บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรุงศรีอยุธยาในยุครุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญได้ดึงดูดพ่อค้าและผู้คนจากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งรกรากในอาณาจักรสยาม  เช่นอิหร่าน อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น  โปรตุเกส   ฮอลันดา ฝรั่งเศส  มีที่จอดเรือใหญ่อยู่ที่หน้าวัดพนัญเชิง   โดยมีชาวจีนที่เดินทางข้ามทะเลมายังกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากทำอาชีพ ช่างเหล็ก  เย็บรองเท้า  ช่างต่อเรือ  ทำน้ำตาล ช่างทอง  ในช่วงจวนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  นั้นพวกชาวจีนในอยุธยา6,000 คน นำโดยเฮียนสือ  ได้ใช้ห้างฮอลันดากับวัดไทยพุทธเป็นค่ายต่อสู้พม่า

บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ชิง “ชิงสื่อลู่” ระบุว่า  เมื่อพ.ศ. 2195 ทูตสยามได้เดินทางทางเรือไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง 1 ครั้ง และ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 5 ครั้ง   ตามรายงานของบาทหลวงนิโคลาส์ แชร์แวส (Nicholas Gervaise) ชาวฝรั่งเศส ระบุไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.2228 กรุงศรีอยุธยามีสำเภาจีนแวะมาทำการค้าขายถึง 15-20 ลำ     ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ  พ.ศ. 2265 พระเจ้าคังซี ทรงให้ซื้อข้าวสารจากสยาม 3 แสนหาบจีนส่งไปที่ ที่เมืองฝูเจี้ยน กวางตุ้งและหนิงโปเพื่อบรรเทาความอดหยาก   สมัยพระเจ้าบรมโกศ ได้มีการส่งทูตอยุธยาไปเฝ้าพระเจ้าเฉียนหลง

การอพยพและการตั้งถิ่นฐาน

ชาวจีนเริ่มเดินทางเข้ามายังดินแดนสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ในสมัยอยุธยาการอพยพของชาวจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากความไม่สงบในจีน ภัยธรรมชาติ และการค้นหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ชาวจีนส่วนใหญ่ที่อพยพมาเป็นชาวจีนใต้ โดยเฉพาะจากมณฑลฟูเจี้ยน กวางตุ้ง และไห่หนาน   ชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา   สร้างชุมชนของตนเองขึ้นในบริเวณต่างๆ ของเมือง การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนมีลักษณะเป็นชุมชนที่มีความเหนียวแน่นกันเองตามเครือญาติและภูมิลำเนาเดิม

พวกจีนแต้จิ๋วในกรุงศรีอยุธยามักทำงานรับจ้าง ทำสวน เลี้ยงหมู ฯลฯ   อาศัยอยู่แถวตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ย่านปากคลองข้าวสาร ย่านคลองสวนพลู คลองบ้านบาตร คลองบ้านม้า คลองข้าวเม่า หัวรอ วัดแม่นางปลื้ม วัดสามพิหาร วัดสามจีน วัดเกาะแก้ว วัดเชิงท่า วัดโกโรโกโส (วัดอาโกโรอาโกโส)     ส่วนชาวจีนฮกเกี้ยน มักทำงานในราชสำนักหรือใกล้ชิดกับชนชั้นนำ ที่บริเวณเกาะเมือง  หรือภายในกำแพงเมือง เช่น

6 สถานที่ในกรุงศรีอยุธยาที่มีชุมชนชาวจีนหนาแน่นคือ  

1. คลองประตูนายก่าย   คลองประตูจีน  ท่าเรือชื่อท่าหอย   เป็นชุมชนใหญ่ของพวกฮกเกี้ยน   มีตลาดจีนใหญ่โต มีร้านค้าจีนมากตามสองฝั่งคลอง  

2. ชุมชนสามม้า  ตำบลสาระภา  ขายเครื่องลายคราม ผ้าไหม  เครื่องทอง  ยาจีน

3. ย่านขนมจีน   ขายขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋  ขนมถั่วตัด ฟักเชื่อม

4.  ตลาดปากคลองขุนละคอนไชย  มีตลาดบ้านจีน  โรงโสเภณี ศาลเจ้าจีน  

5.  บริเวณเจ้าสัวชี วัดเหมี่ยวลา วัดท่าราบ   เป็นห้องแถว 2 ชั้น (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนสตรีวัดพุทธไธสวรรย์)

6. บริเวณตลาดน้ำ มักอยู่เป็นเรือนแพ  ตลาดน้ำวน บางกะจะ (ตรงข้ามวัดพนัญเชิง)    ตลาดปากคลองคูจาม   ท้ายสุเหร่าแขก   ตลาดปากคลองคูไม้ร้อง  ตลาดปากคลองวัดเดิม  ศาลเจ้า บุนเถากง

ชาวจีนบางส่วนรับราชการในกรมท่าซ้าย   เช่น พระยาโชฏึกราชเศรษฐี  และ โกษาธิบดีจีน (ออกญาสมบัติธิบาล) ทำหน้าที่ควบคุมชาวจีน และการค้ากับจีน

บทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนในกรุงศรีอยุธยามีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการค้าขายระหว่างสยามกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการค้ากับจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ชาวจีนมีความชำนาญในการดำเนินธุรกิจ การจัดการเงินตรา นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวจีนยังประกอบอาชีพฝีมือต่างๆ เช่น ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา ช่างทอง ช่างเงิน ช่างไม้ และงานหัตถกรรมอื่นๆ ทักษะฝีมือของชาวจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการของชาวสยาม

การเก็บภาษีและการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสยามยังพึ่พิงชาวจีนเป็นอย่างมาก ระบบ “ภาษีเหมา” หรือการให้เอกชนเป็นผู้จัดเก็บภาษีแทนรัฐได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และชาวจีนมักเป็นผู้รับเหมาเก็บภาษีในหลายๆ ด้าน เช่น ภาษีการค้า ภาษีเสรีภาพ และภาษีอื่นๆ

โครงสร้างทางสังคม

สังคมชาวจีนในกรุงศรีอยุธยามีโครงสร้างที่ชัดเจนตามแบบแผนจีนดั้งเดิม ครอบครัวขยายเป็นหน่วยสังคมพื้นฐาน โดยผู้สูงอายุและหัวหน้าครอบครัวมีอำนาจและความเคารพสูงสุด ระบบเครือญาติและตระกูลมีความสำคัญมาก ในการดำเนินธุรกิจและการสร้างเครือข่ายทางสังคม

ชาวจีนในอยุธยายังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมจีนไว้อย่างเข้มงวด การปฏิบัติตามหลักกตัญญู การเคารพบรรพบุรุษ และการรักษาภาษาจีนเป็นสิ่งที่ชาวจีนยึดถือ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทยและมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่

