บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพมาเมืองไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า  คนจีนจากแผ่นดินใหญ่ ได้อพยพเข้ามาทำการค้าและตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันมากว่าพันปีมาแล้ว    เริ่มด้วยคนจีนฮ่อจากยูนนานและกวางสีใช้ม้าขนสินค้า เข้ามาค้าขายกับชาวเชียงราย เชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  ในสมัยสุโขทัย  มีคนจีนมาสอนวิธีทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล สีเขียว ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีคนจีนลงเรือสำเภามาตั้งร้านค้าขายบริเวณคลองนายก่าย ป้อมเพชร  ประตูจีน และวัดพนัญเชิง สมัยกรุงธนบุรี มีคนจีนเข้ามามากเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเป็นคนไทยเชื้อสายจีน   สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีคนจีนอพยพเข้ามาเมืองสยามมากเพราะเกิดความอดหยากยากแค้นในเมืองจีนเนื่องจากภัยแล้ง น้ำท่วม  ประชากรล้นเกิน ที่ทำกินไม่เพียงพอ และมีการเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์

กลุ่มคนจีนที่อพยพมาเมืองไทยมักเป็นคนทางมณฑลทางใต้  เช่น แต้จิ๋ว(Chaozhou) กวางตุ้ง( Guangdong)  ฮกเกี้ยน(Fujian) ไหหลำ (Hainan) แคะ (Hakka) โดยใช้เมืองท่าสำคัญ  เช่น ซัวเถา  จางหลิน  กวางโจว

คนแต้จิ๋ว อยู่กันมากที่กรุงเทพ(เยาวราช สำเพ็ง  สามยอด  บางรัก)  ชลบุรี (บ้านบึง  พัทยา) จันทบุรี  ระยอง  นครสวรรค์   สุพรรณบุรี ทำอาชีพค้าข้าว   ค้าน้ำตาลอ้อย

คนฮกเกี้ยน  อยู่กันมากที่ภูเก็ต ระนอง   ทำงานในเหมืองแร่ดีบุก  จันทบุรี ทำอาชีพค้าพลอย  ค้าผลไม้

คนฮากกา อยู่กันมากที่หาดใหญ่  เบตง ทำอาชีพค้าขาย  เลี้ยงไก่เบตง  โรงแรม

ช่วงเวลาในการอพยพของชาวจีนเข้าสู่ไทยแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มคนจีนที่เข้ามาค้าขายตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา   พวกจีนฮ่อ  เข้ามาทางเหนือจากยูนนาน  กวางสี   เดินทางบกและทางเรือผ่านแม่น้ำโขงมาที่เชียงราย   เชียงใหม่ ส่วนพวกมาทางทะเลภาคใต้ มักจะเป็นพวกกะลาสีเรือ พ่อค้า พวกโจรสลัด พวกนี้เริ่มเข้ามาอยู่ที่เมืองท่าต่างๆ เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี โดยมาจากเมืองท่าชายทะเลทางใต้ของจีน เช่น กวางโจว  เอ้หมึง  โดยอาจเข้ามาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161- 1503)

กลุ่มที่ 2 คือพวกที่เข้าไทยในสมัยอยุธยา (พ.ศ. 1967-2310) ชาวจีนอพยพช่วงนี้จะเป็นพวกพ่อค้า ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เช่น ปัตตานี   สุราษฎร์ธานี   ที่อยุธยามีชุมชนจีนขนาดใหญ่อยู่ตรงข้ามวัดพนัญเชิง ใกล้ป้อมเพชร และประตูจีน  มีข้าราชการตำแหน่ง โกษาธิบดีจีน ที่ดูแลเรื่องคนจีนและการค้าขายกับจีนโดยเฉพาะ

กลุ่มที่ 3 คือพวกที่เข้ามาในสมัยกรุงธนบุรีถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2310-2394) ส่วนใหญ่จะเป็นพวกแต้จิ๋ว  กวางตุ้ง  และฮกเกี้ยน

กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่อพยพเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4  และ 5  (พ.ศ.2394-2483) ในยุคนั้นเกิดความอดหยากยากจนและความวุ่นวายภายในในเมืองจีน จีนอพยพพวกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน ประเภทมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ   มาทำงานเป็นกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร   ลากรถ  ตักส้วม  ทำทางรถไฟ    

กลุ่มที่ 5 สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีน (พ.ศ. 2492) สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพวกก๊กมินตั๋งของเจียงไคเชค การปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมาเจ๋อ ตง เกิดการกวาดล้างพวกปัญญาชน และผู้มีฐานะดี  จึงต้องอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ เพราะเกรงถูกจับกุมหรือสังหาร 

กลุ่มที่ 6  เป็นยุคปัจจุบัน หลังการระบาดของโควิด-19 พ.ศ. 2562  คนจีนพวกนี้มักเป็นคนฐานะดี ที่ไม่ชอบความเข้มงวดกักบริเวณของรัฐบาลจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด พวกหาโอกาสใหม่ๆในการลงทุนทางธุรกิจ  พวกคนสูงอายุที่ไม่ชอบอากาศหนาวทางภาคเหนือของจีน     และ พวกนักศึกษาจีนที่นิยมมาเรียนระดับปริญญาในเมืองไทย เช่นที่มหาวิทยาลับเกริก   ชินวัตร  แสตมฟอร์ด  ธุรกิจบัณฑิต เพราะเข้าเรียนง่าย เรียนจบง่าย  ค่าใช้จ่ายถูกกว่าเรียนที่เมืองจีน มีชุมชนจีนใหม่อยู่บริเวณห้วยขวาง ถนนประชาราษฏร์บำเพ็ญ  ใกล้สถานทูตจีนประจำประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก 50+ , Kurt Beyer

‘ดีพร้อม’ สืบสาน ต่อยอด งานพระราชดำริ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ปั้นช่างฝีมือ พลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสู่ ‘หัตถอุตสาหกรรม’ ไทย

‘ดีพร้อม’ สืบสาน ต่อยอด งานพระราชดำริ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ปั้นช่างฝีมือ พลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสู่ ‘หัตถอุตสาหกรรม’ ไทย

‘ดีพร้อม’ สืบสาน ต่อยอด งานพระราชดำริ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ ปั้นช่างฝีมือ พลิกฟื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสู่ ‘หัตถอุตสาหกรรม’ ไทย

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปสู่ความเร็วของเทคโนโลยีและการผลิตผ่านเครื่องจักรที่สามารถผลิตสินค้าได้หลายล้านชิ้นในเวลาอันสั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ง่าย นั่นคือ “ฝีมือมนุษย์” ที่บรรจงสานเรื่องราวและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกันในทุกรายละเอียด กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ “ดีพร้อม” (DIPROM) มองเห็นโอกาสทองนี้ และกำลังเขียนบทใหม่ของงานหัตถกรรมไทย ด้วยการยกระดับจาก “งานฝีมือ” ที่มองว่าเป็นเพียงงานจากท้องถิ่น ให้กลายเป็น “หัตถอุตสาหกรรม” ที่มีพลังทางเศรษฐกิจและสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ โดยการสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงวางรากฐานการส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อให้งานฝีมือไทยสามารถยกระดับชีวิตราษฎรและกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

มรดกแห่งพระราชปณิธาน คือรากฐานของหัตถอุตสาหกรรมไทยสมัยใหม่

ก่อนที่โลกจะหันมาให้ความสำคัญกับงานฝีมือและความยั่งยืน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงมีพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลในการส่งเสริมงานหัตถกรรมไทย ทรงตระหนักว่า งานฝีมือไม่เพียงแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีและผู้ที่มีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพหนัก พระองค์จึงได้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมหัตถกรรมไทยต่าง ๆ มากมาย 

โครงการหุบกะพง ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นสร้างอาชีพ เกิดขึ้นภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ทรงพระกรุณาให้จัดสรรที่ดินหุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี ให้ราษฎรทำกิน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเล็งเห็นความต้องการหารายได้เสริมของกลุ่มแม่บ้านที่ทำงานหนักไม่ได้ จึงโปรดให้เปิดอบรมประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ พืชท้องถิ่นในพื้นที่ โดยประสานกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมส่งครูมาฝึกอบรม จนกลุ่มแม่บ้านสามารถสามารถผลิตสินค้าจำหน่ายได้ เช่น กระเป๋า หมวก เข็มขัด และรองเท้า

โครงการทอผ้านราธิวาส  ที่เกิดขึ้นเมื่อเสด็จประทับที่จังหวัดนราธิวาสในช่วงราคายางตกต่ำ และโปรดให้สร้างอาชีพเสริมด้วยการทอผ้า โดยพระราชทานกี่ทอผ้า เส้นฝ้าย และวัสดุ พร้อมให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอบรมด้านย้อมและทอ โดยยังทรงคาดการณ์อนาคตว่า เมื่อโลกประสบภาวะน้ำมันขาดแคลน งานหัตถกรรมและการทอผ้าด้วยมือจะกลับมามีความสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยพระราชทานตั้งกลุ่มทอผ้าฝ้ายขึ้น และทรงพระกรุณาพระราชทานกี่ทอผ้า สีเส้นด้าย อุปกรณ์การย้อมและการทอ อีกทั้งยังส่งครูจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไปให้การอบรม ซึ่งเป็นตัวอย่างของการสร้างเครือข่าย ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ วางรากฐานการพัฒนาหัตถอุตสาหกรรมในวงกว้าง

