‘Thailand Yoga Art & Dance 2025’ สุดฟิน กับ 134 คลาสเรียน ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

'Thailand Yoga Art & Dance 2025' สุดฟิน กับ 134 คลาสเรียน ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

‘Thailand Yoga Art & Dance 2025’ สุดฟิน กับ 134 คลาสเรียน ในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

กลับมาอีกครั้ง กับการจัดงาน “Thailand Yoga Art & Dance 2025” ซึ่งถือเป็นการจัดงานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม จนถึง 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม มณเฑียร ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ โดยภายในงาน ยังมีการจัดปาร์ตี้ ภายใต้ธีม ฮาโลวีนอันรื่นเริง ที่มาพร้อมกับคลาสเรียนโยคะ กว่า 132 คลาสเรียน ตลอด 3 วันของการจัดงาน

นางสาว ชญาดา มาตรเจริญ ผู้บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท เมคเฟรนส์ ฟอร์ยู จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน Thailand Yoga Art & Dance (TYAD) เปิดเผยว่า งาน “Thailand Yoga Art & Dance 2025” ครั้งนี้ ถือเป็นงานโยคะ และสุขภาพที่เป็นการรวมพล คนรักสุขภาพใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประเทศไทยที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 แล้ว ซึ่งมาพร้อมกับกิจกรรมการออกกำลังกาย และกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเต้นรำ ศิลปะ รวมถึง การดูแลสุขภาพในแบบต่างๆ การนวด และมวยไทย รวมไปถึง คลาสการทำอาหาร โดยผ่านครูผู้สอนกว่า 60 คน จากต่างประเทศ ที่ไม่เพียงจะมาสร้างความสนุกสนานในกิจกรรมการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังบอกเทคนิค การออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน จาก 14 ประเทศ อาทิ เกาหลี เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ที่จะได้เพลิดเพลินไปกับพื้นที่เรียนทั้งในร่ม และ กลางแจ้ง รวม 12 จุด ท่ามกลางบรรยากาศสุดฟิน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในโรงแรม มณเฑียร ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ในช่วงค่ำของการจัดงาน ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้เข้าร่วมงาน ยังได้สนุกสนานไปกับงานเลี้ยง ภายใต้ธีม ฮาโลวีน อันรื่นเริง ที่มา พร้อมกับแสดงสุดครีเอทบนเวที จากตัวแทนของผู้เข้าร่วมงานแต่ละประเทศ รวมไปถึงการโชว์ชุดแต่งกาย “ฮาโลวีน” ที่สร้างความครื้นเครงให้กับทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมี คุณดี้-ชนานา นุตาคม นักแสดงชื่อดังของไทย มาร่วมสร้างสีสัน ให้กับงานในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ดี ผู้จัดงาน TYAD ยังได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดงาน Thailand Yoga Art & Dance 2025 ด้วยว่า “รู้สึกขอบคุณ ผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่ทำให้การจัดงานครั้งนี้ สำเร็จไปได้ด้วยดี” โดยผู้สนับสนุนงาน Thailand Yoga Art & Dance 2025 ประกอบด้วย Tourism Authority of Thailand สำนักงานกรุงเทพฯ และสำนักงานกัวลาลัมเปอร์ คุณชุลีพร ยุปานนท์ Director of Health Solution AIA Thailand, คุณธัชพล ศรีชาญกิจ Director Manager Grand Sport Group บัตรเครดิต KTC และ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ ที่ให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมตลอด 3 วันของการจัดงาน Thailand Yoga Art & Dance 2025

พบกับกิจกรรมสนุกๆ กับงาน Thailand Yoga Art & Dance ครั้งต่อไป โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเพี่มได้ที่ Line Official : makefriendsforu หรือที่ เพจ :thailandyogaart&dance/IG:thailand_yogaartanddance

-(016)

ทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568 เพื่อรวบรวมปัจจัยจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ

ทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568 เพื่อรวบรวมปัจจัยจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ

ทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568 เพื่อรวบรวมปัจจัยจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.17 น.

พลอากาศเอก ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” เป็นประธานทอดกฐินสามัคคีมหากุศลฯ ประจำปี 2568  เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ วัดเทพประทาน (อธิพร) อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะพระบรมสารีริกธาตุองค์สำคัญได้รับประทานจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร วัดบวรนิเวศน์วิหาร สำหรับพระโบราณจำนวนมากที่มีผู้นำมาถวาย พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เจ้าอาวาส  มีตั้งแต่สมัยสุโขทัย หลายขนาดและหลายปาง โดยก่อนเริ่มพิธี ประธานได้ลงนามถวายไว้อาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนนีพันปีหลวง และได้เชิญผู้ร่วมพิธีทุกคนยืนถวายอาลัย เป็นเวลา 93 วินาที โดยมีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์  พุกผาสุก,พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ,อภิษฎา คันธา นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ,พลเรือโท อุทาน คล้ายภูผึ้ง และ พรทิพย์ แฝงยงค์ ประธานจัดทอดกฐิน ,พลเรือตรีเทวัญ  สุขเกษม ประธานร่วม,ดร.พลตำรวจโทมานะ อินพิทักษ์ 

