‘Mido’ ดึงซูเปอร์สตาร์ ‘Kim Soo Hyun’ นั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546199

'Mido' ดึงซูเปอร์สตาร์ 'Kim Soo Hyun'นั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่

‘Mido’ ดึงซูเปอร์สตาร์ ‘Kim Soo Hyun’นั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.36 น.

Mido (มิโด) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้เครือเดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ดึงซูเปอร์สตาร์สุดฮอตอย่าง “Kim Soo Hyun” (คิม ซู ฮยอน) นักแสดงหนุ่มชาวเกาหลีใต้แถวหน้าของวงการ ผู้มี ผลงานมากมาย อาทิ It’s okay not to be okay (เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน), The Producers (โปรดิวเซอร์หน้าใส หัวใจกุ๊กกิ๊ก) และ My Love from the Star (ยัยตัวร้ายกับนายต่างดาว) นั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์นาฬิการุ่น Ocean Star 200C (โอเชี่ยน สตาร์ 200ซี) นาฬิกาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยหน้าปัดนาฬิกาสีเขียวใหม่ และดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวที่เหมาะสำหรับกีฬาทางน้ำ มาพร้อมความพิเศษของขอบหน้าปัดนาฬิกาเซรามิก กลไกอัตโนมัติ Calibre 80 และการกันน้ำในระดับ 200 เมตร จึงนับได้ว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวของประสิทธิภาพและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

Franz Linder (ฟรานซ์ ลินเดอร์) ซีอีโอของแบรนด์มิโด เผยถึงการร่วมงานกันในครั้งนี้ว่า เรารู้สึกยินดีมากที่ได้ร่วมงานกับคิม ซู ฮยอน ซึ่งทำให้เราสามารถถ่ายทอดตัวตนของนาฬิกามิโดผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยที่ทั้งเขาและ แบรนด์ต่างก็มีเสน่ห์และบุคลิกอันโดดเด่นเช่นเดียวกัน จึงทำให้คิม ซู ฮยอน เหมาะสมที่สุดที่จะมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของมิโดครับ

ด้าน คิม ซู ฮยอน นักแสดงหนุ่มชาวเกาหลีใต้ กล่าวว่า สำหรับผมแล้ว แบรนด์มิโดคือแบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ทรงอิทธิพลมากทั้งในแง่ของความหรูหราและความเป็นนาฬิกาสปอร์ต สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากที่สุดคงจะเป็นดีไซน์ของนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรม ซึ่งถือว่าไม่ซ้ำใครเลยจริง ๆ ครับ

นาฬิกา Ocean Star 200C โดดเด่นด้วยวัสดุเซรามิกชั้นเลิศ

นาฬิการุ่น Ocean Star 200C จากมิโด คือการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย ผสมผสานการใช้วัสดุที่ดีที่สุด และการขัดแต่งในระดับไฮเอนด์ โดยยังคงรักษาระดับมาตรฐานและคุณค่าของแบรนด์มิโดไว้อย่างครบถ้วน ที่สำคัญคือ      วงแหวนสำหรับใช้บนขอบตัวเรือนซึ่งผลิตด้วยเซรามิกและมาพร้อมกับสีเขียวที่สดใส ถือเป็นโทนสีใหม่แกะกล่องสำหรับผู้ผลิตนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ โดยจะจับคู่กับหน้าปัดที่เป็นโทนสีแบบด้านซึ่งบนพื้นผิวมีการขัดแต่งและตกแต่งด้วยรายละเอียดที่เป็นระลอกคลื่น ซึ่งถือเป็นหน้าปัดแบบใหม่ที่โดดเด่นสำหรับ Ocean Star 200C ส่วนประสิทธิภาพในการทำงานที่มีความยอดเยี่ยมในเชิงเทคโนโลยีนั้นถูกสะท้อนผ่านทางกลไกอัตโนมัติ Calibre 80 เช่นเดียวกับความสามารถในการกันน้ำระดับ 200 เมตร

#MidoXKimSooHyun

#Midowatches
#OceanStar

Yves Rocher (อีฟ โรเช่) เสิร์ฟความสุขและความสนุกรับปี 2021 ถึงหน้าจอ ผ่านกิจกรรมไลฟ์ออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546196

Yves Rocher (อีฟ โรเช่) เสิร์ฟความสุขและความสนุกรับปี 2021 ถึงหน้าจอ  ผ่านกิจกรรมไลฟ์ออนไลน์

Yves Rocher (อีฟ โรเช่) เสิร์ฟความสุขและความสนุกรับปี 2021 ถึงหน้าจอ ผ่านกิจกรรมไลฟ์ออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 13.32 น.