ดีพร้อม สืบสานและต่อยอดพระราชปณิธาน ผลักดันหัตถอุตสาหกรรมไทยสู่สากล

จากแนวพระราชดำริที่ทรงเน้นการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น การพัฒนาทักษะของคนในชุมชน และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด “ดีพร้อม” (DIPROM) ภายใต้การนำของนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้มุ่งสืบสานและต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเพื่อผลักดันหัตถอุตสาหกรรมไทย ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย โดยได้ดำเนินนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ให้ทักษะใหม่ ให้เครื่องมือทันสมัย ให้โอกาสโตไกล ให้ธุรกิจไทยที่ดีคู่ชุมชน เพื่อมุ่งเน้นการปรับใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรและงานหัตถกรรมไทย ให้มีทักษะและองค์ความรู้ สู่การเป็นหัตถอุตสาหกรรมที่โดดเด่น โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ 3H คือHand (ฝีมือ) Heritage (มิติทางวัฒนธรรม) และ High Value (มูลค่าสูง) ซึ่งเป็นการปฏิวัติแนวคิดผสานงานฝีมือไทยเข้ากับดีไซน์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่จะพาผู้ประกอบการงานหัตถกรรมไทยก้าวสู่การเป็นแบรนด์ร่วมสมัยที่โดดเด่นในตลาดระดับโลก

มนัทพงค์ เซ่งฮวด เจ้าของแบรนด์ VARNI Craft ผู้ได้รับทุนพระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กลยุทธ์ Hand “ฝีมือช่างคือจุดแข็งที่ไม่มีใครทดแทนได้”

ภายใต้กลยุทธ์ Hand ดีพร้อมได้สืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการยกระดับฝีมือช่างไทย ด้วยการอนุรักษ์และพัฒนาทักษะงานหัตถกรรมให้มีความประณีตและเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ผ่านการฝึกอบรมและยกระดับศักยภาพช่างฝีมือในสาขาต่างๆ เพื่อสร้างช่างที่สามารถผลิตผลงานได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสืบสานไม่ให้ภูมิปัญญางานฝีมือสูญหายไป

กลยุทธ์ Heritage สร้างเอกลักษณ์สินค้าไทยผ่านมรดกวัฒนธรรม

ในส่วนของกลยุทธ์ Heritage ดีพร้อมได้นำแนวพระราชดำริที่ทรงแนะนำ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสร้างอัตลักษณ์สินค้าไทย โดยการเชื่อมโยงเรื่องราว วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคเข้ากับงานหัตถกรรม ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความหมายและมูลค่าเพิ่มขึ้น ทั้งยังสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสร้างงานที่ร่วมสมัยแต่ยังคงรากทางวัฒนธรรม พร้อมสื่อสารเรื่องราวเบื้องหลังเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างงานและผู้บริโภค

กลยุทธ์ High Value สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่กลยุทธ์ High Value ดีพร้อมได้สืบสานและขยายผลแนวพระราชดำริโดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ยกระดับงานหัตถกรรมให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน โดยผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ควบคู่ไปกับการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการให้สร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ส่งเสริมให้งานหัตถกรรมไทยก้าวขึ้นเป็นพลังสำคัญในอุตสาหกรรม Soft Power ระดับโลก

ดีพร้อมได้ผสานกลยุทธ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนางานหัตถกรรมไทย สู่การเป็นหัตถอุตสาหกรรม โดยในปี 2568 ได้ดำเนินการผ่านกิจกรรมพัฒนาบุคลากรหัตถอุตสาหกรรมไทย ภายใต้โครงการพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรอุตสาหกรรมแฟชั่น (Fashion Alliance) และ กิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาหัตถอุตสาหกรรมไทย ภายใต้โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล (Fashion Identity) โดยผู้เข้าร่วมล้วนสามารถผสมผสานระหว่างทุนทางวัฒนธรรมจากท้องถิ่นกับการออกแบบที่ร่วมสมัย และสร้างผลงานหัตถอุตสาหกรรมไทยที่สามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดสากล ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 100 ล้านบาท

จากเสื่อกระจูดสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยด้วยสายใยพระมหากรุณาธิคุณ

หนึ่งในแบรนด์ที่เรื่องราวได้สะท้อนภาพแห่งพลังศิลป์และศรัทธา ที่เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงวางรากฐานการส่งเสริมงานหัตถกรรมไทยให้กลายเป็นอาชีพที่ยกระดับชีวิตราษฎรอย่างยั่งยืน คือ VARNI Craft โดย มนัทพงค์ เซ่งฮวด ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง เล่าว่า และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ศิลปาชีพบ้านป่าหัวเขียวขึ้น โดยทรงรับซื้อผลงานของชาวบ้านทุกชิ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ พระราชทานทุนการศึกษาแก่บุตรหลานผู้ประกอบศิลปาชีพ และจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

“คุณแม่วรรณี เซ่งฮวด สมาชิกศิลปาชีพหัวป่าเขียว เป็นผู้ได้รับพระราชทานทุนตั้งต้นจำนวน 15,000 บาท จากพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อจัดตั้ง “กลุ่มหัตถกรรมกระจูดวรรณี” และจากกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีชาวบ้านเพียง 7–8 คน ได้เติบโตเป็นกลุ่มช่างกว่า 250 คนในปัจจุบัน โดยหัตถกรรมจากกระจูด ได้กลายเป็นทั้งอาชีพและความภาคภูมิใจของคนในชุมชน ส่วนตัวเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับพระมาหากรุณาธิคุณเช่นกัน โดยได้รับทุนพระราชทานให้เรียนจนจบปริญญาตรี จึงตั้งใจกลับมาเพื่อพัฒนาชุมชน ด้วยการต่อยอดภูมิปัญญากระจูดพื้นบ้านให้ทันสมัยและยั่งยืน แบรนด์VARNI Craft จึงถือกำเนินขึ้นในปี 2555” นายมนัทพงค์ เล่าด้วยความปลื้มปิติ

นายมนัทพงค์ เล่าต่อว่า VARNI Craft ทำงานเกี่ยวกับกระจูด วัชพืชที่เติบโตขึ้นในป่าพรุทะเลน้อย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายกว่าหลายร้อยปี เมื่อเห็นว่าอาชีพนี้สร้างผลิตภัณฑ์ได้เพียงเสื่อกระจูด ที่สามารถขายได้ในราคาแค่ผืนละ 100 บาท และกำลังจะสูญหายไปเพราะมีกลุ่มผู้สูงอายุเป็นผู้สานต่อเท่านั้น  จึงเข้ามาพัฒนาโดยผสมผสานการออกแบบสมัยใหม่ พัฒนานวัตกรรมการย้อมสี การประยุกต์ลวดลายเป็นลายกราฟิกที่ทันสมัย ผ่านผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ตั้งแต่ของใช้ในบ้านอย่างโต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ งานตกแต่งผนังโรงแรม ไปจนถึงสินค้าแฟชั่นอย่างกระเป๋า กระเป๋าคลัช และชุดเสื้อผ้า อีกทั้งแบรนด์ยังพัฒนาฝีมือช่างปักโดยนำศิลปะและการใช้สีมาสร้างความเป็นมิติให้ลวดลาย ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากราคาหลักร้อยให้เป็นหลักพันได้ และมีการส่งเสริมการปลูกกระจูดในพื้นที่ของชาวบ้านแทนการเก็บจากป่าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยปัจจุบันการปลูกกระจูดจึงถือเป็นพืชเศรษฐกิจของพื้นที่ ซึ่งช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ชาวบ้าน ทั้งยังช่วยเก็บกักคาร์บอนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การเข้าร่วมโครงการส่งเสริมหัตถอุตสาหกรรมกับ “ดีพร้อม” เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยยกระดับ VARNI Craft ให้ก้าวไกลมากขึ้น ดีพร้อมได้ให้การสนับสนุนในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบ ที่ช่วยพัฒนาดีไซน์ให้ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ พร้อมปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน เปลี่ยนจากงานหัตถกรรมที่ผลิตได้น้อย และไม่สามารถคงคุณภาพในทุกชิ้นงานได้ สู่การเป็นหัตถอุตสาหกรรม ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูงสามารถแข่งขันในตลาดพรีเมียมได้ โดยผลิตภัณฑ์ของ VARNI Craft มีกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายทั้งคนวัยทำงาน นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานหัตถกรรมที่มีคุณค่าและเรื่องราว และยังมีการส่งออกไปต่างประเทศ ทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา”