พิธีทอดกฐินสามัคคี ณ  วัดเทพประทานอธิพร  อำเภอสอยดาว  จังหวัดจันทบุรี  นำโดย พระอธิการธาตุ อธิปัญโญ เจ้าอาวาส

ประธานในพิธี ถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการ ได้แก่  อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ผบ.ทอ. พล.อ.อ.เสกสรร -อภิษฎา คันธา,ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ,อภินันท์ จันทรังสี,คณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัด  และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล  ณ ลานหินอ่อน หน้าองค์พระสมเด็จองค์ปฐม ดาดฟ้า ชั้น 3

ประธานในพิธี ถวายสักการะแด่ พระราชจันทโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 13 เจ้าอาวาสวัดบูรพาพิทยาราม (พระอารามหลวง)

ในช่วงเช้าก่อนพิธีทอดกฐินพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” (พระพุทธเจ้าพระองค์แรกในพุทธันดร)  ได้ไปกราบสักการะพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา”  และได้ไปชมนิทรรศการการจัดสร้างองค์พระ และนิทรรศการภาพถ่ายเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จไปทรงประกอบพิธีสมโภชองค์พระ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

พระอธิการธาตุ  อธฺปัญโญ  เจ้าอาวาสวัดเทพประทานอธิพรกับประธานในพิธีและคณะ อาทิ ผบ.ทอ. พล.อ.อ.เสกสรร -อภิษฎา คันธา,คณิตา ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัด

ประธานในพิธีถ่ายภาพหน้าบันไดอาคารสมเด็จองค์ปฐม ร่วมกับคณะ กองทัพอากาศ นำโดย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.เสกสรร – อภิษฎา คันธา ,พล.อ.อ.ชาตินนท์  สท้านไผท ,พล.อ.อ.มนัส จันทร์แดง ,พล,อ.ต.ฐานันดร์ ทิพเวส , พล.อ.ต.สุรพงษ์ . ศรีวนิชย์, น.อ.พร้อมรบ จันทร์โฉม และกรรมการ ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์  ,อภินันท์ จันทรังษี และ กรรณภรณ์ วงศ์ปิยะกุล

พล.อ.อ.ชลิต  พุกผาสุข องคมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา”  ประธานในพิธี  พร้อมด้วยกรรมการ อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ผบ.ทอ. พล.อ.อ. เสกสรร -อภิษฎา คันธา ,ดร. พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์  และประธานจัดทอดกฐินปีนี้ พล.ร.ท.อุทาน คล้ายภูผึ้ง และ พรทิพย์ แฝงยงค์

พระสมเด็จองค์ปฐม (พระพุทธเมตตา)  “หนี่งเดียวในโลก” นี้จัดสร้างตั้งแต่ปี 2544 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ใช้เวลาจัดสร้างรวมทั้งสิ้น 12 ปี และจัดสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2566 ซึ่งผู้ได้เห็นองค์พระ ต่างประทับใจมากว่าจัดสร้างได้อย่างวิจิตรตระการตา จัดสร้างด้วยวัสดุที่ทรงคุณค่า และงดงามสมพระเกียรติมาก อาทิ นิล ทับทิม สะเก็ดดาว (อุกาบาตร)  หินไข่มุกราตรี และกาบหอยมุก เป็นต้น  นับเป็นบุญมหากุศลอันยิ่งใหญ่โดยแท้ที่ได้ร่วมบุญสร้างพระขนาดใหญ่ และในโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้  อีกทั้งภายในอาคารองค์พระชั้น 1 ยังประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จัดทำด้วยกระจก เทมเปอร์อย่างดีสามารถมองทะลุเห็น 2 ด้านทั้งด้านหน้าด้านหลัง และประดิษฐานอยู่บนหินอ่อน

ประธานในพิธี พร้อมผู้ร่วมบุญ กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน

ประธานในพิธี และกรรมการจัดทอดกฐิน อาทิ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุก,ผบ.ทอ.  พล.อ.อ.เสกสรร -อภิษฎา คันธา ,ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์  และประธานจัดทอดกฐินปีนี้ พล.ร.ท.อุทาน คล้ายภูผึ้ง และ พรทิพย์ แฝงยงค์,พล.ต.ท. มานะ อินพิทักษ์ ,พล.ร.ต.เทวัญ สุขเกษม ,ดร.พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ , ดร.พรชัย มงคลวนิช , พรภินันท์  ศิระวิเชษฐ์กุล

ประธานในพิธี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี อดีต ผบ.ทอ. คนที่ 20  กับ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. คนปัจจุบัน คนที่ 31

การทอดกฐิน ถือว่า เป็นบุญใหญ่ จัดทอดได้เพียงปีละ 1 ครั้ง และมีอานิสงส์มากมาย อาทิ

  • ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
  • ทำให้เป็นคนรูปงามผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
  • ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่นเป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย
  • ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินมากและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย
  • ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่นบริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ
  •  ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่อง สรรเสริญเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา น่าเคารพนับถือ

ประธานในพิธี กราบสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดทำด้วยกระจกพิเศษ-กระจกเทมเปอร์อย่างดี สามารถมองทะลุเห็น 2 ด้าน ทั้งด้านหน้าด้านหลังและประดิษฐานอยู่บนหินอ่อน  พร้อมด้วยข้อความจารึกที่จัดสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน

ประธานในพิธี พร้อมคณะกรรมการฯ  ชมนิทรรศการ จัดสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม

ถ่ายภาพหน้าบอร์ดขนาดใหญ่ เห็นภาพมุมสูงขององค์พระ จรดเขาสอยดาวและชายแดน ซึ่งกองทัพอากาศสนับสนุนการจัดทำ

คณะกรรมการฯ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมเป็นเจ้าภาพจัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์และพิพิธภัณฑ์พระโบราณ ผู้บริจาคเงินจะได้รับใบอนุโมทนาเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี โดยโอนเงินเข้าบัญชี “วัดเทพประทาน” ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี  252-1105465  

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลกหนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลกหนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลกหนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

ปลัด พม. ร่วมเวทีระดับโลก หนุนประชาคมระหว่างประเทศ พัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ย้ำไทย มุ่งลดความยากจนด้วยเศรษฐกิจพอเพียง-จ้างงานที่มีคุณค่า-การอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบหมายให้ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 2 (Second World Summit for Social Development)  โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย คณะเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมฯ   

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทย ตนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคมครั้งที่ 2 ในโอกาสนี้ ขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อรัฐบาลรัฐกาตาร์ และองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่ได้ร่วมกันจัดการประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญหลังจากการประกาศปฏิญญาโคเปนเฮเกนว่าด้วยการพัฒนาสังคม (Copenhagen Declaration on Social Development) เมื่อเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อให้เราได้ทบทวนความก้าวหน้า และต่ออายุพันธกิจร่วมกันในการขจัดความยากจน ส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณค่า และสร้างสังคมที่ยั่งยืน

สำหรับประเทศไทยตระหนักถึงความซับซ้อนของโครงสร้างทางสังคมและประชากร จึงยึดแนวทางการพัฒนาที่มี “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” โดยให้ “ครอบครัวและชุมชน” เป็นหัวใจของนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) และหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่ประเทศไทยได้ดำเนินการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการ ความเสมอภาคระหว่างเพศ และการคุ้มครองทางสังคม โดยมี “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เป็นกรอบสำคัญในการสร้าง “ความมั่นคงของมนุษย์” ในทุกมิติ  

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาสังคมของประเทศไทย นั้น ได้มุ่งเน้นใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การลดความยากจน โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยได้ใช้เครื่องมือเชิงข้อมูล เช่น ระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ พม. หรือ MSO LogBook และ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า หรือ TPMAP เพื่อระบุครัวเรือนเปราะบางและให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุด ในการช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และบรรเทาภาระหนี้สิน 2) การส่งเสริม “การจ้างงานที่มีคุณค่า” โดยสนับสนุนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ วิถีชีวิตชนบท และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลแก่เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ พร้อมทั้งคุ้มครองประชาชนจากการถูกหลอกลวงและการคุกคามทางออนไลน์ และ 3) การส่งเสริม “การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียม” ผ่านแนวคิดการพัฒนาตลอดช่วงชีวิต (Life-Course Approach) เพื่อให้ประชาชนได้รับการสนับสนุนและโอกาสตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งประเทศไทยได้ขยายความครอบคลุมของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสร้างกลไกการมีส่วนร่วมผ่านศูนย์ครอบครัว สภาเยาวชน และเครือข่ายการดูแลในชุมชน    

“ประเทศไทยเชื่อมั่นว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปกับความเป็นธรรมทางสังคม ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งประเทศไทยขอยืนยันความมุ่งมั่นในความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนและครอบคลุมประชาชนทุกคนให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี สมคุณค่าความเป็นมนุษย์” นายกันตพงศ์ กล่าว

-(016)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ยาดมสมุนไพร ต้องปลอดภัยจากเชื้อโรค

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ยาดมสมุนไพรเป็นของคู่ใจคนไทยมาช้านาน ช่วยให้รู้สึกสดชื่น คลายวิงเวียน และผ่อนคลายได้ บางคนใช้แก้ง่วงแก้เครียดซะด้วยซ้ำ แต่เบื้องหลังความหอมเหล่านั้นคือคำถามสำคัญที่เรามักมองข้ามว่า “ปลอดภัยจริงหรือไม่” เพราะแม้ยาดมสมุนไพรจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่หากกระบวนการผลิตไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน ยาดมที่ดูเหมือนธรรมดาอาจกลายเป็นแหล่งนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว

ไม่นานมานี้มีรายงานการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์ในยาดมสมุนไพรบางผลิตภัณฑ์ ทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มักมีที่มาจากดินหรือสิ่งแวดล้อม ถ้าไม่มีกระบวนการทำความสะอาด กำจัดหรือลดเชื้อ และกระบวนการผลิตที่ดี ก็จะทำให้มีโอกาสที่มีการปนเปื้อนเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการสูดดม ยาสมุนไพรชนิดรับประทานหากไม่มีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตที่ดี ก็สามารถพบเชื้อเหล่านี้เกินเกณฑ์มาตรฐานได้เช่นกัน พอเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เราสูดดม ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นต่อระบบทางเดินหายใจและปอด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ หากเป็นยาสมุนไพรชนิดรับประทาน เชื้อเหล่านี้ยังอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย อาการแพ้ และอักเสบได้
ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพรต้องมีการตรวจวิเคราะห์ปริมาณเชื้อที่ปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย รา และเชื้อบางสายพันธุ์ที่จำเพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
อย่างที่เรียนให้ทราบ สมุนไพรมาจากธรรมชาติ การพบเชื้อจุลินทรีย์ในวัตถุดิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่สำคัญคือการลดปริมาณเชื้อให้เหลือน้อยที่สุดก่อนนำมาใช้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ขั้นตอนเริ่มต้นคือการล้าง ตากแห้ง และควบคุมความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราขยายตัว ในขั้นตอนการผลิต โรงงานต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การผลิตที่ดีตามแนวทางที่กฎหมายวางไว้ และให้ความสำคัญกับความสะอาดของอุปกรณ์ วัตถุดิบ และบุคลากร บางกรณีต้องใช้การฉายรังสีแกมมา หรืออีบีม หรือเอ็กซเรย์เพื่อฆ่าเชื้อหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ทำลายสารสำคัญของสมุนไพร กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพสูงแต่ก็มีต้นทุนมาก และมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศที่ให้บริการ จึงเป็นความท้าทายใหญ่ของผู้ผลิต โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีความตั้งใจดีแต่ขาดทรัพยากร

ผู้เขียนคลุกคลีอยู่กับเรื่องของคุณภาพสมุนไพรมาเป็นสิบปี พอจะเห็นภาพรวมของความท้าทายทั้งในมุมของผู้ประกอบการและเชิงกฎหมาย การคุ้มครองผู้บริโภค และระบบการตรวจสอบคุณภาพ สมุนไพรจำนวนมากใน
2 / 2

ประเทศไทยเป็นพืชพันธุ์ที่ทรงคุณค่าทั้งทางยาและวัฒนธรรม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็น “ความท้าทาย” ที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และระบบสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ภูมิปัญญาอันล้ำค่านี้ก้าวไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นคง

ในวงการสมุนไพรไทย เรามีผู้ประกอบการอยู่หลากหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่มีความพร้อม มีความรู้ และตั้งใจผลิตอย่างมีมาตรฐาน กลุ่มที่สองคือผู้ที่อยากทำดีแต่ยังไม่พร้อม อาจขาดองค์ความรู้หรือทรัพยากร ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือผู้ที่มุ่งขายอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัย เน้นกำไร และไม่ใส่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างภาพลบต่อวงการสมุนไพรโดยรวม ในความเป็นจริงแล้ว สมุนไพรไทยมีศักยภาพสูงมากหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง การเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ และระบบรับรองมาตรฐานจะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

ในประเด็นของการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์สมุนไพร จริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว อีกหลายภาคส่วนของรัฐมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างระบบสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ฉายรังสีเพื่อฆ่าหรือลดปริมาณเชื้อในวัตถุดิบหรือในผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการอย่างเพียงพอ และยังต้องหานโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเข้าถึงการฉายรังสีในต้นทุนที่ทำให้ธุรกิจสมุนไพรอยู่ได้ สิบปีผ่านไป ปีนี้อาจจะเป็นปีหนึ่งที่รัฐมองเห็นประเด็นสำคัญของปัญหาในธุรกิจสมุนไพรไทย และถึงเวลาลงมือแก้ไขอย่างแท้จริง 

สมุนไพรไทยไม่ใช่เป็นเพียงมรดกทางภูมิปัญญาที่ควรภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ปัญหาคุณภาพเป็นเรื่องใหญ่ถ้าอยากให้สมุนไพรไทยก้าวสู่ตลาดสากล หากเราร่วมกันดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สมุนไพรไทยจะไม่เพียง “หอมชื่นใจ” แต่ยัง “ปลอดภัย เชื่อถือได้ และทรงคุณค่า” สมดังความตั้งใจของผู้ประกอบการและคนไทยที่อยากเห็นสมุนไพรไทยก้าวไกลไปทั่วโลก

 

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  

‘China’s Dinosaurs Symposium’ เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ – สังคม

'China’s Dinosaurs Symposium' เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ - สังคม

‘China’s Dinosaurs Symposium’ เสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา ชู NSM สะพานเชื่อมวิทย์ฯ – สังคม

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.35 น.

“สุวรงค์” ชู NSM เป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมผ่านนิทรรศการที่ผสานงานวิจัย กับการเล่าเรื่องบนเวทีเสวนานานาชาติ “China’s Dinosaurs Symposium” ณ นครเซี่ยงไฮ้ ลั่นพร้อมร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทั้งของจีน สหรัฐ เยอรมัน อังกฤษพัฒนานิทรรศการเคลื่อนที่

