สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

สานต่อโครงการ ‘หัวใจสัญจร’ ยกระดับการตรวจหัวใจในพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases : CVDs) เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 17.9 ล้านคนในแต่ละปี นอกจากนั้นเกือบ 80% ของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถป้องกันได้ หากสามารถเข้าถึงการดูแลรักษา หรือได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และหากมีโอกาสในการดูแลสุขภาพด้านโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ชมรมคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจแห่งประเทศไทย, โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และบริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้สานต่อโครงการ “หัวใจสัญจร” ณ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพื่อขยายการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคหัวใจออกไปในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคหัวใจ และสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที พร้อมยกระดับในปีนี้ด้วยการจัดฝึกอบรมนักศึกษาแพทย์ในจังหวัดชุมพรให้เข้ารับการฝึกการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) โดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ และร่วมสร้างระบบสาธารณสุขไทยที่เข้มแข็งและทั่วถึง

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

แพทย์หญิงปัทมพันธ์ อนันตาพงศ์  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กล่าวว่า “ทางโรงพยาบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของประชาชนในพื้นที่ เราจึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยในการดูแลรักษาผู้ป่วย การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล และส่งเสริมการพัฒนานักศึกษาแพทย์ในพื้นที่ และงานฯ ในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราที่ต้องการยกระดับการดูแลรักษาโรคหัวใจ เนื่องจากเรามีบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางจำกัด แต่มีผู้ป่วยต้องการเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคหัวใจกว่า 50 ราย เราต้องขอขอบคุณทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ และพันธมิตรที่ได้ลงพื้นที่มาช่วยเราในครั้งนี้ นอกจากการตรวจคัดกรองผู้ป่วยแล้ว เรายังมีการจัดฝึกอบรมให้กับบุคลากรและนักศึกษาแพทย์ในพื้นที่เพื่อให้สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้เองในระยะยาว”

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ศาสตราธิคุณแพทย์หญิงสมนพร บุณยะรัตเวช สองเมือง อุปนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับประเทศที่น่ากังวล เนื่องจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ปี 2568 ระบุว่า มีผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสะสมมากกว่า 260,000 ราย  อีกทั้ง ยังเป็นหนึ่งในโรคที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจสูง จากข้อมูลกรมการแพทย์ ระบุว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคหัวใจถึง 6,906 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจเพียงราว 500–600 คน  และส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยในหลายพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงบริการเฉพาะทางอย่างทั่วถึง

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดการโรคหัวใจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของความร่วมมือในโครงการฯ ในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนพันธกิจสำคัญของสมาคมฯ ที่ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในการช่วยเผยแพร่ความรู้เชิงป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจในคนไทยเท่านั้น แต่ยังเดินหน้ายกระดับการดูแลโรคหัวใจของประเทศอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา เราได้ลงพื้นที่ในหลายจังหวัดทั้งกระบี่ สระแก้ว และแม่ฮ่องสอน เพื่อขยายการตรวจคัดกรองโรคหัวใจไปยังพื้นที่ห่างไกล โดยทางสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานรวมทั้งฟิลิปส์ในการผลักดันโครงการนี้ให้ประสบความเร็จ สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 4 โครงการได้สานต่อภารกิจอีกครั้ง ณ จังหวัดชุมพร ภายใต้การสนธิกำลังของภาคีพันธมิตรในการออกหน่วยตรวจ เพื่อนำส่งต่อการรักษาต่อไป และในปีนี้เรายังได้ยกระดับโครงการฯ จากการตรวจคัดกรองเพียงอย่างเดียว มาบูรณาการจัดฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ด้วย เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้อยู่ต่อในพื้นที่และบุคลากรที่เข้าร่วมฝึกอบรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจต่อไป”

ทั้งนี้ การจัดการโรคหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะอ้วนลงพุง เพราะหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ลดการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการตรวจคัดกรองโรคหัวใจแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูง คือการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography) แบบ 3 มิติ ที่นำมาใช้ในโครงการฯ นี้ โดยเทคโนโลยีนี้ใช้หลักคลื่นเสียงความถี่สูงในการสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจแบบเรียลไทม์ และประมวลผลภาพสามมิติที่ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างหัวใจ หลอดเลือด และการไหลเวียนของเลือดได้อย่างสมจริงและละเอียดในทุกมิติ จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและความมั่นใจในการวางแผนการรักษา สำหรับการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์หัวใจจะไม่มีรังสีที่เป็นอันตราย ผู้ป่วยตั้งครรภ์จึงสามารถเข้ารับการตรวจได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพของการตรวจหัวใจ นอกจากนี้ เรายังมีการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง ที่เรียกว่าระบบ ISCV (IntelliSpace Cardiovascular) มาใช้ในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลในการตรวจในครั้งนี้ เพื่อการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ และช่วยในการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด 

นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฟิลิปส์ ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพ นอกจากการนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ล้ำสมัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการผลักดันด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการยกระดับการดูแลรักษาผู้ป่วยให้ดีขึ้นด้วย  ดังนั้น เราจึงให้การสนับสนุนและได้ทำงานร่วมกันกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือกับสมาคมแพทย์โรคหัวใจฯ ได้เปิดโอกาสให้เรานำเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการตรวจและดูแลสุขภาพหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โครงการนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของฟิลิปส์ ที่เชื่อว่านวัตกรรมจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง”

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

ยกระดับร้านอาหาร ‘เชฟชุมชน’ สู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม รุ่นที่ 1

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.พลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ช่วยปฏิบัติราชการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร กิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหาระดับพรีเมียม (Fine Dining/Casual Dining/Local Cuisine) ภายใต้โครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์สาขาอาหาร รุ่นที่ 1 ซึ่ง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ

โอกาสนี้ วว. นำโดย น.ส.รัชนีเพ็ญ  เพ็ญสิทธิ์ ผอ.ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ดร.รัชนีวรรณ  กุลจันทร์ ผอ.ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ศบท. และหัวหน้าโครงการ พร้อมคณะ เข้าร่วมปฏิบัติงานในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งได้รับเกียรติวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ นายชุมพล แจ้งไพร (เชฟชุมพล) นายเสกสรรค์  ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.สยามมิชลิน นายชิดชนก แก้วอัมพร กรรมการผู้จัดการ บจก.แบรนด์บูม เป็นต้น ร่วมถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่นที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ร้าน จากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทย มุ่งพัฒนาศักยภาพร้านอาหารชุมชนให้เกิดเป็นร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทยแบบมืออาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพร้านอาหารเชฟชุมชน ยกระดับการนำเสนออาหารท้องถิ่น สร้างสรรค์ประสบการณ์ที่โดดเด่นและมีคุณค่าแก่ลูกค้าในทุกมิติ ให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหารระดับพรีเมียม จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน สร้างอัตลักษณ์ เพิ่มมูลค่า และการให้บริการที่เป็นเลิศของร้านอาหาร ผ่านกระบวนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยวิทยากร/ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลักดันร้านอาหาร Hidden Gem” ให้เป็น “Star” ต่อไป

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

‘ตาขี้เกียจ’ ในเด็ก ภาวะเงียบที่อาจทำให้ลูกมองเห็นไม่ชัดตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้ปกครองหลายคนอาจไม่ทราบว่าลูกของตนเองมองเห็นดีหรือไม่ การที่เด็กยังเล่นได้หรือไม่ได้บ่นว่าตามัว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “มองเห็นดี” การมองเห็นที่ไม่ดีในเด็กนั้นมีหลายสาเหตุ แต่บางสาเหตุหากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจทำให้การมองเห็นนั้นไม่ดีไปตลอดชีวิตได้เลย ซึ่งหนึ่งในสาเหตุนั้นคือ “ตาขี้เกียจ”

นายแพทย์พงษ์สันต์ สุปรียธิติกุล จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคตาเด็กและโรคตาเข โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล

นายแพทย์พงษ์สันต์ สุปรียธิติกุล จักษุแพทย์ชำนาญการด้านโรคตาเด็กและโรคตาเข โรงพยาบาลเวชธานีอินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ภาวะ ตาขี้เกียจ (Amblyopia) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติทางตา ที่ทำให้สมองส่วนการมองเห็นไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างเต็มที่หรือหยุดพัฒนาไป ทำให้ตาข้างนั้น ๆ อาจมองไม่ชัดไปตลอดได้หากไม่ได้รับการแก้ไขในช่วงที่สมองยังพัฒนาได้อยู่

 สาเหตุของตาขี้เกียจ

มีปัญหาค่าสายตาที่ผิดปกติ (Refractive amblyopia) ไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียง หากมีค่าที่มากเกินไป หรือค่าทั้งสองข้างต่างกันมาก ก็ทำให้เกิดตาขี้เกียจได้

ตาเขหรือตาเหล่ (Strabismic amblyopia) สมองจะเลือกใช้ตาข้างที่ตรงในการมอง ทำให้เกิดตาขี้เกียจในตาข้างที่เข

โรคทางตาที่บดบังการมองเห็น (Visual deprivation amblyopia) เช่น ต้อกระจกในเด็ก กระจกตาขุ่น เปลือกตาตก เป็นต้น

อาการบางอย่างที่อาจทำให้สงสัยว่ามีความผิดปกติทางตาหรือภาวะตาขี้เกียจ เช่น เด็กไม่มองตามหรือไม่มองหน้าสบตา เด็กต้องหรี่ตาหรือเอียงหัวเมื่อมอง มีตาเข เป็นต้น แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักไม่ทันสังเกตหรือสังเกตเห็นได้ช้า เนื่องจากเด็กที่มีภาวะตาขี้เกียจยังใช้ชีวิตได้ดูปกติ

ในช่วงวัยเรียน เด็กต้องใช้สายตาเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน เขียน หรือมองจอ/กระดาน หากตาข้างนึงมองไม่ชัด จะทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียน จนอาจถูกเข้าใจผิดว่าไม่ตั้งใจเรียนหรือมีปัญหาด้านอื่น ๆ ได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วเกิดมาจากปัญหาการมองเห็น

ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เด็กควรได้รับการตรวจตาเพื่อคัดกรองอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนอายุ 3 – 5 ขวบ และควรตรวจไปปีละครั้งจนพัฒนาการมองเห็นสมบูรณ์ดีแล้ว โดยการตรวจขึ้นอยู่กับอายุเด็ก แพทย์จะทำการตรวจตา การทำงานของกล้ามเนื้อตา ประเมินการมองเห็น วัดค่าสายตา เป็นต้น

สำหรับแนวทางการรักษาภาวะตาขี้เกียจ แบ่งเป็น แก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจ เช่น การใส่แว่นตาในรายที่มีค่าสายตาที่ผิดปกติหรือตาเขบางชนิด การผ่าตัดรักษาในรายที่มีตาเข ต้อกระจก เปลือกตาตก เป็นต้น

การกระตุ้นให้ข้างที่สงสัยภาวะตาขี้เกียจให้ได้ใช้งานมากขึ้น เช่น การลดการใช้งานตาข้างที่ดี เช่น การปิดตาข้างที่ดี (Patching) การหยอดยาหรือใช้เลนส์ในตาข้างที่ดีให้มัวลงชั่วคราว แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ในการควบคุมโดยแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดตาขี้เกียจในตาข้างที่ดีจากการรักษาได้ (Reverse amblyopia)

การกระตุ้นให้ตาขี้เกียจได้ใช้งาน เช่น การเล่น VDO เกมส์ หรือมีกิจกรรมในมองมองใกล้ 20 – 30 นาทีต่อวัน

