มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึก TSB – มูลนิธิยังมีเรา ส่งมอบน้ำดื่มและข้าวโอ๊ต ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา–อ่างทอง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึก TSB - มูลนิธิยังมีเรา ส่งมอบน้ำดื่มและข้าวโอ๊ต ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา–อ่างทอง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ผนึก TSB – มูลนิธิยังมีเรา ส่งมอบน้ำดื่มและข้าวโอ๊ต ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา–อ่างทอง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ร่วมมือพันธมิตรภาคเอกชน ส่งต่อกำลังใจและสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและอ่างทองที่ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน ได้ร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่ประชาชน ประกอบด้วยน้ำดื่ม 600 ขวด จากบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด มูลค่า 21,000 บาท และข้าวโอ๊ต จำนวน 600 ถุง มูลค่า 120,000 บาท จากบริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด, ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า 36,000 ซอง มูลค่า 360,000 บาท จากบริษัท ไบ่ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 501,000 บาท โดยสิ่งของทั้งหมดถูกส่งต่อผ่านมูลนิธิยังมีเรา เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัยสามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นและอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยมี นางสาวสุชาวดี ณัฐเสณี เจ้าหน้าที่มูลนิธิยังมีเรา เป็นผู้รับมอบ ณ สถานีข่าวท็อปนิวส์

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า น้ำดื่ม ข้าวโอ๊ต และ ขนมเส้นบุกที่นำมามอบให้ในวันนี้ เราตั้งใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับการบริโภค เก็บรักษา และขนย้ายได้สะดวก อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้จริง มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่ประสบภัยในทุกพื้นที่ และอยากเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้ สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี

การส่งมอบสิ่งของในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการแสดงพลังแห่งการแบ่งปันและความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในยามที่สังคมเผชิญวิกฤต มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงเดินหน้าสนับสนุนและส่งต่อความช่วยเหลือต่อไป เพื่อให้คนไทยให้ก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้

-(016)

กรมการค้าภายใน จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิดพื้นที่สนับสนุนเกษตรกรไทย ในงาน ‘DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together’

กรมการค้าภายใน จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิดพื้นที่สนับสนุนเกษตรกรไทย ในงาน ‘DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together’

กรมการค้าภายใน จับมือ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิดพื้นที่สนับสนุนเกษตรกรไทย ในงาน ‘DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับเวิลด์คลาส ภายใต้การบริหารโดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป จัดงาน “DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together” เคียงข้างเกษตรกรไทยไปด้วยกัน เปิดพื้นที่สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและช่วยเหลือเกษตรกรไทยในการแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด ชวนอุดหนุนสินค้าคุณภาพส่งตรงจากเกษตรกรไทย นำโดย ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่ได้รับรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ตลอดจนสินค้าแปรรูป, สินค้า OTOP และสินค้าหัตถกรรมรวมกว่า 80 รายการมาให้เลือกซื้อในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้  –  29 กันยายน 2568 ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สาขาพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

พลอยชมพู อัมพุช ผู้อำนวยการใหญ่บริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า กูร์เมต์ มาร์เก็ต ภายใต้การบริหารโดย บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป บริษัทของคนไทยที่ยืนหยัดเคียงข้างคนไทยมากว่า 44 ปี  มีความยินดีที่จะสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยในการแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด และพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางในการผลักดันนำผลผลิตที่มีคุณภาพมาต่อยอดตลาด ขยายช่องทางการจำหน่ายและระบายสินค้า จึงได้ประสานความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำสินค้ามาจัดจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อให้ประชาชนทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าถึงสินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์คุณภาพของไทย อันจะช่วยสานต่อสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชนได้เติบโตอย่างยั่งยืน

สินค้าไฮไลต์ภายในงาน ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่ได้รับรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ส่งตรงจากเกษตรกร ได้แก่  ข้าวหอมมะลิ 105 ตราข้าวนาคุณตาณรงค์ จังหวัดอุบลราชธานี (รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2566), ข้าวหอมมะลิอินทรีย์นครพนม จังหวัดนครพนม (รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประเภทบุคคล ประจำปี 2564), ข้าวหอมมะลิตราช้างชุมพล จากสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินชุมพลบุรี จำกัด จังหวัดสุรินทร์ (รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ประเภทสถาบันเกษตรกร ประจำปี 2564), ข้าวหอมมะลิอุดร จากวิสาหกิจชุมชนทำนาห้วยตาดข่า จังหวัดอุดรธานี (รางวัลรองชนะเลิศระดับประเทศ ประจำปี 2567) และ ข้าวกล้องหอมมะลิ จากชุมชนข้าวปลอดสารพิษ ตำบลแม่อ้อ จังหวัดเชียงราย (รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับประเทศ ประจำปี 2566)

ผลไม้สดและแปรรูป อาทิ มะพร้าวหอมน้ำหอมแท้ จากสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย จังหวัดราชบุรี, สับปะรดภูแลแท้ จากจังหวัดเชียงราย เนื้อสีเหลืองทอง กรอบ แน่น ไม่ช้ำง่าย รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และมีแกนสับปะรดที่สามารถรับประทานได้, น้ำลำไยหิมะ ท็อปปิ้งลำไยอบแห้งเนื้อทอง จากไร่ดำรงค์ จังหวัดลำพูน น้ำลำไยสกัดเข้มข้นปั่นกับเนื้อลำไย ท็อปปิ้งด้วยเนื้อลำไยอบแห้งเกรดพรีเมียมลูกใหญ่เต็มคำ ได้ทั้งประโยชน์จากคุณค่าของสารสกัดและความหอมหวานจากลำไยอบแห้งแท้ๆ ไม่ผ่านการปรุงแต่ง เป็นต้น