วิลาสินี ภาณุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีฟ โรเช่ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าไม่หยุดแม้ช่วงโควิด-19 ล่าสุดคว้าตัวนางเอกสาวสวย “ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์โปรดักส์คนแรกของประเทศไทย พร้อมด้วยหนุ่มรักษ์โลกอย่าง บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ที่จะมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแคมเปญ ช้อป แชร์ได้เงินชิลๆ โดยทั้งคู่จะชวนกันมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในกิจกรรมไลฟ์ทางเฟซบุ๊กเพจ Yves Rocher Thailand แฟนๆ สามารถติดตามกิจกรรมของ Yves Rocher Thailand (อีฟ โรเช่ ไทยแลนด์) ได้ในวันอังคารที่ 19 มกราคม 2564 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป  

‘ศูนย์น้ำใจสู้ภัยโควิด’ จัดน้ำพริกพม่า ‘บาลาฉ่อง’ แจกคนถูกกักตัวที่โรงพยาบาลสนาม สมุทรสาคร : อาทร จันทวิมล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546175

‘ศูนย์น้ำใจสู้ภัยโควิด’ จัดน้ำพริกพม่า ‘บาลาฉ่อง’ แจกคนถูกกักตัวที่โรงพยาบาลสนาม สมุทรสาคร : อาทร จันทวิมล

‘ศูนย์น้ำใจสู้ภัยโควิด’ จัดน้ำพริกพม่า ‘บาลาฉ่อง’ แจกคนถูกกักตัวที่โรงพยาบาลสนาม สมุทรสาคร : อาทร จันทวิมล

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 11.49 น.

นายอาทร จันทวิมล หัวหน้าศูนย์น้ำใจสู้ภัยโควิด ซึ่งเป็นหน่วยอาสาสมัครเอกชน ที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุน การป้องกันรักษาโรคโควิด-19  ของหน่วยงานต่างๆ  แถลงว่า  ได้พยายามวิเคราะห์ ค้นหาสิ่งเหมาะสม สำหรับส่งไปช่วยผู้ติดเชื้อโควิด  ซึ่งถูกกักตัวบริเวณโรงพยาบาลสนาม สมุทรสาคร  ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติชาวพม่า แล้วพบว่า สิ่งหนึ่งที่น่าจะเหมาะสมคือ “น้ำพริกบาลาฉ่อง”

น้ำพริกคั่วกุ้งแบบพม่า  หรือ บาลาฉ่อง/ปาลาชอง/ปะหล่าฉ่อง (Balachaung) เป็นอาหารโบราณอายุหลายร้อยปีที่คนพม่าเกือบทุกคนชื่นชอบ เหมือนที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบกินน้ำพริกตาแดงหรือน้ำพริกเผา น้ำพริก “บาลาฉ่อง” ทำจากกุ้งแห้ง กระเทียม พริกป่น หอมแดง มะขามเปียก และ น้ำตาลมะพร้าว สามารถเก็บไว้นานโดยไม่ต้องใช้สารกันบูด  เพราะใช้เทคนิคการถนอมอาหารของชาวพม่าโบราณที่นิยมใช้กินตอนเดินทางไกล ขณะเกิดภัยพิบัติ หรือยามศึกสงคราม   โดยมีวัตถุดิบสำคัญ คือ กระเทียมและหอมแดงที่มีสรรพคุณเพิ่มความต้านทานโรคให้ร่างกาย “บาลาฉ่อง” สามารถนำมาคลุกข้าวคล้ายข้าวคลุกกะปิของคนไทย หรือข้าวยำของชาวไทยปักษ์ใต้ใช้กินกับผักกาดสด  แตงกวา  สะระแหน่   ผัดกับข้าวหรือสปาเก็ตตี้ ยำกับผักพื้นบ้าน   ยำกับข้าวเกรียบงาดำ หรือจิ้มกินกับโรตี/ขนมปัง/ข้าวเหนียว

ศูนย์น้ำใจสู้ภัยโควิดได้หารือกับผู้ผลิตน้ำพริกชาวไทย ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทำการผลิตน้ำพริกบาลาฉ่องขึ้นในประเทศไทย โดยใช้เนื้อกุ้งแห้งที่ส่งมาจากนครศรีธรรมราชนำมาปั่นให้ฟู แล้วคลุก กับกระเทียมเจียว หอมเจียวและน้ำมะขามเปียก  ไม่ใส่เกลือ ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่สารกันบูด จึงทำให้ไม่เหม็นหืนและไม่เหม็นคาว  สามารถเก็บไว้นอกตู้เย็นได้นาน 4 เดือน  โดยมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจาก อย.ฮาลาล  และ โอทอปเรียบร้อย

นายอาทร  กล่าวว่า “ตอนไปเรียนต่างประเทศ เคยได้รับน้ำพริกตาแดงขวดเดียวจากเมืองไทย ทำให้จำความอร่อยนานต่อมาอีกหลายปี   คราวนี้จึงนึกถึงคนพม่าแรงงานต่างด้าวหลายพันคนที่ถูกกักตัวในโรงพยาบาลสนามสมุทรสาคร ว่าจะดีใจแต่ไหนถ้าได้กินน้ำพริกกุ้ง”บาลาฉ่อง” อาหารพื้นเมืองรสดั้งเดิมที่คนพม่าโปรดปราน”