การแต่งงานระหว่างชาวจีนกับคนไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการที่ชายจีนแต่งงานกับหญิงไทย ลูกหลานที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างสองเชื้อชาติมักเรียกว่า “ลูกครึ่ง” หรือ “ลูกจีน” กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนจีนและไทย

วัฒนธรรมและศาสนา

ชาวจีนในกรุงศรีอยุธยานำวัฒนธรรมและความเชื่อของตนมาด้วย พุทธศาสนานิกายมหายาน เต๋า และขงจื้อเป็นศาสนาและปรัชญาหลักที่ชาวจีนยึดถือ วัดและศาลเจ้าจีนถูกสร้างขึ้นในกรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและการประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ความสัมพันธ์กับราชสำนัก

ชาวจีนหลายคนในกรุงศรีอยุธยาสามารถเข้าถึงราชสำนักและมีอิทธิพลในการบริหารประเทศ ความชำนาญด้านการค้าและการเงินของชาวจีนทำให้พระมหากษัตริย์สยามให้ความไว้วางใจและมอบหมายงานสำคัญให้กับพวกเขา ชาวจีนบางคนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก

ผลกระทบต่อสังคมไทย

การอยู่อาศัยของชาวจีนในกรุงศรีอยุธยาได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมไทย ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ในด้านบวก ชาวจีนได้นำเทคนิคการผลิต ความรู้ด้านการค้า และนวัตกรรมต่างๆ มาเผยแพร่ การพัฒนาระบบการเงิน การธนาคาร และการจัดการธุรกิจยุคใหม่ล้วนได้รับอิทธิพลจากชาวจีน

มรดกและอิทธิพลต่อเนื่อง

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายในปี พ.ศ. 2310 ชาวจีนหลายคนได้อพยพไปยังกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ แต่มรดกและอิทธิพลของชาวจีนในสมัยอยุธยายังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย รูปแบบการค้าขาย ระบบการเงิน และการจัดการธุรกิจแบบจีนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคต่อมา

ชุมชนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันเป็นผลต่อเนื่องจากการตั้งถิ่นฐานและการผสมผสานที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมที่ชาวจีนนำมาได้ถูกรักษาและพัฒนาต่อเนื่องกันมา

การศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวจีนในกรุงศรีอยุธยาช่วยให้เราเข้าใจถึงลักษณะของสังคมพหุวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่มีความหลากหลายและการยอมรับซึ่งกันและกันในปัจจุบัน

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com , go ayutthaya

คุณแหน : 13 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 13 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 13 พฤศจิกายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า 25 พ.ย. มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดรายการพิเศษ นำเสนอพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อโครงการ การดูแลรักษาทหารที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ราชการสนาม เปิดทีวีรับชมได้วันที่ 25 พ.ย. เวลา 20.30 – 21.30 น. ทาง ททบ.5 ร่วมบริจาคได้ ชื่อบัญชี มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า (วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า) ธ.กรุงไทย สาขาซอยอารีย์ เลขที่บัญชี 172-0-01630-5 ใบเสร็จส่งที่E-mail: foundation_omk@hotmail.com  ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า..
  • ลานทิพย์ ทวาทศิน แจ้งข่าวเศร้าด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งว่า ​อ.วรรณดี คันธวงศ์ ​ ปูชนียบุคคลของโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยและคุณครูที่รักยิ่งของศิษย์ทุกคน ได้ล่วงหลับไปอยู่กับพระเจ้าพระบิดาแล้ว สิริอายุ 104 ปี พิธีไว้อาลัย 17-18 พ.ย.ณ คริสตจักรวัฒนา ของดรับพวงหรีด ดอกไม้สด และพัดลมทุกชนิด ..
  • ศาสนาจารย์ ดร.แพง ชินพงศ์ นายกสมาคมศิษย์วังหลัง-วัฒนา เปิดงาน Wattana Pride & Prime 2025 พร้อมมอบรางวัลศิษย์เกียรติยศ ประจำปี 2568 และประกาศรางวัลศิษย์เกียรติยศ สลักชื่อใน WWAA Legacy Hall of Fame ปีนี้มี 4 ท่านได้แก่ พวงทอง สัจจาภินันท์ รุ่น 90  รศ.ดร.พาลาภ สิงหะเสนี รุ่น 93 ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ รุ่น 101 และ ชฎาทิพ จูตระกูล รุ่น 104 โดยมี มนนิตา ตนประเสริฐ เป็นประธานจัดงาน..
  • ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ สมัยที่ 28 แถลงข่าว วันรวมน้ำใจสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ช่วยกาชาด ประจำปี 2568 ร่วมจัดงานกาชาด สภากาชาดไทย  11-21 ธ.ค. ณ บริเวณสวนลุมพินี ภายใต้แนวคิด ร้อยดวงใจปวงประชาน้อมสำนึกพระเมตตา องค์สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยมี อินทิรา สวัสดิ์พาณิชย์ และเบญจมาศ รุจิรวงศ์  ร่วมแถลงข่าว 17 พ.ย. 10.00 น. ห้องประชุมสมาคมสภาสตรีแห่งชาติฯ..
  • อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนระดับชั้นมัธยม ปวช.และ ปวส. จำนวน 150 ทุน ในวันที่ 20 พ.ย. เวลา 09.00 น.ณ ห้องประชุมมีเกรท คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล โดยมี ลัดดาวัลย์ จงวิศาล ที่ปรึกษา ม.น.ข.ร่วมงานด้วย..
  • ลลิสา จงบารมี ฝากขอบคุณกัลยาณมิตร ที่มาร่วมทำบุญเลี้ยงพระในโอกาสครบรอบ 1 ปีการจากไปของ อ.ศุภกิจ อุตตรนคร ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิธารศิลป์รักษ์จิตรกร..
  • ขอแสดงความเสียใจกับ พญ.สุวณี รักธรรม ที่สูญเสียคู่ชีวิต ศิลปชัย รักธรรม พระราชทานเพลิงศพ 23 พ.ย.17.00 น. เมรุวัดมกุฎฯ..22 พ.ย.18.30 น.สวดพระอภิธรรม ศาลา 5..

น้อง

ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.14 น.