เนื้อโคคุณภาพจากวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนาเชียงราย (Lanna Beef), วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อลำตะคอง (NVK Beef) และเนื้อเสียบไม้ ไส้อั่ว เนื้อแดดเดียว แช่งแข็ง จากเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อจังหวัดบุรีรัมย์ (Smile Beef), ไก่งวงย่างบาร์บีคิว และไก่งวงจ๊อ จากวิสาหกิจชุมชนไก่งวงราชบุรี, กุ้งต้มแช่แข็ง และกุ้งต้มพร้อมทาน จากชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสมุทรสาคร นอกจากนี้ ยังมีสินค้าหัตถกรรม และสินค้า OTOP จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มาจำหน่ายในราคาพิเศษ

ร่วมสนับสนุนสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยได้ในงาน DIT X Gourmet Market Farmers Grow Together เคียงข้างเกษตรกรไทยไปด้วยกัน   ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G สาขา พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Gourmet Market ThailandIG: gourmetmarket และ TikTok: gourmetmarketth

‘เท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี’ ปี 2568 ประกาศความสำเร็จต่อเนื่อง โรงเรียน-เยาวชนไทยร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยสูงเป็นประวัติการณ์

‘เท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี’ ปี 2568 ประกาศความสำเร็จต่อเนื่อง โรงเรียน-เยาวชนไทยร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยสูงเป็นประวัติการณ์

‘เท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี’ ปี 2568 ประกาศความสำเร็จต่อเนื่อง โรงเรียน-เยาวชนไทยร่วมสืบสานวัฒนธรรมไทยสูงเป็นประวัติการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โครงการ “เท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี” ประจำปี 2568 กิจกรรมสังคมเพื่อมุ่งสืบสานวัฒนธรรมไทย ภายใต้มูลนิธิทีทีบี ตอกย้ำความสำเร็จของเวทีจุดประกายด้านเอกลักษณ์ไทย เพื่อส่งเสริมเยาวชนให้ร่วมใจอนุรักษ์วัฒนธรรม การสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันในสังคม ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม มีเยาวชนสนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมสูงเป็นประวัติการณ์ร่วม 6,672 คน จากสถาบันการศึกษา 714 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็น การประกวดมารยาทไทย 2,800 คน การประกวดทักษะการอ่าน-พูดในที่สาธารณะ 1,958 คน และการประกวด เท่ได้ ต้องไม่บูลลี่ 1,914 คน

นอกจากนี้ การจัดเวิร์กชอป “องค์ประกอบความสำเร็จของการพูดต่อหน้าสาธารณชน” ที่เป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในช่วงต้นของโครงการ “เท่อย่างไทย” ซึ่งร่วมกับภาควิชาวาทวิทยาและการสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งเน้นการสร้างเสริมทักษะชีวิต และความกล้าแสดงออกของเยาวชนไทย ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ได้มีผู้สมัครเข้าร่วมเวิร์กชอป แบบ Onsite จำนวน 500 คน และ Online กว่า 1,000 คน จากโรงเรียนทั่วประเทศ สะท้อนความสนใจและความเชื่อมั่นของสถาบันการศึกษาและเยาวชนที่มีต่อโครงการได้เป็นอย่างดี

โครงการ “เท่อย่างไทย” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 53 เป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ปลูกฝังคุณค่าความเป็นไทยและพัฒนาทักษะสำคัญสู่อนาคต มุ่งส่งเสริมการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง การมีมารยาทที่เหมาะสมตามกาลเทศะ การกล้าแสดงออก และความเคารพผู้อื่น ซึ่งในปี 2568 จัดการประกวด 3 กิจกรรม ได้แก่ การประกวดมารยาทไทย การประกวดทักษะการอ่าน-พูดในที่สาธารณะ และการประกวดโครงงาน “เท่ได้ ต้องไม่บูลลี่” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัลทุนการศึกษา ทั้งนี้ สามารถติดตามการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศการประกวดมารยาทไทย และทักษะการอ่าน-พูด ในที่สาธารณะ ได้ในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ ธนาคารทหารไทยธนชาต สำนักงานใหญ่

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี เป็นกิจกรรมสังคมเพื่อความยั่งยืนที่มุ่งจุดประกายเยาวชนและชุมชนเสริมสร้างสิ่งดีๆ คืนสู่สังคมไทย สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายให้ผู้คน ตอกย้ำปรัชญา Make REAL Change มุ่งสานต่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงภาษาและมารยาทอันดีงามของไทย เพื่อร่วมสร้างพื้นฐานความก้าวหน้าให้กับสังคมไทย โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชนทุกกลุ่ม ทุกวัย และทุกพื้นที่ทั่วประเทศแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ในการแสดงออกซึ่งความรักและการเผยแพร่วัฒนธรรมประจำชาติ พร้อมพัฒนาทักษะสำคัญสู่อนาคต

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโครงการ “เท่อย่างไทย โดย ไฟ-ฟ้า ทีทีบี” ได้ที่  LINE Official Account : taeyoungthai หรือ http://www.เท่อย่างไทย.com หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร 06 2070 0088, 06 2070 0099

‘ความฝันในหอแดง’ สะพานเชื่อมวัฒนธรรม 50 ปี ไทย–จีน สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนนักเต้นบัลเลต์ไทยสู่เวทีสากล

‘ความฝันในหอแดง’ สะพานเชื่อมวัฒนธรรม 50 ปี ไทย–จีน สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนนักเต้นบัลเลต์ไทยสู่เวทีสากล

‘ความฝันในหอแดง’ สะพานเชื่อมวัฒนธรรม 50 ปี ไทย–จีน สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนนักเต้นบัลเลต์ไทยสู่เวทีสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โอกาสสำคัญแห่งมิตรภาพ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ได้รับการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ผ่านการแสดงบัลเลต์ “ความฝันในหอแดง” (A Dream of Red Mansions) จาก National Ballet of China หนึ่งในคณะบัลเลต์ระดับแนวหน้าของเอเชีย ที่นำวรรณกรรมอมตะของจีนมาตีความใหม่ ถ่ายทอดเรื่องราวความรัก ความฝัน และชะตาชีวิตด้วยภาษาบัลเลต์ตะวันตกที่สง่างาม ผสานเข้ากับเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมตะวันออก

ค่ำคืนแห่งศิลปะการแสดงสุดยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของ Bangkok Festivals ครั้งที่ 27 โดยมีผู้ชมกว่า 3,000 คนในสองรอบการแสดง ร่วมชื่นชมผลงานที่ถือเป็น บัลเลต์โชว์เรื่องแรกของเทศกาลในปีนี้ และยังเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีนตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ที่สำคัญ “ความฝันในหอแดง” ยังสะท้อนอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ Bangkok Festivals นั่นคือการพัฒนาบุคลากรทางศิลปะของไทย ผ่านโครงการ Student Outreach Program ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับศิลปินระดับโลกโดยตรง ในปีนี้ถูกจัดขึ้นในวันที่19 กันยายน 2568 ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรม Ballet Workshop กว่า 30 คน และได้รับการฝึกสอนจาก  หลี่ เหวินเทา (Li Wentao) Princpal Dancer จาก National Ballet of China ซึ่งนับเป็นโอกาสล้ำค่าในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อความรู้ที่จะช่วยเสริมพลังให้เยาวชนไทยก้าวสู่เวทีสากลในอนาคต

ราซีน่าร์ อูเบรอย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนชันแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด กล่าวถึงเจตนารมณ์ของเทศกาลว่า “สิ่งสำคัญของงานมหกรรม ไม่ได้อยู่ที่การนำการแสดงที่ดีที่สุดในโลกมาให้ชมเท่านั้น แต่คือการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อสังคม Student Outreach Program เป็นหัวใจสำคัญที่เราดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี ได้รับความร่วมมือจากศิลปินและคณะการแสดงหลากหลายประเทศเพื่อมาช่วยพัฒนาเยาวชนไทย ไม่เพียงในด้านทักษะ แต่ยังได้เห็นถึงวินัย ความทุ่มเท และความตั้งใจของศิลปิน สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ กล้าที่จะฝัน และมุ่งมั่นที่จะพาศิลปะไทยก้าวไปสู่เวทีโลก”

ด้าน ถง รุ่ยรุ่ย (Tong Ruirui) นักออกแบบท่าเต้นของบัลเลต์ “ความฝันในหอแดง” กล่าวเสริมว่า “บัลเลต์คือศิลปะที่ไร้คำพูด แต่ใช้ร่างกายและอารมณ์สื่อสารตรงถึงหัวใจ การนำ ‘ความฝันในหอแดง’ มาที่ไทยในโอกาส 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะศิลปวัฒนธรรมคือสะพานที่ทำให้เราเข้าใจกันลึกซึ้ง และทำให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศมั่นคงยิ่งขึ้น”

เสียงสะท้อนจากเยาวชนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ยืนยันถึงคุณค่าของโครงการ เด็กหญิง Koharu Sato เยาวชนชาวญี่ปุ่นที่เติบโต ในประเทศไทย เล่าว่า “เริ่มฝึกบัลเลต์ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมากว่า 11 ปี ความฝันคือการเป็นครูสอนบัลเลต์ การได้เรียนรู้กับนักเต้นระดับโลกในครั้งนี้เป็นโอกาสที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทำให้รู้สึกดีใจ ตื่นเต้น และได้รับพลังใหม่ๆ ที่จะผลักดันให้ก้าวต่อไปบนเส้นทางศิลปะ”

เช่นเดียวกับ เด็กหญิงพรไพลิน ทรงวัชราภรณ์ วัย 6 ปี ที่เผยความรู้สึกอย่างตื่นเต้นว่า “เริ่มฝึก บัลเลต์ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ และชื่นชอบการแสดงนี้มาตลอด การได้เรียนรู้ทักษะจากนักเต้นระดับโลกถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญ และยังเป็นแรงบันดาลใจให้ตั้งใจฝึกซ้อมมากขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การแสดงบนเวทีใหญ่ในอนาคต รวมทั้งต่อยอดสู่การแสดงแขนงอื่นต่อไป”

“ความฝันในหอแดง” จึงไม่เพียงเป็นการแสดงระดับโลกที่งดงามตราตรึง แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่า Bangkok Festivals ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงสร้างความสุขให้ผู้ชม แต่ยังมุ่งมั่นสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาคนรุ่นใหม่ของไทย ให้พร้อมก้าวสู่เวทีศิลปะระดับนานาชาติ พร้อมทั้งติดตามกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคมที่เทศกาลได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับศิลปะและวัฒนธรรมของไทย

พลังแห่งศิลปะและหัวใจ ‘ศิลป์ไทย ฮีลใจ เพื่อสังคม’ รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มเด็กออทิสติก

พลังแห่งศิลปะและหัวใจ ‘ศิลป์ไทย ฮีลใจ เพื่อสังคม’ รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มเด็กออทิสติก

พลังแห่งศิลปะและหัวใจ ‘ศิลป์ไทย ฮีลใจ เพื่อสังคม’ รายได้ส่วนหนึ่งสนับสนุนกิจกรรมกลุ่มเด็กออทิสติก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ICONSIAM  จัดงานนิทรรศการ “ศิลป์ไทย ฮีลใจ เพื่อสังคม”  นำเสนอผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่าจากการสะสมยาวนานกว่า 20–30 ปี โดยศิลปินหลากหลายรุ่น อาทิ อาจารย์เรวัตร์ วงษ์ลาอาจารย์จรัญ พานอ่อนตา, Manoon Tumsi พร้อมศิลปินชั้นนำอีกมากมาย 

ผลงานหลากหลายชิ้นใช้ความงามของเพศหญิงเป็นสื่อกลางในการนำเสนอ ถ่ายทอดอารมณ์ ความละเอียดอ่อน และพลังแห่งความงาม ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสทั้งความงดงามทางศิลปะและแรงบันดาลใจจากพลังการแบ่งปัน นำเสนอผลงานด้วยเทคนิคของการใช้สีอะคริลิคบนผืนผ้าใบ และการแกะสลักไม้อย่างประณีต รวมถึงความงดงามของธรรมชาติบนผืนผ้าใบ และผลงานสุดพิเศษจากน้องๆ ออทิสติก

