ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ด้วยนวัตกรรม–พลังงานสะอาด พร้อมฟังข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งความสำเร็จ

ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ด้วยนวัตกรรม–พลังงานสะอาด พร้อมฟังข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งความสำเร็จ

ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ด้วยนวัตกรรม–พลังงานสะอาด พร้อมฟังข้อเสนอแนะผู้เชี่ยวชาญเพื่อเร่งความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.25 น.

จากประชุมคณะกรรมการความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งล่าสุด ที่มี นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เป็นประธานฯ ได้มีการสรุปเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนขององค์กร (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ  สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรือ workshop เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมให้แต่ละกลุ่มรายงานสถานการณ์ครึ่งปีแรกของปี 2568 การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า “C.P.Group Carbon Neutral 2030 ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Carbon Neutral” โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ตอกย้ำว่าการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้นจะสำเร็จได้ต้องขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืนจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ บมจ.ซีพี ออลล์  บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า และกลุ่มธุรกิจในเขตประเทศจีน ได้ฉายภาพคืบหน้าในการเดินหน้าตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเครือฯ สู่ความเป็นกลงทางคาร์บอน โดยมีผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ร่วมในการประชุมฯครั้งนี้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะช่วยในการผลักดันให้การเดินหน้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของเครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ 

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การเดินหน้าสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ตามนโยบายของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถือเป็นโจทย์ท้าทาย เนื่องจากธุรกิจยังต้องเติบโตควบคู่ไปด้วย องค์กรจึงต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและจริงจัง การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องขับเคลื่อน “ทั้งองคาพยพ” ทุกกลุ่มธุรกิจต้องผนึกกำลัง  ทั้งนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับประเด็น Climate Resilience  และได้กำหนดโรดแมปสำคัญ อาทิ เพิ่ม Solar และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ลดการปล่อยจากขนส่ง เสริมด้วยพลังงานชีวภาพจาก Biomass และ Biogas ครอบคลุม Scope 1 และ 2 ขณะที่ Scope 3 และภาคเกษตร (FLAG) ยังต้องมีแผนเสริมเพื่อบรรลุ Net Zero อย่างสมบูรณ์

ด้าน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ได้ฉายภาพถึงการเดินหน้าสู่ Net-Zero ด้วย 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน  โดย นางจีระณี จันทร์รุ่งอุทัย Head of Global Net-Zero กล่าวให้เห็นถึงแผนสู่ Net-Zero ภายใต้มาตรฐาน Science Based Targets (SBTi) และ Net-Zero Standard  พร้อมระบุว่าซีพีเอฟกำหนดเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในภาคการเกษตร (FLAG) และนอกภาคการเกษตร (Non-FLAG) อย่างมีระบบ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ได้แก่ C – Carbon Reduction from Sustainable Sourcing มุ่งจัดหาวัตถุดิบปลอดการตัดไม้ทำลายป่า 100% และตรวจสอบย้อนกลับได้, P – Power Circulation ใช้พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า, F – Future Generation นำระบบผลิตและอาคารอัจฉริยะด้วย Automation, AI และ IoT มาลดคาร์บอน, และ Net-Zero Network  ร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรเพื่อขยายผลสู่ทั้งอุตสาหกรรม โดยมีมาตรการสำคัญครอบคลุมการเพาะปลูกคาร์บอนต่ำ การเพิ่มพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จีระณี จันทร์รุ่งอุทัย

มร.หลิว อี้หัว (Liu Yihua) และนางสาวเฟิง หนาน (Feng Nan) ผู้แทนกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ เขตประเทศจีน กล่าวถึงแผนการสู่ Carbon Neutral 2030 ระบุว่า “การดำเนินงานด้านความยั่งยืนในประเทศจีนมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์  ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 32% และเดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยฟาร์มทั้ง 19 แห่งติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว และร่วมกับ Altervim ขยายการผลิตพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น พิมพ์เลเซอร์บนเปลือกไข่แทนสติ๊กเกอร์ และปรับระบบทำความเย็น ช่วยลดคาร์บอนได้กว่า 30,000 ตันต่อปี พร้อมลดต้นทุน ขณะเดียวกันยังพัฒนานวัตกรรมหม้อต้มไอน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไบโอแก๊ส ส่งเสริมเกษตรหมุนเวียน และผลักดันมาตรฐาน “โรงงานสีเขียว” โดยพร้อมเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตหากมีการพัฒนาในจีน

อาคม อาจแสง

นายอาคม อาจแสง ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สำนักบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีพี ออลล์ มีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 เช่นเดียวกับเครือฯ และได้วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง โดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสุทธิให้ได้ประมาณ 480,000-500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2573  ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 1) ลดการใช้พลังงานลงโดยผ่านมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กร  2) ลดความสูญเปล่าจากการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กรลง 3) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด  4) ลดการรั่วไหลและปรับปรุงสารทำความเย็นให้มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนต่ำ(Low GWP) ซึ่งทั้ง 4 มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้การปล่อยก๊าชเรือนกระจกลดลงประมาณ 27-30% จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU)  และมาตรการที่  5) การจัดเตรียมคาร์บอนเครดิตและทางเลือกอื่น ๆ เพื่อนำมาขดเชยในส่วนการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่คงเหลือ” ซึ่งแผนงานดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา โดยสรุป เป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของซีพี ออลล์ คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยความพยายามตนเองลง  27-30% โดยประมาณ  และชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตหรือทางเลือกอื่นๆ อีกประมาณ 70-73% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด

ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ

ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ หัวหน้าคณะทำงานด้าน Climate Resilience บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro และ Lotus’s) ระบุว่าธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีความท้าทายด้านการใช้พลังงานสูง จึงเร่งใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์รูฟทอป พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบอัตโนมัติและเอไอมาใช้ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567–2568 ลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทน 31% ภายในปี 2573 และ 87.6% ภายในปี 2593 ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับทรู คอร์ปอเรชั่นในโครงการ Energy Monitoring เพื่อลดการใช้พลังงานในบางช่วงเวลา และเตรียมใช้ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยี UGT เพื่อสนับสนุนการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน

วีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย

สำหรับกลุ่มทรู นายวีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย หัวหน้าศูนย์นวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 1 ของกลุ่มทรูจะมีสัดส่วนน้อย แต่บริษัทยังคงเดินหน้าลดการใช้พลังงานจากเสาสัญญาณกว่า 30,000–50,000 เสาทั่วประเทศ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพเสาเดิม ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วกว่า 10,000 เสา และพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง พร้อมตั้งศูนย์ BNIC เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ สำหรับ Scope 3 ตั้งเป้าร่วมกับคู่ค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 โดยเน้นความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ 

ขณะเดียวกันผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนภายนอกได้เข้าร่วมให้ความคิดเห็นต่อการเสนอแผนของกลุ่มธุรกิจ เริ่มจาก รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า “การมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutral ปี 2573 และ Net Zero ปี 2593 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นโจทย์ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแต่ละกลุ่มธุรกิจมีลักษณะและรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นร่วมกันคือความพยายามอย่างจริงจังของทุกหน่วยธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายด้านคาร์บอน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันข้ามกลุ่มธุรกิจ  ส่วนแผนการดำเนินงานสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานยังถือเป็นความท้าทายที่ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทั้งนี้ หน่วยธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี เช่น AI, IoT หรือ Carbon Capture สามารถเป็นต้นแบบให้หน่วยธุรกิจอื่นต่อยอดและพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในภาพรวมภาคเอกชนควรเริ่มปรับตัวและขยับตัวอย่างจริงจัง ส่วนภาครัฐควรสนับสนุนด้วยนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้เป้าหมายด้านคาร์บอนเป็นไปได้อย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.ชินธันย์ อารีประเสริฐ 

