บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’..ก้าวสู่ผู้นำโลก

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“สีจิ้นผิง” ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 การนำของเขาส่งผลให้ประเทศจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการทูต ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อทั้งจีนและโลก

ภูมิหลังและการก้าวขึ้นสู่อำนาจ สี จิ้นผิง เกิดเมื่อปี พ.ศ.2496 ที่กรุงปักกิ่ง เขาเป็นบุตรชายของอดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำปฏิวัติยุคแรกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน อย่างไรก็ตาม ในช่วง ปฏิวัติวัฒนธรรม (ค.ศ. 1966-1976) ครอบครัวของเขาถูกกวาดล้างและบิดาถูกกักขัง ทำให้สี จิ้นผิงต้องใช้ชีวิตในชนบทห่างไกลในมณฑลส่านซี ประสบการณ์อันยากลำบากนี้ได้หล่อหลอมให้เขามีความเข้าใจชีวิตของประชาชนระดับรากหญ้าอย่างลึกซึ้ง

หลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง สี จิ้นผิงกลับมาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยชิงหวา และเริ่มต้นเส้นทางการเมืองโดยการทำงานในท้องถิ่น เขาไต่เต้าจากตำแหน่งเล็กๆ ในระดับอำเภอ สู่ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล และเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียงและเซี่ยงไฮ้ ประสบการณ์ที่หลากหลายในหลายพื้นที่ทำให้เขาเข้าใจกลไกการบริหารประเทศในทุกระดับก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด

นโยบายหลักและการพัฒนาประเทศจีนในยุคสี จิ้นผิง เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดในปี พ.ศ. 2556 สี จิ้นผิงได้ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการปฏิรูปและสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในทุกมิติ นโยบายสำคัญที่โดดเด่น มีดังนี้

• การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น : สี จิ้นผิงได้รณรงค์ต่อต้านการทุจริตครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “ปราบทั้งเสือและแมลงวัน” (Tigers and Flies) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ทุจริตทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสูง (“เสือ”) จนถึงระดับล่าง (“แมลงวัน”) มีการจับกุมและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ทุจริตหลายแสนคน นโยบายนี้ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างสูงและช่วยเสริมสร้างอำนาจของเขาในฐานะผู้นำ

• โครงการ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative, BRI) : โครงการยักษ์ใหญ่ระดับโลกนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2556 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเส้นทางสายไหมในอดีต โดยการลงทุนสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบกและทางทะเลเพื่อเชื่อมโยงจีนเข้ากับเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา โครงการนี้มีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีนไปทั่วโลก ผ่านการสร้างเครือข่ายการค้าและการลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา

• “ความฝันของจีน” (Chinese Dream) : นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ ฟื้นฟูประเทศให้ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น แนวคิดนี้กลายเป็นวิสัยทัศน์หลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้จีนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2592 ซึ่งครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

• การยกระดับกองทัพให้ทันสมัย : ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและขยายบทบาทในเวทีโลก

• แนวคิด “ความมั่งคั่งร่วมกัน” (Common Prosperity) ถูกนำมาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และปรับทิศทางของตลาดให้สอดคล้องกับอุดมการณ์มากขึ้น

• การรวมศูนย์อำนาจรัฐ : ในช่วงการดำรงตำแหน่งของสี จิ้นผิง มีการเสริมสร้างอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเพิ่มการควบคุมสังคมให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการควบคุมสื่ออินเทอร์เน็ต การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ การยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ.2561 ซึ่งทำให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งผู้นำได้ตลอดไป

• จีนสมัยสี จิ้นผิงได้ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม จีนได้ลงทุนอย่างมหาศาลในด้าน: ปัญญาประดิษฐ์ (AI),  เทคโนโลยี 5G,พลังงานสะอาด,ยานยนต์ไฟฟ้า,เทคโนโลยีอวกาศ

• บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent, Huawei และ BYD กลายเป็นผู้นำระดับโลก ทำให้จีนไม่ใช่แค่ “โรงงานของโลก” อีกต่อไป แต่เป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรม”

•  แผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 นี้มุ่งเปลี่ยนจีนจากการผลิตสินค้าคุณภาพต่ำสู่การผลิตสินค้าไฮเทคคุณภาพสูง เป้าหมายคือการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติและกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก

สี จิ้นผิง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำทางการเมือง แต่เป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์และทิศทางอนาคตของจีนในช่วงศตวรรษที่ 21 นโยบายและการบริหารงานของเขามีผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งประเทศจีนและโลกโดยรวม ทำให้เขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีนอย่างแท้จริง

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ก Chinese Embassy in Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงกับพระราชกรณียกิจด้านสุขภาพของพสกนิกร

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนินนานหลายทศวรรษที่คนไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณนานัปการอันหาที่สุดมิได้จากน้ำพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พสกนิกรไทยมีความผูกพันและเคารพเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างสูงเสมอมา

ข่าวการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อ 24 ตุลาคม 2568 จึงถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทย คนไทยตระหนักดีว่าพระองค์ท่านทรงเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของคนไทย พระองค์พระราชทานความรัก ความห่วงใย และพระเมตตาอันล้นพ้นต่อพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าคนไทยทุกคนประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ และได้รับรู้ชัดเจนถึงสิ่งที่พระองค์ท่านทรงอุทิศพระวรกายเพื่อความผาสุกของคนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเขตทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ 

ในฐานะที่ผู้เขียนอยู่ในแวดวงด้านการสาธารณสุขได้ประจักษ์ชัดว่าพระองค์ท่านทรงสนับสนุนด้านสมุนไพรของไทยมาโดยตลอด เพราะทรงตระหนักว่าสมุนไพรไทยมีคุณต่อสุขภาพของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเน้นสุขภาวะองค์รวมของประชาชน และมีพระราชดำริที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชน ทรงมองว่าสุขภาพมิใช่เพียงการไม่มีโรคภัย แต่แท้ที่จริงคือการมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งกายกและใจไปพร้อม ๆ กัน  สมดั่ง พระราชดำรัสที่ว่า “จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง” สะท้อนถึงแนวคิดสุขภาวะองค์รวมที่พระองค์ทรงยึดถือและผลักดันเสมอมา ทรงตระหนักว่าการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ยังมีข้อจำกัดอีกมากมาย ทั้งด้านบุคลากรการแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ และความรู้ด้านสุขอนามัย ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงริเริ่มและสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

หนึ่งในพระราชกรณียกิจสำคัญคือการจัดตั้ง “หน่วยแพทย์พระราชทาน” ในปี พ.ศ. 2510 เพื่อให้บริการการแพทย์แก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม หน่วยแพทย์พระราชทานมิได้แค่เพียงให้การรักษาเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการแจกจ่ายยา ให้ความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างถูกต้อง และส่งเสริมการใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีสรรพคุณทางยา หน่วยแพทย์พระราชทานยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับระบบสาธารณสุขของรัฐ โดยส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทางไปยังโรงพยาบาลหลัก พร้อมทั้งเก็บข้อมูลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ในการวางแผนพัฒนาสุขภาพในระยะยาว

