูในบทสัมภาษณ์นี้ มีเพียงสั้นๆ ครับ

“คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตไม่คิดแม้แต่จะสร้างข้อแม้มีแต่ลงมือทำ และต้องทำให้สำเร็จ”

2.

นโปเลียน ฮิลล์ นักเขียนแนวทางการพัฒนาตนเองสู่ความสำเร็จ เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Think & Grow Rich คิดแล้วรวย (เรียบเรียงโดย กมล แสงทองศรีกมล) ไว้ว่า

“ถ้าคุณคิดว่าคุณล้มเหลว คุณก็จะเป็นเช่นนั้น ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่กล้า คุณก็จะไม่กล้า ถ้าคุณอยากจะชนะ แต่กลับคิดว่าตัวเองไม่สามารถชนะได้ ก็ค่อนข้างแน่นอนว่าคุณจะไม่ชนะ

ถ้าคุณคิดว่าคุณจะพ่ายแพ้ คุณก็แพ้ เหนือสิ่งอื่นใดที่เราค้นพบ ความสำเร็จเริ่มต้นจากความตั้งใจ และทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในใจของเรานี่เอง

ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเหนือชั้น คุณก็เป็นเช่นนั้น คุณต้องคิดให้ไกลและไปให้ถึง คุณต้องมั่นใจในตัวเองก่อน จึงจะได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จ สงครามชีวิตไม่ได้มุ่งสู่ผู้ที่เข้มแข็งกว่าและรวดเร็วกว่า…เสมอไป

เพราะไม่ช้าก็เร็ว ผู้ชนะที่แท้จริง ก็คือคนที่คิดว่าเขาทำได้”

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากคำกล่าวนี้ ผมได้เรียนรู้ว่า ทุกๆ วัน ที่เราออกไปใช้ชีวิต ให้คิดว่าเราทำได้ เราคือผู้ที่เหมาะสมกับถ้วยรางวัลแห่งความสำเร็จ

แม้มีขวากหนาม เราก็สามารถฝ่าฟันมันไปได้ ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัว สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือความคิดที่ว่าเราทำไม่ได้นี่แหละ ซึ่งถ้าเราฝ่าฟันความคิดที่ว่าเราทำไม่ได้นี้ไปได้

แค่ก้าวเท้าออกจากบ้านชีวิตก็เบาลงไปได้ตั้งเยอะ 

อริญญา เถลิงศรี ‘ความสุขที่แท้จริง’ คือ ‘การได้อยู่กับตัวเอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575996

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 12:59 น.

อริญญา เถลิงศรี ‘ความสุขที่แท้จริง’ คือ ‘การได้อยู่กับตัวเอง’

เรื่อง : พุสดี สิริวัชระเมตตา  ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

หน้าที่การงานของแต่ละคน มีความเครียด ความกดดันที่แตกต่างกัน แม้หลายๆ คนจะรักในงานที่ทำ แต่ก็ต้องการช่วงเวลาผ่อนคลาย เพื่อพักผ่อนสมองและหัวใจให้สดชื่นพร้อมกลับมาลุยงานใหม่อีกครั้ง

ขณะที่บางคนชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆ บางคนรักที่จะอยู่นิ่งๆ กับที่ แต่สำหรับ อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน (SEAC) เพียงแค่ได้อยู่กับหนังสือ ได้มีเวลาให้ตัวเอง นั่นก็คือสุดยอดวันแห่งความสุขที่เธอโหยหา

อริญญา เล่าว่า เวลาที่เธอเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน คือ การได้ใช้เวลาอยู่กับหนังสือ เธอชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท เพราะหนังสือเป็นเหมือนครูที่ให้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเชิงชีวประวัติ หรือหนังสือเชิงพัฒนาตนเองและธุรกิจ บางครั้งหนังสือยังเป็นผู้ชี้ทางสว่าง ช่วยไขข้อข้องใจให้กระจ่าง

“ไม่รู้จะเรียกว่าการอ่านหนังสือเป็นไลฟ์สไตล์ไหม เพราะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือเยอะมาก ถ้าไม่นับหนังสือที่จำเป็นต้องอ่านต้องรู้ อย่างแนวธุรกิจ ตอนนี้ยังชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก การใช้ชีวิต เพื่อศึกษาว่าคนทั่วไปใช้ชีวิตกันอย่างไร”

อย่างไรก็ตาม ด้วยหน้าที่การงานที่รัดตัวตามสไตล์ผู้บริหารยุคใหม่ ลำพังจะหาเวลาว่างในแต่ละวันก็ไม่ง่าย ถ้าจะหาเวลาอ่านหนังสือยิ่งยากเต็มที่ แต่สำหรับอริญญาเธอกลับมีวิธีบริหารเวลาสำหรับการอ่านหนังสืออย่างน่าสนใจ

“เราค่อนข้างเป็นคนมีวินัย ทุกคืนหลังจากพาลูกเข้านอนเรียบร้อย เราจะเริ่มอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับธุรกิจ อ่านตั้งแต่ 3 ทุ่มจนถึงประมาณ 4 ทุ่มก็พัก ข้อได้เปรียบของเรา คือ สมัยเด็กคุณพ่อส่งไปเรียนคอร์ส Speed Reading ที่สิงคโปร์ ทำให้มีทักษะในการอ่านที่เร็วกว่าคนอื่น พอบวกกับนิสัยที่ชอบอ่านหนังสือเลยเหมือนยิ่งเป็นแต้มต่อ”

นอกจากจะหมั่นเติมอาหารสมองเป็นกิจวัตร ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เธอยังเลือกให้เวลากับตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือที่ชอบ โดยเธอจะตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเอง นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือ จนกระทั่งสามีและลูกตื่นพอดี จึงเป็นเวลาสำหรับครอบครัว

“ที่ชอบอ่านหนังสือ เพราะรู้สึกเหมือนได้เติมความรู้ใส่ตัวเอง ทุกครั้งที่อ่านหนังสือจะรู้สึกดีมากๆ จะเรียกว่าความสุขได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่มันเป็นความรู้สึกดีที่เราได้รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งมากขึ้นจากการอ่าน เวลาอ่านหนังสือเหมือนเราหลุดเข้าไปยังโลกอีกใบ อารมณ์คงคล้ายๆ คนที่มีความสุขเวลาดูหนังสนุกๆ นั่งฟังเพลงเพราะๆ”

อีกกิจกรรมยามว่างที่อริญญาออกตัวว่าชอบไม่แพ้กัน แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำบ่อยนัก คือการเดินทางท่องเที่ยว และการทำอาหาร

“ถ้ามีเวลาชอบเข้าครัวทำอาหารกับลูกสาว เขาจะนั่งมองว่าเราทำอาหารอะไร และเตรียมทำเมนูขนมให้เข้ากับอาหารที่เราทำ (ยิ้ม) ส่วนการท่องเที่ยวนั้น เราเป็นคนชอบเดินทาง แต่อาจจะไม่ได้มีโอกาสเดินทางบ่อยนัก เพราฉะนั้นถ้ามีเวลาไป จะไปครั้งละประมาณ 2 สัปดาห์ เฉลี่ย 1 ปี พยายามให้ได้ 2 ครั้ง แต่บางปีก็เคลียร์งานไปได้แค่ครั้งเดียว ส่วนมากทริปที่เราเลือก จะเป็นทริปพักผ่อนแบบจริงจัง เพราะอยากไปชาร์จแบตไปอยู่กับตัวเอง”

เล่ามาถึงตรงนี้ อริญญา เสริมอย่างออกรสว่า

“ทริปครอบครัวเราไม่อยากเรียกว่าทริปเที่ยว แต่เรียกว่าเป็นทริปพักผ่อนมากกว่า ทุกทริปของเราไม่เน้นไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่เน้นว่าต้องมีกิจกรรมที่ทุกคนได้ทำ เรามักเลือกเช็กอินโรงแรมที่จบในตัว เข้าไปแล้วไม่ต้องออกไปไหน สามารถใช้เวลาอยู่ในนั้นได้

เพราะเราไม่ใช่สายช็อปปิ้ง เราไม่ชอบเดินห้าง สิ่งที่ซื้อบ่อยที่สุดคือหนังสือ แต่เวลาซื้อก็อาศัยสั่งออนไลน์ หรือไม่ก็ต้องวานคนอื่นไปซื้อมาให้ เราไม่ได้เป็นสายชิล หรือสายกินที่ต้องคอยไปตามล่าหาร้านอาหารใหม่ๆ

สิ่งที่ขาดไม่ได้ระหว่างเดินทาง คือ หนังสือเล่มโปรด เวลาที่เราไปไหนยาวๆ เราจะขนหนังสือไปเยอะมาก ตอนนี้อาจจะขนน้อยลง เพราะบางเล่มก็อาศัยการดาวน์โหลด แต่ด้วยความที่ยังเป็นคนโบราณ ชอบอะไรที่จับต้องได้ เลยชอบอ่านหนังสือมากกว่า