รศ.ดร.ชินธันย์ อารีประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero โดยระบุว่า “แม้แต่ละกลุ่มธุรกิจมีความแตกต่างกัน แต่การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เช่น พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล รวมถึงการใช้ AI และ IoT ในกระบวนการผลิต สามารถช่วยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ผศ.ดร.อรอนงค์ ลาภปริสุทธิ

ผศ.ดร.อรอนงค์ ลาภปริสุทธิ  ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เห็นว่าทุกหน่วยธุรกิจมีความตั้งใจและระบบการทำงานชัดเจน แม้เป้าหมายท้าทาย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ซับซ้อนด้านข้อมูล การใช้เทคโนโลยีช่วยให้จัดเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้วางแผนได้จริง พร้อมย้ำว่าการขับเคลื่อนของเอกชนจะช่วยให้เป้าหมายประเทศสำเร็จง่ายขึ้น ด้านนายนครินทร์ หอมดี สถาบันเทคโนโลยีไทย–ญี่ปุ่น ระบุว่าหลายธุรกิจได้รับการรับรอง SBTi และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซ Scope 1–3 อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดการพลังงานและเพิ่มพลังงานทดแทน พร้อมชี้ว่าประเทศไทยสามารถนำแนวทาง Industry 5.0 มาปรับใช้เพื่อเสริมความยั่งยืนเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว

ครินทร์ หอมดี

ส.ป.ก.เชิญชวนร่วมงาน ‘เดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’68 ชิงถ้วยพระราชทาน

ส.ป.ก.เชิญชวนร่วมงาน 'เดิน - วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ'68 ชิงถ้วยพระราชทาน

ส.ป.ก.เชิญชวนร่วมงาน ‘เดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ’68 ชิงถ้วยพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.21 น.

ส.ป.ก. ขอเชิญชวน “ร่วมงานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ” ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ 30 สิงหาคม 2568

“งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ โดยมี

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนายวัชระ กระแสร์ฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมแถลงข่าว มีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการ ส.ป.ก. และหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ร่วมเป็นเกียรติ ในครั้งนึ้ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศพส.) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับ “งานเดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี พ.ศ. 2568” จัดขึ้นโดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)  ทั้งนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โครงการนี้ ได้จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชมรมนักวิ่งกรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ว่าการอำเภอบางไทร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เทศบาลตำบลราชคราม และองค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์แตง นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมกิจกรรม เยี่ยมชม และเรียนรู้ผลงานด้านศิลปหัตถกรรม พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนรักสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย สำหรับการแข่งขันเดิน – วิ่ง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

– Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร

– Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร

– Half Marathon ระยะทาง 21 กิโลเมตร

โดยการชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน และรางวัลจากผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งสิ้น 7 ประเภท คือ

1.) ถ้วยรางวัลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 21 กิโลเมตร

2.) ถ้วยรางวัลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 10 กิโลเมตร

3.) ถ้วยรางวัลสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จำนวน 2 ถ้วย สำหรับผู้ชนะเลิศประเภทชายและหญิง (Overall) ระยะทาง 5 กิโลเมตร

4.) ถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 ปี และอายุ 20–29 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร

5.) ถ้วยรางวัลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 30–39 ปี และ 40–49 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร

6.) ถ้วยรางวัลปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 50–59 ปี (ชาย/หญิง) ระยะทาง 5, 10 และ 21 กิโลเมตร และกลุ่มอายุ 60–69 ปี ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร

7.) ถ้วยรางวัลเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สำหรับผู้ชนะเลิศลำดับที่ 1–3 ในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ระยะทาง 21 กิโลเมตร และกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป ระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร (ชาย/หญิง)

ขอเชิญประชาชน/ผู้สนใจสมัครร่วมงาน “เดิน – วิ่ง เฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทานฯในวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 04.00 – 09.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรฯ (เดิม)) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

-(016)

คุณแหน : 26 สิงหาคม 2568

คุณแหน:26 สิงหาคม 2568

คุณแหน:26 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึงสินค้ายุโรป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสวิสที่โดนลงโทษภาษีประธานาธิบดีทรัมป์สูงถึง 39% จะทำให้สินค้าคุณภาพสูงของสวิสในสหรัฐฯ ราคาพุ่งสูงลิ่ว สินค้าสวิสชั้นเยี่ยมถูกส่งเข้าห้างหรู ยู.เอส.เอ. เป็นจำนวนถึง 40% ฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงประมาณการไว้ว่าวิกฤตดังกล่าวจะทำให้ยอดขาย SWISS LUXURIES ลดลงกว่าครึ่ง… ทีนี้ก็มี FC ถามมาว่าที่ลำดับมานี้ทำไมถึงต้องสร้างความยุ่งยากกับเศรษฐีไทยเดินทางเข้าสหรัฐฯ ทรัมป์ เพิ่งสั่งการให้หน่วยงานศุลกากร (CUSTOM) และตรวจคนเข้าเมือง (IMMIGRATION) ต้องประสานงานกันรวมทั้งแชร์ข้อมูลต่างๆจากฐานข้อมูลด้วย อันนี้เห็นได้ว่า ทรัมป์ เป็นผู้บริหารสูงสุดที่เป็นมวยและเอาจริงแน่ๆ ทัวร์ริสชาวเอเชียและเศรษฐีไทยเวลาเดินทางไปต่างประเทศก็มักจะมีนาฬิกาหรูและ/หรือ เครื่องประดับแพงติดตัวไปด้วย ตอนเข้าสหรัฐฯ (ENTRY) ทั้งตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรคงไม่มายืนเป็นพระอันดับเฉยๆ ต้องมีแอคชั่นขอดูนาฬิกาข้อมือเรือนละหลายล้านบาท (ตามราคาภาษีใหม่) เกรงว่าดูแล้วไม่ดูเปล่าจะสั่งให้ถ่ายภาพและลงทะเบียนเป็นหลักฐานไว้ ตอนขาออกประเทศจะต้องนำมาแสดงเป็นนาฬิกาเรือนเดียวกันก่อนขึ้นเครื่อง…ขอให้ตระหนัก แต่อย่าตระหนก ด้วยเขาเอาจริงแน่เรื่องนี้…

llอาจารย์ โต้ง” -ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และ อโณทัย นับเป็นคู่สมรสที่เป็นที่ชื่นชมของสังคมทั่วไป อ.โต้ง ระหว่างมีชีวิตอยู่ก็มีแบ็คกราวด์ความเพียบพร้อมทั้งด้านตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองและสังคม ยิ่งกว่านั้นท่านมีความมั่นคงสูงในด้านฐานะการเงิน เพราะเป็นทายาทคนสำคัญถึงสองตระกูลใหญ่ของประเทศ กล่าวคือ “ชุณหะวัณ” และ “ศรียานนท์”… รับถ่ายทอดกองมรดกมูลค่ามากมาย หลังจาก อ.โต้ง ถึงแก่กรรมไปแล้ว คุณอโณทัย ก็มุ่งหน้าหาความสงบพบสัจธรรมในชีวิต โดยศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จนในที่สุดซาบซึ้งในรสพระธรรมตัดสินใจบวชเป็นภิกษุณี ณ วัดพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) จ.เชียงใหม่…ขออนุโมทนาด้วย…

llการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยครั้งหลังสุด มีชื่อของ 2 ผู้ว่าราชการจังหวัด(ผวจ.)ศิษย์เก่า มช.รวมอยู่ด้วย ได้แก่ ผวจ.มหาสารคาม วิบูรณ์ แววบัณฑิต ย้ายมาเป็น ผวจ.ลำปาง ส่วน ผวจ.พะเยา รัฐพล นราดิศร ย้ายไม่ไกล มาเป็น ผวจ.เชียงราย ทั้งนี้ตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป…

llคล้ายวันเกิดที่ผ่านมา เทอดขวัญ กำภูฯ ได้รับของขวัญเป็นสินค้าโอท๊อป 1 ตะกร้าจากขอนแก่น โดยผู้ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ประสงค์ออกเงินจัดหามาให้ ด้วยความสมัครใจให้ผู้รับมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง…