10 พฤศจิการยน 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วย ดร.ภานุมาศ จันทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการกองวิชาการพฤกษศาสตร์ เข้าร่วมงาน “China’s Dinosaurs Symposium: From Research to Science Education” งานเสวนาระดับนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านบรรพชีวินวิทยา การจัดการพิพิธภัณฑ์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัล จัดโดยความร่วมมือของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Naturul History Museum) และ Institute of Vertebrate Paleontology and Paleoanthropology ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนครเซี่ยงไฮ้ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ในงานนี้ NSM ได้ชูหนึ่งในภารกิจหลักคือการสำรวจเก็บ Spaciment หรือวัสดุตัวอย่าง ที่ได้ผ่านการพิสูจน์และทำวิจัยมาแล้วเพื่อจัดทำนิทรรศการสื่อสารสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะธรรมชาติวิทยา โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราว “The Dinosaur Story: Creating Engaging Traveling Exhibitions” ที่บอกเล่าเรื่องราวการนำผลงานวิจัยภาคสนามมาแปลงโฉมเป็นนิทรรศการท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และโปรแกรมการศึกษาที่น่าสนใจ ด้วยการผสานงานวิจัยที่แท้จริงเข้ากับการเล่าเรื่องแบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในด้านวิชาการ และสนุกสนานไปพร้อมกับการเรียนรู้ โดยรูปแบบนิทรรศการที่จัดแสดงจะเน้นการเข้าถึงและความตื่นเต้น เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นอกเหนือจากตำราเรียน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ NSM ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการเป็นองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การจัดนิทรรศการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเสริมสร้างมุมมองที่หลากหลาย และเรายังพร้อมร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาทั้งของประเทศจีน สหรัฐอเมริกา เยอรมัน และอังกฤษในการพัฒนานิทรรศการเคลื่อนที่ในอนาคตอีกด้วย

 “NSM ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งจัดแสดงฟอสซิลเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมอีกด้วย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ขณะเดียวกันก็จุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการในหมู่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย พร้อมยังแสดงให้เห็นว่าการวิจัย การศึกษา และความร่วมมือสามารถผสานรวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่มีความหมาย ซึ่งเดินทางไกลเกินกว่ากำแพงของพิพิธภัณฑ์เพียงแห่งเดียว” นายสุวรงค์ กล่าว

-(016)

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

TOA น้อมใจถวายสักการะพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA นำโดย จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย ละออ ตั้งคารวคุณ รองประธานผู้ก่อตั้งบริษัทฯ และ ณัฏฐวุฒิ  ตั้งคารวคุณ กรรมการบริษัทฯ ตลอดจนคณะผู้บริหารและตัวแทนพนักงาน เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

โอกาสนี้คณะผู้บริหารได้เข้าถวายสักการะและลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวงเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สม เด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง  

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ได้ทรงอุทิศพระวรกาย พระสติปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตปวงชนชาวไทยตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพ ศิลปวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านโครงการศิลปาชีพและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย ซึ่งเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และจะขอร่วมสืบสานพระราชปณิธานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ ให้คงอยู่ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนตราบนานเท่านานสืบไป

สำหรับประชาชน สำนักพระราชวังได้ประกาศให้สามารถเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. โดยเปิดให้เข้าได้ใน 4 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงที่ 1 (08.00 – 10.45 น.) ช่วงที่ 2 (12.00 – 16.45 น.) ช่วงที่ 3 (17.45 – 18.30 น.) และช่วงที่ 4 (19.45 – 21.00 น.) โดยต้องผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลานเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด และโปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีสวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

เชิญชวนร่วมกิจกรรมโครงการ ‘ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.01 น.

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย  กระทรวงวัฒนธรรม และบริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ (มหาชน) จัดทำโครงการ “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เชิญชวนผู้จงรักภักดีร่วมกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่:

  1. ประดิษฐ์ดอกไม้ “ควีนสิริกิติ์”จำลองจากดอกไม้ในพระนามหลายชนิด เช่น กล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์, กุหลาบควีนสิริกิติ์, ดอนญ่า ควีนสิริกิติ์, มหาพรหมราชินี  ใช้วัสดุหลากหลาย อาทิ เปลือกข้าวโพด, ไม้จันทน์หอม,ใบเตย, กระดาษสา, ผ้าไหม, ทองแดง และทองคำ
  2. บำเพ็ญความดีนอกเหนือหน้าที่ เช่น บริจาคอวัยวะ (หัวใจ, ไต, ดวงตา), ปลูกต้นไม้แห่งความดี, สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพ, ให้บริการประชาชน และช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  3. จัดการอบรมการทำดอกไม้ประดิษฐ์ “ควีนสิริกิติ์”ที่ห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ติดรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีสวนหลวง ร.9) ระหว่างวันที่ 15–23 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00–16.00 น.