รายได้จากการจำหน่ายภาพศิลปะส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนกิจกรรมของ กลุ่มเด็กออทิสติก จังหวัดพังงา เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ การเข้าสังคม และการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์และการบำบัดเชิงศิลปะ ช่วยให้น้องๆ ได้แสดงออกถึงความสามารถ และก้าวสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยนิทรรศการ “ศิลป์ไทย ฮีลใจ เพื่อสังคม” เปิดให้ชมจนถึงวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ ชั้น 3 ไอคอนสยาม

วัดวิษณุ เขตสาทร ชวนไปไหว้พระ-ทำบุญ งานนวราตรี 2568 วันที่ 22 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 บูชาสรรเสริญ ขอพรพระแม่ศรีอุมาเทวี ปางพระแม่ทุรคา 10 วัน 10 คืน

วัดวิษณุ เขตสาทร ชวนไปไหว้พระ-ทำบุญ งานนวราตรี 2568 วันที่ 22 กันยายน - 2 ตุลาคม 2568 บูชาสรรเสริญ ขอพรพระแม่ศรีอุมาเทวี ปางพระแม่ทุรคา 10 วัน 10 คืน

วัดวิษณุ เขตสาทร ชวนไปไหว้พระ-ทำบุญ งานนวราตรี 2568 วันที่ 22 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 บูชาสรรเสริญ ขอพรพระแม่ศรีอุมาเทวี ปางพระแม่ทุรคา 10 วัน 10 คืน

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมาคมฮินดูธรรมสภา วัดวิษณุ จัดงาน “Shardiya   Navratri  Shridurgapuja  2025 ”  ศารทีย นวราตรี บูชาพระแม่ศรีทุรคา 2025 หรือ “เทศกาล นวราตรี 2568”  พิธีสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อบูชาสรรเสริญองค์พระแม่ศรีอุมาเทวี ปางพระแม่ทุรคา เพื่อรำลึกถึงชัยชนะและเฉลิมฉลองที่สามารถปราบอสูรร้ายตามคติความเชื่อของชาวฮินดู ซึ่งจัดขึ้น 10 วัน 10 คืน ในการนี้ สุมนา อภินรเศรษฐ์ เป็นประธานในพิธีสวดบูชาวันแรก  พร้อมด้วย ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์ ,ปัทมาวดี-ราชตี สิงหศิวานนท์ และ พัชรา มาดล ร่วมพิธี โดยมี Shyam Bihari Singh เลขาฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ต้อนรับเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 โดยงานจะมีไปจนถึงวันที่ 2  ตุลาคม 2568 ณ วัดวิษณุ เขตสาทร

เทวรูปองค์เทพในปะรำพิธี จากซ้าย พระพิฆเนศ พระแม่ลักษมี พระแม่ศรีอุมาเทวีปางทุรคา พระแม่สุรัสวดี และพระขันธกุมาร 

ประธานในพิธี  สุมนา อภินรเศรษฐ์ พร้อมด้วย ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์,ปัทมาวดี-ราชตี  สิงหศิวานนท์,พัชรา มาดล, Shyam Bihari Singh เลขาฯ  และกรรมการสมาคมฮินดูธรรมสภา วัดวิษณุ พร้อมผู้ช่วยงาน รวมทั้ง ปุโรหิต

งาน “นวราตรี” หรือ ทุรคาบูชา เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญของชาวฮินดูที่จัดขึ้นเพื่อบูชาสรรเสริญพระแม่ทุรคา ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ที่ใช้เวลานานถึง 10 วัน 10 คืน เพื่อปราบอสูรร้ายมหิษาสูร โดยพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีได้อวตารเป็นปางต่างๆ ถึง 9 ปาง และสามารถปราบมหิษาสูรได้ในปางของพระแม่ทุรคา ชาวฮินดูจึงให้ความเคารพนับถือและขอพรพระแม่ทุรคาในเรื่องของความสำเร็จและการขจัดสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ซึ่งงานนวราตรี ไม่ได้บูชาเฉพาะพระแม่ทุรคาเท่านั้น แต่ยังบูชาเทพสตรีอีก 2 องค์ คือ พระลักษมี และ พระสุรัสวดี อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของเทพสตรี รวมถึงพระพิฆเนศ และพระขันธกุมาร  เป็นความเชื่อกันว่า ผู้กราบไหว้บูชาขอพรเทพทั้ง 5 พระองค์ในงานนวราตรี  จะนำมาซึ่งความสำเร็จ และชัยชนะเหนืออุปสรรคทั้งปวง   โดยในช่วงเทศกาลนวราตรี ชาวฮินดูจะถือศีลและงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งตรงกับเทศกาลกินเจอีกด้วย

สี่ศรีพี่น้อง  สุมนา อภินรเศรษฐ์,ภานุมาตีฐต์ สมุทรคีรีจ์ ,ปัทมาวดี-ราชตี   สิงหศิวานนท์

 หัวหน้าปุโรหิต นำโดยAacharya OM Hari Sharmar พร้อมด้วยปุโรหิตจากเมืองพาราณสี 

สำหรับงานนวราตรี 2568 ปีนี้จัดเร็วขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากกำหนดจัดงานนั้นขึ้นอยู่กับปฎิทินฮินดู ซึ่งมีการนับตามปฎิทินจันทรคติ การนับวันดังกล่าวจึงทำให้วันจัดงานนวราตรีในแต่ละปีเปลี่ยนไปตามการขึ้นหรือตกของดวงจันทร์ ซึ่งเทศกาลนี้จะจัดในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม โดยปีนี้ตรงกับวันที่ 22 กันยายนถึง 2 ตุลาคม 2568  เป็นเวลา 10 วัน 10 คืน

พิธีสวดบูชาเทวรูปพระพิฆเนศ องค์เทพเจ้าแห่งความสำเร็จเป็นโต๊ะแรกของวันเริ่มต้นพิธี