ทั้งนี้ ช่วงเวลาที่จะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด คือก่อนอายุ 7–8 ปี เพราะสมองของเด็กยังพัฒนาได้เต็มที่ หากปล่อยเลยวัยนี้แล้วจะทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาลดลง

“เด็กที่มีตาขี้เกียจหลายคนดูเหมือนจะมองเห็นดี เพราะใช้ตาอีกข้างที่ยังปกติช่วย ดูไม่ได้เป็นปัญหาที่น่ากังวล แต่เมื่อโตขึ้นจะพบว่ากิจกรรมที่ต้องใช้การมองเห็นที่ละเอียดด้วยตาสองข้าง เช่น การกะระยะ การมองภาพสามมิติ อาจส่งผลกับการทำงานบางสาขาได้ การรักษาในวัยผู้ใหญ่จะได้ผลน้อยกว่าการรักษาในตอนเด็กค่อนข้างมาก ดังนั้น ตาขี้เกียจอาจเป็นคำเรียกที่ฟังดูไม่ร้ายแรง แต่ผลที่ตามมาอาจส่งผลไปตลอดชีวิตได้ การสังเกตและตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญของการรักษา เพราะดวงตาของเด็กยังมีพลังในการฟื้นตัวและพัฒนาต่อได้”นายแพทย์พงษ์สันต์ กล่าว

คุณแหน : 10 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 9 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 10 พฤศจิกายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

๐๐ ศ.พิเศษกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ประกาศสภาสถาบันฯ  ว่า ศ.กิตติคุณ พญ.คุณหญิงกอบจิตต์ ลิมปพยอม ได้รับปริญญาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ประจำปี 2567 เตรียมเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ต้นเดือน ม.ค.ศกหน้า .. “คุณแหน” ขอแสดงความยินดีมาด้วยท่านเป็นอาจารย์หมอจุฬาฯมาตั้งแต่คุณแหนยังเรียนไม่จบ .๐๐

๐๐มีความเชี่ยวชาญการบริหารบุคคลเป็นที่ยอมรับ หลังเสร็จจากเป็นวิทยากรพัฒนาบุคลิกภาพและการสื่อสารแบบมืออาชีพให้แก่ทีมแพทย์รุ่นใหม่ของ รพ.บำรุงราษฎร์แล้วยังไม่ทันได้พัก รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ที่ปรึกษาบริหาร รพ.บำรุงราษฎร์ฯ ได้รับเชิญจากสมาคมนร. เก่าญี่ปุ่นประจำปท.ไทย ให้เป็นวิทยากรหลักบรรยายเรื่อง “ทิศทางความร่วมมือของภูมิภาคอาเซียนและญี่ปุ่นในการพัฒนาต้นทุนมนุษย์”..๐๐

๐๐ยินดีกับ นพ.อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ ที่ได้เป็น ว่าที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข..๐๐

๐๐ยามนี้ ธวัชชัย ศรีทอง ควงมาดาม ประภัสรา ศรีทอง ไปท่องเที่ยวนครเซี่ยงไฮ้ 4 วัน..๐๐

๐๐ ดร.ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ซีอีโอ บจ. คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล มอบเครื่องกระตุ้นหัวใจอัตโนมัติ (AED) พร้อมด้วยถุงจัดการขยะ เพื่อสนับสนุนด้านสาธารณสุขและการบริหารจัดการขยะอย่างถูกสุขอนามัย ให้แก่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยมีเลขาธิการ ปปง. เป็นผู้รับมอบ..๐๐

๐๐ รศ.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชฯ มหิดล ให้การต้อนรับ Dr. Jeremy Johnson จาก College of Pharmacy, University of Illinois Chicago สหรัฐอเมริกา และ President, American Council for Medicinally Active Plants เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระหว่างสองสถาบัน รวมถึงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร และอาจารย์ในอนาคต..๐๐

๐๐คุณหญิงโรส บริบาลบุรีภัณฑ์ เลี้ยงฉลองแสดงความยินดีให้หลานย่า “น้องโณนี่” จารุปิยา บริบาลบุรีภัณฑ์ ในโอกาสได้รับตำแหน่ง Miss Thailand International 2025 เตรียมตัวไปประกวดที่ประเทศญี่ปุ่น ปลายเดือนนี้ ..๐๐

๐๐ MK GROUP โดย ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานฯ มอบเงินบริจาค 12 ล้านบาท แก่ ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.มหิดลเพื่อ รพ.ศิริราช และรพ.ศิริราช ปิยะมหาราชการุณย์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 รวมแล้วกว่า 150 ล้านบาท 

๐๐ เป็นผู้บริหารหญิงเก่งและเดินสายเป็นวิทยากรให้สถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เข้ารับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เพิ่มเติมอีกใบ..๐๐

คุณแหน

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อรีพับลิกันถูกน็อค ฝ่ายซ้ายแจ้งเกิดสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

การเมืองสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในพรรคเดโมแครตที่กำลังหาทางปรับตัวให้เข้ากับฐานเสียงรุ่นใหม่และชนชั้นกลางล่างที่เริ่มหันหลังให้กับนักการเมืองสายกลางเก่าแก่และระบอบนักการเมืองอุปถัมป์ที่ผูกขาดมานาน

ล่าสุด ชัยชนะของ โซห์ราน มัมดานี ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงการพลิกผันนี้ เพราะมัมดานีไม่ใช่แค่นักการเมืองหน้าใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ที่ฝ่ายซ้ายเฝ้ารอคอยมานาน

รู้จัก ‘โซห์ราน มัมดานี’

ย้อนดูประวัติของมัมดานี จะเห็นภาพชายหนุ่มที่เติบโตมาจากรากฐานที่ห่างไกลจากอำนาจการเมืองแบบดั้งเดิม เขาเกิดเมื่อปี 1993 ในกรุงคัมปาลา เมืองหลวงของยูกันดา ประเทศในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการเมืองไม่มั่นคง