llวรยศ ทรรศนะปิติกูล จัดทริปไปฝรั่งเศส ปลาย กย.นี้ สุพจน์ ผจญยุทธ์ ไม่พลาดแน่นอน…

ll กิจวัตรที่ปฏิบัติเป็นประจำทุกๆเดือนของ เตือนใจ ศงสภาต คือไปพบปะกับเพื่อนๆสมัยเรียนที่เซ็นต์ฟรังก์ กับเพื่อนๆอดีตข้าราชการเก่า ของ สภาพัฒน์ฯ แต่จัดกันคนละวัน ไม่มีซ้ำซ้อน…

llพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ชาญ จงจิตต์ สามีของ สินี จัดที่ ศาลา 1 วัดมกุฎกษัตริยาราม ถึงวันที่ 29 ส.ค.และกำหนดฌาปนกิจ 30 ส.ค.12.30 น…ขอเชิญญาติมิตรร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย…

llทุกวันนี้ มิจฉาชีพมาในสารพัดรูปแบบ เป้าหมายสำคัญ คือ ผู้สูงวัย…ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม แจ้งเตือนมาว่า ให้ระวัง 3 เล่ห์ลวงที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกผู้สูงวัย อาทิ 1.แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ควบคุมโทรศัพท์ให้โอนเงิน , 2.วีดีโอคอลเป็นตำรวจปลอม ขอตรวจสอบเส้นทางการเงิน , 3.หลอกลวงผู้สูงวัยที่เกษียณแล้ว ให้ลงทุนออนไลน์…ระวังกันไว้จะได้ไม่เสียรู้คนเลว !!…

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ปราสาทตาควาย สมรภูมิเลือด 2568

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

จุดพิพาทชายแดนที่เปลี่ยนจากโบราณสถานสู่สนามรบ

กลางเดือน กรกฎาคม 2568 “ปราสาทตาควาย” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมขอมโบราณ กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสู้รบอย่างดุเดือดด้วยปืนใหญ่ จรวด และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชา   

ประวัติปราสาทตาควาย: มรดกแห่งอารยธรรมขอมโบราณ

ปราสาทตาควาย หรือในภาษาเขมรเรียกว่า ปราสาทตากรอเบย (บฺราสาทตากฺรบี) ตั้งอยู่บนสันเขาห่างจากหน้าผาสูงของเทือกเขาพนมดงรัก ราว 10 เมตร เป็นปราสาทหินศิลาแลง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ห่างไปประมาณ 12 กิโลเมตร บริเวณช่องตาควาย   ซึ่งฝ่ายไทยอ้างว่าอยู่ในเขตบ้านไทยนิยมพัฒนา หมู่ 17 ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่วนกัมพูชาอ้างสิทธิ์ว่า ปราสาทตาควาย นี้ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านแฌร์สลับ (Chher Slap) คุ้มโคกขปัวส์ (Kouk Khpos) สรุกบันเตียอ็อมปึล (Banteay Ampil) จ.อุดรมีชัย ใกล้เมืองสำโรงของกัมพูชา เคยเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ใกล้ปราสาทตาควาย ใน พ.ศ.2551 ถึง 2554 และในปี พ.ศ.2568 ทำให้พื้นที่บางส่วนของปราสาทเสียหาย โดยเป็นการทำลายจากอาวุธของทางฝ่ายกัมพูชา

ปราสาทตาควาย สร้างราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในช่วงปลายสมัยนครวัด-ต้นยุคบายน ระหว่างรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ถึง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ประมาณ 900–1,000 ปีมาแล้ว) ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย และเป็นจุดพักผ่อนสำหรับผู้แสวงบุญที่เดินทางระหว่างเมืองต่างๆ ในอาณาจักรขอม

ตัวปราสาทมีลักษณะจัตุรมุข ก่อสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ตกแต่งด้วยลวดลายอันประณีต สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองของศิลปกรรมขอมในยุคทองของอาณาจักรนครธม

จุดเริ่มต้นของข้อพิพาท

ปราสาทตาควายกลายเป็นจุดพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชามานานหลายทศวรรษ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่มีความคลุมเครือทางอธิปไตย โดยฝ่ายไทยอ้างว่า ปราสาทตาความย ตั้งอยู่ในเขต อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ของไทย แต่กัมพูชาได้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ปราสาทตาควายนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายมีการส่งกองกำลังทหารเข้าประจำการบริเวณปราสาท โดยอ้างเหตุผลในการอนุรักษ์และคุ้มครองโบราณสถาน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่

สมรภูมิเลือดกรกฎาคม 2568

คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ปราสาทตาควายกลายเป็น “สนามรบ” เดือดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังไทยโดยกองพันทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จากลพบุรี สนับสนุนโดยเครื่องบินเอฟ 16 และกริพเพนทำการทิ้งระเบิด โดยมีการปะทะเดือดช่วง 30 นาที ก่อนขีดเส้นตายหยุดยิงเมื่อช่วงเที่ยงคืน ของวันที่ 29 ก.ค.2568 การสู้รบครั้งนี้มีทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการเสียสละเพื่ออธิปไตยที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย

กลยุทธ์ของกัมพูชา ไทยยึดคืนปราสาทตาควายไม่สำเร็จ

ตัวปราสาท เป็นที่หลบ F-16 ได้อย่างดี เนื่องจากกองทัพอากาศไทยไม่มีแผนที่จะถล่มตัวปราสาทโดยตรง ส่งผลให้การที่ทหารไทยจะบุกยึดปราสาทเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องแลกมาด้วยการปะทะอย่างดุเดือด

แม้ทหารไทยจะสามารถยึดปราสาทตาเมือนธมกลับคืนมาได้ (หลังจากการถอนกำลังชั่วคราวเพื่อให้ F-16 ทิ้งระเบิดหลังแนวทหารเขมร) แต่ก็ยังไม่สามารถยึดคืนได้ 100% เนื่องจากทหารกัมพูชายังวางกำลังโดยรอบพร้อมโจมตีได้ตลอดเวลา

ที่ปราสาทตาควายทหารไทยยังไม่สามารถตีคืนปราสาทได้ ณ เวลาที่มีการหยุดยิง โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเส้นตายเที่ยงคืน ทหารทั้งสองฝ่ายระดมกำลังเข้าห้ำหั่นกันอย่างเต็มที่ ด้วยธรรมเนียมทางทหารที่ว่า “ใครยึดได้ตรงไหน ก็เป็นเจ้าของตรงนั้น” ก่อนการหยุดยิง

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก http://www.tourismthailand.org

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม นวลพรรณ ล่ำซำ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม นวลพรรณ ล่ำซำ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ มอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม นวลพรรณ ล่ำซำ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568” ซึ่ง มนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ (ม.ส.)  นำโดย วิไลวรรณ ลายถมยา นายก ม.ส. จัดขึ้น เพื่อมอบให้กับบุคลผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม เป็นประจักษ์ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตรองประธานศาลปกครอง ภายในงานมีคณะกรรมการ และแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลอย่างอบอุ่น ณ โรงแรมรอยัล ปริ๊นเซส หลานหลวง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568

พระรูป พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธินารีนาถ องค์อุปถัมภ์สมาคม ด้านหน้ามี โล่รางวัล เข็มสัญลักษณ์สมาคม และใบประกาศเกียรติคุณผู้ได้รับรางวัล

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานพิธีได้กล่าวชื่นชมและแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล “มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568” กล่าวว่า “ขอชื่นชมยินดีกับผู้รับรางวัลทั้งสองท่าน จากคำประกาศเกียรติคุณบ่งชัดว่าเป็นผู้มีความสามารถ ทำคุณประโยชน์นานัปการต่อสังคมและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตนดีงามเป็นที่รักใคร และศรัทธาของบุคคลในวงการต่างๆ สมควรประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง และขอชื่นชมสมาคมฯ ที่ได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ด้านเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ในหมู่คณะ สืบสาน รักษา และต่อยอดประเพณีที่มีมาแต่เดิม ตามปณิธานของ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์  อดีตประธานองคมนตรี ผู้ก่อตั้งสมาคมฯ ทุกประการ”

