AIDSID เปิดตัว ‘ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย’ ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

AIDSID เปิดตัว 'ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย' ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

AIDSID เปิดตัว ‘ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย’ ศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิด “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” อย่างเป็นทางการ ซึ่งขับเคลื่อนโดยศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย (AIDSID) (อ่านว่า เอ-สิด) โดยมี คณะผู้บริหารสภากาชาดไทย เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธี ณ บริเวณด้านหน้าราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดบูธนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับ HIV โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก วัคซีน HPV และวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยการสอดแทรกผ่านการเล่นเกมพร้อมรับของรางวัลมากมาย และจัด Photo Booth ให้บริการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 13.45-16.00 น. ณ ชั้น 1 อาคารคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย

นอกจากนี้ ยังได้จัดแคมเปญพิเศษ ในโอกาสฉลองเปิด “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 10 เมษายน 2569 ได้แก่ จัดโปรโมชั่นยาต้านไวรัส (ARV) ยา PrEP ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี สำหรับผู้เข้ารับบริการ และ จัดโปรโมชั่นวัคซีนราคาพิเศษผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ iRedcross ของสภากาชาดไทย ซึ่งเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว พร้อมให้บริการแบบ Fast Track รวดเร็วจบภายใน 10 นาที ในวันที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด, วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก, วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ สำหรับเพศชายอายุ 9 ปีขึ้นไป, วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด High Dose และพิเศษ! วัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ ฟรี สำหรับหญิงไทย อายุ 9-26 ปี ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีน HPV มาก่อน หรืออยู่ในเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ซึ่งลงทะเบียนเพียง 1 ครั้งได้รับวัคซีนครบทุกเข็ม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาและวัคซีนเพิ่มมากขึ้น

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเรายังคงเผชิญกับความท้าทายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคเอดส์ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และโรคตับอักเสบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย จึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายบริการและการวิจัยเชิงรุกจากเดิมที่มีการให้บริการรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี โดยคลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและการป้องกันที่มีประสิทธิภาพของโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่มีความสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี

สำหรับ “ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย” แห่งนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ (1) เพื่อเป็นศูนย์กลางการรักษาและป้องกันโรคติดเชื้อที่สำคัญของประเทศ เน้นการให้บริการที่ครอบคลุม ทั้งโรคติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วัณโรค และตับอักเสบ อย่างครบวงจร (2) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระดับประชากร ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็นสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต (3) เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการที่ทันสมัย ด้วยระบบการจัดการที่รวดเร็ว เป็นมิตร และให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ และ (4) เพื่อเป็นแหล่งองค์ความรู้ อบรม และผลิตงานวิจัยของโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญของประเทศ”

สำหรับผู้สนใจเข้ารับบริการที่ราชดำริคลินิก สภากาชาดไทย ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง และ MRT สถานีราชดำริหรือสถานีสีลม รวมถึงรถโดยสารประจำทางหลายสาย ซึ่งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.aidsid.or.th หรือ เฟซบุ๊กเพจ : ราชดำริคลินิก คลินิกนิรนาม สภากาชาดไทย สอบถามโทร. 0 2251 6711-5

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วิทยาลัยดุสิตธานีเชิดชู 6 ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและสร้างชื่อเสียงให้สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี – นับเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าด้านธุรกิจบริการในเครือโรงแรมดุสิตธานี ได้ริเริ่มมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นให้แก่ศิษย์เก่าผู้สร้างคุณประโยชน์ให้อุตสาหกรรมการบริการ สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบัน และมีผลงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล พณฯ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี และ ดร. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา นายกสภาวิทยาลัย มอบรางวัลให้ในพิธีประสาทปริญญาบัตรร่วมกับมหาบัณฑิตและบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

ปีนี้วิทยาลัยดุสิตธานีได้คัดเลือกศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี 2569 และได้มอบรางวัลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในพิธีประสาทปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567-2568 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ด้านคือ ศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม และ ศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลทั้ง 2 ด้าน ได้แก่ อักษรศิลป์ แก้วบุดดา, สุเมธชัย อินทกรณ์ และ ปิยะชาติ พุทธวงษ์ (เชฟบอย) ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม ขณะที่ จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ, สุรกิจ เข็มแก้ว (เชฟปิง) และ นิตินันท์ มังคลา (เชฟนิว) รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน 

อักษรศิลป์ แก้วบุดดา


อักษรศิลป์ แก้วบุดดา กรรมการผู้จัดการบริษัท อเมอเอเชี่ยน เฟรเกร็นซ์ รีเสิร์ช จำกัด ผู้เป็นศิษย์เก่า ปริญญาตรี รุ่นที่ 25 และปริญญาโท รุ่นที่ 17ได้รับรางวัลในด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม เพราะเธอสนับสนุนทุนการศึกษา 100% ให้แก่นักศึกษาปัจจุบันวิทยาลัยดุสิตธานีรวมทั้งสิ้น 3 ทุนอันนับเป็นต้นทางของการบ่มเพาะบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสหกรรมการบริการ 

สุเมธชัย อินทกรณ์

สุเมธชัย อินทกรณ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 8 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอคุริ เฮ้าส์ โดยเมื่อปีก่อน เขาเพิ่งได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง จากงาน CEO EconmassAwards 2025 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ส่วนในปีก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัล Success Case โครงการยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ 

สำหรับคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านสร้างคุณประโยชน์แก่สถาบันและสังคม ได้แก่ เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ ศิษย์เก่ารุ่นที่ 16 สาขาการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร เขาเป็นเจ้าของตำแหน่งเชฟมิชลิน 1 ดาว ของร้านเสน่ห์จันทน์และยังเป็นเชฟประจำรายการ “ข้ามเวลาหากิน” ของข้าวพนมรุ้ง เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยของบริษัทสยามสินธร รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษให้กับวิทยาลัยดุสิตธานีด้วย

จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ

จักรวรรดิ ละอองสุวรรณ ผู้ได้รับรางวัลด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน เป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาการจัดการโรงแรม รุ่นที่ 2 อดีตเป็นผู้จัดการโรงแรมออนเซ็นแอทม่อนแจ่มปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (องค์รวม) นอกจากตัวเขาเองจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ด้วยการเป็นผู้บริหารโรงแรมในฐานะผู้จัดการโรงแรมชั้นนำหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว อาทิ Chiva-Som International Health Resorts, Hua Hin; Devasom Khao Lak Beach Resortฯลฯ เขายังมักมอบโอกาสให้บัณฑิตจากวิทยาลัยดุสิตธานีเข้าทำงานในโรงแรมเสมอ หากมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนและเหมาะสม 