ศูนย์น้ำใจสู้ภัยโควิดได้ใช้เงินของศูนย์ ซื้อวัสดุทำน้ำพริกบาลาฉ่อง 200 กระปุก สำหรับแจกผู้ถูกกักตัวที่โรงพยาบาลสนาม เทศบาลตำบลนาดี สมุทรสาคร   ส่วนโรงพยาบาลสนามอื่นๆก็อาจใช้เงินบริจาคที่มีอยู่ ซื้อน้ำพริกบาลาฉ่อง   โดยติดต่อตรงที่ผู้ผลิตร้านจรรย์สุดา จังหวัดตาก โทร 089-133-1911 หรือ 055-531-551ในราคา กระปุกละ 35 บาท

‘อิ่มท้อง อุ่นใจ กับข้าวมาบุญครอง’ พร้อมถุงยังชีพวันสร้างสุข เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546038

‘อิ่มท้อง อุ่นใจ กับข้าวมาบุญครอง’พร้อมถุงยังชีพวันสร้างสุข เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย

‘อิ่มท้อง อุ่นใจ กับข้าวมาบุญครอง’พร้อมถุงยังชีพวันสร้างสุข เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.30 น.

คณะจิตอาสาข้าวมาบุญครอง จากกลุ่มธุรกิจบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงตราข้าวมาบุญครอง มาบุญครองพลัส และศูนย์อาหารฟู้ด เลเจ้นด์ส บายเอ็มบีเค นำโดยพรพิมล กิริวรรณา ผู้อำนวยการสายการตลาด พร้อมด้วย มัลลิกา บุระขันธ์ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด พร้อมพันธมิตรช่อง one 31 เดียว วรตั้งตระกูลรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธิติพรจุติมานนท์ บรรณาธิการบริหารฝ่ายข่าวบันเทิง พร้อมทีมข่าวช่อง one 31 ลงพื้นที่มอบผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ 100% คัดพิเศษ และข้าวรวงแก้ว จากข้าวมาบุญครอง พร้อมด้วยถุงยังชีพ วันสร้างสุขเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ กว่า 500หลังคาเรือน

พรพิมล กิริวรรณา ผู้อำนวยการสายการตลาด กลุ่มธุรกิจข้าวมาบุญครองกล่าวว่า จากการประสบภัยต่างๆ สิ่งที่จำเป็นที่สุดนั่นคืออาหาร โดยข้าวมาบุญครอง ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายด้านอาหาร เรามีความพร้อมในการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยด้วยกันเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปได้ด้วยดี จึงได้จัดตั้งกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้ชื่อ “อิ่มท้องอุ่นใจ กับข้าวมาบุญครอง” ในวันนี้ข้าวมาบุญครองไม่ได้มาแค่มอบข้าวเท่านั้นยังมามอบกำลังใจให้ผู้ประสบภัย อยากให้เขารับรู้ว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน อย่างกิจกรรมวันนี้เราได้ร่วมกับพันธมิตรในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะทางช่อง one 31ที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเข้าถึงพี่น้องได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งเข้าถึงผู้ประสบภัยได้มากยิ่งขึ้น

มัลลิกา บุระขันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด กล่าวเสริมว่าไม่เพียงแค่เฉพาะอุทกภัยภาคใต้เท่านั้น โดยเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่เกิดวิกฤติอุทกภัยในจังหวัดนครราชสีมา ข้าวมาบุญครอง พร้อมช่อง one 31 ได้ลงพื้นที่ร่วม พร้อมประสานงานกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อร่วมมอบข้าวคุณภาพส่งออก จำนวน 10 ตัน มอบให้ผู้ประสบภัยที่ชุมชนบิงน้อย อำเภอโชคชัย และชุมชนไชยมงคล อำเภอปักธงชัย รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง กว่า 2,000 พันหลังคาเรือน ซึ่งเป็น 2 พื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมของจังหวัด

ข้าวมาบุญครองยังคงยึดมั่นที่จะดูแล และยึดหลักการบริหารเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการเป็นธุรกิจชั้นนำสำหรับผลิตภัณฑ์ และบริการด้านอาหาร เพื่อเพิ่มความอิ่มอุ่นให้ทุกครอบครัว

เปลี่ยนวิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาส เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษช่วง WFH #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546025

เปลี่ยนวิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาส เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษช่วง WFH

เปลี่ยนวิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาส เพิ่มทักษะภาษาอังกฤษช่วง WFH

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ต้อนรับปี 2021 เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษให้กับตัวคุณ สถาบันสอนภาษาอังกฤษ Wall Street English(วอลล์สตรีท อิงลิช) ชวนทุกคนเตรียมความพร้อม สร้างโอกาสที่ดีกว่าในการเรียนและหน้าที่การทำงาน เร่งพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษในช่วง Work from Home หรือช่วงเวลาว่าง อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ พร้อมร่วมส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยในสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ให้ทุกคนก้าวผ่านไปด้วยกัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างมีศักยภาพ เป็นตัวช่วยเพิ่มโอกาสที่ดีกว่าในการประกอบอาชีพ การติดต่อสื่อสาร การค้าขาย อีกทั้ง ยังเป็นประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อก้าวสู่ระดับผู้บริหารสู่ในอนาคต ทั้งองค์กรชั้นนำของไทย หรือองค์กรใหญ่ระดับโลกซึ่ง Wall Street English เป็นมากกว่าสถาบันสอนภาษา เพราะเป็นแหล่งการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบมีสไตล์ มีการบูรณาการหลักสูตรไม่หยุดนิ่งคิดค้นนำกิจกรรมต่างๆ นอกเหนือหลักสูตรหลัก มาเสริมสร้างให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะการใช้ภาษาได้มากยิ่งขึ้น และไม่น่าเบื่อ พร้อมมีหลักสูตรภาษาอังกฤษที่สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีเครือข่ายการเรียนการสอนกว่า 420 สาขาใน 29 ประเทศ