สตรีชาวอินเดียพาครอบครัวมากราบไหว้ขอพรพระแม่ในวันแรก  

สมาคมฮินดูธรรมสภา วัดวิษณุ ก่อตั้งมาครบ 105 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2464 ประกอบไปด้วยอาคารศาสนสถานที่สำคัญ อาทิ มหามณเฑียรประดิษฐานเทวรูป โดยมี เทวรูปพระวิษณุ-พระแม่ลักษมี  เป็นเทพประธาน  เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีชาวฮินดู และชาวไทยหลากหลายเชื้อชาติ มาสักการบูชาองค์เทพเรื่อยมา จนอาคารมหามณเฑียรเกิดความชำรุดทรุดโทรม ในปี พ.ศ.2535 คณะกรรมการบริหารวัดวิษณุในขณะนั้น จึงมีมติที่จะจัดสร้างมหามณเฑียรหลังใหม่ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 นับเป็นความปลื้มปีติต่อชาวฮินดูในประเทศไทยทุกคน ใช้เวลาในการก่อสร้าง 9 ปีจึงแล้วเสร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 ได้อัญเชิญเทวรูปองค์เทพต่างๆ ซึ่งแกะสลักด้วยหินอ่อนจำนวน 24 องค์ จากประเทศอินเดีย มาประดิษฐานที่มหามณเฑียรหลังใหม่ นับว่าวัดวิษณุมีเทวรูปองค์เทพครบทุกพระองค์เป็นแห่งแรกของประเทศไทย

พิธีบูชาไฟ Arati ขอพรจากเทพเจ้า รับความเป็นสิริมงคล

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมงาน “Shardiya  Navratri  Shridurgapuja  2025 ” ศารทีย นวราตรี บูชาพระแม่ศรีทุรคา 2025 หรือ “เทศกาล นวราตรี 2568” เพื่อสวดบูชาสรรเสริญขอพรพระแม่ศรีมหาอุมาเทวี และองค์เทพอื่นๆ ได้ตลอดวัน  โดยงานจะมีถึงวันที่ 2   ตุลาคม 2568  ณ สมาคมฮินดูธรรมสภา-วัดวิษณุ แขวงทุ่งวัดดอน  เขตสาทร

ผู้ปั้นองค์เทพในปะรำพิธีงานนวราตรี 2568  Mr. Parimalpaul จากเมืองกัลกาต้า ประเทศอินเดีย

ธัญพืช ดอกไม้ ผลไม้ ถวายบูชาบนปะรำพิธี

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจแห่งโลกแฟชั่น ผ่านอีเว้นท์ระดับตำนาน ‘ELLE Fashion Week 2025’

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจแห่งโลกแฟชั่น ผ่านอีเว้นท์ระดับตำนาน ‘ELLE Fashion Week 2025’

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจแห่งโลกแฟชั่น ผ่านอีเว้นท์ระดับตำนาน ‘ELLE Fashion Week 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค  “เอ็กซ์เผิง” ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ร่วมบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แฟชั่นไทย ผ่านอีเว้นท์ใหญ่ ‘ELLE Fashion Week 2025’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘LIFE-A Seed of Creativity, The Future of Fashion’

ทั้งนี้ เอ็กซ์เผิง เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือกับดีไซเนอร์ไทยรังสรรค์โชว์ไฮไลท์ของงาน สะท้อนบทบาทของ เอ็กซ์เผิง ในฐานะส่วนหนึ่งของเวทีแฟชั่นระดับชาติ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ที่เป็นมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่คืออนาคตของการเดินทาง ที่ผสานเทคโนโลยี ดีไซน์ และไอเดียสร้างสรรค์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เช่นเดียวกับโลกแฟชั่นที่ถ่ายทอด ทั้งตัวตน ไลฟ์สไตล์ และวิสัยทัศน์ของอนาคต การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงแฟชั่นโชว์ระดับตำนานในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำว่า เอ็กซ์เผิง พร้อมสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในสังคมไทย อีกทั้ง ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ ไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยสไตล์ และความหมาย ทั้งนี้ Elle Fashion Week 2025 จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายสยามในกัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชาวสยามไทยส่วนหนึ่งได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศกัมพูชามาแต่ครั้งโบราณ โดยคนกัมพูชาเรียกคนสยามว่า “เสียม” มีการพบภาพสลักหิน ทหารขี่ช้าง “เสียมกก” ที่ระเบียงปราสาทนครวัดสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 และเมื่อ พ.ศ. 1839 โจวต้ากวน ทูตจีนที่เดินทางไปเมืองพระนคร สมัยพ่อขุนรามคำแหงฯ บันทึกถึงชาวสยามในกัมพูชาว่า  ชาวสยามเป็นคนละกลุ่มกับชาวเขมร   ชาวสยามรู้จักวิธีทอเครื่องนุ่งห่ม  ขายหม่อนและหนอนไหมให้ชาวเขมร

ในเอกสาร  เขมรแบ่งเป็นสี่ภาค พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอธิบายไว้ว่า ชาวไทยและชาวเขมรอาศัยอยู่ปะปนกันมาแต่ยุคโบราณ โดยเฉพาะบ้านเมืองในแถบทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ทรงยกตัวอย่างนามเมืองเสียมราฐ ที่ว่าแปลว่าเมืองคนไทยทำปลาแห้ง ซึ่งตั้งอยู่รอบนอกเมืองพระนคร                  