สุรกิจ เข็มแก้ว

สุรกิจ เข็มแก้ว หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เชฟปิง” เป็นศิษย์เก่าปริญญาตรี รุ่นที่ 14 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร อีกทั้งยังเป็นศิษย์เก่าปริญญาโท รุ่นที่ 18 ของวิทยาลัยดุสิตธานีด้วย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Executive Chef บริษัท พีเอสเค คอนเนคชั่น จำกัด และยังเป็น Content Creator ด้านอาหารผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างด้วย นับว่าเขาช่วยยกระดับภาพลักษณ์วิชาชีพเชฟให้เป็นที่ยอมรับ สร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้กับคนรุ่นใหม่ และเผยแพร่มาตรฐานการศึกษาของวิทยาลัยดุสิตธานีให้สังคมทั่วไปรับทราบ

นิตินันท์ มังคลา

อีกหนึ่งคนที่ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ด้านความสำเร็จในอาชีพหรือหน้าที่การงาน คือ นิตินันท์ มังคลา (เชฟนิว) ศิษย์เก่ารุ่นที่ 13 สาขาการจัดการครัวและภัตตาคาร ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารอากาเว่ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากมิชลินไกด์ให้รับรางวัลมิชลิน บิบกูร์มองด์ 2026 โดยได้รางวัลนี้มาตั้งแต่ปี 2023 

วิทยาลัยดุสิตธานีภาคภูมิใจในความสำเร็จของศิษย์เก่าทั้ง 6 คน รวมทั้งมุ่งหวังว่า พวกเขาจะเป็นแบบอย่างที่ดีและช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทั้งนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีตลอดจนบุคคลทั่วไป ให้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการบริการอย่างมีคุณภาพและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับอุตสาหกรรมนี้ต่อไป

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

อัพเดทศิลปะเพื่อชีวิตที่แมด, มันมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.33 น.

แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ (MMAD, MunMun Srinakarin) คอมมูนิตี้ของศิลปะและดีไซน์ ที่เปิดกว้างสำหรับคนรักศิลปะทุกแขนง ชวนคุณมาอัพเดทกับนิทรรศการศิลปะหลากรูปแบบตลอดเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569

เริ่มต้นด้วย ‘1 วัน 1,000 ภาพ ครั้งที่ 7: Pawtrait’ นิทรรศการภาพถ่ายสุดไอคอนิคของ แมด, มันมัน ศรีนครินทร์ ที่ชวนคอมมูนิตี้คนรักสัตว์ และชอบถ่ายภาพ มาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘สัตว์เลี้ยง’ ผ่านภาพถ่ายสัตว์เลี้ยง 1,000 ภาพ คัดเลือกจากกว่า 12,500 ภาพ ของผู้ส่งผลงานรวมกว่า 1,700 คน พร้อมถ่ายทอดหลากหลายโมเมนต์แห่งความผูกพัน ในรูปแบบ A Photographic Installation ขนาดใหญ่ จัดแสดงที่ ชั้น 1 ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม

ต่อมา เปลี่ยนกำแพงทางเดินสีขาวที่เคยว่างเปล่า ให้กลายเป็น ‘Art Wall’ พื้นที่ที่เปิดให้ศิลปินหลากหลายสไตล์นำผลงานมาจัดแสดงร่วมกัน ทั้งงาน Illustration ร่วมสมัย และงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบดั้งเดิม พร้อมนำเสนอผลงานจากหลายเทคนิคบนกำแพงเดียวกัน โดยชั้น 2 นำเสนอผลงานรูปแบบภาพประกอบ (Illustration) แบบ Group Exhibition ที่รวบรวมศิลปินทั้ง 8 คน ได้แก่ Sibeclop , Jibchaa , Dewy , Pun-Cha-Lee , DaisiesDayDream , Joker Dude , Syrub Ai , Threeraboon จาก Alexgust Gallery และ ผลงานจากศิลปินในโครงการ White Canvas จาก Palette Art Space ชั้นที่ 3 นำเสนอผลงาน Painting บนผนัง แบบ Group Exhibition ที่หยิบยกผลงานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะร่วมสมัย , ศิลปะดั้งเดิม ,ภาพประกอบ และประติมากรรม โดย The Arts Club BKK จัดแสดงถึง 10 พฤษภาคม 2569

มิติรัก ผลงานของ กฤตยชย์ ภู่หอม นิทรรศการนี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งการรับรู้ เพื่อสำรวจ ตกตะกอน และตีความมิติของความรักผ่านประสบการณ์ของตนเอง ราวกับการตกหลุมรักงานศิลปะเป็นครั้งแรก จากความรู้สึกที่ยังไม่คุ้นเคย ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ ความผูกพัน และความรักที่เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ ภายในใจ พร้อมเชื่อมโยงหัวใจของผู้คนผ่านอารมณ์ ความรู้สึก และช่วงเวลาที่ถูกแบ่งปันร่วมกันในพื้นที่เดียวกันอย่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง ผลงานของ กฤตยชย์ ถ่ายทอดความงดงามของความรัก ผ่านภาพแทนและสัญญะทางศิลปะ โดยหยิบยก คิวปิด และ อโฟรไดท์ มาเป็นตัวแทนของความรัก ความปรารถนา และความลุ่มหลง ผสานเข้ากับสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ซ่อนนัยความหมายกระจายอยู่ในผลงานแต่ละชิ้น การจัดวางองค์ประกอบอย่างละเอียดอ่อนภายในนิทรรศการ ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเปราะบางของช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักอย่างละเมียดละไม จัดแสดงถึง 17 พฤษภาคม

บ้าบอ โปรเจค ผลงานของศิลปินกลุ่ม ได้แก่ ฉลองศักดิ์ วงศ์รัตนพรกูร, ธีรัช อภิพัฒนา, ปัณฑ์ฉัฐม์ ฉันทภควินท์, ชยาวิชญ์ ณ เชียงใหม่และ อริสรา แดงประไพ ที่นำคำว่า “MAD” มาตีความใหม่ โดย “MAD” มาจากคำว่า Meaningful • Artistic • Diverse ที่อยากชวนทุกคนมาเฉลิมฉลองศิลปะที่มีความหมาย ผ่านผลงานของศิลปินที่มีพื้นฐานและวิธีเรียนรู้ที่หลากหลาย นิทรรศการนี้เกิดจากการร่วมมือกับแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ เช่น ดีสวัสดิ์, พาซาย่า หรือ อริสรา สตูดิโอ เพื่อถ่ายทอดพลังของความหลงใหล ความคิดสร้างสรรค์ และความกล้าที่จะเป็นตัวเอง จัดแสดงถึง 17 พฤษภาคม 2569

