’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG  ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.15 น.

’ธรรมศาสตร์‘ ผนึก ASMG  ทำแนวทางรักษา H.pylori ระดับอาเซียนใหม่ ช่วยหลายร้อยล้านคนรอด ‘มะเร็งกระเพาะ’

ธรรมศาสตร์ ผนึก “ASMG – ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ” จัดทำแนวทางการรักษาเชื้อ H.pylori ระดับภูมิภาคอาเซียนฉบับใหม่ ยกระดับมาตรฐาน – เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาในไทย – อาเซียน ช่วยสกัดไม่ให้เชื้อที่อยู่ในประชากรกว่าร้อยล้านคน พัฒนาไปสู่ “มะเร็งกระเพาะ – แผลในกระเพาะ – กระเพาะอักเสบเรื้อรัง” ลดอัตราการเสียชีวิต – เอื้อประเทศใช้งบเหมาะสม พร้อมเป็นฐานทางวิชาการต่อยอดสู่ Medical Hub

ศูนย์ความเป็นเลิศโรคระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับ ASEAN Stomach and Microbiota Study Group (ASMG) และคณะผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารจากนานาชาติ จัดทำ “Bangkok Consensus 2025 on the Managemant of helicobacter pylori Infection” พร้อมลงมติรับรองให้เป็นแนวทางการรักษาเชื้อ Helicobacter pylori (H. pylori) มาตรฐานระดับอาเซียน เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาเชื้อดังกล่าว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอย่างกระเพาะอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ภายใต้การใช้งบประมาณอย่างเหมาะสมทั้งในไทย และอาเซียน

ศ. นพ.รัฐกร วิไลชนม์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านระบบทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเลขาธิการ ASMG กล่าวว่า เชื้อ H.pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากติดเชื้อจากอาหาร และสามารถส่งต่อเชื้อได้ง่ายผ่านการใช้สิ่งของร่วมกัน และหากมีการกินอาหารที่ผ่านกระบวนการปิ้งย่าง หรือกินผักผลไม้น้อยก็จะเป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลให้เชื้อพัฒนากลายเป็นโรคร้ายแรงขึ้นได้ แต่ข้อดีคือถ้ารักษาเชื้อดังกล่าวหายแล้วจะลดโอกาสการเป็นโรคเหล่านั้นได้เลย ไม่เว้นแม้แต่มะเร็งกระเพาะอาหาร รวมถึงการติดเชื้อซ้ำจะต่ำเพราะภูมิคุ้มกันดีขึ้น อีกทั้งการตรวจเชื้อก็ทำได้ง่ายหลากหลายวิธี เช่น ผ่าน ปัสสาวะ เลือด ลมหายใจ ฯลฯ

ทั้งนี้ ในไทยพบอัตราการติดเชื้อ H.pylori ในประชากรสูงกว่า 20 ล้านคน ขณะที่อาเซียนที่มีประชากรรวมประมาณ 700 – 800 ล้านคน มีสัดส่วนการติดเชื้ออยู่ที่ 200 – 300 ล้านคน ส่วนทั่วโลกที่มีประชากรมากกว่า 7,500 ล้านคนนั้น มีคนที่ติดเชื้อดังกล่าวประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านคน ซึ่งในจำนวนต่างๆ เหล่านี้ จะมีราว 7 – 15% ที่เชื้อจะพัฒนาต่อกลายเป็นโรคที่รุนแรงขึ้นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

ดังนั้น การมีแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อ H.pylori หายขาดได้ ก็จะช่วยป้องกัน และรักษาชีวิตของคนที่อาจจะเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือแผลในกระเพาะอาหารจากเชื้อดังกล่าวได้จำนวนมหาศาล ซึ่งการจะกำหนดแนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการติดตามอาการที่เกิดผลดี และเหมาะสมที่สุดสำหรับภูมิภาคอาเซียนได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยมีพันธมิตรทางวิชาการที่มาร่วมกันทำให้เกิดขึ้นได้

ศ. นพ.รัฐกร กล่าวต่อไปว่า ในการจัดทำและลงมติรับรองครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 และเป็นแนวทางฉบับล่าสุดของอาเซียน ซึ่งมีสาระสำคัญที่แตกต่างจากครั้งแรกเมื่อ 2561 คือ การเพิ่มข้อมูลการดื้อยาปฏิชีวนะในแต่ละประเทศอาเซียน การปรับสูตรยารักษาให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาจาก 60 – 70% เป็นมากกว่า 90% การเพิ่มแนวทางการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น molecular testing และการเน้นแนวทางการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และการเฝ้าระวังมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว

สำหรับประเทศไทยเองจะมีการผลักดันให้แนวทางการรักษาฉบับกล่าวเป็นแนวทางหลักของประเทศ รวมถึงใช้อ้างอิงในการปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ารักษาเชื้อ H.pylori ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หรือเอเชียก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวทางระดับชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและข้อมูลการดื้อยาของประเทศนั้นๆ ได้

นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมารวมถึงปัจจุบันนี้ไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางของหลายประเทศทั่วโลกในการเข้ามารักษาพยาบาล ด้วยคุณภาพการรักษาที่สูงทัดเทียมกับระดับสากล แต่ค่าใช้จ่ายไม่สูงเท่ากับในหลายประเทศ ฉะนั้น ถ้าไทยยิ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการมีองค์ความรู้ และพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มแข็ง ก็จะช่วยดึงดูดชาวต่างชาติให้มารับบริการที่ไทยมากขึ้น ตลอดจนสร้างรายได้ให้กับประเทศ และพาไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์นานาชาติ (Medical Hub) ได้

 ศ. พญ. วโรชา มหาชัย ประธาน ASMG กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาฉบับนี้ จะทำให้เกิดมิติใหม่ในการรักษาสำหรับภูมิภาคอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญยังนำโดยนักวิชาการของไทย และ มธ. เองก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เกิดขึ้น อีกทั้งจะมีการผลักดันไปสู่การตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับนานาชาติอย่าง journal of gastroenterology and hepatology ด้วย เพื่อทำให้เกิดการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นอีกแนวทางหลักคู่กับ 3 แนวทางของโลก (Maastricht guidelines ใช้ในยุโรป, American Guidelines ใช้ในสหรัฐอเมริกา และ Asia-pacific Consensus Guidelines ใช้ในเอเชียแปซิฟิก)

ด้าน  Professor Kentaro Sugano, จาก Jichi Medical University ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า แม้จะเป็นเวลาถึง 10 ปีแล้วนับจากที่ Helicobacter pylori management in ASEAN: The Bangkok consensus I เผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2561 ซึ่งถือเป็นแนวทางการรักษาเชื้อ H.pylori ระดับภูมิภาคฉบับแรกของอาเซียน และตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งองค์ความรู้ หลักฐานทางวิชาการ ตลอดจนยารักษาก็มีความก้าวหน้าและจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทว่า ปัจจุบันเชื้อ H.pylori ยังคงเป็นปัญหาด้านสุขภาพสำคัญที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง

ฉะนั้น แนวทางการรักษาฉบับนี้ซึ่งได้มีการปรับปรุงใหม่จึงจะช่วยให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนสามารถประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้คนได้อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อองค์ความรู้ทางวิชาการระดับนานาชาติในการช่วยให้เกิดการทำความเข้าใจ H.pylori ในระดับโลกได้ดียิ่งขึ้นด้วย

“ภูมิภาคอาเซียนจำเป็นต้องมีแนวทางการรักษาเฉพาะของตัวเอง เนื่องจากไม่สามารถนำแนวทางการรักษาของทางประเทศตะวันตกมาใช้ได้ทั้งหมด เพราะมีความชุกของการติดเชื้อ H.pylori ไปจนถึงทรัพยากรทางการแพทย์ที่แตกต่างกับอาเซียน แนวทางฉบับนี้จึงมีความหมายต่อภูมิภาคอาเซียนมาก” Professor Kentaro Sugano กล่าว

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ มณฑลและเมืองสำคัญของจีนที่เกี่ยวข้องกับไทย

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการค้าขาย หลายมณฑลและเมืองสำคัญของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับประเทศไทย ทั้งในด้านการลงทุน การท่องเที่ยว การค้าขาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

1.กรุงปักกิ่ง (Beijing) เป็นเมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการทูต สถานทูตไทยประจำจีนตั้งอยู่ที่นี่ และเป็นสถานที่จัดการประชุมสำคัญระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปักกิ่งเป็นแหล่งศึกษาสำคัญสำหรับนักเรียนไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อในจีน มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยซิงหัว และสถาบันการศึกษาชั้นนำอื่นๆ ต้อนรับนักศึกษาไทยจำนวนมาก

2.เมืองเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศของจีน บริษัทไทยหลายแห่งได้ตั้งสำนักงานใหญ่สำหรับตลาดจีนที่เซี่ยงไฮ้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เซี่ยงไฮ้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก ย่านบันด์และย่านการค้าหลูเจียซุ่ยเป็นจุดท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ

3.เมืองฉงชิ่ง (Chongqing) เป็นหนึ่งในสี่เทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน) ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง มีรถไฟโมโนเรลวิ่งทะลุตึก (ที่สถานีหลี่จื่อปา) และมีกระเช้าข้ามแม่น้ำ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การผลิต และการขนส่งที่สำคัญในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญ (เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก) เคยเป็นเมืองหลวงในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945)

4.เมืองเทียนจิน (Tianjin) เป็นหนึ่งในสี่มหานครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของ สาธารณรัฐประชาชนจีน (ร่วมกับปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) เป็นเมืองท่าที่สำคัญ และเป็นประตูสู่ปักกิ่ง รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคเหนือของประเทศจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเฉพาะหลังจากที่เปิดให้มีการค้ากับต่างประเทศในปี พ.ศ. 2403 ทำให้เมืองนี้มี สถาปัตยกรรมแบบยุโรป จำนวนมากที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและจีนเข้าด้วยกัน

5.มณฑลไห่หนาน (Hainan Province) เกาะไห่หนาน หรือไหหลำ  เป็นแหล่งที่มาของชาวจีนไหหลำในไทย กลุ่มนี้เข้ามาภายหลังกลุ่มแต้จิ๋วและฮกเกี้ยน แต่ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ชาวไหหลำขึ้นชื่อเรื่องฝีมือการทำอาหาร และได้นำวัฒนธรรมอาหารไหหลำ เช่น ข้าวมันไก่ และกาแฟโบราณ มาเผยแพร่ในไทยจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ไห่หนานเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ส่งเสริมการลงทุนและการค้าเสรี

6.มณฑลฝูเจี้ยน (Fujian Province) ฝูเจี้ยน หรือฮกเกี้ยน  เป็นเมืองชายฝั่งที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองเซี่ยะเหมิน (Xiamen) และเฉวียนโจว (Quanzhou)  เป็นท่าเรือหลักในการส่งออกสินค้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สมัยอยุธยา   

7.มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang Province) เจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูง โดยเฉพาะเมืองหางโจว (Hangzhou) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทอาลีบาบา บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน    นักธุรกิจไทยหลายรายได้ใช้แพลตฟอร์มของอาลีบาบาในการขายสินค้าออนไลน์สู่ตลาดจีน นอกจากนี้ หางโจวยังเป็นเมืองที่มีความงดงามทางธรรมชาติ โดยทะเลสาบซีหู (West Lake) เป็นมรดกโลกที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย

8.มณฑลเสฉวน (Sichuan Province) เป็นมณฑลที่มีประชากรมากที่สุดในจีน โดยเมืองเฉิงตู (Chengdu) เป็นเมืองหลวงที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนดลยีและการศึกษา มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารเสฉวนรสจัดจ้าน และเป็นบ้านของหมีแพนด้ายักษ์ อาหารเสฉวนได้รับความนิยมอย่างมากในไทย โดยเฉพาะหม่าล่าและความเผ็ดร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านอาหารจีนเสฉวนในไทยมีจำนวนมากและได้รับการตอบรับที่ดี

9.มณฑลเหอเป่ย์ (Hebei Province) เหอเป่ย์ล้อมรอบกรุงปักกิ่งและเทียนจิน เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมและการขนส่ง เมืองซือเจียจวง (Shijiazhuang) เป็นเมืองหลวงของมณฑลและเป็นศูนย์กลางการผลิตยาและเภสัชกรรม ธุรกิจยาและอุปกรณ์การแพทย์ไทยมีการติดต่อค้าขายกับบริษัทในมณฑลเหอเป่ย์ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด – 19

10.มณฑลเหอหนาน (Henan Province) เหอหนานเป็นมณฑลที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของจีน เมืองเจิ้งโจว (Zhengzhou) เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางการขนส่งสำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงทุกทิศทาง เหอหนานเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมจีนโบราณ วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ตั้งอยู่ในมณฑลนี้ และเป็นจุดกำเนิดของศิลปะการต่อสู้จีนที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

11.มณฑลเจียงซู (Jiangsu) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศจีน มีเมืองหลวงคือนครหนานจิง (Nanjing) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในจีน มีมูลค่า GDP เป็นอันดับต้นๆของประเทศ และมี GDP ต่อหัวประชากรสูงเป็นอันดับ 1 ของจีน (ระดับมณฑล) ติดต่อกันหลายปีมีเมืองสำคัญคือ ซูโจว (Suzhou), อู๋ซี (Wuxi), หนานทง (Nantong), ฉางโจว (Changzhou), สวีโจว (Xuzhou), หยางโจว (Yangzhou) มีแม่น้ำลำคลองและทะเลสาบมากมายไหลผ่าน รวมถึงแม่น้ำแยงซี (Yangtze River) และคลองใหญ่โบราณ (Grand Canal) ทำให้เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีชื่อเสียงด้านเมืองริมน้ำ (Water Town) และมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง

12. มณฑลหูเป่ย (Hubei)  มีเมืองหลวงอู่ฮั่น (Wuhan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักด้านการขนส่ง การเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของภาคกลางของประเทศจีน ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง มีทะเลสาบและแม่น้ำจำนวนมาก มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีนตอนกลาง เป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญ (ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งข้าวและปลา”) และมีอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง เช่น เหล็กกล้า (Wuhan Iron and Steel Corporation) และการผลิตยานยนต์ อู่ฮั่นเป็นจุดเริ่มระบาดของโรคโควิด – 19

13.มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong Province) เป็นมณฑลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดของจีน โดยเมืองกวางโจว (Guangzhou) และเซินเจิ้น (Shenzhen) เป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกที่สำคัญ นักธุรกิจไทยจำนวนมากเดินทางไปติดต่อธุรกิจและจัดหาสินค้าจากพื้นที่นี้ เมืองกว่างโจวเป็นศูนย์กลางการค้าส่งสินค้าจีนไปยังไทย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เซินเจิ้นเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจากหมู่บ้านชาวประมงให้กลายเป็นเมืองเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทไทยหลายแห่งได้เข้าไปลงทุนและร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีในเซินเจิ้น ชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วจำนวนมากในไทยมีรากเหง้ามาจากเมืองซัวเถา(Shantou)ในมณฑลกวางตุ้ง

14.มณฑลส่านซี (Shaanxi) เป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีเมืองหลวง คือ นครซีอาน (Xi’an) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เมืองหลวงโบราณที่ยิ่งใหญ่ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นทางตะวันออกของเส้นทางสายไหม (Silk Road)  มีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลอื่นๆ เช่น ซานซี (Shanxi), เหอหนาน (Henan), หูเป่ย์ (Hubei), ฉงชิ่ง (Chongqing), เสฉวน (Sichuan), กานซู่ (Gansu) และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย (Ningxia) รวมถึงมองโกเลียใน (Inner Mongolia) ทางเหนือ ประชากรประมาณ 39.5 ล้านคน (ข้อมูลปี 2020)   มีถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านการบินและอวกาศ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสาร มีโบราณสถาน กองทัพทหารดินเผา (Terracotta Army): ตั้งอยู่ในนครซีอาน สร้างขึ้นเพื่อพิทักษ์สุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

15.มณฑลหูหนาน (Hunan) เป็นมณฑลหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณภาคกลาง – ใต้ของประเทศ เป็นบ้านเกิดของเหมาเจ๋อตุง ที่เมืองเส้าซานเมืองหลวงชื่อฉางซา (Changsha) มีแหล่งมรดกโลก เช่น  อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จางเจียเจี้ย (Wulingyuan, Zhangjiajie)   เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวและปลาน้ำจืดรายใหญ่ของจีน อาหารหูหนาน (Hunan Cuisine หรือ Xiang Cuisine) เป็น 1 ใน 8 ตระกูลอาหารเลิศรสของจีน และมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติที่เผ็ดร้อนและจัดจ้าน

16.มณฑลกุ้ยโจว (Guizhou) เป็นมณฑลที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล เมืองหลวงชื่อนครกุ้ยหยาง (Guiyang) เป็นหนึ่งในมณฑลที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดในจีน มีประชากรชนกลุ่มน้อยมากกว่าร้อยละ 37 ของประชากรทั้งหมด เช่น ม้ง (Miao), ปู้อี (Buyi), ต้ง (Dong) กุ้ยโจวมีชื่อเสียงด้านทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมชนเผ่าที่โดดเด่น ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการท่องเที่ยว

17.มณฑลยูนนาน (Yunnan Province) เป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน โดยมีพรมแดนจีนติดกับพม่า ลาว และเวียดนาม เมืองคุนหมิง (Kunming) เป็นเมืองหลวงของมณฑลแห่งนี้ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในโครงการ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง One Belt One Road” ที่เชื่อมโยงกับไทยผ่านทางรถไฟความเร็วสูงสายจีน-ลาว ซึ่งจะขยายต่อเข้าสู่ไทยในอนาคต ยูนนานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีชาวไทใหญ่ ไทลื้อ และไทดำอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ชิดกับไทย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและประเพณีที่คล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ยูนนานยังเป็นแหล่งผลิตชาและสินค้าเกษตรที่ส่งออกจากจีนมาสู่ตลาดไทย

18.เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง (Guangxi Zhuang Autonomous Region) กว่างสีจ้วงมีชายแดนติดกับเวียดนาม และเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองหลวงคือหนานหนิง (Nanning) เมืองกุ้ยหลิน (Guilin) ในมณฑลกวางซีเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวไทย ชาวไทจ้วงกว่า 14 ล้านคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกวางสีจ้วง ชาวจ้วงเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยเฉพาะทางตอนกลางและทางตะวันตก ชาวจ้วงมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง  นอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยทั้ง ม้ง และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ เหยา , หุย , อี๋ (โลโล) , สุย, และจิง (เวียดนาม)

19.เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (Xinjiang Uygur Autonomous Region) เป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติอุยกูร์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน มีพรมแดนติดกับหลายประเทศ เช่น มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน และอินเดีย มีเมืองหลวงชื่อ อุรุมชี (Ürümqi) ชนชาติหลัก เป็นชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เตอร์กิชที่นับถือศาสนาอิสลาม ซินเจียงเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเป็นแหล่งผลิตฝ้ายและผลไม้ที่สำคัญของจีน นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซินเจียงเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมและกักกันตัวชาวอุยกูร์จำนวนมากในค่ายที่เรียกว่า “ศูนย์ฝึกอาชีพ” หรือ “ค่ายกักกัน” ซึ่งรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นการต่อต้านการก่อการร้าย

บทสรุป

มณฑลและเมืองต่างๆ ของจีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การค้าขาย การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม     ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะและจุดเด่นของแต่ละมณฑลจะช่วยให้การสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย , www.xinhuathai.com , wikipedia

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม  ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ปลุกเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม ‘INT มหิดล’ เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม หรือ INT ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” ชู 3 กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เผยนวัตกรรม คือกลไกหลักในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย พร้อมเดินหน้าผลักดันพันธกิจด้านนวัตกรรมของ INT เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ย้ำหากธุรกิจไทยยังดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ โดยไม่พึ่งพานวัตกรรม จะไม่สามารถแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อีกต่อไป 

รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP)

รศ. ดร. วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม ด้วยเหตุนี้ INT จึงมีภารกิจหลักในการเป็น “ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม” เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1) Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและ Startups จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2) Technology Gateway to Impact  บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3) Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย นอกจากนี้ INT ยังมุ่งบ่มเพาะบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างคนที่มีความสามารถ แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง จากความพยายามดังกล่าว ส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

ทั้งนี้ ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยช่องว่าง 3 ประการที่ต้องเร่งปิดได้แก่ 1) Speed Gap  ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2) Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์  3) Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด

“งบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรมของไทยในแต่ละปีไม่ได้น้อย เพียงแต่เรายังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์เชิงบวกหรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรม หน้าที่ของสถาบัน INT และสมาคม AITP คือการ Synchronize เชื่อมโยง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไปจนถึงการปิดช่องว่างระหว่างภาควิจัยและภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยของไทยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง” รศ. ดร. วิริยะ กล่าว

จากภารกิจและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ INT ได้เร่งผลักดันผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” (E-Nose) ภายใต้ MUI Robotics บริษัท Startup นวัตกรรมที่สามารถแปลงกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล บริการตรวจวัดกลิ่นด้วยเทคโนโลยี โดยปัจจุบันได้รับทุนระดับนานาชาติและกำลังขยายการใช้งานในหลายภาคธุรกิจ, “แขนเทียมจากซิลิโคนและยางพาราดัดแปลง” โดย Artimed บริษัท Startup สำหรับฝึกเจาะเลือดในทางการแพทย์ มีผิวสัมผัสใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ  “ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร” ภายใต้แบรนด์ Nutriflow ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากไปจนถึงผู้สูงอายุ มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งมื้อ ดื่มง่าย รสชาติอร่อย เป็นต้น ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จับต้องได้ พร้อมเติบโตเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป

“การผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก โดย 3 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และต้องทำในบริบทของประเทศไทย ได้แก่ 1) AI (Artificial Intelligence) เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันในด้านการสร้างหรือพัฒนา AI ขึ้นมาเองได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างมีกลยุทธ์และชาญฉลาด 2) Sustainability ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสังคมไทย เช่นตอนนี้สิ่งที่เราควรเร่งแก้คือ PM2.5 มากกว่าการพูดเรื่องคาร์บอนเท่านั้น และ 3) Longevity & Wellness เป็นจุดแข็งที่ไทยควรต่อยอด เช่น สมุนไพรไทยและนวัตกรรมด้านความงาม ซึ่งสามารถทำให้ประเทศเรามีจุดยืนชัดในระดับโลกได้

ปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดงบประมาณหรือขาดบุคลากรแต่คือความเชื่อว่า‘ของไทยไม่ดี’ ดังนั้นทางแก้คือต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในศักยภายของตัวเอง แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและยั่งยืนได้”  รศ. ดร. วิริยะ กล่าวทิ้งท้าย

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับโมเดล ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ จัดการอาหารส่วนเกินครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับโมเดล ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ จัดการอาหารส่วนเกินครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ยกระดับโมเดล ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ จัดการอาหารส่วนเกินครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน เดินหน้าโครงการ “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” ภายใต้แนวคิด “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน From Waste to Wealth” ด้วยการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งสู่การลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 ครอบคลุมต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพิ่มมูลค่า สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยได้สนับสนุนเกษตรกรกว่า 300 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชนและเกษตรกรไทยกว่า 76 ล้านบาท

ต้นน้ำ หน่วยงานจัดหาสินค้าวางแผนร่วมกับผู้ผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณที่พอดี ช่วยลดของเสียจากกระบวนการผลิต พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุสินค้า และปกป้องคุณภาพสินค้าให้อยู่ในสภาพดีได้นานขึ้น

กลางน้ำ บริหารจัดการสินค้าในสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบอัตโนมัติ ในการคาดการณ์และสั่งสินค้า เพื่อให้มีสินค้าปริมาณที่เหมาะสม ลดการสั่งเกินความจำเป็น รวมถึงกระบวนการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อคงคุณภาพและความสดของอาหาร พร้อมยังจัดให้มีการจำหน่ายสินค้าลดราคา หรือสินค้าป้ายเหลือง สำหรับสินค้าที่ใกล้หมดอายุ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดปริมาณของเสีย

ปลายน้ำ สำหรับอาหารที่ยังมีคุณภาพและบริโภคได้ จะถูกนำไปใช้ในโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” เพื่อส่งมอบอาหารต่อให้ผู้ที่ต้องการ และกลุ่มเปราะบาง ในส่วนอาหารที่ไม่สามารถบริโภคได้แล้ว จะถูกส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงแมลงโปรตีน Black Soldier Fly (BSF) เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ และมูลของแมลงโปรตีน BSF จะถูกนำไปเป็นปุ๋ย ขยะอาหารส่วนที่เหลือจะถูกนำไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้ในการเกษตรต่อไป ทั้งหมดนี้ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

พี่น้อย ฟาร์มไก่สวยงาม หรือ “NOY CHICKEN FARM” หนึ่งในเกษตรกรนำร่องในโครงการนี้  ที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 50% จากค่าหนอนนก วิตามิน และอาหารเสริมต่าง ๆ รวมถึง ฟาร์มจิ้งหรีด ศิวะพณ ฟาร์ม ที่นำนวัตกรรมการเลี้ยงหนอนแมลงโปรตีน BSF มาประยุกต์ใช้ภายในฟาร์มตั้งแต่ใช้กำจัดขยะอาหารส่วนเกิน ใช้เป็นอาหารเลี้ยงจิ้งหรีด และมูลของ BSF ยังเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสามารถนำมาใช้สำหรับการเพาะปลูกผักเคล

ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร

นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “โครงการ ‘ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste’ ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นการลงมือทำจริงในทุกสาขาของแม็คโครและโลตัส เรามุ่งสร้าง Zero Waste Store ทั่วประเทศ พร้อมขยายแนวทางนี้สู่ชุมชนรอบข้าง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมไร้ขยะที่เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO กล่าวว่า “แมลงโปรตีน BSF คือซูเปอร์ฮีโร่ด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยย่อยขยะอาหารได้ถึง 90% และอุดมไปด้วยโปรตีน โดยทาง BEDO ได้จับมือกับ CP AXTRA ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรเป็นเหมือนการบูรณาการ ที่ฝั่งหนึ่งมี Food Waste ในขณะที่อีกฝั่งมีความต้องการนำไปใช้งาน จึงสร้างประโยชน์และคุณค่าร่วมกันต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชน”

นายจตุรงค์ เหลาแหลม นักวิชาการสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริม “การใช้หนอนแมลงโปรตีน BSF ในการย่อยขยะอินทรีย์ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีชีวภาพที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดขยะสู่หลุมฝังกลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเกษตร สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้กว่า 40–75% นอกจากนี้ มูลหนอนยังอุดมด้วยธาตุอาหารหลัก สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือสารบำรุงดินสำหรับการเพาะปลูกได้อีกด้วย”

ปัจจุบัน ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้สนับสนุนอาหารส่วนเกินเพื่อให้เกษตรกรใช้สำหรับเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO), มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานภาครัฐ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ เป็นกลยุทธ์ส่วนหนึ่งในการลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยได้รับผลตอบรับที่ดีจากเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งในด้านการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์และคุณภาพผลผลิตที่ดีขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างครบวงจร ยกระดับความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร ชุมชน และสังคมอย่างต่อเนื่อง 

ถอดรหัสวิกฤตประเทศไทย ‘สังคมสูงวัย’ และ ‘สังคมสูงหนี้’ อายุยืน…แต่ไม่อิสระ

ถอดรหัสวิกฤตประเทศไทย ‘สังคมสูงวัย’ และ ‘สังคมสูงหนี้’ อายุยืน…แต่ไม่อิสระ

ถอดรหัสวิกฤตประเทศไทย ‘สังคมสูงวัย’ และ ‘สังคมสูงหนี้’ อายุยืน…แต่ไม่อิสระ

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากงาน “Life fest 40+ รู้ก่อน ดีกว่า”   ถอดบทเรียนเมื่อประเทศไทย กำลังยืนอยู่ระหว่าง “สังคมสูงวัย” และ “สังคมสูงหนี้” เมื่อคนอายุยืนแต่ยังไม่มีความพร้อม ทั้งรายได้ และ ปัญหาอื่นๆ ที่เกิดจากการไม่ได้เตรียมตัว ส่งผลให้วัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” ต้องเลี้ยงคนทั้งสองรุ่น และ จ่ายหนี้ไปพร้อมกัน ปัญหา “สังคมสูงวัย” จึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือภารกิจของคนไทยทุกคน ที่ถึงเวลาที่พวกเราต้องมาส่งต่อความรู้ วางแผน และ ลงมือทำ เพื่อพาคนไทยไปสู่ชีวิตที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ Super Aged Society อย่างเต็มตัว ไทยกำลังเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากร คนวัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” ต้องดูแล 2 รุ่นพร้อมกัน หรือกล่าวได้ว่า คนวัย 40+ คือด่านหน้าแห่งวิกฤตครั้งนี้

สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

THAILAND ALERT: ยุคของ “เดอะแบก”

ปี 2583 ทุกๆ 1 ใน 3 ของคนไทยจะเป็นผู้สูงวัย = โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงทำให้ รัฐ และ เอกชนต้องปรับระบบรองรับใหม่ทั้งหมด “เดอะแบก” หรือ คนวัยทำงานต้องดูแล พ่อแม่สูงวัย + ลูก พร้อมกัน  สถิติครัวเรือน ครัวเรือนที่วางแผนเก็บออมได้สำเร็จมีเพียง 13.2%  ในขณะที่ คนวัย 41-60 คือช่วงอายุที่มีการจำนำเยอะที่สุด ชี้ว่า เดอะแบก อาจกำลังแบกไม่ไหว

WORK SHIFT : ขยายเกษียณ “คือคำตอบ”

ฝั่งราชการ “ขยายอายุเกษียณ” ติดข้อจำกัดงบประมาณและโครงสร้างเงินเดือนของราชการ แม้พยายามผลักดัน 4–5 ปี แล้วยังยาก ฝั่งเอกชนกลับมีโอกาสมากกว่าในการสร้างงานยืดหยุ่น ต่อยอดทักษะและให้ผู้สูงวัยกลับมาทำงานในบทบาทที่เหมาะสม

HOME WITHOUT CARE = CRISIS : บ้านและครอบครัวที่ไม่พร้อมสำหรับผู้สูงวัย

ผู้สูงวัย ติดเตียง ประมาณ 0.63% (42,355 คน) และ ติดบ้านประมาณ 2.4% (162,496) การถูกตัดขาดทางสังคม อาจส่งผลต่อปัญหาทางใจที่ทำให้สุขภาพกาย และ ใจแย่ลง

ผู้สูงอายุที่ติดสังคม จะมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี ดังนั้นโจทย์คือจะทำยังไงให้ผู้สูงอายุติดสังคม และ ติดสังคมให้นานที่สุด นำมาสู่การนำผู้สูงวัยที่ติดสังคม ไปช่วยดูแลผู้ป่วยสูงวัยติดเตียง

บ้าน หรือ ที่อยู่อาศัยของประเทศไทยไทย ไม่ได้ออกแบบเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ เช่น “ชักโครกต้องมีราวเกาะ” และ “การอาบน้ำควรมีเก้าอี้นั่ง” ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาสู่สถิติการลื่นล้มบริเวณบ้าน

ถอดบทเรียน : โอกาส + ทางออก

Silver Talent  : ทางออกกำลังคนผ่าน “งานยืดหยุ่น” ดึงประสบการณ์กลับสู่ระบบงาน ผ่านงานยืดหยุ่นที่วัดผลได้ สร้างตำแหน่ง part-time/ที่ปรึกษา ในหน่วยงานท้องถิ่น หรือ เอกชน

ออกก่อนดีกว่า : รณรงค์เรื่องการออม โดยเฉพาะสำหรับ GEN X-Y หรือคนในช่วงวัยที่กำลังจะเริ่มต้นเป็นวัยเดอะแบก และ เดอะแบก เพื่อให้รู้ก่อน ออมก่อน เพื่อชีวิตบั้นปลายที่ดีกว่า

Design for Independence : รณรงค์ให้ความรู้ มาตรฐานบ้านปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย โดยเริ่มจาก 3 อย่างที่เป็นพื้นฐาน คือ ราวเกาะห้องน้ำ–พื้นกันลื่น–เก้าอี้อาบน้ำ ต่อยอดเป็นโอกาสที่สินค้าและบริการไม่ว่าจะเป็นร้านวัสดุก่อสร้างที่นำมาขายเป็นแพ็กเริ่มต้นสำหรับต่อเติมบ้านเพื่อผู้สูงอายุ รวมทั้งเอกชนสามารถสร้างโอกาสโดยต่อยอดเป็นโครงการ “บ้านพร้อมใช้สำหรับสูงวัย” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตสูงวัยให้กลายเป็นโอกาสได้ทักษะใหม่

วัยอิสระ: เพิ่มช่องทางการ Upskill/Reskill ให้ผู้สูงวัยทั้งจากทางรัฐและเอกชนเพื่อให้ผู้สูงวัยที่มีใจรักและมีศักยภาพ กลับเข้าตลาดแรงงานได้

SOCIAL CARE IN ACTION  : ให้ผู้สูงวัยช่วยดูแลกันเอง โดยดึงผู้สูงวัยที่มีลักษณะติดสังคม  มาเป็นอาสาเยี่ยมบ้าน/พาทำกิจกรรม ช่วยกันแก้ปัญหาหรือ ให้ความรู้ดีๆ กับผู้สูงวัยติดบ้าน เพื่อเปลี่ยนสูงวัยติดบ้าน ให้กลายเป็นสูงวัยติดสังคม และ มีสุขภาพจิตและสุขภาพใจที่ดีขึ้น

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) 

วิกฤตกระเป๋าเงินและภูเขาหนี้ของคนไทย

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) กล่าวว่า วิกฤติกระเป๋าคนไทยกำลังกดทับชีวิตประจำวัน รายได้โตไม่ทันรายจ่าย จนก่อเป็น “ภูเขาหนี้” ก้อนใหญ่ของวัยทำงาน จึงต้องหันกลับมามองปัญหาตามข้อมูลจริง เพื่อหาทางรอด และพาสังคมไทยไปต่อได้อย่างเป็นระบบเครื่องยนต์อ่อนแรง (เศรษฐกิจ)

ไตรมาส 4 ถ้า “ไม่มีมาตรการพยุง” คาดเศรษฐกิจไทยจะโตได้เพียงราว 0.3% หรือเรียกว่าแทบจะไม่โตเลย ทั้งที่เป็นช่วงที่ควรเศรษฐกิจคึกคักที่สุด เป็นที่มาของโครงการคนละครึ่ง   ในขณะที่แบงค์ชาติคาดการณ์ ปีนี้ทั้งปีเติบโตประมาณ 2.2% ในขณะที่ปีหน้าทั้งปีเหลือแค่ 1.6%. ดังนั้น ถ้าเศรษฐกิจเติบโตแค่ 1-2% คำถามนี้จะนำไปสู่คำตอบของ รายได้ โบนัส โอกาสเลื่อนขั้น หรือ อนาคตของวัยทำงานทุกคน

ปัญหาสุขภาพการเงินของ “เดอะแบก” กว่า 30 ล้านคน

เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจอ่อนแรง กระทบคนกลุ่มใหญ่ในสังคมคือ GEN X และ GEN Y ซึ่งเป็น “เดอะแบก” หรือคนทำงานที่ต้องเลี้ยงดู พ่อแม่สูงวัย ลูก และ ตัวเอง ซึ่งรวมกันมากกว่า 30 ล้านคน  ข้อมูลผู้ประกอบอาชีพอิสระกว่า 10 ล้านคน พบรายได้ 3 ปีย้อนหลังที่ตกไปตั้งแต่โควิด เพิ่งขึ้นมาถึงยอดก่อนหน้าสถานการณ์โควิด อีกทั้งผลสำรวจพบว่า รายได้เฉลี่ยโตคนไทยโตขึ้นประมาณ 3% ในขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยโต 5% ชี้ให้เห็นปัญหาหนี้สินซ้ำเติมที่คนไทยกำลังเผชิญ 34% ของครัวเรือนไทยมีหนี้นอกระบบ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของของครัวเรือนไทยจำเป็นต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงกว่าในระบบประมาณ 8 เท่า คนไทยมีหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 708,736 บาท ซึ่งเป็นหนี้ในระบบ 86.1% ซึ่งสะท้อนภาระหนี้ที่คนไทยแบบรับในชีวิตจริง

คนวัย 40–45 ปี คือ “หัวใจของภูเขาหนี้ไทย”

คนไทยเริ่มก่อหนี้ตั้งแต่อายุ 21-27 ปี ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย(Housing Loan) และ สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan)

ยอดหนี้ พุ่งสูงสุดช่วงอายุ 40–45 ปี ซึ่งคือช่วงที่คนส่วนใหญ่เริ่มมีบ้าน มีรถ และมีภาระดูแลครอบครัว โดยส่วนใหญ่เป็น สินเชื่อที่อยู่อาศัย (Housing Loan) ก้อนใหญ่ที่สุดในระบบ สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan) สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan)

“ภูเขาหนี้เสีย” (NPL) หรือค้างชำระเกิน 90 วัน จะมียอด สูงสุดในช่วงอายุ 40–45 ปี ส่วนมากเป็น สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) บัตรเครดิต (Credit Card) สินเชื่อรถยนต์ (Auto Loan) ในขณะที่หนี้บ้านแม้จะยอดสูงแต่สัดส่วน NPL ต่ำกว่า

 ดังนั้น คนวัย 40–45 ปี คือ “หัวใจของภูเขาหนี้ไทย” เพราะเป็นช่วงที่ชีวิตอยู่ตรงกลาง มีทั้งบ้าน รถ ลูก และพ่อแม่สูงวัยให้ดูแล รายได้ที่โตช้าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ ทำให้เกิดความเสี่ยง NPL ของกลุ่มนี้สูงที่สุด ทั้งนี้ ข้อมูลหนี้สิน เทียบปี 61 และ ปี 67 หนี้เสียสูงสุดในช่วงอายุ 40-45 ปี และ หนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 17% ในปี 61 เป็น 22% ในปี 67 ในขณะที่ผู้กู้ที่ยังมีสุขภาพการเงินที่ดี และ ไม่มีหนี้เกินศักยภาพ หรือ คนที่ยังพอขอกู้ได้วันนี้ ในประเทศไทยเหลือประมาณ 25% หรือประมาณ 4.7 ล้านคน (จากฐานข้อมูลลูกหนี้ 27 ล้านราย)

ถอดบทเรียน : ทางลงจากภูเขาหนี้สินของคนไทย

เปิดสัญญาณเตือน – ช่วยเหลือเชิงรุก : ใช้ข้อมูลเครดิตระดับประเทศคัดกรองผู้ที่ จ่ายได้แค่ดอก ราว 38% หรือ 7.2 ล้านคน และผู้กู้ที่สามารถใช้หนี้ได้แต่เริ่มมีหนี้เกินศักยภาพ 20% หรือ 3.8 ล้านคน ให้เข้าถึงความรู้ และ บริการทางการเงิน เช่น รีไฟแนนซ์ หรือ รวมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เชิงรุกก่อนจะกลายเป็นผู้ที่มีหนี้สินเกินศักยภาพ หรือ เกิดหนี้เสียในท้ายที่สุด

Laser Focus : หัวใจของภูเขาหนี้สินคือคนวัย 40-45 หรือ เดอะแบกช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยออกแพ็กเกจสำหรับวัยกลางคนที่รับภาระหลายชั้น เช่น บ้าน รถ ลูก และ พ่อแม่สูงวัย ซึ่งเป็นช่วงที่ NPL พุ่งสูงสุดในระบบ โดยเริ่มที่ การรวมหนี้ หรือ ลดดอกเบี้ยตามวินัยการจ่าย และ แผนชำระหนี้ที่ผูกกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือ มีบริการทางการเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำเป็นต้น

คลินิกการเงิน ณ ที่ทำงาน : ไม่ว่าจะภาครัฐ หรือ เอกชน ร่วมกัน ตั้งจุดให้คำปรึกษา และ เครื่องมือจัดการโครงสร้างหนี้ที่ผูกติดกับเงินเดือนสำหรับ เดอะแบก หรือ คน GEN X-Y ซึ่งอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง “สังคมสูงวัย” และ “สังคมสูงหนี้”

เพิ่มรายได้และวินัยพร้อมกัน:ขับเคลื่อน Silver Talent ด้วยงานที่ยืดหยุ่นเพื่อเสริมรายได้ ควบคู่แคมเปญความรู้การเงินแบบ “ออมก่อนดีกว่า” (รู้ก่อน–ออมก่อน–จ่ายหนี้ถูกจุด) ให้เป็น one-stop ตั้งแต่ความรู้จนถึงลงมือแก้ปัญหา หรือ จัดการหนี้สิน

งาน “Life Fest 40+ รู้ก่อนดีกว่า” คือเทศกาลที่ The Cloud  ร่วมมือกับ ซูเปอร์จิ๋ว, AIS Academy และศูนย์การค้า centralwOrld  จัดขึ้น  โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุภาพ (สสส.)  เทศกาลที่มอบเครื่องมือและกระตุ้นให้คนไทยทุกวัยเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม และก้าวสู่ “วัยอิสระ” ได้อย่างมั่นใจ มีคุณภาพ และเป็นพลังให้กับสังคม ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ CentralWorld Pulse ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 1 พฤศจิกายน 2568

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • “เสด็จมาเปนสิริแก่รัฐราษฎร์ เสด็จมาเปนกิติประสาทสาร เสด็จไปทรงสิรินิรันดร์กาล เสด็จไปกิติพิมานสวรรค์เทอญ”…เป็นบทกลอนประพันธ์โดย ผศ.ดร.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ ซึ่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยแพร่คำประพันธ์ดังกล่าวถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เมื่อวันก่อน…บทกลอน 4 บาทนี้ได้สร้างกระแสอย่างรวดเร็ว ในโลกออนไลน์ มีผู้กดแสดงความรู้สึกหลายหมื่นคน และถูกแชร์ต่อไปมากมาย ด้วยความงดงามของการใช้ภาษา ที่ประทับใจปวงชนชาวไทย ขอน้อมถวายความอาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ธ สถิตในดวงใจไทยตราบนิรันดร์…
  • ข่าวเศร้า…เพื่อนๆใจหายเมื่อทราบข่าวมะเร็งร้ายพรากชีวิต อ้อย – ดวงใจ กล่อมจิตต์ ศิษย์เก่า แมสคอม มช. รหัส 191 ด้วยวัย 68 ปี ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวดวงใจ มา ณ โอกาสนี้…กำหนดพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 1 พ.ย.17.00 น. ณ เมรุวัดโสมนัสราชวิหาร…
  • สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) และคณะการสื่อสารมวลชน มช. จัดเสวนาหัวข้อ “ข้ามรุ่น ข้ามยุค ข้ามพายุ” จริยธรรมสื่อในยุคที่ AI ครองโลก Media Ethics In The Ai Perfect Storm วันที่ 6 พ.ย.13.30-16.30 น. งานดังกล่าวจัดเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ คณะการสื่อสารมวลชน มช. และร่วมมองไปข้างหน้ากับ “60 ปี แมสคอม มช. และ 20 ปี ที่มีบ้าน”…โดยมีวิทยากรในวงการสื่อแถวหน้าทั้ง 3 Gen คือ X – Y – Z มาร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อฉายภาพสถานการณ์ โอกาส ผลกระทบ ประสบการณ์ฝ่ามรสุม และการใช้ประโยชน์ AI ในงานสื่อสาร และร่วมถอดรหัส “จริยธรรมสื่อ” ในวันที่ AI กำลังเขียนอนาคตของโลก…ผู้สนใจร่วมงานลงทะเบียนได้ทั้ง แบบ Onsite : ที่ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคารศูนย์นวัตกรรมการสื่อสาร คณะการสื่อสารมวลชน มช. หรือรับชมสด ๆ พร้อมกันทั่วโลก ผ่านทาง Facebook Live : คณะการสื่อสารมวลชน มช. ลงทะเบียนได้ที่ : https://forms.gle/WC293RfA6QeGioYH8 …สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: คณะการสื่อสารมวลชน มช.โทรศัพท์ : 053-942-706 ต่อ 501 …
  • ลานทิพย์ ทวาทศิน นายกสมาคมYWCA ขอเชิญทุกท่านไปเที่ยวงานแสดงสินค้าจากหลายสถานทูต ที่ชั้น 7 Central World ราชประสงค์ ตั้งแต่วันที่ 5-7 พ.ย…มีสินค้านานาชาติให้เลือกซื้อกันได้ในราคามิตรภาพ…
  • ธนษร กีรติบุตร แจ้งมาว่า ขอเลื่อนงานสังสรรค์ชาวราชินีรุ่น 77 ในวันที่ 1 พ.ย.ออกไปก่อน…จะเป็นวันใด ขอหารือกันต่อไปอีกครั้ง…
  • ราชบัณฑิตยสภา ขอเชิญร่วมฟังปาฐกถารำลึก ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการควบคุมยาสูบในประเทศไทย) โดย ศ.เกียรติคุณนพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ วันที่ 3 พ.ย.9.00 น.ณ เรือนเจ้าจอมมารดาเลื่อน เขตดุสิต…ผู้ร่วมงานแต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์…
  • งานคอนเสิร์ตของ อ.ดนู ฮันตระกูล ไหมไทยออร์เคสตา จัดวันที่ 21 ธ.ค.14.00 น. ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมฯ ศิลปินมี อรณัส ยืนยงกัตถกรณ์, กรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา และวงเสียงไทยคอรัส…คอนเสิร์ตเล่นเพลงในเทศกาลคริสต์มาส !!…

บารอนเนส

อินชอนหมุดหมายใหม่ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระดับโลก

อินชอนหมุดหมายใหม่ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระดับโลก

อินชอนหมุดหมายใหม่ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระดับโลก

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

มหานครอินชอนและองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน ร่วมกับทีมแพทย์อินชอน จัดโรดโชว์และการประชุม B2B งาน “2025 Incheon Medical & Wellness Tourism in Thailand” เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลี ควบคู่ไปกับการผลักดันอินชอนให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ระดับโลก โดยมีโรงพยาบาล สถาบันสุขภาพ และคลินิกความงามระดับแนวหน้าจากเกาหลีใต้ พร้อมด้วยพันธมิตรจากประเทศไทยกว่า 20 สถาบันการแพทย์และผู้แทนภาคธุรกิจสุขภาพเข้าร่วมงาน เพื่อสำรวจศักยภาพด้านการแพทย์และสุขภาพของอินชอน และหารือเกี่ยวกับโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพร่วมกัน

อินชอน: ประตูสู่เกาหลีและศูนย์กลาง Medical & Wellness ระดับโลก

ทีมแพทย์อินชอนตัวแทนจากเกาหลีใต้ได้แก่ ศูนย์การแพทย์กิล มหาวิทยาลัยกาชน โรงพยาบาลอิน คลินิกศัลยกรรมตกแต่งทามิ ท็อกซ์นฟิล ซองโด และผู้ประกอบการขาเข้า ได้แก่ บริษัท อาร์จี แฟคทอรี่ จำกัด และบริษัท ออคิซ จำกัด ซึ่งคณะผู้แทนได้เน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของอินชอน โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย ​​และโครงการส่งเสริมสุขภาพที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมุ่งกระชับความร่วมมือกับพันธมิตรชาวไทย โดยอินชอนผสมผสานสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ที่ทันสมัยเข้ากับทรัพยากรสุขภาพที่มุ่งเน้นการรักษา ทำให้อินชอนเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยบริการล่าม บริการผู้ช่วยส่วนตัว และโปรแกรมฟื้นฟูก่อนและหลังการรักษา เมืองอินชอนจึงมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์แบบครบวงจรอย่างแท้จริงให้กับผู้ป่วยชาวต่างชาติ

ชิน บยองซอล ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสวัสดิการเมืองอินชอน กล่าวว่า “ปัจจุบันอินชอนกำลังก้าวสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก (Global Healthcare City) การมาเยือนประเทศไทยของเมืองอินชอนในครั้งนี้คือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีทางการแพทย์อันล้ำสมัยของอินชอน เข้ากับตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย และได้บรรลุข้อตกลงในการพัฒนาแพ็กเกจการแพทย์สุขภาพแบบบูรณาการเฉพาะบุคคล ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยชาวไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้เมืองอินชอนยังมีแผนจะดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการแพทย์ สำหรับประชาชนชาวไทยเพื่อขยายความร่วมมือทางการแพทย์ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว เรามั่นใจว่านี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ K-Healthcare ครับ”

บริการเด่นและความหลากหลายที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถสัมผัสบริการทางการแพทย์และเวลเนสที่หลากหลายในอินชอน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความหลากหลายสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะบริการ “ด้านการแพทย์” เน้นที่ ศัลยกรรมตกแต่ง บริการด้านผิวพรรณและความงาม การตรวจสุขภาพเชิงลึก และการรักษาทางทันตกรรม ส่วน “ด้านเวลเนส” เน้นการบำบัดแบบองค์รวม เช่น สปาแบบแพทย์แผนโบราณเกาหลี การบำบัดด้วยธรรมชาติและป่าไม้ โปรแกรมโยคะและสมาธิ ดีท็อกซ์ และคลินิกชะลอวัย รวมถึงประสบการณ์ คาเฟ่เพื่อสุขภาพแบบเกาหลีปัจจุบัน อินชอนได้พัฒนาแพ็กเกจที่ผสานบริการทางการแพทย์ เวลเนส และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เช่น การช็อปปิ้ง และการเยี่ยมชมสถานที่ถ่ายทำ K-Culture

จอง โซยอน องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวอินชอน กล่าวว่า “ความงามและสปา เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อุตสาหกรรม K-Beauty ของเกาหลีเป็นที่ยอมรับในระดับโลก และอินชอนก็โดดเด่นด้วยโรงแรมรีสอร์ทระดับพรีเมียม สปาหรู และคลินิกความงามคุณภาพสูงที่ตั้งอยู่ใกล้สนามบิน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สปาหรือบิวตี้โปรแกรมในระยะเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ญี่ปุ่น และจีนที่ให้ความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้จัดเตรียมสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสุขภาพโดยเฉพาะศูนย์สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อินชอน (Incheon Medical Tourism Support Center) ให้บริการคำปรึกษาหลายภาษา การแนะนำโรงพยาบาลที่เหมาะสม รวมถึงการให้ข้อมูลครบวงจรเกี่ยวกับที่พักและการเดินทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกค่ะ”

พัค มีรัน หัวหน้าทีมเมืองอินชอน กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นับเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สามารถเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2024 อินชอนสามารถดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติได้ถึง 21,387 ราย และได้ดำเนินโครงการพัฒนาคลัสเตอร์บูรณาการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Medical-Wellness Convergence Cluster) ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2025 โครงการนี้คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น เช่น ที่พัก ร้านอาหาร และการขนส่ง วิสัยทัศน์ระยะยาวของอินชอนคือการก้าวสู่การเป็น “เมืองบูรณาการการแพทย์และสุขภาพ” (Medical-Wellness Convergence City) และยกระดับตนเองให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ”

ความร่วมมือเพื่ออนาคต

การจัดงาน “2025 Incheon Medical & Wellness Tourism in Thailand” จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายตลาดของอินชอนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอินชอนกำหนดให้ประเทศไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์หลัก สร้างรูปแบบความร่วมมือที่เกื้อกูลกันระหว่างอุตสาหกรรมการแพทย์และการท่องเที่ยวของทั้งไทยและเกาหลี

“เราคาดหวังว่าการจัดงานครั้งนี้ในประเทศไทยจะช่วยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของทั้งสองประเทศ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจ และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปใช้บริการทางการแพทย์และเวลเนสที่อินชอนในอนาคต นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้านการแพทย์และเวลเนสระหว่างไทย–เกาหลีใต้ พร้อมวางรากฐานสู่อนาคตในการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของทั้งสองภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ชิน บยองซอล ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสวัสดิการเมืองอินชอน กล่าวปิดท้าย

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ตรัสยกย่อง ‘สมเด็จย่า’ ทรงเป็นดีไซเนอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ไทย

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ตรัสยกย่อง ‘สมเด็จย่า’ ทรงเป็นดีไซเนอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ไทย

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ตรัสยกย่อง ‘สมเด็จย่า’ ทรงเป็นดีไซเนอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ไทย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา เสด็จทรงเผยโฉมคอลเลคชั่น SIRIVANNAVARI Autumn-Winter 2025/26 Collection ณ Fürst Henry Arena เมื่อค่ำวันที่ 30 ตุลาคม 2568

ช่วงหนึ่งระหว่างพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ตรัสถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือ ”สมเด็จย่า“ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

“เป็นช่วงที่เหนื่อย เหนื่อยทั้งครอบครัว หนักหนาทั้งครอบครัว พระองค์เปรียบเสมือนผู้ใหญ่ของเรา ทรงเลี้ยงเรามานานตั้งแต่ไหนแต่ไร พูดกับตัวเองว่า งานนี้คืองานที่เรารัก และเป็นอาชีพ เป็นอาชีพที่เราบอกตัวเองว่า Move on และเราจะเศร้าอย่างนี้ไม่ได้ เพราะตอนแรกก็ฟูมฟายใช้ได้เหมือนกัน และสมเด็จพ่อกับสมเด็จป้า บอกว่า ท่านสบายแล้ว ท่านโอเคแล้ว 

สำหรับเราอยากให้ทุกคนมองพระองค์ว่าคือ The Best  Iconic ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก เราอยากให้คนมองอย่างนั้น ทรงชอบของสวยๆ งามๆ เราก็เลยคิดว่าเราต้องทำงาน ทุกอย่างไม่ควรที่จะหยุดนิ่ง ก็คือ back on work ทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม 

วันนี้ทุกคนจะได้เห็นรูปสมเด็จย่าที่ทุกคนไม่เคยเห็น ทรงเป็นดีไซเนอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย”

คอลเลกชัน Autumn-Winter 2025/26 Collection สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์ราชกัญญา องค์ดีไซเนอร์ ทรงถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากท่วงท่าสง่างามของนักขี่ม้า ความแข็งแกร่งของตัวอาชา และเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมนิยมของกีฬาท้าความเร็ว โดยนำมาตีความใหม่ กลายเป็นหลากชิ้นเด่นของฤดูกาล

จากแพชชั่นและศิลปะในการใช้ชีวิตมาสู่แรงบันดาลพระทัยในงานออกแบบแฟชั่นด้วยความคิดอันลุ่มลึก เสื้อผ้าจึงหาได้เป็นเครื่องแต่งกาย หากกลายเป็นผลงานยกย่องความหมายของกีฬาขี่ม้าตามแนวทางสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI  ทรงเผยโฉมคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 แรงบันดาลพระทัยจากกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า

สำหรับคอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว 2025/26 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ SIRIVANNAVARI ทรงนำแรงบันดาลพระทัยจากความโก้หรู ความภูมิฐานในกีฬาขี่ม้า มาเป็นแนวทางการออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมสมัยและทันสมัย ตอบรับกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทุกแง่มุมอันเกี่ยวกับกีฬาม้าอันฉับไวและงามสง่า ถูกนำมาหลอมรวมกับธรรมเนียมการตัดเย็บสุดประณีต และมรดกทางการสร้างสรรค์ของแบรนด์ เพื่อแสดงออกถึงบุคลิกความกล้า และสง่างามในความเป็นผู้หญิง

“สำหรับเรา กีฬาขี่ม้าหรือบังคับม้า คือโจทย์แห่งการท้าทาย ความเร็ว และความเฉียบขาดในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน แต่ละท่วงท่าของการบังคับม้า ล้วนเต็มไปด้วยความภูมิฐาน งามสง่า นำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานออกแบบได้อย่างไม่มีวันหมด  ตั้งแต่เสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องหนัง เครื่องประดับ และอัญมณี” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ดำรัสถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อศิลปะในกีฬาขี่ม้า  “ไม่เพียงความสง่างามของม้า ความเท่ อันมีเอกลักษณ์ของเครื่องแต่งกายนักขี่ม้า อุปกรณ์บังคับ และเครื่องประดับม้า อย่างตะขอปากม้า เกือกม้า อานม้า ชุดบังเหียน หรือกระทั่งโกลน ทุกอย่างถูกรังสรรค์ และถ่ายทอดมาสู่คอลเลกชัน Autumn-Winter 2025-26  ด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อยกย่องคุณค่า งานฝีมือ และเสน่ห์แห่งความร่วมสมัย”

คอลเลกชัน Autumn-Winter 2025/26 Collection อาศัยแรงบันดาลใจจากท่วงท่าสง่างามของนักขี่ม้า ความแข็งแกร่งของตัวอาชา และเครื่องแต่งกายตามธรรมเนียมนิยมของกีฬาท้าความเร็ว  ถูกตีความใหม่ กลายเป็นชิ้นเด่นของฤดูกาล ตั้งแต่แจ็กเก็ตไอริส (IRIS Jacket) นิยามใหม่จากชิ้นคลาสสิคของนักขี่ม้า คอร์เซ็ตของฤดูกาล ที่แฝงกลิ่นอายแบบกอธิค โรแมนติคซิสม์ (Gothic Romanticism) โดดเด่นด้วยโครงชุดดุจเสื้อเกราะ ไปจนถึงเสื้อเคปที่พลิ้วไหว, เสื้อโค้ทที่มีโครงชัดเจน เพิ่มความดรามาติคด้วยปกคอที่กว้าง และปกคอตั้งสำหรับผู้หญิง บ่งบอกถึงความอ่อนโยนและความหาญกล้าที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว  ผ่านเนื้อผ้าคุณภาพสูง อาทิ ผ้าวูล, ผ้าไหม และผ้าฝ้ายหลากเฉด ในโทนขรึม ประณีต แบบเดียวกับเครื่องแบบกีฬาขี่ม้า อย่างขาวหม่นหรือ “ออฟ-ไวท์” (Off White) สีเทา, ม่วงอมน้ำตาลจนถึงดำ, แดงเข้มเบอร์กันดีถึงน้ำตาล ตลอดจนเฉดสีต่างโทนอย่างน้ำเงินกรมท่า และเขียวขี้ม้าหรือกากี

ขณะที่เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง สะท้อนถึงแรงบันดาลใจจากเครื่องแบบชุดแต่งกายของนักกีฬาขี่ม้าอย่างชัดเจน ทั้งเสื้อโค้ต เสื้อคลุมหรือเสื้อนอก และผ้าคลุมไหล่ ลายพิมพ์ ลายปัก รวมถึงงานเย็บตะเข็บบนนวมเดินลายบนวัสดุหนัง และงานปั๊มลาย ต่างร่วมกันเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับม้า และเครื่องม้าได้อย่างงดงาม  แจ็กเก็ตไอริส (IRIS Jacket) อันถือเป็นไอคอนชิ้นสำคัญประจำแบรนด์ ได้รับการรังสรรค์ สอดแทรกกลิ่นอายจากโลกกีฬาขี่ม้าได้อย่างน่าสนใจ  สำหรับสวมใส่ร่วมกับกางเกงขายาวดัดแปลงแพ็ทเทิร์นจากทรงกางเกงขี่ม้าทั้งกางเกงสะโพกพอง (Jodhpurs) และกางเกงรัดรูปประกบรัดเข่า ตลอดจนชุดหนังดันทรง และสายรั้งขอบกางเกงหรือสายเอี๊ยม ซึ่งถูกนำมาพลิกแพลงเป็นสายคาดรัดตัวตามตำแหน่งต่างๆ อย่างมีสไตล์ เติมมิติร่วมสมัย ให้แก่รูปทรงคลาสสิกเช่นเดียวกับเสื้อเชิ้ตคอปกสูง และรายละเอียดอันทันสมัยเพื่อให้แต่ละชุดเต็มไปด้วยความงามสง่า เหมาะแก่การสวมใส่จริงในชีวิตประจำวัน บ่งบอกถึงวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างเฉียบคม   เหนืออื่นใด บุคลิกกล้าแกร่งแฝงเสน่ห์เย้ายวนแบบหญิงแกร่ง ถูกถักทอสู่เดรสยาวผ้าพลิ้วทิ้งตัว ชุดราตรีปักลายอาชา บ่งบอกถึงอำนาจ  แถมท้ายที่ลูกเล่นผ้าทอลายสก็อต และผ้าพิมพ์ลายตาหมากรุก ร่วมกับศิลปะงานปักต่างเทคนิค รวมถึงงานปั๊มนูนลายม้าทับลงบนฝีตะเข็บกรุนวม เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ต่างๆ ของแบรนด์

ต้นแบบชุดกีฬานักขี่ม้าชาย ถูกรังสรรค์มาสู่เสื้อผ้าบุรุษเพื่อมอบความกลมกลืน อาศัยความสมดุลของศิลปะตัดเย็บสูทคลาสสิก กับงานออกแบบร่วมสมัย ให้ความคล่องตัว  ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนอกตัวยาว เสื้อ trench สูทกระดุมสองแถว สูทตัวเดี่ยว ไปจนถึงเสื้อกั๊กตัวยาว และเสื้อเชิ้ต  กางเกงขายาวซึ่งถูกดัดแปลงรูปลักษณ์มาจากกางเกงขี่ม้าทั้งสองแบบ ทั้งกางเกงสะโพกพอง และกางเกงรัดรูป เช่นเดียวกับที่ปรากฏในคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูปสตรี  ส่วนชิ้นคลาสสิค อย่างเสื้อเชิ้ตผ้าไหมผสมคอตตอน มีความพิเศษด้วยลายพิมพ์ภาพเขียนฝีพระหัตถ์รูปม้าขององค์ดีไซเนอร์ที่ต่อยอดมาสู่การสร้างสรรค์คอลเลกชันนี้

แรงบันดาลใจจากความรักในกีฬาขี่ม้า ส่งผ่านต่อกระเป๋าดีไซน์ใหม่ 3 สไตล์ ด้วยลูกเล่นดัดแปลงจากกระเป๋าอุปกรณ์ม้าแบบต่างๆ สู่เครื่องหนังร่วมสมัย ได้แก่ Henry Drawstring กระเป๋าเชือกรูด ทรงเข้ารูป Martingale Sac กระเป๋าทรง saddle ซึ่งเป็นรูปทรงที่ต่อเนื่องจากหลายฤดูกาลที่ผ่านมา และ Dream Bucket  กระเป๋าสะพายทรงถัง  ล้วนเป็นไอเท็ม ‘Must-Have’ จากความลุ่มลึกในงานออกแบบงามสง่า เต็มไปด้วยความกล้าและท้าทายทางแนวคิดสร้างสรรค์ ด้วยวัสดุสุดหรูหราจากหนังกลับ ไปจนถึงหนังลูกวัว งาน Made in Italy สุดประณีต

และเพื่อเป็นบทเติมเต็มให้กับทุกลุคการแต่งกาย รองเท้าทั้ง 3 ดีไซน์ใหม่ บู๊ทยาวขี่ม้า รองเท้าส้นสูงเปลือยข้อ โดดเด่นด้วยส้นทรงพีรามิด (pyramid cone heels)  บ่งบอกถึงความหรูหรา  เช่นเดียวกับบรรดาเครื่องประดับอันมีเอกลักษณ์ ด้วยรูปทรงเรขาคณิตจากอุปกรณ์บังคับม้าและเครื่องม้า จากตะขอปากม้าไปจนถึงเกือกม้า โกลนบังคับม้า แม้กระทั่งโซ่สายบังเหียน ที่เพิ่มความโดดเด่น โฉบเฉี่ยวให้แก่เสื้อผ้าแต่ละลุคได้อย่างละเมียดละไม จากแพชชั่นและศิลปะในการใช้ชีวิตมาสู่แรงบันดาลใจในงานออกแบบแฟชั่นด้วยความคิดอันลุ่มลึกเสื้อผ้าจึงหาได้เป็นเครื่องแต่งกายหากกลายเป็นผลงานยกย่องความหมายของกีฬาขี่ม้าตามแนวทางสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI อันแสดงออกถึงความกล้าอย่างภูมิฐานแห่งจิตวิญญาณเสรี

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั้งไทยและทั่วโลก ร่วมใจถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั้งไทยและทั่วโลก ร่วมใจถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั้งไทยและทั่วโลก ร่วมใจถวายความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือทั่วโลก พร้อมใจจัดพิธีแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ และเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ผู้ทรงเป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” ที่ปวงชนชาวไทยเทิดทูนเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม โดยได้จัดพิธีขึ้นพร้อมกันมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยมีศูนย์กลาง ณ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ซึ่งนำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ สุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือฯ และ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงและพนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเครือฯ ทั่วประเทศ รวมถึงพนักงานในต่างประเทศที่เข้าร่วมพิธีในเวลาเดียวกัน เพื่อร่วมกันถวายความอาลัยด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568