ในปี พ.ศ. 2567 นายมนัทพงค์ ได้รับเกียรติเป็นทายาทหัตถกรรมไทยสาขางานสานกระจูดพัทลุง โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และมุ่งมั่นสานต่อพระราชปณิธาน โดยได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจ นักท่องเที่ยว ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้งานหัตถกรรมกระจูด พร้อมต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านอำเภอควนขนุน อย่างมากมาย ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงประทานโอกาสให้ชาวบ้านธรรมดาลุกขึ้นสร้างคุณค่าด้วยสองมือตนเอง

หัตถอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่เพียงงานที่ทำด้วยมือ หากคือ งานที่ทำด้วยหัวใจ ที่สืบสานจากพระราชปณิธานแห่งความเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่การต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ และในวันนี้ ดีพร้อม เดินหน้าเปลี่ยนงานฝีมือท้องถิ่นให้กลายเป็นพลังการค้าเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับโลก ทำให้เรื่องราวของภูมิปัญญาไทยได้เปล่งประกาย และ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของไทยอย่างแท้จริง

TTA เติมเต็มโภชนาการให้เด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ‘อิ่มนี้ พี่ให้น้อง’

TTA เติมเต็มโภชนาการให้เด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ‘อิ่มนี้ พี่ให้น้อง’

TTA เติมเต็มโภชนาการให้เด็กขาดโอกาสผ่านโครงการ ‘อิ่มนี้ พี่ให้น้อง’

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาหาร ไม่ใช่เพียงหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ทุกคนต้องการเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงความอบอุ่น กำลังใจ และโอกาสที่จะเติบโตอย่างแข็งแรง สำหรับเด็กเล็กในวัยเรียนรู้ มื้ออาหารที่สมบูรณ์จึงเปรียบเสมือน “รากฐานชีวิต” ที่คอยหล่อเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจ ให้พร้อมก้าวสู่อนาคตการเป็นผู้ใหญ่อย่างแข็งแรงและมั่นคง

ด้วยความเข้าใจในคุณค่าของอาหารที่เป็นมากกว่าการยังชีพ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA จึงริเริ่มกิจกรรม “อิ่มนี้ พี่ให้น้อง” เพื่อส่งต่อโอกาสและกำลังใจให้แก่เด็กๆ ที่ขาดแคลน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมนี้ได้จัดขึ้นแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง มีน้องๆ กว่า 180 คน ที่ได้รับมื้ออาหารแสนอบอุ่น เด็กๆ หลายคนมาจากครอบครัวยากจนหรือถูกทอดทิ้ง บางคนเผชิญปัญหาภาวะขาดสารอาหารและพัฒนาการไม่สมวัย

TTA นำโดย สมชาย อภิญญานุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา ได้ร่วมกันเป็น “ผู้ให้” ผ่านการบริจาคบัตรกำนัลจาก Pizza Hut และ Taco Bell เพื่อนำไปแปรเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารแสนอร่อย ส่งตรงถึงสถานสงเคราะห์และมูลนิธิทั้งหมด 3 แห่ง เติมเต็มท้องน้อยๆ ให้อิ่มอย่างอบอุ่น พร้อมรอยยิ้มที่สะท้อนความสุขและกำลังใจจากพี่ๆ

สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี ที่นี่เป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ของเด็กผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้ง ถูกทำร้าย หรือขาดผู้ดูแลอย่างเหมาะสม มื้ออาหารจากโครงการช่วยเติมเต็มทั้งโภชนาการและกำลังใจ ให้เด็กๆ ได้รับรู้ถึงความห่วงใยจากพี่ๆ

 มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) ภายในชุมชนแออัดคลองเตย เด็กเล็กจำนวนมากต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ หลายครอบครัวไม่สามารถจัดหามื้ออาหารที่เพียงพอหรือมีคุณค่าทางโภชนาการได้ มื้ออาหารที่นำไปมอบ ไม่ได้เพียงแค่ช่วยคลายความหิว แต่ยังสร้างรอยยิ้มและความสุขเล็กๆ ที่เป็นแรงใจให้เด็กๆ

มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) สถานที่ที่เด็กเล็กๆ ขาดแคลนโอกาส ที่นี่คือที่ที่พวกเขาจะได้รับทั้งความรัก ความห่วงใย และการเลี้ยงดูเหมือนครอบครัว มื้ออาหารจากโครงการช่วยเติมเต็มการดูแลพื้นฐานและสนับสนุนการพัฒนาการในแต่ละวัน

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 5 พฤศจิกายน 2568

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • อโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าฯ นครปฐม ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมมอบนโยบายรวมพลังรักศรัทธาแก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ Quick Big Win..
  • มิตรสหายยินดีกับ จตุพร โรจนพานิช ที่ได้เป็น ว่าที่ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว..
  • อนุชา บูรพชัยศรี ในฐานะประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-ออสเตรเลียได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานสภาผู้แทนราษฎร Hon. Milton Dick, รองประธานสภาผู้แทนราษฎร Ms. Sharon Claydon MP และวุฒิสมาชิก Senator Deborah O’Neill จากเครือรัฐออสเตรเลียในช่วงระหว่างการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา ณ กรุงเจนีวา..
  • ยินดีกับ พล.อ.อ.นพ. อิทธพร คณะเจริญ ที่ได้รับรางวัลคนดีของสังคม ด้านการศึกษาเพื่อสังคมและส่งเสริมสุขภาพ ประเภทบุคคล เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ..
  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดวิสัยทัศน์พายะลาต่อยอด DNA เมืองเกษตร เตรียมลงทุนตั้งศูนย์วิจัยเกษตรเพื่อพัฒนาพืช GI และเบื้องหลังการก้าวสู่ Smart City อันดับ 5 ของประเทศ ตลอดจนถึงการวางรากฐานเมืองอย่างยั่งยืนเพื่อรับมือโลกแปรปรวน ชมรายละเอียดที่ https://youtu.be/giXZRskDF60?si=_I3gFu14b7KAgoe9..
  • ไพศาล พิสุทธิ์วัชระ พร้อม ดร.วารีรัตน์ ตั้งธนกูล, นุสรา(อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์, วิสิฐ ตันติสุนทร, ดร.วสันต์ อริยพุทธรัตน์ เป็นตัวแทนเพื่อนๆชาว BRAIN 2ไปร่วมแสดงความเสียใจกับ เกษสุดา ไรวา ที่สูญเสีย คุณพ่อกิจจา อุดมพันธ์ ในวัย 99 ปี..
  • ชาว ปธพ. 2 ร่วมยินดีกับ อัฐ ทองแตง ที่ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาทัศนศิลป์และการออกแบบ ประจำปีการศึกษา 2566 ของ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา..
  • ดร.ชานนท์ ชิงชยานุรักษ์ เปิดการอบรมพัฒนาผู้บริหารด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ Executive Development Program ครั้งที่ 3 จัดโดย ศูนย์นวัตกรรมการจัดการ คณะบริหารธุรกิจ ม.เชียงใหม่..
  • ถิรวัฒน์ พูนกาญจนะโรจน์ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญบริจาคโลงศพ ข้าวสาร ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แล้วไปไหว้พระไหว้เจ้าขอพรที่วัดเล่งเน่ยยี่และศาลเจ้าพ่อเสือ..
  • กรพิพัฒน์ การุณยเลิศ และ กิตติโชค วีระเตชะ ชวนผู้ชื่นชอบอาหารเจ มัง วีแกน ลองไปชิมที่ร้านตำมัง อีสาน เจ มังสวิรัติ วีแกน เป็นร้านอาหารไทยเจร้านแรกในไทยที่ได้รับการคัดเลือกโดย Michelin Guide ในรูปแบบแซ่บๆสไตล์แบบไทยๆโดยปรุงจากวัตถุดิบไร้เนื้อสัตว์..
  • นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ แนะนำพฤติกรรมช่วยลดไขมันในเลือด เช่น หยุดของหวาน, ลดแป้งขัดขาว, หลีกเลี่ยงอาหารมันทอด, โปรตีนต้องพอ (1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก.), ออกกำลังกาย ชมรายละเอียดที่ https://youtu.be/SeDu7CzIErE?si=ZUKNy3veqspafcTn..

น้องใหม่

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนอพยพทิ้งแผ่นดิน : จากสมัยโบราณถึงปัจจุบัน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.47 น.

การอพยพของชาวจีนออกจากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนนั้น   เป็นการเคลื่อนย้ายประชากรที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ   การอพยพดังกล่าวเป็นกระบวนการที่ยาวนาน กว่าพันปีที่ผ่านมา  ก่อนการตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงปัจจุบัน ชาวจีนโพ้นทะเลหลายสิบล้านคนได้หนีจากความอดอยาก สงคราม ความยากจน  ทิ้งบ้านเกิด เพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ในดินแดนอันห่างไกลทั่วโลก

สาเหตุของการอพยพ

สาเหตุที่นำไปสู่การอพยพ   ของชาวจีนมีหลายประการ เช่น ประชากรจีนที่เพิ่มรวดเร็วในขณะที่ที่ดินทำกินมีจำกัด ภัยธรรมชาติที่เกิดซ้ำซาก โดยเฉพาะอุทกภัยจากแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซีเกียง ทำให้ขาดแคลนอาหาร

การเก็บภาษีที่หนักจากราชสำนักและขุนนางท้องถิ่น  ได้กดขี่ชาวนาจนลำบากในการดำรงชีพ ระบบศักดินาและการผูกขาดที่ดินโดยชนชั้นสูงทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ไร้ที่ดินทำกิน  เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากสงครามฝิ่นและการเปิดประเทศแบบถูกบังคับจากมหาอำนาจ   การจลาจลไท่ผิงต่อต้านราชวงศ์ชิง ในช่วงปี พ.ศ 2393-2407 (สมัยรัชกาลที่ 3 และ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สร้างความหายนะและทำให้ผู้คนนับสิบล้านเสียชีวิต คนจีนจำนวนมากต้องอพยพหนีภัย  โดยเฉพาะพวกจีนแคะ(ฮากกา)ซึ่งเป็นกลุ่มหลักในการก่อกบฏไท่ผิงที่ถูกปราบปรามเมื่อพ่ายแพ้

ระลอกของการอพยพผ่านประวัติศาสตร์

สมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450)  ยุคอาณาจักรทวารวดีและขอมก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    มีพ่อค้าชาวจีน  และผู้หลบหนีคดีในเมืองจีน ใช้เรือใบเดินทางมาสุวรรณภูมิ เช่น จามปา  กัมพูชา ชวา สุมาตรา   บอร์เนียว  มะละกา  สยาม  ริวกิว  แอฟริกา    บางคนแต่งงานกับหญิงพื้นเมืองแล้วไม่กลับเมืองจีน   

สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. 1822-1911)และราชวงศ์หมิง (พ.ศ.1911-2187) ยุคอยุธยาตอนต้น    การอพยพของคนจีนสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพ.ศ. 1893 สมัยราชวงศ์หยวน  เมื่อชาวจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง และไหหลำ    เดินทางมาค้าขายทางทะเล และตั้งรกรากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าและช่างฝีมือที่มาแสวงหาโอกาสทางการค้า

ในช่วงราชวงศ์หมิง (พ.ศ. 1911-2187) มีการส่งกองเรือใหญ่ของนายพลเจิ้งเหอ(鄭和) มาสำรวจดินแดนเอเชียและแอฟริกา  โดยมีเรือส่วนหนึ่งเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา  มีพ่อค้าชาวจีนส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจที่อยุธยา   เมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลายและราชวงศ์ชิงขึ้นครองอำนาจ (พ.ศ.2187 สมัยพระเจ้าปราสาททอง)  เกิดความวุ่นวายความอดอยาก ภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมือง ชาวจีนหัวรุนแรงที่ภักดีต่อราชวงศ์หมิง และไม่ยอมรับการปกครองของชาวแมนจู  พวกข้าราชการ พ่อค้า ช่างฝีมือ จำนวนมากหนีออกนอกประเทศ โดยเฉพาะชาวจีนในมณฑลฝูเจี้ยนและ กวางตุ้งที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานใน ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม จามปา  กัมพูชา สยาม พม่า  มลายู และฟิลิปปินส์

สมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2383-2443 )ยุครัชกาลที่ 3 ถึง 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์      ได้เกิดการอพยพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นหลังสงครามฝิ่นครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2382-2385) และทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงการจลาจลกบฏไท่ผิงเทียนกั๋ว Taiping Rebellion (พ.ศ. 2407) ที่ทำให้ราชวงศ์ชิงล่มสลาย    ความหายนะจากสงครามกลางเมืองครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 20-30 ล้านคน  คนจีนนับล้านต้องอพยพหนีภัยสงคราม ภัยแล้ง อุทกภัยและความอดอยาก  

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้  การเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา  ไทย และหลายประเทศ  ทำให้มีความต้องการแรงงานด้านเกษตรกรรม และเหมืองแร่  การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนีย (พ.ศ.  2391ค.ศ. 1848) ออสเตรเลีย (พ.ศ.2394 ค.ศ. 1851) และแร่ดีบุกทางภาคใต้ของประเทศไทย  ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปทำงานเป็นกรรมกร หรือ กุลี (Coolies)  การสร้างทางรถไฟข้ามทวีปในทวีปอเมริกา(แคลิฟอรเนีย  ฮาวาย คิวบา  เปรู) แคนาดา  และสยาม   ต้องการแรงงานจำนวนมหาศาล        ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณานิคมของยุโรป (มาลายา สิงคโปร์ บอร์เนียว สุมาตรา) ต้องการแรงงานในไร่อ้อย สวนยางพารา  สวนกาแฟ  และเหมืองแร่ดีบุก   คนจีนจำนวนมากมาทำงานขุดคลอง ค้าขาย  ปลูกผัก และก่อสร้าง

ปลายราชวงศ์ชิง ต่อสาธารณรัฐจีน  (พ.ศ.2443-2492)

ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จีนประสบกับความวุ่นวายต่อเนื่อง เช่นการปฏิวัติซินไฮ่  พ.ศ. 2454    การล่มสลายของราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2492 นำมาสู่ยุคของขุนศึกแย่งชิงอำนาจ (Warlord Era)  สงครามกลางเมือง  พ.ศ. 2481-2492 การรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงพ.ศ. 2473-2483 และสงครามโลกครั้งที่สอง       ความยากจนและความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนจีนอีกครั้ง  ไปยังประเทศที่มีคนจีนอพยพไปก่อน อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอรแลนด์  อารเจนติน่า  มลายู  ไทย  สิงคโปร์   สหรัฐอเมริกา  แคนาดา

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งทำให้ชาวจีนจำนวนมากอพยพหนีภัยสงคราม เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ชนะและจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีพ.ศ. 2492 ชาวจีนที่สนับสนุนก๊กมินตั๋งและผู้มีฐานะที่ไม่ชอบการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ราว 2 ล้านคน        ได้หนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์  ไทย  ซาราวัค  บอร์เนียว มาลายา

ทหารจีนคณะชาติที่พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์บางส่วน เช่นกองพล 93  หนีเข้ามาตั้งหลักแหล่งในประเทศไทยแถบเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมและหลังการเปิดประเทศ (พ.ศ. 2493-2533)

ยุคของเหมาเจ๋อตุงนำมาซึ่งนโยบายบังคับรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ไปข้างหน้า (พ.ศ. 2501-2505) นำไปสู่ความอดอยากครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 15-45 ล้านคน ที่เป็นความอดอยากเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ชาวจีนที่รอดชีวิตจำนวนหนึ่งพยายามหนีออกนอกประเทศแม้จะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

การปฏิวัติวัฒนธรรม  Cultural Revolution  พ.ศ. 2509-2519 สร้างความโกลาหลและทำลายชีวิตผู้คนนับล้าน นักปัญญาชน นักธุรกิจ  ชนชั้นกลาง และผู้มีความคิดต่างจากรัฐบาลถูกกดขี่และทำลาย หลายคนพยายามหลบหนีไปยังฮ่องกง มาเก๊า  ไทย สหรัฐอเมริกา  แคนาดา  ออสเตรเลีย และยุโรป 

ยุคสมัยใหม่ (พ.ศ.2521 –ปัจจุบัน)

แม้จีนจะเปิดประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่การอพยพยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบใหม่ ชาวจีนในยุคนี้อพยพเพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่หนีจากความอดอยากอย่างในอดีต การอพยพในปัจจุบันประกอบด้วยนักศึกษา  นักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และนักลงทุนที่มีทักษะสูง เพื่อโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศ ไปยังยุโรป (เยอรมนี  อังกฤษ)  เอเชีย (ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์)   แอฟริกาใต้ (แองโกล่า เคนยา ไนจีเรีย) อเมริกาใต้  (บราซิล อารเจนติน่า)ตะวันออกกลาง (ดูไบ  ซาอุดิอารเบีย)   อย่างไรก็ตาม ยังมีการอพยพผิดกฎหมายจากชนบทที่ยากจนและจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่ เช่น ชาวอุยกูร์ในซินเจียง การควบคุมของรัฐบาลที่เข้มงวดในบางพื้นที่ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนแสวงหาอิสรภาพในต่างแดน

ช่วงการที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้จีน  (พ.ศ. 2527-2540) ทำให้ชาวฮ่องกงจำวนมากอพยพออกไปต่างประเทศ อีกครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่ไปสิงคโปร์ ไต้หวัน  สหราชอาณาจักร  สหรัฐอเมริกา  แคนาดา ออสเตรเลีย

ยุคหลังโควิด (พ.ศ. 2562)มีคนจีนอพยพออกไปต่างประเทศอีก   เพราะเกรงกลัวนโยบายกักตัวปิดเมืองช่วงโควิดระบาดที่เข้มงวด (Zero Covid) เศรษฐกิจจีนชะลอตัว  และค่าครองชีพในเมืองใหญ่ที่เพิ่มสูง   มายังประเทศไทย  สหรัฐ  ยุโรป ญี่ปุ่น  สิงคโปร์ นักศึกษาที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้จำนวนมาก ไปหาที่เรียนในต่างประเทศ    

