30 ปี ‘12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025’ วิ่งเพื่อแม่ อบอุ่นหัวใจ สร้างสุขภาพดีทั่วกรุง

30 ปี  ‘12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025’ วิ่งเพื่อแม่ อบอุ่นหัวใจ สร้างสุขภาพดีทั่วกรุง

30 ปี ‘12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025’ วิ่งเพื่อแม่ อบอุ่นหัวใจ สร้างสุขภาพดีทั่วกรุง

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท้องฟ้ายามเช้าของกรุงเทพฯ ในวันแม่แห่งชาติปีนี้ ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันของเสื้อวิ่ง เสียงเชียร์ และรอยยิ้มของนักวิ่งทั้งไทยเทศกว่า 7,000 คน ที่มารวมตัวกัน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ในงาน “12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025” ครั้งที่ 30 งานวิ่งเพื่อแม่ ที่จัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมพลังเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ตลอด 3 ทศวรรษ งานวิ่งเพื่อแม่นี้ไม่เพียงแต่เป็นสนามวิ่งที่ท้าทาย แต่ยังเป็นเวทีแห่งการแสดงความรักความผูกพันในครอบครัว โดยใช้โอกาสพิเศษของวันแม่ ในการทำกิจกรรม “วิ่งเพื่อแม่” ร่วมกัน ในครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการจัดงานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนกรุง โดยรายได้ หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด มอบให้ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ (เพื่อมะเร็งเต้านม) และ สภากาชาดไทยในทุก ๆ ปี

บรรยากาศงานวิ่งเริ่มด้วยพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามด้วยพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ และปล่อยตัววิ่งในระยะต่า ๆ ทั้งหมด 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ 21.1 กม., 10 กม., 6 กม. และสำหรับระยะ 1.8 กม. มีศิลปินจาก GMMTV ได้ร่วมเดิน-วิ่งการกุศล โดยในทุกๆ รอบของการวิ่ง ผู้จัดงานจะบริจาค 10,000 บาท ให้แก่ “ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ” สภากาชาดไทย

แต่สิ่งพิเศษที่มากกว่าการวิ่งคือทุกคนที่เข้าเส้นชัยได้รับเหรียญที่ระลึกออกแบบเฉพาะปี 2025 เป็นรูปพวงมาลัยดอกมะลิ และดอกมะลิสด  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความกตัญญูต่อแม่ สำหรับนักวิ่งที่ทำเวลาสุดยอดในแต่ละรุ่นยังได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุด และพิเศษในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ทางคณะผู้จัดงานยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถมาร่วมในสถานที่จริงวิ่งผ่าน Virtual Run สะสมระยะจากที่ใดก็ได้ และบริการถ่ายภาพอัตโนมัติ Fotobots X Fast Upload ที่ใช้เทคโนโลยี AI อัปโหลด  ภาพทันที  ทำให้ทุกความประทับใจถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า “ปีนี้เป็นปีที่พิเศษ อย่างมากที่เราได้ฉลองครบรอบ 30 ปี ของงาน 12 สิงหา ฮาล์ฟมาราธอน กรุงเทพฯ หรือ ‘Run For Mom’  ซึ่งถือเป็นงานวิ่งเพื่อแม่ที่จัดต่อเนื่องและยาวนานที่สุดในประเทศไทย เราจึงตั้งใจมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง Mom Run Club การเปิดโอกาสให้นักวิ่งได้วิ่งผ่าน Virtual Run รวมถึงการนำระบบ AI มาใช้ในการถ่ายภาพให้นักวิ่งทันที ปีนี้เรามีนักวิ่งกว่า 7,000 คน ซึ่งเกินความคาดหมายอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของผู้คนที่มีต่องานนี้ สำหรับผม ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้วัดแค่ตัวเลขนักวิ่ง แต่คือการได้เห็นคนทุกเพศทุกวัยมาร่วมวิ่ง สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความอบอุ่นอย่างแท้จริง ทำให้งานนี้ไม่เพียงเป็นงานวิ่งในตำนาน แต่ยังเป็นเวทีรวมพลังรักในครอบครัวที่นักวิ่งมืออาชีพ มือใหม่ เซเลป และคนดัง ต่างตั้งตารอคอย และไม่พลาดทุกปี”

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “งานวิ่งเพื่อแม่ถือเป็นงานวิ่งประจำปีที่นักวิ่งต้องมาทุกปี และถือเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ที่ท่านทรงพระราชกรณียกิจมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะทำให้ได้มาออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และเป็นการสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ กทม. ที่พยายามจัดพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพให้ดีที่สุด และมีกิจกรรมกีฬาต่าง ๆ เพื่อให้คนได้มีกิจกรรมร่วมกัน”

พบกันอีกครั้งปีหน้ากับ “12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2026” ครั้งที่ 31  ในบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่นเช่นเคย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สธ.จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Service Plan Sharing’ ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม

สธ.จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Service Plan Sharing’ ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม

สธ.จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ‘Service Plan Sharing’ ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จัดการประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Service Plan Sharing ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด “ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม” หรือ Advancing Smart Service Plan for the Next Generation of Holistic Healthcare”ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดนโยบายการพัฒนาระบบบริหารจัดการในรูปแบบ “เขตสุขภาพ” และ “ระบบบริการสุขภาพ (Service Plan)” เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ ตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน ครอบคลุม 26 สาขา โดยมีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ ระดับเขตสุขภาพ และระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมสัมมนา “Service Plan Sharing” ครั้งที่ 11 พร้อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง “กระบวนทัศน์ใหม่ของระบบสาธารณสุขในทศวรรษถัดไป” ภายใต้แนวคิด ยกระดับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอัจฉริยะ เพื่อการดูแลสุขภาพองค์รวม “Advancing Smart Service Plan for the Next Generation of Holistic Healthcare” การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน ประกอบด้วยผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขส่วนกลางและภูมิภาค วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย มหาวิทยาลัย ราชวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ และบุคลากรสาธารณสุขจากทั่วประเทศ โดยมีการนำเสนอผลงานทางวิชาการและนวัตกรรมจากทุกสาขา รวมถึงการมอบรางวัลผลงานวิชาการและนวัตกรรมดีเด่น จำนวน 51 รางวัล  และรางวัลต้นแบบการยกระดับบริการสุขภาพของหน่วยบริการในรูปแบบ SAP “SAP AWARD” ครอบคลุมทั้ง 6 ระดับ ได้แก่ ระดับ Premium Plus , Premium ,  Academy Plus ,  Academy, Standard Plus และ Standard โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ หน่วยบริการต้นแบบที่มีการดำเนินการตามรูปแบบ SAP โดดเด่น ระดับละ 3 รางวัล รวม 18 รางวัล

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบาย Service Plan มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบบริการทุกระดับอย่างครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราป่วย อัตราตาย ลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขไทยให้มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมี 25 สาขา และในปีนี้ได้เพิ่มอีก 1 สาขา คือสาขาวิสัญญี นอกจากนี้ยังได้เน้นแนวทางการยกระดับบริการสุขภาพให้ทันสมัยและยั่งยืน ผ่านการสร้างระบบสุขภาพเชิงรุก เพิ่มการเข้าถึงบริการแบบมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ และพลิกโฉมระบบสาธารณสุขให้ตอบสนองประชาชนได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีคุณภาพ โดยใช้หลักการ “ท ท ท – ทำทันที ทำต่อเนื่อง ทำและพัฒนา”                                                                                        

การสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญ ที่ผู้บริหารและบุคลากรสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพ ได้มาร่วมกันกำหนดทิศทาง วางแผนบูรณาการการให้บริการ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความสำเร็จจากแต่ละพื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามบริบทของแต่ละเขตสุขภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป

คุณแหน : 23 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 23 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 23 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ จัดกิจกรรม Health Fair ระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค. ที่ชั้น2 ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยในวันที่ 23 ส.ค. ครูต้อย-อุมาพร บัวพึ่ง จะมาร่วมให้ความรู้ในเรื่องดนตรีบำบัด “เพลงวัยเก๋า” เวลา 15.00-17.00น. เชิญลูกศิษย์ลูกหามากันให้ครบ…
  • ชาววัฒนาวิทยาลัยร่วมรำลึกถึง ต้นสกุล “เศวตศิลา” ผู้วางรากฐานการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านราชการและวิชาการ มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5…
  • ขอแสดงความยินดีกับคู่สมรสที่ครองรักยืนนานอยู่ยั้งยืนยง เห็นตัวเลขแล้วต้องยกนิ้วโป้งให้ ได้แก่ ครบรอบงานสมรส ดร.อาทิตย์ – บุญนำ อุไรรัตน์ ที่ครองคู่กันมา 59 ปี…อีกคู่ โชคดี – จำนง ศรัณย์พิพัฒน์ ร่วมชีวิตกันมา 46 ปีแล้ว…ชีวิตน่านิยมแท้เทียว…
  • แม้วัยล่วง70 ตอนปลายแต่ ศิริพงษ์ ทิณรัตน์ ยังขยันขันแข็งในหน้าที่ที่ โรงเรียนอนุบาลมณียา ท่าอิฐ นนทบุรี จนทุกวันนี้…เชื่อแล้วว่าขยันจริง…
  • มิวสิคัล อมตะ ”Phantom of The Opera” หลายคนจองบัตรล่วงหน้ามานาน เพิ่งได้ชมกัน อาทิ มธุรส โอสถานนท์ ,รัตนาภรณ์ เกษมอมรลักษณ์ จับคู่เพื่อนเลิฟ ดวงพร ศรีตุลานนท์ ส่วน เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ ไปกับเพื่อนๆราชินี จัดที่เมืองไทยรัชดาลัย…
  • ช่วงนี้ เฟื่องฉัตร บุญรัตน์ มีทริปที่รัสเซีย มีเพื่อนรักราชินี 62 อดีต ออท.สเปน อัจฉรา เสรีบุตร พร้อมเพื่อนๆจากกระทรวงการต่างประเทศร่วมทริปสนุกสนาน…
  • ดำเนินชีวิตเป็นคนน่ารักเสมอต้นเสมอปลายกับทุกๆคน ทำให้ได้รับการชื่นชมอยู่เสมอ เธอคือ บุญลาภ ภูสุวรรณ แม้ว่าทุกเย็นจะต้องทำน้ำเต้าหู้ทานเอง แต่มากด้วยนำ้ใจ เนื่องจากมี ส.ว.วัย 80up อยู่แถวบ้าน เลยทำเผื่อเพื่อนบ้านด้วย ดังนั้น หากมีนัดช่วงเย็น เธอจะตอบรับด้วยความยินดีไปร่วมทุกงาน แต่มีข้อแม้ขอไปเลทหน่อยเท่านั้น…ช่างน่ารักและน้ำใจงามโดยแท้…
  • เพื่อนร่วมรุ่นสุทธิวราราม ที่อยู่หาดใหญ่ ทราบว่า อดีตผู้ว่าฯ ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย และ อดีตผู้ว่าฯ วันชัย สุทิน จะเดินทางไปนราธิวาส เพื่อร่วม เวิร์คชอป โครงการพระราชดำริ 21-23 สค.นี้ แม้อยากพบเจอตัวเป็นๆ แต่ด้วยเหตุที่ว่า เพื่อนทั้งสองมีภารกิจรออยู่อีกที่ กทม. และต้องเดินทางจากนราธิวาส 3 ชั่วโมง เพื่อมาขึ้นเครื่อง จึงนัดเพื่อนๆเจ้าถิ่นมาพบกัน ที่สนามบินหาดใหญ่ แทนนัดกันตามร้านอาหารทั่วไป…ไว้วันหน้าฟ้าใหม่ โอกาสอำนวยค่อยพบกัน…
  • ชื่นชมมากๆกับ ”มาดามรถถัง” นพรัตน์ กุลหิรัญ ผู้บริหารบริษัทไทยเสรีฯ จัดผลิตรถเกราะสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก มอบให้แก่กองทัพบกใช้ในราชการชายแดน พร้อมจัดช่างไปประจำ คอยแก้ไข หากรถที่มอบไป ขัดข้อง…มาดามรถถัง สมญานามที่ได้รับบอกว่า เราเป็นคนไทย รักชาติไทย ช่วยอะไรชาติได้ต้องช่วยกันๆไป…นี่แหละผู้ที่รักชาติอย่างจริงใจ…
  • ข่าวจริงที่น่าขนลุก…จากเพจสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมแจ้งข่าวว่า ชุดลาดตระเวนพบกับดักหลุมพรางเสียบไม้แหลม ริมชายแดนไทย-กัมพูชา ชุดลาดตระเวนของกองกำลังทหารไทยที่ออกปฏิบัติภารกิจรักษาความสงบบริเวณแนวชายแดน ได้ตรวจพบ “กับดักไม้พันจี” ซึ่งเป็นอาวุธดัดแปลงจากยุทธวิธีในสมัยสงครามเวียดนาม ลักษณะของกับดักดังกล่าวเป็น “หลุมพรางลึก” ภายในปักทิ่มด้วยไม้ไผ่เหลาปลายแหลมชุบสารป้องกันการเน่า หรือบางส่วนอาจชุบยาพิษ เมื่อมีผู้เหยียบหรือพลัดตกลงไป ปลายแหลมจะพุ่งเสียบร่างกาย สร้างบาดแผลรุนแรงทันที อาจถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้…โลกแห่งสงคราม ทำให้มนุษย์เพิกเฉยจากการเป็นสัตว์ประเสริฐ คิด – ทำสิ่งที่โหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ถึงเพียงนี้ !!…