เวลาอ่านหนังสือผ่านสมาร์ทโฟน เรารู้สึกว่าไม่ได้รสชาติ บางครั้งถ้าไปอ่านเจอบทความในอินเทอร์เน็ตแล้วชอบมากๆ เรายังติดนิสัยว่าต้องพรินต์เก็บเอาไว้ ที่สำคัญเราเป็นคนรักหนังสือมาก อ่านถนอมสุดๆ เราไม่ขีดเขียนเลยเพราะไม่อยากทำร้ายหนังสือ (ยิ้ม)”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะรักหนังสือแต่เธอไม่หวง เพราะด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือ ซื้อใหม่ตลอด พอมีเยอะ จึงเลือกนำมาบริจาค หรือบางเล่มอ่านแล้วรู้สึกว่ามีประโยชน์ก็นำไปส่งต่อ อริญญา ยังทิ้งท้ายถึงนิยามความสุขในมุมมองของเธอว่า ความสุข คือ ความสงบนิ่ง ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง

“ชีวิตเราทุกวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาตลอด เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกสงบและมีความสุขอย่างแท้จริงคือการได้อยู่กับตัวเอง ห้อมล้อมด้วยคนที่รัก ช่วงเวลาแห่งความสุขของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องมีเงินมากขึ้น ต้องมีชื่อเสียงมากกว่านี้

แต่มันคือช่วงเวลาขณะนี้ที่เราได้อยู่กับคนที่เราพอใจ ได้กินข้าวกับครอบครัว อยู่กับลูกน้อง ซึ่งพอเราคิดแบบนี้ก็ทำให้เราสามารถหาความสุขได้ทุกวัน” 

วิลาสินี เลืองวัฒนะวนิช ทำในสิ่งที่รักและถนัด จึงมีความสุขกับงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575995

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 12:54 น.

วิลาสินี เลืองวัฒนะวนิช ทำในสิ่งที่รักและถนัด จึงมีความสุขกับงาน

เรื่อง อณุสรา ทองอุไร ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

เส้นทางชีวิตของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป บางคนได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก มาถูกเส้นทาง และเลือกทางเดินในชีวิตได้ด้วยตนเอง

ขณะที่บางคนเรียนมาอย่างหนึ่งแต่ต้องมาทำงานอีกอย่างหนึ่ง แถมบางคนไม่ได้เลือกเรียนในแบบที่ตัวเองชอบด้วยซ้ำ แล้วก็ต้องฝืนใจทำงานไปโดยที่ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำสักเท่าไรเลย

แต่ก็มีอีกหลายคนที่โชคดีสามารถค้นพบทางเลือกในชีวิต ที่ทำให้ตัวเองมีความสุขกับสิ่งที่ทำได้อย่างดี เพราะมีจุดยืนที่ชัดเจนในตัวเองเช่นเดียวกับสาวสวยหน้าหวานคนนี้

วิลาสินี เลืองวัฒนะวนิช ประธาน บริษัท ดอคเทรส เอสเธติก เจ้าของแบรนด์ Good Vibes Only มัลติแบรนด์สโตร์สินค้าแฟชั่น และ La Doctress เครื่องสำอางจากธรรมชาติ ที่เพิ่งเปิดตัว Cloud Blush Tube บิวตี้ไอเท็มสไตล์ใหม่ all in one ในซองเดียวจบ ที่ตอบโจทย์ความงามของคุณสาวๆ ที่ต้องพกเครื่องสำอางหลายชิ้น ไหนจะอายแชโดว์ บลัชออน ลิปสติก ซื้อมาก็ไม่เคยใช้หมดส่วนใหญ่เบื่อเสียก่อน พอซื้อสีใหม่มาของเก่าก็หมดอายุ ต้องทิ้งเสียของ

“เราเองก็มีปัญหานี้ เครื่องสำอางเต็มโต๊ะเครื่องแป้งแต่ใช้ไม่หมด เพราะเบื่อ พอมีสีใหม่ๆ ออกมาก็ไปซื้ออยู่เรื่อยๆ ไม่เคยใช้หมดสักอัน เสียดายเงิน เสียดายของ ไม่อยากเป็นตัวการทำโลกร้อน เลยมานั่งคิดว่ามันควรจะมีสักแบรนด์ที่คิดมาเพื่อมีแท่งเดียวแล้วใช้ได้ทั้งทาตา ทาแก้ม ทาปาก แล้วเอาสีอื่นๆ มาผสมให้เกิดสีใหม่ได้อีก

เราไม่อยากซื้อเยอะ พกน้อยๆ ราคาเบาๆ แบบชิ้นเดียวใช้ทั้งหน้าแล้วใช้ 3 เดือนหมด ราคาไม่ต้องคิดมาก ก็เลยคิดเป็นหลอดสีแต่งหน้าทำเป็นซองแบนๆ ราคาไม่ถึง 100” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำเครื่องสำอางให้ฟัง

เธอบอกว่า ทำไมต้องจ่ายแพง ทำราคาง่ายๆ สบายกระเป๋า จับกลุ่มวัยรุ่นและคนเริ่มทำงานในวัยไม่เกิน 30 แต่เดี๋ยวนี้เครื่องสำอางก็ไม่จำกัดอายุจะ 20-30-40 ก็ใช้ด้วยกันได้ เพราะเบสของโทนสีหลักๆ ก็มี ชมพู ส้ม แดง น้ำตาลอ่อน และสีพาสเทล อยู่ที่จะหยิบสีไหนมาผสมกันบ้าง เพื่อให้ได้สีที่เหมาะกับตัวเรานั่นเอง

หลังจากที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 3-4 เดือน โดยขายออนไลน์เป็นหลัก เธอก็สามารถทำตลาดไปได้ทะลุ 4 หมื่นซอง ภายใน 1 เดือน ในราคาซองละ 99 บาท จนถึงต้นปี 2019 เธอตั้งเป้าไว้ว่าจะทำยอดให้ได้ 4 แสนซอง และอาจจะนำเข้ามาจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้ออีกช่องทางหนึ่ง

“เศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนก็ไม่อยากซื้อของแพง คิดว่าราคานี้ใครก็จ่ายได้ เพราะอยากจับกลุ่มคนชั้นกลาง และต้นปีนี้จะเพิ่มสีใหม่เพิ่มอีก 2 สี”

ย้อนมาเล่าถึงการศึกษาของเธอสักนิด บอกเลยว่าไม่ธรรมดา มาครบเครื่องทั้งเรียนดี สวย รวย และเก่ง จบปริญญาตรี จากคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนจบใช้ทุน และมาเป็นหมอฟันอยู่ 4-5 ปี จนแน่ใจว่างานตรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบจริง ๆ

เธอจึงตัดสินใจลาออกมาทำแบรนด์เสื้อผ้าขายออนไลน์เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา อยากเรียนศิลปะ อยากเป็นสถาปนิก แต่คนต่างจังหวัด ถ้าลูกเรียนเก่งพ่อแม่ก็อยากให้เป็นหมอเป็นอันดับแรก เธอจึงต้องเรียนตามใจพ่อแม่ เพราะอยากให้ท่านภูมิใจ

“ตอนที่เรียนก็เรียนได้สบายๆ ไม่ได้เครียดนะคะ มาเครียดตอนทำงานมากกว่า เจอพี่พยาบาลที่อายุเยอะๆ เขาจะเห็นเราเป็นเด็กก็มักจะโดนดุบ่อยๆ (หัวเราะ) ก็ทำงานใช้ทุน แล้วก็ไปเป็นหมอที่คลินิกหมอฟันอีก 4 ปีกว่า ตอนนี้ก็เริ่มเครียด เหนื่อย เบื่อ

เราก็ไประบายออกด้วยการแต่งตัว เพราะเราชอบแต่งตัว คนก็มักจะชมเสื้อผ้าเครื่องประดับเราตลอด ก็เลยลองทำขายเล่นๆ ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม คนก็สั่งซื้อมากขึ้น เราก็เลยมีกำลังใจว่าเราทำได้ไม่อดตายล่ะ ทำมาได้ 6 เดือนก็เลยลาออกจากการเป็นทันตแพทย์ ตอนนั้นอายุ 30 ปีพอดี ท้าทายมากในการตัดสินใจครั้งนั้น” เธอเล่าอย่างตั้งใจ