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

ดีไซน์เนอร์กรุงเทพฯ คว้าแชมป์ YOUNG DESIGNER 2025 ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่’

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เดินทางมาถึงบทสรุปแห่งการสร้างสรรค์ สำหรับเวทีการประกวดแฟชั่นแห่งปี ‘Young Designer 2025’ การประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ ในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เพื่อสืบสานแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะกรรมการการตัดสินการประกวดฯ ระดับประเทศ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ไปเมื่อเร็วๆ นี้

นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของเวทีในวันนี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนจากพระวิสัยทัศน์และพระปณิธานในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงทุ่มเทเพื่อยกระดับผ้าไทยสู่เวทีโลก และได้ทรงมอบความหมายใหม่ให้กับคำว่า ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ว่าไม่ใช่เพียงชุดพิธีการ แต่คือการนำวัตถุดิบและภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เห็นผลงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าผ้าไทยนั้นงดงามและไม่แพ้ชาติใดในโลก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อต่อยอดความสำเร็จนี้ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างรายได้สู่ชุมชน และทำให้ผ้าไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างยั่งยืน”

ไฮไลท์กิจกรรมภายในงานรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ (รอบ Final) คือแฟชั่นโชว์การแสดงแบบ “ชุดผ้าไทยใส่ให้สนุก” สุดยิ่งใหญ่ จากผลงานการออกแบบของ 40 ด์ไซเนอร์รุ่นใหม่ที่เข้าประกวดผ่านการสวมใส่ โดยนายแบบ นางแบบมืออาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 40 คน นับบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าผ้าไทยสามารถเป็นได้ทั้ง “Fashion” และ “Wearable” แต่ละชุดสะท้อนตัวตนของผู้ออกแบบที่ตอบโจทย์คำว่า “สนุก” ได้อย่างน่าทึ่ง มีการนำเสนอผ้าไทยในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่สตรีทแวร์ไปจนถึงชุดราตรีหรูหรา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการยกระดับผ้าทอพื้นถิ่นสู่สากล

สำหรับการประกวดนักออกแบบผ้าไทย Young Designer 2025 ผู้ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ นายภาวิต ประวัติ (ทีม Hearth ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) ผู้คว้าแชมป์รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัล 200,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี   นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival ที่จะเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2568 นี้ โดยชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมบ้านเรือนไทย โดยเน้นการนำผ้าไทย “ลายทาง” มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์ มีการใช้เทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการนำลวดลายบาติกมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลายทาง การนำผ้าลายทางมาวางขัดกัน การใช้ลายทางเป็นต้นแบบในการออกแบบลายปัก ตลอดจนการตัดต่อผ้าลายทางเพื่อสร้างมิติใหม่ ๆ โดยทั้งหมดนี้นำมาออกแบบเป็นชุดว่ายน้ำ (Swimwear) เพื่อสร้างความหลากหลายในการสวมใส่ นอกจากนี้ ทุกชิ้นยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ และมีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ เพื่อให้ผ้าไทยดูร่วมสมัยและไม่จืดชืด

ขณะที่ นายฐากร ถาวรโชติวงศ์ ทีม Hearth (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) ได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และ นายมูฮามะฮามีน สาแม (ทีม AMEEN STUDIO ภาคใต้ จังหวัดปัตตานี) คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 75,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท ได้แก่ นายชนาธิป แสนพิมพ์พา (ทีม ฟาแลบูม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น) นายไอยรินทร์ รุ่นหนุ่ม (ทีม IYARINE_OFFICIAL ภาคเหนือ จังหวัดลำพูน) นายชิราวุทธิ์ ยุเหล็ก (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) นายจิรวัฒน์ ธำรงกิตติกุล (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) และ นายธนาคม สิทธิอัฐกร (ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) รวมถึงรางวัลพิเศษอีก 2 รางวัล ได้แก่ นางสาวเยาวลักษณ์ พรมแดง (ทีม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ภาคใต้ จังหวัดสงขลา) และ นายรุจ กล้ำศรี (ทีม LALARUT AGAIN ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร) นอกจากนั้น ผู้ที่เข้ารอบการประกวดในระดับประเทศ จำนวน 40 ทีม จะได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมโครงการทุกราย แต่สิ่งที่นอกเหนือจากเงินรางวัลและเกียรติบัตร

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามอัพเดทข่าวสารการประกวด Young Designer 2025 ได้ที่ www.cdd.go.th และ Facebook: ผ้าไทยใส่ให้สนุก 

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ 700 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทยจีน จากก่อนสมัยสุโขทัยถึงยุคคอมพิวเตอร์

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์ด้านประวัติศาสตร์และสายเลือดมากว่า 700 ปี ตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึงสมัยปัจจุบัน จากยุคเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล จนมาถึงยุคหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) คนจีนจากหลายมณฑลจำนวนหลายล้านคน ได้อพยพหนีภัยสงครามและความอดอยากแร้นแค้น แบบมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ มาพักอาศัยและค้าขายในกรุงสยาม ประเทศไทย จนมีฐานะดีขั้นมหาเศรษฐี คนไทยเชื้อสายจีนหลายคนได้ดำรงตำแหน่งสูงถึงขั้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในสมัยปัจจุบันมีนักศึกษาจีนมาเรียนระดับปริญญาในประเทศไทยปีละหลายหมื่นคน และมีนักธุรกิจจีนรุ่นใหม่มาทำธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความรู้ภาษาจีนอย่างดี เคยเสด็จฯไปเยือนจีนทุกมณฑล รวมกว่า 40 ครั้ง มีการส่งสินค้าไทยไปขายจีนปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท และมีสินค้าจีนมาขายไทยปีละกว่า 2 ล้านล้านบาท

บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (ราว พ.ศ.500 ถึง 800) ระบุว่ามีการเดินเรือทะเลระหว่างจีนกับอินเดีย