บารอนเนส

วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย จัดเวิร์คช้อป ‘พลังแห่งศิลป์’ สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านงานศิลป์

วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย จัดเวิร์คช้อป ‘พลังแห่งศิลป์’ สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านงานศิลป์

วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย จัดเวิร์คช้อป ‘พลังแห่งศิลป์’ สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านงานศิลป์

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศิลปะสร้างโลก! วุฒิสภา จับมือภาคีเครือข่าย เปิดเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังแห่งศิลป์” สร้างโมเดลขับเคลื่อนศักยภาพเยาวชนและผู้ด้อยโอกาสผ่านการเรียนรู้ศิลปะเชิงสร้างสรรค์

ท่ามกลางสถานการณ์ในปัจจุบันที่รายล้อมด้วยความไม่แน่นอน แม้อาจสร้างความกังวลและความหนักใจให้แก่ผู้คน ยังมีสิ่งหนึ่งที่คอยเป็นแสงสว่าง โอบอุ้มหัวใจด้วยความสุข และมอบพลังแห่งความบันเทิงใจ นั่นคือ “ศิลปะ” เพราะศิลปะไม่เพียงแต่เป็นการสร้างสรรค์ที่งดงาม แต่ยังเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึก และมอบมุมมองที่หลากหลายให้แก่ชีวิต ทั้งเสียงดนตรี งานเขียน ภาพวาด หรือการแสดงที่ล้วนสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงจุดประกายสิ่งใหม่ ๆ ให้แก่ผู้คนอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะอายุ เพศ เชื้อชาติ หรือแม้แต่ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย ศิลปะยังคงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้เสมอ

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์

เช่นเดียวกับโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังแห่งศิลป์” (The Power of Art) กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เกิดความสามารถหลากหลายมิติด้วยทักษะด้านศิลปะ อันเป็นการสร้างรากฐานสำคัญในการพัฒนาจิตใจ และสามารถพัฒนาไปสู่การยกระดับด้านอาชีพได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของคนพิการและผู้ด้อยโอกาสแต่ละบุคคลได้อย่างหลากหลายและยั่งยืน โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือของคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม และคณะอนุกรรมาธิการกิจการผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All)

ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านศิลปะสร้างสรรค์ ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา และประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) กล่าวว่า มูลนิธิฯ ดำเนินงานมา 30 ปี หรือ 3 ทศวรรษ ในการพัฒนาผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสแบบองค์รวม โดยมีแนวคิดให้คนตาบอดเป็นปาก คนหูหนวกเป็นตา ผู้ขาดแขนขาแต่มีสติปัญญาเป็นสมอง และคนปัญญาอ่อนที่ร่างกายสมบูรณ์เป็นแรงกาย ผ่านการประสานงานโดยคนไม่พิการที่มีจิตใจงดงาม โดยเชื่อว่า 5 คนรวมกันเป็น 1 อัจฉริยะ ทั้งนี้ ศ.ดร.ชาญณรงค์ ยังเน้นย้ำว่า การเรียนรู้ศิลปะจะทำให้เกิดความเอื้ออาทร ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจมนุษย์มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สำหรับโครงการดังกล่าวมีการจัดกิจกรรม ณ สัปปายะสภาสถาน อาคารรัฐสภา และนิทรรศการด้านศิลปะ รวมถึงจัดค่ายศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ ณ มูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ และนางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ รวมถึงมีเยาวชนเข้าร่วม 160 คน ตลอดจนอาสาสมัคร ครูอาจารย์ ผู้ปกครองและชาวอาเซียน เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ค่ายศิลปะดังกล่าวมีทั้งหมด 13 ฐานกิจกรรม เช่น การวาดภาพสีน้ำ การประดิษฐ์เดโคพาร์ท การสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ รวมถึงดนตรีและนาฏศิลป์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ศิลปกรรมทุกชนิดและทุกแขนง รวมถึงได้ทราบว่าตนเองมีศักยภาพใดเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดตนเองต่อไป