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยางคุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ “POP” เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ” มอบทุนการศึกษา สิ่งของจำเป็น และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จังหวัดชลบุรี เพื่อร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เด็กพิเศษ คือกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการแตกต่างจากเด็กทั่วไปและต้องการการดูแลเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สติปัญญา การเรียนรู้ การสื่อสาร หรือพฤติกรรม เด็กเหล่านี้มักมีศักยภาพเฉพาะตัวที่รอการส่งเสริมอย่างเหมาะสม หากได้รับโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะชีวิตตั้งแต่ต้น จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและเปิดโอกาสให้พวกเขาเติบโตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างเท่าเทียม การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างทางสังคม และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กพิเศษอย่างต่อเนื่อง

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการศึกษาให้กับเด็กพิเศษ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด จึงจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรีฯ ปันน้ำใจให้เด็กพิเศษ” เพื่อร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา แบ่งปันรอยยิ้มและแรงบันดาลใจแก่เยาวชนกลุ่มนี้ โดยมี นางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการบริษัทฯ และ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ เป็นผู้แทนมอบเงินสมทบทุนการศึกษา พร้อมสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับน้องๆเด็กพิเศษ โดยมี นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นผู้รับมอบ

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” ครอบคลุมการใช้งานทั้งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุก และรถเพื่อการพาณิชย์ ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดทั้งในและต่างประเทศมานานกว่า 30 ปี บริษัทฯดำเนินธุรกิจด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสากล ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของอนาคตประเทศ เราเชื่อว่าการร่วมกันแบ่งปันแม้เพียงเล็กน้อย จะสามารถช่วยสร้างรอยยิ้มและเสริมสร้างโอกาสให้กับน้องๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมโอกาสให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสและต้องการความช่วยเหลือ อย่างน้องๆเด็กพิเศษ ซึ่งมีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัว หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม พวกเขาสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมได้ในอนาคต ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทชลิต ดัสทรีฯ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม

ทั้งนี้โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นสถานศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา โดยมุ่งส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาทักษะชีวิต เพื่อให้นักเรียนสามารถพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ปัจจุบันมีเด็กในความดูแลกว่า 170 คน ครอบคลุมความบกพร่องหลากหลายรูปแบบ เช่น ปัญญาอ่อน หูหนวก ตาบอด สมาธิสั้น ออทิสติก รวมถึงผู้ที่มีความพิการซ้ำซ้อน โรงเรียนฯ มีเป้าหมายให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการฝึกอาชีพ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ลดปัญหาสังคม และดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

สำหรับผู้ที่มีจิตศรัทธา สามารถร่วมบริจาคเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กพิเศษและเด็กออทิสติก เพื่อช่วยให้พวกเขามีอาชีพที่ยั่งยืน โอนเงินบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์

-(016)

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.57 น.

เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมจุฬาฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ทรงเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 51 (51th International Congress on Science, Technology and Technology-based Innovation: STT51) ซึ่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีจัดขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระชนมายุ 70 พรรษา

​เมื่อเสด็จฯ เข้าสู่หอประชุมจุฬาฯ ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ ประธานจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ STT51 ทูลเกล้าฯ ถวายเอกสารประกอบการประชุม ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีทูลเกล้าฯ ถวายวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับพิเศษ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และกราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตรจำนวน 30 ราย

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ STT51 และพระราชทานปาฐกถาเกียรติยศในฐานะ Honorary Keynote Speaker สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์อันล้ำลึกและบทบาทสำคัญของพระองค์ในการส่งเสริมการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ        

ในการนี้ ทรงฟังการบรรยายโดย Prof.Cao Jun, Director of Institute of High Energy Physics (iHEP) จาก Chinese Academy of Sciences (CAS) ในหัวข้อ “SINO-THAI Collaboration on JUNO”    และการบรรยายโดย ศ. (เชี่ยวชาญพิเศษ) ทพญ.ดร.สิริพร ฉัตรทิพากร นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2568 ในหัวข้อ “How Obesity Leads to Cognitive Impairment and Brain Aging: Approaches to Intervention” จากนั้นเสด็จฯ ไปยังโถงกระจกหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการความร่วมมือไทย–จีน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นิทรรศการสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นิทรรศการงานวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ ไปยังอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  

ก่อนเสด็จกลับ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ Keynote Speaker สภาคณบดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ ผู้บรรยายรับเชิญ ผู้แทนองค์กรร่วมจัดงานประชุมวิชาการ และผู้บริหารคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์
การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The 51st International Congress on Science, Technology and Technology-based Innovation (STT51) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 พฤศจิกายน 2568 ณ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “Collaboration Across Frontiers: From Quantum and Cosmos to Global Biodiversity” เพื่อมุ่งสร้างเวทีบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากหลากหลายสาขา ตั้งแต่ระดับควอนตัมและจักรวาล ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืนของโลก เพื่อผลักดันความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ “ข้ามศาสตร์ ข้ามสถาบัน และข้ามพรมแดน”อย่างแท้จริง
การประชุมในครั้งนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน และการสถาปนาคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ครบ 108 ปี   อีกทั้งยังสอดคล้องกับการประกาศของ UNESCO ให้ปี 2568 เป็น International Year of Quantum Science and Technology

ภายในงานมีการประชุมเชิงวิชาการและการนำเสนอผลงานกว่า 20 สาขา ครอบคลุมตั้งแต่วิทยาศาสตร์กายภาพ ชีววิทยา สุขภาพ ปัญญาประดิษฐ์ วัสดุศาสตร์ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงเทคโนโลยีอาหาร เกษตร และความยั่งยืน รวมถึงการจัด Symposiums และ Sessions เฉพาะทาง เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควอนตัม จักรวาลและฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิทยาศาสตร์สีและมรดกทางวัฒนธรรม และการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในยุคข้อมูล

การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทย–จีน โดยเฉพาะในประเด็นการสำรวจอวกาศ ภารกิจดาวเคราะห์ ระบบบรรยากาศ ภูมิอากาศโลก การสำรวจขั้วโลก และโครงการสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงรับมือกับความท้าทายร่วมของโลกในศตวรรษที่ 21

นอกจากนี้ STT51 ยังจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับเยาวชน ได้แก่ Junior Young Rising Stars of Science Award (JYRSS) สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา และ Young Rising Stars of Science Award (YRSS) สำหรับนิสิตนักศึกษา เพื่อเปิดเวทีให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือรุ่นต่อไป

ภายในงานนอกจากมีการปาฐกถาพิเศษจากนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว ยังมีการนำเสนอผลงานแบบบรรยายและโปสเตอร์ นิทรรศการนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากภาคการศึกษา ภาควิจัย และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย เยาวชน และภาคเอกชน

STT51 จะเป็นเวทีความร่วมมือระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายรุ่นและภูมิภาคมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ จุดประกายแนวคิดใหม่ และร่วมกันออกแบบอนาคตของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อโลกที่ยั่งยืน

ปิดฉาก! ‘2025 China–ASEAN Youth Culture Week’ 60 เยาวชนร่วมกันจุดประกาย ‘ความร่วมมือสีเขียว’

ปิดฉาก! '2025 China–ASEAN Youth Culture Week' 60 เยาวชนร่วมกันจุดประกาย 'ความร่วมมือสีเขียว'

ปิดฉาก! ‘2025 China–ASEAN Youth Culture Week’ 60 เยาวชนร่วมกันจุดประกาย ‘ความร่วมมือสีเขียว’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

