“ตำมัง” ร้านวีแกนสัญชาติไทยร้านแรกที่ได้อยู่ในคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2025

“ตำมัง” ร้านวีแกนสัญชาติไทยร้านแรกที่ได้อยู่ในคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2025

“ตำมัง” ร้านวีแกนสัญชาติไทยร้านแรกที่ได้อยู่ในคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2025

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

ปี 2025 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอาหาร Plant-Based ไร้เนื้อสัตว์ของประเทศไทย เมื่อมิชลิน ไกด์ ได้เปิดหมวดหมู่ใหม่ “วีแกน” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยอมรับและส่งเสริมอาหารจากพืช หรือ Vegan ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัวหมวดหมู่วีแกน นี้ในคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย เป็นสัญญาณชัดเจนว่า มิชลินกำลังปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้สอดคล้องกับความต้องการของนักชิมที่หันมาสนใจอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น

ในปี 2025 ร้าน “ตำมัง อีสาน เจ มังสวิรัติ วีแกน” กลายเป็นจุดสนใจของนักชิม โดยได้รับเลือกเป็นร้านอาหารวีแกนแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการระบุอย่างชัดเจนในคู่มือมิชลิน ไกด์ เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงการเติบโตของจำนวนประชากรที่การรับประทานอาหารจากพืชในประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งนี้ “ตำมัง” ยังคงเป็นร้านอาหารวีแกนเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากมิชลินจนถึงตอนนี้

“ตำมัง” ถือเป็นร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ด้วยการเสิร์ฟอาหารอีสานสไตล์ดั้งเดิมที่ปราศจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ “ร้านตำมัง” ก่อตั้งโดยคุณกิตติโชค วีระเตชะ, คุณกรพิพัฒน์ การุณยเลิศ และคุณพีรญา การุณยเลิศ ปัจจุบันมี 2 สาขาคือ ตำมังพระราม2 และ ตำมังสาทร-เจริญราษฎร์  

จุดเด่นที่น่าจับตาของ “ร้านตำมัง” ได้แก่   

– เนื้อจากพืชผลิตจากครัวแบบโฮมเมด: สิ่งที่ทำให้ตำมังแตกต่างคือการใช้เนื้อจากพืชที่ผลิตขึ้นเองจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น เห็ด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี ซึ่งไม่ผ่านการแปรรูปขั้นสูง ในระดับอุตสาหกรรม (No Ultra-processed)
– วัตถุดิบท้องถิ่นในแบบออร์แกนิกและปลอดสารพิษ: ร้านนี้ใช้ผักสมุนไพรจากสวนผักตำมังเองที่ปลูกในแบบออร์แกนิกและปราศจากสารพิษ ผ่านการล้างด้วยโอโซน เพื่อให้แน่ใจว่าผักสดสะอาดและปลอดภัย
– รีวิวจากลูกค้าทั่วไป: ร้านตำมังได้รับคะแนนรีวิวสูงมากจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ อย่าง Google Maps, Grab Food, Lineman และ Robinhood โดยได้คะแนนเฉลี่ยสูงถึง 4.9-5 ดาว ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันโดยมวลมหาชนถึงคุณภาพและความน่าสนใจของร้านนี้

แม้ว่ามิชลิน ไกด์ จะไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่เจาะจง แต่จากการวิเคราะห์เกณฑ์การประเมินร้านมิชลินร่วมกับลักษณะเฉพาะของตำมัง พบว่าเหตุผลที่ทำให้ร้านนี้ได้รับการคัดเลือกคือ

– คุณภาพการทำอาหาร: การใช้เทคนิคการปรุงที่เน้นพืชผักเป็นส่วนใหญ่ เช่น การหมักถั่วเหลืองแทนน้ำปลาและปลาร้า ถือเป็นการแสดงถึงความชำนาญในการทำอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่มิชลินให้ความสำคัญ

– เอกลักษณ์เฉพาะตัว: ร้านมีแนวคิดที่ชัดเจนในการเสิร์ฟ เนื้อจากพืชที่ไม่มีการแปรรูปหลายขั้นตอน  ทำให้สามารถรักษาความสดใหม่และรสชาติที่เป็นธรรมชาติ (No Ultra-processed Pant Based Meat)

– ความคุ้มค่า: ร้านตำมังได้รับการจัดอยู่ในระดับราคา “฿” ซึ่งหมายถึงร้านที่มีราคาประหยัด แต่ยังคงคุณภาพสูง อาหารที่เริ่มต้นเพียง 65 บาท ทำให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเข้าถึงได้

ตำมังได้รับการคัดเลือกในประเภท “ร้านอาหารที่ได้รับคัดเลือก” (MICHELIN Selected) ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ถึงระดับดาวมิชลินหรือบิบ กูร์มองด์ แต่ก็เป็นการยอมรับในคุณภาพของร้าน การที่ร้านวีแกนได้รับการระบุอย่างชัดเจนในคู่มือมิชลิน ไกด์ ถือเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญในวงการอาหารไร้เนื้อสัตว์ และเป็นการปูทางไปสู่การได้รับรางวัลในระดับที่สูงขึ้นในอนาคต

มิชลิน ไกด์ไม่ได้เพิ่งเริ่มมีหมวดหมู่วีแกนในปี 2025 แต่ก่อนหน้านี้ร้านอาหารหลายแห่งที่เน้นการใช้พืชผักก็ได้รับการยอมรับจากมิชลิน เช่น Gaa (2019): ร้านอาหารอินเดียที่มีเมนูมังสวิรัติเต็มรูปแบบ ได้รับ 1 ดาว พรุ (PRU) (2021): ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินรักษ์โลก และมีการใช้วัตถุดิบจากพืชผัก Haoma (2023): ร้านอาหารอินเดียแนวใหม่ที่ได้รับ 1 ดาวและดาวรักษ์โลก และ ตำมัง (2025): ร้านอาหารวีแกนแท้ๆ ที่ได้รับการระบุในหมวดหมู่วีแกนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ในปี 2025 นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีร้าน Légume ในกรุงโซล, เกาหลีใต้ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ร้านอาหารวีแกนแห่งแรกในเอเชียที่ได้รับดาวมิชลิน” การที่ทั้ง “ตำมัง” และ “Légume” ปรากฏในคู่มือมิชลิน ไกด์ ปี 2025 ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอาหารทั่วโลก ซึ่งมิชลินกำลังปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับกระแสอาหารจากพืชที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชีย

การมาของหมวดหมู่วีแกนในคู่มือมิชลิน ไกด์ เป็นการพิสูจน์ว่าอาหารจากพืชไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นส่วนสำคัญในอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารโลก และในอนาคตคาดว่าเราจะได้เห็นร้านอาหารไร้เนื้อสัตว์ที่ได้รับการพิจารณาให้ปรากฏในคู่มือมิชลินมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความนิยมที่เพิ่มขึ้นของตลาดอาหารพืชผัก หรือ Vegan

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ทำไมคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า ‘เขมร’

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.14 น.

ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา คนไทยเรียกคนและประเทศกัมพูชาว่า “เขมร” อ่านว่า “ขะ-เหมน” ซึ่งเป็นคำภาษาไทย เกิดจากการเพี้ยนเสียงของคนไทยจากคำว่า “ขแมร์” Khmer และเรียกคนกัมพูชาโบราณ ยุคสร้างปราสาทหินว่า “ขอม” ทั้งในพงศาวดาร จารึก และวรรณกรรม เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง ผู้ที่กษัตริย์กัมพูชาส่งให้ไปปกครองกรุงสุโขทัยก่อนที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก่อตั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจขอม มีนิทานเรื่อง ขอมดำดิน เพลงขอมพิสัย เพลงเขมรไทรโยค เขมรลออองค์ เขมรปากท่อ เขมรกล่อมลูก เขมรไล่ควาย แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีชาวกัมพูชาทำคลิปวีดีโอบอกว่า  ไม่ชอบให้เรียกว่าเขมร (ขะ-เหมน) แต่ให้เรียกว่า คนหรือประเทศกัมพูชา แทน

เมื่อถามต่อว่าทำไมไม่ชอบให้เรียกว่า “เขมร” ก็ได้รับคำตอบว่าเพราะ คำว่าเขมร มาจากภาษาโบราณว่า กฺญุม กมีร์ หรือ เกมร Khnum แปลว่า ทาส หรือ ข้ารับใช้ บ่าว ไพร่ ผู้ใช้แรงงาน Slave, Bondsman ซึ่งเป็นการมองเชิงลบ ดูถูก ด้อยค่า ลดทอน ล้าสมัย ที่คนกัมพูชาหลายคนไม่ชอบ คล้ายกับที่คนจีน ไม่ชอบให้เรียกว่า “เจ๊ก” คนกูย ไม่ชอบให้เรียกว่า “ส่วย” คนอาข่าไม่ชอบให้เรียกว่า “อีก้อ” และ คน มลาบรีไม่ชอบให้เรียกว่า “ผีตองเหลือง”  

ในสมัยโบราณ ชาวขแมร์เริ่มมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใกล้เคียงกับชาวมอญโดยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาในกลุ่มภาษามอญ-ขแมร์และสร้างจักรวรรดิขแมร์ขึ้นในอดีต ชาวขแมร์แบ่งได้เป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่มตามถิ่นที่อยู่และภาษาที่ใช้คือชาวขแมร์กัมพูชา พูดภาษาขแมร์ ขแมร์สูงหรือขแมร์ลือ ជនជាតិខ្មែរខាងជើង อยู่ในประเทศไทย แถบอีสานใต้เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ  บุรีรัมย์  พูดภาษาขแมร์ถิ่นไทยหรือ ขแมร์บน ที่เป็นสำเนียงอีสานใต้  ที่ไม่เหมือนกับแขมร์กัมพูชา และพูดภาษาไทยด้วยจำนวนราว 1 ล้านคน  บางส่วนมีความสามารถในการเลี้ยงช้าง  ทอผ้าไหม และ ชาวขแมร์กรอมหรือขแมร์ต่ำ  เป็นชาวขแมร์ที่อยู่ทางดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม จำนวนราว 7 ล้านคน   ต่อมาเนื่องจาก สงครามกลางเมืองกัมพูชา ชาวขแมร์หลายพันคนได้อพยพลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในประเทศ ฝรั่งเศสสหรัฐอเมริกา  แคนาดา และออสเตรเลีย

คำว่า “ขอม” เป็นคำภาษาไทย  ที่คนสุโขทัย สมัย พ.ศ. 1800  เรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของกรุงสุโขทัย  บริเวณละโว้ (ลพบุรี)  อยุธยา นครปฐม อีสานใต้   ส่วนในสมัยอยุธยา ขอมหมายคนชาวขแมร์ในพื้นที่กัมพูชาปัจจุบัน คำว่า ขอม มาจากคำภาษาแขมร์โบราณว่า กโรม หรือ กโรม (Karom) กรอม กล๋อม  กะหล๋อม     แปลว่าผู้อยู่ข้างล่าง อยู่ทางใต้  ที่ลุ่มต่ำกว่า  เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำโขง เชี่ยวชาญการสร้างปราสาทหิน  นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดู และพุทธมหายาน   ชาวกัมพูชาไม่เรียกตัวเองว่าขอม เพราะไม่เคยรู้จักขอม  ไม่เรียกตนเองว่าขอม   และภาษาเขมรไม่มีคำว่าขอม  เหมือนชาวอินเดียไม่เรียกตนเองว่า แขก  ทั้งยังไม่พบคำว่าขอมในจารึกขแมร์โบราณอีกด้วย    อักษรขอม พัฒนามาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ เช่นเดียวกับอักษรมอญ อักษรไทย และอักษรกัมพูชาปัจจุบัน  พวกขอมนี้ ตัดผมเกรียน กินข้าวเจ้า  นุ่งผ้าโจงกระเบน นับถือศาสนาพราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธมหายาน  ต่างจากพวกลาวที่กินข้าวเหนียว ไว้ผมยาว นับถือพุทธเถรวาท 

คนกับพูชา  เรียกภาษา  ประเทศ และ ตนเองว่า  “ขแมร์ Khmer” ออกเสียงว่า แคฺมร์ (khmaer) ซึ่งมาจากภาษาโบราณ ว่า เกมร  ที่แปลว่าข้ารับใช้ที่เป็นชาวแขมร์

คนขแมร์เรียกดินแดนของตนมาตั้งแต่ยุคสร้างปราสาทหินสมัยก่อนเมืองพระนคร ว่า “กัมพูชา”หรือ “กัมพูเจีย” (Kambuja, Cambodia)  เป็นชื่อประเทศ  มาจากคำว่า “កម្ពុជា” (Kampuchea) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ว่า กัมโพช หรือกัมพุชะ  “कम्बुज” (Kambuja)  ซึ่งเป็นชื่อแคว้นโบราณในประเทศอินเดีย  หมายถึง “ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าชายกัมพู” โดยอ้างอิงถึงพราหมณ์หรือฤาษี ชาวอินเดียชื่อกัมพูมุนี (Kambu Muni) หรือ กามพู สวยัมภูวะ หรือ โกณทัญญะ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูลในตำนานของชาวเขมร ผู้สร้างอาณาจักรฟูนันในสมัยพุทธศตวรรษที่ 6 แล้วต่อด้วยอาณาจักรเจนละสมัยพุทธศตวรรษที่ 11     นับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดูจากอินเดียที่บูชาพระอิศวร

ในพุทธศตวรรษที่ 17-18 อาณาจักรขอมมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมหิธรปุระซึ่งอยู่บริเวณอีสานใต้ของประเทศไทย แถบปราสาทหินพิมาย และพนมรุ้ง  แล้วต่อมาย้ายไปสร้างปราสาทนครวัดที่เมืองพระนครหลวง  จนถูกปฏิวัติในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 โดยนายแตงหวาน