ปัจจุบัน วอลล์สตรีท อิงลิชประเทศไทยมี 15 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งเปิดสอนมามากกว่า18 ปี มีความน่าเชื่อถือตามหลักสูตรมาตรฐานระดับโลกผ่านการรับรองจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ให้เทียบเท่าCEFR (Common Europen Frameworkof Reference) เป็นมาตรฐานการใช้ภาษาอังกฤษที่ยอมรับทั่วโลก และมีผู้เรียนเชื่อมั่นมากกว่า 3 ล้านคนทั่วโลก

ในต้นปี 2021 นี้ Wall Street English ขอมอบของขวัญครั้งยิ่งใหญ่ให้ทุกคน ด้วยส่วนลดพิเศษทุกคอร์สการเรียน ดูรายละเอียดได้ทาง http://bit.ly/39ebqK6 รวมไปถึงสมัครเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ 1 เดือน ในราคาสุดพิเศษ ดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/39a59PC ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2564 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ Call Center : 1211 หรือเว็บไซต์ www.wallstreetenglish.in.thและ Facebook : Wall StreetEnglish

ระลึกถึงประติมากรชาวฝรั่งเศส ผู้เรียกผืนแผ่นดินไทยว่าบ้าน กับนิทรรศการ ‘The Reflection of Infinity’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546016

ระลึกถึงประติมากรชาวฝรั่งเศส  ผู้เรียกผืนแผ่นดินไทยว่าบ้าน  กับนิทรรศการ‘The Reflection of Infinity’

ระลึกถึงประติมากรชาวฝรั่งเศส ผู้เรียกผืนแผ่นดินไทยว่าบ้าน กับนิทรรศการ‘The Reflection of Infinity’

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ศิลปินบางคนรังสรรค์ความคิดและจินตนาการ ทั้งยังแสวงหามุมมองใหม่ๆ ในการนำเสนอผลงานภายใต้สภาพแวดล้อมหรือสถานที่ที่คุ้นเคย แต่ทว่าศิลปินด้านประติมากรรมร่วมสมัยอย่าง วาเลครี กูตาร์ (Valérie Goutard) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อวาล (Val) เลือกออกเดินทางจากบ้านเกิดของเธอที่ฝรั่งเศสมาตั้งรกรากในประเทศไทย เพื่อสานต่อความเชื่อและแรงปรารถนาอันแรงกล้า ซึ่งผืนแผ่นดินแห่งนี้เองทำให้เธอได้สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นจนได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประติมากรที่สำคัญที่สุดในศตวรรษนี้

ผลงานของ วาล จะได้รับการเฉลิมฉลองและจัดแสดงอีกครั้งในเดือนมกราคม 2563 เพื่อเป็นการย้อนระลึกถึงเธอและงานศิลปะที่เธอรักและรังสรรค์ขึ้นในช่วงที่เธออาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยงานนิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ชื่อ “The Reflection of Infinity” ณ เอส เอ ซี แกลเลอรี (ศุภโชคดิ อาร์ต เซ็นเตอร์) โดยเน้นนำเสนอสาระสำคัญของชีวิตและการทำงานของ วาล ในประเทศไทย ทั้งยังเป็นการรวบรวมผลงานที่หลากหลายมากที่สุด

วาล หรือ วาเลครี กูตาร์

วาล เป็นศิลปินที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการสร้างสรรค์ผลงานด้วยดินเหนียว เธอสร้างสตูดิโอของตัวเองขึ้นในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2547 และแสดงผลงานชุดแรกของเธอในปีเดียวกัน ซึ่งวาลได้กล่าวถึงผลงานชุดนั้นว่าเป็นการผสมผสานระหว่างเสรีภาพอันยิ่งใหญ่และความเป็นชุมชนที่อบอุ่นของเอเชีย โดยผลงานของเธอได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางในช่วงเวลาอันสั้นและในช่วงเวลานั้นเองเธอยังได้พบกับ นายเฟรเดริก โมเรล (Frédéric Morel) สุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ต่อมาคือ สามีและตัวแทนของเธอและยังคงอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผลงานประติมากรรมเกือบทั้งหมดของ วาล สร้างสรรค์ขึ้นจากสัมฤทธิ์ที่หล่อโดยทีมช่างชาวไทยของเธอณ โรงงานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา งานของ วาล มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่กับส่วนโค้งและความแตกต่าง วาลเคยกล่าวถึงงานของเธอว่าเป็นดั่งพื้นที่ที่ “ความสมบูรณ์และความว่างเปล่าปฏิสัมพันธ์กันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