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานในพิธี โดยมี วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคมฯ และ คณะกก.ให้การต้อนรับ

สำหรับผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นับเป็นนักธุรกิจหญิงมากความสามารถระดับแนวหน้าของประเทศไทย ไม่เพียงในด้านธุรกิจ แต่ยังปฏิบัติภารกิจอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติจนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ และ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ อดีตรองประธานศาลปกครอง ถือเป็นนักกฎหมาย ข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นผู้มีศาสตร์และศิลป์ด้านมนุษยมนุษยสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติ ในการทำงานร่วมกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และกับเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งเป็นผู้มีอัธยาศัยดี วางตัวดี อ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่นเสมอ จึงถือได้ว่าทั้งสองท่านเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม สมควรแก่การยกย่องชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานพิธี พร้อมด้วยผู้ได้รับรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 และคณะกรรมการสมาคมฯ

วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคมฯ เผยว่า มนุษยสัมพันธ์สมาคมฯ ก่อกำเนิดขึ้นมาโดย ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์อดีตประธานองคมนตรี ได้กล่าวปรารภในกลุ่มมิตรสหายผู้ใกล้ชิดความว่า ในการจะอยู่ร่วมกันในสังคมต่างๆ อย่างมีความสุขนั้นต้องประกอบด้วย ความรัก ความเข้าใจ เมตตา เอื้ออาทรให้อภัยต่อกัน ท่านเน้นให้เห็นความสำคัญของ “มนุษยสัมพันธ์” ว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต เมื่อสังคมอยู่ได้ด้วยความสามัคคี ปรองดอง ไม่มีการขัดแย้งใดๆ ทำให้เกิดความสงบสันติสุข ทำกิจการใดย่อมสำเร็จก้าวหน้าทุกประการ ท่านจึงมีดำริให้จัดตั้ง “ชมรมมนุษยสัมพันธ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 โดยชมรมได้เผยแพร่ให้ความรู้ถึงความสำคัญของการมีมนุษยสัมพันธ์ รวมทั้งให้ทำคุณประโยชน์ด้านต่างๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม และชมรมได้เริ่มกิจกรรมอันเป็นประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน คือ การสรรหาบุคคลที่สมควรยกย่อง เชิดชู ประกาศให้สังคมรับรู้เพื่อร่วมชื่นชมยินดี ยึดเป็นแบบอย่างสืบไป ชมรมได้จดทะเบียนเป็นสมาคม เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2519 ได้ร่วมดำเนินการตามปณิธานของท่านผู้ก่อตั้งทุกประการ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประทานพระกรุณาให้มนุษยสัมพันธ์สมาคมแห่งประเทศไทยอยู่ในพระอุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2549

พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานพิธี มอบรางวัลแก่ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

ประธานพิธีมอบรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 ให้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ โดยมี ร.อ.หญิง ชญาดา หนีพาล รอง กก.ผจก. บมจ.เมืองไทยประกันภัย เป็นผู้แทนรับรางวัล

ขบวนเชิญธงสัญลักษณ์สมาคม และรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568

วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคมฯ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดงาน

ธรรมศักดิ์ จิวะวัฒนาศักดิ์ อ่านประกาศเกียรติคุณ

อรพันธ์ ตั้งบรรยงค์ อ่านประกาศเกียรติคุณ

องคมนตรี มอบของที่ระลึกให้แก่ ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้เอื้อเฟื้อการแสดงอวยพร พร้อมด้วยนักแสดง

คณะแขกผู้มีเกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับ ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์

สุพินดา โชคชัยนิรันดร์ และ เบญจมาศ รุจิรวงศ์

คณะครู เจ้าหน้าที่โรงเรียนทรงวิทยาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล

คณะกรรมการสมาคม นำโดย วิไลวรรณ ลายถมยา นายกสมาคม พร้อมด้วย พล.อ ศรีโพธิ์  เปาวรัตน์, พล.ต. หญิงพูลศรี, เปาวรัตน์, สมเกียรติ จิวะวัฒนาศักดิ์, อรพิน  ตั้งบรรยงค์, อรพันธ์ ตั้งบรรยงค์, เยาวมาลย์  วัชระเรืองศรี, พัชรา  เทพพิทักษ์, จิรเดช  แสงทองสุข, ธรรมศักดิ์ จิวะวัฒนาศักดิ์, ปณิธิ  สุวรรณวิภัช, วิธู  หงษ์ทอง, วิมล คำมั่น, กาญจนา  ศิริสิทธิ์, รัชฎาพร  ทองเผือก, กัญญารัตน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และว่าที่ ร.ต. อนุรุทธ ผินสุวรรณ

พล.ต.วิทัย- ดร.สิริสุมาลย์  ลายถมยา, วุฒินันท์ จิวะวัฒนาศักดิ์ ,  ธรรมศักดิ์ จิวะวัฒนาศักดิ์ และภรรยา นวลจิรา

พล.ต.หญิง พูลศรี เปาวรัตน์ มอบบทเพลงไพเราะ

เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงจากคณะ กก.สมาคมฯ

ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ผู้รับรางวัล ม.ส.ทองคำเกียรติยศ ประจำปี 2568 มอบความสุขด้วยเสียงเพลงแก่ผู้มาร่วมงาน

สมเกียรติ จิวะวัฒนาศักดิ์ ปธ.ที่ปรึกษา กก.สมาคมฯ โชว์ลูกคอ

การแสดงโขนโดย ดร.ธีรเดช กลิ่นจันทร์ ผู้แสดงบทบาท พระนารายณ์ และ พาหุรงค์ อัครวงษ์ ผู้แสดง บทบาทพญาครุฑ

‘เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟฯ’ ปักหมุด ‘MEDICAL FAIR THAILAND 2025’ ผลักดันไทยสู่ฮับสุขภาพนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพ ‘เมืองแพทย์สุดล้ำ’

‘เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟฯ’ ปักหมุด ‘MEDICAL FAIR THAILAND 2025’ ผลักดันไทยสู่ฮับสุขภาพนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพ ‘เมืองแพทย์สุดล้ำ’

‘เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟฯ’ ปักหมุด ‘MEDICAL FAIR THAILAND 2025’ ผลักดันไทยสู่ฮับสุขภาพนานาชาติ ตอกย้ำศักยภาพ ‘เมืองแพทย์สุดล้ำ’

วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย จับมือพันธมิตรภาครัฐและเอกชนไทย เตรียมพร้อมมหกรรมเทคโนโลยีแพทย์นานาชาติ จัดงาน “MEDICAL FAIR THAILAND 2025” งานแสดงสินค้านวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และบริการสุขภาพระดับนานาชาติ ที่รวมผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมการแพทย์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะมีผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพมากกว่า 1,000 ราย จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง 20 พาวิลเลียนไทยและนานาชาติ มาจัดแสดงอุปกรณ์และเวชภัณฑ์อย่างครบวงจร นำเสนออย่างครบวงจรทั้งห่วงโซ่มูลค่าในภาคการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สำหรับโรงพยาบาล การวินิจฉัย เครื่องมือแพทย์ โซลูชันฟื้นฟูสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพ ไปจนถึงการผลิตขั้นสูง พร้อมการประชุมสัมมนาที่นำเสนอหัวข้อบรรยายเชิงลึก อัปเดทเทรนด์เมดิคัลเทค-เฮลธ์เทค-เอไอ เสริมแกร่งระบบสาธารณสุขไทย เชื่อมโอกาสอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และบริการสุขภาพแบรนด์ไทย ก้าวสู่ตลาดอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 10–12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