ท่าเรือและเส้นทางการอพยพ

การอพยพของชาวจีนส่วนใหญ่สมัยก่อนที่ใช้เรือสำเภาและเรือกลไฟไอน้ำ  เริ่มต้นจากท่าเรือสำคัญในมณฑลชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของจีน ท่าเรือกวางโจว (Canton) ในมณฑลกวางตุ้งเป็นท่าเรือละเก่าแก่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศมานานหลายศตวรรษ ชาวกวางตุ้งและชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่ออกเดินทางจากท่าเรือแห่งนี้

ท่าเรือเซี่ยเหมิน (Xiamen หรือ Amoy) ในมณฑลฝูเจี้ยนเป็นจุดออกเดินทางสำคัญของชาวฮกเกี้ยนและชาวไหหลำ ท่าเรือแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้าขายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่าเรือกวางโจว (Quanzhou) และฝูโจว (Fuzhou) เป็นท่าเรือเก่าแก่ในมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันอออกเฉียงใต้ ที่มีชื่อเสียงในอดีต ชาวจีนจากท่าเรือเหล่านี้แล่นเรือสำเภาไปยังฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสยาม    ท่าเรือซัวเถา (Swatow หรือ Shantou)และจังลิ้ม  เป็นท่าเรือสำคัญในมณฑลกวางตุ้งตอนเหนือ เป็นจุดออกเดินทางของชาวแต้จิ๋ว ท่าเรือฮ่องกงกลายเป็นท่าเรือสำคัญหลังจากตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ  2385 เป็นจุดผ่านทางและจุดรับส่งผู้อพยพที่สำคัญที่สุดในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25

นอกจากนี้ยังมีท่าเรือเล็กๆ มากมายตามชายฝั่งทะเลของมณฑลกวางตุ้ง ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง ชาวจีนที่ยากจนมักใช้ท่าเรือเล็กเหล่านี้เพื่อหลบหนีการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ในศตวรรษที่ 19 เกิดระบบ “ค้ากุลี” ที่คล้ายกับการค้าทาส บริษัทค้ามนุษย์จะรวบรวมชาวจีนที่ยากจนและส่งไปขายเป็นแรงงานในอเมริกา ออสเตรเลีย และอาณานิคมต่างๆ

ปลายทางและการตั้งรกราก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สยามหรือประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่ง ชาวจีนเริ่มอพยพมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีบทบาทสำคัญในการค้าและบริหารราชการ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า คนงานขุดคลอง และทำไร่อ้อย

ในพุทธศตวรรษที่ 24 จำนวนชาวจีนในสยามเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยชาวแต้จิ๋วมีจำนวนมากที่สุด ตามมาด้วยชาวฮกเกี้ยน ชาวกวางตุ้ง ชาวไหหลำ และชาวฮ่อ ชาวจีนเหล่านี้ทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา ธุรกิจการค้า และรับราชการ การผสมกลมกลืนระหว่างชาวไทยกับชาวจีนทำให้เกิดสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ ชาวจีนในไทยส่วนหนึ่งแต่งงานกับคนไทยและกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย

ท่าเรือสำคัญในประเทศไทยสำหรับชาวจีนโพ้นทะเล ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ท่าเรือ ฮวย จุ่ง ล้ง (ล้ง 1919)   ท่าเรือโปเส็ง ที่ตลาดน้อย  ท่าเรือเคเถา ที่ทรงวาด และท่าเรือตามเมืองชายทะเลเช่น  เกาะสีชัง ศรีราชา(เกาะลอย)   

มาลายาหรือมาเลเซียและสิงคโปร์ ก็เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญ ชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานในมะละกาตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากในศตวรรษที่ 24  ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า ปัจจุบันชาวจีนคิดเป็นประมาณร้อยละ 75 ของประชากรสิงคโปร์

อินโดนีเซียหรืออินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ในอดีตเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวจีนในชวาและสุมาตราทำงานเป็นช่างฝีมือ พ่อค้า และเกษตรกร ในพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 จำนวนชาวจีนเพิ่มขึ้นมาก ทำงานในไร่อ้อย สวนยางพารา และเหมืองต่างๆ    แต่ชาวจีนในอินโดนีเซียประสบกับการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์

ฟิลิปปินส์เป็นจุดหมายปลายทางของชาวจีนตั้งแต่สมัยก่อนสเปนเข้ามาล่าอาณานิคม   ชาวจีนทำธุรกิจการค้าและเป็นคนกลางระหว่างสเปนกับชาวพื้นเมือง แม้จะถูกเบียดเบียนและสังหารหมู่หลายครั้ง ชาวจีนก็ยังคงตั้งถิ่นฐานและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจสูงมาก

พม่าและอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และเมืองท่า ชาวจีนทำธุรกิจการค้า งานฝีมือ และเป็นคนกลางทางเศรษฐกิจ     มีคนจีนไปลงทุนในกัมพูชาจำนวนมากทั้งแบบถูกและผิดกฏหมาย

สหรัฐอเมริกาเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของจีนอพยพ ตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 24การค้นพบทองคำในแคลิฟอร์เนียในปี พ.ศ 2381ดึงดูดชาวจีนนับหมื่นคนไปขุดทอง ชาวจีนเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้ง

ในพ.ศ. 2403 ชาวจีนนับหมื่นคนถูกจ้างมาสร้างทางรถไฟข้ามทวีปเซนทรัลแปซิฟิก ชาวจีนที่อยู่ในอเมริกาหลายคนถูกบังคับให้อาศัยอยู่ในย่านไชนาทาวน์ที่แออัด ชาวจีนทำงานในร้านซักรีด ร้านอาหาร และธุรกิจเล็กๆ บางคนกลับไปจีนเพราะไม่สามารถนำครอบครัวมาได้ ผู้ที่อยู่ต่อต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

แคนาดาก็มีประวัติศาสตร์คล้ายกัน ชาวจีนถูกนำเข้ามาทำงานสร้างทางรถไฟข้ามทวีปสายแคนาเดียนแปซิฟิกในพ.ศ. 2423 ไชนาทาวน์ในเมืองต่างๆ เช่น แวนคูเวอร์ โตรอนโต และมอนทรีออล กลายเป็นศูนย์กลางชุมชนจีน

เม็กซิโกและละตินอเมริกา มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน โดยเฉพาะในคิวบา เปรู และเม็กซิโก ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและเหมืองต่างๆ ในสภาพเกือบเป็นทาส       การค้นพบทองคำในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ใน พ.ศ. 2394 ดึงดูดชาวจีนจำนวนมากไปขุดทองในวิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์ และควีนส์แลนด์      ชาวจีนคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ขุดทองทั้งหมดในออสเตรเลีย หลังจากยุคทองคำสิ้นสุดลง ชาวจีนหลายคนกลับประเทศ แต่บางคนเลือกอยู่ต่อและทำงานในร้านซักรีด ร้านเฟอร์นิเจอร์ สวนผัก และร้านอาหาร

ชาวจีนเริ่มอพยพไปยุโรปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แต่จำนวนไม่มากเท่ากับที่อื่น       สหราชอาณาจักร (อังกฤษ): เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญแห่งหนึ่งมานาน ชาวจีนมาทำงานเป็นลูกเรือและตั้งรกรากในเมืองท่าต่างๆ โดยเฉพาะลอนดอนและลิเวอร์พูล ไชนาทาวน์ในลอนดอนย่านโซโห   มีคลื่นการอพยพเพิ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2523 เมื่อมีการตกลงส่งมอบฮ่องกงคืนให้กับจีน และอีกครั้งหลังเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินใน พ.ศ. 2532

ที่ฝรั่งเศส  หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คนงานจีนเข้ามาทำงานช่วยสร้างซ่อมแซมประเทศ  มีไชนาทาวน์ในกรุงปารีส และมีชุมชนชาวจีนในเมืองใหญ่ เช่น ลียง (Lyon) และ มาร์แซย์ (Marseille)

เนเธอร์แลนด์มีชาวจีนจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นอาณานิคมเดิมของเนเธอร์แลนด์ เยอรมนีและประเทศยุโรปอื่นๆ ก็มีชาวจีนตั้งถิ่นฐานบ้าง แต่จำนวนไม่มากจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 20 เมื่อนโยบายต่อต้านการอพยพผ่อนคลายลง

ชาวจีนเริ่มอพยพไปแอฟริกาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 24 แอฟริกาใต้มีชาวจีนจำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานในเหมืองทองคำและเพชร มอริเชียสและเรอูนียงเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดียที่มีชาวจีนอพยพไปตั้งถิ่นฐาน ชาวจีนทำงานในไร่อ้อยและค้าขาย โดยเฉพาะหลังจากจีนเปิดประเทศ ชาวจีนจำนวนมากเดินทางไปทำงานก่อสร้างและธุรกิจในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช่น แองโกลา ไนจีเรีย และซิมบับเว