ปิดท้ายด้วย Exit บทสนทนาจากครูสู่ศิษย์การแสดงผลงานร่วมกันของอาจารย์และลูกศิษย์จากกลุ่ม CAT Contemporary Art Thai เปรียบเหมือนการส่งต่อแสงจากเทียนเล่มหนึ่งสู่อีกเล่มหนึ่ง จากครูสู่ศิษย์ ให้ความรู้และแรงบันดาลใจขยายต่อไปไม่สิ้นสุด ในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและความกดดัน บ่อยครั้งที่ ‘ทางออก’ อาจไม่ได้หมายถึงการเดินหนีจากปัญหา แต่คือการก้าวเข้าไปสำรวจภายในจิตใจตนเอง นิทรรศการครั้งนี้คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง รศ.ดร.ม.ล.โอภาษจรัส นันทวัน และเหล่าลูกศิษย์ ผ่านกระบวนการทางทัศนศิลป์ที่เปรียบเสมือนเครื่องมือเยียวยาและสำรวจทางเดินใหม่ๆของพวกเรา ตลอดเดือนเมษายนนี้

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เปิดอบรมโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สานต่อพระดำริ 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก' เปิดอบรมโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สานต่อพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ เปิดอบรมโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.03 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงให้ความสำคัญ กับเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับผ้าไทยและออกแบบแฟชั่น โดยโครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย เป็นหนึ่งในโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

 
วันที่ 29 มีนาคม 2569  ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C จังหวัดนครพนม สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จัดอบรม โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569  จุดดำเนินการที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครพนม ณ โรงแรมเวลาดี ห้อง Yhamdee A-C เพื่อยกระดับพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทย สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมโครงการในครั้งนี้


 
พิธีเปิดโครงการมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พร้อมทั้ง นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน, นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธ์, นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร, นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ราชการจังหวัดร้อยเอ็ด, นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ, นายอำเภอในพื้นที่จังหวัดนครพนม เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมพิธีเปิด


 
การจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพทางด้านการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 โดยได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยและ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, ดร.ศรินดา จามรมา ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย, นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร. วุฒิไกร ศิริผล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่ กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 81 คน ซึ่งมาจากหลากหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร, มหาวิทยาลัยนครพนม, โรงเรียนสาธิต ม. นครพนม, และกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่สนใจ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงาน แบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน โดยพระราชทานแนวพระดำริการผสมผสานระหว่างศิลปะงานผ้าที่มีความเป็นอัตลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค กับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทรงมีแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปะหัตถกรรมไทย มาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ให้เหมาะสมในโอกาสต่างๆ เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย สร้างอาชีพสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและกลุ่มผู้ผลิตผ้าส่งเสริมและกระตุ้นการรังสรรค์ผ้าไทย ให้มีความทันสมัยเป็นสากลอยู่เสมอ

ฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ องค์กรแห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่

ฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่  องค์กรแห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่

ฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ องค์กรแห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.02 น.

ศ.(พิเศษ) อรรถนิติ ดิษฐอํานาจ องคมนตรี และคุณหญิง ณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล นายกก่อตั้งสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ เปิดงานฉลองการก่อตั้ง 25 ปีสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ และพิธีรับมอบนายกสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ สมัยที่ 13 ให้แก่ สกล จินดาโชตสิริ โดยมี ซุน เหยียนเทา อุปทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย , ดร. ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน , ชิม ชินวิริยกุล นายกสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย , วสันต์ เต็มศิริพงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ สมัยที่ 12 ร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอาราวัณ กรุงเทพฯ

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล นายกก่อตั้งสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ได้ กล่าวว่า สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ว่า สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 25 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลจีน โดยสำนักกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสำนักนายกรัฐมนตรี ริเริ่มโครงการ China Discovery Trip เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ชาวจีนโพ้นทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียนให้แน่นแฟ้นให้สืบทอดเจตนารมณ์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อเป็นโอกาสสร้างความผูกพันกับมาตุภูมิ และเรียนรู้ถึงรากเหง้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแผ่นดินแม่ จึงได้เชิญนักธุรกิจรุ่นใหม่ เชื้อสายจีนผู้ประสบความสำเร็จจากอาเซียน 5 ประเทศไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นรุ่นแรก เมื่อปี 2544

สำหรับประเทศไทย มีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยเป็นผู้ประสานงานหลัก คัดเลือกและเชิญผู้แทนจากประเทศไทย จำนวน 8 คน ไปร่วมกับผู้แทนประเทศอาเซียน รวมทั้งสิ้น 33 คน ระหว่างวันที่ 1-10 มิถุนายน 2544 ระหว่างการเยือนมีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยน และรับทราบถึงวิสัยทัศน์การดำเนินนโยบายของประเทศจีนในเชิงลึก และมีโอกาสเข้าพบปะสนทนากับผู้นำระดับสูงสุดของประเทศหลายท่านตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้นำกระทรวง และหน่วยงานสูงสุดของประเทศ เป็นอาทิ ผลตอบรับข้อเสนอของตนในการกล่าวปิดการประชุม ของโครงการ ทำให้รัฐบาลจีนดำเนินโครงการต่อเนื่องทุกปีและครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จในอีก 3 ปีต่อมา เมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว จึงได้ร่วมกันจัดตั้งเป็น “ชมรมธุรกิจไทยรุ่นใหม่” ขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสและที่ปรึกษา จึงจัดตั้งเป็น “สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2545

เมื่อโครงการครบ 5 ปี ได้เชิญดิฉันไปปาฐกถาพิเศษถึงความสำเร็จของโครงการและการก่อตั้งสมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาชิกได้มีการพบปะร่วมกิจกรรมเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง ทำให้องค์กรเข้มแข็ง ขยายสมาชิกกว้างขวางขึ้น จนเป็นที่ยอมรับในปี 2557 สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ ได้รับคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลเป็น 1 ใน 10 สมาคมจีนโพ้นทะเลดีเด่นจากสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเล สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคัดเลือกจากกว่า 10,000 สมาคม ใน 119 ประเทศทั่วโลก ในการประชุมใหญ่ประจำปีของชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นใหม่”

ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมา สมาคมธุรกิจไทยรุ่นใหม่ เป็นองค์กรที่สมาชิกเราภาคภูมิใจที่ เป็นเวที แห่งโอกาสที่หล่อหลอมผู้นำรุ่นใหม่ๆ ให้เติบโตเต็มศักยภาพ จนในปีนี้และวันนี้ จะได้มีการส่งมอบและรับมอบตำแหน่งของคณะกรรมการสมัยที่ 13 นายกและคณะกรรมการทุกสมัยหมุนเวียนและได้มีโอกาสก้าวขึ้นบริหารองค์กร นำพาองค์กรก้าวผ่านวิกฤตต่างๆ ด้วยความเข้มแข็งและมุ่งมั่นตลอดมาสมกับที่เป็นองค์กรศูนย์รวมผู้นำนักธุรกิจชาวไทย เชื้อสายจีนรุ่นใหม่ที่เข้มแข็งและทรงพลัง ด้วยงานบริหารอดีตนายกสมาคมทุกสมัย คณะกรรมการ สมาชิกทุกคนที่มีอุดมการณ์เข้มแข็ง มั่นคง ที่จะหนุนส่งให้ YTEA เป็นองค์กรตัวอย่างที่ดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สมาชิก สังคม และประเทศชาติ สานต่อเจตนารมณ์ สนับสนุนนโยบาย และโครงการต่างๆ ของสมาคม ร่วมผลักดันการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกัน ส่งเสริมการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนในทุกมิติสืบไป

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกับการบริจาคโลหิต ถือเป็นการให้ชีวิตเพื่อต่อลมหายใจผู้อื่น ซึ่งเป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค จึงเดินหน้ากิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ภายใต้ MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคม โดยร่วมกับ ธนชาตประกันภัย และ สภากาชาดไทย  ปลุกพลังผู้ให้ทั่วประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย ผ่านกิจกรรมบริจาคโลหิต “GIVE BLOOD NOW ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”  ณ  ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ประจำเดือนมีนาคม  พร้อมรับฟรีข้าวหอมมะลิจัสมิน จากข้าวมาบุญครอง กิจกรรมครั้งนี้มีพนักงานและประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจลงทะเบียนบริจาคโลหิตจำนวนกว่า 100 คน

นัยนา นาชัยพูล พยาบาลหัวหน้าทีมรับบริจาคโลหิต สภากาชาดไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภากาชาดไทย ได้ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอ สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ “โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและหลังสงกรานต์ ทุกโรงพยาบาลมีความจำป็นต้องมีการสำรองเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นการออกหน่วยบริจาคเคลื่อนที่จึงมีความสำคัญเพื่อเข้าถึงผู้บริจาค อยากเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาร่วมบริจาคเลือดช่วยเหลือคนไทยกันเยอะๆ ค่ะ”

รชต โกเมนรัตนกุล พนักงานบริษัท ธนชาตประกันภัย กล่าวว่า “ วันนี้มาบริจาคเลือดครั้งที่ 28 แล้วครับ ตั้งเป้าว่าต้องมาบริจาคทุก3 เดือน เพราะรู้สึกว่ามีความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ขอบคุณหน่วยบริการเคลื่อนที่ทำให้ผมสะดวกไม่ต้องเดินทางไปบริจาคถึงหน่วยงาน อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นผู้ให้เช่นกัน เพียงแค่เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนมาบริจาคโลหิต พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนมาบริจาคครับ ”

สำหรับผู้ประสงค์บริจาคโลหิต ต้องเตรียมความพร้อมร่างกาย โดยการพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอก่อนบริจาคไม่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย หรือทานยาบางชนิด มีสภาพร่างกายแข็งแรงซึ่งสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพื่อส่งต่อลมหายใจให้เพื่อนมนุษย์  หรือหากใครไม่สะดวกบริจาค สามารถมาร่วมเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมอื่นๆ ของสภากาชาดได้ เพราะการบำเพ็ญประโยชน์ทำได้หลายทาง ช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุขอย่างแท้จริง

นพวรรณ พิศาล จิตอาสภากาชาดไทย  กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้เคยบริจาคโลหิตมาตลอด แต่ช่วงหลังสภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเลือกที่จะสมัครมาร่วมเป็นจิตอาสาของสภากาชาดไทย เพราะการช่วยเหลือสังคมทำได้หลายช่องทาง “เราไม่มีเงินทองมากมาย มีแค่ใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น จึงเลือกมาเป็นจิตอาสาออกหน่วยบริจาคโลหิตเคลื่อนที่  ช่วยงานตรวจความพร้อมร่างกายเบื้องต้นก่อนบริจาค แค่นี้ก็รู้สึกสบายใจ ภูมิใจที่ได้เจ้าหน้าที่แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่แล้วค่ะ”

ทั้งนี้ สถานการณ์เลือดสำรองของไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ขั้นวิกฤต โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม พบเลือดในคลังเหลือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อการผ่าตัดและผู้ป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะช่วง 7วันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ จึงต้องสำรองเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ  ช่วยเหลือประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุดังนั้นการบริจาคโลหิตยังคงมีความสำคัญ โดยในปี 2569 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 มุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรม MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคม อย่างต่อเนื่องสามารถมาร่วมบริจาคครั้งต่อไปได้ใน วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 หากมีผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์  1285  ติดตามกิจกรรมและ โปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th  หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram:  thenine_rama 9 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า “นางแก้ว” อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า “ทูลกระหม่อมน้อย”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงได้รับความสำเร็จในการศึกษาอย่างงดงาม และทรงได้บำเพ็ญพระราชกิจจานุกิจนานัปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินและราษฎร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชอิสริยยศ และพระราชอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2520 นับเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรก ที่ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ที่ “สยามบรมราชกุมารี” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ ก็ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ด้วยพระวิริย อุตสาหะ เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวง เป็นอเนกประการ ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในหลายวาระ และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามฐานะแห่งพระบรมราชวงศ์ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระนามาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  นับเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระเกียรติยศที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า โดยยังทรงพระอิสริยยศ กรมสมเด็จพระ และ สยามบรมราชกุมารี ตามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ

พระปรีชาสมารถด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย ซึ่งทรงนำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยผู้หนึ่ง โดยทรงเครื่องดนตรีไทยได้ทุกชนิด แต่ที่โปรดทรงอยู่ประจำ คือ ระนาด ซอ และฆ้องวง โดยเฉพาะระนาดเอก

ในขณะที่ทรงพระเยาว์ เครื่องดนตรีที่ทรงสนพระทัยนั้น ได้แก่ ระนาดเอกและซอสามสาย ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มเรียนระนาดเอกอย่างจริงจัง เมื่อปีพ.ศ. 2528 หลังจากการเสด็จฯทรงดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนิน ซึ่งเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี สิริชัยชาญ พักจำรูญ เป็นพระอาจารย์ พระองค์ทรงเริ่มเรียนตั้งแต่การจับไม้ระนาด การตีระนาดแบบต่างๆ และท่าที่ประทับขณะทรงระนาด และทรงเริ่มเรียนการตีระนาดตามแบบแผนโบราณ กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยเพลงต้นเพลงฉิ่งสามชั้น แล้วจึงทรงต่อเพลงอื่นๆ ตามมา ทรงทำการบ้านด้วยการไล่ระนาดทุกเช้า หลังจากบรรทมตื่นภายในห้องพระบรรทม

