สนับสนุนภารกิจแห่งชาติ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580109

สนับสนุนภารกิจแห่งชาติ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล

สนับสนุนภารกิจแห่งชาติ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยมชมจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ไอคอนสยาม

ไอคอนสยาม ผนึกกำลังร่วมกับ โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วย สำนักอนามัย กรุงเทพมหานครและหอการค้าไทย สนับสนุนภารกิจแห่งชาติเปิดหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19นอกโรงพยาบาลแก่ประชาชน ประเดิมให้บริการวันแรก7 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมืองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าตรวจจุดบริการฉีดวัคซีน ตอกย้ำความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศไทย เพื่อก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช กล่าวถึงการรวมพลังในครั้งนี้ว่า เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรับวัคซีนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพิ่มโอกาสสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับที่สามารถยุติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ สำหรับการฉีดวัคซีนที่ไอคอนสยามจะฉีดในประชาชนหมู่มากที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนน้อย ซึ่งได้มีการเตรียมระบบให้วัคซีนที่ปลอดภัย และครบถ้วนทุกขั้นตอน จนถึงการดูแลและสังเกตอาการ ให้บริการฉีดวัคซีน 1,000 คนต่อวัน โดยกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยงตามประกาศของกรุงเทพมหานคร อาทิ บุคลากรทางการศึกษา และกลุ่มอาชีพเสี่ยงหรือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ จุดฉีดวัคซีนที่ไอคอนสยาม จะเป็นประชาชนในพื้นที่เขตคลองสาน ธนบุรี บางกอกน้อย

ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย รอง ผอ.รพ.ศิริราช พาเยี่ยมชมจุดบริการแต่ละจุด

ทั้งนี้ หน่วยบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ไอคอนสยาม จะให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19นอกโรงพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. ของทุกวัน โดยมีระบบการให้บริการวัคซีนตามขั้นตอนต่างๆ อีกทั้งยังมีรถพยาบาลประจำ หากเกิดอาการข้างเคียงที่รุนแรง ทางทีมแพทย์และพยาบาลจะทำการรักษา และนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที โดยแต่ละพื้นที่ของการให้บริการ มีการเว้นระยะห่าง ไม่แออัดและปฏิบัติตามมาตรฐานด้านการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในความปลอดภัยขณะเข้าใช้บริการในพื้นที่ คาดว่าจะสามารถรองรับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการที่หน่วยนี้ได้ราว 1,000 คนต่อวัน

สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ภายใต้โครงการ“สยามรวมใจ สู้โควิดไปด้วยกัน” ที่ทุกความร่วมแรงร่วมใจจะทำให้เราคนไทยผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ ไอคอนสยามขอเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุน โดยเป็นหน่วยบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาลให้กับประชาชน เพื่อช่วยกระจายวัคซีนสู่ประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง บนพื้นที่ไอคอนสยาม อาร์ตสเปซ ชั้น 8 ของไอคอนสยาม ซึ่งเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาลที่มีทัศนียภาพสวยที่สุดริมแม่เจ้าพระยาอันงดงาม ที่จะช่วยให้ผู้มารับบริการได้ผ่อนคลายความวิตกกังวล พร้อมชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม อีกทั้งยังเป็นพื้นที่โล่งโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี มีห้องน้ำสะอาดให้บริการ ซึ่งปกติใช้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้และพื้นที่ในการแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวไทยและศิลปินที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลก การเปิดพื้นที่ในครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสำหรับการให้บริการฉีดวัคซีนแก่พี่น้องประชาชนที่จะมาใช้บริการ นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังได้จัดหาเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร เพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อยระหว่างดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนชุดอาหาร-เครื่องดื่ม สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และจัดหาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดการดำเนินงานอีกด้วย

สำหรับการเดินทางมารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ไอคอนสยาม เดินทางได้สะดวกรวดเร็วด้วยรถไฟฟ้าสายสีทอง ลงสถานีเจริญนคร หรือ เดินทางด้วยรถยนต์ สะดวกสบายที่จอดรถกว่า 5,000 คัน นอกจากนี้ ยังสามารถเดินทางด้วยเรือโดยสาร และใช้บริการ Shuttle Boat ได้จาก 2 ท่าได้แก่ ท่าเรือสาทร และท่าเรือสี่พระยาได้อีกด้วย ทั้งนี้ จุดฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ ไอคอนสยาม จะให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 นอกโรงพยาบาลตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564

ตรวจจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19ตรวจจุดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19

ประชาชนได้รับบริการฉีดวัคซีนวันแรก ณ จุดบริการหน่วยวัคซีนโควิด-19ประชาชนได้รับบริการฉีดวัคซีนวันแรก ณ จุดบริการหน่วยวัคซีนโควิด-19

บรรยากาศเปิดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันแรก 7 มิ.ย. 2564บรรยากาศเปิดบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 วันแรก 7 มิ.ย. 2564ไอคอนสยาม ดำเนินการทำความสะอาดทุกจุดสัมผัส เพื่อความปลอดภัยไอคอนสยาม ดำเนินการทำความสะอาดทุกจุดสัมผัส เพื่อความปลอดภัย