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จำแนกชาวเขมรในสยามไว้ 4 พวก คือ จำพวกที่ 1 เขมรที่เป็นชาวสยามแท้ เรียกในราชการว่า “เขมรป่าดง” เป็นราษฎรเมืองสุรินทร์ สังฆะ ขุขันธ์ จำพวกที่ 2 เขมรเก่า เป็นคนเขมรที่อพยพมาจากเมืองโพธิสัตว์  เสียมราฐ  พระตะบอง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินบ้าง รัชกาลที่ 1 บ้าง พวกนี้อยู่ที่มณฑลราชบุรีเช่น อ.โพธาราม อ.ปากท่อ   กรุงเทพ (ชุมชนวัดคอนเซ็ปชัญ  ซอยมิตตคาม ถ.สามเสน เขตดุสิต)    จำพวกที่ 3 เขมรกลาง คือ เขมรที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พวกนี้โดยมากอยู่ในมณฑลกรุงเทพ  ปราจีนบุรี  นครปฐม(ริมแม่น้ำท่าจีน) สุพรรณบุรี(ต.บ้านโพธิ์  และ ต.ตลิ่งชัน)  จำพวกที่ 4 เขมรใหม่ คือ เขมรที่อพยพตั้งแต่ ค.ศ. 1858 มีมากในมณฑลบูรพา หรือเมืองพระตะบองเป็นต้น    คนไทยเชื้อสายขแมร์ที่มีชื่อเสียง  ได้แก่ นายควง อภัยวงศ์ (ชาวพระตะบอง) นายเนวิน ชิดชอบ (นักการเมืองชาวบุรีรัมย์)  นายสุรชัย  จันทิมาธร (นักดนตรีชาวสุรินทร์ )  นายพิศาล มูลศาสตร์สาธร (อดีต รมว.แรงงาน ชาวสุรินทร์)

เมื่อรู้แล้วว่าคนกัมพูชา ไม่ชอบให้เรียกว่า “ขะ เหมน” ที่คนไทยเรียกมาหลายร้อยปี   เพราะแปลว่า ข้าทาส หรือคนรับใช้ คนไทยก็อย่าเรียก  แต่เรียกว่า คนกัมพูชา  และประเทศกัมพูชา ก็หมดเรื่อง ไม่เห็นจะมีปัญหาที่ไหน     

โดย  สุริยพงศ์

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ เชฟรอน และ BCPR มอบรถพยาบาลฉุกเฉินแก่ รพ.ปัตตานี

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ เชฟรอน และ BCPR มอบรถพยาบาลฉุกเฉินแก่ รพ.ปัตตานี

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ เชฟรอน และ BCPR มอบรถพยาบาลฉุกเฉินแก่ รพ.ปัตตานี

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.09 น.

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ร่วมกับ บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย จำกัด) และ บริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด (BCPR) ในกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานและผู้ร่วมประกอบกิจการปิโตรเลียมของแปลงสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 มอบรถพยาบาลเคลื่อนที่พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน จำนวน 1 คัน และอุปกรณ์การแพทย์ จำนวน 4 เครื่อง เพื่อปรับปรุงอุปกรณ์ในรถพยาบาลที่มีอยู่เดิม รวมมูลค่ากว่า 3.6 ล้านบาท ให้กับโรงพยา บาลปัตตานี โดยได้รับเกียรติจาก นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจัง หวัดปัตตานี เป็นประธานในพิธีการมอบรถพยาบาลฉุกเฉินในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานช่วยชีวิตผู้ป่วยเมื่อมีเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น  

พรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โรงพยาบาลปัต ตานี เป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่แห่งเดียวในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการให้บริการทางการแพทย์ที่สำคัญสำหรับประชาชนในจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ในฐานะตัวแทนของผู้รับสัญญาของแปลงสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/65 ทางเราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ส่งมอบรถพยาบาลและอุปกรณ์ช่วยชีวิตเพื่อช่วยเพิ่มความพร้อมและศักยภาพของโรงพยาบาลในการให้บริการความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที โดยต้องขอบคุณทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานที่ให้ความเห็นชอบโครงการนี้”

การส่งมอบครั้งนี้ นับรวมถึงรถพยาบาลพร้อมติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตจำนวน 1 คัน และอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉินอีก 4 เครื่อง ได้แก่ เครื่องให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เครื่องดูดเสมหะชนิดปรับแรงดัน เครื่องควบคุมให้สารละลายด้วยกระบอกฉีดยา และเครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพชนิดเคลื่อนย้ายได้ เพื่อนำไปทดแทนอุปกรณ์ในรถพยาบาลที่มีอยู่เดิม โดยบริษัทฯ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับทางโรงพยา บาล เพื่อจัดหารถพยาบาลและติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ช่วยชีวิตฉุกเฉินที่ได้คุณภาพ และตอบโจทย์ภารกิจช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รถพยาบาลฉุกเฉินและเครื่องมือทางการแพทย์ดังกล่าว ได้รับการออกแบบติดตั้งตามข้อกำหนดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินทุกประการ พร้อมด้วยระบบไฟและเสียงสัญญาณตามที่กฎหมายกำหนด และได้ดำเนินการขออนุญาตเป็นที่เรียบ ร้อยแล้ว

พาตีเมาะ สะดียามู  ผวจ.ปัตตานี  เป็นประธานในพิธีส่งมอบรถพยาบาลฉุกเฉิน และอุปกรณ์ทาง   การแพทย์  โดยมี กำพล กำเนิดศิริ ผอ.กองเทคโนโลยีการประกอบกิจการปิโตรเลียม ผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ พรสุรีย์ กอนันทา รองประธาน กก.บริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บจก.เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนส่งมอบรถพยาบาลฉุกเฉินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แก่ นพ.รุซตา สาและ ผอ.รพ.ปัตตานี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี สนั่น สนธิเมือง รอง ผวจ.ปัตตานี ,แวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ปัตตานี และ อันน์เกตุ ลีลาไพบูลย์ นายกสมาคมการประมง จ.ปัตตานี ร่วมเป็นสักขีพยาน

พาตีเมาะ สะดียามู ผวจ.ปัตตานี เป็นประธานในพิธีส่งมอบรถพยาบาลฉุกเฉิน และอุปกรณ์ทาง การแพทย์ โดยมี กำพล กำเนิดศิริ ผอ.กองเทคโนโลยีการประกอบกิจการปิโตรเลียม ผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ พรสุรีย์ กอนันทา รองประธาน กก.บริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บจก.เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) เป็นตัวแทนส่งมอบรถพยาบาลฉุกเฉินและอุปกรณ์ทางการแพทย์ แก่ นพ.รุซตา สาและ ผอ.รพ.ปัตตานี เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี สนั่น สนธิเมือง รอง ผวจ.ปัตตานี ,แวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ปัตตานี และ อันน์เกตุ ลีลาไพบูลย์ นายกสมาคมการประมง จ.ปัตตานี ร่วมเป็นสักขีพยาน

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ‘Thailand Good Travel’ ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ‘Thailand Good Travel’ ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวตราสัญลักษณ์ ‘Thailand Good Travel’ ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