ยังมีโครงการเพื่อให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยพระองค์ทรงสนับสนุน “โครงการแพทย์ประจำหมู่บ้าน” ซึ่งเป็นการฝึกอบรมบุคคลในชุมชน ให้มีความรู้ด้านสุขภาพเบื้องต้น รวมถึงการใช้ยาอย่างปลอดภัย และการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพ พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย เช่น ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กระชายดำ และบัวบก ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุข แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ และส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่สืบต่อไป

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่แสนยิ่งใหญ่ที่พระราชทานต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ พระองค์ทรงก่อตั้ง “มูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อให้การดูแลทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อพระองค์ทรงพบราษฎรเจ็บป่วยก็จะทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมูลนิธิฯ ให้การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดหาเวชภัณฑ์ ยา และอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และผู้พิการ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งทางกายและจิตใจของผู้บาดเจ็บ และพิการด้วย

พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือในยามวิกฤตเสมอมา โดยพระราชทานยา เวชภัณฑ์ และพระราชทานกำลังใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในยามที่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ถึงแม้พระองค์ท่านจะทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ทรงพระชราภาพและยังทรงพระประชวร แต่พระองค์ยังทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ไม่เสื่อมคลาย จึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ เพราะทรงเห็นว่าหากบุคลากรการแพทย์ประสบปัญหาสุขภาพ จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติงานสำคัญของประเทศได้ผลดี

สมเด็จพระพันปีหลวงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมสมุนไพรไทยในระดับนโยบาย มีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์วิจัยสมุนไพรในหลายภูมิภาค เพื่อศึกษาสรรพคุณทางยา พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการใช้สมุนไพรในระบบสาธารณสุข ทรงส่งเสริมการปลูกสมุนไพรในชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านการดูแลสุขภาพเบื้องต้น และยังสร้างรายได้เสริมจากการแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น ยาหม่อง น้ำมันสมุนไพร และชาสมุนไพร

พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระพันปีหลวงมิได้เป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ หากแต่ยังเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ที่ยังคงส่องทางให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพและสาธารณสุขทุกระดับของประเทศไทย พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า “สุขภาพ” มิใช่เพียงเรื่องของการรักษาโรค แต่คือการดูแลชีวิตอย่างรอบด้าน ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ และเข้าถึง
ในฐานะผู้เขียนมีบทบาทในแวดวงสุขภาพและยา จึงขอน้อมนำแนวทางของพระองค์มาเป็นหลักในการทำงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ยาอย่างปลอดภัย การพัฒนานวัตกรรมเพื่อผู้ป่วย หรือการฟื้นฟูภูมิปัญญาสมุนไพรไทยเพื่อให้มีผลดีต่อระบบสุขภาพยั่งยืนของประเทศ

การสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ ด้วยการลงมือทำด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา ด้วยความเข้าใจในความทุกข์ของผู้ป่วย และด้วยความเชื่อมั่นว่า “สุขภาพที่ดีคือรากฐานของชีวิตที่มีคุณภาพ” ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ร่วมกันสืบสานงานต่อจากพระองค์ เพื่อให้น้ำพระทัยจากพระเมตตายังคงสว่างไสวในหัวใจของประชาชนไทยตลอดไป
ขอน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยจะดำเนินงานตามพระราชดำริของพระองค์ท่านตลอดไป

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.30 น.

กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนในประเทศไทย  ที่มีจำนวนมากที่สุดราว 4 ถึง 5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 56 ของคนไทยเชื้อสายจีน คือ “ชาวไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว” ซึ่งเป็นชาวฮั่นที่เป็นคนท้องถิ่นในเขตแต้จิ๋ว (เฉาโจวหรือเตี่ยซัว Chaozhou 潮州) ทางตะวันออกของมณฑลกวางตุ้ง (กว่างตง) ทางตอนใต้ของประเทศจีน  ส่วนใหญ่มาจากอำเภอ  เฉาอัน เฉาหยาง เฉิงห่าย ผู่หนิง เจ้หยาง และเหราผิง (Chaoan, Chaoyang, Chenghai, Puning, Chiehyang และ Jaoping) บริเวณใกล้ท่าเรือจางหลิน (Zhanglin) และเมืองซัวเถา (ซ่านโถว) 

ชื่อแต้จิ๋ว มาจากคำว่าเตีย (แต้) เป็นคำโบราณแปลว่า ทะเล กับคำว่า โจว (จิ๋ว) แปลว่าเมือง   ดังนั้น แต้จิ๋วจึงแปลว่า เมืองชายทะเล  ชาวจีนแต้จิ๋วรุ่นเก่า ๆ ที่อพยพมาเมืองไทยบางคนบอกว่าตนมาจากเมืองแต้จิ๋ว แต่คนรุ่นหลังจะเรียกชื่อใหม่คือ เตี่ยอัน ซึ่งเป็นชื่อที่ออกสำเนียงแต้จิ๋วของอำเภอเฉาอัน (Chaoan) สังกัดเทศบาลนครซ่านโถว (ซัวเถา)  รัฐบาลจีนได้ประกาศให้เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ในปี 2529 (1986)

เมืองแต้จิ๋วถูกขนาบข้างด้วยภูเขาและทะเลจีนใต้ มีพื้นที่ราบลุ่มเพาะปลูกน้อย มีความแออัดของประชากร และมักประสบภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมและภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง เมื่อประกอบกับความวุ่นวายทางการเมืองและสังคมในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 และ 25 เช่น สงครามฝิ่น และ การจลาจลไท่ผิง ชาวแต้จิ๋วจำนวนมากจึงตัดสินใจออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

การอพยพของชาวแต้จิ๋วนั้นกระจายไปทั่วโลก ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงประเทศอื่น ๆ อย่างแคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส

การอพยพของชาวจีนแต้จิ๋วมายังสุวรรณภูมิเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนของจีน หรือราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยมีการเดินทางเข้ามาค้าขายยังอาณาจักรสุโขทัยผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการอพยพเพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากปัจจัยภายในจีน เช่น ความยากจน ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งมีเชื้อสายแต้จิ๋วขึ้นครองราชย์ ทำให้ชาวจีนแต้จิ๋วจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังสยามด้วยความหวังและความเชื่อมั่น

เหตุผลสำคัญที่ชาวแต้จิ๋วเลือกมายังประเทศไทยคือการมีเรือสำเภาประจำทางระหว่างเมืองจีนกับสยาม และนโยบายเปิดประเทศของสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งมีการผูกสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนอย่างแน่นแฟ้น รวมถึงนโยบายที่ไม่เข้มงวดในการตั้งถิ่นฐานของผู้คนจากต่างแดน เพราะสยาม ที่ต้องการแรงงานจีนมาช่วยพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านการขุดคลอง  สร้างทางรถไฟ   สร้างถนน และการค้าขาย  การเดินทางส่วนใหญ่ของคนจีนมาสยามนั้นทำโดยทางเรือเดินทะเล  โดยใช้เส้นทางจากท่าเรือซัวเถา (汕头) ในมณฑลกวางตุ้งผ่านจุดพักต่างๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย  เวียดนาม อินโดนีเชีย  ก่อนมาถึงท่าเรือที่กรุงเทพฯ การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยอันตรายจากโจรสลัดและพายุ  คนจีนบางส่วนขึ้นฝั่งที่จังหวัดชายทะเลเช่น ชลบุรี  จันทบุรี  ฉะเชิงเทรา