นอกจากนี้ ภายในค่ายฯ ยังเปิด “ตลาดมอญ” หรือ “มอญ Market” โดยได้รับเกียรติจาก นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธานในพิธี กิจกรรมนี้ยังมีเพื่อธำรงรักษาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น และเป็นการส่งเสริมพื้นที่คลองสามวาที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตของชาวไทยมอญไว้ ซึ่งผู้เยี่ยมชมจะได้ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านหายากที่สืบทอดตำรับมาจากรุ่นสู่รุ่น เช่น ข้าวตอกตั้ง ขนมเหนียว แกงมะตาด และหมี่กรอบชาวมอญ ตลอดจนสัมผัสเสน่ห์ของงานหัตถกรรมที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาดั้งเดิม เช่น ธงตะขาบ สไบและผ้าถุงแบบชาวมอญ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของวิถีวัฒนธรรมมอญที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) เกิดขึ้นจากการริเริ่มบุกเบิกและทุ่มเทของ ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ โดยมีแนวคิดว่ามนุษย์ประกอบด้วยกาย ปัญญา และจิตใจ หากกีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาร่างกายและการศึกษาช่วยพัฒนาสติปัญญา “ศิลปะ” จึงเป็นสิ่งจรรโลงใจที่เปี่ยมด้วยความสุขและศานติ โครงการนี้ใช้ศิลปะกล่อมเกลาจิตใจและปลูกฝังคุณธรรมผ่านการเรียนรู้ร่วมกันโดยรวมบุคคลที่มีประสบการณ์ทางร่างกายที่แตกต่างกันให้เป็นเงาสะท้อนความคิดและจิตวิญญาณ จนเกิดแนวคิด “ห้าคนรวมเป็นหนึ่งอัจฉริยะ” ที่เป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาผู้ด้อยโอกาส/ผู้พิการ

ผลงานของ Art for All ได้พัฒนาขยายจากศิลปะเพื่อเยาวชนสู่ศิลปะเพื่อผู้ต้องขังในเรือนจำ ตามพระราชดำริ และกลายเป็นแหล่งความรู้ที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมเรียนรู้ พัฒนาคุณธรรมและทักษะชีวิต ภายใต้ปรัชญา “ก้าวข้ามขีดจำกัด” ซึ่งช่วยให้เกิดเครือข่ายด้านศิลปะเพื่อพัฒนามนุษย์ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในการดูแลกลุ่มเปราะบาง ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับ Art for All ได้ที่ https://www.artforallfoundation.com/

สามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ (Art for All) ได้ที่ https://www.artforallfoundation.com/

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ มันสำปะหลังกัมพูชา ผลกระทบจาการปิดชายแดน

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มันสำปะหลัง (Cassava) เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของกัมพูชา และเป็นแหล่งรายได้หลักของเกษตรกรจำนวนมาก การปิดชายแดนและมาตรการควบคุมการนำเข้าของไทยที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระ ทบอย่างรุนแรงต่อการเพาะปลูกมันสำปะหลังของกัมพูชา

จากความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดน เมื่อรัฐบาลกัมพูชาออกคำสั่งห้ามนำเข้าผักผลไม้จากไทย ส่งผลให้เกษตรกรฝั่งไทยได้รับความเดือดร้อนเพียงไม่กี่วัน กระทรวงพาณิชย์ไทยก็ตอบโต้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 โดยสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังจากกัมพูชาอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องเกษตรกรไทย รักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ ควบคุมคุณภาพ ป้องกันการสวมสิทธิ และสกัดการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง  และต่อมาก็มีการสั่งปิดพรมแดนไทย กัมพูชาตลอดแนว ห้ามรถบรรทุกและคนผ่านเข้าออก

1. แหล่งผลิตและราคา

แหล่งผลิตมันสำปะหลังที่สำคัญของกัมพูชาส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดติดชายแดนไทย อาทิ พระตะบอง, บันเตียเมียนเจย, อุดรมีชัย, เสียมราฐ, และโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินและภูมิอากาศเหมาะสมกับการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาจะผันผวนขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการรับซื้อจากโรงงานแปรรูปในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกมันสำปะหลังดิบของกัมพูชา

2. ผู้ผลิตและพื้นที่เพาะปลูก

มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในกัมพูชาหลายแสนคน โดยเฉพาะในจังหวัดที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหลายครอบครัวมีรายได้หลักจากการเพาะปลูกพืชชนิดนี้ ขนาดของพื้นที่เพาะปลูกแตกต่างกันไปตั้งแต่รายย่อยไม่กี่ไร่ไปจนถึงเกษตรกรขนาดใหญ่หลายร้อยไร่

3. การนำไปใช้และสถานที่แปรรูป

มันสำปะหลังของกัมพูชาส่วนใหญ่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น มันเส้น และ มันอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แป้งมันสำปะหลัง และเอทานอล โรงงานแปรรูปส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่ติดชายแดนกัมพูชา เช่น สระแก้ว, บุรีรัมย์, และสุรินทร์ นอกจากนี้ยังมีโรงงานแปรรูปในประเทศเวียดนามและบางส่วนในกัมพูชาเอง แต่ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผลผลิตทั้งหมด