ยุคอยุธยา  พงศาวดารกัมพูชาระบุว่า  ในรัชสมัยพระบรมรามา (เจ้าพญาคำขัด) (พ.ศ.1906-1916) กษัตริย์กัมพูชาองค์ที่ 36  ราชสกุลตระซ็อกประแอม   ซึ่งตรงกับช่วงต้นกรุงศรีอยุธยาสมัยพระเจ้าอู่ทอง กัมพูชาได้ยกทัพไปตีเมืองจันทบูรและเมืองบางคาง (ปราจีนบุรี)    ก่อนกวาดต้อนคนกลับกรุงจตุมุข (ปัจจุบันคือบริเวณแถบบาสาณ อุดง ละแวก ศรีสันธร และพนมเปญ) และกวาดต้อนราษฎรปลายแดนอยุธยาไปอีก   พ.ศ. 1912 พระเจ้าอู่ทองทรงให้พระราเมศวรและขุนหลวงพะงั่ว ยกทัพไปตีเมืองเขมร เพราะเขมรไม่เป็นไมตรีดังก่อน     พ.ศ. 1974  เจ้าสามพระยาทรงยกทัพไปทำลายเมืองพระนคร ศรียโยธรปุระ ของกัมพูชา  เพราะเขมรมากวาดต้อนคนชายแดนอยุธยาไป  จนทำให้กัมพูชาต้องทิ้งเมืองพระนครหลวงให้รกร้างว่างเปล่า    ย้ายไปเมืองจตุรมุข และตวลบาสาน(อยู่ในกำปงจาม) กองทัพอยุธยาได้กวาดต้อนชาวเขมรไปจำนวนมาก     พ.ศ. 2125  รัชสมัยพระบรมราชาที่ 4 (นักพระสัตถา)และสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา   กัมพูชายกทัพมากวาดต้อนคนสยามบริเวณชายแดนภาคตะวันออก     พ.ศ. 2137  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองละแวกแตก     พ.ศ. 2164 สมัยพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา เจ้าฝ่ายหน้าของสยามยกทัพไปภูเขาจังกางเพื่อตีเขมร แต่สมเด็จพระไชยเชษฐา กษัตริย์เขมร เคลื่อนพลไปตีทัพสยามแตก เจ้าฝ่ายหน้าหลบหนีไปได้ ส่วนไพร่พลถูกจับเป็นเชลย เชลยสยามเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ไทยจังกาง” ใน พ.ศ. 2173 รัชสมัยพระศรีธรรมราชา และพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา กองทัพกัมพูชาไปกวาดต้อนชาวนครราชสีมากลับกัมพูชา

ในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง มีคลื่นผู้อพยพชาวสยามลี้ภัยพม่ามายังเมืองเขมรและพุทไธมาศจำนวนมาก    ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ยกทัพเข้ามาไปยังเมืองพุทไธมาศและเมืองเขมรเมื่อ พ.ศ. 2314

ในยุคธนบุรีและรัตนโกสินทร์ มีการไปมาหาสู่ระหว่างเขตแดนของชาวไทยและเขมร ในช่วง พ.ศ. 2325 เป็นต้นมา มีกลุ่มชาวไทยอพยพลงไปตั้งชุมชนและสร้าง เมืองมงคลบุรี เมืองศรีโสภณ เมืองวัฒนานคร เมืองอรัญประเทศ เมืองพระตะบอง และเมืองเสียมราฐ ชาวไทยกลุ่มนี้ได้สร้างป้อมและกำแพงเมืองไว้อย่างมั่นคง    อีกทั้งยังมีคณะละครชาวสยามข้ามไปทำการแสดงยังฝั่งเขมร ตัวละครทั้งชายและหญิงผู้มีฝีมือหลายคนเข้ารับราชการในราชสำนักของเขมร บางคนก็เข้าไปเป็นครูละคร ในจดหมายมองซิเออร์วิลแมง ถึงมองซิเออร์เดคูร์วีแยร์ ระบุว่าช่วง พ.ศ. 2328–2329 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สยามทำสงครามแพ้กัมพูชา 

มีชาวไทยจำนวนไม่น้อยเข้าไปในกัมพูชาด้วยความสมัครใจ เช่นไปเป็นเจ้าพนักงาน และหลายคนเข้ารับราชการเป็นบาทบริจาริกากษัตริย์เขมร ในราชสำนักสยามและราชสำนักเขมร มีการเกี่ยวดองทางเครือญาติด้วยการเสกสมรส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชสำนักฝ่ายในของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารซึ่งทรงคุ้นเคยกับชีวิตในราชสำนักสยามมาโดยตลอด ก็มีสตรีสยามหรือหญิงลูกครึ่งสยามถวายงานอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น คุณพระนางสุชาติบุปผา พระชนนีของพระองค์เจ้าดวงจักร     บาทบริจาริกาชาวสยามเหล่านี้ มีทั้งหญิงสามัญและเจ้านายจากราชวงศ์จักรี เช่น หม่อมราชวงศ์ตาด ปาลกะวงศ์ ภรรยาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร  หม่อมเจ้าพัชนี (ไม่ทราบราชสกุลเดิม) และหม่อมเจ้าปุก อิศรศักดิ์ เป็นพระเทพีของพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตารเช่นกัน   

นอกจากกลุ่มนางละครชาวสยามที่เข้าไปยังแดนกัมพูชา ก็คือกองทหารสยามที่แตกทัพในสงครามอานามสยามยุทธ พวกเขาอาศัยปะปนอยู่กับชาวเขมรกรอมแถบปากแม่น้ำโขง ประกอบอาชีพกสิกรรม ปัจจุบันอยู่ในเมืองสักซ้า (หรือกระมวนสอ) ประเทศเวียดนาม โดยยังหลงเหลือนามภูมิ คือ บ้านซแรเซียมจะส์ (ស្រែសៀមចាស់, “นาสยามเก่า”) บ้านซแรเซียม-ทเม็ย (ស្រែសៀថ្មី, “นาสยามใหม่”) และบ้านเซียมจอด (សៀមចត, “สยามจอด [เรือ]”)[6] และยังมีกลุ่มพระภิกษุสงฆ์จากสยามเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพุทธ และจำพรรษาในกัมพูชา ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

คนเชี้อสายสยามที่จังหวัดเกาะกง     มีชาวไทยพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เป็นกลุ่มก้อนมาช้านานในเขตจังหวัดเกาะกง ซึ่งเดิมเป็นเมืองปัจจันตคิรีเขตรขึ้นกับกรุงสยาม มีรากเหง้าเดียวกันกับคนเชื้อสายไทยในจังหวัดตราด พวกเขามีบรรพบุรุษมาจากบ้านลาดพลี เมืองราชบุรี มีคำเล่าลืออธิบายไว้ว่าอพยพหนีสงครามกับพม่า แต่ไม่แจ้งชัดว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาหรือธนบุรี เข้าสู่เมืองตราดหลายร้อยครัวเรือน   ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตามคลองและลุ่มแม่น้ำ เช่น ลุ่มแม่น้ำเกาะปอ, แม่น้ำครางครืน, แม่น้ำตาไต, แม่น้ำบางกระสอบ, แม่น้ำตะปังรุง, แม่น้ำคลองพิพาท, อ่าวเกาะกะปิ, คลองแพรกกษัตริย์, อ่าวยายแสน, อ่าวพลีมาศ, อาหนี และอาจเลยไปถึงนาเกลือ และส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีนประสมอยู่ด้วย