ราว พ.ศ.1865 – 1870 กว่า 700 ปีมาแล้ว สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีการติดต่อทางการทูตระหว่างสุโขทัยกับราชวงศ์หยวนของจีนสมัยจักรพรรดิกุบไลข่าน ถึง 14 ครั้ง สินค้าไทยที่ส่งไปจีน ได้แก่ ช้าง งาช้าง เครื่องเทศ ไม้หอม ขณะที่จีนส่งสินค้ามาคือ ผ้าไหม เครื่องถ้วยชาม เครื่องทอง เครื่องเงิน มีการสร้างเตาทุเรียงผลิตเครื่องเคลือบดินเผาสีเขียวสังคโลก หรือ ศิลาดล โดยใช้เทคโนโลยีจีน จนสามารถส่งเครื่องถ้ายของสุโขทัยไปขายถึงต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย

สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีกับสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงของจีน มีการติดต่อค้าขายด้วยเรือสำเภา โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.1991 – 2031) และสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2199 – 2231) มีชุมชนชาวจีนใหญ่ตั้งร้านขายสินค้า บริเวณ คลองนายก่าย และประตูจีน ใกล้วัดสุวรรณดารามและป้อมเพชร ตรงข้ามวัดพนัญเชิง มีข้าราชการตำแหน่งโกษาธิบดีจีนคอยดูแลคนและการค้ากับจีนโดยเฉพาะ มีการส่งข้าวสารไทยจำนวนมากไปขายที่เมืองจีน

สมัยกรุงธนบุรี มีการติดต่อกับจีนมากเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ทหารไทยจีนได้มีบทบาทสำคัญในการกู้เอกราชของชาติไทยจากพม่า พ.ศ.2314 มีการส่งทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ชิง

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการค้าขายกับจีนมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงแต่งสำเภาขนสินค้าสยามไปขายที่เมืองจีน จนมีเงินผลกำไรเก็บใส่ถุงแดงไว้ใช้เสียค่าปรับให้แก่ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 วัดหลายแห่งที่สร้างในรัชกาลที่ 1 ถึง 3 ใช้ตุ๊กตาหินจีนเป็นเครื่องประดับเช่นวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพน

สมัยสงครามจีน – ญี่ปุ่น (พ.ศ.2480 – 2488) คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากส่งเงินไปช่วยจีนต่อสู้กับญี่ปุ่น พ.ศ.2518ในสมัยที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุงครองอำนาจ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง แล้วสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างไทยกับจีน  ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยสลายตัว และเวียดนามหยุดส่งกำลังรุกรานประเทศไทย 

ในสมัยปัจจุบันลูกจีนในเมืองไทยจำนวนมาก มีอากง อาม่า ที่อพยพมาจากซัวเถา จากไหหลำ  แต้จิ๋ว กวางตุ้ง กวางเจา ของจีน มาตั้งรกรากในเมืองไทย จนกลายเป็นคนไทยไปแล้ว มีนักศึกษาจีนระดับปริญญาหลายหมื่นคนเข้ามาเรียนในประเทศไทย เช่น มหาวิทยาลัยเกริก ชินวัตร สแตมฟอร์ด ธุรกิจบัณฑิต  ราชภัฏ นักท่องเที่ยวจีนหลายล้านคนนิยมมาเที่ยวเมืองไท และมีนักธุรกิจจีนจำนวนมากมาลงทุนในประเทศไทย มีการเตรียมการสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทยโดยอาศัยเทคโนโลยีจากจีน กองทัพไทยสั่งซื้อเรือรบ เรือดำน้ำ รถถังและอาวุธจากจีน คำศัพท์บางคำในภาษาจีน กลายเป็นภาษาไทยที่ใช้แพร่หลาย เช่น  ก๋วยเตี๋ยว โจ๊ก ปาท่องโก๋ อั๊ว ลื้อ เฮีย ตี๋ เจ๊ 

จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 1 ของไทย ในปี 2567 มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท โดยมีสินค้าสำคัญ คือ  ผลไม้สด/แช่แข็ง (ทุเรียน มะพร้าว กล้วย ส้ม) ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม  มันสำปะหลัง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ฮารฺดไดรฟ์ แผงวงจรรวม ชิ้นส่วนโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ น้ำตาล จักรยานยนต์ ไอศรีม ขิง ขมิ้น ดอกไม้  ไข่มุก น้ำมันปาล์ม ถุงยางอนามัย กระดาษชำระ มณฑลของจีนที่ซื้อสินค้าไทยมาก ได้แก่ กวางตุ้ง เจียงซู เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เจ้อเจียง ชานตง ฝูเจี้ยน

สินค้านำเข้าจากจีนมาไทย ในปี 2567 ราว 2.8 ล้านล้านบาท เป็นเครื่องไฟฟ้า อิเลกทรอนิกส์ เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลไม้สด เสื้อผ้ารองเท้า เครื่องใช้ในบ้าน ของใช้ในครัว กลุ่มธุรกิจไทยเชื้อสายจีน เช่น ซีพี เจริญโภคภัณฑ์ เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศจีน ในด้านการเกษตรและศูนย์การค้า

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

‘Bangkok River Festival 2025’ สานต่อวิถีไทยอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการเสริมความรู้ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ต่อเนื่องปีที่ 11

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยังคงสานต่อโครงการดีๆ อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 สำหรับ “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” โครงการที่เสริมสร้างทักษะความรู้เรื่องชุมชนให้กับเยาวชนและฝึกฝนการเป็นเจ้าบ้านที่ดี พร้อมเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปสู่สากล พร้อมทั้งเผยแพร่เรื่องราว บอกเล่าประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของชุมชนให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงาน “Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด  “ลอยกระทงกตัญญูแม่พระคงคา บูชาแม่แห่งแผ่นดิน” ในเทศกาลลอยกระทง ที่ผ่านมา  

สุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย

นายสุรพล เศวตเศรนี ประธานการจัดงาน River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย  กล่าวว่า การจัดงาน “River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” ยังคงมุ่งมั่นสานต่อกิจกรรมที่มีคุณค่า ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น กิจกรรม “เก็บ–กลับ–รีไซเคิล” เพื่อรณรงค์การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และกิจกรรม “เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 กิจกรรมเยาวชนเจ้าบ้านถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงาน โดยเปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้และทบทวนความรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งวัดและท่าน้ำสำคัญ ตลอดจนได้รับการอบรมจากวิทยากรมืออาชีพเกี่ยวกับข้อมูลประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า นอกจากนี้ เยาวชนยังได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก และการสร้างปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนอย่างภาคภูมิใจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายมิตรภาพ ความสามัคคีของเยาวชนที่มีใจรักในวัฒนธรรมจะกลายเป็นพลังสำคัญที่ติดตัวพวกเขาไปในอนาคต ทั้งในการทำงาน การแบ่งปัน และการเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยต่อไป

ในปีนี้ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ปกครอง และเยาวชนในชุมชนให้การตอบรับเข้าร่วม  โครงการโดยเยาวชนที่เข้าร่วมมีอายุระหว่าง 7-16 ปี จำนวนกว่า 80 ชีวิต ที่มีความกล้าแสดงออก จิตอาสาและ มีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตนเองให้กับนักท่องเที่ยวได้

ทั้งนี้ มีการจัดกิจกรรมอบรมเยาวชนเจ้าบ้านก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดยมีการนัดรวมตัวกันที่มิวเซียมสยาม เริ่มต้นด้วยกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อให้น้องๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น สร้างความคุ้นเคย เปิดใจ และกล้าแสดงความคิดเห็น เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จากนั้นรุ่นพี่เยาวชนเจ้าบ้านได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จากปีที่ผ่านมา ถ่ายทอดมุมมองและแนวทางการทำงาน พร้อมทั้งร่วมกันทบทวนและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดของงาน “Bangkok River Festival 2025 สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย” รวมถึงทบทวนองค์ความรู้ของทั้ง 5 วัดสำคัญ ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร, วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร, วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ต่อจากนั้น เยาวชนได้ร่วมกันออกแบบกระทงจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อสร้างสรรค์แนวคิดรักษ์สิ่งแวดล้อม และลงพื้นที่ชมบรรยากาศภายในมิวเซียมสยาม

น้องปลายฝน-ปาริชาต กรีคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

น้องปลายฝน-ปาริชาต กรีคงคา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตัวแทนเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า “หนูประจำอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ปีนี้เป็นปีที่สองแล้วที่ได้มาร่วมกิจกรรมงานลอยกระทง Bangkok River Festival สายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย รู้สึกดีใจมากๆค่ะ เพราะทั้งได้ประสบการณ์ทั้งความรู้ และความสนุก กิจกรรมครั้งนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะหลายด้าน ทั้งทักษะการสื่อสาร ความกล้าแสดงออก รวมถึงการได้ฝึกใช้ภาษาอังกฤษเล็กๆ น้อยๆ ในการพูดคุยกับนักท่องเที่ยวด้วยค่ะ วันนี้เป็นวันแรกของการอบรม มีพี่ๆ มาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติและความสำคัญของประเพณีลอยกระทง รวมถึงเรื่องราวของ ประทีปโคม ที่งดงามและทรงคุณค่า หนูรู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ และอยากให้ทุกคนมาร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยในเทศกาลลอยกระทงไปด้วยกันนะคะ”

น้องเจเจ-อิทธิณัฐ จิตรอรุณไสว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดราชบพิธ

น้องเจเจ-อิทธิณัฐ จิตรอรุณไสว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดราชบพิธ ตัวแทนเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม เผยว่า“ผมประจำอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหารครับ มีหน้าที่คอยบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของวัดอรุณฯ แนะนำจุดสำคัญต่างๆ ภายในวัด และช่วยชี้เส้นทางให้กับนักท่องเที่ยว เช่น บอกทางไปจุดเยี่ยมชมที่น่าสนใจ พวกเราจะใส่เสื้อเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรมกระจายอยู่ในทุกบริเวณของวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรครับ ผมรู้สึกสนุกและประทับใจมาก เพราะได้ฝึกความกล้าในการพูดคุยกับผู้คน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำจริงๆ ครับ”

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่ปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความรัก ความหวงแหนวัฒนธรรรมวิถีชีวิตแบบไทย ที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ  ของชุมชนตนเองจนก่อให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชน และความยั่งยืน