4. เส้นทางการส่งออก

มันสำปะหลังกัมพูชาถูกส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลักๆ คือ ไทย เวียดนาม และจีน โดย  กว่าร้อยละ 90 ของผลผลิตถูกส่งมายังประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี   ช่องทางการส่งออกที่สำคัญที่สุดคือผ่าน ด่านพรมแดนทางบก กับประเทศไทย ด่านที่สำคัญได้แก่ ด่านปอยเปต-คลองลึก (สระแก้ว), ด่านโอเสม็ด-ช่องจอม (สุรินทร์), และด่านพนมเปญ-บ้านแหลม (จันทบุรี) การส่งออกไปยังเวียดนามจะผ่านด่านทางบกในภาคตะวันออกของกัมพูชา ส่วนการส่งออกไปจีนมักจะผ่านเวียดนามหรือขนส่งทางเรือผ่านท่าเรือสีหนุวิลล์

5. ความเดือดร้อนจากการปิดด่านและการควบคุมการนำเข้า

เมื่อประเทศไทยประกาศปิดด่านพรมแดน หรือใช้มาตรการควบคุมการนำเข้ามันสำปะหลังอย่างเข้มงวด เช่น การจำกัดโควตา หรือกำหนดเงื่อนไขที่ซับซ้อน จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างต่อเกษตรกรกัมพูชา:

•             ราคาตกต่ำ: เมื่อไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลักในไทยได้ ปริมาณมันสำปะหลังที่ล้นตลาดภายในประเทศจะทำให้ราคาตกต่ำอย่างมาก บางครั้งถึงขั้นไม่คุ้มทุนในการเก็บเกี่ยว

•             ผลผลิตเน่าเสีย: มันสำปะหลังเป็นพืชที่เน่าเสียได้ง่ายหากเก็บไว้นาน เกษตรกรต้องเร่งระบายผลผลิต ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

•             ภาระหนี้สิน: เกษตรกรที่กู้ยืมเงินมาลงทุนในการเพาะปลูกต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่ไม่สามารถชำระคืนได้

•             การว่างงาน: อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น แรงงานขนส่ง และพ่อค้าคนกลาง ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการค้า

6. แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลกัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาแนวทางแก้ไขมาโดยตลอด ซึ่งรวมถึง:

•             เจรจากับไทย: มีการเจรจากับทางการไทยเพื่อขอให้เปิดพรมแดน

•             ส่งเสริมการแปรรูปในประเทศ: รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในการสร้างโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังในกัมพูชา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

•             หาตลาดใหม่: พยายามขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เช่น จีน เวียดนาม และประเทศในกลุ่มอาเซียน เพื่อกระจายความเสี่ยง

•             พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออก

•             สนับสนุนเกษตรกร :  ให้คำแนะนำด้านเทคนิคการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเบื้องต้น เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลผลิตและลดการเน่าเสีย

โดย สุริยพงศ์

Thailand Biennale Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

Thailand Biennale Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

Thailand Biennale Phuket 2025 มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต สมาคมศิลป์ภูเก็จ เทศบาลนครภูเก็ต และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 20 องค์กร จัดงาน Welcome Opening – Thailand Biennale Phuket 2025 หรือมหกรรมศิลปะร่วมสมัย ครั้งที่ 4 โดยมี โสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวเปิดงาน และ ศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวต้อนรับ ณ บริเวณพื้นที่ลานมังกร จนไปถึงแยกธนาคารชาร์เตอร์ ย่านเมืองเก่าภูเก็ต เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา

บรรยากาศภายในงานเปิดตัวเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ตระการตา เริ่มต้นด้วยขบวนพาเหรดศิลปะที่สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูเก็ต ตามมาด้วยการแสดงชุด “Home of Peranakan” และการฉายวิดีโอพรีเซนเทชันแนะนำศิลปินนานาชาติกว่า 65 คน ก่อนจะเปิดเวทีด้วยการแสดงศิลปะสุดพิเศษชุด “The Journey of Andaman” และ “Island Opera (Viva La Vida)”  และไฮไลต์ของงาน คือ การเปิดตัวศิลปินระดับโลก 22 คน โดยมีเยาวชนภูเก็ตในชุดเพอรานากันร่วมแสดงนำ พร้อมพิธีส่งมอบ “กุญแจเมือง” จาก โสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มอบผ่าน เกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเริ่มต้นเทศกาลศิลปะนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้

Thailand Biennale, Phuket 2025 นับเป็นเวทีสำคัญในการเฉลิมฉลองศิลปะระดับโลก เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เข้ากับอัตลักษณ์เฉพาะของภูเก็ต สร้างทั้งคุณค่าทางศิลปะและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ห้ามพลาด! ‘Thailand Local SDGs Plus Expo 2025’ ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

ห้ามพลาด! 'Thailand Local SDGs Plus Expo 2025' ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

ห้ามพลาด! ‘Thailand Local SDGs Plus Expo 2025’ ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

ห้ามพลาด!“จตุพร” ชวนชอป งาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2025 ปักธงไทยผู้นำสินค้ารักษ์โลก หนุนสินค้าท้องถิ่นสู่สากล 22-24 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์สิริกิติ์ คาดกระตุ้นเศรษฐกิจทะลุ 1,000 ล้านบาท

22 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” ณ ฮอลล์ 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเครือข่ายภาคเอกชน 17 องค์กร ผู้ประกอบการจากส่วนกลางและภูมิภาค เข้าร่วม โดยงาน Thailand Local SDGs Plus Expo 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) คาดว่า การจัดงานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 30,000 คน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท และหากรวมผลต่อเนื่องทั้งปีคาดว่าจะสร้างมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “PLUS WITH POWER: ชีวิตดี โลกดี เศรษฐกิจดี” มุ่งสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านพลังของผู้ประกอบการไทยที่ผสานแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม

นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าและบริการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)  ผ่านพลังของผู้ประกอบการไทยที่ผสานกับแนวคิดการพัฒนาอย่างสมดุล สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ “ไทยทำไทยใช้ ไทยช่วยไทย” และวันนี้ได้ร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือในการพัฒนาตลาดกลุ่มสินค้าเพื่อความยั่งยืน พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่การเป็นผู้นำตลาดสินค้ารักษ์โลกในระดับสากล

“กระทรวงพาณิชย์จะรวบรวมและจัดทำข้อมูลสินค้า SDGs เผยแพร่สู่ผู้ประกอบการและประชาชน ตลอดจนร่วมกับภาคเอกชนในการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง” นายจตุพร กล่าว

ภายในงานมีผู้ประกอบการกว่า 200 ราย จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ นำสินค้าศักยภาพกว่า 1,000 รายการมาจัดแสดงและจำหน่าย ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่นและเครื่องหนัง ของขวัญและของชำร่วย ของใช้และของตกแต่งบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม

นอกจากการออกร้านแสดงและจำหน่ายสินค้าแล้ว งานยังจัดกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การเจรจาการค้า Business Matching นิทรรศการจากหน่วยงานรัฐและพันธมิตร กิจกรรมเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ  เวิร์กช็อปแนวรักษ์โลก และมีจุดรับพลาสติกสะอาดของ “YOUเทิร์น” เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติก PCR ลดขยะพลาสติกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

สำหรับงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2025” จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22-24 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Local SDGs+ หรือโทร. 02-507-6929

-(016)

ไฟลุกรันเวย์! 77 สาวงาม MUT2025 รอบชุดราตรี-ชุดว่ายน้ำ ลุ้นรอบตัดสิน 23 สิงหาคม นี้

ไฟลุกรันเวย์! 77 สาวงาม MUT2025 รอบชุดราตรี-ชุดว่ายน้ำ ลุ้นรอบตัดสิน 23 สิงหาคม นี้

ไฟลุกรันเวย์! 77 สาวงาม MUT2025 รอบชุดราตรี-ชุดว่ายน้ำ ลุ้นรอบตัดสิน 23 สิงหาคม นี้

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.29 น.

ภารกิจค้นหาตัวแทนของไทยไปจักรวาล 2025 ใกล้สิ้นสุดเข้ามาทุกที ล่าสุด บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ผู้ถือสิทธิ์ในการจัดประกวด Miss Universe Thailand 2025 โดย คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด MIss Universe Thailand & Vice President of Miss Universe Asiana จัดการแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง (Preliminary Competition) ณ  MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 โดยมีเหล่าคณะกรรมการ แขกผู้มีเกียรติ อาทิ อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม Miss Universe Thailand 2020  เข้าร่วมชม รวมถึงที่กำลังรับชมผ่านทาง Youtube Live : Grand TV 

พิธีกรเปิดตัวผู้เข้าประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era ทั้ง 77 จังหวัดในแฟชั่นโชว์ชุดว่ายน้ำ คอลเลกชันพิเศษจากแบรนด์ ATIPA ที่เรียกได้ว่าห้ามกระพริบตาตั้งแต่วินาทีแรก เหล่าสาวงามจัดเต็มลีลาการเดินการโพสต์ เรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมลั่นฮอลล์

จากนั้น กองประกวดฯ ได้เผยโฉมสาวงามอีกครั้งในรอบชุดราตรี (Evening Gown Competition) ออกแบบและรังสรรค์โดยดีไซน์เนอร์ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ให้สาวงามได้โชว์เพอร์ฟอร์แมนซ์เฉพาะตัว ซึ่งการประกวด Miss Universe Thailand 2025 : The New Era (มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2025 : เดอะ นิว เอร่า) ในรอบการแข่งขันรอบอุ่นเครื่อง (Preliminary Competition) นี้จะมีการเก็บคะแนน เพื่อคัดเลือกสาวงามเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้าย (Top 18 Miss Universe Thailand 2025)

ภายในงาน พิธีกร ฟ้าใส ปวีณสุดา ได้ประกาศ 4 คนสุดท้าย ของการแข่งขัน “Inspire U to the Universe” และผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และผ่านเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ และ Top 4 Finalists จะมาจากผู้ที่มีคะแนนโหวต สูงสุด 2 ท่าน และจากคณะกรรมการอีก 2 ท่าน และสองคนแรก มาจากผู้ที่มีคะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่ 1. MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์” 2.MUTปทุมธานี “อมองดีน กลาสเซต์” และอีก 2 คน มาจากการคัดเลือกจากคณะกรรมการ ซึ่งได้แก่  3. MUTกรุงเทพมหานคร “แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง”4.MUTสุราษฏร์ธานี “ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร”

สำหรับ 4 คนสุดท้ายของ “Inspire U to the Universe” จะประกาศผลผู้ชนะ ในรอบตัดสิน (Final Competition) ในวันที่      23 สิงหาคมนี้ ซึ่งสาวงามจะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมผ่านเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ และอีกหนึ่งรางวัลที่สำคัญ เพื่อเข้าสู่รอบ 18 คนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ กับ Miss Popular Vote ที่เปิดให้ทุกท่านร่วมโหวตได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 23 สิงหาคม เวลา 19.00 น. โดยสามารถโหวตได้ทาง website http://www.missuniversethailand.net

ผู้ที่มีคะแนนโหวตสูง 5 อันดับ ณ ตอนนี้ ได้แก่ อันดับ 5 MUTสระบุรี อันดับ 4 MUTสมุทรปราการ อันดับ 3 MUTนครศรีธรรมราช  อันดับ 2 MUTบึงกาฬ และอันดับ 1 MUTกรุงเทพมหานคร