มร.เกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวว่า เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ยังคงตระหนักถึงบทบาทที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางชั้นนำด้านนวัตกรรมการแพทย์ของอาเซียน งาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการลงทุนในอุตสาหกรรม MedTech และ HealthTech ของประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่องนับพันล้านบาทในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฮับการแพทย์ระดับภูมิภาค งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยกับพันธมิตรทั่วภูมิภาค สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศด้านการดูแลสุขภาพของอาเซียน การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 11 แล้ว โดยมุ่งมั่นที่จะขยายแพลตฟอร์มของงานให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการอุตสาหกรรมการแพทย์ของภูมิภาค ทั้งนี้ Medical Fair Thailand 2025 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมชมงานล่วงหน้า ได้ที่ http://www.medicalfair-thailand.com

นายอดุลย์ ขมิ้นเขียว ผู้อำนวยการกองวิศวกรรมการแพทย์  กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้โลกของเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในแวดวงสุขภาพ ประเทศไทยของเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก (Medical Hub) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยสองพลังที่สำคัญยิ่ง พลังแรกคือ “นวัตกรรม” ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งเทคโนโลยีการแพทย์ (MedTech), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการดูแลสุขภาพไปอย่างสิ้นเชิง และพลังที่สอง ซึ่งเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ คือ “ความปลอดภัยและมาตรฐาน” เพราะนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดจะไร้ความหมาย หากปราศจากความไว้วางใจจากประชาชน

มาตรฐาน HS4 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ระบบสาธารณสุขไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับสากล โดยมุ่งเป้ายกระดับขีดความสามารถของสถานพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ HS4 (Health Standard Service Support System) ภายใต้ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และ 2559 เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ ส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพโลก โดยที่มาตรฐาน HS4 จะครอบคลุมด้านสำคัญต่างๆ อาทิ  การบริหารจัดการ การบริการสุขภาพ มาตรฐานอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย  เป็นต้น  ซึ่งรวมถึงด้านความปลอดภัยและคุณภาพของเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย

“การพัฒนาระบบบริการสุขภาพในยุคปัจจุบันต้องอาศัยนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีทั้งคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยอยู่ในระดับสูงสุดต่อผู้ป่วย การบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ จึงต้องควบคู่ไปกับการออกแบบการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางแบบองค์รวม (Patient-Centered Care) ครอบคลุมทั้งการป้องกันโรค การวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ สำหรับนวัตกรรม MedTech  ภายใต้แนวทางมาตรฐาน HS4 นี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ลดความเสี่ยงจากการใช้เครื่องมือ แต่ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การรักษาให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกสบาย ปลอดภัย และมีส่วนร่วมในกระบวนการดูแลรักษามากขึ้น อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทย  ทั้งนี้งาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 จะเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมการแพทย์ MedTech HealthTech และ AI เพื่อต่อยอดการใช้งานจริงในโรงพยาบาล นำไปสู่การตอบโจทย์ของการบริการสุขภาพที่มีความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน” นายอดุลย์ กล่าว

ภายในงาน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดยกองวิศวกรรมการแพทย์ ยังได้ร่วมจัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ผนวกนวัตกรรมและความปลอดภัย: ทิศทางเทคโนโลยีการแพทย์ภายใต้มาตรฐาน HS4 และการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” เพื่อมอบแผนที่นำทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารสถานพยาบาลไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการนำนวัตกรรมมาใช้และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมสุขภาพ ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนา แต่ยังเป็นการสร้างชุมชนของผู้นำที่จะขับเคลื่อนระบบสุขภาพของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้รับแรงบันดาลใจ และกลยุทธ์ที่นำไปปรับใช้ได้จริง เพื่อสร้างโรงพยาบาลที่ไม่เพียงแต่ล้ำสมัยด้วยนวัตกรรม แต่ยังเป็นที่ไว้วางใจสูงสุดในด้านความปลอดภัย

ขณะที่ มร. คริส แมคควิน กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ KAOUN International ผู้จัดงาน GITEX Digi-Health & Biotech Thailand กล่าวถึง การผนึกกำลังร่วมกับ MEDICAL FAIR THAILAND ในครั้งนี้ว่า  งาน GITEX DIGI HEALTH & BIOTECH Thailand 2025 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แรงบันดาลใจและการสนับสนุนจาก GITEX GLOBAL งานด้านเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมจัดควบคู่กับงาน MEDICAL FAIR THAILAND

“งานนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านดิจิทัลเฮลท์ (Digital Health), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech), ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทเลเมดิซีน (Telemedicine) และ โครงสร้างพื้นฐานโรงพยาบาล ตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสนวัตกรรมล้ำสมัย ร่วมรับฟังการประชุมเชิงวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ และเข้าร่วมโปรแกรมจับคู่ธุรกิจที่คัดสรรขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ทอัพ นักลงทุน ผู้นำด้านสาธารณสุข และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วภูมิภาคอาเซียน หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือ การแข่งขัน Supernova Pitch Competition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงาน Expand North Star ในดูไบ ซึ่งเป็นงานสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีสุขภาพนำเสนอผลงานนวัตกรรมต่อหน้านักลงทุนชั้นนำ เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมโอกาสต่อยอดธุรกิจสู่การเติบโตในระดับนานาชาติ” มร.คริส กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามการจัดงาน MEDICAL FAIR THAILAND 2025 ได้ที่ www.medicalfair-thailand.com และ www.gitexdigihealth.com

มช. ผนึก เดอะ เฮอร์บิเทจฯ ดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ บุกตลาดสัตว์เลี้ยง

มช. ผนึก เดอะ เฮอร์บิเทจฯ ดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ บุกตลาดสัตว์เลี้ยง

มช. ผนึก เดอะ เฮอร์บิเทจฯ ดันนวัตกรรมสมุนไพร ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ บุกตลาดสัตว์เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยี ‘สเปรย์นาโนขะจาว’ ผลงานวิจัยเพื่อการดูแลรักษาแผลในสัตว์เลี้ยง พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

25 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดงานแถลงข่าวลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเทคโนโลยี “สเปรย์นาโนขะจาว” เพื่อการดูแลรักษาแผลในสัตว์เลี้ยง ระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด บริษัทในเครือบริษัท อ่างแก้วโฮลดิ้ง จำกัด โฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ รองอธิการบดี มช. รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผศ.ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์ อาจารย์-นักวิจัย ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช. และผู้ก่อตั้งบริษัทบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด พร้อมด้วยภาคเอกชน นำโดย คุณรัชชานนท์ แก้วมณี กรรมการบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และคณะผู้บริหาร คณาจารย์ มช. เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ NSP Exhibition Hall (B1) อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ (จ.เชียงใหม่)

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ กล่าวว่า มช. มีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกลไกการสนับสนุนการวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพทั้งด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Startup) และนวัตกรรมที่ใกล้ชิดสังคม (Hi-Touch Startup) รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) อีกทั้งยังได้จัดตั้ง บริษัท อ่างแก้ว โฮลดิ้ง จำกัด เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่การสร้างผู้ประกอบการ (Tech Spin-Off) ซึ่งกลไกเหล่านี้เมื่อประกอบกันจะเป็นระบบนิเวศที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม” (Innovation University) ได้อย่างแท้จริง

ด้าน รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย (STeP) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในบทบาทของอุทยานวิทย์ฯ มช. ในการสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การสนับสนุนการวิจัยเพื่อศึกษากระบวนการสกัด สารออกฤทธิ์สำคัญ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การผลักดันให้นักวิจัยจัดตั้งบริษัท Tech Spin-Off บริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เพื่อให้บริการสกัดสารสำคัญจากวัตถุดิบธรรมชาติและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับภาคเอกชนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในเชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัท ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด และบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายผลทางการตลาดจากสารสกัดธรรมชาติสำหรับการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง ตลอดจนการค้นหาศักยภาพของวัตถุดิบธรรมชาติอื่น ๆ