งาน 2025 China–ASEAN Youth Culture Week (ASEAN Venue, Thailand) ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยพลังเยาวชนกว่า 60 ชีวิตจากจีนและอาเซียน ร่วมกันจุดประกาย“ความร่วมมือสีเขียว” ภายใต้ธีม “ร่วมวาดอนาคต สร้างบ้านที่สะอาดและงดงาม”

‘สถาบันแม่โขง’ ร่วมมือกับ ศูนย์การเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักเผยแพร่ภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (Center for International Cultural Communication, China International Communications Group) และ บริษัท China Southern Power Grid Lancang-Mekong International Co., Ltd. จัด”กิจกรรม 2025 China–ASEAN Youth Culture Week (ASEAN Venue, Thailand) “โดยได้รับการสนับสนุนจาก ASEAN-China Centre และการสนับสนุนพิเศษจาก International Cooperation Center

ซึ่งจัดงานภายใต้หัวข้อ “ร่วมวาดอนาคต สร้างบ้านที่สะอาดและงดงาม” มีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกา ยน 2568 มีผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และเยาวชนจากประเทศจีนและประเทศสมาชิกอาเซียนกว่า 60 คนเข้าร่วมงาน ซึ่งบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

โดยนายสุริยัน วิจิตรเลขการ (Mr.Suriyan Vichitlekarn) ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง , นายหยาง เทียนฮวา (Mr. Yang Tianhua ) ประธานสภาธุรกิจอาเซียน–จีน และ น.ส.หลี่ หงหรู (Ms. Li Hongru) รองผู้อำนวยการศูนย์การเผยแพร่วัฒนธรรม สำนักเผยแพร่ภาษาต่างประเทศแห่งประเทศจีน (Center for International Cultural Communication, China International Communications Group ) ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิด แสดงความคาดหวังให้เยาวชนทุกคนร่วมลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) และร่วมกันเปิดยุคใหม่แห่งการเติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความรุ่งเรืองร่วมกัน

การเสวนาโต๊ะกลมจัดขึ้น โดยมีนายสุริยัน วิจิตรเลขการ (Mr.Suriyan Vichitlekarn) ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือสีเขียว : ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างจีน–อาเซียนและโอกาสของเยาวชน”

น.ส.หวัง เจี้ยน (Ms. Wang Jian) ผู้จัดการโครงการของสถาบันแม่โขง ได้นำเสนอผลลัพธ์เชิงปฏิบัติของสถาบันแม่โขงในการสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในการพัฒนาสีเขียวระดับภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในกระบวนการตัดสินใจและการดำเนินความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

นายใส แสนโชติเจริญ (Mr. Diego Ma) เลขาธิการบริหารสภาธุรกิจอาเซียน–จีน กล่าวถึงความสอดคล้องด้านนโยบายและการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ระหว่างจีนและอาเซียนในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาสและภารกิจของเยาวชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาสีเขียวของภูมิภาค

นายหลิว ซือหยาง (Mr. Liu Siyang) ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคระดับยอดเยี่ยมระดับสองของบริษัท China Southern Power Grid กล่าวว่า ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเป็น “ภาษากลาง” ระหว่างจีนและอาเซียนและเยาวชนคือพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในภูมิภาค บริษัท China Southern Power Grid ได้ส่งเสริมการเติบโตของเยาวชนผ่านความร่วมมือในเชิงปฏิบัติ เช่น โครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดน ทุนการศึกษา และแผนพัฒนาบุคลากร

ในช่วง “การปฏิบัติสีเขียว : การลงมือสร้างสรรค์และเรื่องราวการเติบโตของเยาวชน” ตัวแทนเยาวชนสามคนได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว พร้อมเล่าถึงโอกาสการเติบโตและผลลัพธ์แห่งความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเกิดจากการพัฒนาสีเขียวระหว่างจีนและอาเซียน

น.ส.ฉู่ ย่าฉี ( Ms. Chu Yaqi) ตัวแทนเยาวชนผู้ปฏิบัติด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนจากประเทศจีน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเติบโตของตนเอง ตั้งแต่การเป็นครูอาสาในชนบทจนถึงการอุทิศตนในภาคสาธารณะ พร้อมทั้งถ่ายทอดมุมมองและข้อคิดเชิงลึก โดยเสนอแนวคิดว่า “การพัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่แท้จริง เริ่มจากการพัฒนาศักยภาพของคน”

น.ส.วชิราภรณ์ คนหาญ (Ms. Li Shuijing) พนักงานชาวไทยของบริษัท China Southern Power Grid ได้แบ่งปันเส้นทางการเติบโตในชีวิตของตนเอง โดยเล่าถึงการดำเนินงานของบริษัทที่ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนในประเทศลุ่มน้ำโขง ผ่านการก่อสร้างโครงข่ายส่งไฟฟ้า การให้บริการพลังงานที่มั่นคงและการเชื่อมโยงผู้คนในภูมิภาคเข้าด้วยกัน เธอย้ำว่า “สิ่งที่ทำให้ความร่วมมือสีเขียวเกิดขึ้นได้ คือ ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับมนุษย์”

น.ส. ณัฐวรา พิเชษฐพันธ์ (Ms. Wu Liurong) นักศึกษาชาวไทยจากมหาวิทยาลัยชิงหัว กล่าวถึงประสบการณ์ของตนในการเข้าร่วมโครงการเยาวชนนานาชาติ พร้อมอภิปรายถึงบทบาทของเยาวชนในการนำเสนอแนวคิดและภูมิปัญญาใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ประเด็นระดับโลก เธอเรียกร้องให้มีการส่งเสริมความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างเยาวชนจีน–อาเซียนและเยาวชนทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมฉลาดล้ำ และครอบคลุมทุกภาคส่วน

-(016)

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

คนไทยทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการพร้อมใจกัน “ทำความดี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ปวงชนชาวไทยทั่วทุกสารทิศต่างโศกเศร้าอาลัยยิ่ง แต่ได้เปลี่ยนความเศร้านั้นให้เป็นพลังแห่งความดี ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแผ่นดิน เป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ท่าน

ประชาชนหลายแสนคนหลั่งไหลไปยังพระบรมมหาราชวัง แม้ต้องรอคอยนานหลายชั่วโมง ก็ยินดี เพียงเพื่อจะได้กราบถวายบังคมพระบรมศพสักหนึ่งนาทีด้วยหัวใจอันเปี่ยมด้วยความรักและภักดี

ตามเส้นทางรอบพระบรมมหาราชวัง มีจักรยานยนต์จิตอาสาหลายร้อยคันให้บริการรับส่งฟรีจากสถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และจุดปิดถนน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางมาถวายสักการะ

บริเวณท้องสนามหลวง มีจิตอาสาหลายร้อยคนร่วมกันชี้ทาง เข็นรถผู้สูงอายุ แจกอาหารพระราชทาน และช่วยกันรักษาความสะอาดอย่างเต็มกำลัง