ลักษณะการอพยพและชีวิตของผู้อพยพ

การอพยพของชาวจีนในแต่ละยุคสมัยมีลักษณะและวิธีการที่แตกต่างกัน ในยุคแรกๆ ก่อนศตวรรษที่ 19 พวกเขาเดินทางตามเส้นทางการค้าโบราณที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเดินทางทางทะเลในสมัยก่อนนั้นอันตรายมาก ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและลมมรสุม เรือสำเภาจีนหรือจังก์เป็นพาหนะหลัก ผู้โดยสารต้องเผชิญกับพายุ โจรสลัด โรคระบาด และความขาดแคลนอาหารน้ำ อัตราการเสียชีวิตในระหว่างการเดินทางค่อนข้างสูง

อาชีพและบทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนที่อพยพออกไปมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด และมีความสามารถในการค้าขายและธุรกิจ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ต่ำมาก

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวจีนครองเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ในสยาม ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา การค้าข้าว โรงสี และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนเป็นคนกลางสำคัญระหว่างเกษตรกรไทยกับตลาดต่างประเทศ ชาวจีนเก็บภาษีอากรให้รัฐบาล ดำเนินการผูกขาดในหลายธุรกิจ และสะสมความมั่งคั่งมหาศาล

ในมาเลเซียและสิงคโปร์ ชาวจีนทำงานในเหมืองดีบุก สวนยางพารา และธุรกิจการค้า พ่อค้าจีนควบคุมการค้าระหว่างประเทศและการนำเข้าส่งออก ชาวจีนยังเป็นช่างฝีมือที่มีฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง และช่างตัดเสื้อ

ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ชาวจีนครองธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง พวกเขาเป็นคนกลางที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่นและขายให้กับตลาดในเมือง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจนี้บางครั้งทำให้เกิดความอิจฉาริษยาและความขัดแย้งกับชาวพื้นเมือง

ในสหรัฐอเมริกา รุ่นแรกของชาวจีนทำงานเป็นคนขุดทอง คนงานทางรถไฟ คนงานในฟาร์ม และงานบริการต่างๆ เมื่อถูกขับออกจากเหมืองทองคำและงานก่อสร้าง ชาวจีนหันไปทำธุรกิจซักรีด ร้านอาหาร และร้านขายของชำ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ต้องการทุนมากและไม่แข่งขันโดยตรงกับคนผิวขาว ทำให้สามารถดำเนินการได้    ร้านซักรีดเป็นอาชีพที่แพร่หลายที่สุดของชาวจีนในอเมริกา ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีร้านซักรีดจีนนับพันแห่งในเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา งานนี้หนักและน่าเบื่อ ต้องทำงานยาวนานในสภาพร้อนและชื้น แต่ก็เป็นหนทางหนึ่งที่ชาวจีนสามารถเลี้ยงชีพได้

ร้านอาหารจีนก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่แพร่หลาย ชาวจีนดัดแปลงอาหารจีนให้เหมาะกับรสนิยมของคนตะวันตก สร้าง “อาหารจีน-อเมริกัน” ที่มีลักษณะเฉพาะตัว อาหารจีนกลายเป็นที่นิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในอาหารต่างชาติที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด

ในประเทศไทย ชาวจีนมีส่วนสำคัญในการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจ ชาวจีนเป็นผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่สำคัญ สร้างโรงสี โรงงาน ธนาคาร และธุรกิจต่างๆ มากมาย ในปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนมีบทบาทในทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยกับจีนทำให้เกิดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย

ในสิงคโปร์ ชาวจีนเป็นกลุ่มประชากรหลักและเป็นผู้สร้างประเทศให้เจริญก้าวหน้า จากเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางการเงินละการค้าที่สำคัญของโลก ภายใต้การนำของลีกวนยู ซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว สิงคโปร์พัฒนาเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียโดยเฉพาะชาวจีนกลายเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาและอาชีพสูง ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ชาวจีนและลูกหลานมีบทบาทสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ และธุรกิจ ในซิลิคอนวัลเลย์ ชาวจีนและชาวเอเชียเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี

การอพยพในยุคปัจจุบัน

การอพยพของชาวจีนในพุทธศตวรรษที่ 26 มีลักษณะแตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง       ชาวจีนในปัจจุบันไม่ได้อพยพเพราะความอดอยากหรือสงคราม แต่เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าทางการศึกษา อาชีพ และคุณภาพชีวิต ผู้อพยพส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษาดี มีทักษะและความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

นักเรียนจีนเป็นกลุ่มนักเรียนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย  ไทย และประเทศตะวันตกอื่นๆ พวกเขาเรียนในระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หลายคนเลือกอยู่ต่อหลังเรียนจบและทำงานในประเทศเหล่านั้น

นักธุรกิจและนักลงทุนจีนเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำธุรกิจและลงทุน พวกเขาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ ลงทุนในบริษัทต่างประเทศ และขยายธุรกิจไปทั่วโลก การเติบโตของชนชั้นกลางในจีนทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการจากต่างประเทศสูงขึ้น นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก

นอกจากนี้ยังมีการอพยพของผู้มีทรัพย์สินมั่งคั่งที่ต้องการย้ายทรัพย์สินออกนอกจีนเพื่อความปลอดภัยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางการเมือง พวกเขาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ และขอสัญชาติหรือถ่ายทะเบียนถาวรในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

การอพยพของคนรวยจีนทำให้เกิดปัญหาการไหลออกของทุนและสมอง จีนเสียทั้งเงินและคนที่มีความสามารถไปให้ประเทศอื่น รัฐบาลจีนพยายามควบคุมการไหลออกของทุนและมีมาตรการกระตุ้นให้คนเก่งกลับมาพัฒนาประเทศ แต่หลายคนก็ยังเลือกที่จะอยู่ต่างประเทศเพราะเสรีภาพ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com 

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

‘ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม’ ในกลุ่มเอ็กโก คว้ารางวัล ‘องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ปี 2568’ จาก พม.

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

โรงไฟฟ้าพลังงานลม “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” ในกลุ่มเอ็กโก รับโล่เกียรติคุณ “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น ประเภทองค์กรธุรกิจ ประจำปี 2568” ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลนี้  ในพิธีมอบโล่อาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น เนื่องในงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชัยภูมิ  วินด์ฟาร์ม ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

วิชาญ ศรีไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบริหารโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม ตั้งอยู่ที่อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่ง EGCO Group ถือหุ้น 100% เริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2559 ได้ดำเนินงานด้านการพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม จนเป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น และได้รับคัดเลือกจากสำ นักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นตัวแทนเข้ารับการพิจารณารางวัล “องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น” ในระดับประเทศ โดยโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของจังหวัดชัยภูมิที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้ทั้งระดับจังหวัดและระดับองค์กร

โรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม มุ่งดำเนินภารกิจผลิตพลังงานสะอาด เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำของประเทศ ควบคู่กับการเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล ด้วยนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การปลูกฝังและส่งเสริมให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อสังคม การเผยแพร่ผลการดำเนินงานต่อชุมชนและสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์กับหน่วยงานอื่น เพื่อพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการและกิจกรรม CSR ที่โดดเด่น ได้แก่

ปรับปรุงถนนจากดินลูกรังเป็นหินคลุกบดอัด เพื่อให้ชุมชนเดินทางได้สะ ดวกปลอดภัย และสามารถขนส่งสินค้าการเกษตรได้สะดวกมากขึ้น

ประสานขยายแนวเขตไฟฟ้าเพื่อให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงไฟฟ้าได้

ร่วมก่อสร้างฝายชะลอน้ำและพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

ช่วยพัฒนาการทำการเกษตรในพื้นที่ จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นพืชผสม เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชน

ร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ผ่านการจ้างงานบุคลากรในท้องถิ่น การส่งเสริมด้านการศึกษาให้เยาวชน

การสนับสนุนทักษะอาชีพ ตลอดจนการดูแลสุขอนามัยของคนในชุมชน

จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาฯ - กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

จุฬาฯ – กระทรวงกลาโหม ผนึกกำลังยกระดับความมั่นคงด้วยความรู้ พัฒนาการศึกษา เสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.08 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือ กระทรวงกลาโหม ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อยกระดับการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมด้านความมั่นคง พร้อมเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลผ่านหลักสูตรฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่ออนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ

พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 3 พฤศจิ กายน 2568 ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์  โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงกลาโหม เป็นสักขีพยานและแถลงถึงความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนาการศึกษาของบุคลากรและกำลังพลกระทรวง กลาโหม