ผศ.ดร.หทัยชนก ปันดิษฐ์ เปิดเผยว่า “สเปรย์นาโนขะจาว” ถือเป็นผลงานวิจัยที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น จ.ลำปาง สู่การต่อยอดเชิงวิทยาศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ดำเนินการวิจัย ทดสอบทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม จนได้สารสกัดที่พิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติเด่นในการต้านการอักเสบ สมานแผล และยับยั้งจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากสารเคมีรุนแรงและยาปฏิชีวนะ ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะกับการใช้ดูแลแผลและปัญหาผิวหนังในสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันได้จัดตั้งบริษัท Spin-Off ซีเอ็ม ไฟโตเทค จำกัด เพื่อให้บริการสกัดสารสำคัญจากวัตถุดิบธรรมชาติและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัย และความร่วมมือกับบริษัท เดอะ เฮอร์บิเทจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อช่วยกันผลักดันผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของไทยไปสู่ตลาดสากล

ด้าน คุณรัชชานนท์ แก้วมณี ได้กล่าวถึงแนวทางการวางกลยุทธ์ทางการตลาด โดยจะกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลสัตว์ เพ็ทช็อป ห้างสรรพสินค้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามลำดับ เน้นการจำหน่ายแบบ B2B ควบคู่กับการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากภูมิปัญญาของไทยสู่เวทีสากล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าทางสังคม โดยเตรียมจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่ง สำหรับการสนับสนุนการรักษาสัตว์เลี้ยงด้อยโอกาสผ่านโครงการ CSR ร่วมกับมูลนิธิสัตว์เลี้ยงต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจของ Herbitage ที่ไม่เพียงแต่ต้องการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก หากแต่ยังมุ่งสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน

จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งในแง่การพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์ การยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล การสร้างโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับโลก ซึ่งส่งผลดีทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พัทยาปักหมุด “เมืองสร้างสรรค์ภาพยนตร์” จัดใหญ่ Pattaya Film Festival ชูซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย 28-30 ส.ค.นี้

พัทยาปักหมุด “เมืองสร้างสรรค์ภาพยนตร์” จัดใหญ่ Pattaya Film Festival ชูซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย 28-30 ส.ค.นี้

พัทยาปักหมุด “เมืองสร้างสรรค์ภาพยนตร์” จัดใหญ่ Pattaya Film Festival ชูซอฟต์พาวเวอร์ภาพยนตร์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย 28-30 ส.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

เมืองพัทยาเดินหน้าตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับภูมิภาค จัดงาน “Pattaya Film Festival 2025” ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2568 ที่ SF Cinema Pattaya ภายใต้ความร่วมมือกับ 12 พันธมิตรหลัก ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และเอกชน โดยมีเป้าหมายยกระดับเมืองพัทยาสู่การเป็น “UNESCO Creative City of Film” และใช้ภาพยนตร์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ 

งานเทศกาลครั้งนี้สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในฐานะ Soft Power สำคัญ ที่ไม่เพียงยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและเผยแพร่วัฒนธรรมไทย แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สอดรับข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยวที่เปิดเผยว่า เพียงครึ่งแรกของปี 2568 มีกองถ่ายทำต่างชาติ 279 เรื่อง สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,866 ล้านบาท โดยจังหวัดชลบุรีเป็น 1 ใน 3 พื้นที่ถ่ายทำยอดนิยมของประเทศ 

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เปิดเผยว่า “เมืองพัทยาไม่ได้มีเพียงชายหาดที่สวยงาม แต่เรากำลังก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และภาพยนตร์อย่างเต็มภาคภูมิ อุตสาหกรรมภาพยนตร์คือซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังที่สุด สามารถบอกเล่าเรื่องราว สร้างแรงบันดาลใจ และที่สำคัญคือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนในวงกว้าง เทศกาลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่งานอีเวนต์ แต่เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่จะผลักดันพัทยาให้ก้าวสู่การยอมรับระดับนานาชาติในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก” 

นอกจากนี้ งานยังได้รับเกียรติจาก Paul Spurrier ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลกที่เข้าร่วมเทศกาล โดยหนึ่งในนั้นได้กล่าวถึงศักยภาพของเมืองพัทยาว่า “ผมเดินทางมาทั่วโลกเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ แต่พัทยามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งชายหาด เมือง และวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว การได้เห็นเมืองนี้ผลักดันเทศกาลภาพยนตร์อย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพัทยากำลังจะกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางภาพยนตร์ของเอเชียในอนาคต” 

งานในปีนี้ยังมาพร้อมการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างเมืองพัทยาและ 12  องค์กรพันธมิตร ประกอบด้วย สํานักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เมืองพัทยา, กรมการท่องเที่ยว, สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยบูรพา, สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ, สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกไทย และสมาคมเครือข่ายผู้สร้างสรรค์วิชาชีพสื่อบันเทิงไทย เพื่อร่วมกันผลักดันพัทยาให้เป็น เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโก และปักหมุดพัทยาเป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในอนาคต

เทศกาล “Pattaya Film Festival 2025” นำเสนอภาพยนตร์จากไทยและนานาชาติ พร้อมกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่

Film Trip สำรวจโลเคชันถ่ายทำจริงในพัทยาดึงศักยภาพเมืองสู่สายตากองถ่ายต่างชาติ
Masterclass และเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า จุดประกายคนรุ่นใหม่
ชมภาพยนตร์คุณภาพทั่วโลกทั้ง 16 เรื่อง เอาใจทุกแนวด้วยภาพยนตร์นานาชาติกว่า 10 เรื่อง อาทิ 20,000 Species of Bees,Influencer, Alien: Earth, Kiss the Con Queen, Deeper และ Renoir รวมทั้งยังมีภาพยนตร์ไทยอีก 6 เรื่อง อาทิ วิมานหนาม, วัยหนุ่ม2544 และ มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บโดยทั้งหมดจะฉายที่โรงภาพยนตร์ SF Cinema Central Marina 
ดื่มด่ำย้อนความทรงจำกับหนังกลางแปลงจำนวน 16   เรื่อง ผ่านจุดฉาย 4 จุดทั่วเมืองพัทยา ได้แก่ 

สวนสาธารณะลานโพธิ์นาเกลือฉายภาพยนตร์บู๊ แอคชัน จากราชานักบู๊ชื่อดังของไทย จา พนม กับเรื่อง คู่ซัดอันตราย และคนเดือดซัดนรก หนังบู๊จากแดนมังกร คนหัก คน และเดอะโปรซิคิวเตอร์ เกิดมาเก็บเจ้าพ่อ 
ถัดมาที่จุดฉายวัดใหม่กระทึงทองกับเรื่องราวสุดสยองขวัญของภาพยนตร์เรื่องคืนสุดท้าย เมื่อมิตรภาพเก่า…กลับมาทวงคำสัญญาที่เคยให้ไว้ ฉายที่แรกก่อนใครพร้อมกิจกรรมพิเศษพูดคุยกับผู้จัดและนักแสดง พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกจาก Viu ตามมาด้วยภาพยนตร์เรื่องคังมาก หนังรีเมคพี่มากพระโขนงในเวอร์ชันอินโดนีเซีย และบุปผาราตรี ภาค 1-2 ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวสุดหลอนและเสียงหัวเราะในคราวเดียว
โรงเรียนเมืองพัทยา4 จัดฉายภาพยนตร์สำหรับเด็กชวนเรียนรู้ประวัติศาสตร์ช้างศึกไทยผ่านก้านกล้วย 1-2, และสนุกสนานกับเรื่องราวของสัตว์ประหลาดกับเรื่องบึงกาฬและศึกถล่มฟ้าอสูรน้อยจอมซน
ชายหาดพัทยากลางกับเรื่องราวสุดคอมเมดี้ที่จะพาทุกคนสนุกสนาน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ครั้งแรกกับภาพยนตร์ AI สุดเอ็กซ์คลูซีฟ, ตามมาด้วยฮีโร่บ้านทุ่ง, แก๊งม่วนป่วนเยาวราช และแก๊งม่วนป่วนอเมริกา
บูธสินค้าท้องถิ่นและร้านอาหารละลานตาให้ทุกคนได้เลือกชม ชิม ช้อปอาหารรสชาติท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และสนับสนุนสินค้าของชุมชนไปพร้อมกัน