เมื่อคิดจะเดินบนสายอาชีพใหม่ที่ค้นพบตัวเองว่า ชอบมากกว่า มีความสุขมากกว่า เธอก็ต้องทำให้จริงให้จัง เธอจึงไปเรียนต่อทางด้านแฟชั่น ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนจบ Style Coaching London และด้าน Luxury Brand กับ Fashion Drawing เพื่อจะประกอบอาชีพทางด้านนี้อย่างจริงจัง โดยก่อนหน้านี้เธอก็ไปเรียนคอร์สสั้น 2-3 เดือน ที่โรงเรียนแฟชั่นในประเทศไทยมา 2-3 โรงเรียน ตอนอายุ 31 ปี

หลังจากนั้นในปี 2010 ก็ตั้งบริษัท Doctress Aesthetic co.ltd โดยทำแบรนด์เสื้อผ้าชื่อ WILA โดยเธอเป็นดีไซเนอร์เอง ออกแบบลายผ้าพิมพ์ลายของตัวเอง และปักลวดลายเฉพาะ ในแนว Whimsical Fantasy คือมีความขี้เล่นและชวนฝัน แฝงความเป็นผู้เหญิงสไตล์วินเทจเอาไว้นิดๆ

หลังจากนั้น 4-5 ปี ก็เปิดร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เป็นมัลติแบรนด์ ที่รวบรวมแบรนด์ของเพื่อนพี่น้องนักออกแบบชาวไทยที่สินค้ามีความเป็นเอกลักษณ์ มีความสร้างสรรค์ใหม่ๆ เฉพาะตัวมาอยู่ในร้านเดียวกันอย่างหลากหลาย ที่สยามสแควร์วันชั้น 3 เอ็มโพเรียม และที่รามคำแหง 53

จนล่าสุดเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เธอก็ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง La Doctress Botanic beauty โดยเน้นเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติปลอดภัย บรรจุในขนาดพอเหมาะ พกสะดวก ราคาประหยัด มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ชื่อ CLOUD BLUSH TUBE คือเป็นหลอดสีระบายได้ทั้งหน้า แก้ม ตา ปาก ออกมาทั้งหมด 4 สี คือชมพู พีช ส้ม แดง ซึ่งในแต่ละสีก็ยังผสมรวมออกเป็นสีใหม่เพิ่มขึ้นได้อีกตามสไตล์ของแต่ละคน

ในเส้นทางการทำงานใหม่ที่เธอเลือกตามใจตัวเองมา 8 ปี และถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร เธอบอกว่ายังไม่หยุดที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคตเธออยากจะทำสกินแคร์เพิ่ม

“การแข่งขันในธุรกิจความงามนั้นมีค่อนข้างสูง เพราะมีทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ มีหลายระดับหลายราคา ถ้าจะเข้ามาตรงจุดนี้ก็ต้องพยายามคิดใหม่ให้แตกต่าง ทำราคาสู้เขาให้ได้หรือแม้กระทั่งธุรกิจออนไลน์ตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดุเดือดมาก เมื่อ 7 ปีที่แล้วง่ายกว่านี้เยอะ ตอนนี้คนไม่ได้ใช้โซเชียลเพื่อความบันเทิง แต่หลายคนใช้โซเชียลในการหาเงินสร้างธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบโชคดีที่เรียนแพทย์มาก็ได้พื้นฐานเรื่องความอดทน การสู้งานหนักเอาเบาสู้ และตอนที่เป็นหมอฟันที่คลินิกก็ได้บริหารจัดการทุกอย่างในคลินิกทำให้เรานำความรู้ตอนนั้นมาต่อยอดงานตรงนี้ได้อีกด้วย”

วิลาสินี มองอนาคตอันใกล้ในวัย 40 ปี ที่จะมาถึงภายใน 2 ปีนี้ว่า ยังคงทำงานหนักเหมือนเดิมแต่จะสร้างคนสร้างทีมมาทำงานให้มากขึ้น ส่วนเธอจะไปดูภาพกว้างและบริหารงานเป็นหลัก จะเริ่มเอาเวลาไปทำอย่างอื่นบ้างเนื่องจากทุกวันนี้เธอลงรายละเอียดในงานเองทุกอย่าง ออกแบบลายผ้า ออกแบบชุดเสื้อผ้า ออกแบบแพ็กเกจ โลโก้ต่างๆ อัพไอจีเอง อบรมการขายเอง ดูแลทีมขายเอง การตลาด ประชาสัมพันธ์ รีวิวสินค้า ทำเองหมด

เธอบอกว่าปีหน้าจะพยายามจัดระบบการทำงานใหม่ให้ดีกว่านี้ อยากมีเวลาให้ครอบครัว โดยเฉพาะลูกน้อยวัย 4 ขวบ

สุดท้าย วิลาสินีบอกเคล็ดลับหลักในการทำงานของเธอ ก็คือ การทำในสิ่งที่รักที่ถนัด จะได้มีความสุขในการทำงาน แล้วก็เริ่มจากเล็กไปใหญ่ ค่อยๆ ทำงานใช้เงินลงทุนไม่มากค่อยๆ เติบโตด้วยเงินลงทุนของเอง ไม่กู้ธนาคาร ค่อยขยายไปเรื่อยๆ และสร้างทีมงานให้เข้มแข็งมั่นคง 

พัฒนาให้ทางเลือก แนวรบยาเสพติดสันติและยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575993

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 12:47 น.

พัฒนาให้ทางเลือก แนวรบยาเสพติดสันติและยั่งยืน

เรื่อง : อนัญญา มูลเพ็ญ

ข่าวคราวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดคราวละหลายล้านเม็ด ที่ปรากฏให้เห็นตามหน้าสื่อต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน สะท้อนความรุนแรงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่หลวง เปรียบเหมือนมะเร็งร้ายที่กัดกินทรัพยากรสำคัญที่สุดของชาติ คือ “คน” อยู่ไม่หยุดหย่อน

สถิติยาเสพติดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

ความน่ากังวลของปัญหายาเสพติดที่ยิ่งปราบก็เหมือนยิ่งมากนี้ สะท้อนให้เห็นเป็นข้อมูลทางสถิติชัดเจน โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เสนอรายงานภาวะสังคมประจำไตรมาส 3 ปี 2561 ระบุว่าในคดีอาญาทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาในนี้มีเพียงคดียาเสพติดที่เพิ่มขึ้น 19.5%

ส่วนที่เหลือคือคดีชีวิต ร่างกาย และเพศ คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ ลดลง 11.7% และ 9.8% โดยการเพิ่มขึ้นล่าสุดนี้ก็เป็นความต่อเนื่องจากไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ของปีนี้ที่เพิ่มขึ้น 23.9% และ 34.9% ขณะที่ปี 2560 ที่มีคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นเฉียด 20% โดยเกินกว่าครึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีเสพและส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของเยาวชนและวัยเริ่มทำงาน

คดียาเสพติดที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนี้ ได้ส่งผลถึงจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำที่เกินกว่าศักยภาพที่เรือนจำทั่วประเทศจะรองรับได้ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ผู้ต้องขังล้นคุก” อยู่หลายเท่า ซึ่งข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ณ กลางปี 2561 ระบุว่าจากผู้ต้องขังทั้งหมด 335,543 คนนั้น เป็นผู้ต้องขังจากคดียาเสพติดอยู่ถึง 221,437 คน หรือประมาณ 63% ของผู้ต้องขังทั้งหมด

ตามข้อมูลนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดี แต่ยังมีทั้งผู้เสพผู้ค้าอีกจำนวนมาก ที่เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันแล้วประเมินค่าความสูญเสียทรัพยากรบุคคล รายได้ และงบประมาณของประเทศไม่ได้เลย

ต้องมองยาเสพติดเป็นปัญหาใกล้ตัว

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานคณะกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ซึ่งคลุกคลีทำงานกับการต่อสู้กับยาเสพติดมาหลายสิบปี เตือนว่าปัญหายาเสพติดขณะนี้รุนแรงมาก ประเทศไทยจะอยู่ในฐานะล่มสลายได้ ถ้าคนไทยทุกคนยังไม่มองว่าปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องใกล้ตัว เพราะการแพร่ระบาดกว่า 70% เกิดกับเยาวชน และแรงงานซึ่งเป็นอนาคตของประเทศ และที่น่ากังวลไปกว่านั้น คือ ยาเสพติดกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบใหม่ๆ ไม่ใช่เฉพาะเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้าอีกต่อไป

ข้อมูลจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติด ภายใต้สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้ประเมินว่าในภูมิภาคอาเซียนมีมูลค่าการผลิตยาเสพติดอยู่ประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.28 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ 26% หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ผ่านเข้ามายังประเทศไทย และ 86% ของยาเสพติดที่ผ่านเข้ามายังประเทศไทยก็ผ่านมาตามแนวตะเข็บชายแดน จ.เชียงราย นั่นคือมูลค่าเม็ดเงินที่ล่อตาล่อใจให้มีผู้คนจำนวนมากยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปร่วมขบวนการค้า