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดคาราวานผลผลิตทางการเกษตร ส่งกำลังใจสู่ 5 โรงพยาบาลฝ่าโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580127

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดคาราวานผลผลิตทางการเกษตร ส่งกำลังใจสู่ 5 โรงพยาบาลฝ่าโควิด-19

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดคาราวานผลผลิตทางการเกษตร ส่งกำลังใจสู่ 5 โรงพยาบาลฝ่าโควิด-19

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สยามคูโบต้า จับมือ 5 วิสาหกิจชุมชน จัดกิจกรรม “คูโบต้า…ฟาร์มส่งสุข เฟส 2” ยกคาราวานรถบรรทุกผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากชุมชน ขยายความสุขเพิ่มอีก 5 เส้นทางสู่ 5 โรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลสนาม ภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของโครงการ KUBOTA On Your Side ปีที่ 2 ในการอยู่เคียงข้างประชาชนท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19

นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 สยามคูโบต้า ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องซึ่ง “คูโบต้า…ฟาร์มส่งสุข” ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของโครงการ KUBOTA On Your Side ปีที่ 2 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ โดยได้เปิดตัวกิจกรรมพร้อมปล่อยคาราวานความสุขครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีจากชุมชนต้นทางผู้ส่งมอบผลผลิตและโรงพยาบาลปลายทาง

วราภรณ์ โอสถาพันธุ์

“วันนี้ตัวเลขของผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น โรงพยาบาลจึงมีความต้องการอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารักษาอย่างต่อเนื่องทุกวัน ในขณะเดียวกันกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สยามคูโบต้าได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนให้ทันต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรมอีกครั้งภายใต้ชื่อ “คูโบต้า…ฟาร์มส่งสุข เฟส 2” โดยได้รับความร่วมมือจาก5 กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า ที่สยามคูโบต้าได้ใช้ความเชี่ยวชาญเข้ามาร่วมสร้างให้เกิดเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็งมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ สยามคูโบต้าได้ให้การอุดหนุนผลผลิตที่มีคุณภาพของกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ผัก ผลไม้น้ำดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูปขึ้นชื่อของชุมชนมีความสดสะอาด ปลอดภัยได้มาตรฐาน และเต็มไปด้วยความพิถีพิถันใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และดำเนินการจัดส่งผลผลิตอย่างถูกสุขลักษณะจนถึงมือผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ปลายทาง”

ด้านตัวแทนศูนย์เรียนรู้ฯนางบุญเลิศ ปราบภัย ประธานกลุ่มหนองผักบุ้ง จากศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ได้จัดส่งผลผลิตชุมชนออกเดินทางกว่า 900 กิโลเมตร เพื่อส่งความสุขไปยังโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “หลังจากได้ทราบว่า สยามคูโบต้าได้จัดกิจกรรมครั้งนี้ พี่น้องชุมชนหนองผักบุ้งทุกคนรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงน้ำใจในครั้งนี้ เราได้ระดมพี่น้องในชุมชนช่วยกันคัดสรรและบรรจุผลผลิตทางการเกษตรที่เราได้ปลูกเองรวมถึงเตรียมผลิตภัณฑ์แปรรูปซึ่งเป็นของฝากขึ้นชื่อของชุมชน ตลอดจนส่งกำลังใจจากหัวใจของพวกเราทุกคนในชุมชนออกเดินทางไปยังโรงพยาบาลปลายทาง เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์”

บุญเลิศ ปราบภัย

สำหรับเส้นทางการส่งมอบจากศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า ไปยังโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ เส้นทางที่ 1 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ผักไหม จังหวัดศรีสะเกษ สู่โรงพยาบาลสมุทรปราการ เส้นทางที่ 2ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-เกษตรทิพย์ จังหวัดศรีสะเกษ สู่โรงพยาบาลสนามศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและฝั่ง จังหวัดชลบุรี เส้นทางที่ 3 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ห้วยตาดข่า จังหวัดอุดรธานี สู่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาเส้นทางที่ 4 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร จังหวัดแพร่ สู่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา และเส้นทางที่ 5 ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้งจังหวัดเพชรบูรณ์ สู่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีซึ่งได้ทำการส่งมอบเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังในการอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทยและช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตินี้ได้โดยเร็ว

แวะเยี่ยมชมป๊อปอัพ บูติก Van Cleef & Arpels แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580132

แวะเยี่ยมชมป๊อปอัพ บูติก Van Cleef & Arpels แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้

แวะเยี่ยมชมป๊อปอัพ บูติก Van Cleef & Arpels แรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เพื่อขานรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ Van Cleef & Arpels ได้นำงานออกแบบฝีมือของ อเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ มาใช้ในการตกแต่งป๊อปอัพ บูติก ที่ชั้น M ศูนย์สรรพสินค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนเมษายน และให้ลูกค้า กับผู้สนใจได้แวะมาเยี่ยมชมได้