ต่อมารัฐบาลสยามยอมยกเมืองตราดและปัจจันตคิรีเขตรแก่ฝรั่งเศสตามพิธีสารลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2447 เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกจากเมืองจันทบุรี  และมีการทำหนังสือลงนามระหว่างสยามกับฝรั่งเศสอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 โดยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณแก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย กับเมืองตราด แต่ฝรั่งเศสไม่ได้ยกเมืองปัจจันตคิรีเขตรคืนมาด้วย ชาวไทยที่ตกค้างในจังหวัดเกาะกงจึงเปลี่ยนสภาพเป็นคนพลัดถิ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน     ก่อน พ.ศ. 2514 มีชาวไทยที่อาศัยในเกาะกงราว 40,000 คน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเขมรแดง ชาวไทยในเกาะกงลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว บ้างก็โยกย้ายไปฝั่งไทย บ้างก็ถูกเขมรแดงสังหาร ทำให้ พ.ศ. 2528 เหลือชาวไทยในเกาะกงอยู่ราว 8,000 คน สมัยที่เจ้านโรดม สีหนุเป็นกษัตริย์อยู่นั้นเคยห้ามคนเกาะกงพูดภาษาไทย หากฝ่าฝืนจะถูกตำรวจจับ และบางรายโชคร้ายก็จะถูกฆ่า  จากการกดขี่ดังกล่าว ชาวไทยในเกาะกงจึงอพยพเข้าสู่ประเทศไทยถึงสี่ระลอก ได้แก่ ระลอกที่หนึ่ง (พ.ศ. 2502–2512) ตรงกับยุคนโรดม สีหนุ ระลอกที่สอง (พ.ศ. 2513–2518) ตรงกับยุคลอน นอล ระลอกที่สาม (พ.ศ. 2518–2520) ในช่วงที่เวียดนามยึดครองกัมพูชา และระลอกที่สี่ (พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา) ถือว่าเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ปัจจุบันชาวไทยในเกาะกงล้วนมีเครือญาติอยู่ในประเทศไทย นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในประเทศไทย และมีจิตสำนึกว่าตนเองเป็นคนไทย

ชาวไทยจากเกาะกงหลายคนมีบทบาททางการเมืองของกัมพูชา เช่น ใส่ ภู่ทอง จา เรียง (หรือ จำเรียง ศิริวงษ์) และเตีย บัญ (หรือ สังวาลย์ หินกลิ้ง)     ชาวไทยในเกาะกงรวมเป็นกลุ่มพลพรรคไทยเกาะกง ด้วยมุ่งหวังความปลอดภัยและอำนาจอิสระในการปกครองตนเองของคนไทย[46] หลังสิ้นสุดยุคเขมรแดงใน พ.ศ. 2522 รัฐบาลกลางกัมพูชาประกาศยอมรับชาวไทยในเกาะกงเป็นชนชาติส่วนน้อย เป็นประชาชนกัมพูชาโดยนิตินัยเสมอภาคเท่าเทียมกับชาวเขมร มีอิสรภาพปกครองตนเอง มีสิทธิในการกำหนดนโยบายในการบริหารท้องถิ่น          ในรัฐบาลฮุน เซน มีชาวไทยขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเกาะกงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ยุทธ ภู่ทอง, บุญเลิศ พราหมณ์เกษร, รุ่ง พราหมณ์เกษร และมิถุนา ภู่ทอง   แต่เดิมเกาะกงในปี พ.ศ. 2506 เคยออกกฎห้ามชาวเกาะกงพูดภาษาไทย โดยจะปรับเป็นคำละ 25 เรียล ห้ามมีเงินไทย และห้ามมีหนังสือไทยอยู่ในบ้าน หากเจ้าหน้าที่พบจะถูกทำลายให้สิ้นซาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ค่าปรับการพูดภาษาไทยเพิ่มขึ้นเป็น 50 เรียล หากไม่ปฏิบัติจะถูกแขวนป้ายประจาน แต่ทุกวันนี้ภาษาไทยมีความสำคัญมาก ชาวกัมพูชาไม่ว่าไทยหรือเขมรนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในเมืองไทย

คนเชื้อสายไทยในจังหวัดพระตะบองและบันทายมีชัย

จากการที่เขมรตกอยู่ภายใต้การปกครองของสยามตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24–25 ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  ทำให้มีเจ้านายเขมรเข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์สยามหลายครั้งก่อนกลับไปเสวยราชย์กรุงกัมพูชา   มีการส่งพระสงฆ์เขมรมาบวชเรียนในสยาม เพื่อสั่งสอนศาสนา รวมทั้งนำรูปแบบศิลปกรรมกลับไปใช้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

มีชาวไทยหลายคนที่มีเชื้อสายกัมพูชา   เช่น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์   นายควง อภัยวงศ์ หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์)บิดาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัขต์    และจิตร ภูมิศักดิ์    

โดย  สุริยพงศ

ท้องอืด ลมในท้องเยอะ อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

ท้องอืด ลมในท้องเยอะ อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

ท้องอืด ลมในท้องเยอะ อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คุณเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่ ท้องอืด ลมในช่องท้องเยอะ  ท้องผูกเป็นประจำ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ตรวจหาโรคทางลำไส้ โรคในช่องท้อง หรือในช่องอกก็ปกติ แต่เมื่อไปตรวจทางกายภาพบำบัดพบว่า อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล

อาการที่กล่าวมาข้างต้นสัมพันธ์กับโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุลอย่างไร เพ็ญพิชชากร  แสนคำ นักกายภาพบำบัดจาก คลินิกกายภาพบำบัดอริยะ ชั้น 1 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  มาให้ข้อมูลเรื่องนี้ว่า  ช่องท้องของคนเราจะมีระบบประสาทที่มาควบคุมการทำงานแยกจากส่วนอื่น จนได้ชื่อว่าเป็น “สมองที่ 2” <Second Brain> ระบบประสาทนั้นชื่อว่า Enteric System เป็นการทำงานอยู่นอกเหนือการสั่งการด้วยสมอง เป็นส่วนของร่างกายที่มีการควบคุมการทำงานด้วยระบบประสาทอัตโนมัติ และอีกส่วนส่วนหนึ่งที่ผ่านเส้นประสาทสมอง <Cranial nerve> คู่ที่10 <Vagas nerve>  ซึ่งระบบประสาท Enteric System เป็นรากประสาทที่ออกมาจากแกนกลางกระดูกสันหลัง แล้วส่งกระแสประสาทผ่านไปกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้อง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากโครงสร้างร่างกาย หรือแนวกระดูกสันหลังของเรา ขาดความยืดหยุ่น มีการยึดติด ก็มักส่งผลถึงระบบการทำงานในช่องท้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการไหลเวียนของระบบประสาท หรือความตึงรั้งต่อเนื่องไปถึงผนังช่องท้อง เหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ในช่องท้องได้ ไม่ว่าจะเป็นอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ลมในท้องเยอะ จนไปถึงท้องผูก เมื่อมีปัญหาในช่องท้อง มักกระทบกับช่องอก ซึ่งจะมีกระบังลมคั่นอยู่ เมื่อลมเยอะ กระบังลมเคลื่อนตัวขึ้นลงได้ยาก อาจทำให้การขยายตัวของปอดถูกจำกัดลง ยิ่งมีภาวะกระดูกสันหลังยึดติดด้วย จะทำให้เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่มร่วมด้วย

การใช้ชีวิตประจำวันมักกระทบโดยตรงกับการทำงานของระบบร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เลือกรับประทาน ความเร่งรีบ อิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการนั่งห่อตัว ซึ่งมีผลทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล จำกัดการไหลเวียนในร่างกาย การทำงานในช่องอก และช่องท้อง จำกัดลง นานเข้าส่งผลเป็นความเครียดให้ร่างกาย และจิตใจโดยไม่รู้ตัว  สมดุลในการทำงานของระบบย่อยอาหารแปรปรวน เกิดภาวะผิดปกติของร่างกายดังกล่าวข้างต้นได้

การแก้ปัญหาอาการที่เป็น เริ่มต้นด้วยการขยัน ขยับตัว เคลื่อนไหวให้มาก นั่งต่อเนื่องนิ่งๆ ไม่เกิน 45 นาที เป็นอย่างมาก เพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว ขยับตัว กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของทุกระบบในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารเสร็จใหม่ ให้เดินสัก 10-15 นาที เพื่อช่วยการย่อยอาหาร  หากต้องนั่งต่อเนื่องควรยืดตัว บิดลำตัว เหยียดแขน หมุนไหล่ เตะขาเหยียดเข่าในท่านั่งเก้าอี้  ทำเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ เพียงการเคลื่อนไหวที่เล็กน้อยเหล่านี้ แต่ทำบ่อย ก็สามารถส่งเสริมให้ร่างกายมีการไหลเวียนที่ดีได้  และช่วยปรับสมดุลการทำงานของอวัยวะภายในได้อีกด้วย

คุณแหน : 25 กันยายน 2568

คุณแหน : 25 กันยายน 2568

คุณแหน : 25 กันยายน 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเป็นประธานเปิดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก ประจำปี 2568 (World Rabies Day 2025) จัดโดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  28 ก.ย.เวลา 14.30 น. ณ ห้องแกรนด์ เอบี โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น …
  • เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาสภากาชาดไทย ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568 สภากาชาดไทย กำหนดจัดงานกาชาดประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “70 พรรษา ขัตติยนารีรัตนา ปวงประชาสดุดี” ระหว่างวันที่ 11-21 ธ.ค.2568 เพื่อหารายได้โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย นำไปใช้ในการดำเนินภารกิจบรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย แก่ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ..
  • มุกดา  จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมสตรีอาสาสมัครฯ พร้อมด้วย ขจิตพรรณ ไทยเพ็ชร อดีตนายกฯ หลายสมัย มอบทุนการศึกษาประจำปีแก่  ดร.ปนัดดา วงค์จันตา ผอ.โรงเรียนเศรษฐเสถียร เพื่อสนับสนุนการศึกษาโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ ,โรงเรียนสอนคนตาบอดและโรงเรียนปัญญาวุฒิกร  วันที่ 26 ก.ย.10.00 น. ที่โรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ ..
  • “ครูเจี๊ยบ” นนทิยา จิวบางป่า สูญเสีย คุณพ่อประยูร จิวบางป่า พิธีสวดพระอภิธรรม  24 ก.ย.-28 ก.ย.18.30 น. ที่ วัดบางเพ็งใต้ ศาลา 6.. ประชุมเพลิง 29 ก.ย.17.00 น..
  • คณะกรรมการทุน รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ และผู้แทนคณะการสื่อสารมวลชน ม.เชียงใหม่ อาทิ ศุลีพร โชควิวัตน ร่วมยินดีกับ อ.มานิจ สุขสมจิตร เนื่องในโอกาสที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ..
  • วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ขอความอนุเคราะห์ขอรับบริจาคภาพเก่าที่เกี่ยวข้องกับวัดปรมัยยิกาวาส ในอดีต เป็นภาพเก่าหรือ Digital File เพื่อใช้ในงานฉลองพระอารามครบ 150 ปีและลงสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เกี่ยวกับวัด สอบถามทาง Facebook วัดปรมัยยิกาวาส  โทร.080-6087464 พระครูสมุห์เมธิสิทธิ์ เมธสิทฺโธ..
  • วันนี้ นสพ.แนวหน้าเราครบทีม  มี “ปอง” อัญชะลี ไพรีรักษ์ ได้รับคำพิพากษาจากศาลฎีกา ‘ยกฟ้อง’ คดีสุดท้ายของเธอ กปปส.บุก NBT ที่ติดตัวมาก่อนเข้าแนวหน้า ตั้งแต่ปี 2551 ต่อไปนี้ นสพ.แนวหน้า พร้อมผนึกกำลังก้าวเดินก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ช่วยกันลุ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่าน ขอให้เรารวมกันเพื่อชาติ-ศาสน์-กษัตริย์  ตลอดไป ชั่วฟ้าดินสลาย..

น้อง