จนกระทั่งพุทธศักราช 2529 พระองค์จึงทรงบรรเลงระนาดเอกร่วมกับครูอาวุโสของวงการดนตรีไทยหลายท่านต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 17 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเพลงที่ทรงบรรเลง คือ เพลงนกขมิ้น (เถา) นอกจากดนตรีไทยแล้วพระองค์ยังทรงดนตรีสากลด้วย โดยทรงเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา แต่ได้ทรงเลิกเรียนหลังจากนั้น 2 ปี และทรงฝึกเครื่องดนตรีสากล ประเภทเครื่องเป่า จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร      จนสามารถทรงทรัมเปตนำวงดุริยางค์ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาดฝรั่งนำวงดุริยางค์ในงานกาชาดคอนเสิร์ต

ด้านอักษรศาสตร์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดการอ่านหนังสือและการเขียนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รวมกับพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนั้น จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือประเภทต่างๆ ออกมามากกว่า 100 เล่ม ซึ่งมีหลายหลากประเภททั้งสารคดีท่องเที่ยวเมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ทรงใฝ่เรียนรู้วิทยาการหลากสาขา การทรงรู้รอบกว้างไกลด้านจีนวิทยาเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัด เมื่อผสานกับการทรงมีพรสวรรค์ในการประพันธ์และพระวิริยะหมั่นฝึกฝนการเขียน ก่อเกิดเป็นรัตนสารด้านจีนวิทยาจำนวนมาก ทั้งสารคดีเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน พระราชนิพนธ์แปลบทกวีนิพนธ์จีนนวนิยาย เรื่องสั้น บทละครพูด ความเรียงร้อยแก้ว อาทิ บทละครพูดร้านน้ำชาผีเสื้อ, เมฆเหินน้ำไหล, หมู่บ้านเล็กตระกูลเป้า, ไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ, นารีนครา, ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน, รอยยิ้มของน้ำตาและหัวใจ,  เมื่อข้าพเจ้าเขียนย่ำแดนมังกร, มุ่งไกลในรอยทราย ฯลฯ มรกต พระราชนิพนธ์แปล รวมทั้งสารคดีวิชาการ ปาฐกถาทรงบรรยาย และอื่นๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ เกล็ดหิมะในสายหมอก ลาวใกล้บ้าน ทัศนจากอินเดีย มนต์รักทะเลใต้

ประเภทวิชาการและประวัติศาสตร์ เช่น บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ กษัตริยานุสรณ์ หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน หนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่น สมเด็จแม่กับการศึกษา ประเภทพระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใสร่ายคำ ความคิดคำนึง เก็จแก้วประกายกวี และหนังสือทั่วไป เช่น นิทานเรื่องเกาะ (เรื่องนี้ไม่มีคติ) เรื่องของคนแขนหัก เป็นต้น และมีลักษณะการเขียนที่คล้ายคลึงกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ นอกจากจะแสดงพระอารมณ์ขันแล้ว ยังทรงแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่างๆ เป็นการแสดงพระมติส่วนพระองค์

นอกจากพระนาม “สิรินธร” แล้ว  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงใช้นามปากกาในการพระราชนิพนธ์หนังสืออีก 4 พระนาม ได้แก่ “ก้อนหินก้อนกรวด” เป็นพระนามแฝงที่ทรงหมายถึง พระองค์และพระสหาย สามารถแยกได้เป็น ก้อนหิน หมายถึง พระองค์เอง ส่วนก้อนกรวด หมายถึง กุณฑิกา ไกรฤกษ์ พระองค์มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า “เราตัวโตเลยใช้ว่า ก้อนหิน หวานตัวเล็ก เลยใช้ว่า ก้อนกรวด รวมกันจึงเป็น ก้อนหิน-ก้อนกรวด” นามปากกานี้ทรงใช้ครั้งเดียวขณะประพันธ์บทความ “เรื่องจากเมืองอิสราเอล” เมื่อปีพุทธศักราช 2520 ขณะที่พระนามแฝง “แว่นแก้ว” เป็นชื่อที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเอง ทรงมีรับสั่งว่า “ชื่อแว่นแก้ว นี้ตั้งเอง เพราะตอนเด็กๆ ชื่อลูกแก้ว ตัวเองอยากชื่อแก้ว ทำไมถึงเปลี่ยนไปไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ชอบเพลงน้อยใจยา นางเอกชื่อ แว่นแก้ว” โดยพระนามแฝง “แว่นแก้ว” นี้ พระองค์เริ่มใช้เมื่อปีพุทธศักราช 2521 เมื่อทรงพระราชนิพนธ์และทรงแปลเรื่องสำหรับเด็ก ได้แก่ แก้วจอมซน แก้วจอมแก่นและขบวนการนกกางเขน

ส่วนพระนามแฝง “หนูน้อย” ทรงมีรับว่า “เรามีชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัวว่า น้อย เลยใช้นามแฝงว่า หนูน้อย” โดยพระองค์ทรงใช้เพียงครั้งเดียวในบทความเรื่อง “ป๋องที่รัก” ตีพิมพ์ในหนังสือ 25 ปีจิตรลดา เมื่อปีพุทธศักราช 2523 และ พระนามแฝง “บันดาล”  ทรงมีรับสั่งว่า “ใช้ว่า บันดาล เพราะคำนี้ผุดขึ้นมาในสมอง เลยใช้เป็นนามแฝง ไม่มีเหตุผลอะไรในการใช้ชื่อนี้เลย” ซึ่งพระองค์ทรงใช้ในงานแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยที่ทรงทำให้สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการเมื่อปีพุทธศักราช 2526 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงเป็นจำนวนมาก โดยบทเพลงที่ดังและนำมาขับร้องบ่อยครั้ง ได้แก่ เพลง ส้มตำ รวมทั้งยังทรงประพันธ์คำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้แก่ เพลง รัก และ เพลง เมนูไข่

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ   มาจัดแสดงใน “นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์” มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2550   เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ร่วมตามรอยเสด็จพระราชดำเนินและชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ รวมทั้งเพื่อเป็นความรู้แก่นิสิต  นักศึกษา เริ่มตั้งแต่นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “แสงคือสี สีคือแสง” ในปี 2550  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง” ในปี 2551 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ในปี 2552  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สี แสง แสดงชีวิต” ในปี 2553 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อุปบัติ ณ โลกี” ในปี 2554 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ควงกล้องท่องโลก” ในปี 2555   นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “รูปยาตรา ภาพทัศนาจร” ในปี 2556 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อันมีทิพเนตรส่องไป” ในปี 2557  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อยู่มานาน กาลเวลามีสุข” ในปี 2558 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ทัศนียมรรคา” ในปี 2559 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “กาวยประภา”