ป๊อปอัพ บูติก ชวนให้ผู้ผ่านไปผ่านมาได้ดื่มด่ำไปกับความงดงามดุจฝัน มอบความรู้สึกราวกับกำลังเดินล่วงเข้าไปในสมุดวาดภาพร่างแบบ เพื่ออยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้และช่อดอกไม้หลากเฉดสีในโทนพาสเทลอ่อนหวาน ซึ่งดูราวกำลังจะแข่งกันผลิบานไปทั่วพาวิลเลียนหลังน้อยแห่งนี้

ด้วยแรงบันดาลใจจากมวลดอกไม้ ทั้งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ และดอกไม้มงคลตามความเชื่อของวัฒนธรรมไทย นำมาซึ่งภาพวาดลายเส้นจากฝีมือของจิตรกรร่วมสมัย ถ่ายทอดความสดใส มีชีวิตชีวาในธรรมชาติได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

“ประเทศไทยเป็นเสมือนอัญมณีน้ำหนึ่งแห่งภูมิภาคเอเชีย ผมได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากสีสันสดใส ให้ความรู้สึกสว่างไสวจากมวลธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดอกบัว, ดอกราชพฤกษ์, ดอกกล้วยไม้ และดอกไม้เมืองร้อนอื่นๆ อีกมากมาย…เหล่านี้เป็นดอกไม้หลากสีสันที่ก่อความประทับใจอย่างลึกซึ้ง” อเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ กล่าว

บรรยากาศเหมือนฝันของพาวิลเลียนหลังน้อยยังถูกส่งผ่านมาสู่โลกดิจิทัล ด้วยการปลดล็อกฟิลเตอร์ลายดอกไม้ที่แกว่งไกวไปมา ซึ่งถูกจัดทำขึ้นสำหรับอินสตาแกรมทางการของ Van Cleef & Arpels โดยเฉพาะ เพียงคลิกเข้าไปในฟิลเตอร์ Colorful flowers เท่านั้น ดอกไม้ลายเส้นฝีมือการออกแบบของอเล็กซงดร์ แบ็งฌาแม็ง นาเวต์ ก็จะปรากฏให้ผู้ชื่นชอบนำไปใช้เป็นลูกเล่นแต่งภาพได้ตามต้องการ

พบกับ ป๊อปอัพ บูติก ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2021 ชั้น Mศูนย์สรรพสินค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

ค้นหา 12 ผู้โชคดีทั่วโลกร่วมโปรแกรม Live Anywhere On Airbnb #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580125

ค้นหา 12 ผู้โชคดีทั่วโลกร่วมโปรแกรม Live Anywhere On Airbnb

ค้นหา 12 ผู้โชคดีทั่วโลกร่วมโปรแกรม Live Anywhere On Airbnb

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักเดินทางคนดัง Imani Bashir

Airbnb ประกาศเปิดตัวโปรแกรม “Live Anywhere on Airbnb” คัดเลือกผู้โชคดี 12 คนทั่วโลกให้ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนก็ได้กับที่พักสุดพิเศษของ Airbnb เป็นเวลา 1 ปี โดยผู้เข้าร่วมโปรแกรมนี้ สามารถพักที่ไหนก็ได้ในโลกเพื่อใช้ชีวิตให้เหมือนอยู่บ้านและทำงานไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุมผ่าน Zoom จากชายหาดหน้าที่พัก การขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวแบบโรดทริป หรือไปเรียนรู้ภาษาใหม่ในเมืองสุดโปรด Airbnb จะขอเพียงผู้ร่วมบอกเล่าประสบการณ์กับโปรแกรมนี้ เพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมบนแพลตฟอร์มให้ดียิ่งขึ้นพร้อมรองรับการใช้ชีวิตแบบโนแมด (nomad living) ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ในอนาคต โดย Airbnb จะสนับสนุนค่าที่พักและงบประมาณในการเดินทางตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้

ผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้จะต้องแบ่งปันมุมมองในเชิงลึกไม่ว่าจะเป็นจุดเด่น การบริการต่างๆ และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตแบบโนแมด ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ Airbnb สามารถพัฒนาและปรับปรุงการให้เช่าที่พักและการใช้ชีวิตระยะยาวกับที่พักของ Airbnb ในอนาคต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และแหล่งข้อมูลที่จะช่วยปรับปรุงประสบการณ์ในการใช้ชีวิตระยะยาว,รูปแบบที่พักอาศัยที่เหมาะสมกับนักเดินทางที่เดินทางเพียงลำพังหรือนักเดินทางแบบกลุ่ม อาทิ การเดินทางแบบครอบครัว, การเชื่อมต่อกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคธุรกิจต่างๆ และมีความเข้าใจในผลดีทางด้านการเงินในการให้เช่าที่พักขณะที่เดินทางท่องเที่ยว

โปรแกรมนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เป็นคนรุ่นใหม่ คนที่ทำงานแบบ remote working,นักคิดสร้างสรรค์, คนที่อยู่บ้านเหงาๆ หรือไม่ว่าใครก็ตาม สามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมนี้ซึ่งจัดต่อเนื่อง 12 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2565 โดยผู้สมัครจะต้องมีอายุ 18 ปี ขึ้นไปและผู้ที่ได้คัดเลือกเข้าร่วมโปรแกรมนี้สามารถพาเพื่อนหรือผู้ติดตามเข้าร่วมเดินทางไปด้วยจำนวน 3 คนอีกด้วย