พ่อของมัมดานีเป็นชาวอินเดียเชื้อสายกุจราตีที่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยในยูกันดา ขณะที่แม่เป็นชาวยูกันดาเชื้อสายอินเดียเช่นกัน ครอบครัวมัมดานีเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มน้อยในสังคมยูกันดาที่ส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนและมุสลิมนิกายซุนนี เมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ ครอบครัวต้องอพยพหนีภัยสงครามและความยากจน มุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ โดยตั้งรกรากในย่านอัพเปอร์ เวสต์ ไซด์ ของนครนิวยอร์ก ย่านที่เต็มไปด้วยผู้อพยพจากทั่วโลก

ชีวิตวัยเด็กของมัมดานีในนิวยอร์กไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลางล่าง พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน โดยพ่อเป็นวิศวกรโยธา ส่วนแม่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ มัมดานีเคยเล่าว่า เขาได้เรียนรู้เรื่องความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เด็ก จากการเห็นเพื่อนบ้านที่เป็นผู้อพยพต้องดิ้นรนกับค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงและระบบการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม

มัมดานีจบมัธยมจากโรงเรียนสาธารณะในย่านบรองซ์ ก่อนเข้าศึกษาที่วิทยาลัยโบวดวง คอลเลจ (Bowdoin College) ในรัฐเมน หลังจบปริญญาตรี มัมดานีทำงานเป็นครูสอนเด็กยากจนในบรูคลิน และเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาปัญหาบ้านถูกยึด ช่วยเหลือผู้อพยพในย่านควีนส์ให้เข้าถึงที่พักอาศัยราคาถูก ประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้มัมดานีลงสู่สนามการเมือง เพื่อหวังแก้ไขวิกฤตเรื่องที่อยู่อาศัยในนิวยอร์ก

เริ่มจากทำงานเป็นอาสาสมัครและผู้ช่วยให้นักการเมืองท้องถิ่นหลายคน สั่งสมประสบการณ์พักใหญ่ จนในปี 2019 มัมดานีชิงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภาของรัฐนิวยอร์ก เขต 36 และชนะแบบถล่มทลายด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 80 ตั้งแต่นั้นมา มัมดานีกลายเป็นดาวรุ่งของฝ่ายซ้ายในเดโมแครต โดยผลักดันกฎหมายขยายสิทธิสตรี การดูแลสุขภาพฟรีสำหรับเด็ก และการลดภาษีสำหรับชนชั้นกลางล่าง ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เขาเป็นนักการเมืองที่จริงใจ และไม่ยอมประนีประนอมตามคำนิยมจากเพื่อนร่วมพรรค

จากโนเนม สู่นายกเล็กนิวยอร์ก

การหาเสียงชิงนายกเทศมนตรีครั้งนี้เริ่มต้นแบบ ‘ใต้ดิน’ ในปี 2024 มัมดานีไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเงินทุนจากกลุ่มทุนใหญ่ และไม่มีตระกูลการเมืองคอยหนุนหลัง ต่างจากคู่แข่งอย่าง แอนดรูว์ คูโอโม ผู้เคยดำรงผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กระหว่างปี 2011-2021 ที่มีเครือข่ายกว้างขวาง

มัมดานีเริ่มจากฐานเสียงในย่านผู้อพยพ ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Instagram สร้างคลิปสั้น ๆ อธิบายนโยบายแบบเข้าใจง่าย เช่น ทำไมค่าเช่าบ้านในนิวยอร์กถึงแพงขนาดนี้ ? ซึ่งกลายเป็นไวรัลและดึงดูดคนรุ่นใหม่ และเหล่า Gen-Z ได้นับล้านๆ วิว

มัมดานีเน้นนโยบายแบบหัวก้าวหน้า (progressive) ชัดเจน เช่น ดูแลเด็กฟรี รถบัสโดยสารฟรี ขยายรถไฟฟ้า ลดอิทธิพลทุนเอกชนในที่อยู่อาศัย เพิ่มการก่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับคนรายได้น้อย และขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นชั่วโมงละ 30 ดอลลาร์ภายในปี 2030 เขาไม่กลัวที่จะประกาศตัวเป็น “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (democratic socialist) ซึ่งเป็นคำที่รีพับลิกันใช้โจมตี แต่สำหรับฐานเสียงของเขา มันคือ “ความหวัง” แม้หลายฝ่ายจะตั้งข้อสังเกตว่า มัมดานีจะนำงบประมาณจำนวนมหาศาลมาจากไหนมาสนับสนุนโครงการในฝันทั้งหลาย

ชัยชนะถล่มทลายของมัมดานี ที่เอาชนะคูโอโมร้อยละ 50.3 ต่อ ร้อยละ 42 กวาดคะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนนเป็นคนแรกนับตั้งแต่ปี 1969 สะท้อนว่าไม่ใช่แค่นิวยอร์ก แต่เป็นจุดเปลี่ยนของเดโมแครต พรรคที่กำลังเผชิญวิกฤตหลุดฐานชนชั้นแรงงาน หลังทราบผลเลือกตั้ง มัมดานีประกาศชัยชนะต่อผู้สนับสนุน บอกว่าทุกคนในนิวยอร์กได้โค่นระบอบการเมืองแบบเดิมๆ ที่กำหนดโดยกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม แต่หลังจากนี้นิวยอร์กจะเป็นของทุกคน การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นทันที