การจัดแสดงผลงานของ วาล มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ กล่าวคือมีการนำเสนอผลงาน 3 ชิ้น ที่ไม่เคยจัดแสดงต่อสาธารณชนมาก่อน ได้แก่ Chaos, Crossing the ordeal and Wisdom รวมถึงผลงานในคอลเลคชั่นTenth Eonion Initiative ซึ่งเป็นประติมากรรมแก้วและสัมฤทธิ์ที่ วาล ร่วมมือกับศิลปินชั้นครูผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะจากแก้วมูร่าโน (ARS Murano) ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

ผลงานของ วาล ได้รับการจัดแสดงและติดตั้งถาวรทั่วเอเชียและยุโรปสำหรับในกรุงเทพฯ นั้นสามารถชมผลงานของเธอได้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ดังนี้ ผลงานชื่อ Ville fantastique II ตั้งอยู่ในสวนเบญจสิริ (ซึ่งเธอและสามีมอบเป็นของขวัญให้แก่กรุงเทพมหานคร) ผลงานชื่อ Attraction II ที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ ผลงานชื่อ Inle Balance III ที่โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท

นอกจากนี้ ยังมีผลงานชุด Ocean Utopia ที่ได้รับการติดตั้งอย่างพิถีพิถัน ณ ใต้ท้องทะเลนอกชายฝั่งเกาะเต่าจ.สุราษฎร์ธานี ในปี 2559 โดยผลงานชิ้นนี้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ยืนสูงตระหง่าน ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยนานาชนิด สาหร่ายและปะการังหลากสี ดังที่วาลได้ตั้งใจไว้

ในงานเปิดตัวผลงาน Attraction II ของ วาล ในปี 2562 ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ นายกสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพฯ ได้กล่าวว่า “วาลเกิดเป็นคนฝรั่งเศส แต่เสียชีวิตด้วยหัวใจดุจดัง
คนไทยคนหนึ่ง” ทั้งนี้ นิทรรศการ “The Reflection of Infinity” เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมเดินทางย้อนไประลึกถึงเส้นทางอาชีพศิลปินของ วาล ที่สะท้อนถึงแรงบันดาลใจและอิสรภาพที่เธอรับรู้และสัมผัสได้ในช่วงที่เธออาศัยอยู่ในประเทศไทยและสร้างสรรค์ผลงานเหล่านี้ทั้งยังแสดงออกถึงความรักที่เธอมีต่อผืนแผ่นดินไทยและคนไทยอีกด้วย

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นที่เอส เอ ซี แกลเลอรี (ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์) ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2564 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ของเอส เอ ซี แกลเลอรี สามารถเข้าชมได้ที่นี่ https://www.facebook.com/sacbangkok

The North Face x Gucci การเดินทางจะนำไปสู่การค้นพบตนเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546017

The North Face x Gucci  การเดินทางจะนำไปสู่การค้นพบตนเอง

The North Face x Gucci การเดินทางจะนำไปสู่การค้นพบตนเอง

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

Gucci เปิดตัวโปรเจกท์พิเศษที่เป็นการร่วมมือกับแบรนด์ The North Face (เดอะ นอร์ธ เฟซ) ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและสำรวจค้นหาโดยเฉพาะ เป็นการผนึกกำลังของทั้งสองแบรนด์ในการส่งเสริมการผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นการออกไปท่องเที่ยวจริงๆ หรือเป็นเชิงอุปมาอุปไมยในจินตนาการก็ตาม โดยทั้งสองแบรนด์ต่างมีความเชื่อในสิ่งเดียวกันว่า การเดินทางจะนำไปสู่การค้นพบตนเอง และในโปรเจกท์นี้ทั้งสองแบรนด์ได้ตีความจุดยืนร่วมกันนี้ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น

The North Face เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเปิดประสบการณ์การค้นหาที่เหนือระดับ ส่วน Gucci นั้นก็เช่นเดียวกัน คือเป็นแบรนด์ที่ส่งพลังให้คนเชื่อมั่นในตนเอง แสดงออกความเป็นตัวตนและบุคลิกของตัวเอง แต่ความเหมือนของทั้งสองแบรนด์ยังมีมากกว่านั้น The North Face ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ.1966 ณ เมืองซานฟรานซิสโกและได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งเสริมการสำรวจโลกผ่านกิจกรรมต่างๆ เป็นที่ทราบกันดีว่าการเดินทางนั้นช่วยนำไปสู่การค้นพบตนเอง และนี่คือความเชื่อที่ The North Face และ Gucci มีร่วมกัน โดย Alessandro Michele (อเลสซานโดร มิเคเล) Creative Director (ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์) ของ Gucci มองว่าแฟชั่นเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงอิสรภาพอย่างมีพลัง 

Gucci Pin ร้านป๊อปอัพในรูปแบบใหม่ ได้แรงบันดาลใจจากหมุดบนแผนที่ดิจิทัล ได้รับการออกแบบเพื่อสะท้อนถึงคอลเลคชั่น The North Face x Gucci โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่สร้างประสบการณ์สุดพิเศษที่สะท้อนแนวคิดของ Alessander Michele ที่มีต่อแฟชั่นระดับลักชัวรี่ Gucci Pin จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่สยามพารากอน และมุ่งมั่นที่จะเชิญชวนผู้คนทั่วโลกมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ไปด้วยกัน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนรอบๆ อีกด้วย  