ในปี2560  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สวัสดีปีจอหมา มาคอยท่าปีกุนหมู” ในปี 2562 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “มหัศจรรย์พรรณภาพ”ในปี 2563 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตยามอยู่บ้าน” ในปี 2564 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ธรรมดาแบบใหม่ : New Normal” ในปี 2565 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “สืบมรรคา ทัศนาทั่วไทย” (Roaming in Thailand) ในปี 2566 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “บ้านเขา เมืองเรา : Theirs and Ours” ในปี 2567 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ได้ออกนอกบ้าน! : Free at Las” ในปี 2568 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ริมมรคา: Along the Path”

ทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2523  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตัดสินพระทัยเข้ารับราชการในกองทัพบก ทรงเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งเป็นสถาบันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งขึ้น ด้วยพระบรมราชปณิธานที่จะให้การศึกษาอบรมและดำเนินการฝึกนักเรียนนายร้อย เพื่อออกไปรับราชการเป็นนายทหารของกองทัพบก ดังเห็นได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง “10 ปี ในรั้วแดงกำแพงเหลือง” ความตอนหนึ่งว่า “…พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์และเป็นคนคุ้นเคยกับข้าพเจ้า เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียน จปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ในขณะนั้นข้าพเจ้าเพิ่งสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าพเจ้ายังมีใจรักที่เป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่ ได้ดำเนินการเรื่องเอกสารการสมัครเข้าทำงานครบตามระเบียบปฏิบัติที่ได้รับคำแนะนำ…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งอาจารย์สอนในสายวิชาประวัติศาสตร์ ทรงวางแนวการสอนและทรงปรับปรุงเนื้อหาวิชาให้ทันสมัย และเหมาะสมกับนักเรียนนายร้อยอยู่เสมอ เช่น วิชาประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ให้ความรู้พื้นบ้าน รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงของไทย ที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับไทย ทั้งทางด้านการเมืองและการทหาร จึงเป็นวิชายอดนิยมที่นักเรียนให้ความสนใจเลือกศึกษาเป็นอันมาก นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเป็นที่ปรึกษาในสายวิชาสังคมวิทยาและวิชาพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมนโยบายยุทธศาสตร์พัฒนา ทรงเป็นประธานในการจัดทำตำรา และทรงสนับสนุนการนำนักเรียนนายร้อยไปศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อให้ได้สัมผัสสถานที่จริงที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ในแง่ต่างๆ แล้วยังทรงสอดแทรกในเรื่องของความเป็นอยู่ของชุมชน การเจริญเติบโตของชุมชนในด้านต่างๆ ตามยุคตามสมัยไว้ด้วยทุกครั้งไป  ปัจจุบันทรงเกษียณจากการสอนแล้ว พร้อมทั้งพระราชทานเงินเดือนที่ทรงได้รับตลอด 35 ปี คืนให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

พระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทั้งพระราชกรณียกิจที่ทรงสืบสานต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระราชกรณียกิจเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชสมัยปัจจุบัน, พระราชกรณียกิจเยือนต่างประเทศ, พระราชกรณียกิจประจำวัน และพระราชกรณียกิจทางด้านการศึกษา ด้านการพัฒนา ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา ด้านสาธารณกุศล ด้านสาธารณสุขและโภชนาการ ด้านการต่างประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และด้านเกษตรกรรม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเริ่มต้นนั้นมุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร และพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์

โครงการตามพระราชดำริฯ ในระยะต่อมาและในปัจจุบันเน้นในด้านการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า “…การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ให้บุคคลดำรงตนอยู่ในสังคมและในโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสงบร่มเย็นได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน ทรงห่วงใยในความด้อยโอกาสทางการศึกษาของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทั้งชนกลุ่มน้อย และประชาคมเมือง ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับบริการจากภาครัฐโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการด้านอาหารและโภชนาการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม  พุทธศักราช 2548 ความตอนหนึ่งดังนี้

 

“…ให้คนทุกคนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะรับสิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะเอาอะไรมาให้ก็ได้ หรือว่าผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเมือง หรือดูแลชุมชนต่างๆ ก็ต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็มีสิทธิเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น คนด้อยโอกาส หรือบุคคลชายขอบ ที่เรียกกันตอนนี้ว่าคนที่อยู่ในภาวะวิกฤต ก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือได้รับการดูแล…

…ถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิ เราก็จะพูดถึงในแง่ว่าคนเรามีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะอยู่อย่างดี ควรจะได้รับการศึกษา การศึกษานี้เพื่ออะไร เพื่อให้สามารถที่จะพยุงตัวเองและดำเนินชีวิตไปได้อย่างสุขสบาย จะได้เอาความรู้นั้นไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นหรือชุมชนได้อีก…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงาน โดยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความชำนาญ จัดทำเป็นโครงการต่างๆ ที่นำแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งมีหลักการสำคัญในสองแนวทาง คือ แนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ หรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาจนสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ ได้พระราชทานข้อคิดในการดำเนินงานแก่นักพัฒนา ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการดังกล่าวข้างต้น ความตอนหนึ่งว่า

“…ที่จริงศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติงานเรื่องการพัฒนา ถ้าเราจะเรียกตัวเองเป็นนักพัฒนา หรือว่าจะเป็นการพัฒนาด้านอาหารโภชนาการหรือด้านอื่นๆ เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์น่าจะเป็นไปได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิ ประการแรก คือให้คนที่เราจะพัฒนาได้กระทำด้วยตัวเอง และอยากเอง ทำเอง ก็เป็นศักดิ์ศรีของเขา ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นฝ่ายรับอยู่ร่ำไป ถ้าเราไปทำให้ถูกในจุดนี้ได้ ก็เป็นเรื่องการส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ประการที่สอง ต้องคิดว่าเวลาไปพัฒนา ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนที่สูงเด่นกว่าเขา หรือเป็นคนที่ศักดิ์ศรีสูงกว่าเขา อุตส่าห์ก้มตัวลงไปทำงานกับเขา ถ้าคิดอย่างนั้นก็อย่าไป คือเราไปทำแล้วเห็นคนอื่นใครๆ ต่ำกว่าหมด ทุกคนต่ำกว่าหมด ทุกคนโง่กว่าหมด อย่างนั้นก็คบกันไม่ได้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ จะไปทำงานกับใครก็ต้องช่วยกัน เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียกว่าไปพัฒนาไปช่วย เขาเรียกว่าความร่วมมือกันทั้งนั้น…”