ผู้ที่มีความประสงค์ที่จะให้เช่าที่พักของตนเองบน Airbnb ระหว่างการเข้าร่วมกับโปรแกรมนี้ ก็สามารถทำได้เพื่อจะได้ทดสอบและให้เช่าที่พักขณะที่สามารถใช้ชีวิตแบบโนแมดพร้อมสร้างรายได้พิเศษระหว่างที่ออกเดินทางท่องเที่ยว ทั้งนี้ จากข้อมูลของ Airbnb ระบุว่า ผู้ที่สมัครให้บริการเช่าที่พักในช่วงไตรมาสแรกปี 2021 นี้ จำนวน 50% ได้รับการจองที่พักภายใน 4 วัน และผู้ให้บริการเช่าที่พักมีรายได้เฉลี่ยราว 9,600 ดอลลาร์ต่อปีต่อคน (ข้อมูลเดือนเมษายน 2021)

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมLive Anywhere on Airbnb และอยากออกไปผจญภัยแบบโนแมด สามารถสมัครได้ที่ www.airbnb.com/liveanywhere ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2564 โดยกรรมการจะมีคัดเลือกผู้โชคดี 12 คนจากทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมและจะเริ่มออกเดินทางในเดือนกันยายน 2564 และก่อนที่จะเริ่มต้นการเดินทางผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับคำแนะนำถึงการใช้ชีวิตในที่พักของ Airbnb จากผู้ที่เป็น The Senior Nomads, สมาชิกทีมผลิตภัณฑ์และทีมวิจัยของ Airbnb และจากผู้เชี่ยวชาญในการ Live Anywhere อย่างนักเขียนด้านท่องเที่ยวและเดินทางคนดังอย่าง Imani Bashir

พม.เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580128

พม.เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

พม.เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน ‘ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาพระราชทานลายผ้าบาติก ในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” กิจกรรมประกวดผ้าลายพระราชทาน ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวีฯ โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย ระดับภาค พื้นที่ภาคกลาง โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดีกุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประกวดฯ ร่วมด้วยนายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม ทีมคณะกรรมการ นำโดย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารของนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นางสาวรติรสภู่วิภาดาวรรธน์ และคณะ ณ โรงแรมแคนทารี โฮเทล อยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

การประกวดครั้งนี้ ถือเป็นปฐมฤกษ์ โดยเริ่มต้นจากภาคกลาง เพื่อคัดเลือก 75 ผ้าพื้นถิ่น จาก 4 ภูมิภาค เข้าตัดสินในระดับประเทศ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จเป็นประธานการตัดสิน ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 และนับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวดโดยพระองค์ได้พระราชทานแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย ด้วยทรงมีพระประสงค์ให้ประชาชนใช้เวลาว่างในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านให้เป็นประโยชน์ มีรายได้เสริม และสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อจรรโลงจิตใจในยามวิกฤติ ได้แก่ ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม, ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ท้องทะเลไทย” ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย ทรงจุดประกายความคิดเพื่อให้ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า และผ้าบาติกลายพระราชทาน “ป่าแดนใต้” สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิดในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดมสมบรูณ์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและภูมิปัญญาไทยเพื่อฟื้นฟูมรดกงานศิลป์ล้ำค่าของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทยไม่ว่าจะในชนบทและเมือง พระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทยอันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในด้านการออกแบบ ทำให้พสกรนิกรชาวไทยกล้าที่จะออกจากกรอบความคิดที่มีต่อผ้าไทยแบบดั้งเดิม คุณูปการที่เกิดขึ้นจึงไม่เพียงแต่วงการทอผ้าเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการสร้างคุณค่าในงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ประเภทอื่นๆ อีกด้วย

“ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาทำให้ช่างฝีมือ กลุ่มทอผ้าผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ยังคงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนเลี้ยงดูครอบครัว แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้ฝ่าฟันไปได้อย่างมั่นคง จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งจนมีคำกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานว่า “เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หยาดลงในทะเลทราย” และด้วยพระวิริยอุตสาหะของพระองค์ที่เสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมืองทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถึง 2 รอบ พระองค์ได้มีพระกรุณาแนะแนวทางการพัฒนาและยกระดับให้กลุ่มหัตถกรรมทั้งหลายได้เพิ่มความประณีต ใส่ฝีมือ ใส่ลูกเล่นลงไป ผลงานที่ปรากฏในวันนี้จำนวน 197 ผืน ในส่วนของภาคกลาง และ 3,215 ผืน จากทั่วประเทศ จึงเป็นดั่งดอกผลของความมหัศจรรย์ที่พระองค์ได้พระราชทานไว้”

ทั้งนี้ การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”ตามโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทยระดับภาค เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ กรมการพัฒนาชุมชน สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ และทุกภาคีเครือข่าย ได้มีโอกาสน้อมนำแนวพระราชดำริในวิถีของการวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ผ้าไทยให้ได้รับการยกระดับและคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อกระตุ้นให้กลุ่มทอผ้าทั้งหลายได้พัฒนาฝีมือ ค้นหาเทคนิควิธีการในการผลิตผ้าไทยให้ดีขึ้น เหมาะสมแก่การตัดเย็บเสื้อผ้าสมัยใหม่ เหนือล้ำไปกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะคือการสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพไทย ที่ทรงริเริ่มนำหัตถกรรมพื้นถิ่น เสน่ห์ของงานฝีมือดั้งเดิม และวิถีชีวิตให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ชาวบ้านอย่างมั่นคง

ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 กรมการพัฒนาชุมชน จะมีการดำเนินการประกวดโดยเริ่มจากระดับภาคไปสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่ภาคกลางเป็นจุดแรก จากนั้นไปภาคใต้เป็นจุดที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน2564 จังหวัดนครศรีธรรมราช จุดที่ 3ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2564 จังหวัดเชียงใหม่ และสุดท้ายจุดที่ 4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ต่อด้วยการประกวดในรอบ Semi Final รอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และประกาศผลรอบตัดสิน 75 ผืนสุดท้าย ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 สำหรับการประกวดในระดับประเทศ รอบตัดสินจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2564 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม

มอบชุด PPE ผลิตจากเส้นด้าย PET รีไซเคิล ให้บุคลากรทางการแพทย์ ต่อสู้วิกฤติโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580131

มอบชุด PPE ผลิตจากเส้นด้าย PET รีไซเคิล  ให้บุคลากรทางการแพทย์ ต่อสู้วิกฤติโควิด-19

มอบชุด PPE ผลิตจากเส้นด้าย PET รีไซเคิล ให้บุคลากรทางการแพทย์ ต่อสู้วิกฤติโควิด-19

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

บริษัทอินโดรามาเวนเจอร์สจำกัด (มหาชน) หรือไอวีแอล บริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกส่งมอบ PPE 1,000 ชุด ซึ่งผลิตจากเส้นด้าย PET รีไซเคิล เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 เส้นด้ายดังกล่าวผลิตมาจากการรีไซเคิลขวด PET ใช้งานแล้ว ซึ่งรวบรวมมาจากทั่วประเทศ รวมทั้งผ่านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ขององค์กรพันธมิตรอย่าง บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา

เส้นด้ายคุณภาพสูงที่ใช้ในการผลิตชุด PPE มาจากการรีไซเคิลขวด PET ที่โรงงานของไอวีแอลในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นผู้ผลิตเส้นด้ายรีไซเคิลสำหรับใช้งานทางการแพทย์รายเดียวในประเทศไทย โดยโรงงานแห่งนี้รีไซเคิลขวด PET ใช้งานแล้วกว่า 1,600 ล้านขวดต่อปี ซึ่งรวมถึงขวดจำนวน 1,400 ตันที่ตั้งเป้ารวบรวมจากศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา และบิ๊กซี ทั้งนี้ ชุด PPEสำหรับใช้งานทางการแพทย์ที่ส่งมอบนั้น ตัดเย็บโดยโรงงานที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)

ชุด PPE จำนวน 500 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม 8 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสามพราน โรงพยาบาลนครชัยศรีโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น โรงพยาบาลห้วยพอ โรงพยาบาลดอนตูม โรงพยาบาลบางเลน โรงพยาบาลกำแพงแสน และโรงพยาบาลพุทธมณฑล จำนวน 300 ชุดถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสนาม 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลสนามเขตหนองจอก และอีกจำนวน 200 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่กรมแพทย์ทหารเรือ

ยาชโล เฮีย

นอกจากชุด PPE แล้ว ไอวีแอลกำลังผลิตชุดเครื่องนอนอีก 1,000 ชุดโดยใช้เส้นด้ายรีไซเคิลจากขวดน้ำดื่ม PET จำนวน 45 ขวด และมีคุณสมบัติป้องกันเชื้อไวรัสและแบคทีเรียและจะส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลสนามในเขตหนองจอกต่อไป

นายยาชโล เฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความยั่งยืน บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไอวีแอลเป็นบริษัทไทยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเราได้มองหาโอกาสในการช่วยเหลือชุมชนซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ไอวีแอลสามารถพัฒนาเส้นด้าย PET รีไซเคิลที่เหมาะสำหรับผลิตชุด PPE สำเร็จตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เรามีเป้าหมายที่จะปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญด้วยแนวทางที่ยั่งยืน โดย PET สามารถรีไซเคิลได้ 100% และมีประโยชน์อย่างมากในฐานะวัสดุที่ก่อให้เกิดสุขอนามัยที่ดีและมีความยั่งยืนความร่วมมือกับศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดาและบิ๊กซี จะช่วยสร้างการรับรู้ต่อการจัดการขยะอย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง”

พงษ์ศักดิ์ นันตวรรณกุล

นายพงษ์ศักดิ์ นันตวรรณกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กล่าวว่า “เราได้สนับสนุนการผลิตชุด PPE โดยรวบรวมขวด PET ใช้งานแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยส่งมอบขวดไปแล้วกว่า 730 กิโลกรัม เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิล เราตระหนักดีว่าบุคลากรทางการแพทย์กำลังทำงานอย่างหนักและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยสนับสนุนกันและกัน เพื่อให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ไปได้ เราขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนเข้มแข็งและก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน”

นายพิริยะ กมลเดชเดชารองประธานเจ้าหน้าที่สายธุรกิจ/สายงานปฏิบัติการค้าปลีกไฮเปอร์, มาร์เก็ตและฟู้ดเพลส บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซีเปิดเผยว่า “การรวบรวมขวด PET เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พี่หมีบิ๊กกี้ ชวนรีไซเคิล” ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่เรามุ่งมั่นเป็นพลังขับเคลื่อน และมีบทบาทร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ในฐานะ “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า”โดยให้พื้นที่บิ๊กซี กว่า 137 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับขวด PET ที่ใช้แล้ว  ซึ่งกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ตระหนักถึงการขยะที่เพิ่มขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นที่มาของการต่อยอดโครงการดังกล่าว และความร่วมมือกับไอวีแอลนี้จะช่วยให้เราสามารถสร้างประโยชน์จากวัสดุใช้งานแล้วได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งยังสามารถสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อีกด้วย”

N Health ส่งหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะลุยภารกิจรพ.สนาม ลดเสี่ยงโควิด-19 ให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580146

N Health ส่งหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะลุยภารกิจรพ.สนาม ลดเสี่ยงโควิด-19 ให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์

N Health ส่งหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะลุยภารกิจรพ.สนาม ลดเสี่ยงโควิด-19 ให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

N Health ผู้ให้บริการด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย์และธุรกิจโรงพยาบาล ส่งมอบหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะ HealthyBot (Model D) ให้โรงพยาบาลสนามบุษราคัม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานีจ.นนทบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนามขนาด 5,000 เตียง รักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลางจากโซนกรุงเทพฯและปริมณฑล

นายสุพิชัย วิจิตรภาพ ผู้อำนวยการฝ่ายขายเครื่องมือแพทย์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ (N Health) ให้ข้อมูลว่า การส่งมอบหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะ HealthyBot (Model D) เพื่อเข้าปฏิบัติงานในโรงพยาบาลสนาม ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสัมผัส โดยคุณสมบัติของหุ่นยนต์ดังกล่าว มีหน้าที่ส่งยา อาหาร ยาและเวชภัณฑ์ หรือสิ่งของที่จำเป็นให้แก่ผู้ป่วยติดเชื้อ รวมถึงใช้นำทางผู้ป่วย เป็นการแบ่งเบาภาระงาน ช่วยลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มความปลอดภัย

สำหรับหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะ HealthyBot (Model D) รองรับน้ำหนักสัมภาระในการบรรทุกได้ถึง60 กิโลกรัม สามารถทำงานด้วยการกดคำสั่งเพียงครั้งเดียว หุ่นยนต์จะทำงานแบบอัตโนมัติ โดยหุ่นยนต์จะคำนวณเส้นทางเดิน รวมถึงหลบอุปสรรคเพื่อให้เดินทางไปถึงจุดหมายที่ต้องการ และเมื่อปฏิบัติการเสร็จจะกลับไปยังแท่นชาร์จได้เอง จึงทำให้สมรรถภาพทำงานได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

หน่วยงานวิศวกรรมทางการแพทย์ของ N Health ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการหรือ Servies Operating Model ขึ้นเพื่อรองรับการให้บริการที่ตรงความต้องการของผู้ใช้ อย่างเหมาะสมกับลักษณะของงาน โดยเปิดตัวหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะ ทั้งหมด 5 รุ่น คือ HealthyBot, Health Bot T1, Healthy Bot T5, Health Box (B) และ Healthy Bot (D) โดยบริษัทมีแผนที่จะส่งมอบหุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะในรุ่นต่างๆ เพื่อให้ทำงานร่วมบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนามอื่นๆ รวม ตลอดจนอาคาร ร้านค้า สถานที่ต่างๆ ที่มีความทันสมัยและต้องการปรับระบบมาให้บริการแบบผสมผสานการใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์

หุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะนี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการใช้นวัตกรรม เพื่อยกระดับการบริการทางการแพทย์ ของหน่วยงานวิศวกรรมทางการแพทย์ N Health ผู้ซึ่งให้บริการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ทางการแพทย์และบริการบริหารจัดการอุปกรณ์อย่างเป็นระบบ ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมถึงห้องปฏิบัติการและสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อช่วยให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-7624099 หรือ Email : nhcsbiomedical@nhealth-asia.com

กรมวิทย์และเครือข่ายเฝ้าระวังโควิด-19 กลายพันธุ์ในไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580143

กรมวิทย์และเครือข่ายเฝ้าระวังโควิด-19 กลายพันธุ์ในไทย

กรมวิทย์และเครือข่ายเฝ้าระวังโควิด-19 กลายพันธุ์ในไทย

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่าย เสริมความแข็งแกร่ง เฝ้าระวังการกลายพันธุ์ไวรัสก่อโรคโควิด-19 ในไทย เพื่อเป็นข้อมูลป้องกันควบคุม รักษาโรค และต่อยอดการวิจัย

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์เชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ในประเทศซึ่งการร่วมมือนี้จะทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่เข้มแข็ง และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อการควบคุมป้องกันโรค การรักษา และการวิจัยพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ในประเทศ

จากการสุ่มตรวจเฝ้าระวังสายพันธุ์เชื้อไวรัสซาร์-โค-วี-2 (SARS-CoV-2) ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2564 รวมจำนวน 4,185 ราย พบว่า สายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) มีการพบมากที่สุดในประเทศไทย จำนวน 3,703 รายคิดเป็นร้อยละ 88.48 รองลงมาคือ สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จำนวน348 ราย คิดเป็นร้อยละ 8.32 สายพันธุ์ดั้งเดิม (B.1(dade G), B.1(dade GH), B.1.1.1 (dade GR) จำนวน 98 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.34 สายพันธุ์เบตา (แอฟริกาใต้) จำนวน 26 รายคิดเป็นร้อยละ 0.62 และสายพันธุ์ B.1.524 จำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ0.24 ซึ่งข้อมูลต่างๆ นี้มีการประสานรายงานไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้ในการควบคุมเฝ้าระวังในพื้นที่ต่อไป

จากข้อมูลรายงานขององค์กรสาธารณสุขประเทศอังกฤษ (Public Health England) และ WHO พบว่า สายพันธุ์อัลฟา เป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่กระจายง่าย ทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมวัคซีนที่ใช้ในประเทศยังสามารถใช้ได้กับสายพันธุ์นี้ ส่วนสายพันธุ์เดลตา พบว่า มีการแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์อัลฟาอย่างไรก็ตามยังไม่พบว่ามีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อัลฟาแต่อย่างใด วัคซีนที่ใช้ในประเทศยังสามารถใช้ได้กับสายพันธุ์นี้ ขณะที่ สายพันธุ์เบตาพบว่ามีการแพร่กระจายได้ช้ากว่าสายพันธุ์อื่น แต่ทำให้เกิดการป่วยและเสียชีวิตได้มากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม

ทั้งนี้ ข้อมูลเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2564 มีการรายงานพบสายพันธุ์เดลตาในจังหวัดต่างๆ จำนวน 348 ราย พบในกรุงเทพมหานคร 318 ราย อุดรธานี 17 ราย สระบุรี 2 ราย นนทบุรี 2 รายขอนแก่น 2 ราย ชัยภูมิ 2 ราย พิษณุโลก1 ราย ร้อยเอ็ด 1 ราย อุบลราชธานี 1 รายบุรีรัมย์ 1 ราย และสมุทรสาคร 1 ราย

อย่างไรก็ตาม การรายงานผลการเฝ้าระวังนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานในประเทศ จังหวัด ชุมชน สำหรับเฝ้าระวังติดตามในจังหวัด รวมถึงเป็นข้อมูลในการรักษาโรคและเพื่อให้ประชาชนได้ป้องกันตนเอง โดยการสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ยังคงมีความสำคัญในการป้องกันโรคนี้เช่นเดิม ไม่ว่าจะสายพันธุ์อะไรซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังเดินหน้าเฝ้าระวังสายพันธุ์ในประเทศร่วมกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้ข้อมูลการเฝ้าระวังกับทุกหน่วย เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

‘ผักกรอบ’ ม.ขอนแก่น ตอบโจทย์ทุกวัยที่ไม่ชอบกินผัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580144

‘ผักกรอบ’ ม.ขอนแก่น ตอบโจทย์ทุกวัยที่ไม่ชอบกินผัก

‘ผักกรอบ’ ม.ขอนแก่น ตอบโจทย์ทุกวัยที่ไม่ชอบกินผัก

วันอังคาร ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดตัวผลิตผล “ผักกรอบ” ตอบโจทย์สุขภาพของคนทุกวัยที่ไม่ชอบกินผักจากโครงการยกระดับอาชีพเกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทดลองตลาด หาพันธมิตร ร่วมทุนกับวิสาหกิจชุมชน

รศ.รังสรรค์ เนียมสนิท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหัวหน้าโครงการวิจัยเปิดเผยว่า ได้รับงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) นำผลผลิตผักจากการปลูกของเกษตรกรในโครงการฯ มาแปรรูปเป็นผักกรอบ ปรุงรส บรรจุซอง พร้อมรับประทาน ด้วยการร่วมมือของศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะมนุษย์และการเสริมสร้างสุขภาพ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผลิตภัณฑ์ “ผักกรอบ” นับเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกวัยไม่ชอบกินผัก โดยใช้วัตถุดิบผักปลอดภัยของโครงการ เข้าสู่กระบวนการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ของ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด สร้างโอกาสและเพิ่มช่องทางตลาด ลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรในการผลิตครั้งนี้