คนไทยทั่วโลกหลายหมื่นคนร่วมกันประดิษฐ์ “ดอกไม้แห่งความดี” เช่น กล้วยไม้ควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ มหาพรหมราชินี และโมกราชินี โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เปลือกข้าวโพด กระดาษสา ใบเตย ใบตอง และไม้จันทน์หอม

ผู้ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้แห่งความดีจะเขียนข้อความแสดงเจตจำนง ตั้งใจทำความดีอย่างน้อยหนึ่งอย่างติดไว้ที่ก้านดอกไม้   เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งในวัฒนธรรมไทยถือเป็นการ “แบ่งบุญ” หรือ “อุทิศส่วนกุศล” แด่ผู้ล่วงลับ

ความดีที่ถวายมีทั้งสิ่งที่ทำได้ยาก เช่น การบริจาคหัวใจ ไต หรือดวงตา และสิ่งที่ทำได้ง่าย เช่น การอุดหนุนสินค้าศิลปาชีพ หรือการปลูกต้นไม้ยืนต้นเพียงหนึ่งต้น

“ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังสามัคคีของคนไทย ที่ร่วมกันสร้างคุณความดี บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและโลก ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดี

โดย อาทร จันทวิมล

Series : ‘Flowers of Goodness’ The Thai People Pay Tribute

Thai people across the nation paid heartfelt tribute to Her Majesty Queen Sirikit , The Queen Mother through united acts of goodness and compassion.

When Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother passed away on October 24, 2025, loyal citizens throughout Thailand were deeply saddened. Yet, they transformed their sorrow into a force for good, performing kind deeds and community service as offerings of merit in her honor.

Hundreds of thousands flocked to the Grand Palace. Even after waiting many hours, they were content to bow before the royal urn for just a single minute, moved by love and loyalty.

Along the routes surrounding the palace, volunteer motorcyclists offered free rides from subway stations, river piers, and blocked roads to assist visitors.

At the royal ground,  hundreds of volunteers guided the crowds, pushed wheelchairs for the elderly, distributed royal-donated meals, and worked tirelessly to maintain cleanliness.

Thousands of Thais worldwide joined in crafting “Flowers of Goodness” including Queen Sirikit Orchids, Roses, Lotuses, Donya, Mahaprom Rachinee, and Mok Rachinee. Each flower was handmade from eco-friendly materials such as corn husks, mulberry paper, pandan leaves, banana leaves, and fragrant sandalwood.

Each participant wrote a pledge to perform at least one good deed in remembrance of Her Majesty—a Thai tradition known as “baeng boon” or “uthit suan kuson”, meaning to dedicate merit to the departed.

These good deeds ranged from the extraordinary—such as pledging to donate a heart, kidney, or eyes—to the simple, like buying local handicrafts or planting a single tree.

“Flowers of Goodness for the Queen Mother” became a symbol of unity among the Thai people, who came together to serve society and the world with hearts filled with love, gratitude, and unwavering loyalty.

By Artorn Chandavimol

ม.ศิลปากร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ จัดกิจกรรมสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์

ม.ศิลปากร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 'สมเด็จพระพันปีหลวง' จัดกิจกรรมสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์

ม.ศิลปากร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ จัดกิจกรรมสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.18 น.

มหาวิทยาลัยศิลปากร เตรียมจัดกิจกรรมน้อมรำลึกและแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายใต้แนวคิด “แสงแห่งรัก แรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน ร้อยเรียงหัตถศิลป์ไทย (Heart-Inspire-Craft)” เพื่อสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมงานศิลป์และธำรงไว้ซึ่งศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ

ศาสตราจารย์ ดร.ภก.ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของการจัดงานว่า โครงการนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ คือ Heart, Inspire & Craft ซึ่งสะท้อนถึงพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรอันงดงามของ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

•             Heart (แสงแห่งรัก): สื่อถึงสายใยรักและพระเมตตาที่พระองค์ท่านมีต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) รวมถึงสายใยรักต่อพสกนิกรชาวไทยและมรดกด้านวัฒนธรรม

•             Inspire (แรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน): สื่อถึงการที่พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคุณค่าให้กับผลงานพื้นถิ่น ยกระดับงานฝีมือ สร้างอาชีพ และเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ สืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย

•             Craft (ร้อยเรียงหัตถศิลป์ไทย): สื่อถึงพระราชกรณียกิจอันโดดเด่นในการริเริ่มโครงการศิลปาชีพ การมอบองค์ความรู้หัตถศิลป์ และการสนับสนุนส่งเสริมผลงานหัตถศิลป์ไทยสู่สากลโลก

โดยในแต่ละแกนหลักจะมีการจัดกิจกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องสอดคล้องกับหมวดหมู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

Heart: แสงแห่งรัก

•             นิทรรศการ “ความทรงจำแสนงาม” เพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่านผ่านองค์ความรู้ที่พระราชทานและวางแนวทางไว้ โดยคณะมัณฑนศิลป์

•             การบูรณะภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์แห่งความรักและความผูกพัน ซึ่งเป็นผลงานของนายจำนันต์ สารารักษ์ นักศึกษาเก่า คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร  ผลงานสร้างสรรค์เมื่อวันที่ 7   เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2541และเปิดให้เข้าชมศึกษาขั้นตอนการอนุรักษ์และร่วมสักการะ ณ ท้องพระโรง หอศิลป์

•             กิจกรรมจิตรกรรมบนกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ “รำลึกแห่งแสงและสายใยศิลป์” โดยความร่วมมือจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ ซึ่งจัดแสดงบนกำแพงวังท่าพระ บริเวณถนนหน้าพระลาน ขนาด 40 เมตร

Inspire: แรงบันดาลใจแห่งแผ่นดิน

•             นิทรรศการศิลปะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และภาพสิ่งทอเครื่องแต่งกาย โขน และหัตถศิลป์ร่วมสมัย

•             เสวนาวิชาการ เรื่องศิลปหัตถกรรมและผ้าไทยฯ โดยวิทยากรจากคณะโบราณคดีและคณะมัณฑนศิลป์

•             การจัดแสดง Motion Graphic เทิดพระเกียรติ “สายใยแห่งรักและพระเมตตา จากพระมหากรุณาธิคุณสู่แรงบันดาลใจเพื่อสังคม” โดยคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

•             การประพันธ์บทเพลงรำลึก ถ่ายทอดพระเมตตาและพระราชปณิธาน ผ่านเสียงดนตรีโดยคณาจารย์และนักศึกษาจากคณะดุริยางคศาสตร์

Craft: ร้อยเรียงหัตถศิลป์ไทย

•             บรรยายพิเศษเรื่อง “พระเมรุมาศในพระอิสริยยศของเจ้านายฝ่ายใน พระอัครมเหสี พระบรมราชินี พระราชชนนี พระพันปี” เพื่อนำเสนอรูปแบบสถาปัตยกรรมพระเมรุมาศ ศิลปะไทยอันเกี่ยวกับเนื่องพระเมรุมาศ บทบาทของมหาวิทยาลัยศิลปากรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