การพัฒนาทางเลือกคือทางออก

ปัจจุบัน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ไม่ได้นั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เช่นในอดีต เพราะได้ส่งไม้ต่อภารกิจให้ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล บุตรชายไปแล้ว แต่ยังทำงานที่นำ “ศาสตร์พระราชา” และ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ไปพัฒนาในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสให้คนมีทางเลือกป้องกันการหันไปทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า

คุณชายดิศ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันปัญหายาเสพติดจะเปลี่ยนรูปแบบไปไม่ใช่การปลูกพืชเสพติดอย่างฝิ่นเหมือนสมัยก่อน แต่เป็นยาเสพติดจากสารเคมี แต่ก็ยังเชื่อว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และต้องทำควบคู่กันคือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ใช้กิจกรรมการพัฒนาทางเลือก (Alternative Development : AD)

การแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยการพัฒนาทางเลือกนี้ ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การสหประชาชาติ ในด้านการเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหายาเสพติดในชุมชนด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานสานต่อแนวพระราชดำริเป็นเวลากว่า 30 ปี และขณะนี้กำลังขยายไปยังพื้นที่อื่นในประเทศที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรงรวมถึงในประเทศเพื่อนบ้าน

การขาดโอกาสคือรากเหง้าของปัญหา

ด้าน ม.ล.ดิศปนัดดา เห็นสอดคล้องกันว่า รากเหง้าของปัญหายาเสพติดมาจากการขาดโอกาสและความยากจน และไม่ได้มีเฉพาะแต่ในชนบท แต่ยังอยู่ในบริบทของชุมชนเมืองด้วย ดังนั้นการมีกิจกรรมการพัฒนาทางเลือกเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงไม่ใช่ทำแค่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในชนบทเท่า แต่ต้องทำอย่างมีกระบวนการในทุกมิติของสังคม

การดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมพัฒนาทางเลือก โดยโครงการสำคัญที่เริ่มไปในปี 2561 คือ โครงการร้อยใจรักษ์ ที่บ้านห้วยส้าน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยมีปัญหาอิทธิพลยาเสพติดรุนแรง

ร้อยใจรักษ์เป็นโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการทำระบบน้ำ สุขภาพ การศึกษา ปศุสัตว์ เกษตร การทำธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่ม หัตถกรรมและการท่องเที่ยว ทั้งหมดเพื่อเป็นทางเลือกให้คนทุกระดับรายได้ เป็นภูมิคุ้มกันต่อปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย

โครงการร้อยใจรักษ์เกิดขึ้นจากแนวพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่มีพระประสงค์ให้ไม่เพียงเอากฎหมายเข้าไปแก้ไขปัญหา แต่ต้องนำการพัฒนาเข้าไปในพื้นที่ด้วย ซึ่งปีนี้พระองค์ภาเสด็จไปบ้านห้วยส้านด้วยพระองค์เอง 5 ครั้งแล้ว เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าพระองค์นำโอกาสมาให้และแนวทางที่พระองค์ดำเนินไม่ต่างจากที่ดอยตุง เพียงแต่ปัญหาที่ดอยตุงคือเคยมีการปลูกฝิ่น แต่ที่บ้านห้วยส้านเป็นปัญหายาบ้า

นอกจากในประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังมีการขยายงานนำแนวทางที่ทำในประเทศไทยออกไปดำเนินการในประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจุบันดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ใน 2 พื้นที่ของเมียนมา โดยการประสานความร่วมมือกับทางการของเมียนมาคือใน อำเภอพินเลา จังหวัดตองยี รัฐฉานใต้ ตอนกลางของเมียนมา ครอบคลุมพื้นที่ 101 หมู่บ้าน ประชากร 18,917 คน ซึ่งในพื้นที่นี้ดำเนินการในลักษณะให้คำปรึกษาและสนับสนุนองค์ความรู้

ส่วนอีกพื้นที่ในตอนเหนือของ อำเภอท่าขี้เหล็ก จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก ใกล้กับชายแดนไทย ครอบคลุม 25 หมู่บ้าน ประชากร 5,376 คน ส่วนในนี้ดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ

จัดเก็บเพื่อส่งต่อองค์ความรู้

ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า งานภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น ทั้งโครงการปลูกป่าใน จ.น่าน ครอบคลุมพื้นที่ 2.5 แสนไร่ ใน 3 อำเภอ คือ ท่าวังผา สองแคว และเฉลิมพระเกียรติ การปลูกป่าเพิ่มเสร็จสิ้นในปี 2561

แล้วหลังจากนี้จะเป็นการขยายผลสร้างงาน อาชีพให้คนในพื้นที่ และได้นำพื้นที่ป่าไปจดทะเบียนเพื่อขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยคาดว่าอีกประมาณ 2 ปีจะเริ่มขายได้ เมื่อมีรายได้เข้ามาก็จะเก็บเป็นกองทุนให้กับชุมชนเพื่อให้มีกำลังใจในการช่วยกันดูแลรักษาป่า ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการจดทะเบียนพื้นที่โครงการดอยตุงฯ เพื่อให้ขายคาร์บอนเครดิตไปประมาณ 9 หมื่นไร่ ซึ่งแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2020 จะเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์ หรือ Neutral Carbon Organization

อย่างไรก็ตาม งานที่มูลนิธิกำลังให้ความสำคัญอย่างมากคือ การบริหารจัดการองค์ความรู้ เพราะในการทำงานในหลายสิบปีที่ผ่านได้เกิดองค์ความรู้ขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากโครงการดอยตุงฯ แต่ยังไม่ได้มีการจัดฐานความรู้ให้เป็นระบบ จะมีการทำฐานข้อมูลองค์ความรู้ของมูลนิธิเพื่อให้มีการต่อยอดนวัตกรรม เช่น การเก็บสูตรทอผ้า วิธีการทอ การออกแบบ ที่จะส่งผลให้แบรนด์สินค้าดอยตุงสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน

เริ่มสร้างมาตรฐานและขยายผลตามตำราแม่ฟ้าหลวงเพื่อวัดทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อวัดความอยู่รอด ความพอเพียง แต่ความยั่งยืน ของแต่ละพื้นที่ได้ รวมถึงจัดทำคลังข้อมูลเพื่อเป็นแหล่งสืบค้นและอ้างอิงเกี่ยวกับสมเด็จย่า การจัดเก็บข้อมูลศิลปวัตถุล้านนา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนล้านนา

ทำธุรกิจเพื่อสังคมให้ยั่งยืน

ม.ร.ว.ดิศปนัดดา กล่าวว่า หัวใจสำคัญอีกประการของกิจกรรมพัฒนาที่ยั่งยืน คือการทำให้โครงการอยู่รอดได้ด้วยตนเอง ซึ่งโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งเป็นโครงการต้นแบบที่สร้างงานสร้างอาชีพให้กับชาวเขาบนดอยตุง ก็มีการทำธุรกิจที่ต้องพัฒนาทั้งคุณภาพและผลิตภัณฑ์ของโครงการ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคง

ปัจจุบันส่วนงานธุรกิจเพื่อสังคมของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ประกอบไปด้วย 6 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ หน่วยหัตถกรรม คาเฟ่ อาหาร ท่องเที่ยว เกษตร และของขวัญปีใหม่ ซึ่งในปี 2561 มีรายได้ 550.9 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้า 3% ส่วนปี 2562 ที่จะมาถึงนี้เป็นปีที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะจะเป็นปีแรกที่พันธมิตรธุรกิจคือบริษัท อิเกีย จะลดปริมาณการซื้อเซรามิกจากโครงการลง 45 ล้านบาท เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

ทางโครงการต้องใช้เวลาปรับตัว อาจจะทำให้ยอดขายส่วนนี้หายไปทั้งปี ซึ่งก็ต้องยอมและเป็นบทเรียนของการไม่กระจายความเสี่ยง แต่ก็ต้องไปเพิ่มรายได้จากหน่วยธุรกิจที่เหลือ เพราะปีหน้าเองตั้งเป้าหมายที่จะสร้างรายได้เพิ่มเป็น 582.8 ล้านบาท

ตัวอย่างของการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ก็เช่นการจับมือกับนักออกแบบชื่อดังเพื่อออกแบบงานหัตถกรรมโดยเฉพาะเสื้อผ้า กระเป๋า เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ๆ

ส่วนในกลุ่มคาเฟ่และอาหารจะขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นที่ให้การตอบรับกาแฟดอยตุงค่อนข้างดี ล่าสุดสายการบิน Japan Airlines มีบริการเสิร์ฟกาแฟดอยตุง ในเส้นทางไทย-ญี่ปุ่นทุกที่นั่ง ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างแบรนด์ดอยตุงให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และจะมีการเพิ่มช่องทางการขายผ่านอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น โดยจะให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐและญี่ปุ่นก่อน

ส่วนกลุ่มงานท่องเที่ยว เน้นกิจกรรมในงานสีสันแห่งดอยตุง ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่ 5 มีกิจกรรมการดึงดูดให้คนขึ้นมาเที่ยวดอยตุง โดยเฉพาะการได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ บนดอยตุง การให้ชนเผ่าต่างๆ มาออกร้านขายของดีมีคุณภาพและต้องอยู่ในกฎกติกาว่าทั้งสินค้าและบรรจุภัณฑ์ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยปีนี้เป็นปีแรกที่ให้ร้านค้างดการใช้ถุงพลาสติกและโฟม 100% โดยประชาชนสามารถท่องเที่ยวดอยตุงได้ทุกวันแต่กิจกรรมพิเศษของสีสันแห่งดอยตุงจะมีเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2561-27 ม.ค. 2562

แม้โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่น เส้นทางการลำเลียงยาเสพติดใหญ่ที่สุดในโลกบนพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำให้ต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ชาวเขาเผ่าต่างๆ บนดอยตุงมีทางเลือกของการทำมาหากินที่ยั่งยืนตามแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จย่าพระราชทานไว้ คือการต่อสู้กับกับยาเสพติดด้วยสันติวิธี ให้โอกาสให้ทางเลือกคนด้วยเชื่อว่าหากคนมีทางเลือกจะไม่ทำผิด

ภารกิจนี้ก็กำลังได้รับการสานต่อโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง โดยการสนับสนุนของหน่วยงานต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน แต่ขบวนการค้ายาเสพติดก็ได้เปลี่ยนรูปแบบไป มีเม็ดเงินมหาศาลที่ล่อใจให้คนจำนวนไม่น้อยกล้าเสี่ยงเอาชีวิตเข้าแลก ปัญหาจึงยังทวีความรุนแรง

สงครามยาเสพติดที่กำลังเกิดในประเทศไทยเวลานี้ กำลังกัดเซาะชีวิตผู้คนในเกือบทุกครอบครัว การรบกับสงครามนี้จึงไม่ใช่ภารกิจของเฉพาะแม่ฟ้าหลวง ป.ป.ส. ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นสงครามที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันรบ

ดูแลสอดส่องไม่ให้มีการทำผิด ให้โอกาสคนทำผิดที่คิดกลับตัวกลับใจคืนสู่สังคม หากไม่ร่วมมือกันสู้แต่ตอนนี้ สถิติต่างๆ ที่กล่าวไปตอนต้นก็พอจะบอกได้แล้วว่า อนาคตประเทศไทยจะเผชิญกับอะไร ประเทศที่แทบล่มสลายเพราะยาเสพติด ไม่ใช่ไม่มีให้เห็นเป็นตัวอย่างในประวัติศาสตร์โลก และเราทุกคนก็คงไม่ต้องการเห็นประเทศไทยของเราเป็นเช่นนั้น 

บ้านแสนอบอุ่น ครอบครัวอยู่สวัสดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575798

  • วันที่ 03 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

บ้านแสนอบอุ่น ครอบครัวอยู่สวัสดิ์

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา  ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข

นิยามความสุขในการอยู่อาศัยของแต่ละครอบครัวอาจแตกต่างกัน สำหรับครอบครัวอยู่สวัสดิ์ ซึ่งประกอบด้วย รวิทย์ อยู่สวัสดิ์ เจ้าของโปรดักชั่นเฮาส์ ออนเนอร์ บางกอก (Honor Bangkok) ญาดา ศรีสัมมาชีพ พีอาร์ธนาคารแห่งหนึ่ง และอัญญดา อยู่สวัสดิ์ ลูกสาววัย 2 ขวบครึ่ง พวกเขานิยามความสุขไว้ในบ้านหลังงามที่ออกแบบทุกตารางนิ้วด้วยความรักและความต้องการของสมาชิกในครอบครัวอย่างแท้จริง

“บ้านหลังนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ได้ปีกว่าเองค่ะ จริงๆ เป็นทาวน์เฮาส์เก่าที่สร้างมา 30 ปีแล้ว แต่เรามารีโนเวตใหม่ให้เป็นสไตล์ที่เราชอบ ก่อนหน้านี้ตอนเริ่มต้นชีวิตครอบครัว เราเลือกอยู่คอนโด เพราะมองว่าตอบโจทย์ชีวิตคู่ที่มีแค่เราสองคน แต่พอมีลูก เราคิดว่าอยากได้สเปซในบ้านเพิ่ม เลยเริ่มมองหาบ้านสักหลัง โดยมีโจทย์ว่าต้องอยู่ในย่านเย็นอากาศ นางลิ้นจี่ สาทร ซึ่งเป็นย่านที่เราชอบและคุ้นเคย เพราะคอนโดเราก็อยู่แถวนี้ เดินทางสะดวก 10 นาทีก็ถึงสุขุมวิท” ญาดาบอกเล่าถึงโจทย์ในการเลือกที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไปก่อนเสริมว่า

“แต่ปัญหาคือ ถ้าจะหาบ้านหรือทาวน์เฮาส์ใหม่ในย่านแบบนี้ราคาก็สูงมาก เราเลยมาคิดใหม่ว่า ถ้าอย่างนั้นลองหาทาวน์เฮาส์เก่ามารีโนเวตใหม่ดีกว่า สุดท้ายเลยมาลงตัวที่นี่”

18 เดือนเต็มที่เธอใช้เวลาฟูมฟักแปลงโฉมทาวน์เฮาส์เก่าจนออกมาเป็นบ้านที่เธอพอใจ

“ถือว่าเร็วนะคะ เพราะถึงโครงสร้างเดิมของบ้านซึ่งมี 2 ชั้นจะไม่เปลี่ยน แต่เราวางสเปซในบ้านใหม่ทั้งหมด เรามีอินทีเรียร์ดีไซน์มาช่วยออกแบบ โดยตั้งต้นจากความต้องการในการอยู่อาศัยของบ้านเป็นหลักก่อน อย่างครอบครัวเราเน้นโซนดูทีวี กินข้าว เราก็ออกแบบให้พื้นที่ใช้สอยตรงนี้กว้างหน่อย จากเดิมที่บ้านหลังนี้มีการออกแบบให้มีห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ เราก็ทุบออกเพื่อเพิ่มสเปซพื้นที่กินข้าวและดูทีวี ส่วนพื้นที่ด้านล่างที่เหลือ เราก็เน้นเป็นสเปซกว้างๆ เพราะอยากให้ลูกมีพื้นที่ของเขา เป็นศูนย์กลางให้ครอบครัวเราได้มาใช้เวลาร่วมกัน”

พื้นที่ชั้น 2 ตามแบบบ้านหลังเก่าคือ ไม่มีห้องกั้น เปิดโล่งเป็นพื้นที่ดูทีวีเชื่อมกับห้องน้ำ แต่ญาดามองว่าไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้หญิงทำงานอย่างเธอ จึงออกแบบใหม่ เนรมิตให้เป็นพื้นที่ห้องนอน และวอล์กอินโคลเซตที่เชื่อมกับห้องน้ำแทน นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่อีกส่วนหนึ่งเป็นห้องนอนสำหรับแขก

นอกจากจะออกแบบบ้านตามการใช้งานจริงๆ แล้ว เรื่องความสวยงาม และสไตล์ที่ตอบโจทย์เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักที่ญาดาให้ความสำคัญไม่น้อย

“เราชอบแต่งบ้านอยู่แล้ว ว่างๆ ก็ชอบนั่งดูพินเทอเรสต์เพื่อหาแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านอยู่ตลอด สำหรับบ้านหลังนี้เราตั้งใจคุมโทนสีขาว เพื่อให้ดูโปร่ง โล่ง สะอาดตา ข้าวของไม่เยอะจนดูเกะกะ ไม่ต้องฟรุ้งฟริ้ง เพราะอยากได้อารมณ์แบบมินิมอล เก๋มีสไตล์ อาจจะมีกลิ่นอายอินดัสเทรียล มีความดิบนิดๆ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความชอบของเรากับสามี แต่ในความดิบเรายังคุมธีม ด้วยการทาสีอิฐปูนเปลือยให้เป็นสีขาวเพื่อให้ดูสะอาดตา เพิ่มความหรูหราด้วยการเลือกใช้แชนเดอเลียร์สีทองเข้ามา” เจ้าของบ้านคนสวยบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังบ้านที่ชวนอยู่อย่างออกรส

“ช่วงที่รีโนเวตบ้าน เราทำการบ้านหนักมาก เพื่อสื่อสารรายละเอียดทุกอย่างให้อินทีเรียร์อย่างชัดเจนที่สุด แต่ละมุมอยากได้แบบไหน คือ หารูปมาให้เลยว่าจะเอาแบบนี้ คุมงานเองทุกขั้นตอน ลงรายละเอียดไปถึง มือจับตู้ในห้องครัวก็เลือกเอง หาแบบที่อยากได้ในไทยไม่มีก็ไปสั่งจากเมืองนอกให้ส่งมา เพื่อให้ทุกอย่างออกมาแบบตรงใจอย่างที่เราคิด

ยิ่งเราเป็นพวกชอบแต่งบ้าน มีไอเดีย แรงบันดาลใจใหม่ๆ ตลอด จนคุณสามียังแซวว่า อยากมีบ้านเพื่อสนองความต้องการเรื่องดีไซน์บ้านไม่ได้นะ เพราะพอบ้านหลังนี้เสร็จ เราก็เริ่มเปรยๆ แล้วว่าอยากมีบ้านหลังใหม่ เพราะพอลูกโตขึ้น เขาก็อยากได้สเปซที่มากกว่านี้ มีห้องของตัวเอง เราเองตอนออกแบบบ้านหลังนี้ เราไม่ได้ออกแบบเผื่อเขาโต เพราะคิดว่าจะอยู่แค่ 5 ปี ตอนนี้ลูกยังนอนกับเรา แต่พอ ป.1 เขาเข้าโรงเรียน ก็ต้องมีห้องของตัวเอง มีมุมหนังสือของตัวเอง ซึ่งเราก็ต้องทำการบ้านใหม่”

ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ เธอมีคำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่คิดจะรีโนเวตบ้านเก่าว่า ต้องยอมรับก่อนว่าการซื้อบ้านมารีโนเวต เหนื่อยกว่าซื้อบ้านสำเร็จ การรีโนเวตมีรายละเอียดเยอะมาก สมมติจะย้ายห้องน้ำ ต้องดูระบบประปา การวางท่อน้ำ ยังไม่รวมระบบไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีเวลามาเก็บรายละเอียด เช็กผลงานช่าง คอยแวะเวียนมาที่บ้าน การซื้อบ้านใหม่ที่ออกแบบมาสำเร็จเลยน่าจะง่ายกับชีวิตมากกว่า แถมรีโนเวตบ้านเรียบร้อย ยังไม่จบ ยังต้องแต่งบ้าน เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตรงใจอีก

“เป็นอีกความท้าทายของเราเหมือนกัน อย่างโต๊ะกินข้าวเราซื้อสำเร็จ แต่พอมาถึงโต๊ะวางทีวี โต๊ะหน้าห้องน้ำ เพื่อให้เข้ากับโต๊ะกินข้าวที่เราตั้งต้น เราต้องสั่งทำพิเศษ มานั่งคำนวณไซส์ว่ากว้างยาวสูงเท่าไหร่ถึงจะลงตัว หรืออย่างเตียงนอน โต๊ะเครื่องแป้ง ก็สั่งทำพิเศษเพื่อให้มีลิ้นชักฝังปลั๊กไว้เพื่อเก็บไดรเป่าผม ทุกเช้าใช้เสร็จไม่ต้องคอยถอดปลั๊กเก็บสาย แต่ใส่เข้าลิ้นชักได้เลย เพราะเราไม่ชอบความรกแต่ก็แอบขี้เกียจ หรืออย่างตู้เหนือศีรษะในห้องครัวเราออกแบบพิเศษให้เป็นตะแกรงคว่ำจานและแก้ว เวลาล้างเสร็จเก็บเข้าตู้ได้เลย น้ำที่หยดจะลงไปที่ตะแกรงลงมาที่อ่างล้างพอดี”

ญาดา ทิ้งท้ายว่า ณ ตอนนี้บ้านหลังนี้คือบ้านในฝันที่ออกแบบมาตรงใจ ตอบโจทย์สมาชิกในครอบครัว “แต่บ้านในฝันของเราก็เปลี่ยนตลอดเวลา (หัวเราะ) ที่นี่อาจจะเป็นบ้านในฝันเมื่อปีที่แล้ว แต่พอมาอยู่จริง เราก็เริ่มคิดถึงอนาคต ซึ่งพอลูกโตอีกนิดน่าจะได้ช่วยกันสร้างบ้านหลังใหม่อีกครั้ง”

ออกกำลังให้เหมาะกับวัย… หัวใจ-อายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575797

  • วันที่ 03 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ออกกำลังให้เหมาะกับวัย... หัวใจ-อายุยืน

เรื่อง บีเซลบับ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การออกกำลังกายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดและง่ายที่สุด สำหรับการเพิ่มความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพราะเมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะได้รับประโยชน์ทันที ไม่ว่าจะเป็นระบบการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น หรือระบบการเผาผลาญที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

ประโยชน์ของการออกกำลัง รู้ไว้ใครอยากอายุยืน

1.กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้อายุยืนยาว ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำจะลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน

2.เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ซึ่งในวัยสูงอายุแล้วนั้น เป็นเรื่องจำเป็นมาก

3.ช่วยขับเหงื่อ ซึ่งเป็นการขับสารพิษออกจากร่างกาย

4.ช่วยให้รูปร่างดี สมส่วน และมีบุคลิกภาพที่ดี

5.ทำให้ดูอ่อนเยาว์

6.ช่วยลดอาการซึมเศร้า ลดความเครียดและทำให้หลับสบาย

7.สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น

8.ผู้หญิงที่ออกกำลังกายประเภทที่มีการลงน้ำหนัก เช่น วิ่ง กระโดดเชือก เต้นแอโรบิก แบดมินตัน อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่นและวัยทำงาน จะลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุนในวัยหมดประจำเดือน

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่หัดออก(กำลังกาย)

1.ผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ควรเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มออกกำลังกาย 1 วันแล้วพักกล้ามเนื้อ 1 วัน และควรเป็นการออกกำลังแบบหนักสลับแบบเบา

2.ทุกครั้งก่อนออกกำลังกายและหลังออกกำลังกาย ควรมีการอบอุ่นร่างกาย เพื่อยืดหรือเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อและการเต้นของหัวใจ

3.ขณะออกกำลังกาย ควรสูดหายใจลึกๆ เพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ทั่วถึง และยังทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงอีกด้วย

4.สวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย

5.ควรจิบน้ำทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำ เลือดจะข้นขึ้น ทำให้หัวใจทำงานหนัก

6.ระหว่างการออกกำลังกาย หากมีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บเกิดขึ้น ควรหยุดพักเพื่อดูอาการ

7.ถ้าป่วยเป็นไข้หรือไม่สบาย ไม่ควรออกกำลังกาย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้

8.หากมีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพื่อให้แพทย์พิจารณารูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม

9.ควรออกกำลังกายในที่กลางแจ้งในช่วงเช้าเพราะอากาศดี ไม่ร้อนจนเกินไป และร่างกายจะได้รับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

10.ไม่ควรออกกำลังกายในช่วงเวลาร้อนจัด หรือหลังกินอาหารเสร็จใหม่ๆ เพราะหลังกินอาหารเสร็จใหม่ๆ ร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหารและลำไส้มาก ดังนั้น เลือดอาจไปหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอเป็นอันตราย

11.ในวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ ควรเล่นกีฬาที่ไม่ต้องใช้ความต่อเนื่องนัก เพราะในวัยนี้ความทนทานของระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทเริ่มลดลง บางรายอาจมีปัญหาเรื่องข้อต่อด้วย ดังนั้น กีฬาที่เหมาะสมควรเป็นการบริหารยืดเหยียด ว่ายน้ำ และการเดิน

การเดินที่เหมาะกับคุณ

การเดินถือเป็นการออกกำลังขั้นพื้นฐานที่ทำได้ทุกคน ทำให้ประสาทส่วนกลางทั้งระบบเกิดความสมดุล และช่วยกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสอื่นๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

การเดินอย่างถูกวิธีเริ่มจากการอบอุ่นร่างกาย 10 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น เมื่อเริ่มออกเดินควรเดินช้าๆ สัก 10 นาที แล้วจึงเดินเร็วขึ้นจนเหงื่อออกชุ่มตัว จากนั้นให้ลดความเร็วลงเป็นการเดินแบบสบายๆ รวมเวลาต้องไม่ต่ำกว่าครั้งละครึ่งชั่วโมง

เทคนิคการเดินแนะนำว่า ลำตัวควรตั้งตรง ไม่โน้มไปข้างหน้า หรือข้างหลัง ยึดตัวให้เต็มที่ หลังไม่งอ ขณะที่ตาให้มองตรงไปข้างหน้าในระยะ 20 เมตร ไหล่ไม่ห่อ แต่ให้ผายออกไปด้านหลังเล็กน้อย ขณะเดินให้ไหล่ยกขึ้น

สำหรับการแกว่งแขวน ขณะเดินต้องงอข้อศอกประมาณ 90 องศา กำมือหลวมๆ ไม่ต้องเกร็ง ขณะเดินต้องแกว่งแขวนไปในทิศตรงข้ามกับขา และต้องแกว่งให้อยู่ในแนวตรงหน้าหลัง และให้ข้อศอกอยู่ชิดลำตัวมากที่สุด การลงเท้าขณะเดิน ต้องให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อน แล้วค่อยลงน้ำหนักไปที่อุ้งเท้าและปลายเท้า!

ยืดอายุเกษียณ อย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575795

  • วันที่ 03 ม.ค. 2562 เวลา 11:40 น.

ยืดอายุเกษียณ อย่างมีความสุข

เรื่อง : กั๊ตจัง ภาพ : เอพี, เอเอฟพี

อายุ 60 ต้องหยุดทำงานแล้วกลับมานอนอยู่บ้านจริงหรือ ความจริงข้อนี้ได้ถูกนำมาพิจารณาใหม่ด้วยตัวเลขการเกษียณอายุที่เพิ่มขึ้น ตามอายุขัยเฉลี่ยของคนเราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ประกอบกับงานวิจัยใหม่ๆ ที่ระบุว่าผู้สูงอายุ ควรทำงานอยู่ตลอดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ผู้สูงวัยในไทยมีแนวโน้มมีเงินออมเพิ่มขึ้น แต่มีเพียง 10% เท่านั้นที่มีเงินออมเกิน 1 ล้านบาทขึ้นไป และเงินเก็บจำนวนนี้ต้องถูกนำมาใช้รักษาโรคเฉลี่ย 1.5 ล้านบาท/คน/โรคตลอดอายุขัยหลังการเกษียณ และจากการสำรวจผู้เกษียณอายุทั่วไปล้วนบอกตรงกันว่า หากย้อนเวลากลับไปได้จะวางแผนเรื่องการเกษียณอายุให้ดีกว่านี้ และอีกส่วนหนึ่งอยากยืดเวลาทำงานออกไปอีกสัก 5-10 ปี เพื่อให้มีเงินเพียงพอหลังออกจากงานอย่างแท้จริง

ยืดอายุเกษียณอีก 5 ปี

ข้อดีของการยืดอายุเกษียณไปอยู่ในช่วงอายุ 63-65 นั้นแน่นอนว่าคุณจะมีเวลาเก็บเงินได้มากขึ้น ในขณะที่ตัวเองยังรู้สึกว่ามีแรงทำงานได้อยู่ และไม่รู้สึกเป็นคนไร้ค่า จนกว่าร่างกายจะเริ่มไม่มีแรงทำงานจริงๆ แนวคิดนี้ในต่างประเทศมีการใช้จริง เช่น ญี่ปุ่นเฉลี่ยของอายุการเกษียณจะอยู่ประมาณ 63 ปี ในขณะที่อังกฤษ สหรัฐอเมริกานั้น อายุเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 65 ปี แต่ยังไม่มีข้อมูลว่ามีประเทศไหนในโลกนี้ที่มีการเกษียณอายุที่ 70 ปีขึ้นไปในระดับพนักงานองค์กร

สำหรับประเทศไทยแนวคิดนี้ในภาครัฐยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเพราะเกี่ยวพันกับเรื่องงบประมาณ และอัตราการจ้างงานใหม่ สำหรับองค์กรเอกชนเริ่มมีการขานรับแนวคิดนี้ด้วยการ คงพนักงานอาวุโสไว้ในองค์กรเป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษากับพนักงานรุ่นใหม่ๆ หรือเรียกง่ายว่าเก็บคนเก๋าหรือคนเก่งเอาไว้ในองค์กรให้นานที่สุด

แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนฐานเงินเดือน และสถานะจากพนักงานประจำเป็นอัตราจ้างพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพงานที่ทำจริง แต่ยังคำนึงถึงความรู้ความสามารถที่จะช่วยเหลือองค์กรให้ประสบความสำเร็จไปได้

หากคุณทำงานอิสระหรือเป็นนายจ้างตัวเอง คำว่าเกษียณอายุนั้นแทบจะไม่มีผลอะไรเลยกับคุณ เพราะกลุ่มคนทำงานเหล่านี้ไม่เคยมีคำว่าหยุดพัก ตราบใดที่มีแรงก็รับงานได้ตลอด แต่สิ่งที่เราจะสังเกตได้จากคนที่ทำงานตลอดแม้จะอายุ 60 กว่าปี ก็คือสุขภาพร่างกายของพวกเขาจะแข็งแรงกว่าที่คนที่เกษียณแล้วอยู่บ้านเฉยๆ

ก่อนยืดอายุเกษียณต้องทำอย่างไร

ช่วงเวลาที่คุณควรจะรู้ตัวว่าต้องยืดอายุการเกษียณของคุณออกไปก็คือช่วงอายุประมาณ 45-50 ปี โดยพิจารณาจากเงินเก็บเงินลงทุนว่าเพียงพอกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณหรือไม่

1.ปรับแนวคิดของตัวเองเสียใหม่

สังคมไทยปลูกฝังเรื่องการเกษียณอายุ หากได้อยู่บ้านกินเงินบำนาญเฉยๆ แล้วจะดี แต่ที่จริงแล้วคนในสังคมไทยกว่า 70% ยังคงทำงานอยู่แม้จะอายุมากกว่า 60 ปีแล้วก็ตามเพียงแต่งานของพวกเขาไม่ได้กลับไปนั่งอยู่ในสำนักงาน แต่อยู่ที่บ้าน ที่ตลาดร้านค้า เป็นงานเล็กๆน้อยๆ ที่พวกเขาฝันอยากทำนั่นเอง ดังนั้น คุณเองต้องรับรู้ความเป็นจริงของโลกไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ฝังหัวอย่างในละครหรือสิ่งที่ใครต่อใครบอกกันมา

2.เตรียมสุขภาพให้แข็งแรงเข้าไว้

มีเงินเก็บมากแค่ไหนก็ไม่ดีเท่าการมีสุขภาพที่ดี ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตรวจสุขภาพประจำปีจะช่วยทำให้คุณแข็งแรงมากพอที่จะทำงานได้ไม่แพ้คนหนุ่มคนสาว เพราะเมื่อถึงเวลาอายุ 60 ปีขึ้นไปสิ่งที่เพื่อนๆ เราจะพูดคุยก็คือปัญหาสุขภาพใหม่ๆ หากคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงก็จะช่วยให้คุณมีแรงทำงานทำเงินได้มากกว่าเพื่อนในรุ่นเดียวกัน

3.มองหาช่องทางลงทุนที่ชอบ

เราเลือกที่จะใช้คำว่า “ช่องทางลงทุนที่ชอบ” แทนที่คำว่า “ช่องทางลงทุนใหม่ๆ” ถึงจะเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มากกว่า แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบก็เปล่าประโยชน์ ทำไปก็มีแต่จะเบื่อหน่าย ยิ่งคุณอายุมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ความต้องการของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น สนใจเฉพาะสิ่งที่สำคัญกับชีวิต และใส่ใจในสิ่งรอบข้างน้อยลง

อย่าคาดหวังที่จะพึ่งพาใคร แต่ให้ทำทุกอย่างเพื่อพึ่งตัวเองให้มากที่สุด ให้คิดอยู่เสมอว่าเวลาทำงานของคุณไม่ได้หยุดที่เลข 60 แต่เป็นตลอดชีวิตแล้วเราจะทำงานอะไรที่จะมีความสุขไปตลอดชีวิตของคุณ

ดังนั้น การลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ จึงไม่ใช่คำตอบเท่าลงทุนกับธุรกิจที่ใช่สำหรับคุณเอง สำคัญที่สุดคือคุณต้องหาให้เจอว่าคุณชอบอะไร อย่าตั้งคำถามว่าเมื่อถึงวันนั้นธุรกิจอะไรมาแรง แต่ให้ถามตัวเองว่าธุรกิจอะไรที่คุณทำแล้วรู้สึกมีแรงใจที่จะทำตลอดเวลาจะดีกว่า

กินไข่ทุกวัน ไม่กลัวคอเลสเตอรอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575698

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 15:30 น.