กรมการท่องเที่ยว เปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Thailand Good Travel” ภายใต้แนวคิด The Mark of Trust: Verified Journeys, Lasting Value เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่มีคุณ ภาพและความน่าเชื่อถือ

การเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thailand Green Plan 2030 ประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กรมการท่องเที่ยวริเริ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์กติกาใหม่ของโลกด้านความยั่งยืน และการปรับตัวตามมาตรฐานสากล โดยนำหลักเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ร่วมกับองค์ความรู้และมาตรฐานจาก Green Destinations Foundation และ Travelife for Tour Operators มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนามาตรฐานครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมในบริบทของไทย

ตราสัญลักษณ์ “Thailand Good Travel” คือ การผสานสัญลักษณ์แห่งชาติและความน่าเชื่อถือระดับสากลเข้าไว้ด้วยกัน โดยใช้ไอคอนช้างซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศไทยและพลังแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ และ งาช้าง ที่ถูกออกแบบเป็นรูปเครื่องหมายถูก สื่อถึงการรับรองคุณภาพอย่างเป็นสากล สีเขียวนีออนผสมส้มสะท้อนความทันสมัยและพลังในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ทำให้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการท่องเที่ยวที่ได้รับการการันตีคุณภาพและความมีพลังมีชีวิตชีวา หรือความสุขจากการท่องเที่ยว ดังนั้นสีนี้จึงเป็นตัวแทนของการผสานระหว่างนวัตกรรมของมนุษย์กับพลังอันยิ่งใหญ่ที่เป็นสัญญานเตือนของธรรมชาติ สู่จุดยืนการเร่งขับเคลื่อนเพื่อความยั่งยืน

การรับรองนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับผู้ประกอบการ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายการเป็น “แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำของโลกที่เติบโตอย่างสมดุล บนพื้นฐานความเป็นไทย และสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการกระจายรายได้สู่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน” นอกจากการรับรองมาตรฐานแล้ว ตราสัญ ลักษณ์ดังกล่าวยังเป็นใบเบิกทางให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่โอกาสในเวทีระดับโลก เช่น การเข้าร่วมประกวด Top 100 Green Destinations ซึ่งเป็นการยืนยันคุณภาพและความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยต่อสายตานานาชาติ

โดยมีเกณฑ์การประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย

1. สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก หรือขนาดย่อม ที่จำนวนห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง และขึ้นทะเบียนเป็นที่พักถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีเกณฑ์การประเมิน 10 ด้าน ดังนี้ การจัดการและข้อมูล การดูแลผู้คนอย่างใส่ใจ การจ้างงานที่ดี การใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศ การลดขยะ การดูแลจัดการน้ำ การลดมลพิษ อาหารและผลิตภัณฑ์ การดูแลและส่งเสริมวัฒนธรรม การดูแลธรรมชาติ

2. ธุรกิจนำเที่ยว ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมาย และมีการให้บริการด้านการจัดนำเที่ยว ประกอบด้วยเกณฑ์การประเมิน 10 ด้าน ได้แก่ การจัดการความยั่งยืนและการปฏิบัติตามกฎหมาย การจัดการภายในองค์กร: นโยบายด้านสังคมและสิทธิมนุษยชน การจัดการภายในองค์กร: สิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์กับชุมชน ห่วงโซ่อุปทาน: พันธมิตรผู้ประกอบการทัวร์ท้องถิ่น ห่วงโซ่อุปทาน–การขนส่ง-การดำ เนินการบริการขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน–การขนส่ง-การเลือกผู้ให้บริการการขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน-ที่พัก กิจกรรม หัวหน้านำเที่ยว ตัวแทนในท้องถิ่น และมัคคุเทศก์

3. แหล่งท่องเที่ยว หรือสถานที่ซึ่งมีคุณค่าโดดเด่นด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม ซึ่งจะมีเกณฑ์การประเมิน 6 ด้านคือ ด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยว ธรรมชาติและทัศนียภาพ สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิ วัฒน ธรรมและประเพณี ความเป็นอยู่ที่ดีของคนในสังคม การประกอบธุรกิจและบริการ

4. ชุมชนท่องเที่ยว ที่รวมตัวกันจัดการท่องเที่ยวโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้และพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วยเกณฑ์การประเมิน 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวชุมชน การจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมชุมชน ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ด้านคุณภาพการบริหารการท่องเที่ยวชุมชน

โดยในเดือนตุลาคม 2568 นี้ กรมการท่องเที่ยวจะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ เพชรบุรี เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเอง และสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป ตลอดจนเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวไทยกว่า 30 แห่ง เข้าสู่การประ กวดและเวทีการรับรองระดับโลกในอนาคต

ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ไม่ได้เป็นเพียง “สัญลักษณ์” แต่เป็น มาตรฐานความน่าเชื่อถือ ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวไทยเข้ากับระบบกฎเกณฑ์และความต้องการของตลาดยุโรปโดยตรง ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสในการสร้างพันธมิตรใหม่ เข้าถึงนักท่องเที่ยวคุณ ภาพสูง และแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ของโครงการได้ที่ เว็บไซต์ www.thailandgreenplan2030.com และ Facebook Page: Thailand Green Tourism Plan 2030

NSM ชูบทบาทการเป็น ‘คลังความทรงจำทางวิทย์ของชาติ’ ควบคู่กับการเป็นผู้เก็บสะสมด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีของไทย

NSM ชูบทบาทการเป็น 'คลังความทรงจำทางวิทย์ของชาติ' ควบคู่กับการเป็นผู้เก็บสะสมด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีของไทย

NSM ชูบทบาทการเป็น ‘คลังความทรงจำทางวิทย์ของชาติ’ ควบคู่กับการเป็นผู้เก็บสะสมด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีของไทย

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

NSM สะท้อนมุมมองอนาคตพิพิธภัณฑ์ไทยเนื่องในเดือนแห่งวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี 68 ชูบทบาทการเป็น “คลังความทรงจำทางวิทยาศาสตร์ของชาติ” ควบคู่กับการเป็นผู้เก็บสะสมและบันทึกประวัติศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย

24 กันยายน 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM แถลงข่าว “NSM สะท้อนมุมมองอนาคตพิพิธภัณฑ์ไทย ส่งเสริมเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจผ่านคลังวัตถุตัวอย่าง จุดประกายวิทยาศาสตร์ให้จับต้องได้!” ณ “ศูนย์บริหารคลังตัวอย่างและฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์”  อพวช. คลองห้า ปทุมธานี ว่า เดือนกันยายนของทุกปีเป็นเดือนแห่งวันพิพิธภัณฑ์ไทย NSM ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียนที่ผสมผสานความรู้กับประสบการณ์จริงผ่านพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ รวมถึงจัดนิทรรศการหมุนเวียน กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ และเทศกาลวิทยาศาสตร์  โดยใช้แนวคิด “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” (Hands-on Learning) เพื่อกระตุ้นความสนใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์กับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้สู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึงซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า บทบาทที่สำคัญของ NSM คือ การเก็บรักษาและพัฒนาคอลเลกชั่น (Collection) ทางวิทยาศาสตร์ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทางธรรมชาติ วัตถุสิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยี หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นทั้งการอนุรักษ์ การศึกษาวิจัย และการนำองค์ความรู้จากคอลเลกชั่นเหล่านี้มาตีความและถ่ายทอดสู่สังคมอย่างสร้างสรรค์ เรียกได้ว่ากว่า 30 ปีของ NSM ไม่เพียงแต่รักษามรดกทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติให้คงอยู่เป็นหลักฐานสำคัญ หากยังทำหน้าที่เชื่อมโยงความรู้จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถ่ายทอดเป็นองค์ความรู้ที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ประชาชนเห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้เก็บสะสมและบันทึกประวัติศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย” ซึ่งเป็นภารกิจที่มีคุณค่าต่อสังคมอย่างยิ่ง เพราะเรื่องราวการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ได้สะท้อนเพียงความก้าวหน้าทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของประเทศในแต่ละยุคสมัยด้วย” นายสุวรงค์ กล่าวและว่า

NSM ให้ความสำคัญกับการรวบรวม คัดเลือก และอนุรักษ์ทั้งวัตถุ สิ่งประดิษฐ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ เอกสาร ตลอดจนองค์ความรู้ที่แสดงถึงเส้นทางความคิดและความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักประดิษฐ์ และบุคคลทั่วไปที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์และเป็นคลังความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง ทั้งมิติด้านการเรียนรู้ คือการจัดเก็บองค์ความรู้และสิ่งสะสมช่วยให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้าใจพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ไทยอย่างเป็นลำดับขั้น มิติด้านแรงบันดาลใจ คือเรื่องราวความสำเร็จและความพยายามของคนไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน นิสิต นักวิจัย และผู้ประกอบการรุ่นใหม่และมิติด้านการพัฒนา การเป็นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ ช่วยให้สังคมมีต้นทุนทางปัญญาที่จะต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างยั่งยืน

นายสุวรงค์ กล่าวด้วยว่า NSM  มุ่งทำหน้าที่เป็นคลังความทรงจำทางวิทยาศาสตร์ของชาติควบคู่กับการเป็นแหล่งเรียนรู้และแรงบันดาลใจสำหรับทุกวัย เพื่อให้สังคมไทยตระหนักถึงคุณค่าของวิทยาศาสตร์ในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเพื่อส่งต่อความรู้ ความภาคภูมิใจ และจิตวิญญาณของการแสวงหาความจริงทางวิทยาศาสตร์ไปยังคนรุ่นต่อ ๆ ไป

-(016)

CPF ส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ ซ่อมแซมอาคาร รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

CPF ส่งต่อ 'พลังแห่งการให้’ ซ่อมแซมอาคาร รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

CPF ส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ ซ่อมแซมอาคาร รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.

เอกอนันต์ ศรีอินทร์ นายอำเภอพนมดงรัก และ พญ.วรวรรณ กอปรกิจงาม ผอ.รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา รับมอบเงินสนับสนุนการซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาล จำนวน 244,412 บาท จาก บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ โดยมี วรรณา ตุ้มบุตร รอง ผอ.ธุรกิจสุกร และ อสมา คำสด ผจก.กิจกรรมส่งเสริมการขายและธุรกิจจัดเลี้ยง พร้อมด้วยจิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมเป็นผู้แทนมอบเงินดังกล่าว ซึ่งได้มาจากการเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพในราคาพิเศษ เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปช่วยเหลือสังคม ในกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ณ รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

เอกอนันต์ ศรีอินทร์ นายอำเภอพนมดงรัก และ พญ.วรวรรณ กอปรกิจงาม ผอ.รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา รับมอบเงินสนับสนุนการซ่อมแซมอาคารโรงพยาบาล จำนวน 244,412 บาท จาก บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ โดยมี วรรณา ตุ้มบุตร รอง ผอ.ธุรกิจสุกร และ อสมา คำสด ผจก.กิจกรรมส่งเสริมการขายและธุรกิจจัดเลี้ยง พร้อมด้วยจิตอาสาซีพีเอฟ ร่วมเป็นผู้แทนมอบเงินดังกล่าว ซึ่งได้มาจากการเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้าคุณภาพในราคาพิเศษ เพื่อนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปช่วยเหลือสังคม ในกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ณ รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

ยิ่งใหญ่ระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิกาที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์จากทั่วโลกบินมาร่วมงาน

ยิ่งใหญ่ระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิกาที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์จากทั่วโลกบินมาร่วมงาน

ยิ่งใหญ่ระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิกาที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์จากทั่วโลกบินมาร่วมงาน

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.02 น.

สยามพารากอน จับมือกว่า 30 แบรนด์นาฬิการะดับโลก เนรมิตปรากฏการณ์งานนาฬิกาลักชัวรีครั้งประวัติศาสตร์ เปิดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” อย่างยิ่งใหญ่ รวมผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากทั่วโลกร่วมเผยวิสัยทัศน์และคุณค่าเบื้องหลังการรังสรรค์เรือนเวลาบนเวที “The Symposium” พร้อมเชิญชวนคนรักนาฬิกาหรูมาสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านนิทรรศการพิเศษ และเวิร์กช็อประดับเวิลด์คลาสจาก Swiss Watchmaker รวมถึงยลโฉมเรือนเวลาคอลเลกชันใหม่ล่าสุดและนาฬิกาหาชมยากจากหลากหลายแบรนด์ดัง


พิธีเปิดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” จัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 2568 ท่ามกลางเหล่าผู้บริหารแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลก คนดังในแวดวงนาฬิกา เซเลบริตี้ และผู้พิสมัยในเรือนเวลา ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยได้รับเกียรติจาก คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมเปิดเวทีถ่ายทอดเรื่องราวแห่งเรือนเวลาด้วย Opening Symposium “Moments That Last : Thailand as a Luxury Destination for Watch Culture, Storytelling, and Legacy” ซึ่งร่วมแชร์มุมมองโดย แคโรไลน์ เมอร์ฟีย์  กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์โครงการและพัฒนาธุรกิจ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด, คุณณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการบริษัท PMT The Hour Glass, คุณมาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง Friend of Bvlgari Thailand และดำเนินรายการโดย คุณนครินทร์ วนกิจไพบูลย์  ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุจากพันธมิตร อาทิ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, Chatrium Grand Bangkok และ VOSS THAILAND


คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่า “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแวดวงนาฬิกาหรูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สร้างที่สุดแห่งปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้น โดยเฉพาะการเปิดเวที The Symposium ให้ผู้หลงใหลเรือนเวลาได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากผู้บริหารของแบรนด์ระดับโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านงานฝีมือ ประวัติศาสตร์ และนวัตกรรมของเรือนเวลาแต่ละแบรนด์ โดยสยามพารากอน มีความตั้งใจที่จะจัด Bangkok Watch Week ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของงานนาฬิกาที่คนทั่วโลกตั้งตารอคอย ตอบรับกับตลาดนาฬิกาลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยกระดับการสะสมนาฬิกา จากงานอดิเรกสู่การลงทุน มอง ‘ไทม์พีซ’ เป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนรสนิยมและคุณค่าในระยะยาว และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสยามพารากอนในฐานะ Luxury Watch Destination ที่สำคัญของภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกาโลก” 