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ชมภาพยนตร์สุดประทับใจกับ “เทศกาลภาพยนตร์เมืองพัทยา ครั้งที่ 3 (Pattaya Film Festival 2025)” ได้ระหว่างวันที่ 28–30 สิงหาคม 2568 ที่ SF Cinema Pattaya พร้อมพบกับกิจกรรมมากมายที่จะเปลี่ยนมุมมองการชมภาพยนตร์ใหม่ ติดตามรายละเอียดและตารางการฉายได้ที่เฟสบุ๊ก Pattaya FILM Festi

NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ’68

NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ'68

NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ’68

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

เริ่มแล้ววันนี้! NSM เดินหน้าขับเคลื่อนนิทรรศการในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 68 กระจายสู่ชุมชนทั่วประเทศ สำหรับคนที่พลาดชม หรือต้องการชมงานมหกรรมวิทย์ฯ อีกครั้ง ชมกันเต็มอิ่ม 1 ปีเต็ม ถึง ส.ค.2569 พร้อมนำนิทรรศการใหม่เอี่ยมไปให้ร่วมสนุกทั้งจุดกำเนิดชายหาดทะเลใต้ มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนาหาชมยาก บั้งไฟภูมิปัญญาของภาคอีสาน ผจญภัยในโลกควอนตัมสำรวจจักรวาลจิ๋ว ดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย ฯลฯ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on สนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน

25 สิงหาคม 2568 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ” ณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา ชั้น 5 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพฯ ว่า การจัดงาน NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ เป็นผลต่อเนื่องมาจากการมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้งในส่วนกลางที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และภูมิภาค ที่ จ.สงขลา จ.เชียงใหม่ และ จ.ขอนแก่น ตลอดช่วงเดือน ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างประชาชน เยาวชน นิสิตนักศึกษา นักเรียนตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ดังนั้น NSM จึงมีการต่อยอดด้วยการนำนิทรรศการมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2568 ที่จัดแสดงเสร็จแล้ว เอาไปจัดแสดงต่อเนื่องผ่านแหล่งเรียนรู้ของ NSM รวมทั้งเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ถือเป็นการขยายโอกาสการเรียนรู้ สำหรับคนที่อาจพลาดชมนิทรรศการ หรือต้องการชมนิทรรศการในช่วงงานมหกรรมวิทย์ฯ อีกครั้ง ได้มีโอกาสได้เติมเต็มและเข้าถึงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มที่

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญการจัดงาน NSM ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ ยังถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ที่ช่วยผลักดันและส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของเยาวชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเยาวชนทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ของเยาวชน ในการเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

“NSM ได้พัฒนานิทรรศการขึ้นมาใหม่หลากหลายชุดที่จะนำไปจัดแสดงในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ ในเครือข่ายต่าง ๆ ของ NSM ทั่วประเทศ อาทิ นิทรรศการ “The Beach Treasure of the south” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี จ.สงขลา นำเสนอจุดกำเนิดชายหาดทะเลใต้ สำรวจสิ่งมีชีวิตบนชายหาด และเรียนรู้ การปรับตัว สืบและค้นหาคำตอบจากซากปริศนาบนชายหาด ค้นพบขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เข้าใจภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน, นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา Seed traits of the northern tales” จะนำไปจัดแสดงที่ ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้เยาวชนและประชาชนมาค้นหาเรื่องราวของพันธุกรรมพืชท้องถิ่น อาทิ สัก นางพญาเสือโคร่ง ข้าวก่ำ ถั่วลายเสือ งาขี้ม่อน และภูมิปัญญาการเกษตรของล้านนาที่หลอมรวมกับนวัตกรรมวิทยาศาสตร์สู่การพัฒนาที่เหมาะกับวิถีชุมชนภาคเหนือ, และที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จ.ขอนแก่น มีจัดแสดง 2 นิทรรศการ ได้แก่ นิทรรศการ “The Rocket Maker ISAN Inspiration” นำเสนอเรื่องราวของบั้งไฟ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากประเพณีพื้นบ้านของภาคอีสาน มาเป็นสื่อกลางในการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านจรวดให้เยาวชนและประชาชนได้เข้าใจง่ายขึ้น นิทรรศการนี้ชวนให้ทุกคนเห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราเอง และนิทรรศการ “ควอนตัมเปลี่ยนโลก (Quantum Quest)” ชวนมาร่วมผจญภัยในโลกควอนตัมที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีแห่งอนาคต สำรวจจักรวาลจิ๋วในอะตอมและค้นพบธรรมชาติอันน่าพิศวงของอนุภาคต่าง ๆ ที่อยู่รายล้อมตัวเรา เป็นต้น” นายสุวรงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการที่เตรียมนำมาจัดแสดงภายในแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์ของ NSM ในช่วงระหว่างเดือน ก.ย. 2568 อาทินิทรรศการ “ส่องสมอง (Brain Inside Out)” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ที่ชวนไขปริศนาความสามารถของสมอง เพราะจะเห็นได้ว่าเมื่อเราโตขึ้นสมองถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อบังคับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนั้นในวัยที่ยังเป็นเด็กสมองควรได้รับการเรียนรู้และพัฒนาที่ดีเพื่อช่วยในเรื่องของความจำ นิทรรศการนี้จึงเปิดให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้จากการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ เพื่อช่วยในเรื่องของการพัฒนาสมอง, นิทรรศการ ”คลังเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต (Mystery of Svalbard)” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า นำเสนอเรื่องราวของเมล็ดพันธุ์ จำลองคลังเก็บเมล็ดพันธุ์จากทั่วโลกที่นำมาฝากไว้ที่ “สฟาลบาร์” คลังเก็บรักษาภายใต้ภูเขาน้ำแข็งระดับความลึกกว่า 150 เมตร ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับฝาก จัดเก็บ ดูแล ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์แทนธนาคารเมล็ดพันธุ์จากทั่วโลก, นิทรรศการ “ดินแดนนักประดิษฐ์ตัวน้อย (Little Inventor)” จัดแสดงที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะสตรีท รัชดา และ Futurium อพวช. ถือเป็นพื้นที่สำหรับเด็กอายุ 3-7 ปี สนุกกับการประดิษฐ์และเรียนรู้กลไกพื้นฐานรอบตัว, นิทรรศการ “Sport Science on the move” จัดแสดงที่ เดอะ สตรีท รัชดา ที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บีจี สปอร์ต จำกัด ในการนำเสนอเรื่องราวที่ผสานวิทยาศาสตร์กับกีฬาอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ทดสอบสมรรถนะร่างกาย วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และค้นหากีฬาที่ใช่ ผ่านกิจกรรมในรูปแบบ Hands-on ที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน, นิทรรศการ “Science Spark” เตรียมนำไปจัดแสดงกับ กิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ฟิสิกส์แบบ Interactive ที่ให้ผู้ชมได้จับต้อง ทดลอง และเล่นได้ด้วยตนเอง พร้อมค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์พื้นฐานในรูปแบบสนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจ,นิทรรศการ “Science Speak” เตรียมนำไปจัดแสดงกับกิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เปิดโลกแห่งชีววิทยา เรียนรู้ผ่านการเล่น ทดลอง และค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเองในรูปแบบ Interactive ที่ทั้งสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นต้น