ภายในงาน พิธีกรได้ประกาศรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุน ได้แก่  1.Miss Vietjet Fly Green จะได้รับ บัตรโดยสารฟรีตลอด 1 ปี จากสายการบิน Vietjet Thailand ได้แก่ MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์” 2.The Ultimate Crowned Eyes of Radiance – Makne Cosmetics จะได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท สนับสนุนโดย Makne cosmetics

ได้แก่ MUTปัตตานี “ฉัฐนันท์ เถาศิริพันธ์” 3. Queen of Fresh & Soft หอมเฟรช จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย Fresh & Soft  ได้แก่ MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์” 4. FRIEND OF LINE MAN จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย LINE MAN ได้แก่ MUTกรุงเทพมหานคร “แพรววณิชยฐ์ เรืองทอง” 5. Miss Youthful Glow By Snail White จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย Snail White ได้แก่ MUTนครศรีธรรมราช  “กมลพร ทองพล” 6. MISS แกลมเกษตร จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท สนับสนุนโดย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้แก่ MUTสระบุรี “ปวีนา ซิงห์”

รอบตัดสิน Miss Universe Thailand 2025 จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม2568  ณ MGI Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9 รับชมรอบอุ่นเครื่อง (Preliminary Competition) Miss Universe Thailand 2025 : The New Era ย้อนหลังได้ที่ Youtube : Grand TV

IIFSA เตรียมประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ‘Astar Award 2025’ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล 27 ส.ค.นี้

IIFSA เตรียมประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ‘Astar Award 2025’ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล 27 ส.ค.นี้

IIFSA เตรียมประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล ‘Astar Award 2025’ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล 27 ส.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.58 น.

สถาบันนานาชาติวิทยาศาสตร์และศิลปะภาพยนตร์ (International Institute of Film Science and Arts – IIFSA) ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล “Astar Award” ประจำปี 2025 อย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบูรณาการศิลปะภาพยนตร์และเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมยกย่องผู้สร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นในด้านภาพยนตร์ นวัตกรรม งานวิจัย การศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ทั้งนี้ รายชื่อผู้เข้าชิงปีนี้ครอบคลุมกว่า 20 สาขารางวัล จากกว่า 30 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก สะท้อนถึงความหลากหลายของวงการภาพยนตร์สากล ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะ การผสมผสานเทคโนโลยี และการเล่าเรื่องที่เน้นมิติความเป็นมนุษย์

สำหรับพิธีมอบรางวัลครั้งนี้ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลก นำโดย ศาสตราจารย์ Karl Bardosh แห่ง NYU Tisch School ผู้ได้รับรางวัล Tony Award และบุกเบิกแนวคิดภาพยนตร์บนมือถือ ร่วมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแถวหน้า อาทิ ปูซาน อัมสเตอร์ดัม มุมไบ และเมลเบิร์น รวมถึงนักวิชาการและศิลปินชื่อดังจากหลากหลายประเทศ

ภาพยนตร์ที่เข้าร่วมได้รับการเสนอชื่อโดยสมาชิกของ IIFSA หรือผู้สมัครเข้าร่วมโดยตรง โดยจะมีการโหวตคัดเลือกผู้ชนะจากคณะกรรมการ และประกาศผลอย่างเป็นทางการในพิธีมอบรางวัล

งานมอบรางวัล Astar Award 2025 จะจัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในวันที่ 27 สิงหาคม 2025 โดยมีศิลปิน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และคนรุ่นใหม่จากทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อร่วมเป็นประจักษ์พยานอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ

-(016)

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ – กทม. ชวนสร้างกุศลด้วยการเป็นผู้ให้ชีวิต ขอบัตรประชาชนพร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ - กทม. ชวนสร้างกุศลด้วยการเป็นผู้ให้ชีวิต ขอบัตรประชาชนพร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ – กทม. ชวนสร้างกุศลด้วยการเป็นผู้ให้ชีวิต ขอบัตรประชาชนพร้อมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต

วันศุกร์ ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จัดงานแถลงข่าว “ความก้าวหน้าความร่วมมือการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานกรุงเทพมหานคร” เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการบริจาคอวัยวะและเพิ่มช่องทางให้ผู้มีจิตอันกุศลสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเมื่อมาทำบัตรประชาชนที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตใหม่ของผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยมี รศ.นพ.ศุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รักการผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กลินท์ สารสิน กรรมการสภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ตรีนุช สันติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด ร่วมให้รายละเอียด จัดขึ้นเมื่อวันที่  19 สิงหาคม  2568 ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า)

ดร.อนุรุธ ว่องวานิช กรรมการส่งเสริมกิจการ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ, ผศ.พญ. ลลิดา ปริยกนก ผอ.ศูนย์ดวงตาฯ , รศ.นพ. สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รอง ผอ. รักษาการ ผอ.ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ, กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ, รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม., ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่า กทม. และ ภิมุข สิมะโรจน์ เลขานุการผู้ว่า กทม.