ด้วยเหตุนี้ Gucci Pin ของคอลเลคชั่น The North Face x Gucci จึงออกแบบมาให้สะท้อนถึงโลกภายนอก ซึ่งเปี่ยมไปด้วยวัสดุที่หลากหลาย สร้างสรรค์เป็นพื้นผิวและรูปทรงที่แตกต่างกันไป สื่อถึงคอนเซ็ปต์ของความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ การเดินทาง และการสำรวจ รูปทรงโค้งเว้าและโดมตกแต่งด้วยลวดลายที่มาจากคอลเลคชั่นนี้ เชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสพื้นที่สุดตระการตา ภายในมีการตกแต่งด้วยกระเป๋าเดินทางและจัดสปอตไลท์ให้สื่อถึงท้องฟ้าที่ประดับประดาด้วยดวงดาว ราวกับมองออกมาจากเต็นท์ 

นอกจากนี้ ยังจะได้พบกับความบันเทิงที่ออกแบบมาเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะนำทุกท่านก้าวเข้าสู่ประสบการณ์การเดินทางและความทรงจำ โดยการสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับฟังเสียงธรรมชาติได้ผ่านเทคโนโลยี Spatial Sound (เทคโนโลยีเสียง 8 มิติ) เชิญชวนให้คุณออกเดินทางผ่านทางจินตนาการ นอกจากนี้เพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความสนุกสนานที่เกิดขึ้นทั้งในโลกแห่งความจริงและโลกเสมือนจริง Pin สำหรับคอลเลคชั่น The North Face x Gucci ที่ สยามพารากอน แห่งนี้ ยังมีความพิเศษในรูปแบบ virtual จากพันธมิตรด้วยการเป็น Gucci PokéStop ด้วยความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง Niantic ทำให้คอลเลคชั่นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของโลกแห่ง Pokémon GO นำเสนอประสบการณ์เต็มรูปแบบที่ชวนให้ผู้เล่นออกไปสำรวจโลกภายนอก ผู้เล่นสามารถเก็บไอเท็ม3 ไอเท็มจากคอลเลคชั่นนี้ได้โดยการแวะมาที่ Gucci PokéStops (ซึ่งได้แก่Gucci Pin, ArtWalls และร้านGucci บางสาขาในบางประเทศ)

พบกับคอลเลคชั่น The North Face x Gucci ได้ที่ Gucci Pin ณ Hall of Fame ชั้น M สยามพารากอน ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 มกราคมนี้

Blackbox Research ชี้คนไทย 4 ใน 5 คน พร้อมจ่ายเพื่อแบรนด์ที่ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546014

Blackbox Research ชี้คนไทย 4 ใน 5 คน พร้อมจ่ายเพื่อแบรนด์ที่ยั่งยืน

Blackbox Research ชี้คนไทย 4 ใน 5 คน พร้อมจ่ายเพื่อแบรนด์ที่ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นาย Saurabh Sardana

ผลการสำรวจของ Blackbox Research ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย แต่คนไทยกลับมีจิตสำนึกด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดย 4 ใน 5 (82%) ยังเต็มใจที่จะสนับสนุนแบรนด์ที่ยั่งยืน ซึ่งนับเป็นจุดขายใหม่สำหรับ

ผู้ประกอบการ  

Blackbox Research และผู้ให้บริการด้านข้อมูล Dynata ได้ร่วมกันทำการศึกษาว่า คนไทยมีความเข้าใจเกี่ยวกับความยั่งยืนอย่างไร และความยั่งยืนส่งผลต่อการรับรู้และการมีส่วนร่วมกับแบรนด์อย่างไร ผลจากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ในขณะที่คนในสังคมมีความตื่นตัวด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจมีการดำเนินการด้านความยั่งยืนที่เกินความคาดหมายของผู้บริโภค
ในขณะที่การดำเนินงานของภาครัฐยังคงล่าช้า

คนไทยเกือบ 1 ใน 4 (24%) เห็นว่าภาคธุรกิจสามารถดำเนินการด้านความยั่งยืนได้ดีเกินความคาดหมาย (มีเพียง 15% เท่านั้นที่เชื่อว่าภาคเอกชนมีหน้าที่ขับเคลื่อนด้านความยั่งยืน) โดย
ความเห็นของผู้เข้าร่วมการสำรวจต่อการดำเนินงานของภาครัฐกลับอยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม กล่าวคือมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนไทย (51%) เชื่อว่าการกำหนดประเด็นด้านความยั่งยืนให้เป็นวาระแห่งชาติเป็นหน้าที่ของรัฐบาล มีเพียง 30% เท่านั้นที่เชื่อว่ารัฐบาลได้ดำเนินการตามความรับผิดชอบอย่างเต็มที่แล้ว นั่นหมายความว่า คนไทยราว 1 ใน 5 (21%) คิดว่ารัฐบาลดำเนินงานด้านความยั่งยืนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

การศึกษายังชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ต่างประเทศมีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่เหนือกว่าแบรนด์ในประเทศไทย โดยดัชนีความยั่งยืนของแบรนด์ 2 จากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า Google (1.53) และ YouTube (1.33) เป็นผู้นำในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยมีเพียงธนาคารกรุงเทพและ LINE เป็นแบรนด์เอเชียที่มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยด้วยคะแนน 1.01 และ 1.06 ตามลำดับ

นาย Saurabh Sardana ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ (Chief Operating Officer) ของ Blackbox Research ให้ทัศนะเกี่ยวกับผลการสำรวจในครั้งนี้ว่า แบรนด์ในภูมิภาคสามารถเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคหากมีการพัฒนาการด้านความยั่งยืน

“การวิจัยของเราแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนไทยไม่ได้มองว่าผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ “มีก็ดี” แต่เป็นสิ่งที่ “ต้องมี” ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายให้กับแบรนด์ที่ยั่งยืนเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่ภาคธุรกิจ คือผู้นำด้านความยั่งยืนในประเทศไทย แม้การศึกษาของเราจะชี้ชัดว่าบริษัทชั้นนำระดับโลกกำลังครองตลาดด้านความยั่งยืน แต่เราเชื่อว่านี่คือโอกาสทองสำหรับแบรนด์ไทยในการบุกเบิกธุรกิจที่ยั่งยืน และสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทย เพื่อเอาชนะใจและกำลังซื้อของผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน”

ผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า คนไทยอยากให้ภาคธุรกิจมุ่งเน้นดำเนินการด้านความยั่งยืนใน 3 หัวข้อ คือ การขจัดความยากจน (25%) การส่งเสริมระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีความเชื่อมโยงระหว่างกันและมีความเท่าเทียม (22%) และการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการสร้างงานให้กับทุกภาคส่วน (21%) โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย

“สำหรับคนไทย ความยั่งยืนอาจมีความหมายที่หลากหลาย แต่การศึกษาในครั้งนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการสร้าง Insights ด้านความยั่งยืนของแบรนด์เพื่อเข้าถึงวิถีชีวิตของลูกค้าและทำให้ลูกค้านำไปต่อยอดและริเริ่มแนวทางด้านความยั่งยืนให้สอดคล้องกับตนเอง Blackbox ใช้แพลตฟอร์มการวัดผล MCA® ในการศึกษาเพื่อประเมินการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และนำเสนอผลการวิจัยที่แบรนด์ชั้นนำสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยการใช้กลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมประชากร พื้นที่ ความชื่นชอบ และฐานะที่มีความหลากหลาย ผลการศึกษานี้อาจเป็นกุญแจสำคัญสำหรับภาคธุรกิจในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนเพื่อให้สามารถเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ได้ดียิ่งขึ้น” นาย Saurabh กล่าว

อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาเป็นการตอกย้ำให้ภาคธุรกิจเห็นว่าการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDG) ของสหประชาชาติเป็นความสำคัญอย่างเร่งด่วน ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับที่ดีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10ของโลกด้านการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล นอกจากนี้ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทยกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การสหประชาชาติในโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้นำองค์กรธุรกิจนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ไปปฏิบัติใช้ในองค์กร โดยใช้งบประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

‘ชาบูชิ’ เอาใจคอชาบูและซูชิมา 2 คน ลดทันที 100 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546026

‘ชาบูชิ’ เอาใจคอชาบูและซูชิมา 2 คน ลดทันที 100 บาท

‘ชาบูชิ’ เอาใจคอชาบูและซูชิมา 2 คน ลดทันที 100 บาท

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ช่วงเวลาอร่อยสุดคุ้มมาถึงแล้ว !!! ชาบูชิ(Shabushi By OISHI) ขอเสนอความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นยอดนิยม จัดเต็มทั้ง ชาบู-ชาบู…สุกี้หม้อไฟ ซูชิ…ข้าวปั้นสารพัดหน้า และอีกมากมายล้นสายพาน พร้อมเอาใจเหล่าคนรักอาหารญี่ปุ่น คอชาบู-ชาบู และซูชิด้วยโปรโมชั่นอร่อยสุดคุ้ม พิเศษเฉพาะช่วงนี้ รับส่วนลดทันทีถึง 100 บาท เมื่อมาใช้บริการและรับประทานบุฟเฟ่ต์ ชาบูชิ ครบทุก 2 คน (เฉพาะราคาผู้ใหญ่ปกติ) โดยสามารถรับสิทธิ์ง่ายๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น BevFood ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 เท่านั้น สอบถามเงื่อนไขและข้อมูลเพิ่มเติม คลิกแฟนเพจโออิชิฟู้ดสเตชั่น : http://www.facebook.com/OishiFoodStation หรือค้นหาชาบูชิสาขาใกล้ๆ คุณ คลิกโออิชิฟู้ดดอทคอม : http://www.oishifood.com

ศิลปินชาวแคนาดาร่วมกับบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ จัดโครงการเพื่อสร้างงานให้ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/546024

ศิลปินชาวแคนาดาร่วมกับบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ  จัดโครงการเพื่อสร้างงานให้ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ

ศิลปินชาวแคนาดาร่วมกับบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ จัดโครงการเพื่อสร้างงานให้ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ

วันจันทร์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ไฟซาล มาลิก ศิลปินนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ชาวแคนาดาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ร่วมกับ บ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างทักษะฝีมือแก่พ่อแม่ของเด็กๆ ผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย ทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาอีกด้วย

ไฟซาล มาลิก เป็นศิลปินสัญชาติแคนาดาผู้สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เขาเห็นว่าประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมไทยกำลังสูญหาย ทั้งบ้านเก่า วัด และสะพานกำลังถูกทำลายและเหลือไว้เพียงในความทรงจำที่นับวันจะถูกลืม ผลงานของเขาเป็นการต่อยอดไม้ไทยโบราณที่มีประวัติที่น่าสนใจเหมือนเป็นการทำให้ไม้ดังกล่าวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไฟซาล ผสมผสานวิธีการประดิษฐ์ที่ทันสมัยและนวัตกรรมทางเทคนิคควบคู่ไปกับงานฝีมือที่มีความแม่นยำ

ไฟซาล มาลิก

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ระหว่างไฟซาล กับบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม2563 ที่ผ่านมา โดยเน้นสอนทักษะฝีมืองานไม้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างทักษะด้านอาชีพแก่พ่อแม่และผู้ปกครองผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในย่านลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โดยในทุกๆ วันพวกเขาต้องส่งบุตรหลานมาทำกายภาพบำบัดและรับการช่วยเหลือทางการแพทย์ที่บ้านคามิลเลียน

ไฟซาล กล่าวว่า “นี่ไม่ใช่การกุศล แต่เป็นการเริ่มต้นกิจการเพื่อสังคมขนาดเล็กที่ยั่งยืน ทุกคนได้รับค่าตอบแทนที่ดีระหว่างการฝึกอบรมนอกจากนี้พวกเขายังสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้ตลอดเวลาอีกด้วย ผมรู้สึกว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะเดินหน้าเพื่อตอบแทนและเพิ่มมูลค่าให้แก่สังคมเนื่องจากธุรกิจของผมเริ่มอยู่ตัวแล้ว ผมคิดว่าทุกๆ ธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณสังคม และควรตอบแทนชุมชนเมื่อมีโอกาส”

ไฟซาล เดินทางไปที่บ้านคามิลเลียนเป็นประจำ เพื่อจัดการอบรมและทำเวิร์กช็อป โดยออกค่าใช้จ่ายเรื่องวัสดุที่จำเป็นทั้งหมด ผู้เข้าอบรมทุกคนได้เรียนรู้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของงานช่างฝีมือ อาทิ การขัดกระดาษทรายด้วยมือการวางตำแหน่งมือการอัดแรงดัน การดูแนวเส้นใยหรือลายไม้ การใช้กระดาษทรายแต่ละเบอร์เพื่อขัดไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย

“ครอบครัวที่มีรายได้น้อยมักไม่ค่อยมีโอกาสในการทำงานยิ่งโดยเฉพาะงานที่มีเกียรตินั้นยิ่งยากมาก ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่อยู่บ้านทั้งวันเพื่อดูแลบุตรหลาน ทั้งนี้การจัดโครงการฝึกอบรมและเวิร์กช็อปที่บ้านคามิลเลียนได้เปิดโอกาสให้พ่อแม่และผู้ปกครองเหล่านี้สามารถอยู่ดูแลลูกไปพร้อมๆ กับสร้างอาชีพและรายได้ที่จำเป็นสำหรับครอบครัว เนื่องจากโครงการช่วยเหลือทางสังคมของไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด”

ก่อนหน้าที่ ไฟซาล จะทำงานเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้เต็มตัว เขาเคยเป็นอาสาสมัครให้กับบาทหลวงโจวันนี คอนทาริน ผู้ก่อตั้งบ้านคามิลเลียนเพื่อเด็กพิการถึง 6 ปีโดยบ้านคามิลเลียน เป็นองค์กรสาธารณประโยชน์สำหรับเด็กที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหากำไรในนามของมูลนิธิคณะนักบุญคามิลโลแห่งประเทศไทย โดยบาทหลวงโจวันนีคอนทาริน เป็นนักบวชชาวอิตาลีผู้ซึ่งทำงานอย่างกว้างขวางสำหรับคนยากจนในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2530โดยเฉพาะเด็กที่มีภาวะทุพพลภาพ ซึ่งบางคนก็กำพร้าหรือเผชิญสภาพที่คุกคามต่อสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของชีวิต บ้านคามิลเลียน ให้การศึกษาการดูแลทางการแพทย์ กายภาพบำบัดโครงการดูแลระหว่างวัน และบริการอื่นๆอีกมากมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ทางบ้านฯ อยู่รอดได้จากความเอื้อเฟื้อและการสนับสนุนจากการบริจาคเท่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไฟซาล มาลิก สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่: https://faisalmalikdesign.com/ และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านคามิลเลียน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ https://www.facebook.com/Camillian.Home/