•             จัดทำหนังสือรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับพระราชประวัติส่วนพระองค์ (ข้อมูลทั่วไปและรวบรวมจากที่ทรงสัมภาษณ์) พระราชกรณียกิจด้านการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพระราชพิธี ธรรมเนียมประเพณี อันเนื่องด้วยความเป็น พระบรมราชินีนาถและพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป

ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมช่วงแรก เช่น การจัดแสดงนิทรรศการความทรงจำแสนงาม การบูรณะภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และการวาดภาพจิตรกรรมบนพื้นที่วังท่าพระ จะเริ่มขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 และดำเนินการยาวต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า รวมทั้งกิจกรรมอื่น ๆ จะมีการจัดตลอดทั้งปียาวไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน 2569

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรยินดีเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมกิจกรรม ชมนิทรรศการ ภาพจิตรกรรม และรับฟังการเสวนาต่าง ๆ ได้ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากรวังท่าพระให้กับประชาชนที่เดินทางไปเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เข้ามาพักผ่อนในพื้นที่ได้โดยมีห้องน้ำและน้ำดื่ม ณ จุดบริการ

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมและวันเวลาในการเปิดให้เข้าชม/เข้าร่วมงานได้ที่ Facebook: Silpakorn University หรือเว็บไซต์ http://www.su.ac.th ของมหาวิทยาลัย

-(016)

‘ดร.พิม พิมขวัญ’นำทีม Mrs.Thailand World สานต่อความงามคู่คุณค่า ประกาศผลผู้ครองตำแหน่งจังหวัดราชบุรี ปี 2026

'ดร.พิม พิมขวัญ'นำทีม Mrs.Thailand World สานต่อความงามคู่คุณค่า ประกาศผลผู้ครองตำแหน่งจังหวัดราชบุรี ปี 2026

‘ดร.พิม พิมขวัญ’นำทีม Mrs.Thailand World สานต่อความงามคู่คุณค่า ประกาศผลผู้ครองตำแหน่งจังหวัดราชบุรี ปี 2026

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.57 น.

กองประกวด Mrs.Thailand World จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิด “ผู้หญิงยุคใหม่ ความงามคู่คุณค่า” โดยมี ดร.พิม พิมขวัญ มนต์พิชิต Mrs.Thailand World 2022 ร่วมเป็นเกียรติในงาน พร้อมด้วย คุณคิตตี้ กิจติพร นันตานนท์ ผู้อำนวยการกองประกวด และ คุณจิรัฐฏ์ รัตนวงค์ผัน พาร์ตเนอร์และผู้จัดการประกวด Mrs.Thailand World

ในปีนี้ กองประกวดได้ประกาศผลผู้ครองตำแหน่ง Mrs.Thailand World จังหวัดราชบุรี 2026 อย่างเป็นทางการ ได้แก่คุณแอร์ – อทิตยา เจนจบเขต ผู้หญิงเก่งรุ่นใหม่ ที่พร้อมเป็นตัวแทนของหญิงไทยยุคใหม่ในการขับเคลื่อนความงามและพลังเชิงบวกในระดับประเทศและเวทีโลกโดยในงานยังมีการเชิญ คุณตูน – นันทิดา หงษ์ทอง Mrs.Thailand World จังหวัดราชบุรี 2025 มาร่วมแสดงความยินดีและส่งต่อมงกุฎแห่งเกียรติยศ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่Mrs.Thailand World เป็นเวทีที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงแต่งงานแล้ว ได้แสดงศักยภาพ ความงามจากภายใน และบทบาทที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงทั่วประเทศได้ก้าวสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยบนเวทีระดับโลกอย่างภาคภูมิพร้อมร่วมส่งกำลังใจ “แซมมี่ ชนิตา ศรีดาเกษ เครธอร์น (Mrs. Thailand World 2025) จะไปประกวดบนเวที Mrs. World 2026 ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือน มกราคม 2026 นี้ ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เพจ Mrs Thailand Word นะคะ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชนชาติจีนโบราณที่เป็นชาวฮั่นได้มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านานแล้ว โดยชาวจีนได้มีการติดต่อกับคนในดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในทุกวันนี้ตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศักราช 1000 ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของพระและนักบวชชาวจีน โดยเฉพาะหลวงจีนจาวจูกัวซึ่งเดินทางมายังแถบคาบสมุทรอินโดจีนและได้ทำการจดบันทึกจดหมายเหตุไว้ถึงความรุ่งเรืองของบรรดานครในดินแดนซึ่งเชื่อได้ว่าคือดินแดนแหลมทองและบริเวณหมู่เกาะมลายู ในช่วงทศวรรษที่ 1200 ซึ่งด้วยเอกสารฉบับนี้ได้พ้องตรงกับหลักศิลาจารึกของเมืองตันชอว์ที่ปาเล็มบัง ทำให้โลกได้รู้จักกับอาณาจักรโบราณในดินแดนนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่ทวาราวดี ล้านนา และ ศรีวิชัย  

กว่า 700 ปีมาแล้วในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยพ่อขุนรามคำแหง และพระมหาธรรมราชา ลิไท ได้มีการติดต่อกับอาณาจักรจีน สมัยราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1814) ต่อเนื่องจนถึงราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1814-1911)

แม้ว่าในสมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย แต่การค้าขายกับจีนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายราชวงศ์หงวนที่อำนาจทางการเมืองของจีนมีความผันผวน การส่งออกสินค้าจากสุโขทัยจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น เครื่องสังคโลก ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของสุโขทัย

เครื่องสังคโลก หรือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีเขียวที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชาวต่างชาติเรียกว่า เซลาดอน (Celadon) นั้น ได้รับอิทธิพลจากเครื่องเคลือบของจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิคการเคลือบผิวและรูปแบบการตกแต่ง แต่ช่างฝีมือสุโขทัยก็ได้พัฒนาลวดลายที่เป็นของตนเองขึ้นมา เช่น ลายปลา ลายดอกไม้ และลายสัตว์ต่าง ๆ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และแม้แต่ในญี่ปุ่น

เมื่อราชวงศ์หมิงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ราชวงศ์หยวนใน พ.ศ. 1911 ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสุโขทัยกับจีนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในช่วงนี้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตและสินค้ากันอย่างสม่ำเสมอ สินค้าสำคัญที่สุโขทัยส่งออกไปจีนนอกจากเครื่องสังคโลกแล้ว ยังมีสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น พริกไทย งาช้าง และไม้เนื้อหอม ในทางกลับกัน พ่อค้าจีนได้นำ ผ้าไหม คุณภาพดี เครื่องกระเบื้องชั้นสูง และเครื่องทองเหลืองเข้ามาขายในสุโขทัย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสุโขทัยเติบโตอย่างรวดเร็ว