เมื่อมาถึงเมืองไทย ชาวแต้จิ๋วส่วนใหญ่เริ่มต้นชีวิตใหม่ จากเสื่อผืนหมอนใบ ด้วยการเป็นแรงงานกรรมกรแบกกระสอบข้าวสาร และค้าขาย เริ่มจากของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามตลาดสด ไปจนถึงการเปิดร้านค้าของตัวเอง อาชีพที่โดดเด่นคือการค้าข้าว ค้าเกลือ ค้าทองคำ  และการจับสัตว์น้ำทางทะเล เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านการเดินเรือ  นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวแต้จิ๋วยังประกอบอาชีพช่างฝีมือ เช่น ช่างเย็บผ้า ช่างทำเครื่องเงินเครื่องทอง    ช่างแกะสลัก และขายอาหาร

แหล่งที่อยู่สำคัญของชาวจีนแต้จิ๋วในประเทศไทยคือกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง เยาวราช บางรัก  ตลาดพลู คลองเตย และคลองสาน นอกจากนี้ยังกระจายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง เช่น นครสวรรค์  ชลบุรี ระยอง จันทบุรี สงขลา(หาดใหญ่)  สุราษฎร์ธานี  ภูเก็ต  พังงา  ตรัง เชียงใหม่ เชียบราย นครสวรรค์  ลำปาง  โดยเฉพาะการค้าขายของชำ   ข้าวสาร ผ้า เครื่องใช้ และอาหารแห้ง ต่อมาได้ขยายไปสู่อุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โรงสีข้าว โรงงานผลิตสินค้า และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่ชาวจีนแต้จิ๋วชื่นชอบคือความมั่นคง ความขยัน และการรักษาประเพณีดั้งเดิม พวกแต้จิ๋วให้ความสำคัญกับครอบครัว การศึกษา และการสืบทอดวัฒนธรรมผ่านรุ่นสู่รุ่น ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ชอบคือความฟุ่มเฟือย ความไม่ซื่อสัตย์ และการละเลยต่อบรรพบุรุษ   ชาวแต้จิ๋วมีลักษณะนิสัยที่โดดเด่นคือความขยันหมั่นเพียร รอบคอบ และมีทักษะในการค้าขาย ให้ความสำคัญกับการศึกษา การออม และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดี ชาวแต้จิ๋วมีจิตใจเมตตา ชอบทำบุญทำทาน และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนในชุมชน   ชอบรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม ชอบการแสดงงิ้วจีน ร้องเพลงพื้นบ้าน เล่นเครื่องดนตรีจีน ชาวแต้จิ๋วยังคงรักษาประเพณีการกราบไหว้บรรพบุรุษและการทำบุญตามวันสำคัญต่างๆ

ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบความสิ้นเปลือง การฟุ่มเฟือย และการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเล่นการพนันยกเว้นการเล่นไพ่ในโอกาสพิเศษ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่เชื่อถือได้ หรือไม่รักษาคำมั่นสัญญา    พวกแต้จิ๋วชอบหลีกเลี่ยงการขัดแย้งโดยตรงและชอบแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา การประนีประนอม และการหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ชาวแต้จิ๋วไม่ชอบการทำลายประเพณีหรือการไม่เคารพผู้ใหญ่

บุคคลสำคัญเชื้อสายแต้จิ๋วในประเทศไทยมีอยู่มากมาย เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และตระกูลดังในแวดวงธุรกิจ เช่น ตระกูลล่ำซำ (ธุรกิจธนาคาร ประกันภัย), ตระกูลโสภณพนิช (ธุรกิจธนาคาร  โรงพยาบาล ), ตระกูลเตชะไพบูลย์ (ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร), ตระกูลเจียรวนนท์ (ธุรกิจเกษตร อาหาร โทรคมนาคม )

ในด้านประเพณี ชาวจีนแต้จิ๋วยังคงรักษาพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น การไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน การจัดงานกงเต๊กเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ และการถือศีลกินเจในเดือนเก้าตามปฏิทินจีน นอกจากนี้พวกแต้จิ๋วยังนิยมเข้าวัดไทยและร่วมกิจกรรมทางศาสนาอย่างกลมกลืนกับคนไทยทั่วไป

อาหารแต้จิ๋วยอดนิยม ได้แก่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา  ข้าวต้มปลา หมูกรอบ  หอยทอด  โจ๊ก  ขนมจีบ ซาลาเปา   เป็ดพะโล้ หอยจ๊อ  แฮ่กึ๊น ข้าวขาหมู

เขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วมิได้มีขอบข่ายอยู่เฉพาะเมืองแต้จิ๋ว เมื่อครั้งที่แต้จิ๋วยังเป็นมณฑลมีอำเภออยู่ในสังกัด อำเภอเหล่านั้นก็ล้วนเป็นเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋วและเป็นบริเวณที่คนไทยเคยได้ยินชื่อคุ้นหูทั้งสิ้น เช่น เท่งไห้ ซัวเถา โผ่วเล้ง ฯลฯ อำเภอเฉิงห่าย หรือเท่าไห้เป็นอำเภอสำคัญ เพราะได้มีท่าเรือใหญ่เกิดขึ้นที่นี่ในต้นราชวงศ์หมิง (คริสตวรรษที่ 15 ) ชื่อว่าจางหลินหรือจึงลิ้ม ชาวแต้จิ๋วที่อพยพมาเมืองไทยในช่วงแรก ๆ ล้วนลงเรือที่ท่าจางหลิน ในสมัยต่อมาเมื่อมีการเปิดท่าเรือที่เมืองซัวเถาหรือซานโถว (Shantou) ชาวแต้จิ๋วจึงออกเดินทางจากท่าเรือซัวเถา เมืองซัวเถากลายเป็นศูนย์กลางของเขตวัฒนธรรมแต้จิ๋ว และยังเป็นมาจนทุกวันนี้

ลักษณะและกระบวนการอพยพ

เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพลงเรือสำเภาหัวแดงจากท่าเรือจางหลินแล้วก็จะมาขึ้นเรือที่กรุงเทพฯ ที่ท่าน้ำใกล้สำเพ็ง บางกลุ่มอาจจะไปขึ้นเรือที่ฉะเชิงเทรา หรือบางปลาสร้อย (ชลบุรี) หรือจันทบุรี เรือสำเภาจีนที่ใช้เดินสมุทรต้องมีขนาดใหญ่ถึง 3 เสากระโดงขึ้นไป ถ้าเป็นเรือหัวเขียวจะเป็นเรือจากมณฑลฟูเกี้ยน ส่วนเรือหัวเเดงมาจากมณฑลกวางตุ้ง ที่ทาสีต่างกันก็เพื่อให้สะดวกในการเรียกเก็บภาษีและการตรวจค้นทางทะเล เรือเหล่านี้มักมีระวางบรรทุกเฉลี่ย 350 ตัน เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพมาเมืองไทยมากขึ้น ก็ได้ใช้ไม้ที่เมืองไทยต่อเรือสำเภา เรือที่ต่อในเมืองไทยได้ชื่อว่าถูกและคงทน เรือสำเภาเหล่านี้แล่นลงสู่ทะเลใต้ (หนานหยาง) เพื่อทำการค้าขายกันประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในระยะที่ยังไม่มีเรือกลไฟนั้น การเดินทางจากจางหลินมายังประเทศไทยใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือนส่วนใหญ่การเดินทางจะเป็นไปในลักษณะเรือใบสำเภาขนสินค้าเช่นข้าว จากประเทศไทยมายังประเทศจีนแล้วขนคนจีนไปยังประเทศไทย และก็มีสินค้าจากจีนส่งไปขายที่ประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะผ้าไหม ชาและผักดองเค็มต่างๆ