รศ.นพ.ศุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การบริจาคอวัยวะและการปลูกถ่ายอวัยวะ ในปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายอวัยวะทุกอวัยวะมากถึง 7,486 ราย แต่ในปี 2567 มีผู้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะเพียง 946 ราย จากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียชีวิต จำนวน 436 ราย และผู้รอการปลูกถ่ายอวัยวะเสียชีวิตระหว่างการรอการปลูกถ่าย 166 คน หรือ ทุกสัปดาห์จะมีผู้เสียชีวิต 3 คน ในขณะเดียวกันมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะขณะมีชีวิตทั้งหมด 1,765,217 คน หรือร้อยละ 2.7 ของประชากร จึงทำให้เกิดการขาดแคลนอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมให้มีการบริจาคอวัยวะให้มากเพียงพอต่อการปลูกถ่ายในประเทศรับ พร้องทั้งจัดสรรอวัยวะที่ได้รับบริจาคอย่างเป็นธรรมให้กับผู้รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะโดยไม่มีการซื้อขาย และอวัยวะที่ได้รับบริจาคไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด

นพ. สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รอง ผอ. รักษาการ กล่าวถึงความเป็นมาและความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่างศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ และกรุงเทพมหานคร

กลินท์ สารสิน กรรมการสภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า การแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง ซึ่งผู้บริจาคอวัยวะจะสามารถต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยได้มาก 8 คน ผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะนับว่าเป็นผู้มีจิตอาสา จิตสาธารณะในการจะช่วยเหลือผู้ป่วยให้มีชีวิตได้ยืนยาวมากขึ้น รวมถึงญาติต้องยินยอมในการบริจาคอวัยวะผู้เสียชีวิตจากสมองตาย ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ได้ร่วมกับอาสาสมัคร 2024 อาสากาชาด ออกประชาสัมพันธ์เชิงรุกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 โดยมีการออกบูธให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริจาคอวัยวะแก่ประชาชน เจ้าหน้าที่ในสำนักงานเขต กทม. ไปแล้ว 35 เขต และจะทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครบ 50 ภายในปีนี้ โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นอย่างมากในการให้ผู้มาติดต่อราชการ ณ สำนักงานเขตได้รับรู้รับทราบและเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีต่อการบริจาคอวัยวะและตัดสินใจแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ ในนามศูนย์รับบริจาคอวัยวะ ขอขอบคุณผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด ที่ได้สนับสนุนภารกิจของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยให้ประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่รอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะ รวมถึงยังสามารถลดอัตราการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

กลินท์ สารสิน กล่าวถึงความร่วมมือ ความสำคัญและความก้าวหน้าของโครงการ

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เรื่องบริจาคอวัยวะเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การที่เราสามารถเพิ่มจำนวนผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้จะเป็นประโยชน์มาก สำหรับกรุงเทพมหานคร ได้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ได้แก่ จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ การแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะผ่านการทำบัตรประชาชน ในใบลงทะเบียนขอทำบัตรประจำตัวประชาชนเพิ่มช่องระบุว่าประสงค์หรือไม่ประสงค์บริจาคอวัยวะ ในกรณีที่ไม่ได้ติดต่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนแต่ต้องการแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะก็สามารถเพิ่มข้อมูลในระบบข้อมูลในทะเบียนบัตรประจำตัวประชาชนได้ และเผยแพร่สื่อวีดีทัศน์ของศูนย์รับบริจาคอวัยวะบนโทรทัศน์ระหว่างที่ประชาชนรอติดต่อราชการ ทั้งนี้กรุงเทพมหานครจะเร่งดำเนินการให้ประชาชนสามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะให้ได้ครบทุกสำนักงานเขตภายในสิ้นปีนี้  อีกทั้งกรุงเทพมหานครพร้อมจะร่วมมือกับสภากาชาดไทยในทุกมิติ          

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวถึงการรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักงานเขต กทม.

ตรีนุช สันติกุล กล่าวความร่วมมือการสนับสนุนอาสากาชาดออกประชาสัมพันธ์การรับบริจาคอวัยวะทั้ง 50 เขต กทม.

ตรีนุช สันติกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย กล่าวว่า จากวันแรกที่อาสากาชาดได้ออกปฏิบัติงานในการให้ความรู้ รณรงค์เรื่องบริจาคอวัยวะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่สำนักงานเขตสายไหม มีอาสาสมัครทำงานในโครงการนี้รวมกว่า 900 คน ซึ่งอาสาสมัครกาชาดจะได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการรับบริจาคและการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยทำงานร่วมกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ และกลุ่มอาสาสมัคร 2024 เพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางแห่งความหวังในการประชาสัมพันธ์ถ่ายทอดข้อมูลและตอบข้อสอบถามแก่ประชาชนเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่เกิดจากแรงศรัทธาบนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง ผลจากความร่วมมือทำให้มีประชาชนแสดงความจำนงในโครงการนี้มากถึง 1,700 คน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของโครงการ อีกทั้งสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการให้อันยิ่งใหญ่ คนไทยมีหัวใจแห่งการเสียสละ เป็นแสงแห่งความหวังให้กับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคที่ไม่รักษาได้และการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นทางเดียวที่จะนำพวกเขากลับมาให้อยู่กับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

กลุ่มอาสาสมัคร 2024 มอบเสื้อยืด “เมื่อไม่ใช้…ชีวิตใหม่ของใครอีกหลายคน” จำนวน 270 ตัว ให้ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ โดยมี รศ.นพ. สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รับมอบ เพื่อให้เป็นของขวัญแก่ผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะในโครงการประชาสัมพันธ์ 50 เขต กทม.

เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการ กทม. เสาชิงช้า ร่วมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ

กลุ่มอาสาสมัคร 2024 และ อาสากาชาด ออกบูธประชาสัพพันธ์การรับแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่สำนักเขตต่างๆ

ประชาชนผู้มีจิตสาธารณะและมีหัวใจแห่งการให้ สามารถแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้แล้ววันนี้ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ตึกเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรฯ ชั้น 5 ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร. 1666 หรือ 0 2256 4045-6 สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดทั่วประเทศ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ ช่องทางออนไลน์ www.organdonate.in.th และแอปพลิเคชัน “บริจาคอวัยวะ” ล่าสุดที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร เพราะ 1 ผู้ให้ ช่วยได้ 8 ชีวิต

ทั้งนี้ ได้รับการเอื้อเฟื้อกรุณาพิเศษจากช่อง TNN 16