พระราชกรณียกิจด้านองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานสำคัญๆ อันเป็นประโยชน์หลักของบ้านเมืองเกือบทุกด้าน นอกเหนือจากพระราชภารกิจในหน้าที่ราชการ  และทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงปฏิบัติตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย โดยเฉพาะการทรงงานด้านการบริหารองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล อาทิ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เป็นต้น รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งรวมถึงการการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยปัจจุบัน

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงขยายความร่วมมือไปยังโครงการรระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ   วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จังหวัดกำปงธม ราชอาณาจักรกัมพูชา, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหภาพพม่าในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและมองโกเลีย, การพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก, ทุนการศึกษาพระราชทานสำหรับนักเรียนไทยศึกษาต่อในต่างประเทศ, ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ  เป็นต้น

จากพระวิริยะอุตสาหะในการทรงศึกษาหาความรู้และบำเพ็ญพระราชกิจนานัปการ พระเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งทั้งในราชอาณาจักรและนานาชาติ จึงทรงรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ อีกทั้ง  เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่างๆ มาโดยตลอด จึงมีบุคคล หน่วยงาน สมาคม และองค์กรต่างๆ ทั้งในราชอาณาจักรและในต่างประเทศ ขอพระราชทานอัญเชิญพระนามาภิไธย และขอพระราชทานนาม ไปเป็นชื่อพรรณพืชและสัตว์ที่ค้นพบใหม่ในโลก รวมทั้งสถานที่และสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเป็นสิริมงคลสืบไป

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร  ขอทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ในประวัติศาสตร์การศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า ชื่อของ “ขุนรองปลัดชู” และ “กองอาทมาต” หรือ อาจ์สามารถ อาจไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงบ่อยเท่าศึกบางระจัน แต่หากพินิจถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่สู้จนตัวตายเพื่อถ่วงเวลาให้แผ่นดินแม่แล้ว เรื่องราวนี้คือ “ตำนานแห่งความดี” ที่ทหารและคนไทยทุกคนควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง

                    ขุนรองปลัดชู เป็นครูดาบสองมือ และเป็นผู้นำในกรมการเมืองวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดอ่างทอง) ท่านไม่ได้เป็นทหารอาชีพโดยตำแหน่ง แต่เป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีหัวใจรักชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2302 ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พวกพม่าสมัยพระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพใหญ่เข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านสิงขร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) 

จิตรกรรมฝาผนังแสดงเหตุการณ์วีรกรรมของ “ขุนรองปลัดชู” จัดแสดงในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วาดโดย ปรีชา เถาทอง และคณะ.

                        ขุนรองปลัดชูได้รวบรวมชาวบ้านบางจัก ที่เป็นชายฉกรรจ์ผู้มีฝีมือดาบและวิชาอาคมจำนวน 400 คน จากเมืองวิเศษชัยชาญ จัดตั้งเป็น “กองอาทมาต” ซึ่งเป็นกองกำลังอาสา เข้าร่วมกับพระยารัตนาธิเบศร์ เดินทางลงใต้ เพื่อสกัดกั้นทัพพม่าที่ยกมาทางมะริดและตะนาวศรี ผ่านด่านสิงขร เมืองกุย มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา

                        ทัพพม่า ยกมาจากกรุงอังวะ ภายใต้การนำของ มังมหานรธา มีกำลังพลราว 8,000 คน ในขณะที่กองอาทมาตมีเพียงทหาร 400 คน ขุนรองปลัดชูตั้งกองกำลังสกัดพม่าที่ “หาดหว้าขาว” ในเมืองกุยบุรี (ปัจจุบันอยู่ในตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

                         กองอาทมาตของรองปลัดชู ไม่ได้รบแบบตั้งรับ แต่ใช้การซุ่มโจมตีและบุกทะลวงในระยะประชิดด้วยดาบสองมือ เพื่อใช้ความคล่องตัวเข้าสู้ กับจำนวนที่มากกว่า การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เล่ากันว่าทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก จากคมดาบของกองอาทมาต

                        แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะพม่า ด้วยจำนวนที่ต่างกันมหาศาล แต่กอง อาทมาตไม่ยอมวางดาบหรือหันหลังหนี ทั้ง 400 ชีวิตรวมถึงขุนรองปลัดชู ทำการต่อสู้พม่าที่ต้อนกองอาทมาตลงทะเล จนถูกฆ่าฟันสิ้นชีวิตในสนามรบ หมดทั้ง 400 คน  ณ ชายหาดหว้าขาวแห่งนั้น ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้ว ก็ยกทัพผ่านเมืองปราน เพชรบุรี ราชบุรี มายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่าง ๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถึงคราววิบัติ “ล่มสลาย” บ้านแตกสาแหรกขาด ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ.:

                  ในปัจจุบัน ที่ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีการสร้างวัดสี่ร้อย และอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ไว้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญของกองอาทมาต 400 ชีวิต ที่ทำให้เราเห็นว่า “ความดี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการรู้จักหน้าที่และเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม

                   การกระทำของกองอาทมาตและขุนรองปลัดชูเป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 6 การแบ่งปันความสุขของตนเองให้ผู้อื่น โดยสละชีพเพื่อชาติ