ทั้งนี้ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” มุ่งเน้นการนำเสนอวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาอันเปี่ยมด้วยความประณีตงดงามของงานฝีมือ และเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้ผู้รักและหลงใหลในเรือนเวลาได้ร่วมเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ให้กับศิลปะแห่งการรังสรรค์นาฬิกาไปด้วยกัน โดยรวมแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกมาไว้ในงานมากกว่า 30 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SOHNE, BIANCHET, BVLGARI, BREITLING, BOVET, BOUCHERON, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, GIRARD-PERREGAUX, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, JAQUET DROZ, LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD, OMEGA, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., VAN CLEEF & ARPELS, ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN และ ZENITH เป็นต้นพร้อมไฮไลต์ที่น่าสนใจมากมาย  

The Symposium เวทีบอกเล่าเรื่องราว (storytelling) และแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา ถ่ายทอดโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์นาฬิกาจากแบรนด์ชั้นนำระดับเวิลด์คลาส ตลอดจนผู้คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิการะดับโลกที่บินตรงมาร่วมเวที ภายใต้หัวข้อน่าสนใจหลากหลาย อาทิ     

  • “The Symposium on TAG HEUER Avant-Garde Horlogerie” กับ Mr. Brice Tchaplyguine Managing Director SEA, Australia & Korea TAG HEUER.
  • “The Symposium on 160 Years of Watchmaking Excellence: Where Heritage Inspires Innovation” กับ Mr. Romain Marietta Chief Products Officer ZENITH.
  • “The Symposium on PANERAI Innovation from the Depths” กับ Mr. Carlos Da Costa Saraiva Head of Customer Service PANERAI.
  • “The Symposium on The Irresistible Charm of LAURENT FERRIER: A Journey Into The Heart of Quiet Luxury” กับ Mr. Robert Bailey Spokesperson of LAURENT FERRIER.
  • “The Symposium on The Evolution of Precision by Grand Seiko : Exploring the Innovation of Spring Drive U.F.A. “with Grand Seiko” กับ Mr. Munehisa Shibasaki Senior Vice President of Seiko Watch Corporation and Head of Grand Seiko Global Division.
  •  “The Symposium on Very Rare: The Art of Being an Independent Watchmaker with H. MOSER & CIE” กับ Mr. Bertrand Meylan CEO H. MOSER & CIE. 
  •  “The Symposium on BOVET: The Journey of Time” กับ Mr. Pascal Raffy Owner/ CEO BOVET.
  •  “The Symposium on The Artisans Code: An Insight of Chopard’s Haute Horology – L.U.C Collection” กับ Mr. Karl – Fritz Scheufele Business & Client Strategy Manager CHOPARD.
  •  “The Symposium on Breitling: The Iconic Navitimer, Then and Now” กับ Mr. Alvin Soon President, Asia, BREITLING.

และยังมีอีกหลายเซสชั่นที่เผยเบื้องหลังการรังสรรค์เรือนเวลา โดยมี Wei Koh บุคคลสำคัญผู้คร่ำหวอดและเป็นที่ยอมรับในแวดวงนาฬิการะดับโลกมาร่วมดำเนินรายการในหัวข้อต่าง ๆ อาทิ

  • “Shape of Time” ซึ่งมี Ms. Emmanuelle Kouakou Managing Director Southeast Asia & Oceaniaแบรนด์ Piaget และ Ms. Lesley Managing Director Southeast Asia & Oceaniaแบรนด์ Panerai ร่วมเสวนา
  • “The Art & Precision of Skeletonised Watchmaking” กับ Mr. Nicholas Rudaz CEO Franck Muller.
  • “Independent Brands: The Evolution of Product Development” กับ Mr.Ong Ban CEO Sincere Fine Watches (Pendulum), Mr. Pascal Raffy CEO Bovet และ Mr. Xavier de Roquemaurel CEO Czapek.
  • “The Aesthetics of Speed and Altitude” กับ Mr.Christian Knoop Chief Design Officer IWC Schaffhausen.

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก Mr. Alain Delamuraz CEO Jaquet Droz และ Mr. Rodolfo Festa Bianchet CEO Bianchet มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

พบกับการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดเป็นที่แรกของโลก (Global Launch) อาทิ การเปิดตัวนาฬิการุ่น L.U.C XPS Urushi “Naga” limited edition ของ Chopard, การเผยโฉมนาฬิการุ่น Le Regulateur Louis Erard x Vianney Halter Thailand Edition โดย Louis Erard, การเปิดตัวนาฬิการุ่น Spring Drive U.F.A. Violet Dawn ของ Grand Seiko นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่น Pioneer Perpetual Calendar Month Date in Stainless Steel ของ BOVET ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในงานนี้  และที่พลาดไม่ได้คือการเปิดตัวที่แรกในเมืองไทยของ Jaquet Droz แบรนด์นาฬิกาสวิสเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นโดยPierre Jaquet-Droz ช่างนาฬิกาและนักประดิษฐ์ชื่อดังจากเมืองลาโชซ์-เดอ-ฟองส์ (La Chaux-de-Fonds) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1738 มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 280 ปี โดยเป็นเรือนเวลาชั้นสูงที่ผสมผสานศิลปะแห่งงานฝีมือเข้ากับนวัตกรรมสวิสอย่างประณีตด้วยเอกลักษณ์ด้านการออกแบบที่หรูหราและซับซ้อน ที่พิเศษคือ Jaquet Droz จะเผยโฉม Tourbillon Skelet-One Gold Dragon Mask นาฬิกาหัตถศิลป์ที่ผสานกลไกโครงสร้างเปลือยเข้ากับความวิจิตรของมังกรทองด้วยงานแกะสลักมังกรทองที่ประณีตและกลไก ทูร์บิญองอันซับซ้อน ถ่ายทอดทั้งพลังและความสง่างามเหนือกาลเวลา สะท้อนเอกลักษณ์แห่งศิลปะ ประเพณี และความหรูหรา ภายในงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ในโซน “The Exhibition” ไม่เพียงรวบรวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน ยังจัดแสดงนาฬิการุ่นลิมิเต็ด, รุ่นมาสเตอร์พีซ, เรือนเวลาที่โดดเด่นด้านความซับซ้อนของกลไกสร้างสรรค์, ชิ้นงานหายาก และคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมระดับโลกที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ประหนึ่งชิ้นงานระดับพิพิธภัณฑ์ ณ ฮอลล์ ออฟ เฟม และ ฮอล ออฟ มิลเรอร์ ชั้น M สยามพารากอน โดยไฮไลต์คือนาฬิกาหายากที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้จำนวน 15 เรือน อาทิ Patek Philippe รุ่น Calatrava Ref:96 Steel, Salmon Dial และ Circa 1944 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น Rare Piece ของรุ่น Calatrava ตลอดจนนาฬิกา Audemars Piguet รุ่น Master02 Ref.15240SG.OO.A347CR.01 ที่เปิดตัวในปี 2024 และผลิตแค่ 250 เรือนทั่วโลก โดยเป็นการทำนาฬิกาแบบย้อนยุครุ่นที่ 2 ของ Audemars Piguet ที่ดึงเอาดีไซน์ยุค 1960 มาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ จนสร้างความตื่นเต้นให้กับนักสะสมทั่วโลก รวมถึง Bvlgari รุ่น Fenice Octo Roma Secret เรือนเวลาสุดหรู มูลค่ามากกว่า 23 ล้านบาท ที่มีเพียงเรือนเดียวในโลก