มัมดานียังสามารถพิสูจน์ว่า ฝ่ายซ้ายสามารถดึงกลุ่มนี้กลับได้ โดยโฟกัสเศรษฐกิจจริง ๆ เช่น เสนองานพลังงานสะอาดที่สร้าง 100,000 ตำแหน่งในพลังงานหมุนเวียน เขายังเป็นสัญลักษณ์ความหลากหลาย เพราะเป็นชาวมุสลิมคนแรกจากแอฟริกาที่อายุน้อยสุดตั้งแต่ ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์เดโมแครตต่อฐานผู้อพยพและคนรุ่นใหม่

ฝ่าด่านการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายรออยู่อีกมาก ประการแรก อำนาจนายกเทศมนตรีจำกัด ต้องผ่านสภาเมืองที่สายกลาง และ แคธี โฮเคิล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ที่ไม่เห็นด้วยกับขึ้นภาษีเพื่อทุนโครงการใหญ่ มัมดานีเคยวิจารณ์ทุนวอลล์สตรีตดุเดือด แต่ตอนนี้ต้อง ‘เจรจา’ เพื่องบประมาณ หากล้มเหลวจะคล้าย บิล เดอ บลาซิโอ อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กคนเก่าอีกราย ที่ถูกวิจารณ์ว่าทำงานครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในปี 2560

ประการสอง ศึกกับทรัมป์ ในสุนทรพจน์หลังคว้าชัยชนะ มัมดานีประกาศ ‘นิวยอร์กคือต้นแบบล้มทรัมป์’ และล้อทรัมป์ว่า ‘เปิดเสียงโทรทัศน์ให้ดังๆ’ ซึ่งจะจุดชนวนโจมตีจากฝ่ายขวาพวกเขาจะวาดภาพเป็น “สังคมนิยมสุดโต่ง” ที่นำพาเมืองสู่ล้มละลาย โดยขุดสถิติอาชญากรรมหรือเศรษฐกิจติดลบ

อีกประเด็นคือประเด็นต่างประเทศ มัมดานีเคยประณามอิสราเอลในสงครามกาซา และสัญญาจะจับกุมเนทันยาฮูหากมาเยือน ซึ่งอาจจุดชนวนต่อต้านจากชุมชนยิวในนิวยอร์ก ที่มีจำนวนประชากรราวร้อยละ 10 และสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ ฐานเสียงของเขายังแคบอีกด้วย ผลสำรวจจาก CBS ชี้ร้อยละ 46 ชาวอเมริกันไม่รู้จักเขาเลย ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีช่องโจมตีง่าย และข้อเท็จจริงที่ว่า นักการเมืองหน้าใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์อย่างเขา จะรับมือกับฝ่ายตรงข้ามอย่างรัฐบาลกลางของทรัมป์ที่เขี้ยวลากดินได้อย่างไร

แต่โอกาสก็มีมหาศาล เพราะมัมดานีไร้ประวัติเก่า ไม่มีข้อกล่าวหาแบบคูโอโม ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กถึงสามสมัย แต่ลาออกในปี 2021 หลังมีรายงานจากอัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กที่สรุปว่า เขาได้ล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง 11 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย  มัมดานีสามารถสร้างแบรนด์ใหม่ได้ เริ่มจากนโยบายเร่งด่วนอย่าง “ที่อยู่อาศัยราคาถูก” ซึ่งตอบโจทย์วิกฤตคนไร้บ้านในนิวยอร์ก หากประสบความสำเร็จ จะเป็นโมเดลสำหรับเลือกตั้งชิงวุฒิสมาชิกหรือผู้ว่าฯ ในปี 2570 และช่วยฝ่ายซ้ายเดโมแครต ‘รีแบรนด์’ จากภาพสุดโต่งสู่ปฏิบัติได้จริง

ทรัมป์เดือด-ขู่จัดการ

ชัยชนะถล่มทลายของมัมดานี ทำให้ทรัมป์เดือดจัด เพราะรีพับลิกันแพ้เรียบทั้ง 3 สนามใหญ่ ทั้งสนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก รวมถึงศึกชิงผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและรัฐนิวเจอร์ซีย์ ท่ามกลางยอดผู้มาใช้สิทธิ์ทะลุ 2 ล้านคน สูงสุดในรอบ 40 ปี เป็นสัญญาณชัดว่าประชาชนนิวยอร์ก ‘ตอกกลับ’ ทรัมป์แบบไม่เกรงใจ หลังรู้ผลเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ทรัมป์ถึงกลับจาบจ้วงคนยิวที่เลือกมัมดานี เรียกมัมดานีว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ ระบุว่า ฝ่ายตรงข้ามของเขากำลังพยายามเปลี่ยนอเมริกาให้เป็นคิวบาหรือเวเนซุเอลา และขู่ตัดงบกลาง ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลกลางอาจทำได้แค่ตั้งงบให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ตามกฎหมายกำหนด เพื่อกดดันนายกเทศมนตรีคนใหม่

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่เป็นผลดีสำหรับพรรครีพับลิกัน แต่ก็ยังแก้ต่างว่า ถ้ามีชื่อเขาให้กาในบัตรเลือกตั้ง รีพับลิกันก็ชนะไปแล้ว! และโยนความผิดให้การสถานการณ์ชัตดาวน์ ที่ตอนนี้ลากยาวเป็นสถิติใหม่ ทำให้ประชาชนไม่พอใจ และเร่งสั่งรีพับลิกันให้กลับสภาคองเกรส ดันกฎหมายฝ่าวิกฤตชัตดาวน์โดยเร็วที่สุด

​‘พระโกศและโกศ’ สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความเคารพในวัฒนธรรมไทย

​‘พระโกศและโกศ’ สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความเคารพในวัฒนธรรมไทย

​‘พระโกศและโกศ’ สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความเคารพในวัฒนธรรมไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.13 น.