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจ พร้อมด้วย รศ. ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช  ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ พล.อ. ชิดชนก นุชฉายา เสนา ธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ. ชัยพฤกษ์  ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กองทัพบก พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กองทัพเรือ และ พล.อ.อ.ศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ กองทัพอากาศ ร่วมลงนามบันทึกความเข้า ใจในฐานะพยาน เเละมี พล.อ อัฐพงศ์ พิชญาภรณ์ เจ้ากรมเสมียนตรา เเละ พล.อ. สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกระทรวงกลาโหม ตระหนักถึงความสำ คัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศในทุกมิติ ทั้งสองหน่วยงานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและสมรรถนะของบุคลากรและกำลังพลผ่านการจัดหลักสูตร ฝึกอบรม และการวิจัยร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาเชิงบูรณาการทั้งในเชิงวิชาการและการปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนากองทัพและประเทศชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งว่าเพื่อยกระ ดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านความมั่นคงของชาติเพราะความมั่นคงของชาติเริ่มจากความมั่นคงของคน และคนในชาติคือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ วันนี้จุฬาฯ พร้อมร่วมเสริมทัพด้วยองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เพื่อให้ทหารทุกระดับมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยภายใต้ความร่วมมือนี้จุฬาฯ ได้ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทหารกองประจำการกว่า 90,000 – 100,000 นายทั่วประเทศ ได้รับการพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญ ญาประดิษฐ์ (AI) การบริหารจัดการและเศรษฐศาสตร์ การสื่อสาร การพัฒนาบุคลิกภาพและภาวะผู้นำ รวมถึงความรู้ด้านสุขภาพและการปฐม พยาบาลเบื้องต้น  เพื่อสร้างโอกาสชีวิตใหม่ให้ทุกคน เมื่อปลดประจำการออกไปจะมีความรู้ มีทักษะ และมีใบรับรองคุณวุฒิที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพและชีวิตที่มั่นคงได้ ทั้งนี้ความร่วมมือในครั้งนี้คือการเสริมทัพด้วยปัญญาและนวัตกรรม เพื่อให้กองทัพไทยก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่           

พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับระบบการบริหารจัดการทางการศึกษาของกองทัพให้มีมาตรฐานและมีความทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งจุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศ จะเป็นที่ปรึกษาและต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ของสถาบันทหาร ในอดีตการศึกษาของเรามุ่งเน้นเฉพาะด้านการรบ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป เทคโนโล ยีและองค์ความรู้ทางพลเรือนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทหาร การได้เรียนรู้จากจุฬาฯ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย วิศวกรรม และเทค โนโลยี จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาแผนยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการได้อย่างรอบด้านมากขึ้น ความรู้ด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์จากจุฬาฯ จะช่วยให้กองทัพมีศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ โครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและจุฬาฯ จึงไม่ใช่เพียงการฝึกอบรมเชิงวิชาการแต่เป็นการยกระดับแนวคิดด้านความมั่น คงให้ก้าวพ้นจากการมองเพียงมิติทางทหาร สู่การสร้างพลังความมั่นคงทางปัญญาที่หล่อหลอมคน สังคม และประเทศให้แข็งแกร่งไปพร้อม กัน

ศ.ดร.สถิรกร พงศ์พานิช ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ และกระทรวงกลาโหมจะร่วมมือกันในการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมศักยภาพบุคลากรและกำลังพลทุกระดับของกระทรวงฯ ให้เท่าทันโลกดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม Chula MOOC ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมและอาชีพยุคใหม่ อุตสาหกรรมเฉพาะทาง และสุขภาพ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในภารกิจของกองทัพและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้และการวิจัยเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับกำลังพลของชาติ

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์ รักษา สืบสาน ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์  รักษา สืบสาน  ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทอดพระเนตร โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ตอน “สัตยาพาลี” รอบปฐมทัศน์ รักษา สืบสาน ต่อยอด งานนาฏศิลป์ชั้นสูง พระราชปณิธานแห่ง “พระพันปีหลวง”

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.04 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขน เพื่อสืบทอด ธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ เฝ้าฯรับเสด็จ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568  เวลา 19.33 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร โขนรอบปฐมทัศน์ 

วีดิทัศน์เผยถึงพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ผู้พระราชทานกำเนิด “โขนมูลนิธส่งเสริมศิลปาชีพฯ”

ผู้แสดงองคต 3 วัย เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรการแสดงโขนเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 รอบเวลา 19.00 น.

การนี้เมื่อเสด็จฯเข้าหอประชุมใหญ่ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้ ธนวพรรษ โตกระโทก ผู้แสดงองคต เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ด.ช.รพี สิทธิชัย ผู้แสดงองคตกุมาร เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  และ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประธานกรรมการอำนวยการ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ กราบบังคมทูลถวายรายงานวัตถุประสงค์ ของการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ พร้อมทั้งกราบบังคมทูลเชิญทอดพระเนตรการแสดงรำหน้าพาทย์ถวาย โดยคณะครูอาวุโส ทอดพระเนตรการแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ทอดพระเนตรวีดิทัศน์เบื้องหลังการจัดการแสดงโขนรอบปฐมทัศน์ และทอดพระเนตรการแสดง  เมื่อจบการแสดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท. ภักดี แสง-ชูโต กราบบังคมทูลเบิกผู้แทนคณะทำงาน และนักแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เข้าเฝ้า ฯ รับพระราชทานช่อดอกไม้ ตามลำดับ

การแสดงรำอาศิรวาทรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” จับตอนตั้งแต่ทศกัณฐ์แปลงกายเป็นปูยักษ์หมายทำลายพิธีโสกันต์องคตกุมาร แต่พาลีผู้ได้พรจากพระอิศวรปราบได้ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ทรพีบุตรทรพาโอหังไม่กตัญญูจนถูกพาลีฆ่าตายในถ้ำ  ทำให้พาลีกับสุครีพ น้องชายเข้าใจผิดแตกกัน สุครีพจึงไปพึ่งพระรามและร่วมต่อสู้จนพาลีต้องยอมมรณภาพโดยฝากฝังบ้านเมืองไว้กับพระราม เรื่องราวดำเนินต่อด้วยทศกัณฐ์ให้นางมณโฑหุงน้ำทิพย์ชุบชีวิตพลยักษ์ แต่พระรามส่งหนุมานและเหล่าวานรไปทำลายพิธีได้สำเร็จ ก่อนที่กองทัพอธรรมจะพ่ายแพ้และทศกัณฐ์ต้องถอยทัพในที่สุด

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ว่า “ไม่มีใครดูแม่จะดูเอง” นำไปสู่การจัดแสดงโขนหน้าพระที่นั่งตามภูมิภาคต่างๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ฟื้นฟูจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขน และเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน ให้สวยงามเหมาะสมกับการแสดงบนเวทีสมัยใหม่ ส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาผู้ใฝ่ใจในการแสดงโขนให้มีความรู้ความสามารถยิ่งขึ้น  ก่อให้เกิดช่างฝีมือรุ่นใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งช่างทำหัวโขน ช่างทอผ้า ช่างปักสะดึงกรึงไหม ช่างเงิน ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างเขียน และช่างแต่งหน้าโขน ผู้มีความเข้าใจในศิลปะและจารีตนิยมของโขนอย่างถ่องแท้และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป

นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ในปี 2562 “โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ” ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เพื่อสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้มีผู้สืบทอดต่อไป โดยได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รอบปฐมทัศน์เป็นประจำทุกปี

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รอง ปธ.กก.และเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ปธ.กก.อำนวยการ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ, อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, ประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ., นฤมล ล้อมทอง กก.มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ , ธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี และ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เฝ้ารับเสด็จฯ

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” จะจัดแสดงขึ้นใน วันที่ 6 พฤศจิกายน –8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศ บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท) จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ โทร. 0-2262-3456 www.thaiticketmajor.com

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล-ธนนนท์ นิรามิษ

คณะรัฐมนตรี : รมว.พม. อัครา พรหมเผ่า, รมว.พาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, รองนายกฯ และรมว.คลัง เอกนิติ-ร้อยแก้ว นิติทัณฑ์ประภาส,รมว.พลังงาน อรรถพล – วรทิพย์ ฤกษ์พิบุลย์, รมต.ประจำสำนักนายกฯ ศุภมาส อิศรภักดี, รมช.มท.ทรงศักดิ์ ทองศรี, รมว.ศธ. นฤมล -ภิญโญสินวัฒน์

ลิปิการ์ กำลังชัย  รองอธิบดี สวธ.,ประสพ เรียงเงิน ปลัด วธ.,ยุถิกา  อิศรางกูร ณ อยุธยา  อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ  วราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดี สวธ.

แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป – พ.ท.หญิง ปาริชาติ โพยนอก และ แม่ทัพภาคที่ 3 พล.ท.วรเทพ – อิสรีย์ บุญญะ

ท่านผู้หญิงสุวรรณี พัฒน์พงศ์พานิช พร้อมด้วยบุตรสาว  ศุภวาณี พัฒน์พงศ์พานิช ,สุพัชนา-ชนะ อัษฎาธร และ ศ.พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย,ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี  และ ม.ล.ชโยทิต กฤดากร

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล-อัมพร ดิศกุล ณ อยุธยา และบุตร วรดิศ ดิศกุล ณ อยุธยา

ศ.กิตติคุณ พญ.คุณหญิงกอบจิตต์ ลิมปพยอม , พญ.เจรียง จันทรกมล กับบุตร นพ.พณะ จันทรกมล และ อนุษฐา เชาว์วิศิษฐ์

สารัชถ์ – นลินี รัตนาวะดี

ศุภชัย – บุษดี เจียรวนนท์

วุฒา ภิรมย์ภักดี กับบุตรสาว-เขย ณัฐวรรณ – ฉัตรชัย ทีปสุวรรณ

สุรพล เศวตเศรนี, ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์,ศ.พญ.คุณหญิงนิตยา สุวรรณเวลา และ  ดนุชา สินธวานนท์

คุณหญิงปราณี วรรธนะกุล,ท่านผู้หญิงภรณี ล่ำซำ,คุณหญิงทิพยวดี ปราโมช ณ อยุธยา

สนั่น-คุณหญิงณัฐิกา อังอุบลกุล,จรรย์สมร วัธนเวคิน,พนิดา เทพกาญจนา

มุกดา เอื้อวัฒนะสกุล จิราธิวัฒน์,รัตนา นรพัลลภ พร้อมด้วย ลูกๆ หลานๆ

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ,  ม.ล.ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ, ประภาพรรณ เทวกุล ณ อยุธยา-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ – วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ , เกษร – อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด

ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน และบุตรี กิติยา สารสิน

คุณหญิงจิตตระการ ทองใหญ่ ณ อยุธยา และบุตรี ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่

ม.ล.รจนาธร ณ สงขลา,คุณหญิงกัญญา หงส์ลดารมภ์ ,คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ และปาณิสรา เที่ยงธรรม

หม่อมกมลา ยุคลฯ พร้อมบุตรชาย ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล และ กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

อวิรุทธ์ และคุณแม่ นรี ชาญชัยกิตติกร

จิตภัสร์ กฤดากร, ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร

ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ  จักร-กมลรัตน์ บุญ-หลวง และ เปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล และ ศ.เกียรติคุณ นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน

เอมอร – อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา

สุวัฒน์-เดือนอนงค์ เหล่าภารดรชัย และ ปิ่นทิพย์-พิเชฐ บูรณสถิตพร

รศ.พญ.วรพรรณ-อัคคพล เสนาณรงค์

ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี, ภารไดย สุวรรณรัฐ และ ดร.เสรี วงศ์มณฑา

พรพิชิต พัฒนถาบุตร, ธงไชย แมคอินไตย์ และ นฤมล ล้อมทอง
 

อรนภา กฤษฎี, ดร.ชัชพล ไชยพร และ เชื้อพร รังควร

ปรีชา – สายสม วงศาสุลักษณ์

นักแสดงชื่อดัง อาทิ ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์, ชุดาภา จันทเขต, สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา, ปริศนา กล่ำพินิจ, ดวงตา ตุงคมณี, ทัศนวรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา และ ธนากร โปษยานนท์

นิติพงษ์-รุ่งฤดี ห่อนาค

อรุโนชา ภานุพันธุ์-อัครวุฒิ สุวรรณประกร

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง อนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของชาวไทย ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมเจ้าท่า, กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน), บริษัท แฟร์เท็กซ์ อีควิปเม้นท์ จำกัด และเมืองสุขสยาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจรอบด้าน ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน และร่วมชื่นชมความงดงามของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่ถ่ายทอดพระวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยนำโดยฟรีน สโรชา ชมการแสดงโขนรามเกียรติ์ “ชุดนางลอย” ถ่ายทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยอย่างวิจิตร และชมการแสดงลิเก โดย ศรรามน้ำเพชร ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านไทยอย่างสง่างาม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

สืบสานประเพณีลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมของไทย

เทศกาลลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ไอคอนสยาม คงไว้ซึ่งคุณค่าความงดงามของประเพณีไทย ขอเชิญชวนชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่งกายด้วยชุดไทยหรือชุดโทนสีสุภาพ ร่วมลอยกระทงด้วยวัสดุจากธรรมชาติบน รางลอยกระทง ที่เป็นเอกลักษณ์ของงานที่ไอคอนสยาม ด้วยความโดดเด่นที่ตอบโจทย์ทุกคนให้สามารถลอยกระทงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามของประเพณีลอยกระทง 5 พื้นที่เอกลักษณ์ ได้แก่ กระทงยี่เป็งจากจังหวัดเชียงใหม่ เส็งประทีปจากจังหวัดร้อยเอ็ด   กระทงสายจากจังหวัดตาก โคมชักโคมแขวนจากจังหวัดสุโขทัย และกระทงกาบกล้วยจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสร้างสรรค์กระทงจากขวดพลาสติกและแก้วพลาสติกรีไซเคิล

เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง

สำหรับเมืองสุขสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง เปิดพื้นที่บริเวณบ่อน้ำภาคใต้ให้ประชาชนสามารถ    ลอยกระทงในบ่อลอยรักษ์โลก พร้อมรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปปั้นกระทงจิ๋วด้วยดินไทย ชิม ช็อปกับร้านค้าชุมชนรู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมประเทศไทย และอิ่มอร่อยไปกับเมนูพิเศษจากน้ำปลาตราปลาหมึก โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้สนับสนุนการสืบสาน ประเพณีไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด

ติดตั้งทุ่นเพื่อการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

ไอคอนสยาม ยังคงนโยบายในการดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยได้ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบ และมีการติดตั้งทุ่นเพื่อกันกระทงไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญยังได้ เตรียมความพร้อมในการเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยาภายหลังจากจบเทศกาล โดยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและกระทงที่ย่อยสลายได้ จะนำไปบดย่อยแล้วส่งไปทำปุ๋ยหมักที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เพื่อร่วมสืบสานประเพณีในการขอขมาสายน้ำและดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาให้งดงามอย่างยั่งยืนต่อไป

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และ บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญการพัฒนาธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น ร่วมจัดงาน “การสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การยุติภาวะไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้คือการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และระดมทุนให้กับโครงการเพื่อช่วยเหลือคนไร้รัฐไร้สัญชาติของ UNHCR ซึ่งสนับสนุนความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน จากภาคธุรกิจทั้งไทยและญี่ปุ่น โดยมี นาวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNHCR) กล่าวต้อนรับ

กันตธร วรรณวสุ

ในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารของบริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับนโยบายด้านความยั่งยืน และมีช่วงเสวนากับผู้แทนรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม และอดีตบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และความร่วมมือในการทำงาน โดยไฮไลต์ของงานคือการเปิดตัว “กองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” หรือ “Thai-Japanese Statelessness Fund” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมและสนับสนุนภารกิจในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นบุคคล ไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยกว่า 600,000 คน พวกเขาเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษาระดับสูง เสรีภาพในการเดินทาง และโอกาสการจ้างงาน ภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติไม่เพียงแต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายด้านการพัฒนาต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของประเทศไทยรวมถึงภาพลักษณ์ของภาคธุรกิจในเวทีโลก 

ประเทศไทย ในฐานะสมาชิกของพันธมิตรสากลเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ (Global Alliance to End Statelessness) เป็นผู้นำระดับโลกและระดับภูมิภาคในการแก้ไขภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติที่ได้รับมอบหมายจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้ป้องกันและลดภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมในการช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติให้ได้รับสัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) และเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพสูงสุด

พิธีเปิดตัวกองทุน “Thai – Japanese Statelessness Fund”

“ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคและระดับโลกในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ” นีวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าว “การเปิดตัวกองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ แสดงให้เห็นถึงแนวทาง การดำเนินงานแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งจำเป็นต่อการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศ”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 รัฐบาลไทยได้มีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) ให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวน 480,000 คน การสนับสนุนจากภาคเอกชนจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การทำงานที่สำคัญเช่นนี้สามารถเข้าถึงประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติ แม้ในพื้นที่ห่างไกลที่สุดของประเทศไทย และผู้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้จะได้รับความช่วยเหลือในกระบวนการที่เกี่ยวข้องและเข้าถึงสิทธิของพวกเขา

“เราทำงานร่วมกับภาคธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 15 ปี”  กันตธร วรรณวสุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด กล่าว “เราได้เห็นความสนใจของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในการสนับสนุนงานด้านมนุษยธรรมในประเทศไทย โดยปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย ดังนั้นเราจึงอาสาเข้ามาช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่นให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย”

นาวีน อัลเบิร์ต

กองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เปิดรับการสนับสนุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ และระดมการสนับสนุนจากภาคเอกชนในประเทศไทย เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และแก้ปัญหาดังกล่าว กองทุนนี้จะนำไปช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในกระบวนการทางกฎหมายเพื่อขอสัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) ซึ่งในทางกลับกันจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและประเทศไทย รวมทั้งร่วมส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals (SDGs)) โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนประมาณ 40,000 คน

ภาคเอกชนที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อการดำเนินการร่วมกับ UNHCR สามารถสอบถามรายละเอียดที่ คุณอมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน UNHCR ประเทศไทย โทร. 063-270-9334