รศ.รังสรรค์ กล่าวถึง “ผักกรอบ”ตอบโจทย์ทุกวัยไม่กินผักว่า เป็นนวัตกรรมของโครงการที่จะยกระดับการผลิต สร้างรายได้ เป็นการเพิ่มมูลค่าของพืชผลทางการเกษตร ซึ่งผักทุกชนิดสามารถนำมาแปรรูปเป็นผักกรอบ ทั้งเป็นรสดังเดิมและปรุงรสเพิ่มความอร่อยได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้โครงการทดลองใช้ผักบุ้งนำมาแปรรูปและทดลองการตลาด ซึ่งผักกรอบนี้มีโปรตีน 0.75 กรัมต่อ 100 กรัมคาร์โบไฮเดรต 2.43 กรัมต่อ 100 กรัมไฟเบอร์ 9.03 กรัมต่อ 100 กรัม ทำการสำรวจศึกษาผลตอบรับของผู้บริโภคต่อ “ผักกรอบ” ถึงรสชาติ สัมผัส รวมถึงกลิ่น มีความเหมาะสมในการบริโภคหรือไม่เพียงใด ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้สามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ “ผักกรอบ” ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทุกวัยที่ไม่ชอบกินผัก เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ

ทั้งนี้ นักธุรกิจผู้ประกอบการที่สนใจนำผลิตภัณฑ์ผักกรอบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทำการตลาดเป็นการทำธุรกิจร่วมกับเกษตรกร สามารถติดต่อที่สถาบัน มหาวิทยาลัยขอนแก่น

กลุ่มบริษัทแพนเธราร่วมต่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่ มอบเจลแอลกอฮอล์แก่ รพ.ทั่วกรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/580067

กลุ่มบริษัทแพนเธราร่วมต่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่  มอบเจลแอลกอฮอล์แก่ รพ.ทั่วกรุงเทพฯ

กลุ่มบริษัทแพนเธราร่วมต่อสู้กับการระบาดครั้งใหม่ มอบเจลแอลกอฮอล์แก่ รพ.ทั่วกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 12.22 น.

กลุ่มบริษัทแพนเธรา ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย การตลาด และการบริการแบบบูรณาการชั้นนำของไทย ได้ร่วมบริจาคเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อจำนวน 5,000 ลิตรให้กับโรงพยาบาลในกรุงเทพ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนเจลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและจำนวนของผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลทั่วกรุงเทพตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมา 

หลังจากที่ได้บริจาคชุดป้องกันส่วนบุคคลให้กับโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามจำนวน 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ไปแล้วกว่า 2,000 ชุด กลุ่มบริษัทแพนเธราก็ได้สอบถามกับทางโรงพยาบาลต่าง ๆ เพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลต้องการแอลกอฮอล์เป็นจำนวนกี่ลิตร ซึ่งคำตอบที่ทางเราได้รับกลับมาคือ 5,000 ลิตร

นับตั้งแต่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาระลอกที่ 3 แอลกอฮอล์ถือเป็นสินค้าขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทแพนเธราเลือกพิจารณาถึงความจำเป็นมากกว่าเรื่องของราคา เราจึงได้ตัดสินใจซื้อเจลแอลกอฮอล์จำนวน 5,000 ลิตรในราคาเต็มที่จำหน่ายในท้องตลาด และเพื่อแลกกับราคาที่สูงเช่นนี้ ทางกลุ่มบริษัทแพนธีร่าจึงได้ขอให้ทางโรงงานจัดส่งเจลแอลกอฮอล์ไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้โรงพยาบาลทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง

“เราต้องการที่จะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้จะมีอาการดีขึ้น และไม่ใช่แย่ลง” พอล เฮย์เวิร์ด ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มบริษัทแพนเธรากล่าว “ไม่ใช่แค่โรคโควิด-19 เท่านั้นที่โรงพยาบาลต่างกังวล แต่วอร์ดดูแลผู้ป่วยในที่ต้องรองรับผู้ป่วยเต็มอัตราในบางพื้นที่ ก็อาจเป็นสาเหตุที่จะทำให้พื้นที่นั้นกลายมาเป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูงได้หากไม่มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง”

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ทางโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้สั่งซื้อแอลกอฮอล์ไว้เป็นจำนวนมาก โดยมักจะวางถังให้บริการไว้ตามที่จอดรถ ซึ่งพนักงานและเจ้าหน้าที่จะต้องนำภาชนะเล็ก ๆ มาคอยเติมอยู่เรื่อย ๆ กลุ่มบริษัทแพนเธรามองว่าการทำเช่นนี้ค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ จึงมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยการบริจาคในครั้งนี้ และเลือกที่จะซื้อเป็นขวดขนาด 5 ลิตรจำนวน 1,000 ขวดแทนถังขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ถัง

“วิธีนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสามารถถ่ายแบ่งแอลกอฮอล์ได้จากห้องเก็บอุปกรณ์แทนที่จะต้องออกไปเติมข้างนอกตลอดเวลา รวมถึงทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรับทราบได้ว่ามีแอลกอฮอล์เหลืออยู่อีกเท่าใด” เฮย์เวิร์ดกล่าว

นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทแพนเธรา ซึ่งร่วมก่อตั้งโดยเฮย์วาร์ดและมิกกี้ โดเฮอร์ตี ได้บริจาคเงินกว่าครึ่งล้านบาทให้กับโรงพยาบาลและกลุ่มช่วยเหลือตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อใช้ในการซื้ออุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) น้ำยาฆ่าเชื้อ และอาหารสำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดผับบาร์ ไนต์คลับ และร้านอาหารหลายแห่ง