อีกทั้งยังมี “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจาก แบรนด์ต่าง ๆ ณ บูติกของแบรนด์ อาทิ  Louis Vuitton, Vacheron Constantin, Van Cleef & Arpels และ
อีกหลากหลายบูติก พร้อมด้วยกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับคนรักนาฬิกาตัวจริงจาก 6 แบรนด์ดัง ทั้งการร่วมเฉลิมฉลอง “160 Years of Zenith: Celebrating Horological Milestones” กับ ZENITH, กิจกรรมสาธิตการรังสรรค์เรือนเวลาโดย A. LANGE & SOHNE, กิจกรรมแนะนำการออกแบบนาฬิกาโดย IWC SCHAFFHAUSEN, กิจกรรมบรรยายรายละเอียดกลไก Spring Drive โดยผู้เชียวชาญจาก GRAND SEIKO, กิจกรรมพิเศษจาก OMEGA และกิจกรรม Gouache สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก BOUCHERON ณ คริสตัล คอร์ท ชั้น M สยามพารากอน

คนรักเรือนเวลา นักสะสม และผู้อยู่ในแวดวงนาฬิกาหรู พลาดไม่ได้กับงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025” ปรากฏการณ์งานนาฬิการะดับโลกที่จะยกระดับกรุงเทพฯ ประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาและจุดหมายปลายทางของคนรักเรือนเวลาแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และร่วมเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมนาฬิกาได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กันยายน 2568 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON

วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

วว. รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.58 น.

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Human Rights Awards 2025) ในการนี้ ผศ.ดร.วีรชัย  อาจหาญ  ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เข้ารับรางวัลฯ ประเภทองค์กรรัฐวิสาหกิจระดับดีเด่น โดยมี ดร.อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการบริหาร คณะผู้บริหารและบุคลากร วว. ร่วมแสดงความยินดีและจัดแสดงนิทรรศการผลงานด้วย ณ โรงแรมอัศวินฯ หลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568

ทั้งนี้ วว. ได้รับรางวัลดีเด่นองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และเป็น 1 ใน 13 รัฐวิสาหกิจที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งกรมคุ้ม ครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมมอบให้องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาคประชาสังคมและศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนที่ดำเนินการตามภารกิจ โดยเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชน บูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการทำงาน รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับองค์กรอื่นๆ ในการเสริมสร้างสังคมแห่งการเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน โดยในปี 2568 มีหน่วยงานได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 157 องค์กร ได้แก่ องค์กรภาครัฐ จำนวน 78 องค์กร องค์กรรัฐวิสาหกิจ จำนวน 13 องค์กร องค์กรภาคธุรกิจและภาคประ ชาสังคม จำนวน 55 องค์กร  ประเภทศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน จำนวน 11 ศูนย์

วว. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้การเคารพสิทธิมนุษยชน โดยประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2562 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ในปี 2568 คณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนได้ทบทวนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนให้มีความทันสมัยและสอดคล้องรองรับการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นภารกิจองค์กรที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อรองรับการดำเนินงานดังกล่าวจึงเพิ่มแนวทางปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อความชัดเจนในการดำเนินงาน และสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงความรับผิดชอบ อันเป็นการบูรณาการสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในประบวนการทำงานตลอดห่วงโซ่

วว. มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนี้

1.หลักเกณฑ์และมาตรการการจัดการข้อร้องเรียนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการจัดการข้อร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชน

2.คู่มือมาตรฐานทางคุณธรรมและจรรยาบรรณของคณะกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน วว. เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบได้อย่างมีคุณธรรม และรักษาจรรยาบรรณ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย                                                                

3.คู่มือผู้มีส่วนได้เสียภายใน (Internal Integrity and Transparency Assessment : IIT) เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของพนักงาน ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ การใช้งบประมาณ การใช้อำนาจ การใช้ทรัพย์สินของราชการ การแก้ไขปัญหาการทุจริต นอกจากนี้ วว. ยังมีการประกาศนโยบายการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหารและพนักงาน              

4.คู่มือนโยบายและแนวปฏิบัติธรรมาภิบาลและการจัดการข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลต่างๆ ที่ วว. รับผิดชอบ               

5.คู่มือการรับฟังเสียงของลูกค้า เพื่อเป็นแนวทางรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินงานของ วว.

6.แนวปฏิบัติอย่างยั่งยืนสำหรับคู่ค้า เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าของ วว. ดำเนินงานด้านแรงงาน สุขภาพ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย เป็นไปตามหลักของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน   

7.คู่มือการยื่นข้อเสนอราคาการเสนอราคาและการส่งมอบงานถูกต้องครบถ้วนสำหรับผู้ประกอบการ (supplier) ประจำปี 2567

DMT คว้ารางวัล ‘องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2568’

DMT คว้ารางวัล ‘องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2568’

DMT คว้ารางวัล ‘องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี 2568’

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.25 น.

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย กก.ผจก. บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT เป็นตัวแทนบริษัท เข้ารับรางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568” ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่  “ระดับดีเด่น” จาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.กระทรวงยุติธรรม โดยปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทได้รับรางวัลระดับดีเด่น ทั้งนี้ DMT มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค นับเป็นรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานทุกระดับอย่างแท้จริง ณ รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพฯ

สอง ‘บุตเชอร์’ ตัวแทนประเทศไทยจาก ‘โก โฮลเซลล์’ คว้ารางวัลเวทีแข่งขันนานาชาติ

สอง ‘บุตเชอร์’ ตัวแทนประเทศไทยจาก ‘โก โฮลเซลล์’ คว้ารางวัลเวทีแข่งขันนานาชาติ

สอง ‘บุตเชอร์’ ตัวแทนประเทศไทยจาก ‘โก โฮลเซลล์’ คว้ารางวัลเวทีแข่งขันนานาชาติ

วันพุธ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.00 น.