การค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองไม่ได้นำมาแค่สินค้า แต่ยังนำมาซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี จีนได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาให้กับช่างฝีมือสุโขทัยจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสังคโลกขนาดใหญ่ที่เมืองศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การต่อเรือเดินทะเล เพื่อใช้ในการค้าขาย ซึ่งทำให้สุโขทัยสามารถขยายเส้นทางการค้าของตนเองได้กว้างขวางขึ้น

นอกจากเครื่องมือและเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้าน การเกษตร ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการระบบชลประทานและเทคนิคการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับสุโขทัย ทำให้มีสินค้าส่งออกเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรในอาณาจักร

อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง การค้าระหว่างกันไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสังคโลกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสุโขทัย ผ้าไหมชั้นดีจากจีน การต่อเรือที่ช่วยให้การค้าทางทะเลขยายตัว และองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ช่วยให้เศรษฐกิจมั่นคง ทุกปัจจัยล้วนส่งผลให้สุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรอินโดจีนในยุคนั้น

จากนั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในดินแดนแหลมทองกับชนชาติจีนก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการค้าขาย หากเรานับตามที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าวัฒนธรรมของสยามหรือชาวไทยมีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรสุโขทัย โดยเริ่มในยุคสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งจะตรงกับยุคปลายของราชวงศ์ซ้องต่อต้นราชวงศ์หยวนของจีน

แต่การติดต่อสัมพันธ์ที่พอจะมีหลักฐานอ้างอิงนั้น เริ่มต้นจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งตรงกับตอนต้นของราชวงศ์หยวน อันเป็นสมัยของกุบไลข่าน ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยจีนที่มีบันทึกหลงเหลือเป็นหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด

จากบันทึกของจีน แสดงว่าปีพ.ศ.1825 กุบไลข่านได้มีบัญชาให้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักร “เสียน” ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาจักรเสียนที่ว่านี้เป็นคำเรียกที่ชาวจีนโบราณกล่าวถึงดินแดนของชาวสยาม โดยมีบันทึกว่า

 “ปีที่ 19 ในรัชกาลจื้อหยวน เดือนหก วันจีไฮ่ มีรับสั่งให้นายพลเหอจื่อจื้อ เป็นทูตไปยังสยาม (เสียน)” แต่ปรากฏว่าคณะทูตของจีนชุดนี้มาไม่ถึงสุโขทัย เพราะถูกพวกจามแห่งอาณาจักรจามปาจับตัวในระหว่างเดินทางและประหารชีวิตหมด”

ต่อมา พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตไปยังจีนครั้งแรก ใน ปี พ.ศ. 1835 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี การส่งทูตไปเยือนจีนครานี้ นับเป็นการส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ และจากนั้นทางสุโขทัยก็ส่งคณะทูตพร้อมบรรณาการไปยังจีนถึง 14 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.1835 ถึง 1865 ในขณะที่จีนส่งทูตมาถึงไทย 4 ครั้ง แต่เดินทางมาถึงโดยปลอดภัย 3 ครั้งเท่านั้น

เป้าหมายของสุโขทัยและจีนในการเจริญไมตรีนั้นนับว่าแตกต่างกัน ดร. สืบแสง พรหมบุญ นักประวัติศาสตร์ ได้สันนิษฐานว่า เหตุที่สุโขทัยส่งทูตและบรรณาการ ยอมนอบน้อมต่อจีนนั้นเพื่อเป้าหมายทางการเมือง โดยเป็นการดำเนินงานทางการทูตเพื่อป้องกันมิให้ จักรพรรดิกุบไลข่านสนับสนุนอาณาจักรอื่นๆในแถบเดียวกันโดยเฉพาะสุพรรณภูมิ ทั้งนี้เพราะอาณาจักรสุพรรณภูมิได้เคยส่งเครื่องบรรณการไปยังจีน ใน พ.ศ. 1834 เพื่อขอความสนับสนุนทางการเมืองด้วย ทางสุโขทัยซึ่งเพิ่งจะเริ่มก่อร่าง ขยายอิทธิพลจึงจำต้องผูกมิตรกับจีนไว้เช่นกัน

ในขณะที่ทางจีนนั้นเพียงต้องการประกาศแสนยานุภาพและการยอมรับจากอาณาจักรโดยรอบ ให้ยอมอ่อนน้อมให้และยกจีนเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง มีบันทึกบางฉบับว่าทางจีนได้แจ้งให้ พ่อขุนรามคำแหงทำการส่งบรรณาการและเดินทางไปเข้าเฝ้ากุบไลข่าน เพื่อแสดงว่ายินยอมและยอมรับในอำนาจของราชวงศ์หยวน ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมิได้เดินทางเสด็จไปตามที่ได้รับเชิญ เพียงแค่ส่งบรรณาการกลับไปเท่านั้น และทางกุบไลข่านเองก็ไม่ได้ว่ากระไร วิเคราะห์ได้ว่าอาจเพราะทางจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเช่นนี้ของสุโขทัยมากนัก เนื่องด้วยเป็นสุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าร้อนชื้น สัตว์ป่าชุกชุม ยากแก่การเดินทางและอยู่อาศัย ทางจีนเองจึงอาจเพียงต้องการให้สุโขทัยส่งจิ้มก้องหรือบรรณาการมาให้เพื่อยอมรับสถานะในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเท่านั้น ซึ่งน่าสังเกตว่าทุกครั้งที่เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ทางจีนเองก็จะมีการส่งทูตมาเพื่อให้ชาวสยามส่งบรรณาการเพื่อยอมรับในสถานะนี้ของตนเอง แต่ก็มิได้ใส่ใจนัก หากเชื้อพระวงศ์สยามจะไม่เดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิจีน ซึ่งความสัมพันธ์ในรูปแบบประนีประนอมนี้ก็ดำเนินมาอย่างยาวนานจนถึงกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ทีเดียว โดยหากเปรียบเทียบกับอาณาจักรโดยรอบอื่นๆเช่นพุกามที่อยู่ใกล้กันแล้ว ท่าทีของจีนนับว่ารุนแรงกว่ามาก

การติดต่อระหว่างสุโขทัยและจีนในช่วงนี้ยังส่งผลให้การค้าระหว่าง อาณาจักรทั้งสองขยายตัว มีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย ซึ่งส่งผลมากที่สุดคือการที่ช่างจีนได้เข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องชามสังคโลก” และต่อมาเครื่องสังคโลกก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสุโขทัย

ต่อมาหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้อยุธยาซึ่งอยู่ทางตอนใต้เริ่มผงาดขึ้นมา และค่อยๆขยายอิทธิพลจนกระทั่งกลายเป็นศูนย์อำนาจทางการทหารและการปกครองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ ภายใต้การนำของกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทองและสุพรรณภูมิ อันเป็นเวลาเดียวกับทางจีนเองก็เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ เมื่อชาวจีนสามารถโค่นราชวงศ์หยวนของมองโกลที่ปกครองจีนมาเกือบร้อยปีลง และก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น มีจูหยวนจาง สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิ ซึ่งในยุคนี้เองที่ปรากฏชื่อ ”อาณาจักรเสียนหลอ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอาณาจักรของชาวไทยหรือสยามขึ้นในพงศาวดารจีนเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ.1913 โดยข้อความที่ปรากฏว่า “ปีที่ 3 ในรัชกาลหงหวู่ เดือน 8 มีรับสั่งให้ลู่จงจุ้นกับพวกอัญเชิญพระบรมราชโองการไปยังประเทศเสียนหลอ (สยาม)”

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com , Bowchompoo

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

ลอรีอัล กรุ๊ป มุ่งมั่นขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และพลังสตรีสู่การเปลี่ยนแปลงโลก เชิดชูเกียรติ 4 นักวิจัยสตรีไทยในโครงการ ‘เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์’ ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ในฐานะองค์กรด้านความงามชั้นนำของโลก ประกาศสนับสนุนบทบาทนักวิจัยสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 ด้วยการมอบทุนวิจัยมูลค่า 250,000 บาท พร้อมโล่เกียรติคุณ ให้กับ 4 นักวิจัยสตรี  ผู้ได้รับทุนในโครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” (For Women in Science) ประจำปี 2568 โดยมุ่งสนับสนุนบทบาทของนักวิจัยสตรี พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงรุ่นใหม่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ ผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์ไทยทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความยั่งยืน อันสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของลอรีอัลซึ่งมุ่งสร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก ผ่านการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพในการสร้างคุณปการให้กับสังคมในอนาคต ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาทและผลงานของนักวิจัยสตรี และผลักดันสังคมสู่ความเท่าเทียมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการลอรีอัล ประเทศไทย พม่า ลาว และกัมพูชา กล่าวว่า “ในระดับโลกนั้น นักวิทยาศาตร์สตรีมีเพียงจำนวน 1 ใน 3  แต่สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่ามีสัดส่วนของผู้หญิงอยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์หรือสายงาน STEM เฉลี่ยสูงถึง 45% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่โดดเด่นในเวทีโลก ตัวเลขดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าบทบาทสตรีและความเท่าเทียมทางเพศในแวดวงวิทยาศาสตร์นั้นเป็นจริงได้ นับเป็นแบบอย่างที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจและจุดประกายความหวังให้กับสตรีทั่วโลก เพราะเราเชื่อว่าโลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี ลอรีอัลจึงเดินหน้าเชิดชูเกียรติผลงานวิจัยอันโดดเด่นของสตรีผ่านโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” อย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 23 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ต้องการเติบโตในสายงานวิทยาศาสตร์ และแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าผู้หญิงทุกคนสามารถเปล่งประกายได้ในแบบของตนเอง”

แพทริค จีโร และ อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์  ร่วมแสดงความยินดีกับ 4 นักวิจัยสตรี(ซ้าย) รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล, ดร.รงรอง เจียเจริญ,  ดร.มัตถกา คงขาว และ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์

งานประกาศมอบทุนเชิดชูเกียรติ 4 นักวิทยาศาสตร์สตรี จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่พร้อมพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมความงาม “INNOFEST 2025” นำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์ บริการความงาม Beauty Tech รวมถึงเผยข้อมูล L’Oréal Longevity Integrative Science™ ศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อชีวิตที่ยืนยาวแบบบูรณาการเอกสิทธิ์เฉพาะของลอรีอัล กรุ๊ป ซึ่งมาจากการวิจัยด้าน Longevity มานานกว่า 15 ปี เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ เพื่อชะลอความเสื่อมอายุเซลล์ผิว และมีสร้างแผนที่ชีวภาพสำหรับผิวครั้งแรกที่เรียกว่า Longevity AL Cloud™ ที่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยบ่งชี้ต่างๆ และวิถีชีวภาพเพื่อการคาดการณ์ผลลัพธ์ของส่วนผสมที่มีต่อ 9 ปัจจัยบ่งชี้สำคัญของการเกิดริ้วรอยแห่งวัย สำหรับการสร้างโซลูชันความงามเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อผิวอ่อนเยาว์ ผ่านการผสานความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ด้วยกัน ตามเป้าหมายในการสร้างสรรค์ความงามที่ขับเคลื่อนโลก

ทุนวิจัยฯ 4 ทุน มอบแก่ 4 นักวิจัยสตรีใน 2 สาขา คือ  สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จำนวน 2 ราย  ได้แก่ ดร.สพ.ญ.ฌัลลิกา แก้วบริสุทธิ์ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาวัคซีนต้นแบบและแพลตฟอร์มพื้นฐานการวิจัย เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างยั่งยืนในประเทศไทย” และ ดร.มัตถกา คงขาว จากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับงานวิจัยหัวข้อ “อนุภาคนาโนดัดแปลงพื้นผิวนำส่งยาแบบมุ่งเป้าสำหรับการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ จำนวน 2 ราย ได้แก่  รศ.ดร.พิชชา จองวิวัฒสกุล หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาคอนกรีตคาร์บอนต่ำจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้างที่ยั่งยืน” และ ดร.รงรอง เจียเจริญ นักวิจัยชำนาญการ จากสถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับงานวิจัยหัวข้อ “การพัฒนาโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และแบตเตอรี่ปลอดภัย ผ่านวัสดุยั่งยืนและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสังคมคาร์บอนเป็นศูนย์”

ทั้งนี้ โครงการทุนวิจัยลอรีอัล “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” หรือ For Women in Science ริเริ่มขึ้นในปี 2541 โดย มูลนิธิลอรีอัล ด้วยความร่วมมือจากยูเนสโก แต่ละปีได้สนับสนุนนักวิจัยสตรีรุ่นใหม่มากกว่า 250 ท่าน ในโครงการระดับประเทศและระดับภูมิภาคทั่วโลก และได้มอบทุนเกียรติยศระดับนานาชาติแก่นักวิจัยสตรีระดับ Laureates ไปแล้วมากกว่า 100 ท่าน ซึ่งมีถึง 7 ท่าน ที่ก้าวสู่ความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบล สำหรับในประเทศไทย โครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” มอบทุนวิจัยทุนละ 250,000 บาท ให้กับนักวิจัยสตรีที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี ในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ได้ดำเนินงานโครงการมาเป็นปีที่ 23 โดยมีนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการนี้รวมแล้วทั้งสิ้น 91 ท่าน จากกว่า 20 สถาบันในประเทศไทย