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 2 เมษายน 2569

คุณแหน : 2 เมษายน 2569

คุณแหน : 2 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นองคมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ wellwishes.royaloffice ระหว่างวันที่ 1 – 3 เม.ย…
  • ครบ 74 ปี บมจ.อสมท 9 เม.ย. สมหมาย สุวรรณวงษ์ รักษาการ ผอ.ใหญ่ เชิญร่วมแสดงความยินดีด้วยการสมทบทุน “มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน แทนการมอบกระเช้าแสดงความยินดี 9 เม.ย. 09.00-12.00 น. ณ ห้องส่ง 5 ชั้น 1 อาคารปฎิบัติการวิทยุและโทรทัศน์..
  • พ.ต.อ.พลวัต-ภาวิไล บุราวาศ เตรียมงานแต่งงานให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ภัทริน บุราวาศ ครองคู่กับสาวสวย ศศิอาภาฬ บุญช่วย บุตรี วรรณี บุญช่วย-พรเทพ อ่วมแย้ม ฉลองสมรส 17 พ.ค. 11.00 น. รร.ควีนส์แลนด์ไดมอนด์โดม ชั้น 22 ..
  • บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล เปิดหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์ธุรกิจเชิงบวก ( ISAB) โดยมี  ลลิสา จงบารมี, กร โชติเทวัญ, พูลศรี จงแสงทอง, ณฐพร พันธุ์อุดม, ผกามาศ เอื้อชูยศ และ ดร.พิมพ์อนงค์ สินภัทรบดี ร่วมด้วย ณ อาคารกรุงเทพทาวเวอร์  ..
  • โตเกียวทริปล่าสุด ชวน หลีกภัย ไปงาน FOODEX ด้วยความเป็นที่รักและขวัญใจของทุกคน ไปตรงไหนก็มีแต่คนขอถ่ายรูป รวมถึงกลุ่มทีมงานสหพัฒน์ฯ และไอซีซีฯ จึงเป็นไข่แดงท่ามกลางดอกไม้งาม อาทิ เบ็คกี้ รัสเซลล์,ภัสราภรณ์ ชัยมงคล,ศุภรานันท์ พันธุ์ชูจิต และนักร้องนักธุรกิจคนสวย อรรถวดี  จิรมณีกุล ..
  •  สาวสวยรวยขยันและเก่ง “แป้ง” ณัชฐานันท์ รูปขจร ออกแบรนด์น้ำสมุนไพรยี่ห้อ “หยวน Yuan” ดื่มง่ายอร่อย มีน้ำเก๊กฮวย น้ำลำใย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำฟักเขียว น้ำชาเลมอน กำลังติดตลาดเหมาะกับอากาศร้อนๆ อย่างนี้ ดื่มแล้วสดชื่น หาซื้อได้ตามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าทั่วไป ..
  • เตรียมเปิดตัวสนามเทนนิส ALM x Impact Tennis & Sport Center อิมแพคเมืองทองธานี ธุรกิจใหม่ล่าสุดในเครือบริษัท เคเอฟยู อย่างเป็นทางการของ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เชิญทีมโค้ชระดับโลกจาก Rafa Nadal Academy สถาบันฝึกเล่นเทนนิส มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการฝึกซ้อม การฝึกความแข็งแรง การเตรียมความพร้อมสมรรถภาพทางกายให้กับเยาวชนและผู้สนใจแบบฟรีๆ 11 เม.ย.11.00 น. ..
  • งานเปิดตัวนิยายเรื่องใหม่ล่าสุด “สามเหลี่ยมทองคำ” Golden Triangle by Paul Adirex ของ ปองพล อดิเรกสาร ในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่าน ได้กำลังใจมากมายจากมิตรรักแฟนคลับ..
  •  สวด เพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ สิริอายุ 95 ปี มารดา ดร.ณฤดี เคียงศิริ ศาลาสุธีระ-ประจวบ พีชานนท์ วัดธาตุทอง 28 มี.ค.-3 เม.ย.18.30 น…
  • สวด อดิศัย โพธารามิก อดีตรมว.หลายสมัย 30 มี.ค.-4 เม.ย.16.00 น. ศาลาพระครูวิหารกิจจานุการ วัดพุทธพรหมยาน (พิชญ์ชาราม) อ.บางคล้า ฉะเชิงเทรา และพระราชทานเพลิงศพ 5 เม.ย.16.00 น..
  • เพชรพริ้ง-กลินท์ สารสิน เปิดหน้าบ้านที่เชียงดาวนำร่อง Landmark เป็นร้านกาแฟ  ชื่อร้าน Togeta  ร่วมกับ Toyota  โดยวางแผนจะสร้างในศูนย์โตโยต้าทั่วประเทศ มีชา กาแฟ เค้กอร่อยสวยหรูและไอศรีมแท่งกุหลายเฉพาะสาขานี้ โดยคุณกลินท์ออกแบบทุกอย่าง สร้างด้วยไม้และกระจกทันสมัยมาก หน้าร้านจะมองเห็นดอยหลวงและองค์พระปฐมวัดพุทธพรหมปัญโญ(วัดถ้ำเมืองนะ)ของหลวงตาม้า วิวทิวทัศน์สวยงามที่สุด .. แวะไปเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ต้องไม่พลาดเช็คอินกัน..๐๐

 

น้อง

‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44’ คึกคัก ผลตอบรับเกินคาด! กับไฮไลท์ Ultrareal AI Photo Booth

‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44’ คึกคัก ผลตอบรับเกินคาด! กับไฮไลท์ Ultrareal AI Photo Booth

‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44’ คึกคัก ผลตอบรับเกินคาด! กับไฮไลท์ Ultrareal AI Photo Booth

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ผลตอบรับเกินความคาดหมาย สำหรับ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยรวบรวมอัตลักษณ์ทั้ง 5 ภูมิภาคไว้ในแต่ละโซนอย่างครบถ้วน สะท้อนภาพรวมของประเทศไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน

ภายในงานยังมีโซนสำคัญ คือโซน Amazing Thailand เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางปักหมุดเที่ยวไทยตามโลเคชันสำคัญจากแคมเปญโฆษณาชุดล่าสุด “Feel All the Feelings” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางผ่าน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador บอกเล่าเสน่ห์ของประเทศไทย ผ่านแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากทุกภูมิภาค เพื่อพาผู้ชมออกเดินทางไปสัมผัสทุกความรู้สึกที่เมืองไทย

ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโซนนี้ คือกิจกรรมถ่ายภาพ AI Photo Booth ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปสเตอร์แหล่งท่องเที่ยวตามรอยลิซ่าที่เป็นไวรัล ผ่านเทคโนโลยี Ultrareal AI Photo Booth ดูแลโดยทีมงาน IDO360 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตลอดการจัดงาน ด้วยคุณภาพความสมจริงระดับโปรดักชัน ยกระดับประสบการณ์ AI Photo Booth แบบเดิม และเกิดการบอกต่อบนโซเชียลมีเดียในวงกว้าง

“ภาพที่ได้จากบูธในครั้งนี้ ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้คนได้เห็นตัวเองอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวจริง และเป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง อีกทั้งภาพที่ถูกแชร์ออกไปยังช่วยชวนให้ผู้คนอยากออกไปสัมผัสประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยทุกสถานที่ล้วนเชื่อมโยงกันผ่านแนวคิด Feelings ที่สะท้อนพลังของการท่องเที่ยวไทยในมุมมองร่วมสมัย”

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ททท. มุ่งหวังให้การนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแคมเปญนี้ เป็นมากกว่าฉากหลังของศิลปิน แต่ทำหน้าที่ร่วมกันเล่าเรื่องประเทศไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย เพื่อจุดประกาย ให้ผู้คนออกไปสัมผัสเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อคำเชิญชวนให้ร่วม Feel All the Feelings… Amazing Thailand และค้นพบเสน่ห์ของประเทศไทยที่ยังคงรอให้ทุกคนได้มาสัมผัสอย่างใกล้ชิดในทุกๆช่วงเวลา