สอง ‘บุตเชอร์’ คนไทย นายนิธิวัฒน์ พึ่งเจริญ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาหารสด เนื้อวัวและเนื้อสัตว์อื่นๆ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ และ นายพุฒิพงศ์ อิ่นใจ พนักงานปฏิบัติการอาวุโสแผนก สินค้าเนื้อสัตว์ โก โฮลเซลล์ สาขาเชียงใหม่ ตัวแทนบุตเชอร์จาก โก โฮลเซลล์ ที่ไปคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากรายการแข่งขัน The Ultimate Butcher Challenge2025 ที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางการประชันฝีมือตัดแต่งเนื้อ จาก 16 ทีมในอาเซียน ซึ่ง โก โฮลเซลล์  (GO WHOLESALE) เป็นทีมจากประเทศไทยเพียงทีมเดียวที่เข้าแข่งขันรายการนี้

เคยสังเกตหรือไม่ว่า การตัดแต่งเนื้อเป็นรูปแบบต่างๆ จากฝีมือของ “บุตเชอร์” มีผลในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เมนูอาหารให้กับผู้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการ เชฟ หรือคนทั่วไป

“หนึ่งในความสามารถของบุตเชอร์ที่สำคัญคือ ตัดแต่งเนื้อออกมาแล้ว ต้องทำให้ลูกค้าที่มาเห็น มองออกได้ทันทีว่า จะเอาไปทำเมนูอะไร นำไปสู่การตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้จากหน้าเคาน์เตอร์ของแผนกเนื้อสัตว์ของโก โฮลเซลล์ ที่มีชิ้นส่วนต่างๆ ให้เลือกมากมาย เพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน” นายนิธิวัฒน์ พึ่งเจริญ ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออาหารสด เนื้อวัวและเนื้อสัตว์อื่นๆ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าว

“รายการนี้ทาง MLA (Meat & Livestock Australia) แนะนำให้เราเข้าร่วมการแข่งขัน หลังจากเห็นศักยภาพ เนื่องจาก MLA ได้เข้ามาทำหน้าที่จัดอบรมพัฒนาฝีมือให้กับพนักงานแผนกเนื้อสัตว์ของทุกสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางผู้บริหารได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน ทั้งการฝีกซ้อมฝีมือตัดแต่ง และการทำอาหารมาตรฐานเชฟ ที่ได้ The Food School Bangkok ชี้แนะแนวทางอย่างมืออาชีพ” นิธิวัฒน์ บอกเล่า

แม้จะมีเวลาฝึกซ้อมเพียง 8 วัน แต่ทั้งคู่ก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ ก่อนบินไปมาเลเซียเข้าสู่เวทีแข่งขัน ซึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ การตัดแต่งเนื้อ ที่มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน คือ ความสะอาด การใช้มีด ความคิดสร้างสรรค์ การตัดแต่งให้เกิดความหลากหลาย การพรีเซนต์ และ ส่วนของการทำอาหารจากชิ้นส่วนเนื้อที่ตัดมาแล้ว โดยเลือกใช้เนื้อหลากหลาย ทั้งเนื้อวัว  ส่วนหลัก ส่วนรอง และเนื้อแกะ ที่สร้างสรรค์ออกมาเป็นเมนู “Beef Curry Delight of Siam” หรือ “สเต็กเนื้อ ซอสพะแนงตำรับสยาม” ได้อย่างลงตัว

สิ่งที่ทำให้บุตเชอร์ชาวไทยทั้งสอง โดดเด่นเข้าตากรรมการก็คือ  ทักษะการใช้มีด การตัดแต่ง และการใช้ชิ้นส่วนเนื้อที่หลากหลายในการสร้างสรรค์อาหาร

“สิ่งที่ได้รับมันเกินคาด รางวัลครั้งนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้องพนักงานในแผนกเนื้อสัตว์ และการมองอาชีพ บุตเชอร์ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นแล้วกับประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ที่มีอุตสาหกรรมเนื้อวัวที่ใหญ่ แต่บ้านเรายังไม่รับรู้อาชีพนี้มากนัก” นิธิวัฒน์ กล่าว

ด้าน พุฒิพงศ์ เสริมว่า “สำหรับผมแล้ว บุตเชอร์ เป็นอาชีพที่ เท่ เพราะการแล่วัวก็คือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เราต้องรู้สรีระของวัว ลงลึกถึงการเลี้ยง มัดกล้ามเนื้อ ต้องรู้ว่า วัวหนึ่งตัวสามารถทำได้กี่เมนู แล่ออกมาได้กี่ชิ้นส่วน ถ้าคนไม่รักจริง ไม่สามารถทำได้ รางวัลจากเวทีนี้ ทำให้ผมฝันว่าอยากไปยืนเวทีโลกสักครั้ง หรือ อยากแล่วัวญี่ปุ่นเป็นสไตล์ไทยๆ อาชีพนี้ทำแล้วสนุก ท้าทายมาก”

ความท้าทายของ พุฒิพงศ์ ถูกหลอมรวมอยู่ในผลงานการตัดแต่งเนื้อที่เขาใส่ใจในรายละเอียดความต้องการของผู้ใช้งาน โดยกล่าวว่า “ผมใช้ทักษะการตัดแต่งแบบลัคชูรี่มาผสมผสานกับแบบคอมเมอร์เชียล ทำให้เนื้อที่แล่ออกมาดี  ผนวกกับเข้าใจความต้องการของลูกค้าชาวเชียงใหม่ สาขาที่ผมทำงานอยู่ อย่าง เนื้อดรายเอจ ทุกสาขาอาจจะเลาะขายแบบ สันแหลม  แต่ผมเน้นเลาะติดกระดูก นำเสนอลูกค้าชาวเชียงใหม่ที่นิยมรับประทานกัน” พุฒิพงศ์ กล่าว

การเป็นบุตเชอร์ จึงไม่ได้มีหน้าที่ตัดแต่งให้เกิดความหลากหลายเพียงอย่างเดียว  แต่ยังต้องมองในเรื่อง การขาย ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ ที่มีความนิยมบริโภคเนื้อเป็นจำนวนมาก พุฒิพงศ์ ยกตัวอย่าง ช่วงไฮด์ซีซั่นภาคเหนือ คนชอบเที่ยวดอย เนื้อสเต๊กที่ขายก็ต้องหั่นให้พอดี นำไปใช้ได้ง่าย นอกจากนี้ บุตเชอร์ ยังสามารถให้คำแนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์วัวและกล้ามเนื้อที่มีผลกับความนุ่มเหนียวและการนำชิ้นส่วนต่างๆ ไปใช้กับเมนูอะไรถึงจะอร่อยลงตัว

สำหรับเวทีนี้ ทีมบุตเชอร์ของโก โฮลเซลล์  (GO WHOLESALE) ไม่ได้คว้าแค่รางวัลกลับมาเท่านั้น พวกเขายังได้เปิดโลก ค้นพบไอเดียแปลกใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการตัดแต่ง เทคนิคใหม่ๆ และการจัดดิสเพลย์เนื้อเพื่อขาย ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับสาขาของโก โฮลเซลล์ ได้อีก  ตอกย้ำการเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ที่ไม่หยุดพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สู่วงการธุรกิจอาหารของไทย เพิ่มหมุดหมายแหล่งจำหน่ายเนื้อวัวที่สายคนรักเนื้อพลาดไม่ได้