นายสุวรงค์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ NSM ได้ขับเคลื่อนนิทรรศการวิทย์ฯ สู่ชุมชน เสริมสร้างพื้นที่เรียนรู้ทั่วประเทศ โดยนิทรรศการบางส่วน ได้แก่ นิทรรศการ “The Beach Treasure of the south”, นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา Seed traits of the northern tales” และนิทรรศการ “The Rocket Maker ISAN Inspiration” พร้อมเปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่เดือน ส.ค.2568 ถึงเดือน ส.ค.2569 ในเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และในอนาคต NSM ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนานิทรรศการใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อมกระจายโอกาสไปสู่หน่วยงานพันธมิตรและเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ หวังที่จะจุดประกายความรู้ สร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวสู่ยุคแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.53 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ต่อยอดความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 75 ปี ร่วมกับ มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์และพันธมิตรทุกภาคส่วน จัดงาน “จากปางสู่ป่า: เรียนรู้และเปลี่ยนผ่านสู่ช้างเป็นมิตร” เปิดตัว “Elephant Forest Phitsanulok” ต้นแบบปางช้างที่เป็นมิตรอย่างสมบูรณ์ แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง และหมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรม สร้างมุมมองใหม่เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับช้างสำหรับคนไทยและก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพช้างไทยสู่สากล โดยได้รับเกียรติจาก ทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ กรมปศุสัตว์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย อินเทรพิด ทราเวล (Intrepid Travel) บริษัทท่องเที่ยวระดับโลกที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน และ ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศสวีเดน ผู้ให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ รวมถึง กัญจนา ศิลปอาชา ผู้มีบทบาทสำคัญด้านการอนุรักษ์ช้างไทย มาร่วมเป็นสักขีพยานในการยกระดับการท่องเที่ยวที่เคารพสวัสดิภาพช้างและสัตว์อย่างแท้จริง

ทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และ วราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก 

Elephant Forest Phitsanulok มีจุดเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์และความเมตตาของ ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ที่ได้ซื้อโรงแรมทรัพย์ไพรวัลย์ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่ากว่า 900 ไร่ และได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของช้างที่ถูกใช้งานหนัก ครอบครัวจึงตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิเพื่อดูแลช้างที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยมอบ “บ้าน” ที่ปลอดภัยและใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของช้าง หลังจากสั่งสมประสบการณ์และเรียนรู้การดูแลช้าง ครอบครัวศิริวิริยะกุลได้ค่อยๆ ปรับกิจกรรมจากการขี่และป้อนอาหารช้าง ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น พร้อมกันนี้ครอบครัวยังรักษาผืนป่า ดูแลต้นไม้ เพื่อให้ช้างทุกตัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์เข้าร่วมโครงการพรุ่งนี้ที่ดีกว่าของช้าง (Build Back Better) ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก โดยได้รับทุนพัฒนาแปลงพืชอาหารยั่งยืน พร้อมระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยแก้วิกฤต แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา “Elephant Forest Phitsanulok” ให้เป็นปางช้างที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ และเป็น “ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง” อย่างแท้จริง

ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล 

ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล  ผู้อำนวยการมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวศิริวิริยะกุล กล่าวถึงการทำงานร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกว่า “สิ่งหนึ่งที่มูลนิธิฯ เห็นตรงกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกคือการทำปางช้างเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง (Elephant Friendly) ให้เป็นจริง เราต้องการให้ปางช้างอื่นๆ เห็นว่ามีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้สวัสดิภาพช้าง ควาญช้างดีขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันปางก็ยังสามารถมีรายได้อย่างยั่งยืน เราได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ เช่น การลดระยะเวลาการใช้โซ่ให้สั้นลง ให้ช้างได้ใช้เวลาเดินอย่างอิสระมากขึ้น และปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการดูแลช้างให้สอดคล้องกับพฤติกรรมธรรมชาติของช้างมากขึ้น จากเดิมที่กังวลว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เมื่อเห็นตัวอย่างจากปางอื่นๆ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการได้พบกับบริษัททัวร์ที่ทำงานร่วมกับองค์กร  ทำให้เรามั่นใจว่าการทำแบบนี้ทำให้สวัสดิภาพของช้างดีขึ้นจริงและเราจะมีรายได้เพียงพอสำหรับบริหารจัดการ ดูแลควาญ และดูแลช้างได้ในระยะยาว”

ปัจจุบัน Elephant Forest Phitsanulok เป็นบ้านของช้างเพศเมีย 5 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากจากการลากไม้และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่นี่ช้างทุกตัวได้รับการฟื้นฟูทั้งกายและใจ ที่สำคัญช้างได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับช้างสำหรับคนไทย” เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ในการอยู่ร่วมกับสัตว์ด้วยความเคารพ โดยเน้นแนวคิดจาก “พาช้างมาให้คนดู” สู่ “พาคนไปดูช้างในป่า”

การเปลี่ยนผ่านยังครอบคลุมถึง การปรับอุปกรณ์โซ่ที่ใช้ผูกช้างเวลากลางคืน จากโซ่โลหะ เปลี่ยนเป็นโซ่น้ำหนักเบา การสร้างคอกล้อมรั้วที่ปลอดภัยสำหรับใช้เวลาพัก จัดกิจกรรมเสริมอุปกรณ์ Enrichment กระตุ้นพฤติกรรมตามธรรมชาติ การฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนดูแลช้างสูงอายุให้พักในโรงเรือนและทำอาหารเฉพาะที่ย่อยง่ายและช่วยระบบขับถ่าย ที่สำคัญยังยกระดับคุณภาพชีวิตของควาญช้าง ปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุมบังคับ” เป็น “ผู้ดูแล” ที่ทำงานร่วมกับช้างด้วยความเคารพและเข้าใจ เพื่อลดความเครียดของทั้งสองฝ่าย

ทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านของช้างเอเชียมายาวนาน จึงเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากมาเยือน การเปลี่ยนผ่านของ Elephant Forest Phitsanulok ไม่เพียงคืนชีวิตอิสระให้ช้าง แต่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวที่มีจริยธรรมและมีความหมาย พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนจากการทำงานโดยไม่ต้องบังคับช้าง ในวาระครบรอบ 75 ปีขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เรามองว่านี่คือก้าวสำคัญ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้การท่องเที่ยวทั่วโลกก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ”

ทริเซีย โครสดอล

โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่าทุกปางต่างรักช้างและอยากให้ช้างมีชีวิตที่ดี สิ่งที่เราทำคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า การดูแลที่ดีต่อทั้งช้างและควาญ สามารถเดินคู่ไปกับรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนได้จริง ปัจจุบันองค์กรฯ มีเครือข่ายปางช้างที่เปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรแล้วกว่า 13 แห่งทั่วประเทศ และภายในปลายปีนี้จะมีเพิ่มอีก 2 แห่ง ความก้าวหน้านี้
ตอกย้ำว่าการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์คือเส้นทางสู่อนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของประเทศไทย อนาคตที่เคารพต่อสัตว์และธรรมชาติ”

โรจนา สังข์ทอง

ไมค์ สจ๊วต ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ บริษัท อินเทรพิด ทราเวล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวจะคำนึงถึงเสมอว่าในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งของพวกเขาจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นเอเจนซี่ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราจะเลือกมาเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวนั้น จึงเป็นผู้ประกอบการที่คำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสวัสดิภาพสัตว์ด้วย ซึ่งแนวทางการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกมุ่งเน้นการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และศูนย์การเรียนรู้เอเลแฟนท์ ฟอเรสต์ พิษณุโลก ตรงกับแนวทางกับบริษัทของเรา อินเทรปิดมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำงานร่วมกับองค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทย”

ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล, โรจนา สังข์ทอง และ ไมค์ สจ๊วต ในการเสวนาเรื่อง   “จากปางสู่ป่า: เรียนรู้และเปลี่ยนผ่านสู่ช้างเป็นมิตร”

ผู้สนใจเยี่ยมชมปางชางที่เป็นมิตรต่อช้าง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://elephantforestphitsanulok.com/th/ และ Facebook: องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก