ไตรภพ ลิมปพัทธ์ (ทำ)เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576263

  • วันที่ 08 ม.ค. 2562 เวลา 12:00 น.

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ (ทำ)เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่

เรื่อง มัลลิกา นามสง่า ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จะมีสักกี่รายการโทรทัศน์ที่ต่อยอดไปสู่งานเอ็กซ์โป (Expo) และกลายเป็นศูนย์รวมของแขกรับเชิญ รายการ “ครัวคุณต๋อย” โดยการกุมบังเหียนของ ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ทำให้เกิดขึ้นได้

ชื่อชั้น ต๋อย ไตรภพ ในแวดวงรายการโทรทัศน์ไทยยกให้เป็นระดับตำนานก็ว่าได้ ผุดรายการไหนมักสร้างปรากฏการณ์เสมอ ย้อนความกันไปนานหน่อย 30 ปีที่แล้ว รายการฝันที่เป็นจริง ยุคนั้นใครๆ ก็อยากได้รถเข็น ทไวไลท์โชว์ รายการทอล์กโชว์ที่โด่งดังมาก แขกรับเชิญใครไม่ดังจริงไม่ได้ออก ทุกเรื่องที่นำมาทอล์ก ศิลปินที่นำมาร้องเพลงฮอตสุดๆ ในยุคนั้น

ต๋อย ไตรภพ อยู่ในวงการโทรทัศน์ไทยมาค่อนชีวิต ผ่านทุกสถานการณ์ ทั้งยุคเรืองรอง วิกฤต การเปลี่ยนผ่าน จากผู้ผลิต สู่ผู้บริหารในยุคไอทีวี ก็เคยมาแล้ว จนเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัล

ตอนนี้บริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ ที่ไตรภพนั่งแท่นบริหาร ผลิตเพียง 2 รายการให้กับทางช่อง 3 คือ ทูเดย์ โชว์ และครัวคุณต๋อย จำนวนรายการนับว่าน้อย หากแต่รายการครัวคุณต๋อยติดลมบนมาก จำนวนความถี่ในการออกอากาศ วันจันทร์-ศุกร์ ทางช่อง 3 HD และทำเรตติ้งครองใจมหาชน เรียกว่าเป็นสายเลือดใหญ่ของบริษัทเลยก็ว่าได้

“เรียนตรงๆ ก่อนเลย เราทำรายการอยากให้สนุก ไม่อยากให้คนดูแล้วเบื่อหน่าย หรือว่าดูเฉพาะสูตรอาหาร ผมคิดว่าต่อให้คุณไม่ทำอาหารคุณก็ต้องดูเพราะเราตลก แล้วคนก็ชอบกิน อย่างนั้นต้องทำลักษณะนี้ มันถึงจะประสบความสำเร็จ

ผมเอารายการไปเสนอทางสถานี ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า ไม่มีเชฟคนไหนในโลกหรือพ่อครัวแม่ครัวคนไหนที่สามารถทำอาหารอร่อยไปทุกอย่างและรู้ไปหมด ผมไม่เชื่อ พอความไม่เชื่อนี้เกิดขึ้น ผมก็บอกให้หาคนที่รู้จริงๆ ในแต่ละเรื่องมาสอน

ก็ทำไล่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งปีที่หนึ่งผ่านไป ปีที่สองคนก็มาพูดตลอดเลยว่า ทำไมไม่สร้างครัวของตัวเอง ผมทำครัวคุณต๋อยขึ้นมาเพื่อสนับสนุนพวกเขา ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อที่จะเอาครัวมาแข่ง”

การได้มาซึ่งเวลา 5 วัน เมื่อ 4 ปีก่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และถ้ารายการไม่มีเรตติ้งเพียง 3 เดือน ไม่ว่าจะชื่อใครผลิตก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน แต่ครัวคุณต๋อยพิสูจน์ได้ผลสำเร็จแล้วว่า รายการอาหารที่ตลก สนุก อร่อย เป็นเสน่ห์ปลายจวักมัดใจผู้ชม

ไม่ได้เป็นเชฟ แต่เป็นนักชิมตัวยงที่บรรดาคนใกล้ชิดวางใจในรสนิยมการกิน และเมนูที่จะมาออกรายการครัวคุณต๋อยได้ต้องผ่านลิ้น ต๋อย ไตรภพ

“ผมชอบกินของดี อาหารไม่อร่อยก็ไม่บ่นว่าไม่อร่อย แต่ถ้ามาถามกันว่าอร่อยไหม ผมก็จะพูดกับทุกๆ คนเลย เอาความจริงหรือเปล่า ผมจะอธิบายว่าอันนี้ดีไม่ดีอย่างไรนะครับ ผมจะพูดอย่างนี้ตลอด

มันเป็นนิสัยส่วนตัวที่ได้ตกทอดมาจากคุณยาย ตอนทำรายการผมบอกพิธีกรทุกคนให้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด อร่อยก็บอกว่าอร่อย ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ แล้วถ้าถามว่ามีเมนูไม่อร่อยขึ้นบนเวทีบ้างไหม ตอบไม่มี เพราะเหตุผลว่ามันผ่านขั้นตอนการสกรีนมาไม่รู้เท่าไรจากโปรดิวเซอร์มาจนถึงตัวผม

ฉะนั้น จะถามว่าอันนี้เผ็ดน้อยไปไหม อันนี้หวานมากไปไหม มีแน่นอนในแต่ละบุคคล เช่น เอ๊าะบอกเผ็ดมาก คุณหันมาเห็นผมกับโก๊ะตี๋กำลังดีอร่อย แต่วิธีพูดจะต้องพูดความจริงว่าอาหารอันเนี้ยคุณทำคั่วกลิ้งแล้วมันไม่เผ็ด มันไม่ใช่คั่วกลิ้ง ยังไงคั่วกลิ้งก็ต้องเผ็ด แต่เผ็ดมากเผ็ดน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องรสชาติอาหารเป็นความชอบของแต่ละคน หากแต่ในรสชาติของอาหารจะมีความเป็นกลางที่พิเศษอยู่อย่างที่คนญี่ปุ่นเรียกว่ารสอูมามิ คือความกลมกล่อม ในอาหารแต่ละอย่าง เช่น แกงจืดต้องมีรสเค็มนำ แกงเขียวหวานต้องมีกลิ่นเหม็นเขียวนิดๆ เพราะฉะนั้นในอาหารพวกนี้ด้วยความกลมกล่อมเหล่านี้มันหลีกหนีไม่ได้ จะมาพูดว่าทุกคนชอบอย่างนั้นคนชอบอย่างนี้ไม่ได้ มันจะมีสูตรของมันอยู่

อย่างเช่นขนมไทย ขนมหม้อแกงทำด้วยน้ำตาลทรายได้ไหม มันหวานเหมือนกัน แต่ขนมหม้อแกงไม่ได้หวานแหลม มันมีรสหวานของน้ำตาลมะพร้าว มีกลิ่นหอม

คนชอบถามผมว่าวัดความอร่อยยังไง ผมไม่ได้เอาผมเป็นเกณฑ์วัดความอร่อย แต่ผมเอาความกลมกล่อม ความแท้จริงของอาหารชนิดนั้นๆ มันวัดกันได้ เพราะฉะนั้นบางอย่างง่ายๆ ทองหยิบต้องไม่หวานแหลม ต้องหวานเจี๊ยบ หวานกลมกล่อม แล้วทองหยอดคุณทำหวานแหลมได้ มันมีรส มีการทำของมัน

ผมรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้วครับ ผมเลยไม่กลัว แล้วก็ขอโทษนะ ผมมีลิ้นค่อนข้างมหัศจรรย์ในการกินอาหาร คนทั่วไปไม่รู้ว่าผมช่างเลือกขนาดไหน”

ปัจจุบันครัวคุณต๋อยไม่ได้เป็นแค่รายการโทรทัศน์ หากกลายเป็นแบรนดิ้งที่แข็งแรง สามารถต่อยอดงานอื่นๆ ได้ และที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 คือ “ครัวคุณต๋อยเอ็กซ์โป” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 21-24 ก.พ.

“พอรายการเริ่มเข้าปีที่สอง ทำแฟร์อาหารดีกว่า ครั้งแรกจัดที่เอ็มควอเทียร์ คนมากันจำนวนเยอะมากจนห้างแตก ปีต่อมาย้ายไปจัดที่เมืองทองธานี คนก็ยังมาจำนวนมหาศาล

ในส่วนของงานแฟร์ปีนี้ มีประมาณ 220 ร้าน ทุกร้านเคยออกรายการครัวคุณต๋อย ซึ่งที่งานเราคัดหนักมากจากพันกว่าร้าน

ผมคิดหลายอย่าง เวลาเราจะทำงาน ถ้าเราเอาจำนวนร้านเยอะเกินเหตุ อย่าง 500 ร้าน เขาขายได้จริงหรือเปล่า ถึงต่อให้คิดค่าบูธถูกยังไงก็ตามแต่เขาขายไม่ได้ เขาไม่ได้เสียแต่เงิน เสียแต่เวลานะ มันเสียกำลังใจด้วย

แล้วจำนวนร้านเยอะมันจะต้องซ้ำกัน คนเดินเข้างานเจอไก่ย่าง 20 ร้าน ไม่ได้หมายความว่าในงานผมจะไม่ซ้ำนะ แต่ถ้ามีไก่ย่างมันก็จะเป็นคนละไก่ ไก่ย่างบางตาล ไก่ย่างเขาสวนกวาง

งานในปีนี้นอกจากคนที่อยากไปกินอาหาร เมื่อก่อนมีแต่อาหารไทย ครั้งนี้เรามีอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จะเจออาหารญี่ปุ่นแน่นอน ผมเลือกเจ้าที่สุดยอดมาให้คุณกิน มีอาหารฝรั่งเศส อาหารสเปน อินเดีย อาหารบราซิล

จะได้เห็นความหลากหลายภายในงาน เพราะครัวคุณต๋อยถึงแม้เราบอกว่าอาหารไทยดีและอร่อยที่สุดในโลกก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าอย่างอื่นไม่ดี เพราะฉะนั้นเราถึงได้เอาของดีอย่างอื่นมาให้คุณด้วย

สำหรับคนที่อยากเป็นเจ้าของร้านอาหารต้องไปครับ เราเชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขายให้เจอกัน เราเหมือนเป็นที่ปรึกษา จะซื้อเย็นซื้อตู้แช่แบบไหน คุณจะซื้อหมูซื้อปลาเรามีเจ้าให้คุณหมด แล้วถ้าของเราแพงกว่าของคุณที่คุณซื้อเราให้ฟรีเลย ถ้าคุณจะเปิดร้าน ผมจะบอกว่าเรามีดังต่อไปนี้โดยคุณไม่ต้องไปนั่งหาเอง

ความพร้อมในครั้งนี้มีมาก ความสุดยอดในตัวงานมันแตกต่างจากเดิมเยอะมาก ตอนนี้มันเป็นมืออาชีพแล้ว ถ้าในเรื่องจัดแฟร์อาหารผมไม่กลัวใครแล้ว แต่ปีแรกๆ ก็กลัวคนนั้นกลัวคนนี้ แต่ตอนนี้ผมเป็นแฟร์เดียวแล้วครับ ตั้งแต่จัดมาไม่ต้องมีคอนเสิร์ตในงาน ไม่ต้องมีการแสดงบนเวที เพราะเชิญมาก็ไม่มีใครดูครับ เพราะเขามัวแต่เดินกินกันอย่างเดียว”

ในโลกที่คอนเทนต์สามารถอยู่ได้ทุกแพลตฟอร์ม ครัวคุณต๋อยก็ไม่หยุดที่จะเข้าถึงผู้ชม ไม่ว่าจะอยู่บนแพลตฟอร์มไหน “เราเป็นรายการทีวีรายการเดียวนะครับ อันนี้กล้าพูดคำว่ารายการเดียวที่มันไม่ใช่รายการทีวีอีกต่อไปอีกแล้ว มันเป็นความครบของทั้งหมด

ผมมีนิตยสารครัวคุณต๋อย มีเฟซบุ๊ก มีแอพพลิเคชั่น ยูทูบ มีไลน์แอด มีแฟร์ครัวคุณต๋อย มีสินค้าครัวคุณต๋อย เราแนะนำซัพพลายเออร์ให้ร้านค้า

อย่างในงานแฟร์ครั้งนี้เราจะมีให้ลงทะเบียนเรียนอาหาร แต่สอนทีหลัง เพราะในอนาคตครัวคุณต๋อยจะเปิดเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารด้วย สอนแต่ละเมนูโดยคนที่เก่งเมนูนั้นจริงๆ เราสอนเฉพาะเจาะจง เช่น วันนี้สอนแกงเขียวหวานเนื้อ สอนตั้งแต่วิธีเลือกเนื้อ ตำอะไรก่อน ใส่อะไรหลัง ไม่ใช่ตำทีเดียวพร้อมกัน นี่มีคนเข้าใจผิดมากเรื่องทำอาหารเลยทำให้ไม่อร่อย แต่เราจะสอนความอร่อย”

เรื่องกินชาติไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ส่วนเรื่องทำรายการโทรทัศน์ พะยี่ห้อ ต๋อย ไตรภพ ก็ไม่แพ้ใคร แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของทีวีดิจิทัลนั้นจะอยู่ในช่วงขาลง ทั้งฝ่ายผู้ผลิตเองก็บอบช้ำกันระนาว หากแต่คอนเทนต์ที่แข็งแรงและถูกจุดผู้ชมคนไทยก็จะสามารถฝ่ามรสุมไปได้

ความสุขคนไทย 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576165

  • วันที่ 07 ม.ค. 2562 เวลา 13:00 น.