เกร็ดความรู้ด้านศาสนาในพิธีบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เรื่อง…พระโกศและโกศ : สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความเคารพในวัฒนธรรมไทย

พิธีศพในสังคมไทยเป็นประเพณีที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และความเคารพต่อผู้ล่วงลับที่ฝังรากลึกมายาวนานตั้งแต่โบราณ หนึ่งในเครื่องประกอบพิธีที่มีความสำคัญและสง่างามที่สุดคือ “โกศ” และ “พระโกศ” ซึ่งมิได้เป็นเพียงภาชนะบรรจุอัฐิหรือพระบรมศพเท่านั้น หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ ฐานันดรศักดิ์ และศิลปะชั้นสูงในราชสำนักไทย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความหมาย ประวัติความเป็นมา ประเภท และบทบาทของพระโกศและโกศในบริบทของพิธีกรรมไทย โดยเฉพาะในพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพ หรือพระศพของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

ความหมายของโกศ

“โกศ หมายถึง ที่ใส่ศพนั่ง เป็นรูปกลมทรงกระบอก ฝาครอบมียอด ที่ใส่กระดูกผี มีขนาดต่างๆ ฝาครอบมียอด แต่ความหมายในที่นี้จะหมายถึง โกศที่สำหรับใส่ศพ มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม มียอด”

ประวัติและวิวัฒนาการของโกศในสังคมไทย

โกศมีบทบาทในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ โดยมีการพัฒนาในด้านวัสดุ รูปทรง และการตกแต่งให้เหมาะสมกับยุคสมัย และสถานะของผู้ล่วงลับในอดีตโกศถือเป็นเครื่องหมายของฐานะและเกียรติยศ มีการบันทึกไว้ในเอกสารราชการและวรรณกรรมไทย เช่น พระราชพิธีพระศพ มักกล่าวถึงรายละเอียดของโกศ และพระโกศอย่างชัดเจน

ประเภทของพระโกศและโกศ

1.โกศไม้ ทำจากไม้เนื้อแข็ง ตกแต่งด้วยลายแกะสลัก ใช้สำหรับบุคคลทั่วไปหรือข้าราชการชั้นสูง

2.โกศเงิน ทำจากเงินแท้ ประดับลวดลายงดงาม มักใช้สำหรับพระราชวงศ์และขุนนาง

3.โกศทอง ใช้ทองคำเป็นวัสดุหลัก ตกแต่งอย่างวิจิตร ใช้สำหรับพระบรมวงศ์หรือผู้มีฐานะสูงสุด

4.พระโกศ มีรูปแบบเฉพาะ เช่น พระโกศทองใหญ่ พระโกศทองเล็ก พระโกศเงิน พระโกศไม้ฝังทอง เป็นต้น โดยแต่ละประเภทมีลำดับชั้นตามฐานะและศักดิ์ของผู้ล่วงลับ 

การจำแนกพระโกศและโกศในประเทศไทยในปัจจุบัน

โดยพระโกศและโกศในประเทศไทย ที่ทรงพระบรมศพแลพระศพเจ้านาย กับโกศที่พระราชทานสำหรับศพข้าราชการผู้มีบรรดาศักดิ์สูง ซึ่งมีอยู่เวลานี้ 14 อย่าง เรียงโดยลำดับยศเป็นดังนี้ 1.พระโกศทองใหญ่ , 2.พระโกศทองรองทรง , 3.พระโกศทองเล็ก , 4.พระโกศทองน้อย , 5.พระโกศกุดั่นใหญ่ , 6.พระโกศกุดั่นน้อย , 7.พระโกศมณฑปใหญ่ , 8.พระโกศมณฑปน้อย , 9.พระโกศไม้สิบสอง , 10.พระโกศพระองค์เจ้า , 11.โกศราชนิกุล , 12.โกศเกราะ , 13.โกศแปดเหลี่ยม และ 14.โกศโถ

พระโกศและโกศในพิธีกรรม

พระโกศ และโกศมีความสำคัญในพิธีศพของไทย โดยเฉพาะพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระศพหรือศพบุคคลสำคัญ ขั้นตอนการนำศพเข้าสู่โกศ (ปัจจุบันไม่มีการนำศพเข้าสู่พระโกศแล้ว) การตั้งพระโกศ  การเคลื่อนโกศ และการถวายเพลิง ล้วนเป็นพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนอย่างเคร่งครัด       เพื่อแสดงความเคารพ และเกียรติยศแก่ผู้ล่วงลับ โดยพระโกศทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อ ใช้ซ้ำในการพระราชพิธี ไม่ได้ถูกเผาพร้อมพระบรมศพหรือพระศพ โดยสามารถพระราชทานให้ใช้ประกอบพระบรมศพหรือพระศพของเจ้านายชั้นสูงอื่นๆได้ตามฐานันดรศักดิ์ ซึ่งพระโกศถือเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศที่สามารถนำมาใช้ซ้ำได้ตามประเพณี หลังจากพระราชพิธีเสร็จสิ้น พระโกศจะถูกเก็บรักษาไว้ในราชสำนักหรือหอสมบัติพระราชวัง เพื่อใช้ในโอกาสต่อไป โดยพระโกศแต่ละองค์จะถูกดูแลอย่างพิถีพิถัน ทั้งในด้านวัสดุ การบำรุงรักษา และการประดับสำหรับแต่ละพิธี

“พระโกศและโกศเป็นสัญลักษณ์แห่งความเคารพและยกย่องผู้ล่วงลับในวัฒนธรรมไทย สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนทางสังคมและความสำคัญของพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ทั้งในด้านรูปแบบ วัสดุ และบทบาทในพิธีศพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งถือเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคารพสูงสุดต่อผู้วายชมน์”

อ้างอิงแหล่งที่มา 1.หนังสือตำนานพระโกศและหีบศพบรรดาศักดิ์ , 2.หนังสือ “ราชพิธีไทย” โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ , 3.กรมศิลปากร. (2562). “ประวัติและความสำคัญของโกศในวัฒนธรรมไทย” , 4.เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์พระราชวังดุสิต , 5.ราชบัณฑิตยสถาน. (2561). “ศัพท์ราชาศัพท์และพระราชพิธี” 6.หนังสือพระพิธีธรรม กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เรื่องราวของคนจีนโพ้นทะเล เชื้อสายไหหลำ (ไห่หนาน Hainan) ที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยจากเกาะไหหลำทางใต้ของประเทศจีน  เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การอพยพที่น่าสนใจแต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก  แม้จะมีจำนวนไม่มากหากเทียบกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือกวางตุ้ง ทั้งที่ชาวไหหลำเองก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจการเดินทางของพวกเขา ตั้งแต่เหตุผลในการอพยพ ช่วงเวลาที่เดินทางมาถึง แหล่งตั้งถิ่นฐาน ไปจนถึงบทบาทสำคัญที่ได้สร้างไว้ในประเทศไทย

ทำไมต้องอพยพ?

การอพยพของชาวจีนไหหลำส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 24) สาเหตุหลักมาจากความยากจนและปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในบ้านเกิด ซึ่งเกาะไหหลำในขณะนั้นประสบปัญหาภาวะขาดแคลนที่ดินทำกินอย่างหนัก เนื่องจากประชากรหนาแน่นและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาป่าทึบ ทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีภัยธรรมชาติ เช่นพายุไต้ฝุ่น และสงครามกลางเมืองที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ชาวไหหลำจึงมองหาโอกาสใหม่ในดินแดนโพ้นทะเล และ สยาม (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญ เนื่องจากมีเส้นทางเดินเรือที่สะดวกและมีนโยบายต้อนรับชาวจีนอพยพ

มาเมื่อไหร่และมาที่ไหน?

การอพยพของชาวจีนไหหลำเข้าสู่ประเทศไทยมีหลักฐานว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่การเดินทางมาอย่างหนาแน่นเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7 เดินทางโดยเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่แหล่งตั้งถิ่นฐานหลักที่ชาวไหหลำเลือก ได้แก่ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านตลาดน้อย ถนนสุรวงศ์ สำเพ็ง เยาวราช  นอกจากนี้ ยังมีชุมชนที่สำคัญในเมืองต่าง ๆ เช่น ภูเก็ต ระยอง ปัตตานี ชลบุรี  ระยอง และ พัทยา เนื่องจากภูมิประเทศใกล้ทะเล ทำให้สามารถนำความรู้ความชำนาญด้านการเดินเรือและการทำประมงมาใช้ได้เป็นอย่างดี

จากเรือประมงสู่ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม

เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวไหหลำส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการทำงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงและอาศัยความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่บ้านเกิด อาชีพที่โดดเด่นของพวกเขาคือ การประมง และ การเป็นกุ๊กหรือพ่อครัว เนื่องจากมีฝีมือในการทำอาหารทะเลเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีความสามารถในการทำอาหารจีนแบบไหหลำที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร้านอาหารไหหลำได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

จากจุดเริ่มต้นนี้เองที่ทำให้ชาวไหหลำหลายคนสามารถสร้างฐานะและขยับขยายธุรกิจไปสู่กิจการที่ใหญ่ขึ้น ทั้งใน ธุรกิจร้านอาหาร และ โรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยทักษะด้านการบริการและความสามารถในการบริหารจัดการ อาชีพกุ๊กไหหลำจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นในครัวของโรงแรมหรู หรือแม้กระทั่งบ้านของเจ้านายและขุนนางชั้นสูง

สกุลสำคัญและบทบาทในปัจจุบัน

ชาวไหหลำที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยได้แก่สกุลจิราธิวัฒน์ เจ้าของธุรกิจกลุ่มเซนทรัล     แม้ว่าชาวไทยเชื้อสายจีนไหหลำจะไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ แต่บทบาทของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การอพยพเพื่อความอยู่รอด แต่ยังเป็นการสร้างและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าให้แก่สังคมไทยจวบจนปัจจุบัน

ในปีพ.ศ.  2563 รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนเกาะไหหลำทั้งหมดให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2578  แผนนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างศูนย์กลางสำหรับการจัดหาเงินทุนนอกชายฝั่งและการซื้อสินค้าปลอดภาษี รวมถึงการใช้ภาษีที่ลดลงและข้อกำหนดวีซ่าที่ลดลงเพื่อช่วยดึงดูดธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ สินค้าทั้งหมดที่ขายจากไหหลำไปยังส่วนอื่น ๆ ของจีนจะถือเป็นสินค้านำเข้าตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

Photo of the week : ‘ซูเปอร์มูน’ สุกสว่างเหนือท้องฟ้าทั่วโลก

Photo of the week : ‘ซูเปอร์มูน’ สุกสว่างเหนือท้องฟ้าทั่วโลก

Photo of the week : ‘ซูเปอร์มูน’ สุกสว่างเหนือท้องฟ้าทั่วโลก

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชมความงามของ ‘ซูเปอร์มูน’ ที่สุกสว่างบนท้องฟ้าในคืนจันทร์เพ็ญจากหลายพื้นที่ทั่วมุมโลก เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นซูเปอร์มูนที่มองเห็นได้ใหญ่ที่สุดของปี 2568 และสามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้ชัดขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับขนาดดวงจันทร์ที่มองเห็นได้ตามปกติ โดย ‘ซูเปอร์มูน’ ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ มีชื่อเรียกว่า บีเวอร์มูน (Beaver Moon) เนื่องจากเชื่อกันว่าชื่อนี้ได้สะท้อนถึงกิจกรรมที่เพิ่มมากขึ้นของตัวบีเวอร์ในช่วงนี้ของปี

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Museum of Science & Technology Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Stockholm และได้เยือนวัง มิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปะมาหลายแห่งแล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์บ้าง Museum of Science & Technology ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยทั่วไป นักท่องเที่ยวจะพบว่ามิวเซียมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักออกแบบให้รองรับการเยี่ยมเยือนจากเด็กเป็นส่วนใหญ่ด้วย การเยือนมิวเซียมประเภทนี้จึงไม่เพียงประเทืองปัญญา ได้เห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ได้เรียนรู้ว่าประเทศที่เราเยือนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอะไร และยังให้โอกาสได้ลับสมองอีกต่างหากด้วย มิวเซียมที่มีชื่อเต็มว่า National Museum of Science and Technology นี้ถูกตั้งขึ้นในปี 1924 โดยความร่วมมือระหว่าง The Royal Swedish Academy of Engineering Science, The Confederation of Swedish Enterprise, The Swedish Inventors’ Association และ Swedish Association of Graduate Engineers

ส่วนอาคารที่จัดแสดงซึ่งเปิดทำการครั้งแรกในปี 1936 นี้ถูกออกแบบโดย Ragnar Hjorth ซึ่งได้รับรางวัล Royal Medal ในปี 1914 เขาเป็นอาจารย์ที่สอนภาควิชา Architectural History ที่ Academy of Fine Arts ก่อนไปศึกษาต่อในหลายประเทศตั้งแต่ฝรั่งเศส อังกฤษ และอิตาลี และย้อนกลับมาเป็นหัวหน้าภาควิชาเดิม นอกจากอาคารนี้แล้ว เขายังออกแบบอาคารดัง ๆ อีกหลายแห่งในสวีเดน อาทิ Idunhallen ที่ Skansen, อาคารมูลนิธิโนเบล อาคาร Holland Museum ใน Halmstad อีกทั้งยังเป็นผู้ออกแบบปรับปรุงอาคารโบสถ์ และ Gustav III’s Pavilion ที่ Haga Palace ด้วย มิวเซียมกลายเป็นมูลนิธิในปี 1947 และได้เข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลทางด้านการเงินโดยรัฐบาลในปี 1964

อาคารที่มีพื้นที่กว่า 12,000 ตารางเมตรนี้ได้รับรางวัล Museum of the Year จาก National Association of Museum ในปี 2016 โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น The Favorite Place of all small geniuses ยิ่งกว่านั้นปีต่อมามิวเซียมยังได้รับรางวัล The Children in Museums จาก The International Association of Children in Museums จากผลงานการจัดแสดงนิทรรศการที่ออกแบบอย่างมีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังมีพื้นฐานงานวิจัยและการพัฒนาเนื้อหาอย่างจริงจังจนสามารถยกระดับใหม่ให้กับพิพิธภัณฑ์เด็กอีกต่างหากด้วย

ของจัดแสดงในมิวเซียมประกอบด้วยหลากหลายเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยมักเริ่มเล่าตั้งแต่ที่มาของสิ่งประดิษฐ์นั้น ๆ การเข้ามาสู่ประเทศ วิวัฒนาการโดยมีการบรรยายและของจัดแสดงเรียงตามลำดับให้ชมอย่างล้นหลาม อาทิ เครื่องโทรศัพท์ เรื่องราวที่เกี่ยวของกับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมอง การทำงานของสมอง การผ่าตัด เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจร่างกายและรักษา อนาคตการรักษา การใช้ AI มาพัฒนาการรักษาและชีวิต เรื่องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอากาศ โลกร้อน พัฒนาการของรถยนต์ รถจักรยาน และรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังอาจเข้าชมเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ตามความต้องการเพราะมีอีกหลายหมวดหมู่ การเยือนมิวเซียมประเภทนี้จึงมักไม่เพียงได้เห็นวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ และสนุก ยังประเทืองปัญญาด้วย

Health News : เดินวันละ 5,000 ก้าว อาจช่วยชะลอ ‘อัลไซเมอร์’

Health News : เดินวันละ 5,000 ก้าว อาจช่วยชะลอ ‘อัลไซเมอร์’

Health News : เดินวันละ 5,000 ก้าว อาจช่วยชะลอ ‘อัลไซเมอร์’

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วารสาร Nature Medicine เผยแพร่ผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นของออสเตรเลีย โรงพยาบาลแมส เจเนอรัล บริกแฮมในเครือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยโตรอนโตของแคนาดา ระบุว่า การเดินวันละ 5,000-7,500 ก้าว อาจช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์

คณะนักวิจัยได้ติดตามกลุ่มผู้ใหญ่ อายุ 50-90 ปี ผู้มีการทำงานของสมองปกติ จำนวน 294 คน เป็นระยะเวลานานถึง 14 ปี เพื่อเฝ้าติดตามจำนวนก้าวเดินในแต่ละวัน การทำงานของสมอง และการสะสมของโปรตีนในสมองที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ เหล่าผู้เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ที่เดินมากกว่า 5,000 ก้าวต่อวัน มีแนวโน้มความจำและการคิดเสื่อมถอยช้ากว่า ซึ่งเชื่อมโยงกับการสะสมตัวลดลงของโปรตีนเทาว์ (tau) ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของโรคอัลไซเมอร์

คณะนักวิจัยระบุว่าการสะสมตัวของโปรตีนเทาว์และกระบวนการรู้คิดอยู่ในระดับอิ่มตัวเมื่อเดิน 5,001-7,500 ก้าวต่อวัน หรือการออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยอย่างเดิน 3,000-5,000 ก้าวต่อวัน ยังเชื่อมโยงกับการสะสมตัวของโปรตีนเทาว์และกระบวนการรู้คิดเสื่อมถอยช้าลงอย่างชัดเจน

ผลการศึกษานี้เน้นย้ำเป้าหมายการทำกิจกรรมทางกายภาพที่ไม่ยากเกินไปอาจช่วยกระตุ้นผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหันมาออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลแบบสวมใส่ที่แพร่หลายอย่างสมาร์ตวอตช์หรือนาฬิกาข้อมืออัจฉริยะ