พวกแต้จิ๋วได้ชื่อว่าเดินเรือเก่งและต่อเรือเก่งมานานแล้ว จึงเข้าดำเนินกิจการค้าสำเภาซึ่งเป็นวิถีทางเดียวของการอพยพ การเดินเรือสมัยนั้นต้องเป็นไปตามฤดูกาล กล่าวคือ อาศัยลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในการเดินทางจากจีนมาไทย ระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน ส่วนการเดินทางไปจีนก็ต้องอาศัยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งจะพัดระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมอัตราค่าโดยสารจากจางหลินมากรุงเทพฯ เป็นเงิน 6 เหรียญสเปน และเมื่อผู้มารับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ เขาจะได้ค่าจ้างประมาณเดือนละ 3-4 เหรียญสเปน เงินเหล่านี้จะถูกหักไปชดใช้เป็นค่าโดยสาร

เฉินต๋า ได้บรรยายสภาพของการเดินทางเรือสำเภาของชาวจีนผู้หนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2413  ไว้ดังนี้

 “เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กชาย หมู่บ้านของเรามีเรือสำเภาเดินทะเลแปดลำ ในการเดินทางลงไปทางใต้ เรือสำเภาเหล่านี้มักไปยังกรุงเทพฯ บรรทุกถั่ว ชา และไหม เป็นสินค้าที่สำคัญเรือสำเภาลำใหญ่ที่สุดบรรทุกผู้โดยสารกว่าสองร้อยคน ผู้โดยสารคนหนึ่งๆ มักจะนำไหน้ำซึ่งทำในท้องถิ่น พร้อมกับเสื้อใส่หน้าร้อนสองชุด หมวกฟางกลม ๆ หนึ่งใบ และเสื่อฟางหนึ่งผืนติดตัวมาด้วย การเดินทางจากซัวเถามากรุงเทพฯ กินเวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ก้าวลงเรือสำเภาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากภาวนาสวรรค์ให้เราเดินทางตลอดรอดฝั่งโดยปลอดภัย”

การเดินทางเป็นไปด้วยความกันดารและลำบาก ชาวแต้จิ๋วอพยพไม่น้อยที่ล้มตายไป เพราะความอดอยาก ส่วนใหญ่ผู้อพยพจะถูกจัดให้อยู่บนดาดฟ้าเรือเพราะท้องเรือใช้บรรทุกสินค้าจนเต็ม ผู้อพยพจึงต้องตากแดดตากลมตลอดทาง และมักขาดอาหารและน้ำเพราะการเดินทางกินเวลานาน

เนื่องจากมีความต้องการแรงงานสำหรับการเกษตรและการก่อสร้างในไทย ผู้อพยพชาวแต้จิ๋วเหล่านี้จึงพากันเดินทางมาหางานกันเป็นจำนวนมาก ครอฟอร์ด กล่าวว่า “ผู้โดยสารเป็นสินค้าเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดจากเมืองจีนมายังสยาม” ประมาณว่ามีชาวจีนจำนวนประมาณ7,000 คน อพยพมายังประเทศไทยในแต่ละปี  เมื่อถึงปีพ.ศ. 2392  ซึ่งเป็นปีก่อนสุดท้ายของรัชสมัยรัชกาลที่ 3 มัลลอคได้ประมาณว่ามีชาวจีนอยู่ในประเทศไทยถึง 1 ล้าน 1 แสนคน ในขณะที่ประชากรทั้งหมดของไทย ขณะนั้นมีประมาณ 3,653,150 คน  เมื่อหมอบรัดเลย์ไปเยือนเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออกในปี พ.ศ. 2379  ก็ได้กล่าวไว้ว่าจันทบุรีและบริเวณใกล้เคียง “แผ่นดิน..เกือบจะเต็มไปด้วยจีนแต้จิ๋ว (ผู้ซึ่ง) ..ปลูกอ้อย พริกไทย และยาสูบเป็นส่วนใหญ่” ชาวแต้จิ๋วได้ขยับขยายขึ้นไปตั้งหลักแหล่งถึงจังหวัดตากและเชียงใหม่ในกลางพุทธตวรรษที่ 24 เพราะความดึงดูดทางการค้าที่เชื่อมโยงยูนนาน พม่า และลาว ถึงแม้ชาวจีนไหหลำจะเป็นกลุ่มแรกที่เสี่ยงภัยออกไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเมืองในชนบทต่าง ๆ ก็ตามแต่หลังจากที่ได้มีการสร้างเส้นทางคมนาคมแล้ว ชาวแต้จิ๋วก็ขยับขยายไปตั้งหลักแหล่งในเมืองเหล่านั้นบ้าง และในที่สุดก็ช่วงชิงบทบาททางการค้าจากชาวไหหลำ

หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว ชาวแต้จิ๋วต่างก็มีโชคชะตาที่ต่างกันไป บางคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้กลายเป็นเจ้าสัวฝังรกรากอยู่ในเมืองไทยตลอดมา บางคนหลังจากทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยระยะหนึ่งก็กลับคืนไปสู่บ้านเกิดเมืองนอน และบางคนที่โชคร้าย มีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญและตายไปในเมืองไทยเสมือนไร้ญาติขาดมิตร ชาวแต้จิ๋วจึงมีคำกล่าวเล่นๆ ที่เรียกว่า ซาซัว หรือซัวสามประการ ประการแรกได้แก่ จ๊อซัว หมายถึงการเป็นเจ้าสัว คือคนกลุ่มแรกที่กล่าวมาแล้ว ประการที่สองได้แก่ตึ่งซัว หมายถึงการได้กลับไปเมืองจีน คือคนกลุ่มที่สอง และประการสุดท้ายได้แก่ งี่ซัว หมายถึง สุสานวัดดอน คือการถูกฝังเป็นผีไม่มีญาติอยู่ในสุสานใหญ่ของชาวแต้จิ๋วในวัดดอนกุศล ยานนาวา

โดย อาทร จันทวิมล

ขอบคุณภาพ wikipedia

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

ตะลอนเที่ยว : สัตยาพาลี เสียชีพอย่าเสียสัตย์

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 09.15 น.

“ไม่มีใครดูโขน แม่จะดูเอง” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงกล่าวไว้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว แล้วบัดนี้โขนก็ได้กลับมาเป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติที่เห็นคุณค่าของโขน จนทำให้โขนได้ถูกขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติที่จับต้องไม่ได้ โดย UNESCO เมื่อปี 2561 เพราะโขนเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยที่รวบรวมเอาภูมิปัญหาสารพัดแขนงไปรวมไว้ในการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็นบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ท่าร่ายรำ บทพากษ์ บทร้อง บทเจรจา ดนตรี พัสตราภรณ์ ศิราภรณ์ ฉาก และเครื่องประกอบฉาก รวมถึงระบบแสง สี และเสียง เป็นต้น 


บัดนี้ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเป็นการแสดงประจำปีที่ผู้คนต่างเฝ้ารอเฝ้าคอยจะได้รับชมอย่างใจจดใจจ่อ เพราะได้ตระหนักแล้วถึงความงดงามของศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย โดยปีนี้จัดการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสัตยาพาลี ระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน ถึง 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่พระราชทานทั้งพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และพระราชทานทุกสิ่ง ทั้งพระราชดำริ และทรงสนับสนุนความรู้ด้านเทคนิกทันสมัยให้กับครูช่างที่ทำงานเกี่ยวกับโขน เพื่อให้โขนไทยมีความทันสมัย ผสมผสานไปกับคุณค่าของภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษ จนบันนี้โขนได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งสมดังพระราชดำริ จนกล่าวได้ว่า ในยุคนี้ หากใครก็ตามที่มีโอกาสเข้าชมโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แล้วพลาดการชม ก็นับได้ว่าน่าเสียใจอย่างที่สุด 


และในโอกาสนี้ ขอเล่าเรื่องย่อตอนสัตยาพาลีให้ทราบโดยสังเขป พระอิศวรทรงปูนบำเหน็จความชอบแก่พญากากาศ ที่ช่วยชะลอเขาพระสุเมรุที่เอนทรุดให้กลับตั้งตรงได้ โดยพระราชทานนามว่าพญาพาลีธิราช แล้วพระราชทานตรีเพชรสุรกานต์เป็นอาวุธประจำกาย และยังพระราชทานพรว่า เมื่อต่อสู้กับศัตรูรายใดก็ตาม ให้ได้กำลังจากศัตรูแบ่งมาสมทบครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงออกพระโอษฐ์ทรงฝากผอบบรรจุนางเทพดาราไปพระราชทานแก่สุครีพน้องชาย แต่พระนารายณ์ซึ่งเข้าเฝ้าฯ อยู่ด้วยทรงทูลทัดทานว่าไม่ควรฝากสตรีงามไปกับบุรุษ เกรงจะไม่ถึงมือสุครีพ ดังเทวะประสงค์ เมื่อพาลีได้ยินจึงกล่าวถวายสัตย์สาบาน ว่าหากตนคิดทรยศน้องชาย ขอให้ตายด้วยศรพระนารายณ์ ว่าแล้วจึงเหาะนำผอบกลับไปเมืองขีดขิน เมื่อไปถึงเมือง พาลีก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดด้วยความสงสัยว่านางในผอบจะงดงามสักเพียงใด จึงเปิดออกดูและเห็นความงามของนางเทพดารา ทำให้ลืมคำสัตย์สาบานต่อพระนารายณ์ พาลีเล้าโลมเกี้ยวพานจนได้นางเทพดาราเป็นชายา กล่าวถึงทรพีควายผู้ลูกทรพากับนางนิลากาสร ซึ่งได้ลอบไปคลอดในถ้ำฝากเทวดาช่วยพิทักษ์เลี้ยงดู เป็นเหตุให้ทรพีมีฤทธิ์จิตหยาบช้า คอยวัดรอยเท้าทรพาพ่อของตนจนเติบโตเท่าบิดา จึงไปสู้รบแล้วฆ่าบิดาตาย ทรพียิ่งกำเริบมากขึ้น จนไปท้าพระอิศวรรบถึงวิมานบนเขาไกรลาส พระอิศวรให้ลงไปสู้กับพาลีแล้วสาปให้ตายด้วยฤทธิ์ของพาลี เมื่อพาลีถูกทรพีมาท้าทาย ก็สังเกตว่าทรพีมีฤทธิ์และกำลังผิดธรรมดา จึงออกอุบายให้ไปสู้รบในถ้ำแล้วสั่งสุครีพน้องชายให้หมั่นพาไพร่พลมาตรวจดูหน้าถ้ำ ถ้าเห็นเลือดข้นไหลออกมา หมายความว่าตนมีชัยชนะ แต่ถ้าเลือดใสหมายความว่าตนสิ้นชีวิต ให้รีบขนหินมาปิดปากถ้ำอย่าให้ทรพีออกมาได้ สั่งแล้วก็เข้าไปรบกับทรพีในถ้ำ สู้กันอยู่นานไม่อาจชนะได้ พาลีสงสัยว่าคงมีเทวดาคอยรักษากายจึงร้องถามแต่ทรพีควายอกตัญญูมิได้รู้คุณเทวดา กลับตอบว่าเก่งด้วยตนเองโดยไม่มีเทวดาช่วยเหลือ เมื่อสิ้นคำทำให้เทวดาต่างพากันออกจากกาย ทรพีจึงถูกพาลีสังหาร แต่ขณะนั้นบังเกิดฝนตกหนักลงมาชะล้างเลือดทรพีที่มีสีข้นให้กลายเป็นเลือดใส เมื่อสุครีพมาเห็นก็ตกใจและเสียใจคิดว่าพาลีตายจึงสั่งพลลิงขนหินมาปิดปากถ้ำ


เมื่อพาลีเห็นปากถ้ำถูกปิด ก็โกรธจัด คิดว่าสุครีพผูกใจเจ็บโกรธแค้นจึงต้องการฆ่าตน เพราะเรื่องนางเทพดารา จึงตัดหัวทรพีขว้างทำลายหินที่ปิดปากถ้ำ แล้วออกมาไล่สู้รบกับสุครีบ แล้วขับไล่สุครีพออกจากเมืองโดยไม่ฟังเหตุผล สุครีพหนีไปในป่าจนได้พบหนุมานหลานชาย หนุมานพาไปเฝ้าพระราม และพระลักษมณ์ สุครีพกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระรามรำลึกถึงคำพาลีที่เคยถวายสัตย์สาบาน จึงให้สุครีพไปท้ารบเพื่อจะแผลงศรสังหาร เมื่อสุครีพล่อพาลีออกมาต่อสู้บนท้องฟ้า พระรามจึงแผลงศรพรหมาสตร์หมายจะสังหาร แต่พาลีสามารถจับลูกศรไว้ได้ แล้วเหาะลงมาด่าทอบริภาษพระราม แต่แล้วก็ได้เห็นพระรามว่าคือพระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงกล่าวทวงสัตย์สาบาน พาลีจึงสำนึกผิดกราบทูลถวายชีวิต แล้วฝากสุครีพพร้อมพลวานรเป็นข้าของพระราม แล้วสั่งสอนสุครีพจนเสร็จสิ้น ก็ใช้ลูกศรปักตัวเองถึงแก่ความตาย

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเหล่าหมีออกจากป่า มาไล่ทำร้ายคนทั่วญี่ปุ่น !?!

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

พาดหัวเสียยังกับซีรีส์สยองขวัญ แต่เรื่องที่ผู้คนในญี่ปุ่นวิตกกังวลกันมากที่สุดในตอนนี้ เห็นจะเป็นเรื่องของหมีที่ออกจากป่ามาทำร้ายคนซึ่งเกิดขึ้นถี่ยิบในปี 2025 จนเป็นสถิติใหม่ ทั้งในแง่ของจำนวนเหตุการณ์ รวมถึงยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

จริง ๆ แล้ว ในปี 2023 เคยถูกบันทึกว่าเป็นปีที่หมีออกมาทำร้ายคนมากที่สุดในญี่ปุ่น ปีนั้นมีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 54 คน แต่ปี 2025 นี้ถือเป็นปี ‘หมีดุ’ อย่างแท้จริง เพราะตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ญี่ปุ่นเริ่มนับเป็นปีงบประมาณปีนี้ จนถึงปลายเดือนตุลาคม ระยะเวลาแค่ 7 เดือน มีคนในญี่ปุ่นถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10-12 ราย บาดเจ็บอีกมากกว่า 100 คน ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกในปีงบประมาณ 2006 ขณะที่การพบเห็นหมีเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เป็นมากกว่า 8,000 ครั้ง ท่ามกลางเหตุการณ์หมีบุกทำร้ายคนที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

เหตุการณ์หมีทำร้ายคน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่แถบเทือกเขาสูงอย่างจังหวัดอากิตะ  และจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นเกาะเหนือสุดของญี่ปุ่น โดยเหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 ต.ค.) ชายวัย 38 ปีถูกหมีทำร้ายเสียชีวิตในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดอากิตะ ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ เฉพาะในจังหวัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นแห่งนี้ มีผู้เสียชีวิตจากการถูกหมีทำร้ายแล้ว 3 คน บาดเจ็บอีก 53 คน ไม่ใช่จำนวนที่ธรรมดาเลย

สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นที่ในสัปดาห์นี้ เคนตะ ซูซูกิ ผู้ว่าการจังหวัดอากิตะ ต้องเดินทางเยือนกระทรวงการป้องกันประเทศในกรุงโตเกียว เพื่อมอบจดหมายขอความช่วยเหลือแก่ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดังกล่าว เพื่อขอร้องให้ทหารและฝ่ายความมั่นคงช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่จัดการหมี เนื่องจากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เทศบาลต่าง ๆ ในจังหวัดอากิตะได้ร่วมมือกับกลุ่มล่าสัตว์เพื่อจับหมี แต่หมีกลับปรากฏตัวบ่อยครั้งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และออกอาละวาดจนสถานการณ์ตอนนี้ก็หนักหนาเกินกว่าที่เทศบาลจะรับมือได้ด้วยตัวเอง ซึ่งทางนายโคอิซูมิบอกว่า ทางกระทรวงฯ และกองกำลังป้องกันประเทศ จะใช้ขีดความสามารถและอำนาจอย่างเต็มที่ในการทำงานร่วมกับทางการจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว

ล่าสุด ทหารจากกองกำลังป้องกันตนเอง ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอากิตะ เพื่อเริ่มการฝึกยุทธวิธีในการจับหมีร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างทักษะที่ทหารเหล่านี้อาจยังไม่เคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้พร้อมสนับสนุนทีมในท้องถิ่นในการออกลาดตระเวนและป้องกันหมีออกมาทำร้ายผู้คน ซึ่งคาดดว่าน่าจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากนี้ เพราะฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงที่หมีลงมาหากินมากที่สุด ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ มีสิทธิ์ที่ปีนี้ จะเกิดเหตุหมีทำร้ายคนมากกว่าปี 2023 ถึงสองเท่าเลยทีเดียว

ว่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เหตุการณ์หมีทำร้ายคนในญี่ป่นเพิ่มมากขึ้น หลักๆ มาจากจำนวนหมีที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับประชากรในพื้นที่ชนบท ทำให้พื้นที่รกร้างและทุ่งหญ้าที่ไม่ได้ดูแลเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้หมีเข้ามาใกล้เมืองได้ง่าย เขตเมืองมีผลไม้และขยะเป็นแหล่งอาหารง่ายๆ มีหลายกรณีที่หมีเข้ามาหาอาหารในพื้นที่เพาะปลูก เขตชุมชน หมู่บ้าน หรือแม้แต่ภายในบ้านเรือน ในอย่างน้อยสองเหตุการณ์ หมีได้บุกเข้าไปหาอาหารถึงในซูเปอร์มาร์เก็ต ปัญหาประชากรสูงอายุของญี่ปุ่นที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ยังทำให้ประเทศมีนักล่าที่มีใบอนุญาตน้อยลง ยิ่งทำให้การควบคุมหมีทำได้ยากขึ้น

ผลสำรวจจาก NHK สื่อสาธารณะในญี่ปุ่น พบว่า ราวร้อยละ 70 ของเหตุหมีทำร้ายคนในญี่ปุ่น เกิดขึ้นใกล้กับพื้นที่ที่ประชาชนใช้ทำกิจกรรมประจำวัน หมีอย่างน้อย 44 ตัว หรือร้อยละ 68 ทำร้ายคนในพื้นที่ที่มีมนุษย์อยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม โดยจากการศึกษาพบอีกว่า 33 เหตุการณ์ มีอาหารหรือสิ่งของทางการเกษตรที่ดึงดูดหมีได้อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ

ที่สำคัญ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมีดูเหมือนจะไม่กลัวมนุษย์เหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยหมีดำญี่ปุ่น (ツキノワグマ – Tsukinowaguma) พบได้ทั่วไปในหลายพื้นที่ของประเทศ มีน้ำหนักได้สูงสุด 120 กิโลกรัม ขณะที่หมีสีน้ำตาลบนเกาะฮอกไกโด (Ussuri Brown Bear (ヒグマ ) หรือ Higuma อาจหนักได้ถึง 200-300 กิโลกรัม หมีเหล่านี้ไม่เคยถูกยิงหรือมีประสบการณ์ถูกคนไล่ จึงไม่กลัวคน วิธีป้องกันแบบเดิม เช่น สะพายกระดิ่งป้องกันหมี หรือฉีดสเปรย์ไล่หมี ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว มิหนำซ้ำ ผลผลิตถั่วบีชที่เป็นอาหารหลักของหมีในป่า คาดว่าจะต่ำในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจทำให้หมีออกมาหากินในเขตที่อยู่อาศัยของประชาชนมากขึ้น

นาโอกิ โอนิชิ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ แนะนำให้ประชาชนในพื้นที่ที่พบเห็นหมีบ่อยครั้งเฝ้าระวังตลอดจนถึงเดือนธันวาคม โดยเสริมว่าควรหลีกเลี่ยงการเดินเล่นช่วงเช้ามืดและช่วงหัวค่ำ โดยเฉพาะช่วงเวลา 04.00-06.00 น. และ 17.00 น.-19.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเสี่ยงอันตรายจากหมีมากที่สุด เพราะมันจะออกหากินในช่วงดังกล่าว แนะนำผู้คนควรใช้ยานยนต์ในช่วงตอนกลางคืน แม้ว่าจะไปร้านสะดวกซื้อในละแวกใกล้เคียงก็ตาม พร้อมทั้งชี้ว่ามีรายงานการพบเห็นหมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งจำนวนประชากรลดลงและมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

ส่วนข้อแนะนำอื่นๆ ที่ผู้คนในโลกออนไลน์เสนอแนะ รวมถึงหลีกเลี่ยงการเดินทางหรือเดินป่าลำพัง ควรไปกันเป็นหมู่คณะ ส่งเสียงคุยกันดังๆ หรือพกกระดิ่ง ร้องเพลง เป่าปี่ ตบมือ เคาะไม้ ทำให้เกิดเสียงอะไรก็ได้ ให้หมีรู้ว่ามีมนุษย์อยู่แถวๆ นี้

หากเผชิญหน้ากับหมีแบบจังๆ ในระยะประชิด หรือต่ำกว่า 20 เมตร สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือหันหลังวิ่งหนี เพราะจะเป็นการกระตุ้นสัญชาติญาณนักล่าของหมีป่า แต่ควรอยู่นิ่งๆ ทำร่างกายให้ดูตัวใหญ่ พูดช้าๆ เสียงดังฟังชัดให้หมีได้ยิน (อันนี้เป็นคำแนะนำจริงๆ นะ) ว่าเราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อาหาร ก่อนจะค่อยๆ เดินเลี่ยงไปจากหมี อาจจะถอยหลังหรือเลี่ยงไปทางด้านข้าง หากจวนตัวจริงๆ ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันที่พกติดตัว เช่น สเปรย์กันหมี หรือクマ撃退スプレー เป็ยสเปรย์พริกไทยเข้มข้นที่มีคาพไซซิน หรือสารเผ็ดจากพริก เวลาหมีเข้ามาใกล้ก็ใช้สเปรย์พ่นใส่ตา จมูก ปาก เพื่อให้มันแสบจนถอยหนี

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นบอกว่า หมีในญี่ปุ่นพวกนี้ฉลาดเป็นกรด ล่ากวางและสัตว์อื่นได้สบาย แถมวิ่งได้เร็ว 40–60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่า ยูเซน โบลต์ ด้วยซ้ำ! อีกทั้งยังวิ่งบนทางชันได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เจอหมีจึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อจัดการปัญหานี้ ทั้งการส่งทหารออกช่วยทางการท้องถิ่นหลายจังหวัดในการล่าหมีจับหมี เตรียมแก้ไขกฎหมายให้ตำรวจพกปืนอานุภาพอย่างไรเฟิล แก้กฎหมายให้ใช้ปืนล่าสัตว์แบบฉุกเฉินในเมืองได้ เพื่อป้องกันภัยต่อชีวิตมนุษย์ และเพิ่มจำนวนนักล่าหมีในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น ส่วนมาตรการระยะยาว ต้องควบคุมจำนวนหมีในป่ารอบเมือง สร้างพื้นที่กันชนระหว่างเมืองกับป่า ใช้รั้วไฟฟ้า ตัดหญ้าถางพงที่รกร้างตามพื้นที่ชานเมืองติดกับพื้นที่ป่า เก็บผลไม้และขยะอย่างเข้มงวด ขณะที่ทางการท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ ต้องเพิ่มความเป็นมืออาชีพมากขึ้นในการจัดการกับปัญหาหมีออกอาละวาดทำร้ายคน

เพราะนี่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในท้องถิ่น แต่เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ

ดาโน โทนาลี

Science Update : จีนเตรียมส่ง ‘หนูทดลอง’ ไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศ

Science Update : จีนเตรียมส่ง ‘หนูทดลอง’ ไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศ

Science Update : จีนเตรียมส่ง ‘หนูทดลอง’ ไปเลี้ยงบนสถานีอวกาศ

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน (CMSA) เผยว่า ทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-21 (Shenzhou-21) จะดำเนินการทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยใช้หนูทดลอง ระหว่างอยู่บนสถานีอวกาศจีนในวงโคจร โดยหนูจำนวน 4 ตัว แบ่งเป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว จะถูกส่งขึ้นไปพร้อมยานอวกาศเสินโจว-21 เพื่อเลี้ยงในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนวงโคจร เป็นครั้งแรกที่จีนจะทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์ฟันแทะในอวกาศ การศึกษาจะเน้นตรวจสอบผลกระทบของสภาพแวดล้อมอวกาศที่มีต่อพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้ เช่น สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง และพื้นที่ปิด

จากนั้น ยานอวกาศจะนำหนูเหล่านี้กลับมายังโลก และจะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเพื่อสำรวจการตอบสนองต่อความเครียดและการเปลี่ยนแปลงเชิงปรับตัวของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของหนูในสภาพแวดล้อมอวกาศ

ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมเสินโจว-21 มีกำหนดเดินทางสู่ห้วงอวกาศจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ตอน 23.44 น. ของวันศุกร์ (31 ต.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง โดยประกอบด้วยทีมนักบินอวกาศ 3 คน ได้แก่ จางลู่, อู่เฟย และจางหงจาง ซึ่งระหว่างที่อยู่ในวงโคจรนาน 6 เดือน ทีมลูกเรือจะดำเนินโครงการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการประยุกต์ใหม่รวม 27 โครงการ

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

Health News : ‘ดื่มไว’ เพิมเสี่ยงอันตรายจากแอลกอฮอล์

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาระยะยาวจากศูนย์วิจัยยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติมหาวิทยาลัยนิวเซาธ์เวลส์ของออสเตรเลีย พบว่า วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์เร็วตั้งแต่อายุ 12 ปี เสี่ยงเผชิญอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นสูงขึ้นมาก

การศึกษานี้ติดตามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของวัยรุ่นชาวออสเตรเลียมากกว่า 900 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่ายิ่งวัยรุ่นเริ่มต้นเป็นนักดื่มก่อนอายุ 18 ปี ซึ่งเป็นอายุขั้นต่ำที่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามกฎหมาย ยิ่งเสี่ยงดื่มหนักและได้รับอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นสูงขึ้น

วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์ตอนอายุ 12 ปี มีแนวโน้มจะดื่มหนักเป็นระยะเพิ่มขึ้นและเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มตอนอายุ 18 ปี โดยวัยรุ่นที่เริ่มดื่มเร็วมีแนวโน้มดื่มหนักเป็นระยะทุกเดือนภายในอายุ 20 ปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เช่น ดื่มอย่างน้อย 4 แก้ว และเสี่ยงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าผู้เริ่มดื่มตอนอายุ 18 ปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 73

นอกจากนั้น วัยรุ่นที่เริ่มต้นดื่มแอลกอฮอล์เร็วยังเสี่ยงเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด และมีอาการผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงอันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ไม่ว่าดื่มในปริมาณเท่าใด ซึ่งสวนทางกับสมมติฐานที่ว่าแค่จิบหรือชิมเป็นครั้งคราวภายใต้การดูแลของผู้ปกครองนั้นไม่เป็นอันตราย

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Nordic Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม และมีเวลาหลายวัน หลังจากเยี่ยมเยือนตลาด ห้างสรรพสินค้า และพระราชวังแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจไปเยือนก็คือ Nordic Museum หรือ Nordiska Museet ในภาษาถิ่น มิวเซียมที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพื่ออุทิศให้กับงานด้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ของสวีเดนนี้ไว้ใช้เก็บของสะสมตั้งแต่สมัยต้นยุคของสวีเดนในปี 1520 ดั้งเดิมนั้นมิวเซียมที่ถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1873 และถูกเรียกว่า Scandinavian Ethnographic Collection แต่ต่อมาในปี 1880 รัฐบาลได้เปลี่ยนชื่อเป็น Nordiska Museet นี้มีผู้ก่อตั้งที่ชื่อ Artur Hazelius ครูและนักนิทานพื้นบ้านชาวสวีเดนที่ต่อมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของมิวเซียม เขาได้ซื้อและรับบริจาคเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า ของเล่นชาวนาจากในสวีเดนและประเทศรอบ ๆ เพื่อมาจัดแสดง เมื่อมิวเซียมเริ่มประสบความสำเร็จ เขาก็ซื้อและรับบริจาคของจากคหบดี และคนทั่วไปเพื่อให้มิวเซียมมีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากที่นี่แล้ว เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Open Air Museum ที่ Skansen ด้วยโดยรับบริจาคอาคารมาประกอบใหม่เลยทีเดียว

แม้ว่าในช่วงแรกเงินที่ Artur Hazelius นำมาใช้ในมิวเซียมมีเพียงเงินส่วนตัว แต่ภายหลังเขาก็เริ่มได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐมากขึ้น ในปี 1898 เขาได้รับเงินสนับสนุนจาก The Society for the promotion of the Nordic Museum ที่มีสมาชิกมากถึง 4 พันกว่าคน ในปี 1891 รัฐบาลก็ให้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1900 อาคารปัจจุบันที่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 19 ปีและถูกออกแบบโดย Isak Gustaf Clason สถาปนิกและวิศวกรชาวสวีเดนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1907 ดั้งเดิมนั้น อาคารแห่งนี้ตั้งใจให้ถูกออกแบบเพียงแค่ไว้ใช้จัดงาน Stockholm Exposition ในปี 1897 แต่ได้ขยายต่อเติมเพิ่มพื้นที่อีกถึง 3 เท่าจนมีขนาดเท่าปัจจุบัน ส่วนของอาคารที่ด้านหน้าสุดจะหรูหราอลังการนี้ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ของเนเธอร์แลนด์

ของจัดแสดงในมิวเซียมที่มีมากถึง 1.5 ล้านชิ้น ภาพอีก 6 ล้านชิ้นนี้ถือเป็นสมบัติที่มีค่าและมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของสวีเดนซึ่งแต่ละชิ้นจะบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำที่มีค่าไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน สมบัติที่เป็นของพื้นเมืองหลายชิ้นนั้นเป็นที่เก็บงำความทรงจำ ความฝัน การดิ้นรน ความรัก ความเศร้าในชีวิตประจำวันของชาวบ้านย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่  16 เลยทีเดียว นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจึงไม่เพียงจะได้สัมผัสกับความอลังการของอาคาร แต่ยังเสมือนหนึ่งได้เรียนรู้ และสนุกสนานไปกับการเดินทางย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ของสวีเดนอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประจำปีการศึกษา 2567 (เป็นวันที่ 2) โดยมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม  กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง (สถาบันสมทบ) รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,340 คน

การนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ  นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วยศาสตราจารย์  ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ  อธิการบดี คุณภรณี  ลีนุตพงษ์ และ ดร.วินัย  สารสุวรรณ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เฝ้าฯ รับเสด็จ

คุณแหน : 2 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 2 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 2 พฤศจิกายน 2568

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • ด้วยความอาลัยร่วมส่งเสด็จสู่สวรรค์คาลัย แด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ และขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ขอตั้งจิตอธิษฐาน  ให้ทรงสถิตย์สถาพรในทิพย์วิมาร…. 
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรม พระบรมศพพระพันปีหลวง พร้อมบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์  ในการนี้สมเด็จพระราชาธิบดีจิ๊กมี เคเซอร์นัมเกล วังชุก  และสมเด็จพระราชินี เจตชุน เพมา วังชุก แห่งประเทศภูฏาน   เป็นอาคันตุกะแรกที่มาร่วมพิธี…… 
  • กรมพระศรีสว่างควัฒนฯ  พระราชทานนโยบายให้กองทุน หทัยทิพย์ หนุนกองทัพบก สร้างบังเกอร์ หลุมหลบภัยชายแดน ส่วนรั้วอยู่ระหว่างหาพื้นที่เหมาะสม…….   
  • อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ” รัฐบาลไปเขียนในนโยบายว่าจะทำประชามติ แค่ 2 สภา ก็ตั้ง กมธ.ขึ้นมาก่อนหน้าล่าสุดมีการไปลงนามกับกัมพูชา ที่อาเชี่ยนก็ยังมีการอ้างอิงถึงการดำเนินการ MOU อยู่ด้วย สิ่งที่รัฐบาลต้องชี้แจงคือ แนวทางการทำงานในขณะนี้ จนถึงวันเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ”  คงจะลืมไปแล้วมั๊งใครเป็นคนเซ็นต์ MOU ไทย กับกัมพูชา ในอดีต ?? …..   
  • อ่านปัญหาของ นายประชารักษ์ พิทักษ์ไทย  แล้วเห็นด้วยทุกประการ โดยเฉพาะการวัดผลของเด็ก เน้นเกรท ไม่มีการตีกรอบ แต่ควรให้เด็กแสดงอออก พูดคุยด้วยเหตุผล  ….. 
  • ขอแสดงความยินดีกับรองนายก และรมว.คลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในโครงการคนละครึ่งพลัส ครบ 20 ล้านสิทธิ์ ในวันแรก …… 
  • การกระทบกระทั่ง ระหว่าง สว.ด้วยกัน  สว.นันทนา  นันทวโรภาส  กล่าว ด้อยค่า สว.แดง กองมา ที่มีอาชีพขายหมู มาทำหน้าที่แทน ในกมธ.พัฒนาการเมือง ไม่รู้จะสิ้นสุดเรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรงเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับ ปปช.  ……   
  • ขอให้ทำจริง เมื่อ ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า  รองนายก (ประธานบอร์ดกกท) ตรวจสอบทุกสมาคมอย่างโปร่งใส โดยเชิญ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ  และ หิมาลัย ผิวพรรณ์  เป็นที่ปรึกษาในการตรวจสอบ จะทำให้เด็กไทยเจริญเติบโต ในระบบกีฬา ที่เขารักและภูมิใจ ในวงการกีฬา  ……   
  • ขออนุญาติ สมโชค ภลรักษ์ นำบางส่วนของบทความ “ลุงตู่” เสียงเพรียกร้องกู่ให้ลุงตู่นั้นกลับมา เป็นนายกนั้นอีกครา  ของประชาชนชาวไทย …   เป็นองคมนตรีมีหน้าที่อันผ่องแผ้ว รับใช้ทูลกระหม่อมแก้วพระวชิระเกล้า  ของชาวไทย   อย่าดึงท่านกลับมาให้พวกปากหมาจัญไร   ด่าท่านเล่นร่ำไป  เหมือนวันวารที่ผ่านมา …… 

น้องนิ่ง…..นิ่ง……