ความสุขคนไทย 2562

เรื่อง ผศ.ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์, วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ปี 2562 เริ่มต้นขึ้น! สวัสดีคนไทย สวัสดีความสุข ความหวัง และสิ่งที่จะเกิดขึ้น โลกยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และยุคสมัยแห่งดิสรัปชั่น (Disruption) ยุคสมัยแห่งการปฏิรูปที่กำลังถาโถม ในทุกรูปแบบ ทุกวิถี ทุกความเป็นไป

พระราชปริยัติกวี ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ให้โอวาทชาวไทยว่า เรื่องการเปลี่ยนแปลงนี้ เราไปกำหนดกะเกณฑ์ไม่ได้ เป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ ควรพิจารณาคือตัวเราเอง จิตใจของเราเอง ทั้งนี้ ให้หลักคิดในสองแนวทาง 1.หลักพระพุทธศาสนา 2.หลักวิชาชีวิต

สำหรับหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนา ยึดหลักปรมัตถธรรม ต้องเข้าใจหลักขันธ์ 5 กฎของธรรมชาติ กฎไตรลักษณ์ ต้องเข้าใจความจริงของชีวิต ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ทุกอย่างในโลกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป มีความเข้าใจต่อกระบวนการปฏิจจสมุปบาท การเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์

ขณะที่หลักวิชาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นยุคดิสรัปชั่นหรือยุคใดที่ผ่านมา ล้วนเป็นเรื่องของโลก ในฐานะผู้บริโภค ถ้าเรานิ่งให้เป็น ก็ไม่มีปัญหา แต่เพราะจิตเราไม่นิ่ง จึงวิ่งตามกระแสโลก แล้วเราก็ไล่ไม่ทัน ทั้งดิสรัปชั่นและดิสรัปทีฟ (Disruptive) กระหน่ำมา ที่เป็นของเดิมก็กลายเป็นของใหม่ ที่กระจัดกระจายก็กลายเป็นยุ่งเหยิง จึงต้องเข้าใจ ต้องดูแลจิตให้เข้มแข็ง การเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร มีเจริญมีเสื่อม จะเปลี่ยนไปอย่างไร อีกไม่นานก็วนกลับมาอีก

“จะอยู่ในยุคดิสรัปชั่น โซไซตี้ (Disruption Society) หรือจะอยู่ในยุคใดก็ตาม ถ้าเรากำหนดตัวเองให้เป็นเพียงผู้สังเกต เป็นเพียงผู้เฝ้าดูปรากฏการณ์ นั่นจะทำให้อยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้เล่น เราก็เป็นผู้เดือดร้อน เป็นผู้ดิ้นรน เป็นผู้ถูกพลัดไปในกระแสโลก”

อธิการบดี มจร กล่าวถึงหลักธรรมโลกยุคดิจิทัล ที่ชาวพุทธสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดสุข อันดับแรกคือการปรับท่าทีต่อปัญหา ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขอให้มองเป็นธรรมดาโลก ต้องฝึกให้มีความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี ทุกข์มากทุกข์น้อย เป็นแค่ความรู้สึก พยายามทำจิตให้สบาย หาวิธีแก้ปัญหา ทำความเห็นให้ตรง จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น

อันดับสอง ขอให้ทำคุณงามความดี รักษาศีลให้ได้ทุกขณะจิต คฤหัสถ์ต้องมีกุศลเจตนาเป็นที่ตั้ง ปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้เป็นกุศลเจตนาอย่างต่อเนื่อง อันดับสาม ทำทุกอย่างให้เป็นบุญ เช่น การทำงานก็ถือเป็นบุญ เพราะทำงานให้ดีตามหน้าที่ สอนหนังสือก็เป็นธรรมเทศนามัย ทำทุกอย่างให้เป็นบุญ มองทุกอย่างให้เป็นบุญ จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

หลักธรรมประการสุดท้าย ได้แก่ การผูกมิตรไมตรีกับกับทุกคน มีงานวิจัยว่าคนที่มีความสุขคือ คนที่มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น การผูกมิตรขอให้มีเมตตาเป็นที่ตั้ง มีเมตตาเป็นธง ฝึกให้มีความเมตตาทั้งต่อคนที่ไม่ชอบและคนที่ชอบ ทั้งหมดนี้คือหลักปฏิบัติสำหรับชาวพุทธในทุกยุคสมัย

ขอพรปีใหม่สำหรับคนไทย 2562 อธิการบดี มจร กล่าวให้พรว่า ขอให้หลักการดำเนินชีวิตเป็นการเสริมสร้างพรให้กับตัวทุกท่านเอง โดยอันดับหนึ่งขอพรจากปูชนียบุคคล มีพ่อแม่ครูอาจารย์ ระลึกถึงความดีของผู้มีพระคุณ อันดับสองขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และอันดับสามซึ่งสำคัญที่สุด คือ การทำความดีให้เป็นพรแห่งตน

พระราชปริยัติมุนี รศ.ดร. (เทียบ สิริญาโณ) คณบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กล่าวว่า อยากจะมีความสุข ก็ต้องใช้สติ ในคำว่า สติ ครอบคลุมถึงคำว่า สติปัญญาและสติสัมปชัญญะ

“มีสติเป็นตัวรู้ เราแก้ปัญหาชีวิตได้ อาศัยตัวสติ ที่จะก่อให้เกิดปัญญาในการดำเนินชีวิต”

สำหรับหลักธรรมนำความสุข คือ การคิดจะให้ การให้เป็นพลังยิ่งใหญ่ จิตที่คิดจะให้ ใจจะสบาย มีความสุขมากกว่าจิตคิดจะเอา ถ้าเราคิดเสียสละ เราจะมีความสุขยิ่งขึ้น นอกจากนั้นก็ต้องรู้จักกตัญญูต่อสังขารตัวเอง ต้องรู้จักดูแลสุขภาพกายให้แข็งแรง ดังพุทธพจน์ที่ว่า การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ได้มีโอกาสทำความดี ความมีสุขภาพดีจึงทำให้เรามีพลังความดี ที่จะทำประโยชน์ได้มาก

หลักธรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การมีเมตตาต่อผู้อื่น ดังสุภาษิตที่ว่า “จิตเหมือนปลา เมตตาเหมือนน้ำ จิตไร้เมตตา เหมือนปลาที่ขาดน้ำ” เราต้องมีกัลยาณมิตรที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบ่งปันกัน และไม่เบียดเบียนกันในสังคม มีพลังเมตตา ทำให้เกิดความสุขในตนเองและสังคมได้

พระมงคลธีรคุณ ดร. (อินศร จินฺตาปญฺโญ) รองเจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน กล่าวถึงการดำเนินชีวิตให้มีความสุขในบริบทพุทธธรรมว่า มนุษย์มีการติดต่อกับโลกภายนอกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จึงทำให้ตาได้เห็นรูป หูได้ฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส และใจรับธรรมารมณ์ (อารมณ์ทางใจ) เมื่อรับรู้แล้ว ก็เกิดความรู้สึกว่าชอบ-ไม่ชอบ หรือเฉยๆ หากมนุษย์รับรู้โลกภายนอกแล้วอยู่ในระดับความรู้สึกเช่นนี้ ถือว่าไม่ปลอดภัยหรือไม่พัฒนา

กรณีโน้มใจไปในทางที่ชอบ พอใจ ติดใจ เป็นต้น ก็จะเกิดทุกข์ มีปัญหาตามมา ควรที่จะก้าวข้ามจากความรู้สึกนี้ไป ทำในใจว่า เราจะได้เรียนรู้อะไร ตั้งท่าทีไว้ในใจว่า ฉันจะได้เรียนรู้อะไร ซึ่งเป็นขั้นของการใช้ปัญญาเข้ามามีบทบาทสำคัญว่า แต่ละเรื่องที่เข้ามาไม่ว่า ทางตา หู จมูก เป็นต้นนั้น เราได้เรียนรู้อะไร เพียรพยายามในการมองหาความจริงของสิ่งนั้น และมองหาประโยชน์จากสิ่งนั้นให้ได้

เมื่อเราได้ใช้ปัญญามองหาความจริง และมองหาประโยชน์เช่นนี้ เราจะได้ตลอด คือ ได้ปัญญา ได้ความรู้ ได้ความเข้าใจ ทุกข์หรือปัญหาก็จะเบาบางหรือหมดไปได้ ในยุคสมัยนี้ โลกมีสิ่งที่จูงใจ เร้าใจให้เราหลงไปตามกระแสนั้นมีมาก เราจะใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับสิ่งล่อเร้าเย้ายวนนี้มาก จะมีสิ่งใดที่จะนำพาให้เราออกจากจุดนี้ได้ ก็คือ ต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ

“ความรู้ตัว ทำในใจว่า เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่านไปเปล่า จะน้อยหรือมาก ก็ควรให้ได้อะไรบ้าง ได้งานได้การ ได้บุญกุศล ได้เกิดปัญญา แล้วชีวิตของเราก็จะก้าวไปในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป”

การดำเนินชีวิต ควรใช้ปัญญาในอันที่จะคิดแก้ไข ปรับเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยที่ดีที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่ผลที่พึงประสงค์ได้ ดังมีคำของนักปราชญ์กล่าวว่า “ผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เป็นผู้ประเสริฐสุด” เป็นการดำเนินชีวิตที่รู้จักคิด รู้จักพิจารณา หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะก่อให้เกิดทุกข์และปัญหา แต่ไม่พลาดโอกาสที่จะทำในสิ่งที่จะนำไปสู่ความสุขความเจริญงอกงามที่ดี ตระหนักถึงสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ควรละเว้น

ในการดำเนินชีวิตนั้น สิ่งที่ควรใส่ใจมี 3 ด้าน คือ พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ด้านพฤติกรรม จะต้องควบคุมด้วยศีล คือการสำรวมระวังทางกายและวาจา เป็นการระงับยับยั้งการกระทำทางกายและวาจา มิให้ไปทำหรือพูดให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย ให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเกื้อกูล มีมิตรไมตรีต่อกัน

ด้านจิตใจ มีการฝึกฝนอบรมตนให้เกิดสมาธิ ส่งผลให้มีความสุข สงบ เบิกบานด้วยดี มีความร่าเริงแจ่มใส ไม่มีความขุ่นมัวในใจและด้านปัญญา มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน จะทำอะไรก็รู้ทะลุปรุโปร่งไป และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่น

“ยิ่งในยุค Disruption ท่ามกลางเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม การเมืองในปี 2562 ด้วยแล้ว จะต้องมีปัญญาที่สูงส่ง จึงจะอยู่รอดปลอดภัย และอยู่ได้อย่างสง่างาม”

แน่นอนว่าการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้ จะต้องประสบทั้งทุกข์และสุข ซึ่งในการปฏิบัติตนต่อทุกข์และสุข สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้แนวทางไว้ว่า 1.ไม่เอาทุกข์ทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ 2.ไม่ละทิ้งสุขที่ชอบธรรม 3.ถึงได้สุขที่ชอบธรรมก็ไม่สยบ 4.เพียรเข้าถึงสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นไป

เห็นได้ว่า ความสุขในทางพระพุทธศาสนานั้นมีหลายระดับ สุขจากการพึ่งพา ต้องขึ้นตรงต่อสิ่งภายนอกที่มาบำรุงบำเรอปรนเปรอให้ตนมีความสุข เมื่อพัฒนาไปเรื่อยๆ จะมีความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาต่อวัตถุภายนอก ลำพังตัวเองก็มีความสุข ซึ่งก่อนจะถึงจุดนั้นได้จะต้องมีกระบวนการฝึกตนตามลำดับขึ้นไปเรื่อยๆ ตามหลักการที่พระพุทธองค์ได้ประทานพระโอวาทแก่พระปุณณสุราปรันตะ ในปุณณสูตรว่า

“ดูกรปุณณะ มีรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็เกิดขึ้น เพราะความเพลินเกิดขึ้น ทุกข์จึงเกิด ฯลฯ

ดูกรปุณณะ มีเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต มีกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ มีรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา มีโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย

มีธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็เกิดขึ้น เพราะความเพลินเกิดขึ้น ทุกข์จึงเกิดฯ

ดูกรปุณณะ รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็ดับไป เพราะความเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ ฯลฯ

ดูกรปุณณะ มีเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต มีกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ มีรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา มีโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย

มีธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็ดับไป เพราะความเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ

ดูกรปุณณะ ด้วยประการฉะนี้ เธอนั้นจึงไม่ห่างไกลจากธรรมวินัยนี้”

เห็นได้ว่า วิถีการดำเนินชีวิตในบริบทของพุทธธรรมนั้น สามารถจะอยู่ได้ อยู่รอด และมีความสุขความร่าเริงเบิกบานใจ ในทุกยุคทุกสถานการณ์ ถึงอยู่ในโลกก็ไม่ติดโลก พร้อมทั้งมีใจที่ได้รับการฝึกให้อยู่เหนือโลกธรรมทั้งปวง ชีวิตที่เหลือจากนั้นก็อยู่เพื่อมวลหมู่มนุษยชาติให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ตามหลักการที่ว่า อยู่ใน ใจเหนือ เกื้อโลก

ลูลู่ อาร์สยาม ชกมวยและวิ่งคือสิ่งที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576112

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:59 น.

ลูลู่ อาร์สยาม ชกมวยและวิ่งคือสิ่งที่รัก

เรื่อง ภาดนุ

นักร้องสาวสายฮาสุดน่ารัก ลูลู่ อาร์สยาม หรือดวงฤดี บุญบำรุง มาพร้อมผลงานซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า “ไผกะได้” เพลงสไตล์หมอลำเต้ยผสมจังหวะดิสโก้ ในนาม “ลูลู่-ลาล่า อาร์สยาม” นักร้องดูโอซุป’ตาร์ ปลาร้าแซ่บเวอร์ ซึ่งถือว่าเป็นซิงเกิลแรกของพวกเธอทั้งคู่เลยก็ว่าได้

นอกจากการเป็นศิลปินนักร้องนักแสดงแล้ว ลูลู่ยังมีกิจกรรมที่เธอชื่นชอบมากๆ นั่นก็คือ การออกกำลังกายด้วยการชกมวยและการวิ่ง ลองไปฟังเธอเล่าถึงที่มาของการออกกำลังกายทั้งสองชนิดนี้กันสักหน่อย

“ไลฟ์สไตล์ในการออกกำลังกายของลูลู่ ปัจจุบันจะมีกีฬาสองอย่างที่เล่นเป็นประจำเลยก็คือ ชกมวยและวิ่งค่ะ สำหรับการชกมวย ประโยชน์ของมันคือสามารถเผาผลาญแคลอรีได้เยอะมาก ที่สำคัญเวลาชกมวยแล้วมันสะใจดีที่ได้ออกแรงชก หรือออกแรงเตะ พูดง่ายๆ ว่าได้ออกแรงทั้งแขน ขา และลำตัวเลยล่ะ ลูลู่ก็เลยชอบการชกมวยมากในช่วงที่ผ่านมา เพราะก่อนจะตัดสินใจเข้ายิมชกมวย เราก็ศึกษาหาข้อมูลมาก่อนพอสมควรว่ากีฬาชนิดนี้มันดีอย่างไรบ้าง พอรู้ว่าการชกมวยช่วยเผาผลาญได้ดี ก็ตัดสินใจเล่นกีฬาชนิดนี้เลยค่ะ” (หัวเราะ)

ลูลู่ บอกว่า โดยปกติแล้วเธอจะซ้อมชกมวยสัปดาห์ละ 2 วัน ส่วนใหญ่แล้วจะไปซ้อมชกมวยที่ยิมสำหรับชกมวยโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่แถวซอยวิภาวดี 64 เป็นประจำ

“ข้อควรระวังในการชกมวย ก่อนอื่นต้องมีการวอร์มอัพหรืออบอุ่นร่างกายตามครูฝึกหรือเทรนเนอร์ เพื่อให้กล้ามเนื้อตื่นตัวก่อนค่ะ มิฉะนั้นอาจเกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบตามมาได้ แล้วหลังจากชกมวยเสร็จ ก็ต้องมีการยืดเส้นยืดสายเพื่อเป็นการคูลดาวน์กล้ามเนื้อด้วยทุกครั้ง คือทุกอย่างต้องมีขั้นตอนและต้องชกมวยด้วยความระมัดระวัง

ส่วนอุปกรณ์นั้น ลูลู่จะมีนวมส่วนตัวของตัวเอง เวลาชกมวยควรใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมรัดกุม ระบายเหงื่อได้ดี ที่สำคัญตอนเราออก แรงชกหรือใช้ขาเตะเพื่อฝึกซ้อมกับเทรนเนอร์ เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เราไม่ใช่นักมวย ฉะนั้นระวังการเตะพลาดหรือต่อยพลาดไว้ด้วย แล้วเวลาเตะก็ต้องอยู่ในท่าที่ถูกต้องด้วย ต้องบิดเอวให้สุด ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดอาการเอวเคล็ดหรืออื่นๆ ได้ ที่ผ่านมาลูลู่ชกมวยมาได้ 2 ปีแล้วค่ะ ตอนนี้น้ำหนักก็ลดลงนิดหน่อย แต่มันจะไปช่วยกระชับกล้ามเนื้อให้เราซะมากกว่า”

ลูลู่ เสริมว่า อีกกิจกรรมที่เธอชอบเป็นพิเศษก็คือการวิ่ง ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เธออยากลุกขึ้นมาวิ่งก็คือ ตอนที่ ตูน บอดี้สแลม ลุกขึ้นมาวิ่งการกุศลเพื่อหาเงินสร้างโรงพยาบาล ประกอบกับช่วงที่เธอเรียนประถมนั้น เธอเองก็เคยเป็นนักวิ่งรุ่นเยาว์ของโรงเรียนมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงลุกขึ้นมารื้อฟื้นการวิ่งได้ไม่ยากนัก

“หลังจากเป็นนักกีฬาวิ่งตอนเรียนชั้นประถม ก็ห่างหายจากการวิ่งไปนานเลย ตอนนี้ลูลู่ก็กลับมาวิ่งอีกครั้ง เพราะการวิ่งนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นแล้ว มันยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ตอนกลับมาวิ่งอีกครั้งก็เตรียมตัวไม่นานค่ะ เพราะกระดูกเรายังแข็งแรงอยู่ (หัวเราะ) แม้ปีนี้จะอายุ 39 ปีแล้วก็ตาม หลังจากกลับมาวิ่งได้ไม่ถึงหนึ่งปี แต่บอกได้เลยว่าเรารู้สึกติดการวิ่งมากๆ วันไหนไม่ได้วิ่งจะรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตเราขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่งเลยล่ะ

อย่างเวลาที่ไปแสดงคอนเสิร์ต ลูลู่ก็ไม่ได้วิ่งใช่มั้ย ฉะนั้นพอวันไหนว่างจากงานปั๊บ วันรุ่งขึ้นก็จะออกไปวิ่งทันที ส่วนใหญ่แล้วจะวิ่งที่สนามกีฬาและสวนสาธารณะแถวๆ รามอินทรา เพราะว่าบ้านลูลู่อยู่แถวนั้น หากมีการแข่งขันวิ่งในรายการมินิมาราธอน (ระยะทาง 10 กม.) ที่ตรงกับช่วงที่เราว่าง ลูลู่ก็จะสมัครลงแข่งขันวิ่งตลอดเลย ที่ผ่านมาเคยลงแข่งไป 5 รายการแล้ว บอกเลยว่าชอบมากค่ะ”

ลูลู่ ทิ้งท้ายว่า การวิ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังทำให้ได้สังคมใหม่ๆ ได้รู้จักผู้คนใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย บางคนแม้อายุเยอะ แต่การวิ่งก็ช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรงมากๆ พูดง่ายๆ ว่าคนที่รักการวิ่งในปัจจุบันนี้ มีทุกเพศทุกวัยเลยก็ว่าได้

“สิ่งสำคัญเมื่อหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งคือ ต้องเริ่มต้นจากการค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรหักโหมมากจนเกินไป ควรเริ่มวิ่งจากวันละแค่ 1-2 กม.ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทางตามสภาพร่างกายของเรา บอกได้เลยว่าการวิ่งสร้างความสุขให้กับทุกคนที่ชอบวิ่งเลยก็ว่าได้ ไม่เชื่อลองถามพี่ตูน บอดี้สแลม ได้เลยค่ะ” (หัวเราะ)

แฟนเพลงสามารถติดตามผลงานของลูลู่และลาล่า อาร์สยาม ได้ที่ YouTube : RsiamMusic และ IG : lulu_lizzyduang 

นิสา คงศรี จังหวะชีวิตกับการฝึกฝนตัวตนที่บ้านเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576110

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:48 น.

นิสา คงศรี จังหวะชีวิตกับการฝึกฝนตัวตนที่บ้านเกิด

เรื่อง : วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ภาพ : ชาตรี สลีวงศ์

วันนี้กับชีวิตที่ย้อนกลับไปวันวาน ณ ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง กับอดีตผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีอิสระ นก “นิสา คงศรี” วัย 50 ปี ผู้กำกับร่วมภาพยนตร์สารคดี “เด็กโต๋” ภาพยนตร์นอกกระแสประเภทสารคดีปี 2548 เรื่องราวของเด็กจากโรงเรียนบ้านแม่โต๋ ของเด็กนักเรียนชาวเขา อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานปีเดียวกัน นิสาเล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจและจังหวะของชีวิต การเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.สมุทรสงคราม มีความสุขง่ายๆ กับธรรมชาติ ทำน้ำตาลมะพร้าวในวิถีดั้งเดิม

การทิ้งตำแหน่งหน้าที่และการงานในเมืองหลวง เพื่อกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดสำหรับนิสาแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจยาก ทั้งหมดเป็นเรื่องของจังหวะบนเส้นทางที่เป็นไป ในช่วงท้ายๆ ของชีวิตการทำงาน เป็นช่วงที่นิสาทำค่าย “รากเรา” สำหรับ “เด็กโจงแดง” ศัพท์เฉพาะสำหรับใช้เรียกเด็กที่เรียนนาฏศิลป์ไทย พันธกิจหลักคือการสร้างพวกเขาให้เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมด้วยคำ 3 คำ ธรรมชาติ-วิถีชีวิต-ศิลปวัฒนธรรม ในครั้งหนึ่งได้พาเด็กมาเข้าค่ายที่แม่กลอง เมืองเล็กๆ บ้านเกิดที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณย่าที่รักเคารพได้เสียชีวิตลง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต

“กลับบ้าน พูดคำนี้ขึ้นมา หลังจากที่ตะลอนใช้ชีวิตไปทั่วประเทศและทั่วโลกมา 30 ปีเต็ม คงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากจังหวะชีวิตและความพอดีที่สอดคล้อง”

ในการเข้าค่ายครั้งสุดท้ายนั้น ได้พาเด็กๆ ไปดูการทำน้ำตาลมะพร้าว ได้มีโอกาสพบกับคุณครูในพื้นที่ “ปรีชา เจี๊ยบหยู” ซึ่งเปรยให้ฟังด้วยความกังวลว่า น้ำตาลมะพร้าวแท้แบบที่ชาว จ.สมุทรสงคราม เคยทำกำลังจะหมดไป วิถีชีวิตเก่าๆ ของคนรุ่นเรากำลังจะหายไปจากแม่กลองแล้วนะ คุณครูปรีชาพูดคำนี้ จะเพราะประโยคนี้ด้วยหรือไม่หนอ แต่ก็ทำให้นิสาตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด รื้อฟื้นการทำน้ำตาลมะพร้าว ตั้งแต่การก่อเตาตาล (เตาสำหรับทำน้ำตาลมะพร้าว) การขุดดินยกร่อง แม้กระทั่งการดายหญ้าและอีกจิปาถะ หากทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรหนักหนาเกินไปกว่าการฝึกขึ้นต้นมะพร้าวในวัยจะร่วมห้าสิบปีของเธอเอง

“กลัวนะ แต่ก็ต้องทำใจกล้า ปัจจุบันคนแก่ที่ขึ้นมะพร้าวกันมาแต่เดิม เริ่มขึ้นกันไม่ไหวแล้ว ก็มาคิดดูว่า นี่เราจะต้องยุติการทำน้ำตาลแบบเก่า เพราะไม่มีคนปีนมะพร้าวหรือ…ไม่มีทาง”

แล้วนิสาก็ฝึกฝนตนที่จะปีนต้นมะพร้าวสูงลิบ ท่ามกลางการยับยั้งของแม่ป้าน้าอาจ้าละหวั่น ทุกวันนี้จากอดีตผู้กำกับภาพยนตร์มือดีกลายร่างเป็นนักปีนตาลมือ(ตีน)ฉมัง จะทำน้ำตาลมะพร้าวก็ต้องขึ้นมะพร้าว ต้องขึ้นไปให้ถึงยอดหรือทะลายมะพร้าว จุดมุ่งหมายคือจั่นหรือดอก เพื่อปาดเอาตาลหรือน้ำหวานก่อนที่ดอกจะโตกลายเป็นผลมะพร้าวนั่นเอง ถามว่าขึ้นตาลวันละกี่ต้น ตอบว่า แค่วันละ 20-30 ต้น!

“ฟ้าสางมาก็ต้องขึ้นปาดตาลแล้ว เตรียมเครื่องมือพร้อมแล้วก็ขึ้นปาดเลย ทุกวันนี้ตื่นตี 5 ครึ่ง ไปเสร็จตอน 9 โมงครึ่ง ซึ่งสายมากสำหรับคนปาดตาลทั่วไป กลับมาก็จะรีบอาบน้ำ เอาน้ำหวานไปเคี่ยว ทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่การควบคุมความหวาน การทำสติ๊กเกอร์ การบรรจุขวด บรรจุภัณฑ์ ทำเองหมด”

นอกจากกระบวนการผลิตที่ทำทุกอย่างเอง ยังรวมถึงการตลาดที่บริหารจัดการเองอีกต่างหาก ทุกวันนี้ต้อนรับคณะเพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมเยือนถึงถิ่นด้วยน้ำตาลมะพร้าวแท้ๆ แม่กลอง เพื่อนฝูงกินแล้วติดอกติดใจ ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการ แต่ก็พรรคพวกเพื่อนฝูงนี่เองที่ก็แวะเวียนกันมาเหมาซื้อไปหมด คำสั่งซื้อมีมาเรื่อยๆ ในแบบที่คนปีนตาลต้องบ่นว่าเหนื่อยก็แล้วกัน นอกจากวางขายที่หน้าเตา(ตาล)แล้ว ยังวางขายทั้งไซรัปน้ำหวานจากดอกมะพร้าวและน้ำตาลมะพร้าว ที่ร้านมหานาคา สุขุมวิท กรุงเทพฯ แบรนด์ใช้ชื่อ “เรียมอรุณ” นำมาจากชื่อของแม่และย่า ผู้หญิง 2 คนในชีวิตที่ทรงไว้ซึ่งพระคุณและแรงบันดาลใจต่อนิสาเอง

ความมุ่งหวังสูงสุดคือการรื้อฟื้นการผลิตน้ำตาลแท้ในแบบดั้งเดิม อยากให้น้ำตาลและคนทำน้ำตาลกลับมามีชีวิต อยากให้ภาพเก่าๆ และกลิ่นหอมๆ ของน้ำตาลมะพร้าวที่ฟุ้งจากเตาเคี่ยวลอยอวลไปทั้งคุ้งน้ำได้กลับมา น้ำตาลแท้ๆ ในแบบที่เป็นความภูมิใจของคนแม่กลองได้กลับมา ก็ทำไมประเทศไทยจึงจะมีน้ำตาลดีๆ ให้คนไทยกินอีกไม่ได้ เรื่องการพลิกการฟื้นน้ำตาลมะพร้าวที่ลุ่มน้ำแม่กลองไม่ใช่แค่เรื่องน้ำตาล แต่ยังเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อระบบนิเวศ เพราะเมื่อชาวสวนกลับมาทำนุบำรุงสวน สวนก็มีชีวิต ลำประโดงไม่เขินตื้น ได้พื้นที่ท้องร่องสำหรับระบายน้ำท้น ระบายน้ำท่วม

หลายคนแซวว่า ทำไมชีวิตชนบทไม่เห็นสโลว์เลย ตื่นต้องแต่มืด ไต่เดียะๆ ขึ้นตาล ทำงานแข่งกับเวลานาที สารพัดต้องทำเอง ทั้งการผลิตการตลาดทั้งอะไรไม่ช้าได้ หากความหมายสำหรับนิสาคือ สโลว์ไลฟ์ที่อยู่ที่ใจ ถ้าใจไม่ว้าวุ่น ถ้าใจไม่ซ่านฟุ้ง ก็เป็นสโลว์ไลฟ์แล้วสำหรับเธอ ชีวิตค่อยๆ ไป ชีวิตค่อยๆ ไต่ (ต้นมะพร้าว) กำหนดรู้ในแต่ละขณะว่า เรา “รู้” แล้วอย่างถ่องแท้ เวลาของคนมี 24 ชั่วโมงในแต่ละวันเท่ากัน หาก 24 ชั่วโมงของผู้กำหนดรู้นั้น 1 ชั่วโมง 1 นาที 1 วินาที 1 เสี้ยววินาที คือการย่อยเวลาแห่งการรู้แต่ละขณะ นำมาซึ่งประโยชน์การทำงานการใช้ชีวิต เช่น การได้จัดตารางเวลาของตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่ว่างมากแล้วคือสโลว์ไลฟ์

อีกหนึ่งวิถีปฏิบัติในท่ามกลางสวน นิสาเล่าว่า คือการปฏิบัติธรรมด้วยการปีนตาล ปีนตาลแนวตั้งทั้งดิ่งทั้งสูง บางต้นที่สูงมากไม่ต่ำกว่า 4 เมตร การปีนต้องยังด้วยสติสัมปชัญญะ ร่างกายต้องพร้อม จิตใจต้องพร้อม (และถึง) นัยหนึ่งมิได้มองว่าการทำตาลปีนตาลเป็นอาชีพ หากมองเป็นศิลปะในสวน เป็นการใช้ศิลปะร่างกายจิตใจและทุกสิ่งที่สัมพันธ์กัน ความคาดหวังที่มุ่งมีต่อไปคือการที่จะได้ใช้สวนแห่งนี้ให้เป็นประโยชน์สาธารณะ อยากให้ผู้คนได้มาใช้ประโยชน์จากสวน ให้สวนได้ทำหน้าที่ในการชาร์จแบตเตอรี่

“ที่นี่เป็นสวนจริงๆ ไม่ใช่สวนประดับตกแต่ง เป็นสวนดิบๆ แท้ๆ ตามความหมายของสวนที่เราจะได้เห็นมดเดินเรียงแถว เห็นทางมะพร้าวหล่นร่วง เห็นโคลนเห็นตม ได้เห็นและได้มาเยือนเหยียบดินเล่นเพื่อจะได้เห็นคุณอนันต์แห่งศิลปะจากธรรมชาติ ที่สอนอบรมใจของเราให้ร่มรื่นร่มเย็น”

นิสาเล่าต่อไปว่า ก็คงเป็นที่นี่แหละที่จะใช้ชีวิตต่อไป ทุกวันนี้ยังเรียนหนังสืออยู่ หมายถึงเรียนขึ้นตาล เคี่ยวตาล เรียนวิธีอยู่กับธรรมชาติ สนุกที่จะได้ทำสวนให้คนมาเสพ หรืออย่างวันนี้ (กลางเดือน ธ.ค. 2561) ก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งเดินทางไกลเพื่อมาที่นี่ ท่านปรารภถึงการเปิดอบรมปฏิบัติธรรมและเจริญสติในสวน สอนสมาธิ และการเจริญสติกับธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติธรรมที่มิใช่การนั่งหลับตา หากเป็นการปฏิบัติธรรมแบบ “ปีนตาล” ที่ต้องรู้ตัวทั่วพร้อม สามารถนำคำสอนมาปฏิบัติให้เกิดผลดีที่สุดในชีวิตจริง

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมาอีกหรือไม่ ข้อคิดสุดท้ายก่อนจากกันจากนักปีนตาลป้ายแดง ใครสนใจน้ำตาลมะพร้าวแท้จากลุ่มน้ำแม่กลอง “เรียมอรุณ” หรือใครที่สนใจวิถีคนทำน้ำตาลมะพร้าว จ.สมุทรสงคราม เข้าไปดูได้ที่เพจเฟซบุ๊ก : นกกลับรัง เจ้าตัวอธิบายชื่อเพจนกกลับรังว่า มิได้หมายถึงนก-นิสาคนเดียว แต่หมายถึงทุกคนนั่นแหละ ที่วันหนึ่งอาจได้เห็นประโยชน์ของการได้กลับ “บ้าน” พลิกฟื้นวิถีแห่งตน ณ บ้านเกิดให้คืนกลับ 

‘รู้สึกโชคดีและขอบคุณเขา’ ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ป่วยมะเร็งระยะ 4 ที่มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576107

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:42 น.

‘รู้สึกโชคดีและขอบคุณเขา’ ไอรีล ไตรสารศรี ผู้ป่วยมะเร็งระยะ 4 ที่มีความสุข

เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข  ไอรีล ไตรสารศรี

สาวอารมณ์ดี ออย-ไอรีล ไตรสารศรี ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมครั้งแรกเมื่อ 7 ปีก่อน ตอนนั้นเธอเข้ารับการผ่าตัด ให้เคมีบำบัด 6 ครั้ง และฉายแสง 19 ครั้ง จนโรคสงบไปนาน 5 ปี กระทั่งปี 2560 เพื่อนเก่าได้กลับมาทักทายด้วยการลุกลามไปยังปอด เธอจึงเข้ารับการผ่าตัดปอดเพื่อตัดเนื้อร้าย ซึ่งครั้งนี้การันตีไม่ได้ว่ามะเร็งจะจากไป แต่เธอยังใช้ชีวิตให้มีความหมายด้วยการสานต่อ “อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์” (Art for Cancer by Ireal) จากโครงการเล็กๆ ที่คอยส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งในด้านกำลังใจและทุนทรัพย์ ให้กลายเป็นกิจการเพื่อสังคมโดยใช้ศิลปะและความคิดสร้างสรรค์เป็นสื่อกลาง

มะเร็งครั้งแรก ยอมรับและเข้าใจ

ออยเล่าย้อนกลับไปตอนอายุ 26 ย่าง 27 ปีว่า เธอคลำเจอก้อนแข็งที่หน้าอกข้างขวา ซึ่งเวลานั้นกำลังเรียนภาษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษเพื่อเตรียมตัวเรียนต่อปริญญาโท โดยเธอไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมอย่างน้ำหนักลด อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก หรือหน้าอกบวม จึงรู้สึกว่าก้อนที่คลำเจอน่าจะไม่เป็นอันตราย

“ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง” เธอกล่าว “หลังจากนั้น 4 เดือนได้กลับมาตรวจที่ประเทศไทย ไปตรวจที่โรงพยาบาลแรกหมอบอกว่าไม่เป็นอะไร เป็นแค่ซีสต์ที่ไม่เป็นอันตราย เราก็สบายใจ จนก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษประมาณ 1 อาทิตย์ เป็นความโชคดีที่เราอยากไปตรวจอีกรอบที่โรงพยาบาลใหม่ โดยนำฟิล์มอัลตราซาวด์ไป พอหมอเห็นหมอบอกว่า นี่มันไม่ใช่แค่ซีสต์ แต่มันเป็นเนื้องอก เลยต้องผ่าตัดเล็กนำก้อนเนื้อไปตรวจ และอีก 3 วันถัดมาก็ทราบผลว่า เราเป็นมะเร็งเต้านม”

แพทย์วินิจฉัยว่า เธอเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2 ขนาด 2.5 ซม. โดยเนื้อร้ายได้ลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ขวา 3 ต่อมจากทั้งหมด 15 ต่อม แต่สาเหตุที่ร่างกายไม่แสดงอาการเพราะยังเป็นระยะเริ่มต้น แพทย์วางแผนการรักษาให้ผ่าตัดแบบสงวนเต้านมคือ คว้านเนื้อร้ายและเนื้อรอบข้างออก จากนั้นให้เคมีบำบัด 6 ครั้ง และฉายแสงอีก 19 ครั้ง

“ความรู้สึกที่รู้ว่าเป็นมะเร็งคือ ตกใจ แต่เราก็รู้สึกว่ามันคือเรื่องจริงที่เราต้องรับมันให้ได้ อาจเป็นเพราะตั้งสติได้ไว โชคดีที่เราเป็นคนที่พออยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานจะรับมือกับมันได้ดี ซึ่งอาจเป็นนิสัยจากการเป็นนักกีฬาที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า จำได้ว่าตอนนั้นให้เวลาตัวเองร้องไห้อยู่ 4 วัน คุยกับตัวเองหน้ากระจก จากนั้นก็เลิกตั้งคำถาม เลิกจม และตั้งหลักออกไปหาหมอ หาข้อมูล ไปคุยกับหมอหลายคนเพื่อหาแนวทางการรักษา

ตอนนั้นสารภาพว่าไม่มั่นใจเลยว่าจะหาย เพราะมะเร็งสำหรับเรามันอันตราย ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร แค่คิดว่า ถ้าเรามีเวลาน้อยจริงๆ ก็ต้องใช้เวลาที่มีอยู่ให้ดีที่สุด เลยพยายามทำเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ส่วนเรื่องการรักษาก็ให้คุณหมอจัดการ เพราะมันเกิดขึ้นแล้วจะฟูมฟายอยู่ก็เสียเวลา แถมยังไม่ทำให้หาย หรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว”

เธอเล่าด้วยว่า ช่วงที่ลำบากที่สุดคือตอนให้เคมีบำบัด เพราะตอนนั้นเป็นปี 2554 บ้านเจอวิกฤตน้ำท่วม ทำให้เหมือนชีวิตขาดปัจจัย 4 ตัวเองป่วย อาหารขาดแคลน บ้านจะไม่มีอยู่ กิจการที่บ้านหยุดชะงัก และการเดินทางไปหาหมอก็ลำบาก จึงรู้สึกเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดแต่เธอก็ยังทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ถามว่าตอนให้เคมีบำบัดทรมานมากไหม สำหรับออยคือ ทนได้ อาจเป็นเพราะมีต้นทุนสุขภาพดีจากการเป็นนักกีฬา อายุยังน้อย และสามารถควบคุมความเครียดได้ดี จึงทำให้ไม่ค่อยมีผลข้างเคียงจากการให้เคมีบำบัด และตอนป่วยเป็นมะเร็งกลับรู้สึกว่าสามารถจัดการชีวิตได้ดีมาก คือ ไม่คิด ไม่เครียดไปล่วงหน้า แต่เลือกที่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน ถ้าจะเจ็บก็เจ็บแค่ตอนนั้น จะไม่คิดล่วงหน้าให้ทรมานก่อนเจ็บจริง”

ผู้ป่วยมะเร็งวัย 35 ปี เล่าต่อว่า หลังทำเคมีบำบัดทำให้เธออ่อนเพลียไปประมาณ 4 วัน แต่หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ตัวเองชอบอย่าง จูงสุนัขไปเดินเล่น ไปออกกำลังกาย คือทำชีวิตให้เป็นปกติภายในกรอบที่สามารถทำได้ ซึ่งช่วงที่ให้เคมีบำบัดเข็มสุดท้ายเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอเริ่มทำ อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ เป็นโครงการที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ไม่ว่าจะเป็นการทำเสื้อ Cancel Cancer ขาย หรือขายผลงานศิลปะ เพื่อนำเงินไปบริจาคให้มูลนิธิ 3 แห่ง คือ ศิริราชมูลนิธิ มูลนิธิรามาธิบดี และมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ

“ออยเห็นผู้ป่วยมะเร็งคนอื่นๆ ในโรงพยาบาลรัฐแล้วกระทบใจเรา เพราะเรารู้ว่าการเป็นมะเร็งมันแย่แค่ไหน และยิ่งเป็นมะเร็งแล้วไม่มีเงินรักษา และขาดโอกาสในการรักษา มันยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าและยากลำบาก ออยเลยสร้างแคมเปญนี้ขึ้นมาเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วย และช่วยระดมเงินเข้ากองทุนอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ จากนั้นหาร 3 ไปยัง 3 แห่ง เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้”

ภายใน 1 ปี เธอสามารถหาเงินเข้ากองทุนได้มากกว่า 1 ล้านบาท และจากแคมเปญเล็กๆ ได้กลายเป็นแคมเปญต่อเนื่องนาน 5 ปี จนกระทั่งปี 2560 ออยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง ซึ่งขณะเดียวกันยังได้ต่อยอดจากโครงการเป็นกิจการเพื่อสังคม ด้วยการทำกิจกรรมเชิงศิลปะร่วมกับผู้ป่วยมะเร็ง และขายสินค้าที่เสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วย ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งยังคงแบ่งเข้ากองทุนอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ เพื่อนำเงินไปบริจาคให้มูลนิธิ 3 แห่งเหมือนเดิม

มะเร็งครั้งที่ 2 เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน

หลังจากรักษามะเร็งเต้านมครั้งแรกนาน 1 ปี บวกเวลาพักและติดตามผลอีกประมาณครึ่งปี สุดท้ายเธอได้กลับไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ด้านดีไซน์แมเนจเมนต์ ซึ่งดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติ จนกระทั่งเพื่อนเก่ามาทักทาย

“ตั้งแต่เป็นครั้งแรก หมอไม่เคยพูดเลยว่า ถ้ารักษาเสร็จแล้วจะหาย แต่หมอจะพูดว่า ต้องติดตามต่อไป ซึ่งออยเข้าใจคำที่หมอพูด และรู้มาเสมอว่ามีโอกาสที่มันจะกลับมา และ 5 ปีต่อมามันก็กลับมาจริงๆ โดยลามไปที่ปอด เจอ 2 ก้อน ก้อนละประมาณ 1 เซนฯ กว่า ซึ่งตอนที่รู้ว่ามันกลับมาเป็นความรู้สึกเซ็ง เพราะปี 2560 ออยตั้งใจจะลุยทำอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ เต็มตัว และจะช่วยงานที่บ้านเต็มที่ แต่ต้องมาหยุดรักษาตัว มันเหมือนกับรอบที่แล้วที่ชีวิตเรากำลังทะยานขึ้นแต่ต้องเบรกกะทันหัน โดยครั้งนี้ให้เวลาตัวเองตกตะกอน 1 วัน จากนั้นก็ลุกขึ้นมาวางแผนชีวิตต่อ เพราะออยยังมีเป้าหมายที่จะก้าวไปข้างหน้า ส่วนโรคก็รักษาไป แยกส่วนกันแต่เดินไปพร้อมๆ กัน ออยจะไม่ให้มะเร็งมาหยุดความฝันที่เราอยากทำ แต่จะทำความฝันให้เต็มที่ในเงื่อนไขความเป็นจริง”

เมื่อเดือน มิ.ย. 2561 ออยเข้ารับการผ่าตัดปอดด้านขวาออก 1 ใน 3 ส่วน เพื่อตัดเนื้อร้ายทิ้งไป โดยเธอเล่าว่า ก่อนผ่าตัดเธอได้รับการทดสอบความจุลมในปอด ปรากฏว่า อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้หลังผ่าตัดไม่ค่อยมีผลข้างเคียงและมีความแตกต่างจากเดิมมากนัก

นอกจากนี้ หลังจากผ่าตัดปอด เธอยังเข้ารับการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ เนื่องจากมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 หรือที่เรียกว่า ระยะแพร่กระจาย แพทย์จะเน้นการรักษาเพื่อควบคุม ไม่ใช่เพื่อให้หายขาดเหมือนระยะเริ่มต้น เธอจึงจำเป็นต้องกินยาสำหรับคนหมดประจำเดือน ซึ่งหากไม่ตัดมดลูกและรังไข่ก็ต้องฉีดยากดไม่ให้มีประจำเดือนไว้ เธอจึงตัดสินใจตัดมดลูกและรังไข่ออกและกินยาควบคู่กันไป เพื่อให้ร่างกายหยุดการทำงานของฮอร์โมนทั้งหมดเสมือนคนวัยทอง

“ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย แม้จะเป็นมะเร็งแต่ไม่รู้สึกว่ามะเร็งมาคุกคามชีวิตเราเลย แถมยังรู้สึกโชคดีและขอบคุณเขา (มะเร็ง) ที่ยังเมตตาเรา ไม่ทำให้เราทุกข์ทรมาน แต่ทำให้เราผ่านบททดสอบต่างๆ เพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น” ออยกล่าวเพิ่มเติม

“และโชคดีที่เราไม่ใช่คนปรุงแต่ง หรือกลัวไปก่อนเกินความจริง แต่จะอยู่กับปัจจุบัน ตั้งแต่เป็นครั้งแรกก็พยายามทำใจเกี่ยวกับเรื่องความตายไว้แล้ว เข้าใจเรื่องสัจธรรมชีวิตไว้แล้ว ดังนั้นพอเป็นรอบที่ 2 เลยไม่ฟูมฟายมากเท่าครั้งแรก และเข้าใจว่าการเป็นโรคไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร แต่เป็นวงจรชีวิตของมนุษย์ที่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่แค่เรามาเจอเร็วกว่าคนอื่น ซึ่งได้เรียนรู้ความเจ็บตั้งแต่ตอนนี้ก็ดี จะได้มีเวลาเตรียมตัว ทำให้คนอายุ 30 กว่าเข้าใจชีวิต ใช้ชีวิตแบบไม่ล่องลอย แต่โฟกัสกับสิ่งที่เราอยากทำ และทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่แก่นสารของชีวิตออกไปได้ง่าย มีบางครั้งที่ออยคิดว่า ผู้ป่วยมะเร็งอาจเป็นคนมีบุญก็ได้ ไม่ได้มีกรรม เพราะเป็นโรคที่เข้าใกล้ความตาย ใช้โรคเป็นครู และเป็นโรคที่มีเวลาให้เตรียมตัว ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้จากไปโดยไม่ทันตั้งตัว” เธอกล่าว

สานต่อความฝัน ส่งต่อกำลังใจ

นอกจากการทำงานเพื่อสังคม อีกเป้าหมายในชีวิตคือ เธออยากดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด ส่วนงานอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว โดยปัจจุบันอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ เป็นกิจการเพื่อสังคมภายใต้บริษัท อาร์ต ออฟ ไลฟ์ วิสาหกิจเพื่อสังคม

“ทุกวันนี้ออยใช้ชีวิตให้สมดุล ไม่ได้งดอะไรบางอย่างไปเลย แต่จะเน้นกินผัก กินปลา กินไก่ มีกินหมูบ้างนานๆ ที เน้นกินอาหารหลากหลาย เลือกอาหารที่รู้ว่ามันดีต่อสุขภาพ ส่วนบางอย่างที่ไม่ควรกิน เช่น เค้ก ไส้กรอก ถ้าอยากกินก็กินให้หายอยากแล้วพอ แค่ดูแลภาพรวมใหญ่ให้ดี กินให้มีความสุข ใช้ชีวิตให้มีความสุข พักผ่อนให้พอ และออกกำลังกาย”

เธอกล่าวด้วยว่า การเป็นมะเร็ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เธอไม่ใช้คำว่า สู้ แต่ใช้คำว่า เต็มที่และรับมือกับมันให้ดีที่สุด เพราะทุกครั้งเธอจะมองทุกอย่าง “กลางๆ ไม่คิดว่าจะชนะมัน” แต่ทำให้ดีที่สุด ถ้าหายก็หาย ถ้าไม่หายก็อยู่กับมันแม้ว่าต้องรับมือจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต

“ออยจะหลีกเลี่ยงใช้คำว่า สู้ กับผู้ป่วยมะเร็ง เพราะถ้าวันหนึ่งเราทำเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายไม่สามารถควบคุมโรคนี้ได้ เราก็ต้องก้าวสู่ช่วงเรียนรู้ในการอยู่กับมันและเตรียมพร้อมช่วงเวลานั้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่สู้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับมะเร็ง และมีความหวังว่าทุกคนมีโอกาสหายขาด ทุกคนมีโอกาสรอด ถึงแม้จะไม่หายขาดแต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกับมันได้อย่างเข้าใจ”

กิจกรรมหนึ่งของอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ คือ การทำกิจกรรมศิลปะบำบัดให้กับผู้ป่วยมะเร็งในโรงพยาบาล โดยเธอมองว่า ศิลปะจะทำให้ผู้ป่วยลืมช่วงเวลาที่วิตกกังวล และจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทั้งยังได้ปลดปล่อยสิ่งที่เก็บไว้ข้างในออกมา เพราะพื้นที่ศิลปะคือพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถแชร์ได้อย่างอิสระ และมีคนพร้อมที่จะรับฟัง

“เวลาที่ผู้ป่วยมะเร็งได้คุยกับคนที่เคยผ่านประสบการณ์มาแล้วจะทำให้เขามีความหวัง อย่างออยเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 4 แต่ยังแข็งแรง ยิ้มได้ มีความสุข และสามารถทำตามความฝันได้ ก็จะเป็นกำลังใจและเป็นความหวังให้ผู้ป่วยคนอื่น”

นอกจากนี้ วันที่ 2-3 มี.ค. 2562 อาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ ร่วมกับสถานวิทยามะเร็งศิริราช จัดเทศกาล แคนเซิล แคนเซอร์ เฟสติวัล 2019 ณ เซ็นทรัลเวิลด์ บัตรเข้างานราคา 550 บาทเพื่อระดมเงินทุนผ่านดนตรี ศิลปะ และอาหาร ที่จะทำให้คนทั่วไปเปลี่ยนมุมมองและเข้าใจความหมายของคำว่ามะเร็งมากขึ้น

รายได้ดังกล่าวจะนำไปทำงานวิจัยเรื่อง การหารหัสยีนมะเร็งในคนไทย เพื่อหาการรักษามะเร็งที่แม่นยำและได้ผลดีสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ เนื่องจากสาเหตุหลักของการเป็นมะเร็งเกิดจากความผิดปกติของยีนในร่างกาย แต่ปัจจุบันไทยยังใช้งานวิจัยต่างประเทศเป็นแหล่งอ้างอิงในการรักษา เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องทำความรู้จักยีนมะเร็งแต่ละชนิดในคนไทยเพื่อหาวิธีการรักษาที่แม่นยำขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุน รวมถึงสนับสนุนสินค้าและเวิร์กช็อปด้านศิลปะจากอาร์ต ฟอร์ แคนเซอร์ สามารถสอบถามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก Art for Cancer by Ireal โดยเธอทิ้งท้ายว่า หากต้องการพูดคุยสามารถทักผ่านเพจ เธอยินดีให้คำปรึกษาและให้กำลังใจผู้ป่วยมะเร็งทุกคน 

100 ปีชาตกาล สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้จัดทำพระไตรปิฎกฉบับประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576105

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:29 น.

100 ปีชาตกาล สุชีพ ปุญญานุภาพ ผู้จัดทำพระไตรปิฎกฉบับประชาชน

เรื่อง: สมาน สุดโต

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิพระไตรปิฎกเพื่อประชาชน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จัดงานพิธีสมโภชพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนฉบับวาระ 100 ปีชาตกาล อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2561-12 ม.ค. 2562 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

ประวัติย่อๆ อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ เกิด 13 เม.ย. 2460 ที่ ต.บางไทรป่า อ.บางปลา (อ.บางเลน ในปัจจุบัน) จ.นครปฐม ท่านมีพี่น้องที่เกิดร่วมพ่อแม่เดียวกัน 12 คน แต่เสียชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ถึง 11 คน เหลือท่านเพียงคนเดียว พ่อแม่จึงตั้งชื่อว่า “บุญรอด” ส่วนชื่อใหม่ “สุชีพ” นั้นเปลี่ยนตามฉายา “สุชีโว” ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) พระอุปัชฌาย์ตั้งให้ตอนอุปสมบท เมื่อปี 2480 ลาสิกขา 4 ม.ค. 2495 ถึงแก่กรรม 4 พ.ค. 2543

ขณะดำรงสมณเพศ เรียนจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณ ที่ พระศรีวิสุทธิญาณ และเป็นเลขาธิการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยสร้างชื่อในนาม สุชีโว

ขณะที่อยู่ในสมณเพศที่วัดกันมาตุยาราม ย่านเยาวราชนั้น สร้างชื่อเสียงให้แก่พระสงฆ์ไทยอย่างมาก กล่าวคือ เป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกๆ ที่สามารถเทศนาเป็นภาษาอังกฤษ สามารถแต่งหนังสือที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนหนังสือที่เป็นภาษาไทยที่มีชื่อคือ ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ กองทัพธรรม อาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก ลีลาชีวิต คุณลักษณะพิเศษทางพระพุทธศาสนา และหลักพระพุทธศาสนา เป็นต้น และเป็นนักพูด นักเทศน์จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วประเทศในนามว่า “สุชีโว ภิกขุ”

ในส่วนการสร้างบุคคล ขณะที่ยังอยู่ในสมณเพศ ปี 2480-2495 นั้น ท่านมีศิษย์จำนวนมาก แต่ที่มีชื่อเสียงในวงการพระพุทธศาสนาทั้งเถรวาทและมหายาน ได้แก่ อาจารย์เสถียร โพธินันทะ (เกิด 17 มิ.ย. 2472 ถึงแก่กรรม 9 ธ.ค. 2509)

ท่านมีส่วนในการก่อตั้งองค์กรทางพุทธศาสนาหลายแห่ง นอกจากสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยเมื่อปี 2488 แล้ว ยังมีส่วนร่วมตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ที่ประเทศศรีลังกา เมื่อปี 2493 และเป็นผู้นำในการก่อตั้งยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย

หลังจากลาสิกขาเมื่อลาสิกขา ปี 2495 ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นคนแรก เป็นรองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) เป็นที่ปรึกษาองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก รวมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษบรรยายวิชาการทางพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างต่อเนื่องจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน

ผลงานทางวิชาการที่เด่น ได้แก่ จัดทำพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน ตีพิมพ์โดยมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ส่วนแรงจูงใจในการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับประชาชนนั้น ท่านเขียนคำนำเมื่อปี 2515 ว่า เมื่ออายุ 17-18 ปี ได้เคยอ่านพระไตรปิฎกที่พระเถรานุเถระแปลไว้เป็นสูตรๆ อ่านแล้วเขียนย่อความสั้นๆ ใส่ในสมุด เพื่อช่วยเตือนความจำว่าพระสูตรที่อ่านแล้วมีสาระสำคัญอะไรบ้าง ต่อมาเมื่อเรียนภาษาบาลีเพิ่มเติมจนแปลพระไตรปิฎกได้เอง จึงได้ทำงานชิ้นนี้ โดยย่อพระไตรปิฎกจาก 45 เล่มให้เหลือ 5 เล่มจบ ทั้งนี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาพระพุทธศาสนาของตนเอง และเพื่อท่านผู้อ่านผู้มีความประสงค์จะทราบสาระสำคัญย่อๆ แห่งพระไตรปิฎกทุกเล่มตามต้องการ

ส่วน ประเสริฐ เลิศอัศวลักษณ์ เจ้าของร้านหนังสือไตรปิฎก และประธานมูลนิธิพระไตรปิฎกเพื่อประชาชน เล่าเรื่องในนิตยสารสารคดีว่า พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนเกิดมาเมื่อ 60 ปีที่แล้ว โดยอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ รวบรวมเรียบเรียงย่อจากพระไตรปิฎก 45 เล่มให้เหลือ 5 เล่ม พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2501 ที่พิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวเกิดขึ้นเมื่อปี 2522

สำหรับฉบับใหม่ที่นำมาจัดนิทรรศการในงานสมโภชชาตกาล 100 ปี อาจารย์สุชีพ เกิดจากแนวคิดในการทำรูปเล่มให้น่าดู น่าหยิบ น่าอ่าน โดยยึดตามต้นฉบับเดิม ทำดัชนีค้นคำและเป็นครั้งแรกที่ใส่ภาพที่วาดขึ้นใหม่ ใช้เวลาดำเนินการกว่าจะแล้วเสร็จเป็นเวลา 2 ปี (เริ่มปี 2559) เป็นหนังสือหนา 1,440 หน้า

ในวันสมโภช วันที่ 26 ธ.ค. 2561 ที่มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานนั้น พระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สยามสแควร์ และกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้เขียนความรู้สึกในสมุดเซ็นเยี่ยมว่า

– ได้มาร่วมงานสมโภชพระไตรปิฎกฉบับประชาชนของอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ในการนี้ได้เป็นประธานสงฆ์ในการเจริญพระพุทธมนต์และอุทิศส่วนกุศลให้อาจารย์สุชีพ พร้อมทั้งได้เดินชมผลงานของอาจารย์ด้วย ในฐานะเป็นศิษย์ของอาจารย์ ได้รับความรู้เรื่องพระสูตรต่างๆ ที่อาจารย์ได้สอนในมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอให้ดวงวิญญาณของอาจารย์สุชีพได้ทราบแล้วอนุโมทนาในการสมโภชพระไตรปิฎกด้วยเทอญ

– พระศรีธวัชเมธี (ชนะ ภมรพล ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบุรณราชวรวิหาร ได้รับนิมนต์สวดมนต์ในคราวเดียวกัน ได้เขียนถึงงานสมโภชและพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนและเล่าประวัติอาจารย์สุชีพด้วย โดยท่านพูดถึงการพิมพ์ฉบับที่นำมาจัดนิทรรศการว่าเป็นฉบับใหม่ล่าสุด โดยพิมพ์ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน รูปแบบและกระดาษคล้ายกับคัมภีร์ไบเบิ้ล ดำเนินการพิมพ์โดยมูลนิธิพระไตรปิฎกเพื่อประชาชน

ปฏิปทา

ส่วนพระมหาบุญไทย ปุญญมโน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศิษย์รูปหนึ่งของอาจารย์สุชีพ ไปชมงานแล้วเขียนเล่าเรื่องการวางตัวที่เรียบง่าย ความสามารถที่มากล้นของอาจารย์สุชีพ เช่น เมื่ออาจารย์เข้ามาสอนพระไตรปิฎกให้กับพระภิกษุที่เป็นนักศึกษา สมัยนั้นสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัยรับนักศึกษาเฉพาะที่เป็นพระภิกษุสามเณรเท่านั้น ยังไม่มีนักศึกษาฆราวาสเข้าเรียนเหมือนในปัจจุบัน อาจารย์สุชีพเดินเข้าห้องเรียน มีพระไตรปิฎกเล่มหนึ่งถือติดมือมาด้วย ส่วนมากจะเป็นฉบับภาษาบาลี นอกจากนั้นก็มีชอล์กที่ใช้สำหรับเขียนกระดานดำ

เมื่อเข้ามาก็จะยกมือไหว้พระนักศึกษาเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เริ่มต้นบรรยายในเนื้อหาวิชาโดยนำเอาสาระสำคัญจากพระสูตรใดพระสูตรหนึ่งขึ้นมาอ้าง อธิบายถึงที่มา ต้นเหตุแห่งการเกิดพระสูตร บริบทของสถานที่ เนื้อหาสาระสำคัญของพระสูตร ที่มาของพระสูตรเป็นพระสูตรประเภทใด ใครเป็นคนถาม หรือมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ต้องแสดงพระสูตรนั้น หรือว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงเอง

ในขณะที่บรรยายจะนั่งนิ่งๆ และหากจะมีการเขียนบนกระดานดำก็จะเดินไปเขียน จากนั้นก็กลับมานั่งบรรยายต่อไป เสียงบรรยายก็ราบเรียบ ไม่มีเสียงหัวเราะ ทั้งห้องเงียบกริบเหมือนอยู่ในป่า แต่พระนักศึกษาไม่มีใครหลับในชั่วโมงนี้เลย เพราะเนื้อหาที่อาจารย์บรรยายนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง พระนักศึกษาจึงจดบันทึกประเด็นสำคัญ และประเด็นปัญหาที่สงสัย จะได้สอบถามหลังการบรรยาย

เคารพพระสงฆ์เสมอ

เคยมีผู้ถามว่าทำไมอาจารย์ไม่ยืนสอนหนังสือ อาจารย์ตอบง่ายๆ ว่า “เนื่องจากพระนักศึกษามีศีล มีคุณธรรมสูงกว่าอาจารย์ที่เป็นฆราวาส นี่ไม่ใช่การสอน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ บางเรื่องผมก็ไม่รู้ บางเรื่องก็เข้าไม่ถึง พระนักศึกษาอาจจะมีความรู้มากกว่าอาจารย์ ผมก็ต้องการศึกษาในสิ่งที่ไม่รู้ไปด้วย”

พระมหาบุญไทยเคยยกปัญหาถามท่านอาจารย์หลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นเรื่องของเทวดาที่มาถามปัญหากับพระพุทธเจ้า โดยอ้างข้อความจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อ 9 หน้า 30 อาจารย์สุชีพอธิบายให้หมดสงสัย แต่ก่อนจบคำอธิบาย อาจารย์สุชีพยิ้มก่อนจะหันมาบอกว่า “ท่านมหาอ้างพระไตรปิฎกฉบับไหน จึงกลายเป็นเล่มที่ 15 ข้อ 9 หน้า 30 ฉบับของผมคือภาษาบาลีเป็นเล่มที่ 15 ข้อ 9 แต่หน้า 3 ชั่วโมงหน้ามาตรวจสอบกันอีกที จากนั้นก็ยกมือไหว้นักศึกษาและเดินออกจากห้องไป วันนั้นพระมหาบุญไทยบอกว่ายิ้มแห้งๆ สารภาพกับเพื่อนนักศึกษาว่า “ผมเจตนาอ้างหน้าผิดไปอย่างนั้นเองแหละครับ ที่จริงถูกต้องตามที่อาจารย์สุชีพพูดถึงนั่นแหละ”

ไม่เคยหยุดค้นคว้าพระไตรปิฎก

การแตกฉานพระไตรปิฎกนั้น อาจารย์สุชีพเคยบอกนักศึกษาว่า อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ได้นับเป็นรอบ ไม่ได้เรียงลำดับ สงสัยหัวข้อธรรมข้อไหนก็เปิดอ่านได้ทันที ผมอ่านไปขีดเส้นใต้สีแดงบ้าง น้ำเงินบ้างเต็มไปหมด เพื่อทบทวนความจำ บางอย่างก็คัดลอกไว้ หนังสือพระไตรปิฎกผมซื้อไว้เป็นสมบัติส่วนตัว จึงขีดเขียนข้อความสำคัญไว้ทุกเล่มที่เคยอ่าน

ช่วงที่อาจารย์สอนที่มหามกุฏราชวิทยาลัย ที่วัดบวรนิเวศวิหารนั้น พระไตรปิฎกสำหรับประชาชนยังไม่ได้พิมพ์รวมเล่ม แต่แยกพิมพ์เป็นบางส่วน

ปีนี้หากอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ยังมีชีวิตอยู่ คงมีอายุ 101 ปี ในโอกาสนี้ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ “พระไตรปิฏกฉบับสำหรับประชาชน ฉบับวาระ 100 ปีชาตกาล อาจารย์สุชีพ ปุญญานุ ภาพ” เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาสำหรับประชาชนผู้ที่มีความต้องการศึกษาพระพุทธศาสนา

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศาลายา นครปฐม ได้สร้างอาคารหอประชุมสุชีพ ปุญญานุภาพ ไว้เป็นที่ระลึกถึงคุณูปการของบุรพาจารย์ และยังมีรูปหล่อสัมฤทธิ์อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ไว้ที่อาคารแห่งนี้ด้วย

ท่านที่สนใจความเป็นมาพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน และชีวิตและงานของอาจารย์สุชีพ ให้เดินทางไปศาลา 100 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร เพราะจัดแสดงถึงวันที่ 12 ม.ค. 2562 เท่านั้น

ยอดคนดี บุญปั๋น เจริญศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576103

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:18 น.

ยอดคนดี บุญปั๋น เจริญศิลป์

เรื่อง: สธน เปลี่ยนจันทรสิริตระกูล

การเป็นคนรวยหรือจนไม่ได้การันตีหรือบ่งบอกความเป็นคนดี ถ้าตราบใดที่คนคนนั้นยังไม่มี “ความกตัญญูกตเวที” เต็มเปี่ยมในหัวใจ ดังคำพระที่ว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความเป็นผู้รู้คุณและตอบแทนคุณคนอื่นเป็นเครื่องหมายของคนดี

อย่าลืมว่า คนรวยบางคนก็โกงสมบัติพ่อแม่มา เช่น โกงหุ้น โกงที่ดิน เป็นต้น บางคนวางยาพ่อแม่เพื่อหวังเงินประกัน บางคนไม่พอใจพ่อแม่ เพราะคิดว่าพ่อแม่ลำเอียงแบ่งสมบัติให้ลูกไม่เท่ากันเลยเกิดความแค้น สาปแช่งพ่อแม่ บางคนคิดหาทางฆ่าก็มี

บางคนทุจริตคดโกงยักยอกเงินบริษัท ทั้งที่บริษัทให้งานทำมีเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว บางคนเป็นศิษย์ล้างครู อกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ เป็นต้น ซึ่งเรื่องแบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในสังคมไทย

ดังนั้น การที่คนเราจะเป็นคนดีได้นั้นจิตใจจะต้องเปี่ยมด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างแท้จริง คือ เป็นคนที่สำนึกรู้ในบุญคุณที่คนอื่นทำให้แก่ตัวเองอยู่เสมอ (กตัญญู) ไม่ว่าเวลานั้นจะล่วงเลยผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีมานานแค่ไหนก็ตามก็ยังหวนระลึกอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมบุญคุณคอยหาโอกาสตอบแทนอยู่ตลอด (กตเวที)

วันนี้มีเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งที่แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ครบ 32 ประการเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ทว่าจิตใจและการกระทำของเขานั้นน่านับถือและควรแก่การชื่นชมอย่างยิ่ง

เขาชื่อ “บุญปั๋น เจริญศิลป์” อายุ 46 ปี เป็นชาว จ.เชียงราย กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ชีวิตตอนเริ่มเป็นหนุ่มใหม่ๆ ได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ ที่ย่านเอกมัย ต่อมาพออายุประมาณ 20-21 ปี ได้ประสบอุบัติเหตุเป็นเหตุให้แขนข้างขวาของเขาลีบและใช้งานไม่ได้ตลอดชีวิต และหลังจากร่างกายดีขึ้นได้ย้ายไปทำงานที่ย่านประชาชื่น ตอนนั้นค่าแรง 90 บาท/วัน

จนเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา แขนข้างซ้ายข้างปกติเกิดเป็นฝีขนาดใหญ่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อนคนบ้านเดียวกันได้แนะนำให้มารักษาที่คลินิกเวชกรรมสุรัตน์ รักษาฟรีบาทเดียว ที่ย่านบางลำพู ซึ่งเป็นคลินิกที่คุณสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ นักธุรกิจชื่อดังแห่งย่านบางลำพู สร้างขึ้นเพื่อให้บริการแก่คนไข้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“ผมมาที่คลินิก วันนั้นคุณสุรัตน์อยู่ที่คลินิกด้วย ท่านก็เดินมาถามผมว่าเป็นอะไรมาเหรอ ผมก็บอกอาการ พอหมอคลินิกตรวจและบอกว่าเป็นฝีต้องผ่าตัด คุณสุรัตน์ก็ไม่รีรอ ส่งตัวผมไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลวชิระถึง 2 ครั้ง และออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

พอดีว่าช่วงนั้นผมตกงานด้วย ทันทีที่คุณสุรัตน์รู้ว่าตกงาน ท่านก็ให้ผมมาทำงานเป็น รปภ.ที่บริษัทของคุณสุรัตน์ ให้ค่าแรงตามกฎหมาย พร้อมที่พักฟรีจนถึงปัจจุบัน ผมนี่รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ถือเป็นบุญและความโชคดีของผมที่ได้มาเจอท่าน ซึ่งผมไม่คิดว่าจะมีคนดีๆ แบบนี้ในสังคมไทย

จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 9 ปีแล้ว ที่ผมก็ยังทำงานอยู่ในบริษัทของท่าน ผมยังระลึกถึงเหตุการณ์วันนั้นไม่ลืม ยังระลึกถึงพระคุณที่คุณสุรัตน์ได้สงเคราะห์ช่วยเหลือผมอยู่เสมอ

ท่านคือผู้ที่ให้ชีวิตใหม่แก่ผมทุกอย่าง ทั้งช่วยค่ารักษาในการผ่าตัด ทั้งให้งานทำ ให้คุณค่าชีวิตแก่ผมมากมาย ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน ถือว่าผมโชคดีมากที่ได้เจอผู้ที่ใจบุญที่ช่วยเหลือผมด้วยใจจริงๆ

สิ่งที่ผมทำทุกวันคือ ระลึกถึงพระคุณของท่านอยู่เสมอ และพอช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของไทย ผมจะเอาดอกไม้ พวงมาลัย พร้อมหัวใจที่สำนึกในบุญคุณท่านและภรรยาของท่านอยู่เสมอ ไปกราบบูชาคุณ ขอให้ท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะถ้าจะเอาอย่างอื่นท่านก็มีหมดแล้ว” บุญปั๋น กล่าว

บุญปั๋น เล่าต่อว่า ทุกปีและทุกครั้งที่เขาไปกราบอวยพร คุณสุรัตน์ก็จะให้พรและข้อคิดดีๆ กลับมาตลอด แล้วเขาก็ได้นำไปปฏิบัติเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิตตลอด

แหม เห็นแล้วต้องชื่นชมคุณบุญปั๋นด้วยใจจริง แม้ร่างกายจะพิการ แต่หัวใจไม่เคยพิการแม้แต่น้อย กลับเต็มเปี่ยมด้วยความกตัญญูกตเวทีอันเป็นเครื่องหมายของคนดีตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

พ.อ.ชรินทร์ จุลคประดิษฐ์ พ่อพระของพระเณร เปิดบ้านสอนบาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576102

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 16:15 น.

พ.อ.ชรินทร์ จุลคประดิษฐ์ พ่อพระของพระเณร เปิดบ้านสอนบาลี

เรื่อง: วรธาร ทัดแก้ว

หากถามพระหนุ่ม เณรน้อย พระเถระ พระมหาเถระ ในประเทศไทย ตลอดจนผู้ที่เคยบวชเรียนเขียนอ่านและสอบได้เปรียญธรรม (ป.ธ.) สูงๆ ตั้งแต่เปรียญธรรม 6 เปรียญธรรม 7 เปรียญธรรม 8 เปรียญธรรม 9 ไม่ว่าจะลาสิกขาไปแล้ว หรืออยู่ในสมณเพศ รู้จักผู้ชายที่ชื่อ “พ.อ.ดร.ชรินทร์ จุลคประดิษฐ์” หรือไม่

บอกได้เลยว่า น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่ใครจะไม่รู้จัก เพราะปูมหลังของ พ.อ.ชรินทร์นั้น ไม่ธรรมดา ท่านสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค (ขณะเป็นสามเณร) ปี 2521 สำนักเรียนมหาพฤฒาราม กรุงเทพฯ และได้รับพระบรมราชานุเคราะห์อุปสมบทเป็นนาคหลวงในปีเดียวกัน เป็นอดีตอนุศาสนาจารย์กองทัพภาคที่ 2 อดีตอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ชีวิตท่านอยู่กับการสอนบาลีพระเณรมาตลอดตั้งแต่อยู่ในสมณเพศ พอลาสิกขามารับราชการทหารเป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพบก สังกัดกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังใช้เวลาว่างหลังเลิกงานราชการและวันหยุดไปสอนบาลีพระเณรในสำนักเรียนวัดต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เช่น วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์

ตอนนั้นชื่อเสียงในการสอนบาลีชั้น ป.ธ.8 ป.ธ.9 ของอาจารย์ชรินทร์ได้รับการกล่าวขานและยกย่องไปทั่วพระนครว่าเป็นผู้ที่มีเทคนิคการสอนแพรวพราวและหาตัวจับยากมาก ท่านคือผู้ที่สอนสิ่งที่ยากมากๆ ให้เป็นเรื่องที่แสนจะง่ายดาย เหมือนประหนึ่งเปิดภาชนะที่คว่ำให้หงาย

ทำให้พระเณรที่มาเรียนด้วย ซึ่งมาจากวัดและสำนักเรียนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรู้สึกเรียนสนุกไม่รู้สึกเบื่อ ผู้เขียนเองเคยไปเรียนวิชาแต่งฉันท์มคธกับท่านที่วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ในปี 2535 เพียง 3-4 ครั้ง แต่ก็ได้ความรู้และเทคนิคแต่งฉันท์มาเพียบ โดยเฉพาะการสร้างคำฉันท์ที่สละสลวยและเป็นบาลีแท้ๆ

ไม่เพียงแค่นั้น ในปี 2535 อาจารย์ชรินทร์ได้ริเริ่มแนวคิดเปิดบ้านสอนบาลีให้กับพระเณรชั้น ป.ธ.8-9 ซึ่งเป็นชั้นประโยคที่เรียนยาก สอบได้ยาก และหาครูผู้สอนที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ได้ยาก ซึ่งท่านบอกว่าเป็นแนวคิดแปลกๆ ที่คนอื่นไม่คิดและทำกัน แต่ท่านกลับชอบคิดและทำอะไรที่แปลกๆ อยู่แล้ว

พ.อ.ชรินทร์ เริ่มด้วยสร้างบ้านที่อยู่อาศัยก่อนที่ ต.กุดจิก อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา จากบ้านธรรมดาหลังหนึ่งต่อมาก็สร้างศูนย์ขึ้นมา เรียกว่า “ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาบ้านกัลยธรรม” ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกับบ้านแต่แยกคนละส่วน ในศูนย์มีสิ่งก่อสร้างและองค์ประกอบต่างๆ เหมือนวัด เช่น มีอาคารที่พักสงฆ์ มีศาลาอเนกประสงค์ มีพระพุทธรูป โต๊ะหมู่บูชา ห้องน้ำ เป็นต้น เพียงแต่ไม่มีโบสถ์และเมรุเท่านั้น

“การก่อสร้างศูนย์ไม่ได้เสร็จในปีเดียว ใช้เวลาหลายปีครับ เพราะผมรับราชการเงินเดือนก็ไม่ได้มาก ตอนนั้นมีประมาณล้านกว่าบาท สร้างอะไรได้ไม่เยอะ แต่ที่สำเร็จเป็นศูนย์ที่สมบูรณ์ใช้งานได้ในปัจจุบันมีแต่ผู้ใหญ่ใจบุญ ทั้งพระสงฆ์ ทั้งฆราวาส นักธุรกิจในเมืองโคราช และ อ.สูงเนิน และลูกศิษย์ที่เคยสอนมาช่วย

พระสงฆ์ อาทิ พระธรรมสิงหบุราจารย์(หลวงพ่อจรัญ) วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ผมเป็นลูกศิษย์ท่าน วันหนึ่งท่านมาเยี่ยมที่บ้าน เห็นอาคารในศูนย์มีแต่หลังคาก็เอ่ยขึ้นเมื่อไหร่จะเสร็จ พอท่านกลับวัดก็โทรกลับมาขอสมุดบัญชีธนาคารผมแล้วให้ลูกศิษย์โอนเงินเข้าบัญชี 1.5 ล้านบาท หลวงพ่อคูณก็มาดูและช่วยอีก 2 แสน ทั้งสองรูปนี้มาเองนะผมไม่ได้นิมนต์มา แต่ท่านรู้ว่าผมเปิดบ้านสอนบาลีพระเณรเลยอยากมาดูกับตาตัวเอง

นอกจากนี้ ยังมีพระสงฆ์หลายรูปที่ผมนับถือและฆราวาสที่รู้จักกันบ้างไม่รู้จักกันบ้างที่ทราบข่าวก็มาร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพภัตตาหารบ้าง น้ำปานะบ้าง เพราะผมจัดถวายภัตตาหารและน้ำปานะฟรี บางคนบางรูปไม่สะดวกเดินทางมาที่ศูนย์ก็โอนเงินเข้าบัญชี ช่วงที่ก่อสร้างอาคารก็จะมีเจ้าของกิจการในเมืองโคราชและใน อ.สูงเนิน มาช่วย

ฟากลูกศิษย์ที่ผมเคยสอนบาลี ซึ่งมีทั้งพระและฆราวาสก็มาอุปถัมภ์บำรุงในด้านต่างๆ เช่น ดร.อุทิส ศิริวรรณ ป.ธ.9 มาช่วยสร้างห้องน้ำให้ 10 ห้อง เป็นต้น ทุกวันนี้ทั้งพระสงฆ์ชาวพุทธใจบุญ และลูกศิษย์ก็ยังมาอุปถัมภ์อยู่เรื่อยๆ ต้องขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่คอยให้กำลังกายแก่พระเณรผู้ทำหน้าที่สืบต่ออายุพระสนา”

อาจารย์ชรินทร์พูดถึงการเรียนการสอนว่า แรกเริ่มเดิมทีเปิดสอนมีพระเณรมาเรียนที่บ้านประมาณปีละ 2-3 รูป ส่วนใหญ่เป็นประโยค 8-9 ต่อมาพอตั้งศูนย์และมีอาคารที่พัก ก็มีพระเณรมาเรียนจำนวนมาก ดังนั้น พอใกล้สอบบาลีสนามหลวงของทุกปีจึงได้จัดโครงการอบรมพิเศษบาลีก่อนสอบชั้นประโยค ป.ธ.6-7-8-9 เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจให้กับพระเณรก่อนสอบ

“โครงการนี้ผมเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2541 ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 22 ซึ่งกำหนดอบรมตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.ไปถึง 5 ก.พ.เป็นเวลา 1 เดือน ปีนี้มีประโยค ป.ธ.9 จำนวน 33 รูป ประโยค บ.ศ.9 จำนวน 1 คน ป.ธ.8 จำนวน 26 รูป ป.ธ.7 จำนวน 8 รูป ป.ธ.6 จำนวน 5 รูป ป.ธ.4 จำนวน 3 รูป และประโยค 1-2 จำนวน 1 รูป อบรมทุกวัน”

ท่านใดที่ประสงค์ทำบุญเป็นเจ้าภาพภัตตาหารเช้า-เพล น้ำปานะแก่พระเณรที่เข้าอบรม หรือต้องการถวายเงินสำหรับใช้ในกิจการของศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาบ้านกัลยธรรมของ อาจารย์ชรินทร์ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรอาจารย์ชรินทร์ 08-5490-7961 และเข้าไปดูกิจกรรมของศูนย์ฯ ได้ที่เฟซบุ๊ก “ชรินทร์ จุลคประดิษฐ์”

ทั้งนี้ การเปิดบ้านสอนบาลีให้กับพระเณรมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ของอาจารย์ชรินทร์จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่ได้กัลยาณมิตรที่กล่าวมา ที่สำคัญและขาดไม่ได้ก็คือภรรยาและลูกๆ ที่ล้วนเป็นสัมมาทิฐิกบุคคล คอยเป็นธุระจัดแจงช่วยเหลือทุกอย่างและยืนเคียงข้างอาจารย์ด้วยดีเสมอมา

ทว่า สิ่งที่ได้ยินแล้วต้องชื่นชมอาจารย์ชรินทร์อย่างแรงคือ ตอนนี้ท่านอายุ 63 ปี และเป็นโรคพาร์กินสัน แต่เชื่อไหมว่า ท่านยังเป็นบุรุษที่ใจแกร่งและเข้มแข็งมาก ยังสอนหนังสือพระเณรได้และจะยังคงทำต่อไปจนกว่าทำไม่ไหว เห็นปณิธานและความตั้งใจของท่านเช่นนี้แล้วบอกได้เลยว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในสังคม

พุทธสถานแห่งเมืองมหาคันธาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576094

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:47 น.

พุทธสถานแห่งเมืองมหาคันธาระ

เรื่อง: กรกิจ ดิษฐาน

นี่เป็นบทสุดท้ายของประเด็นหยุนหนานในฐานะคันธาระแห่งดินแดนตะวันออก ในบทนี้จะว่าด้วยเรื่องพุทธสถานในดินแดนนั้น ถ้าใครมีโอกาสไปหยุนหนานแล้วอยากไปเยี่ยมวัดกับพุทธสถานยุคน่านจ้าว ที่คุนหมิงกับต้าหลี่มีอยู่หลายแห่ง ผมจะแนะนำแห่งสำคัญๆ ให้ บางแห่งแม้แต่คนท้องถิ่นก็ยังไม่คุ้น

1.ฉัตรพระสูตรศิลาวัดตี้จั้ง (地藏寺经幢) สร้างสมัยอาณาจักรต้าหลี่ อายุราวศตวรรษที่ 12 เป็นงานศิลปะอันเอกอุของสมัยต้าหลี่-ราชวงศ์ซ่ง เป็นเสาศิลาจำหลักเป็นรูปฉัตรมีประติมากรรมทางพุทธศาสนา 300 รูป มี 7 ชั้น สูง 6.7 เมตร มีรูปพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า งดงามอลังการ เป็นแบบศิลปะต้าหลี่มีกลิ่นอายสมัยถังที่หาชมได้ยาก ยังมีอักษรจีนและสิทธัมจำหลักปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร และอุษณีษวิชยธารณี มหาเสนาบดีผู้สร้าง มีความมุ่งหวังให้ฉัตรพระสูตรนี้ปลดปล่อยดวงวิญญาณของสรรพชีวิต เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดตี้จั้ง แต่วัดนั้นหาไม่แล้ว ทางการสร้างพิพิธภัณฑ์เมืองคุนหมิงครอบไว้

2.เจดีย์วัดตะวันออก เจดีย์วัดตะวันตก (东西寺塔) สร้างในสมัยอาณาจักรน่านจ้าว ในปี 854 เป็นเจดีย์ศิลปะสมัยราชวงศ์ถังแต่มีฐานแคบ เอวคอด ปลายโตอันเป็นเอกลักษณ์แบบน่านจ้าว บนปักฉัตรกับตั้งครุฑสำริด (คนสมัยนี้เรียกว่าไก่ทอง) ไว้ 4 ทิศ เจดีย์ทั้งสองตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ประจันหน้ากันมีซอยยาวประมาณ 200 เมตรเชื่อมต่อ เจดีย์วัดตะวันออกสูง 100 ศอก เดิมเป็นของวัดฉางเล่อ เจดีย์วัดตะวันตกสูง 80 ศอก เดิมเป็นของวัดฮุ่ยกวง บัดนี้วัดทั้งสองหามีไม่แล้ว เหลือแต่เจดีย์ตั้งตระหง่าน

3.วัดเฉาซี (安宁曹溪寺) อยู่ในเขตเมืองอานหนิง ปริมณฑลของคุนหมิง แรกสร้างสมัยราชวงศ์ถัง โดยสานุศิษย์ของพระเถระฮุ่ยเหนิง บูรพาจารย์ลำดับที่ 6 ของนิกายฉาน (เซน) วัดนี้จึงเป็นวัดเซนท่ามกลางดินแดนของพุทธตันตระ สิ่งสำคัญของวัดนี้คือวิหารหลักเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในจีนร่วมสมัยราชวงศ์ซ่ง สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรต้าหลี่ และน่าจะเป็นอาคารไม้ยุคต้าหลี่หลังเดียวที่เหลืออยู่ อายุราวๆ 900-1,000 ปีที่สำคัญคือภายในด้านหลังพระประธานมีรูปอวตังสกะโพธิสัตว์ทั้งสาม เป็นประติมากรรมไม้สร้างขึ้นสมัยต้าหลี่ที่แทบไม่มีเหลือแล้ว และงดงามจนต้องตะลึง หลวงจีนที่วัดเล่าว่ารอดจากการทำลายในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมมาได้เพราะไม่มีใครทราบ คงมีแต่พวกชอบของเก่าที่ทราบ ผมเองอาศัยความเป็นคนไทยจากแดนไกลขอท่านไปชมก็ได้ชมสมใจอยาก เห็นแล้วตื่นเต้นเป็นที่สุด แต่ไม่อาจถ่ายภาพมาให้ชมได้

4.เจดีย์ทั้งสามแห่งวัดฉงเซิ่ง (崇圣寺三塔) แห่งเมืองต้าหลี่ สร้างสมัยน่านจ้าว ราวปี 824 องค์กลางคือพระเจดีย์เชียนสุนสูง 69.6 เจดีย์บริวารที่ด้านหลังสูง 42.19 เมตร สร้างสมัยต้าหลี่ นอกจากอายุนับพันปีแล้ว ยังต้านทานภัยธรรมชาติมาได้นับไม่ถ้วนครั้ง (หยุนหนานเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งที่สุดแห่งหนึ่งในจีน) เคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่แล้วเจดีย์ประธานแยกออกแล้ว 10 วันหลังจากนั้นรอยแยกกลับประสานดังเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ สมดังที่ขุนพลมู่อิง สมัยราชวงศ์หมิง (โอรสบุญธรรมของจูหยวนจาง) ได้เขียนอักษรสรรเสริญไว้ว่า 永鎮山川 แปลว่า “พิทักษ์ภูผาธารานิรันดร์”

5.ช่วงปลายราชวงศ์ชิง เมืองต้าหลี่กลายเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสลามหนานผิงกว๋อ มีสุลต่านสุไลมานตู้เหวินซิ่วนำขบวนต่อต้านราชวงศ์ชิง แต่ตู้เหวินซิ่วพยายามปรองดองทุกศาสนา ปัจจุบันจวนของตู้เหวินซิ่ว (杜文秀元帅府) เป็นที่เก็บรักษาศิลาจารึกสมัยต้าหลี่ แผ่นพระสูตร เสาพระสูตรศิลาจารึกอักษรจีน อักษรสิทธัมภาษาสันสกฤต ไว้มากมาย เรียกว่าป่าศิลาจารึก ท่านใดสนใจลองไปชมได้แม้ที่นี่จะไม่ใช่พุทธสถานแต่มีพุทธศิลป์ให้ชมไม่น้อย

อนึ่ง ยังมีอีกหลายวัดในคุนหมิง-ต้าหลี่ที่ผมไม่มีเวลาหลบไปชม จะขอแนะนำเพิ่มดังนี้

1.วัดในคุนหมิงที่สร้างสมัยน่านจ้าวแต่บูรณะใหม่หมดสมัยราชวงศ์ชิง เช่น วัดหยวนทง (圆通寺) ที่ใจกลางเมือง วัดหัวถิง ที่ไหล่เขาซีซานริมทะเลสาบเตียนฉือ วัดหลังบูรณะโดยพระเถระซวีหยุนผู้ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ ในเขตกวนตู้ ยังมีวัดฝ่าถิง (หรือวัดเส้าหลินสาขาคุนหมิง) วัดเหล่านี้ไปไหว้พระทำบุญได้ แต่ศิลปะโบราณไม่มีแล้ว

2.วัดสมัยน่านจ้าว-ต้าหลี่ ที่อานหนิง ยังมีวัดฝ่าหัว (安宁法华寺) เป็นหน้าผาสลักพุทธปฏิมา ที่ริมหน้าผาอยู่ในเขตเมืองอานหนิง แต่น่าเสียดายว่าประติมากรรมเกือบทั้งหมดถูกทำลายใบหน้าจดสิ้น มีผู้เชื่อว่าน่าจะถูกพวกยุวชนแดงสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมทำลาย

3.เจดีย์สถานแห่งอื่นๆ ในเมืองต้าหลี่ เช่น เจดีย์วัดฝอถู (佛图寺塔) หรือเจดีย์กระดูกงู (蛇骨塔) สร้างสมัยน่านจ้าว สูง 39 เมตร และเจดีย์วัดหงเซิ่ง (弘圣寺塔) สร้างสมัยอาณาจักรต้าหลี่) สูง 43.87 เมตร วัดของเจดีย์ทั้งสองนี้ รวมถึงวัดอีกหลายแห่งในต้าหลี่หามีไม่แล้ว

โจวเอินไหล ขงเบ้ง และการประดับความดีเกินจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/576093

  • วันที่ 06 ม.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

โจวเอินไหล ขงเบ้ง และการประดับความดีเกินจริง

เรื่อง: นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ด้วยความสามารถ การกระทำ และอุดมการณ์ คนจำนวนมากอดคิดไม่ได้ว่ารูปแบบชีวิตและการทำงานของนายกฯ โจวเอินไหล คงจะมีแรงบันดาลใจมาจากขงเบ้ง

ขงเบ้งคือนักปกครองที่ชาวจีนร่วมสมัยและสมัยต่อมาเคารพรัก คือกุนซือมือฉกาจในยุคสามก๊ก เขาได้ชื่อว่ามีสติปัญญาวางกลศึกการรบขั้นเทพ ใครถูกนิยามว่าเป็นขงเบ้งแปลว่าต้องฉลาดหลักแหลม คาดการณ์และวางแผนได้แม่นยำเหนือมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดมาจากอิทธิพลของสามก๊กฉบับนิยาย

ส่วนในบันทึกประวัติศาสตร์ ขงเบ้งมิได้เก่งกาจในกลยุทธ์การศึกแบบนั้น แต่กลับมีบทบาทสำคัญในการชี้ทางให้เล่าปี่ จากคนไม่มีแผ่นดินสู่หนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ และยังรวมถึงผลงานด้านการบริหารปกครองก๊ก และการวางหมากทางการทูตระหว่างแคว้น

……………………………………………..

8 ม.ค. 1976 นายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล ถึงแก่อสัญกรรม เขาคือนายกรัฐมนตรีแห่งจีนใหม่ที่ประชาชนชาวจีนเคารพรักอย่างที่สุด

โจวเอินไหลในวัยหนุ่มคือนักปฏิวัติ จีนแผ่นดินใหญ่เกิดขึ้นได้เพราะมีโจวเอินไหลเป็นหนึ่งในหัวคิดและหัวเรี่ยวหัวแรง แต่แม้การปฏิวัติมักเต็มไปด้วยความขัดแย้งชิงชัง แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษตัวจริงของเขากลับชนะใจได้ทั้งมิตรและศัตรู

เจียงไคเช็กศัตรูคู่ตรงข้ามเคยว่าไว้ “โจวเอินไหลคือคอมมิวนิสต์ที่พูดรู้เรื่องที่สุด”

เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตนักการทูตสหรัฐ กล่าวว่า “โจวเอินไหลคือรัฐบุรุษคนสำคัญของศตวรรษนี้”

ด้านการเมือง โจวเอินไหลทุ่มเทสติปัญญา แรงกายแรงใจ เพื่อร่วมสร้างจีนใหม่จากซากปรักหักพัง

ด้านการทูต เขาวางแผนเชื่อมสัมพันธ์จีนใหม่กับนานาชาติด้วยมิตรภาพ ความจริงใจ และความใส่ใจในรายละเอียด จนชนะใจนักการเมืองและประชาชนทั้งสองค่าย

ด้านชีวิตส่วนตัว เขามีชีวิตเรียบง่าย มัธยัสถ์ ใส่ใจในมิตรสหายทุกชนชั้น บางครั้งเมื่อพอมีเวลา นายกฯ โจวเอินไหลก็ออกสำรวจชีวิตชาวจีนด้วยการขึ้นรถเมล์ ซื้อของในร้านขายของชำ แบบเดียวกับที่ชาวจีนในยุคนั้นทำ โดยไร้ซึ่งขบวนติดตาม

ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวความประทับใจระหว่างนายกฯ โจวกับคนในชาติและคนนอกชาติ จึงมีให้เล่าขานได้มากมาย

……………………………………………..

แล้วไม่กี่ปีมานี้เรื่องราวความน่าประทับใจที่ไม่ใช่เรื่องจริงของโจวเอินไหลก็เริ่มแพร่หลาย (และจะแพร่หลายมากทุกช่วงวันที่ 8 ม.ค.)

ทั้งเรื่องในงานเลี้ยง ที่ชาวยุโรปที่ดูถูกปีนักษัตริย์ของจีนว่ามีแต่ หมู หมา กา ไก่ ไม่สง่างามเหมือนของชาวตะวันตก แต่กลับต้องอึ้งเมื่อได้ฟังคำอธิบายของโจวเอินไหลที่แสดงปรัชญาตะวันออกอันลึกซึ้ง

หรือจะเป็นเรื่องที่อ้างว่า สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ลดธงครึ่งเสาให้อสัญกรรมของโจวเอินไหลเป็นการพิเศษ จนนักการทูตนานาชาติน้อยใจ แต่แล้วก็ปลาบปลื้มจนต้องปรบมือให้ เมื่อเลขาธิการยูเอ็นในยุคนั้นอธิบายว่า “เพราะจีนเก่าแก่และยิ่งใหญ่ แต่โจวเอินไหลผู้เป็นนายกฯ จีนกลับจากไปโดยไม่มีเงินเหลือไว้ในธนาคารซักหยวนเดียว แถมจีนยังมีประชากรมากมายแต่นายกฯ โจวไม่มีทายาทเลยสักคนเดียว”

ทั้งสองเรื่องไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นเรื่องที่ชาวจีนบางคนแต่งขึ้น และถูกแปลเป็นอังกฤษและไทยแล้วแชร์ต่อกันมากมาย

ไม่ว่าคนแต่งจะมีเจตนาเช่นใด ไม่ต้องเป็นขงเบ้งก็คาดการณ์ได้ว่าวันหนึ่งคำประดับความดีที่เกินจริงย่อมกลับมาทำให้ชื่อเสียงที่ดีต้องเปรอะเปื้อนความน่าหมั่นไส้อย่างน่าเสียดาย

และจุดนี้คงไม่ได้มีแค่ขงเบ้งและโจวเอินไหลที่คล้ายกัน ยังมีบุคคลที่น่าเคารพเช่นเดียวกันนี้อีกไม่น้อย ที่เปรอะเปื้อนด้วยคำประดับความดีเกินจริงเช่นกัน

……………………………………………..

ป.ล.เรื่อง 12 นักษัตริย์มีที่มาจากบทความสร้างแรงบันดาลใจ ภายหลังถูกส่งต่อและเติมชื่อโจวเอินไหลลงไป จึงได้รับการแชร์มากมาย

ส่วนเรื่องการลดธงของยูเอ็นนั้น มีกฎชัดเจน มิได้ใช้กับโจวเอินไหลเป็นการเฉพาะ (ทูตนานาชาติจึงไม่ต้องน้อยใจ) และจีนไม่มีนโยบายเปิดเผยทรัพย์สินของผู้นำ (จึงไม่มีทางรู้ได้ว่าโจวเอินไหลเหลือเงินในธนาคารเท่าไหร่) ส่วนคำชื่นชมเรื่องการไม่มีทายาท เป็นเรื่องไม่เข้าขากับทัศนคติชาวต่างชาติ มีแต่คติจีนที่อาจเห็นเป็นความเสียสละ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นไปไม่ได้ทั้งในแง่หลักการและหลักฐานความจริง