บรรยากาศในพิธีฯที่ผู้บริหารและพนักงานร่วมน้อมจิตถวายความอาลัยต่อ “แม่แห่งแผ่นดิน”  เป็นไปด้วยความสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีการถ่ายทอดสดไปยังสำนักงานและหน่วยงานของเครือฯ ทั่วประเทศและทั่วโลก เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานกว่า400,000 คนทั่วโลกได้ร่วมถวายความอาลัยพร้อมกัน

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้กล่าวแสดงความอาลัยและเทิดพระเกียรติ ในฐานะผู้แทนผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือฯ โดยความตอนหนึ่งระบุว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร และพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัทในเครือฯ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย และทรงเป็นพระมารดาแห่งแผ่นดิน ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้…..เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอน้อมรำลึกว่า ตลอดเวลากว่าหนึ่งศตวรรษแห่งการเติบโตขององค์กรเป็นเพราะได้อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีแห่งพระราชวงศ์จักรี ดังที่ท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ได้กล่าวเสมอว่า ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์เติบโตมาได้ เพราะอยู่ใต้ร่มโพธิสมภารของพระราชวงศ์จักรี และแผ่นดินไทย…..ทุกสำนักงานใหญ่และสำนักงานในต่างประเทศของเครือเจริญโภคภัณฑ์ล้วนประดับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เพื่อแสดงความจงรักภักดีในฐานะที่ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นกิจการของคนไทย และเติบโตจากผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้…ในวาระอันเศร้าสลดแห่งการเสด็จสวรรคต ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมจิตแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง และขอปฏิญาณว่าจะสืบสานแนวพระราชดำริ ดำรงตนและประกอบกิจการให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านสืบไป”

จากนั้น ชลธิชา อัศวาณิชย์ ผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ TNN16 เป็นผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ อ่านบทร้อยกรองเพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประพันธ์โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557 ความว่า “เพียงแม่เราหนึ่งคนยังล้นเหลือ แล้วแม่เพื่อแผ่นดินปิ่นเกศี จะยิ่งเพิ่มพูนทบครบทวี จะยิ่งมากเหลือที่จะรำพัน กราบพระบาทอำลาน้ำตาร่วง พระองค์เสด็จสู่สรวงเสวยสวรรค์ อิ่มในบุญอุ่นในธรรมงามนิรันดร์ ราษฎร์น้อมขวัญซึ้งซาบกราบอำลา”

ภายหลังการอ่านบทร้อยกรองแห่งความอาลัย ธนินท์ เจียรวนนท์, สุภกิต เจียรวนนท์ และศุภชัย เจียรวนนท์ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมน้อมยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 1 นาที ก่อนร่วมลงนามถวายอาลัยต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบ สง่างาม และเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมบริษัทในเครือทั่วโลก ได้ร้อยดวงใจร่วมประกอบพิธีแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง เริ่มจาก กลุ่มเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร นำโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) จัดพิธีถวายอาลัยครอบคลุมหน่วยงานและโรงงานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กลางที่อาคารซีพีทาวเวอร์สีลม สำนักงานซีพีตรอกจันทร์ โรงงานผลิตอาหารกุ้งบ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงงานซีพี–เมจิ จังหวัดสระบุรี บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด โรงงานอาหารสำเร็จรูป จังหวัดสระบุรี บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท ฟู้ด จำกัด โรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง จังหวัดสระบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์ จังหวัดขอนแก่น โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก ศรีราชา โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จังหวัดสระบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ หนองแค

โรงงานอาหารแปรรรูปสัตว์น้ำระโนด จ.สงขลา ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟ วังน้อย บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด โรงงานอาหารสำเร็จรูป มหาชัย รวมถึงโรงงานผลิตซอส พรีมิกซ์ และเครื่องปรุง วังน้อย โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก หนองแค จังหวัดสระบุรี โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์บก จังหวัดราชบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์ กบินทร์บุรี และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จังหวัดนครราชสีมา ในส่วนของธุรกิจเป็ดเนื้อ ได้จัดกิจกรรม ณ โรงงานแปรรูปเนื้อเป็ด บางนา สำนักงานฟาร์มเป็ดพันธุ์และโรงฟัก มวกเหล็ก สำนักงานฟาร์มเป็ดเนื้อ ออฟฟิศพนมสารคาม และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ปักธงชัย เป็นต้น

ส่วนกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่าย นำโดยบริษัท ซี.พี. ออลล์ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานในเครือ ร่วมจัดพิธีถวายอาลัยพร้อมกันทั่วประเทศเช่นกัน อาทิ สำนักงานใหญ่ อาคารเดอะธารา ถนนแจ้งวัฒนะ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ บริษัท ปัญญธารา บริษัท ออลล์ เทรนนิ่ง ศูนย์กระจายสินค้า ซีพี ออลล์ ทั่วประเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และบริษัท ซีพีแรม จำกัด ทุกสาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ สาขาลาดหลุมแก้ว สาขาบ่อเงิน สาขาลาดกระบัง สาขาชลบุรี สาขาขอนแก่น สาขาลำพูน และสาขาสุราษฎร์ธานี รวมถึง ออลล์ นาว (ALL NOW) ที่ได้จัดกิจกรรม ณ คลังสินค้า ลาดหลุมแก้ว และอาคารปัญจภูมิ ถนนสาทร

กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยบริษัทในเครือ อาทิ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป และทรู ดิจิทัล พาร์ค (TDPK) ได้จัดกิจกรรม ณ ชั้น 1 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งอีสต์  ส่วนสถานีข่าว TNN16 จัดที่ อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ชั้น 3 ฝั่ง East บริษัท ซีพี ฟิวเจอร์ซิตี้ ดีเวลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น (CPFC) จัดกิจกรรม ณ อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ ชั้น 10 นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานทรูภูมิภาคทั่วประเทศเข้าร่วม อาทิ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ นครปฐม หาดใหญ่ สงขลา สุราษฎร์ธานี และชลบุรี รวมถึงทรูคอลเซ็นเตอร์ สาขารังสิต และศรีนครินทร์  

นอกจากนี้ยังมี สถาบันผู้นำ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.นครราชสีมา บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรม ณ สำนักงานใหญ่ อาคารธาราพัฒนาการ บริษัท เจียไต๋ จำกัด จัดกิจกรรม ณ สำนักงานใหญ่ ถนนสุขุมวิท 60 โดยมีธุรกิจเกษตรภัณฑ์ในเครือร่วมด้วย ได้แก่ บริษัท เกษตรภัณฑ์อุตสาหกรรม จำกัด บริษัท เค.เอส.พี. อุปกรณ์ จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบริษัท เค.เอส.พี. อุปกรณ์ จำกัด โรงงานผลิตอุปกรณ์การเกษตร วังน้อย บริษัท สยามแลนด์ ฟลายอิ้ง จำกัด จัดกิจกรรม ณ สำนักงานใหญ่ ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร บริษัท อาร์เบอร์ เอเคอร์ส ประเทศไทย จำกัด บริษัท รอส บรีดเดอร์ส สยาม จำกัด ส่วน บริษัท ซี.พี.พี.ซี. จำกัด (มหาชน) ได้จัดพิธีถวายอาลัยในหลายพื้นที่ ได้แก่ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา และระยอง เป็นต้น

ส่วน กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็ได้ร่วมจัดกิจกรรมถวายอาลัยพร้อมกันทั่วประเทศ อาทิ โรงงานข้าวนครหลวง และโรงงานข้าววังแดง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงสีข้าวในจังหวัดบุรีรัมย์ สุพรรณบุรี และกำแพงเพชร ศูนย์วิจัยข้าวและงานส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด จังหวัดกำแพงเพชร ฟาร์มโปรครบวงจร อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ฟาร์มแสลงพัน จังหวัดสระบุรี โรงงานปุ๋ยอินทรีย์หมอดิน จังหวัดสระบุรี และโรงงานยางพารา จังหวัดเลย รวมถึงกลุ่มฟรีวิลล์ ที่สำนักงานใหญ่ อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ถนนพระราม 4

สำหรับบริษัทและสำนักงานของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในต่างประเทศ ก็ได้ร่วมจัดพิธีถวายอาลัยในช่วงเวลาเดียวกัน อาทิ ประเทศจีน (C.P. Center กรุงปักกิ่ง) ประเทศเวียดนาม (สำนักงานใหญ่ เมืองเบียนหัว จังหวัดด่งนาย โรงงานแปรรูปไก่เพื่อการส่งออก CPV Food จังหวัดบิ่ญเฟื๊อก โรงงานอาหารแปรรูป CP Food Phu Nghia 2 กรุงฮานอย และโรงงานอาหารแปรรูป CP Food Cu Chi นครโฮจิมินห์) ประเทศฟิลิปปินส์ (โรงงานอาหารสัตว์ จังหวัดตาลัค และจังหวัดบาตาอัน) ประเทศบังกลาเทศ (โรงงานอาหารสัตว์ นครธากา)  ประเทศเมียนมา (โรงงานอาหารสัตว์ นครย่างกุ้ง) และประเทศมาเลเซีย (CPF MALAYSIA HEAD OFFICE KUALA LUMPUR)

พิธีแสดงความอาลัยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความจงรักภักดีที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นรากฐานแห่งคุณค่าที่เครือฯ ยึดมั่นและสืบสานตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