กินไข่ทุกวัน ไม่กลัวคอเลสเตอรอล

เรื่อง มีนา  ภาพ รอยเตอร์ส

ความเชื่อของใครบางคน คิดว่าการกินไข่วันละ 1 ฟอง ถือว่ามากเกินไปสำหรับร่างกาย เพราะในไข่มีคอเลสเตอรอลสูง แต่เมื่อเร็วๆ นี้คุณหมอชั้นนำของไทยได้ออกมาแนะนำว่าคนทุกวัยที่มีสุขภาพดี สามารถกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง เพราะไข่เป็นอาหารโปรตีนสูง กินแล้วสุขภาพแข็งแรง ไม่เกิดปัญหาไขมันในเลือดสูง ไม่ต้องพึ่งวิตามิน เป็นอาหารที่ทุกคนเข้าถึงได้ อีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนมองข้าม

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยแนะนำ ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนที่มีคุณค่าสูง ไข่ไก่หนึ่งฟองน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 7 กรัม แต่ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนและปริมาณสูงซึ่งเป็นที่ร่างกายคนสร้างเองไม่ได้ ด้วยกรดอะมิโนจำเป็นต้องใช้สำหรับซ่อมแซมร่างกาย และที่สำคัญไข่ไก่ยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง โดยเฉพาะเด็กที่กำลังเจริญเติบโต

“การกินไข่ให้เข้าใจง่ายๆ ว่า คนทั่วไปที่มีอายุ 1 ขวบ จนถึงผู้สูงอายุที่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1 ฟอง ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ส่วนเด็กทารกอายุตั้งแต่ 6 เดือน สามารถเริ่มให้ไข่แดงต้มสุก ½ ฟอง เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้กินไข่ต้มสุก ½-1 ฟอง ส่วนกรณีกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สามารถกินไข่ได้ 3 ฟอง/สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ และที่สำคัญต้องดูแลการบริโภคอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย และจากหลายๆ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การรับประทานไข่ 1-3 ฟอง/วัน ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ” นพ.ดนัย กล่าว

ด้าน ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ก็สนับสนุนให้คนไทยบริโภคไข่เป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดี ทั้งนี้การศึกษาในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าไข่ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด การบริโภคไข่แดงเป็นประจำส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดไม่มากนัก หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และตรวจสุขภาพเป็นประจำ

นอกจากนี้ ไข่ไก่ยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียมและฟอสฟอรัส รวมถึงวิตามินที่สำคัญ เช่น วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง บีสอง บีหก วิตามินดี วิตามินอี เลซิธิน ลูทีน และโคลีน ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์สมองของมนุษย์ ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต สุขภาพแข็งแรง เสริมสร้างเซลล์สมอง และแก้ปัญหาทุพโภชนาการได้ผล

อำพันธ์ุ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ภาครัฐตระหนักและให้ความสำคัญต่อการรณรงค์การบริโภคไข่ไก่ในประเทศ เนื่องจากคนไทยมีอัตราการบริโภคค่อนข้างต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างมาก ทั้งที่ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนและให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board จึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนจัด “โครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง” ภายใต้การสนับสนุนของ 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กระตุ้นให้คนไทยตื่นตัวและหันมาบริโภคไข่ไก่ให้มากขึ้น เนื่องจากไข่ไก่เป็นโปรตีนราคาถูก รับประทานได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ต้องกังวัลเรื่องคอเลสเตอรอล และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ของไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การผลิตไข่ไก่ได้มาตรฐานสากล สามารถตอบสนองความต้องการการบริโภคอย่างเพียงพอ และสร้างเสริมสุขภาพให้ประชาชนของประเทศได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย

คนไทยจึงมั่นใจได้ว่า ไข่ไก่ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดคอเลสเตอรอลสะสมในเส้นเลือด ทีนี้ก็หันมาเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายกันได้อย่างสบายใจแล้ว แต่ให้บริโภคเข้าไปในปริมาณที่พอดี การรับประทานไข่ไก่ที่ถูกต้องควรทำให้สุกเสียก่อน นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู สะดวก และนำอาหารที่แนะนำให้ทำรับประทานเป็นอย่างยิ่ง คือ สลัดไข่ หรือยำไข่ เพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารจากไข่ มีไฟเบอร์และวิตามินซีจากผักและผลไม้ และอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่กัน เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลโรค

สวนขวดสุดเท่ สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/575697

  • วันที่ 02 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

สวนขวดสุดเท่ สร้างรายได้

เรื่อง ภาดนุ

จากงานอดิเรกที่ชื่นชอบและหลงใหลในการจัดสวนและปลูกต้นไม้เป็นทุนเดิม แต่เมื่อมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งพื้นที่ในการปลูก เวลาในการดูแลต้นไม้ที่มีอยู่จำกัดด้วย จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ “ปีเตอร์ แพลนต์เทอร์ราเรียม” (Peter Plant Terrarium) สวนขวดสุดเท่ที่สร้างมุมสีเขียวให้กับที่พักอาศัยหรือที่ทำงานของใครหลายๆ คน

อิสรา สอนสาสตร์ และ ชุติมา สวัสดีพุทธาสองผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ เล่าว่า พวกเขาค้นพบวิธีสร้างมุมสีเขียวน่ารักๆ ด้วยการจัดสวนภายในภาชนะแก้วใส ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากชายชาวอังกฤษที่ปลูกต้นไม้ลงในขวดแก้วใบใหญ่ขนาดความจุ 10 แกลลอน มาตั้งแต่ปี 1960 และปล่อยให้ต้นไม้เหล่านั้นเจริญเติบโตขึ้นเองโดยที่รดน้ำไปเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทั้งสองจึงพยายามศึกษาเพื่อหาคำตอบและทดลองปลูกต้นไม้เล็กๆ ในขวดแก้วอย่างจริงจังเป็นเวลา 1 ปีเต็มจนรู้เคล็ดลับ

อิสรา บอกว่า ในช่วงแรกๆ ที่พวกเขาเริ่มนำผลงานการจัดสวนขวดไปวางขายตามงานอีเวนต์ต่างๆ ในช่วงวันหยุด พวกเขาก็มักจะแนะนำและให้ความรู้กับลูกค้ามือใหม่ที่ยังไม่เคยเลี้ยงต้นไม้ในสวนขวดมาก่อนไปด้วย

“หัวใจสำคัญที่จะช่วยยืดอายุของสวนขวดให้อยู่ได้ยาวนานก็คือแสง ความชื้น และอุณหภูมิแสงที่เหมาะสมจะต้องเป็นช่วงครึ่งวันเช้า นอกจากนี้ปริมาณของน้ำที่อยู่ภายในภาชนะนั้นๆ ต้องไม่มากเกินไป สวนขวดต้องวางอยู่ในห้องหรือในบริเวณที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แล้วต้องระวังอย่าให้แสงแดดส่องถึงโดยตรงเพราะจะทำให้อากาศภายในภาชนะร้อนขึ้นและส่งผลให้ต้นไม้ตายในที่สุด

สำหรับวัสดุที่นำมาใช้สร้างระบบนิเวศภายในสวนขวดนี้ จะประกอบด้วยหินภูเขาไฟที่ช่วยกักเก็บความชื้น กรวดช่วยสร้างความเย็น มอสช่วยดูดซับความชื้นและทำให้เกิดไอน้ำ รวมทั้งดินเม็ดที่ผ่านการเผาด้วยความร้อนสูงเพื่อฆ่าจุลินทรีย์ในดินที่เป็นอันตรายต่อพืชเรียบร้อยแล้ว”

อิสราเสริมว่า สำหรับราคาสวนขวดที่พวกเขาขายนั้นมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปทรงของภาชนะที่ใช้จัดสวนเป็นหลัก นอกจากขายแล้วยังมีการจัดเวิร์กช็อปแบบเป็นกลุ่ม แบบส่วนตัว หรือจัดเวิร์กช็อปตามอีเวนต์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจนำไปต่อยอดหรือใช้เป็นกิจกรรมยามว่างได้ด้วย

“สาเหตุที่ทำให้สวนขวดกลายเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่หรือหนุ่มสาวออฟฟิศ คงเป็นเพราะปัจจุบันนี้ทุกคนมีพื้นที่ที่จำกัด จึงไม่สามารถปลูกต้นไม้ปกติได้ ที่สำคัญสวนขวดยังดูแลง่าย ไม่ยุ่งยาก แถมสามารถเลือกรูปแบบสวนได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นฉากจำลองภาพวิวธรรมชาติ เช่น น้ำตก ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร หรือทะเล ก็เลือกได้หมด

ที่สำคัญเมื่อสินค้าถึงมือลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ผู้ขายก็ต้องสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าด้วยบริการหลังการขาย ที่รับดูแลให้ตลอดอายุการใช้งาน รวมทั้งวัสดุที่คัดสรรมาจัดเป็นสวนขวดนั้นก็ต้องมีคุณภาพด้วย เมื่อเราสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า พวกเขาก็จะไปแนะนำต่อให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จัก จึงทำให้สวนขวดแบรนด์เราเริ่มเป็นที่รู้จักของลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ และถือว่าสร้างรายได้เสริมให้เป็นอย่างดีเลยล่ะ”

ผู้ที่สนใจดูข้อมูลได้ที่ FB: PeterPlantShop IG: thepeterplant หรือโทร. 08-7542-8356